breadcrumb symbol หน้าหลัก

บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์
by ท่านชายในสายหมอก



บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์
by ท่านชายในสายหมอก


[ บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์ ]

อัพเดตเมื่อ : May 12, 2021 1:58am โดย : Eaststand-united

ตอน: ผู้บริหารของปีศาจ
จนแล้วจนรอด ผ่านมาถึงวันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม) เรื่องของ จาดอน ซานโช่ กับแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังคงเงียบอยู่ และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีอะไรคืบหน้าอีกด้วย
ซึ่งจริงๆ แล้วแฟนบอลปีศาจแดงหลายคนก็เริ่มจะชิน และไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้ว เพราะตั้งแต่เปลี่ยน “ซีอีโอ” ของสโมสรจาก เดวิด กิลล์ มาเป็น เอ็ด วู้ดเวิร์ด การซื้อขายตัวผู้เล่นของทีม มันใช้เวลานานในการต่อรอง กว่านักเตะจะได้ย้ายเข้ามา มันดูจะปิดดีลช้าลงกว่าเดิมมากเลยทีเดียว
ตั้งแต่ถวายตัวยอมรับใช้ปีศาจแดงตนนี้ในฐานะแฟนบอลของทีมตั้งแต่ปี 1996 ผู้บริหารของแมนฯ ยูไนเต็ดคนแรกที่ชื่อลอยเข้ามาติดในหูเลยก็คือ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ แต่ด้วยความที่ผมยังไม่ประสีประสาทางการเชียร์ฟุตบอล ผมจึงยังไม่ได้ใส่ใจในการบริหารทีมมากนักสนใจแต่เกมในสนามมากกว่า จนกระทั่งการเข้ามาของ “ซีอีโอมือทอง” อีกคนหนึ่งในตอนนั้นอย่าง ปีเตอร์ เคนย่อน ทำให้ผมเริ่มรู้ว่าการบริหารทีม ซื้อขายตัวผู้เล่น มันก็มีศาสตร์ของมัน
ปีเตอร์ เคนย่อน ผู้บริหารชาวอังกฤษถูกแมนฯ ยูไนเต็ดแต่งตั้งเป็น “รองซีอีโอ” ในปี 1997 และได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น “ซีอีโอ” เต็มตัวในปี 2000 โดยรับตำแหน่งแทนที่ซีอีโอคนก่อนอย่างมาร์ติน เอ็ดเวิร์ด นั่นแหละ
ว่ากันว่าการเข้ามาบริหารทีมของเคนย่อน ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดกล้าทุ่มซื้อตัวผู้เล่น และจ่ายค่าจ้างแพงๆ เพื่อดึงดูดนักเตะชื่อดังเข้าสโมสรมากขึ้น เปรียบเทียบกันให้เห็นภาพ ในช่วงก่อนปี 2000 และ หลังปี 2000 หลังจากที่เคนย่อนขึ้นเป็นซีอีโอ
ก่อนหน้าปี 2000 นักเตะที่แมนฯ ยูไนเต็ดซื้อมาแพงที่สุดก็คือ ดไวท์ ยอร์ค ด้วยค่าตัวราวๆ 12 ล้านปอนด์ แต่หลังจากปี 2000 แมนฯ ยูไนเต็ด ทุ่มเงินซื้อ รุด ฟาน นิสเตลรอย ราคา 19 ล้านปอนด์ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน 28 ล้านปอนด์ ริโอ เฟอร์ดินาน 30 ล้านปอนด์
