breadcrumb symbol หน้าหลัก

บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์
by ท่านชายในสายหมอก



บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์
by ท่านชายในสายหมอก


[ บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์ ] ตอน: อดเปรี้ยวไว้กินหวาน

อัพเดตเมื่อ : November 11, 2020 5:46am โดย : Eaststand-united

สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากประสบความพ่ายแพ้ 2 นัดติดต่อกัน ต่ออาร์เซน่อล และ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ เกิดเหตุร่ำลือกันอย่างหนาหูแถวๆ เมืองแมนเชสเตอร์ว่า สโมสรจากเมืองแมนเชสเตอร์ฝั่งสีแดง กำลังมีแผนการจะเปลี่ยนกุนซือ..!
หากเรามองย้อนไป นับตั้งแต่เฟอร์กี้ขอเกษียณอายุราชการของตัวเองในปี 2013 จังหวะเลือกกุนซือของแมนฯ ยูไนเต็ด นั้นไม่เคยลงล็อคเลยนะครับ มันผิดฝาผิดตัวมาตลอด
ก่อนฤดูกาลสุดท้ายของเฟอร์กี้กับแมนฯ ยูไนเต็ด เฟอร์กี้ได้นัดพบเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งช่วงนั้นกำลังว่างงานหลังจากที่แยกทางกับบาร์เซโลน่าพอดี เฟอร์กี้พยามหว่านล้อมให้เป๊ปยอมมาเป็นทายาทของตนเองในถิ่นอสูร เพียงแต่ตอนนั้นเฟอร์กี้ยังไม่มีความชัดเจนมากพอว่าจะวางมือเมื่อไหร่ สุดท้ายเป๊ปอาจจะรอเฟอร์กี้ไม่ไหว เลือกไปคุมบาร์เยิน มิวนิคเสียก่อน และคนที่มาแทนเฟอร์กี้จริงๆ ก็คือเดวิด มอยส์
เมื่อไล่มอยส์ออกในปี 2014 ตอนนั้นเยอร์เก้น คล็อปป์ ยังทำงานที่ดอร์ทมุนด์ เป๊ปเลือกบาร์เยิน มิวนิค ไปแล้ว ขณะที่ คาร์โล อันเชล็อตติ ก็เพิ่งบรรลุโปรเจ็คท์ “ลา เดซิมา” (La Decima) นั่นคือทำให้เรอัล มาดริด ได้แชมป์ยูเอฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 10 มาครองได้สำเร็จ
ดังนั้นเมื่อตัวเลือกมีน้อย บอร์ดจึงแต่งตั้งหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือจอมแท็คติก โค้ชทีมชาติฮอลแลนด์ในขณะนั้น ให้มาคุมทีมเป็นคนต่อไปในฤดูกาล 2014/2015 ซึ่งฤดูกาลนี้เอง เป็นฤดูกาลสุดท้ายของเยอร์เก้น คล็อปป์ กับดอร์ทมุนด์พอดี นั่นหมายความว่าถ้าแมนฯ ยูไนเต็ด อดทนกับมอยส์อีก 1 ฤดูกาลแล้วค่อยปลดออก แมนฯ ยูไนเต็ดก็มีโอกาสจะดึงตัวเยอร์เก้น คล็อปป์มาร่วมงานด้วยในตอนนั้นเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถล่วงรู้อนาคตได้
ตลอด 2 ปีที่ฟาน กัล มาคุม ปีศาจแดงคว้าไปได้ถ้วยเดียวก็คือเอฟเอคัพ ในปี 2016 ด้วยความสำเร็จเพียงแค่นี้ ฟาน กัล ก็ต้องจากไปในที่สุด ซึ่งตอนที่ปลดฟาน กัล ในช่วงพฤษภาคม 2016  เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เซ็นสัญญามาคุมแมนฯ ซิตี้ล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่ต้นปี ส่วนคล็อปป์มาคุมลิเวอร์พูลเรียบร้อย และอันเชล็อตติก็จะไปแทนตำแหน่งของเป๊ปที่บาร์เยิน ขณะที่ ซีเนอดีน ซีดาน ก็กำลังคุมเรอัล มาดริด ได้สวย ดังนั้นกุนซือที่เปี่ยมไปด้วยบารมีและถ้วยรางวัลที่ว่างงานในขณะนั้นมีอยู่คนหนึ่งก็คือ โชเซ่ มูรินโญ่
