breadcrumb symbol หน้าหลัก

คุยกับเค.เค.
by เค.เค.



คุยกับเค.เค.
by เค.เค.


200 ล้าน

อัพเดตเมื่อ : January 20, 2021 6:09am โดย : kk

"มาแน่ ปีนี้มาแน่ๆ" มันคือสิ่งที่ผมคาดคิดเอาไว้เมื่อดูลิสต์รายชื่อของ เชลซี หลังปิดตลาดหน้าร้อนปีที่แล้ว
แฟร้งค์ แลมพาร์ด ตัดสินใจเดินหน้าเบิกคลังช้อปกระจายหลังอัดอั้นมานานเนื่องจากโทษแบนก่อนหน้า
การเสริมทัพของเขาไม่ได้มีอ้อมมีค้อมอะไร ตรงไหนโหว่ก็หามาอุด ตรงไหนยังไม่ชัดก็หามาเพิ่ม หรือตรงไหนขาดก็หามาเติม
ก็ตำแหน่งผู้รักษาประตูยันกองหน้านั่นล่ะครับที่เสริมไป
มาลองไล่เรียงดูกันหน่อยดีกว่าครับ : ฮาคิม ซีเย็ค (36 ล้านปอนด์), ติโม แวร์เนอร์ (47.7 ล้านปอนด์), เบ็น ชิลเวลล์ (45 ล้านปอนด์), เอดูอาร์ เม็นดี้ (21 ล้านปอนด์) และ ไค ฮาแวร์ตซ์ (72 ล้านปอนด์)
มูลค่ารวมเกิน 200 ล้านปอนด์
การลงทุนมีความเสี่ยงอยู่แล้วครับ แต่ทีมระดับเชลซีมันไม่ได้เสี่ยงเรื่องมีปัญหาทางการเงินหรือกลัวขาดทุนอะไรหรอกครับ
ที่เสี่ยงน่ะคือผู้จัดการทีมเสี่ยงมากกว่า
เมื่อทีมลงงบไปเยอะ ความคาดหวังก็เยอะตาม อีกทั้งผลงานในปีแรกของ แลมพ์ ก็ดีกว่าที่ใครหลายคนคาดด้วยซ้ำกับการนำทีมติดท็อป 4 ตีตั๋วไปโลดแล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้รวมถึงเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ก่อนจะแพ้ให้กับ อาร์เซน่อล ไป
ไม่ใช่ว่า แลมพาร์ด ทำได้ไม่ดีนะครับ เขาทำได้ดีเลยล่ะในช่วงแรกกับผลงานสุดสะเด่าที่ทีมเล่นกันลื่นไหลบุกสนั่น รับยังแน่น
11 นัดแรกใน พรีเมียร์ลีก แลมพาร์ด นำเชลซีแพ้ไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น
ทุกอย่างดูลงล็อคไปซะเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาฟรีของ ติอาโก้ ซิลวา ที่แพคเกมรับให้แน่นขึ้นหรือ เอดูอาร์ เม็นเดี้ ที่เป็นมือหนึ่งแทน เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ได้แบบสบายๆหายห่วง
นักเตะใหม่ทั้ง แวร์เนอร์, ฮาแวร์ตซ์ หรือ ซีเย็ค ก็ดูจะปรับตัวได้ไม่ยากเท่าไรรวมถึงการได้ พูลิซิช กลับมาโดดเด่นและบางช่วงบางตอนถูกยกว่าจะขึ้นมาทดแทนการขาดหายไปของ เอแด็น อาซาร์ ได้ซะด้วยซ้ำ
ปัจจุบันทุกอย่างมันพลิกกลับแบบน่าใจหาย
8 นัดหลังสุด "สิงโตน้ำเงินคราม" แพ้ไปซะ 5 นัดขวัญกำลังใจแทบไม่มีเหลือโดยเฉพาะนัดล่าสุดที่โดน เลสเตอร์ ซิตี้ อัดไปนิ่มๆ 2-0
ฮาแวร์ตซ์ นับตั้งแต่หาย โควิด-19 กลับมาฟอร์มก็กู่ไม่กลับออกทะเลไปไหนต่อไหน แวร์เนอร์ เองก็เช่นกันกลายเป็นสืบสานตำนานของ เฟร์นันโด ตอร์เรส ไปเรียบร้อย
ไอ้หลังที่ว่าดี ที่ว่าแน่นสุดท้ายก็ยังมีช่องโหว่จากที่ควรจะเก็บคลีนชีทได้สม่ำเสมอกลายเป็นเสียประตูสม่ำเสมอไปซะแล้ว
มันมีอยู่คำพูดหนึ่งของ แลมพาร์ด ที่ผมยังจำได้ดีเลยก็คือเขารับรู้ถึงความกดดันต่างๆที่ถาโถมเข้ามาเพียงแต่ว่าทีมนี้มันคือทีมเพื่ออนาคตของสโมสร
อีกทั้งยังมีนักเตะใหม่ๆมากมายที่ไม่เคยเล่นร่วมกันมาก่อนจึงต้องอาศัยระยะเวลาซักนิดไม่ใช่ว่าจะให้หยิบจับอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมดก็ไม่ได้