แมนฯ ยูไนเต็ด ยกระดับสโมสรขึ้นมาอีกระดับจากการทุ่มเงินซื้อผู้เล่นเหล่านี้ และถึงแม้แมนฯ ยูไนเต็ด จะพลาดตัวโรนัลดินโญ่ในปี 2003 แต่ไม่กี่วันต่อมาพวกเขาก็ได้ดาวรุ่งบ้านนอกชาวเกาะของโปรตุเกสมาแทน โดยแต่เดิมแมนฯ ยูไนเต็ด มีแผนว่าหลังจากซื้อคริสเตียโน่ โรนัลโด้มาแล้ว จะให้สปอร์ตติ้ง ลิสบอน ต้นสังกัดเดิมยืมตัวไปใช้งานก่อนหนึ่งปี แต่หลังจากเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่น ระหว่างทีมปีศาจแดงกับสปอร์ตติ้ง อยู่ระหว่างพักครึ่งเวลา เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โทรหาปีเตอร์ เคนย่อน บอกว่าล้มแผนยืมตัวได้เลย โรนัลโด้จะต้องบินไปที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในฤดูกาลนี้ทันที ซึ่งเคนย่อนก็จัดการได้ไม่มีปัญหา
และด้วยการบริหารจัดการแมนฯ ยูไนเต็ดที่เยี่ยมยอดของปีเตอร์ เคนย่อน นี้เอง มหาเศรษฐีหนุ่มชาวรัสเซียโรมัน อบราโมวิช ที่เพิ่งโปรยเงินซื้อทีมไปหมาดๆ จึงหว่านเงินซื้อผู้บริหารมือทองคนนี้ไปบริหารจัดการที่เชลซีด้วย แฟนแมนฯ ยูไนเต็ด โกรธเคนย่อนกันมากนะครับในตอนนั้น และที่แสบสุดๆ คืองานแรกๆ ของเคนย่อนที่เชลซีคือกรณีของอาร์เยน ร็อบเบน ที่จะลงเอยกับแมนฯ ยูไนเต็ดอยู่แล้ว แต่เชลซีก็ปาดหน้าคว้าตัวจากพีเอสวีไปดื้อๆ
และการ “ย้ายพรรค” ของปีเตอร์ เคนย่อน ก็เปิดโอกาสให้ เดวิด กิลล์ ที่ทำงานอยู่กับสโมสรอยู่แล้วในตำแหน่งผู้บริหารการเงิน ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอคนต่อไป
ในยุคที่เดวิด กิลล์ เป็นซีอีโอ ต้องบอกว่าเป็นยุคที่แมนฯ ยูไนเต็ดเรืองอำนาจเป็นอย่างมาก เขาทำงานสอดประสานกับเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้เป็นอย่างดี นักเตะที่ดีลยากๆ อย่างคาร์ลอส เตเวซ เขาก็พามาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดได้ และแต่ละดีลของเขา แฟนปีศาจแดงก็ไม่ต้องลุ้นกันนานเหมือนทุกวันนี้ด้วย หากแต่ก็มีนักเตะที่เดวิล กิลล์เคยปิดดีลได้ทันในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะเหมือนกัน เรียกได้ว่าหวุดหวิดที่สุด นั่นก็คือ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ
กิลล์บอกว่าเมื่อปีศาจแดงได้แชมป์ยุโรปที่มอสโกในปี 2008 เขากับเฟอร์กี้เห็นตรงกันว่ากองหน้าที่มีอยู่อย่าง โรนัลโด้ เตเวซ และ รูนี่ย์ นั้นยังไม่พอ ต้องมีกองหน้าอีกสักคนมาช่วยผลิตสกอร์เพิ่ม เขาจึงติดต่อ แดเนียล เลวี่ ซีอีโอของสเปอร์สไปตั้งแต่มิถุนายน เจรจาต่อรองกัน 3 เดือน จนมาปิดดีลได้ในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะ ชนิดที่สเปอร์สก็ไม่มีเวลาไปหากองหน้าตัวแทนของเบอร์บาตอฟได้ทัน จึงขอยืมตัว เฟรเซอร์ แคมป์เบล กองหน้าดาวรุ่งของแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นส่วนหนึ่งของดีลเบอร์บาตอฟ
ด้วยความที่ตลาดใกล้ปิดเต็มที เฟอร์กี้จึงโทรไปหาแคมป์เบล