โชเซ่ มูรินโญ่ มาคุมทีมปีศาจแดงในฤดูกาล 2016/2017 ตอนนั้นบอร์ดบริหารสนใจแต่ “ความสำเร็จ” และ “ถ้วยรางวัล” จนลืมไปว่าวิธีการเล่นของมูรินโญ่นั้นโคตรแท็คติกยิ่งกว่าฟาน กัล เสียอีก เน้นเกมรับเป็นหลัก ซึ่งมันขัดกับธรรมชาติของแมนฯ ยูไนเต็ด อย่างสิ้นเชิง
และที่สำคัญบอร์ดอาจจะดูไม่ละเอียดเพียงพอว่า มูรินโญ่ “ไม่สดเหมือนเดิมแล้ว” เกมรับที่ขึ้นชื่อลือชา กลับกลายมาเสียประตูง่าย ไปที่ไหนการันตีได้แชมป์ลีกแน่ๆ แต่มาพลาดกับปีศาจแดง เมื่อสุดท้ายคนมันไม่ใช่ ก็ต้องแยกจากกันอีกอยู่ดี ในเดือนธันวาคมปี 2018  ซึ่งเป็นจังหวะที่กุนซือมีฝีมือคนอื่น ก็มีงานทำแล้วพอดีอีก แต่มีคนหนึ่งที่ว่างงานอยู่
ในตอนนั้น คือซีเนอดีน ซีดาน แต่ซีดานไม่รับงานคุมทีมระหว่างฤดูกาล บอร์ดจึงไปดึงโอเล่ โซลชา ลูกหม้อของสโมสรมา “ขัดตาทัพ” ไปพลางๆ ก่อน
แต่จะด้วยชะตาฟ้าลิขิตหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ ผลงานคุมทีมช่วงแรกของโอเล่ สวยงามเกินความคาดหมายของบอร์ดและแฟนบอล จากที่ตอนแรกมาเพียงแค่ “ชั่วคราว” เพื่อรอให้จบฤดูกาลแล้วค่อยหากุนซือถาวร กลายเป็นบอร์ดยื่นสัญญายาวให้โอเล่ก่อนจบฤดูกาลเสียอีก โครงการเฟ้นหากุนซือถาวรจึงถูกพับเก็บ และซีดานก็หวนกลับไปคุมเรอัล มาดริด รอบสอง ส่วนโอเล่ก็ยังได้คุมทีมอยู่จวบจนปัจจุบัน
ซึ่งในตอนนี้การเฟ้นหากุนซือมือดีแห่งโรงละครแห่งความฝันกำลังกลับมาอีกครั้ง เพราะผลงานของทีมมีแต่ทรงกับทรุด จะคาดหวังไปยาวๆ กับโอเล่ก็คงไม่ได้แล้ว และเมื่อมีเหตุการณ์ที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือผู้กำลังว่างงานชาวอาร์เจนไตน์ เดินสายออกรายการทีวีพร้อมประกาศว่าพร้อมที่จะกลับมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแล้ว ฉะนั้นและฉะนี้ เมื่อฟอร์มของทีมปีศาจแดงกำลังดำดิ่ง และโค้ชมีดีกรีประกาศพร้อมกลับมาทำงาน สื่อเมืองผู้ดีจึงนำ 2 เหตุการณ์มาผสมกันโดยมโนกันไปว่า โอเล่ โซลชา กำลังจะโดนเด้ง และผู้ที่จะมาแทนก็คือ โปเช็ตติโน่ หรือ “พอช” คนที่กำลังว่างงานนั่นเอง
ต้องบอกกันตามตรงว่า ผมเองไม่ได้พิศวาส “พอช” เท่าไหร่นัก เนื่องจากว่ายังไม่มีความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็น “ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม” ในที่นี้สามารถใช้คำว่า “ถ้วยรางวัล” แทนลงไปได้ ใช่ครับ พอชยังไม่เคยได้แชมป์อะไรเลยตลอดชีวิตในการคุมทีมของเขา
เรามาดูเส้นทางการคุมทีมของพอชที่ผ่านมากันก่อน เขาเริ่มต้นคุมทีมจริงๆ จังๆ คือการคุมเอสปันญ่อลเป็นสโมสรแรก คุมเอสปันญ่อลราวๆ 4 ปี พาเอสปันญ่อลอยู่กลางตารางเสียเป็นส่วนใหญ่
จากนั้นก็ย้ายมาคุมทีมในพรีเมียร์ ลีก อย่างเซาท์แธมป์ตัน ในฤดูกาล 2013/2014 พอชพาทีมนักบุญจบอันดับ 8 ได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งที่ยังไม่มีสตาร์ดังมากมาย ตอนนั้นมีแค่ ริกกี้ แลมเบิร์ต, เจย์ โรดริเกวซ, มอร์กาน ชไนเดอร์ลิน และ อดัม ลัลลานา ทีมของพอชในตอนนั้น ยังไม่มี มาเน่ กับ ฟาน ไดค์ เลยนะครับ
หลังจากไปได้ดีกับเซาท์แธมป์ตัน พอชก็ได้ไต่ระดับไปคุมทีมที่ใหญ่กว่าอย่าง ท็อทแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คุมสเปอร์ผลงานออกมาดี ได้รองแชมป์ลีก คัพ ได้รองแชมป์พรีเมียร์ ลีก ไปจนถึงรองแชมป์ยูเอฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้สัมผัสถ้วยแชมป์อะไรอยู่ดี จนสุดท้ายต้องออกจากสเปอร์เพราะโดนผู้ที่การันตีถ้วยรางวัลอย่างโชเซ่ มูรินโญ่ มากเทคโอเวอร์ตำแหน่ง
เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นหนี่งในเครื่องหมายคำถามว่า “พอชคือคนที่ใช่สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จริงหรือ..?” เพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยมีบทเรียนมาแล้วกับกุนซือที่มองว่าเก่ง มีฝีมือ แต่ปราศจากถ้วยรางวัล อย่าง เดวิด มอยส์ สุดท้ายคุมได้ 8 เดือน รับความกดดันไม่ไหว ก็ต้องถูกปลด
และถ้าหากบอร์ด และแฟนบอลยังคงอดทนกับโอเล่ไปก่อน รอให้จบฤดูกาลแล้วค่อยปลดออก โอเคฤดูกาลนี้อาจจะไม่ได้ไปแชมป์เปี้ยนส์ ลีก แต่ถึงช่วงปิดฤดูกาลในตอนนั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อาจจะเบื่อแมนฯ ซิตี้ หรือ ซีดานอาจจะโดน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ไล่ออกจากเรอัล มาดริด ถึงตอนนั้นก็ค่อยไปเจรจาทาบทามก็ยังพอไหว เพราะชื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันก็ยังขายได้ในตัวของมันเอง
เพียงแต่ไม่มีใครรู้อนาคต ถ้าไม่ปลดตอนนี้ แล้วรอจนจบฤดูกาล ตอนนั้นเป๊ปอาจจะยังไม่ออกจากเรือใบสีฟ้า หรืออาจจะตัดสินใจกลับไปคุมบาร์ซ่าตามคำเชิญของประธานสโมสรคนใหม่ ซีดานไม่ออกจากเรอัล มาดริด สุดท้ายพอชได้ทีมใหม่คุมเรียบร้อย กลายเป็นว่าไม่เหลือโค้ชชั้นยอดในตลาดให้เลือก ถึงตอนนั้นปลดโซลชาไป ก็ไม่รู้จะหาคนที่ดีกว่าจากไหนอีก มันอาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้ ไม่มีใครรู้อนาคตอีกนั่นแหละ
ใจผมน่ะ เป็นประเภทไม่ชอบหวังน้ำบ่อหน้า ไม่ค่อยยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เพราะอนาคตไม่รู้จะหวานหรือไม่ ตอนนี้พอชว่างก็เอามาก่อนเถอะ อย่างน้อยการันตีว่ามีฝีมือ เพียงแต่บารมีและความสำเร็จมันยังไม่ได้ แต่ใครจะรู้เขาอาจจะมาเริ่มต้นไขว่คว้าความสำเร็จกับแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ได้
ซึ่งบอร์ดแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ใช้วิธีแบบผมมาตลอด ก็ไปเอามาก่อนค่อยว่ากัน ทั้งฟาน กัล ทั้งมูรินโญ่ ทั้งโซลชา บอร์ดไม่อดทน ไม่รอจังหวะ เพียงแต่มันผิดฝาผิดตัวมาตลอดอย่างที่เห็น
เอาจริงๆ นะ ถ้าให้เดาใจบอร์ด ผมว่าครั้งนี้เขายอมรอ ปีนี้คิดว่าแมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะชวดโควต้าแชมป์เปี้ยนส์ ลีก ถ้าไม่ติด 1 ใน 4 จริงๆ โอเล่ยังไงก็ไม่รอด คงจะไปเชือดกันตอนนั้น และเมื่อถึงวันนั้น ก็ขอให้ในหัวของเป๊ป กับ ซีดาน มองว่าการปลุกปิศาจแดงให้กลับมายิ่งใหญ่ มันคือความท้าทายที่ยิ่งยวดอย่างหนึ่งก็แล้วกัน..!
ส่วนใครกำลังมองหาเว็บไซด์แห่งความท้าทายล่ะก็ต้องนี่เลยครับกับ MYSBOBET ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------
...[“ ท่านชายในสายหมอก ”]...
Facebook Comment