breadcrumb symbol หน้าหลัก

บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์
by ท่านชายในสายหมอก



บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์
by ท่านชายในสายหมอก


[ บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์ ] ตอน: ใจไม่ถึง

อัพเดตเมื่อ : February 16, 2021 8:30pm โดย : Eaststand-united

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สาวกปีศาจแดงน่าจะทราบกันดีว่า “ภาพจำ” ของ “เฟอร์กี้ทีม” คืออะไร
สิ่งหนึ่งที่ทุกคนพูดถึงมากที่สุดเมื่อนึกถึงแมนฯ ยูไนเต็ดในยุคนั้นก็คือ “การโกงความตาย”
จากที่จะแพ้แต่กลับมาตีเสมอ จากที่จะเสมอแต่กลับมาชนะ หรือบางนัด จากที่จะแพ้แต่กลับมาพลิกชนะได้เฉย อย่างนัดในตำนานที่โค่นบาร์เยิน มิวนิค ที่คัมป์ นู
ว่ากันว่าบางครั้ง “คาแรคเตอร์” ของผู้จัดการทีมเป็นอย่างไร ผู้เล่นก็จะมีคาแรคเตอร์ของผู้เป็นโค้ชติดลงไปยามที่ทำศึกอยู่บนฟลอร์หญ้าด้วยเช่นกัน เฟอร์กี้เกลียดความพ่ายแพ้เป็นที่สุด นักเตะของเขาจึงวิ่งบี้คู่แข่งเพื่อไม่ให้ทีมพ่ายแพ้จนกระทั่งสิ้นเสียงนกหวีด บ่อยครั้งที่เฟอร์กี้เดิมพัน “หมดหน้าตัก” เพื่อที่จะไม่ให้ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่คู่แข่ง
หันกลับมาดูแมนฯ ยูไนเต็ดของโอเล่ โซลชา ผู้เคยเป็นหนึ่งในศิษย์ก้นกุฏิของเฟอร์กี้มาก่อน มันตลกร้ายตรงที่เกมแห่งการ “คัมแบ็ค” ในตำนานที่คัมป์ นู ก็เป็นโอเล่ โซลชา นี่แหละที่เป็นผู้ตะบันประตูชัยจนทำให้เฟอร์กี้ถึงกับคำรามวลีอมตะ “Football - Bloody Hell” แต่ดูเหมือนว่า โอเล่ โซลชา จะไม่ได้ซึมซับคาแรคเตอร์ของเฟอร์กี้ติดมาด้วย
ย้อนกลับไปในเกมเสมอเวสต์บรอมวิชฯ เมื่อคืนวันอาทิตย์ แมนฯ ยูไนเต็ดโดนนำไปตั้งแต่นาทีที่ 2 โดนนำเร็วก็จริง แต่มีเวลาเหลือเฟือในการตามตีเสมอ หรือแม้กระทั่งพลิกกลับมาขึ้นนำ แต่ครึ่งแรกทั้งครึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ดแทบไม่ได้คุกคามอะไรเวสต์บรอมวิชฯ ได้เลย มีแต่จังหวะตีเสมอเท่านั้นที่เป็นโอกาสได้ยิงแบบจริง ๆ จัง ๆ