ผมเลยขอหยิบยกบทสัมภาษณ์หลังเกมตอนที่แพ้ให้ แมนฯ ซิตี้ 3-1 มาแล้วกันครับว่าพี่แกกล่าวไว้แบบนี้
"ผมมีช่วงเวลาที่ยากลำบากตั้งแต่ปีที่แล้วและบางทีนี่อาจเป็นสถานการณ์ที่โอเคแล้วก็ได้ซึ่งผู้คนไม่ได้คิดแบบนั้นกับความพ่ายแพ้ในบ้าน สำหรับผมพวกเขารู้ว่านี่คืออะไรที่ยากแต่ผมคือคนที่ใช่สำหรับสโมสรแห่งนี้และก็จะเป็นคนแรกที่รับรู้ถึงความกดดัน ดังนั้นผมรู้สึกถึงความกดดันที่นี่ตั้งแต่ปีที่แล้ว"
"ผมต้องการเดินหน้าเพื่อให้จบดีกว่าอันดับที่ 4 แม้ผมจะรู้สึกว่าผมสามารถประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้จากการโดนแบนและการมีเยาวชนในทีม เราผ่านรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ลีกและเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการไร้พ่าย มันคือบางสิ่งบางอย่างที่ผมพยายามมาตลอด ผมเล่นที่นี่มานานและผมก็เข้าใจสโมสรเป็นอย่างดีดังนั้นเมื่อคุณแพ้มา 4 เกมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งคุณจะถูกตั้งคำถามทันที"
"ความคาดหวังในปีนี้แตกต่างไปจากเดิม ผู้คนพูดถึงจำนวนเงินที่เราลงทุนไปเราใช้เงินไปเยอะแต่ความจริงก็คือนักเตะพวกนี้ยังหนุ่มและแทบไม่เคยเล่นด้วยกันเลย"
"มันเป็นครั้งแรกที่เรามี ฮาคิม ซีเย็ค, คริสเตียน พูลิซิช และ ติโอ แวร์เนอร์ ในทีมเดียวกันและถ้าหากเราจะคาดหวังให้พวกเขาเล่นเหมือนกับ ซิลวา, เดอ บรอยน์ และ สเตอร์ลิ่ง ในวันนี้ล่ะก็สิ่งที่คาดหวังเหล่านั้นมันไม่สามารถเป็นความจริงได้"
"ผมคือคนที่อยู่บนความเป็นจริงและผมก็รู้สึกจริงๆภายหลังจากเกมกับลีดส์ว่าเราคงไม่ใช่ผู้ท้าชิงในปีนี้ ผมพูดจริงว่าการสร้างทีมมักจะมีความเจ็บปวดซึ่งผมก็พูดแทนผู้จัดการทีมคนอื่นๆด้วย"
"ผมจำได้เลยกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่มีช่วงปีแรกอันยากลำบากกับซิตี้ และตอนนี้เรารู้ถึงเรื่องราวของเขาแล้วนี่ คุณจะต้องสร้างและสู้ไปพร้อมๆกับคาแรคเตอร์ของตัวเอง"
"เรารู้เรื่องราวของ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล และผมจะไม่เอาทีมตัวเองไปเปรียบเทียบ ผมสามารถพูดเกี่ยวกับเราได้เท่านั้นและเราจะต้องสู้กันต่อไปซึ่งผมจะเป็นคนแรกที่เดินหน้าสู้ต่อ"
ส่วนหนึ่งก็เข้าใจในความคิดของ แลมพาร์ด นะครับกับเหตุผลที่หยิบยกขึ้นมาเพียงแต่ว่าด้วยฟอร์มตอนนี้มันยากเหลือเกินที่จะพยายามเซฟให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป
โดยเฉพาะกับสื่อของเกาะอังกฤษที่พยายามจ้องเล่นงานอยู่แล้วกับข่าวเต้าที่โพล่งมาตลอดว่าจบเกมนี้จะเด้งนะ ให้โอกาสถึงเกมนั้น หรือนัดชี้ชะตาคือเกมนี้
หากยังจำได้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มีนัดชี้ชะตาในตำแหน่งเผลอๆเกือบ 10 นัดด้วยซ้ำที่สื่อเล่นประโคมข่าวแล้วดูดิตอนนี้เป็นยังไง ?
หากว่าสโมสรรับฟังสิ่งที่ แลมพาร์ด พูดหรือยังเชื่อมั่นในโปรเจ็คท์ของอดีตกัปตันทีมรายนี้อยู่ผมก็เชื่อว่า โรมัน อบราโมวิช ไม่ได้ใจร้ายเกินกว่าจะเชือดแลมพ์ออกจากตำแหน่งเร็วๆนี้หรอกครับ
Facebook Comment