“คืองี้นะเฟรเซอร์ ช่วยป๋าหน่อยเถอะวะไอ้หนู”
“ช่วยอะไรอะครับป๋า.?”
“ช่วยไปอยู่กับสเปอร์สสักปีนึงให้หน่อย ตอนนี้เลยนะ.!!!”
เพียงเท่านี้ เฟอร์กี้ก็ไปรับเบอร์บาตอฟที่สนามบินทันที
และหลังจากเป็นซีอีโอมา 10 ปี เดวิด กิลล์ ก็ลงจากตำแหน่งในปี 2013 พร้อมกับการอำลาตำแหน่งผู้จัดการทีมของเฟอร์กี้เช่นเดียวกัน โดยคนที่ก้าวขึ้นมาแทนก็คือนักบัญชีอย่าง เอ็ด วู้ดเวิร์ด ซีอีโอคนปัจจุบันนั่นเอง
ต้องยอมรับว่านับแต่เอ็ด วู้ดเวิร์ด เข้ามาดูทางด้านการซื้อขายตัวผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นรองทีมอื่นๆ ร่วมลีกในด้านการซื้อตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน ซื้อช้า เจรจานานกว่าจะปิดดีล มี panic buy ที่ไม่คุ้มค่าตัวเหมือนทำเงินหายไปฟรีๆ เกิดขึ้น
คิดดูว่าตั้งแต่ดำรงตำแหน่งซีอีโอเมื่อปี 2013 ต่อจากเดวิด กิลล์ แฟนบอลต้องรอถึง 7 ปี กว่าจะรู้สึกว่าทีมซื้อตัวผู้เล่นได้คุ้มค่าตัวจริงๆ อย่าง บรูโน แฟร์นันด์ส ซึ่งต้องรอถึง 2 ตลาด กว่าจะปิดดีลได้
หรืออย่างแฮรี่ แม็คไกวร์ ที่นักเตะอยากมา เลสเตอร์ก็พร้อมขาย ซึ่งถ้าเงื่อนไขไม่ซับซ้อนแบบนี้มันควรจะปิดดีลได้โดยใช้เวลาไม่นาน แต่วู้ดเวิร์ดก็ทำให้เป็นเรื่องยากจนกว่าจะได้ตัวมาก็เกือบปิดตลาดแล้ว
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงนักเตะค่าตัวแพง ค่าเหนื่อยมหาศาล ที่ซื้อมาแล้วเหมือนเอาเงินไปละลายเล่นอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย, เมมฟิส เดปาย, ราดาเมล ฟัลเกา, ดาเล่ย์ บลินด์, มอร์กาน ชไนเดอร์ลิน, มัตเตโอ ดาเมี่ยน, เฮนริค มคิตาร์ยาน, โรเมลู ลูกากู หรือล่าสุดอย่าง อเล็กซิส ซานเชส
ตั้งแต่วู้ดเวิร์ดมาเป็นซีอีโอ ต้องบอกว่าการบริหารจัดการซื้อขายตัวผู้เล่นต้องบอกว่าล้มเหลว การเจรจาต่อรองเป็นรองทีมคู่ค้าแทบทั้งหมด แทบไม่เคยทำตัวให้อยู่ในจุดที่ตัวเองได้เปรียบ จะชื่นชมหน่อยก็ตรงเตรียมเอกสารไม่ทันจนทำให้ เด เคอา อดย้ายไปเรอัล มาดริด นั่นแหละ
ซัมเมอร์นี้ เรามาดูกันว่า หลังจากได้บทเรียนแบบเจ็บๆ มาหลายครั้งแล้ว เอ็ด วู้ดเวิร์ด จะทำผลงานได้ดีขึ้นหรือไม่ในตลาดซื้อขาย ตอนนี้ล็อคเป้า ซานโช่ คือตัวเลือกอันดับ 1 ดอร์ทมุนด์พร้อมขายอยู่แล้วถ้าเงินถึง นักเตะพร้อมย้าย รอดูว่าดีลนี้จะจบแบบไหน และจะจบเมื่อไหร่ ครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์เอ็ด วู้ดเวิร์ด อีกครั้งว่าเก่งเฉพาะเรื่องหาสปอนเซอร์เข้าสโมสร จริงหรือเปล่า..?
---------------------
...[“ ท่านชายในสายหมอก ”]...
ส่วนใครอยากสมหวัง สุขสันต์ไปกับเกมฟุตบอลพร้อมกับได้รับบริการที่ไม่ล่าช้าชวนหงุดหงิดล่ะก็นี่เลย MYSBOBET ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment