breadcrumb symbol หน้าหลัก

ซ่อนอะไรไว้ในสตั๊ด
by ดร.พิว



ซ่อนอะไรไว้ในสตั๊ด
by ดร.พิว


[#หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว]

อัพเดตเมื่อ : November 27, 2020 3:56am โดย : Dr-piew

ดีเอโก้ มาราโดน่า สักรูป เช กูวาร่า คุณหมอนักปฏิวัติไว้ที่ต้นแขนขวา เพื่อเป็นการรำลึกถึง
เขาไม่เคยเจอไอดอลแบบตัวเป็นๆ ตอน เช เสียชีวิตที่โบลิเวียในปี 1967 มาราโดน่า เพิ่งอายุ 7 ขวบ ไร้เดียงสาเกินกว่าจะอินหรือเข้าใจเรื่องการเมือง
ในขณะเดียวกันที่น่องขวาสักรูปหน้า ฟิเดล กาสโตร อดีตผู้นำคิวบาผู้ล่วงลับไว้ด้วย
มาราโดน่า ทันได้เจอกับ กาสโตร แบบตัวเป็นๆ เขาเทิดทูนบูชาถึงขนาดยกย่องเป็น "พ่อคนที่สอง"
ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองมีทิศทางเดียวกัน ต่อต้านทุนนิยมแบบเข้มเข้น เกลียดเผด็จการเข้าไส้ เอียงซ้ายเข้าหาสังคมนิยม จึงมีโอกาสได้มาทำความรู้จักกัน ในวันที่ชื่อเสียงของ มาราโดน่า เบ่งบาน
หลังนำอาร์เจนตินาผงาดครองแชมป์โลกในปี 1986 จังหวะเดียวกับ กาสโตร ต้องการให้ฟุตบอลได้รับความนิยมในคิวบามากขึ้น เท่าที่ผ่านมามีเพียงเบสบอลกับมวยสากลสมัครเล่นเท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจได้
ดังนั้นโอกาสดีจึงเชื้อเชิญ มาราโดน่า มาเป็นแขกวีไอพี รองรับอย่างสมเกียรติกัปตันแชมป์โลก
แน่นอน มาราโดน่า ดีใจเนื้อเต้น ไม่ง่ายเลยที่จะได้เผชิญหน้ากับ กาสโตร บุรุษเหล็กผู้ไม่เคยก้มหัวให้สหรัฐฯ อีกทั้งรอดชีวิตจากการถูกลอบสังหารมานับครั้งไม่ถ้วน
เขานำเสื้อเบอร์ 10 ไปมอบให้กับผู้นำคิวบา หลังผ่านการสนทนาครั้งแรกไปอย่างชื่นมื่นราบรื่น ครั้งที่สอง ครั้งที่สามและครั้งต่อไปอีกนับไม่ถ้วนก็ตามมา
มาราโดน่า กลายเป็นบุคคลสำคัญของคิวบา เวลาที่ได้อยู่กับ กาสโตร ส่วนตัวมักจะถามถึง เช กูวาร่า อยู่บ่อยๆ พร่ำบ่นเสียดายไม่มีโอกาสเจอตัว
แม้จะเติบโตมาด้วยความแตกต่างด้านพื้นฐานครอบครัว บ้านของ เช มีฐานะดี ได้รับการสนุนสนุนเรื่องการศึกษาอย่างเต็มที่เรียบจบหมอ ส่วน มาราโดน่า ตรงกันข้ามเกิดในย่านบีย่า ฟิโอริโต้ชุมชนแออัด มีแต่จนชนชั้นล่างอาศัย
แต่ เช พร้อมต่อสู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า ซึ่งนั่นสร้างความประทับให้ มาราโดน่า ผู้มีแนวคิดเช่นนี้ฝังหัว ตอนก้าวขึ้นมาเป็นแข้งอาชีพใหม่ๆ ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น รับรู้ความเสื่อมถอยของระบบการปกครอง อันเต็มไปด้วยการคดโกงคอร์รัปชั่น
เขาจึงแสดงตัวต่อต้านอย่างชัดเจน ไม่หวั่นเกรงว่าจะกระทบต่อชื่อเสียง หากโอกาสเอื้ออำนวยมักจะเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเสมอ
จิตใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเช่นนี้แหล่ะ สร้างความปลาบปลื้มให้กับ กาสโตร เหลือเกิน จะมีนักเตะระดับโลกสักกี่คนที่พร้อมจะแลกทุกอย่างกับอุดมการณ์อันแน่วแน่
อย่างไรก็ตาม มาราโดน่า เริ่มพึ่งพายาเสพติด ใช้โคเคนบำบัดมาตั้งแต่ในปี 1983 เมื่อครั้งยังเล่นให้บาร์เซโลน่าและมาเพิ่มปริมาณหนักกว่าเดิมตอนย้ายมาค้าแข้งกับนาโปลี
เนเปิ้ลส์คือหนึ่งในเมืองใหญ่ที่ยากจนของอิตาลี ขณะเดียวกันก็ยังเป็นแหล่งค้าและพักยาเสพติดที่ลำเลียงมาจากเกาะต่างๆ ของหาง่ายแบบนี้ถือว่าเข้าทางพอดี
เขายังพัวพันกับการคบค้าสมาคมพวกมาเฟียใหญ่ที่มีอิทธิพลในเมือง ซึ่งมันถูกโยงถึงเรื่องการใช้ยา รวมถึงผลประโยชน์ต่างๆ
ความที่ถูกยกย่องเป็นพระเจ้าของชาวเนเปิ้ลส์ หากอยากได้อะไรแค่กระดิกนิ้ว ทุกอย่างก็ถูกประเคนมาให้ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
หลังผ่านการใช้ยามาอย่างสมบุกสมบันร่างกาย มาราโดน่า ทรุดลงเรื่อยๆ ต้นทศวรรษ 90 เริ่มออกอาการให้เห็น จนต้องเข้ารับการบำบัด
ขณะเดียวกันหลายคนคงจำได้ ฟุตบอลโลก 1994 มาราโดน่า คัมแบ็กอีกครั้ง เปิดหัวได้หรูหราแมตช์ถล่มกรีซ ก่อนถูกจับตรวจโด๊ป พบว่าใช้สารกระตุ้น จึงโดนส่งตัวกลับและลงดาบแบนยาว 15 เดือน
เมื่อรู้ว่าไอ้ลูกชายกำลังโดนมรสุมรุมเร้าจนโซซัดโซเซ ประคองตัวแทบไม่ไหว กาสโตร ก็ยื่นมือมาช่วยเหลือ
เขายินดีให้ มาราโดน่า มารักษาตัวที่คิวบา ดินแดนซึ่งได้ขึ้นชื่อว่ามีระบบการแพทย์และสาธารณสุขอันก้าวหน้าทันสมัย มาจากนโยบายที่ต้องการให้ผู้คนเข้าถึงการรักษาที่ดีเยี่ยม
4 ปีที่นั่้น มาราโดน่า หายกลับมามีชีวิตปกติอีกครั้ง ช่วงที่ใกล้ชิดกันความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแฟ้นกว่าเดิม
ภายหลังตำนานลูกหนังยังเล่าด้วยว่า เป็นเรื่องปกติที่จะถูก กาสโตร ผู้นิยมการนอนดึกๆ ปลุกมาตอนตีสองเพื่อสนทนากันตามประสา ทั้งฟุตบอล กีฬา การเมืองและดนตรี
ในวันที่ทราบข่าว กาสโตร เสียชีวิตทางหน้าจอทีวี แล้วเห็นพวกผู้คนบางส่วนฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง สร้างความฉุนเฉียวให้ มาราโดน่า อย่างยิ่ง
"มันน่ารังเกียจมากๆที่มีคนออกมาฉลองให้ความตายของ ฟิเดล เขาคือคนที่ยิ่งใหญ่สุดในชีวิตของผม เป็นการสูญเสียอันน่าเศร้านับตั้งแต่การจากไปของแม่ผม"
ฟิเดล กาสโตร จากไปในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2016
อีก 4 ปีถัดมา มาราโดน่า สิ้นลมในวันที่ 25 พฤศจิกายน
ประตูสวรรค์เปิดต้อนรับพ่อลูกต่างสายเลือด ผู้มีอุดมการณ์เดียวกันเรียบร้อยแล้ว
Facebook Comment