 
เมื่อตีเสมอได้ ครึ่งหลังก็น่าจะลงมาบดขยี้ให้สิ้นซากได้ไม่ยาก แต่ถึงแม้จะคุมเกมได้ก็จริง แต่ก็ยังเคาะบอลไปมา เหมือนเล่นแบบไม่กล้าเสี่ยง ทั้ง ๆ ที่คู่แข่งคือ “เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน” และกว่าจะเปลี่ยนผู้เล่นที่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงอย่างมาร์กซิยาลออก ก็ต้องรอจนถึงนาทีที่ 65 ทั้งที่ควรจะเปลี่ยนออกตั้งแต่พักครึ่งแล้ว เพราะทำอะไรไม่ได้เลย
และกว่าจะยอมเสี่ยงอีกขั้นก็ต้องรอจนถึง 15 นาทีสุดท้าย ถึงค่อยปล่อย DVB ลงมาแทนเฟร็ด แน่นอนว่าเสี่ยงแค่นี้มันยังไม่พอ เพราะทีมยังพังประตูขึ้นนำไม่ได้ แต่โอเล่ โซลชา มี “ความกล้า” และ “ความบ้า” เพียงแค่นี้เท่านั้น เขาไม่กล้าเสี่ยงมากกว่านี้ทั้งที่ยังมีตัวรุกอีก 1 คน อย่างแดเนียล เจมส์ นั่งอยู่ข้างสนามสามารถเปลี่ยนลงมาได้
ความกล้านี่แหละคือสิ่งที่โอเล่ยังขาดหาย เขายอมเสี่ยงจริง แต่เสี่ยงไม่สุด คือเล่นแบบ “ชนะก็ดี แต่ไม่แพ้ดีกว่า” ไม่ได้คิดว่า “ต้องชนะ” แบบเฟอร์กี้
สาเหตุหนึ่งในการครองอำนาจแบบผูกขาดยาวนาน ก็คือการเล่น “เพื่อชนะ” ของเฟอร์กี้ แค่เฟอร์กี้ทำหน้าสีแดงก่ำออกมาตะโกนโฮกอยู่ข้างสนาม นักเตะก็วิ่งกันลืมตาย เหมือนจะกลัวเฟอร์กี้มากกว่ากลัวความพ่ายแพ้ซะอีก
แต่โอเล่ โซลชา ไม่มีคาแรคเตอร์แบบนั้นเลยสักนิด เข้าใจได้คนเราไม่เหมือนกัน ทุกคนมีวิถีทางเป็นของตัวเอง แต่เชื่อเถอะ แมนฯ ยูไนเต็ดจะกลับมาประสบความสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าผู้เป็นกุนซือยังมีความ “กล้าได้กล้าเสีย” ไม่เพียงพอ
ทีมฟุตบอลทุกทีม มันจะมีช่วงเวลาคับขันอยู่เสมอ ช่วงเวลาที่ไม่มีอะไรจะเสีย หลายคนบอกว่า คืนวันอาทิตย์ถ้าเสี่ยงมากกว่านี้ อาจโดนเวสต์บรอมฯ สวนกลับแล้วโดนยิงแพ้ไปเลยก็ได้ แต่เชื่อเถอะครับ ขึ้นชื่อว่าเป็น “แฟนผี” ถ้าสู้แล้วต้องตายคาสนาม ก็ยังดีกว่าสู้ไปกลัวไปแบบเมื่อคืนวันอาทิตย์ เพราะถ้าสู้แล้วแพ้ แฟนผีอย่างผมก็ยังเข้าใจว่ายังมีความคิดที่จะเอาชนะคู่แข่ง


 
เกมเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ช่วงท้ายเกมแมนฯ ยูไนเต็ด บุกกระหน่ำอยู่ข้างเดียวก็จริง ความคิดที่ว่า “เดี๋ยวก็ยิงได้” มันก็มีแหละ แต่ความมั่นใจมันน้อยกว่าสมัยเฟอร์กี้เยอะ
ตอนยุคเฟอร์กี้นั้นความรู้สึกของผมที่เป็นแฟนบอล มันสัมผัสได้ว่า ทั้งโค้ช ทั้งแฟนบอล คิดเหมือนกัน และมีความรู้สึกอย่างเดียวกันคือบุกมันเข้าไป แล้วต้องยิงให้ได้ ตายคาสนามก็ต้องยอม
แต่ยุคนี้ เหมือนกับว่าแฟนบอลยังเต็มที่เหมือนเดิม แต่โค้ชไม่ยอมสู้อย่างที่แฟนบอลอยากให้เป็น ไม่ยอมแลก ไม่ยอมเสี่ยง
คือก็เข้าใจในวิถีทางนะ แต่บอกตรง ๆ
มันไม่ได้ใจว่ะ..!
---------------------
...[“ ท่านชายในสายหมอก ”]...
อยากจะมีภาพจำดีๆ มีความรู้สึกสุดสนุกเก็บไว้ อย่าลืม MYSBOBET  บรองว่าคุณลืมไม่ลงแน่นอน ที่นี้มีความสนุกพร้อมให้คุณเริ่มต้นแบบไม่ต้องรอตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการเต็มที่ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment