breadcrumb symbol หน้าหลัก

Home and Away
by ซันเดย์



Home and Away
by ซันเดย์


"American Dream"

อัพเดตเมื่อ : March 28, 2021 1:49pm โดย : Sunday


     ย้อนไปในฟุตบอลโลก 2002 ทีมชาติสหรัฐอเมริกา มีนักเตะที่เล่นอยู่ในยุโรปอยู่พอสมควร แต่ถามว่าใครเล่นให้ทีมใหญ่ และเป็นกำลังหลักบ้าง?
     แบรด ฟรีเดล, แฟรงกี้ ไฮจ์ดุ๊ค, จอห์น โอไบรอัน, เอ็ดดี้ ลูอิส, เออร์นี่ สจ๊วร์ต, เคลาดิโอ เรย์น่า, ชตีฟ เชรุนโดโล่, เคซี่ย์ เคลเลอร์, โทนนี่ ซานเน่ห์
     แฟนบอลรู้จักจริงๆ กี่คน แบรด ฟรีเดล กับ เคซี่ย์ เคลเลอร์ นายทวารจาก USA ถือว่าได้มาตรฐานยุโรปมานาน สองคนนี้ก็เช่นกัน นอกจากนั้น เคลาดิโอ เรย์น่า เก๋าในพรีเมียร์ ลีก, สตีฟ เชรุนโดโล่ เล่นให้ ฮันโนเวอร์ ทีมเดียว 15 ปีจนแขวนสตั๊ด น่าจะเพียงแค่นี้เท่านั้นที่ถือว่าสอบผ่าน
     ขยับมาในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล หนนี้ อเมริกา ไม่ได้โดนมองอะไรมากมาย แต่พวกเขาทำผลงานได้ดีจนเกิด "ซอคเก้อร์ ฟีเวอร์" ขึ้นในสหรัฐฯ
     เราเริ่มเห็นตัวดังๆ เยอะขึ้น ทิม ฮาเวิร์ด และ แบรด กูซาน สองโกล์จอมเก๋า, จอห์น แอนโธนี่ บรู้คส์, มิกซ์ ดิสเครุด, แอรอน โยฮันส์สัน, เจอร์เมน โจนส์, ยูเลี่ยน กรีน ขณะที่เป็นดาวรุ่ง, โจซี่ อัลติดอร์, เจฟฟ์ แคเมอรอน, ทิโมธี ชานด์เลอร์, ฟาเบียน จอห์นสัน
     นี่คือนักเตะที่เล่นในยุโรป ณ เวลานั้นเมื่อ 7 ปีก่อน หลายคนเป็นลูกครึ่งยุโรป หลายคนโตมาในอคาเดมี่ของสโมสรในยุโรป  โดยเฉพาะในบุนเดสลีกา เยอรมัน ที่ถือเป็นแหล่งบ่มเพาะชั้นดีให้แข้งเลือดมะกัน
     แม้จะมีทีมที่ดูดีขึ้นมาเรื่อยๆ นักเตะอเมริกัน เก่งขึ้นมากว่าเมื่อ 1-2 ทศวรรษก่อน ที่ดาวดังระดับเก่งท้าวัดตัวในยุโรปได้จริงๆ มีไม่กี่คนเช่น คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ เป็นต้น แต่โดยรวม พวกเขายังมองว่าห่างไกลจากการจะประสบความสำเร็จบนเวทีใหญ่
     "ซอคเกอร์" ที่ไม่ใช่ "ฟุตบอล" ในความหมายของอเมริกันชน ไม่ใช่กีฬาอันดับ 1 และไม่ใช่กระทั่งท็อป 3 ด้วยซ้ำ ทีมหญิงของพวกเขาถือเป็นแนวหน้าของวงการ จะบอกว่าเป็นเบอร์ 1 บี้มากับ เยอรมัน ก็ไม่ผิดนัก แต่ทีมชายยังห่างไกล
     ทว่าด้วยความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น บวกกับการทำงานแบบเล็งผลเลิศ ทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายทำให้ทีมฟุตบอล USA หรือที่พวกเขาเรียกชื่อย่อทีมชายว่า USMNT (United States men's national soccer team) มีพัฒนาการชัดเจน
     หนึ่งในพัฒนาการคือเริ่องของคุณภาพนักเตะ
     อย่างที่บอกว่าช่วงหลัง แข้งอเมริกัน มักเป็นพวกลูกครึ่ง หรือเป็นพวกมีพรสวรรค์ที่ทีมในยุโรปไปดึงมาเข้าอคาเดมี่ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้พวกเขาได้ฝึกฟุตบอลแบบฉบับยุโรป ซึ่งแน่นอนว่ามาตรฐานดีกว่าในอเมริกาเองอยู่เยอะ ได้แข่ง ได้เรียนรู้จากคนเก่งๆ ทุกวัน ทัศนคติการทำงานแบบคนอเมริกันคือไม่ใช่พวกน้ำเต็มแก้ว ก็ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ได้ไว
     จากปี 2002 มาถึงปี 2014 ความล้มเหลวที่ไม่ได้ไปฟุตบอลโลก 2018 จนมาถึงยุคผลัดใบใหม่คือปีนี้ 2021 เมื่อกวาดตามองทีมชาติสหรัฐอเมริกา พวกเขามีทีมที่ดีขึ้นมาก
     นักเตะที่เล่นในยุโรปของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น และไม่ใช่แค่เล่นทีมกลางๆ ด้วย หลายคนเล่นทีมใหญ่ และเป็นตัวหลัก
     แซ็ค สเตฟเฟ่น จากแมนฯ ซิตี้
     แอนโทนี่ โรบินสัน, ทิม รีม ฟูแล่ม, คริส ริชาร์ดส์ ฮอฟเฟ่นไฮม์, ไบรอัน เรย์โนลด์ส โรม่า, จอห์น แอนโธนี่ บรู้คส์ โวล์ฟสบวร์ก  และ แซร์จินโญ่ เดสท์ ของบาร์เซโลน่า
     ยูนุส มูซาห์ บาเลนเซีย, ไทเลอร์ อดัมส์ แอร์เบ ไลป์ซิก, เวสตัน แม็คเคนนี่ ยูเวนตุส
     ทิโมธี เวอาห์ ลีลล์, จิโอวานนี่ เรย์น่า (ลูกชายเคลาดิโอ เรย์น่า) ดอร์ทมุนด์, คริสเตียน พูลิซิช เชลซี, จอช ซาเจนท์ เบรเมน, นิโคลัส โจอัคคินี่ ก็อง
     นี่นับเฉพาะทีมใหญ่ๆ ยังไม่นับพวกทีมจากลีกรอง ยังมีแข้งฝีเท้าดีมากมาย และส่วนใหญ่เป็นพวกเลือดใหม่ อายุน้อยๆ ทั้งนั้นด้วย
     ในสังคมฟุตบอลของอเมริกา มีการพูดถึงการเป็นแชมป์โลกภายในปี 2030 ของทีมชาติฝั่งผู้ชายกันแล้ว
     หลายคนมองว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อเกินไป แน่นอน ขณะที่อเมริกาพัฒนา ชาติใหญ่ก็พัฒนาเช่นกัน คิดว่า เยอรมัน, สเปน, ฝรั่งเศส, บราซิล, อาร์เจนติน่า, อังกฤษ จะไม่พัฒนาบ้างหรือ
     บางคนก็มองว่า มันไม่ใช่จะไม่มีโอกาสเสียทีเดียว โดยเฉพาะหากมีขุมกำลังที่เป็นตัวท็อปเยอะๆ ก็สามารถต่อกรกับทีมต่างๆ ได้สูสี แล้วอย่าลืมว่าฟุตบอลโลก เป็นฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ เตะกันนัดต่อนัด อะไรก็เกิดขึ้นได้
     แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไปถึงฝั่งฝันหรือไม่ใน 8-12 ปีต่อจากนี้ ที่แน่ๆ คือ ขุมกำลังนักเตะอเมริกัน นับวันจะแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่ว่ามาแล้ว
 
Facebook Comment