breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ออสเตรียน คนแรกของพรีเมียร์ลีก "

การที่ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ ย้ายมาเซ็นแบบยืมตัวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่ากับเขากำลังจะกลายเป็นนักเตะชาวออสเตรีย คนแรกที่ลงเล่นให้ทีมปีศาจแดง ผู้เล่นจากออสเตรีย เดิมทีนั้นมักไปดังในลีกเยอรมัน เพราะพรมแดนติดกัน พูดภาษาเดียวกัน เหมือนบ้านพี่เมืองน้อง แต่ลีกเยอรมันนั้นแกร่งกว่ามากทีเดียว ออสเตรีย เคยมีทีมชาติที่แข็งแกร่งในยุค 50s แล้วมาฟื้นอีกครั้งตอนปลาย 70s ถึงต้น 80s ก่อนจะกลับมามีชื่อเสียงอีกรอบในยุค 90s แล้วก็ดาวน์ลงไปนานทีเดียว ผู้เล่นออสเตรีย นามสกุลเป็นภาษาเยอรมัน แต่มันจะยาวกว่า เรียกยากกว่านิดหน่อยเช่น ดีทมาร์ คูห์เบาเออร์, มาร์ติน อาเมอร์เฮาเซอร์, ไฮโม่ ไฟเฟนแบร์เกอร์, โวล์ฟกัง ไฟเยอร์ซิงเงอร์, ฮันเนส ไรน์มายเยอร์ ช่วงหลัง ออสเตรีย กลับมาดีขึ้นอีกรอบ แต่ก็ต้องนับว่าพวกที่มีส่วนสำคัญคือนักเตะเชื้อสายผู้อพยพ หรือลูกครึ่ง สมัยก่อนที่คนจำได้ดีคือ อิวิก้า วาสติช อาจเป็นคนเดียวที่มีเชื้อสายยุโรปตะวันออก สมัยนี้มีทั้ง มาร์โค อาร์เนาโตวิช, ดาวิด อลาบา, ซาช่า คาไลซิช, คาริม โอนิซิโว, อเล็กซานดาร์ ดราโกวิช, เควิน ดานโซ่ และอีกหลายๆ คน ในพรีเมียร์ ลีก ช่วงหลังมีแข้งออสเตรีย ย้ายมาเล่นมากขึ้นหน่อย ตั้งแต่ อาร์เนาโตวิช, ดราโกวิช, คริสเตียน ฟุคส์, เซบาสเตียน เพรอเดิ้ล, เควิน วิมเมอร์ และ มักซิมิเลี่ยน เวอเบอร์ ก่อนมาถึง ซาบิตเซอร์ ก่อนหน้านั้นมีคนที่เคยติดหูแฟนบอลพรีเมียร์ ลีก หลายรายอย่าง พอล ชาร์เนอร์, อันเดรียส ไวมันน์, เอมานูเอล โปกาเตทซ์ แต่ช่วงแรกที่แข้งออสเตรีย มาบุกพรีเมียร์ ลีก ต้องย้อนไปในยุค 90s โน่นเลย บังเอิญมากๆ ที่ 3 คนแรก เดินทางมาสู่พรีเมียร์ ลีก แทบจะพร้อมๆ กันเลย ในฤดูกาล 1997/98 3 คนที่ว่านี้ประกอบด้วย - อเล็กซ์ มันนิงเงอร์ (แมนนิงเกอร์) ผู้รักษาประตูดาวรุ่งวัยเพียง 20 ปีตอนนั้น ย้ายมาอยู่กับ อาร์เซน่อล ในปีแรกที่ อาร์แซน เวนกอร์ คุมเต็มซีซั่น - มาร์ติน ฮีเด้น กองหลังที่ย้ายจาก ราปิด เวียนนา มายังลีดส์ ยูไนเต็ด - คริสเตียน มายเยอร์เล็บ กองหน้าจาก เอฟเซ ทิโรล ย้ายมาเล่นกับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในบรรดา 3 คนนี้ แมนนิงเกอร์ ย้ายมาก่อน เพราะมาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ 1997 อีก 2 คน ย้ายมาตอนต้นปี 1998 แต่ถ้าถามว่า เอาแบบละเอียดเลย ใครคือนักเตะออสเตรีย คนแรกที่ลงสนามในพรีเมียร์ ลีก จะด้วยบังเอิญหรืออะไรก็ตามที ทั้ง 3 คนนี้ ย้ายมาไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่แรก แต่ลงเล่นนัดแรกในพรีเมียร์ ลีก ใกล้กันมากๆ อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ เป็นเพียงแค่สำรองของ เดวิด ซีแมน แต่ตอนปลายเดือนมกราคม 1998 ซีแมน บาดเจ็บ อยู่เกือบ 2 เดือน ช่วงนั้นเองที่ แมนนิงเกอร์ ได้ลงเฝ้าเสาแทนอยู่ถึง 6 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ ลีก เกมแรกของเขาเกิดขึ้นเมื่อ 31 มกราคม 1998 เป็นเกมที่อาร์เซน่อล เปิดบ้านชนะเซาธ์แฮมป์ตัน 3-0 คริสเตียน มายเยอร์เล็บ ก็ลงเล่นในวันเดียวกันให้กับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ เกมนั้น เขาลงมาเป็นตัวสำรองช่วง 16 นาทีสุดท้าย เกมที่ นกเค้าแมว เสมอ วิมเบิลดัน 1-1 ส่วน มาร์ติน ฮีเด้น ลงสนามช้ากว่าคนอื่น เกมแรกของเขาเกิดขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 1998 ลงตัวจริงในเกมที่ ลีดส์ แพ้ให้ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-1 แล้วก็ยึดตัวจริงยาวไปอีกนานเลยในช่วงนั้น ดังนั้นพอเช็กตามไทม์ไลน์แล้วก็จะพบว่า แมนนิงเกอร์ กับ มายเยอร์เล็บ ลงเล่นในวันเดียวกัน (คิก ออฟ เวลาเดียวกัน) แต่ แมนนิงเกอร์ ได้ลงเล่นก่อนเพราะเป็นตัวจริง ส่วน มายเยอร์เล็บ เป็นสำรอง ลงมาตอนท้ายเกม นั่นหมายความว่า อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ คือนักเตะออสเตรีย คนแรกที่เล่นในพรีเมียร์ ลีก ก็สามารถพูดได้ และในบรรดา 3 คนนี้ แมนนิงเกอร์ คือคนที่เล่นได้ยาวนานที่สุด มีความสำเร็จมากที่สุด มาร์ติน ฮีเด้น เล่นกับลีดส์จนถึงปี 2000 ก็ย้ายไปอยู่กับ ออสเตรีย เวียนนา เพราะตอนที่เขาเจ็บช่วงปลายปี 1998 ไปโดนดาวรุ่งอย่าง โจนาธาน วูดเกต ขึ้นมาแย่งตำแหน่งแล้วกลับมาเป็นตัวจริงไม่ได้อีกเลย คริสเตียน มายเยอร์เล็บ เล่นกับเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ได้แค่ 3 นัดเท่านั้น จบฤดูกาลก็โดนขายกลับไปออสเตรียทันที ให้กับ ออสเตรีย เวียนนา และไปประสบความสำเร็จที่นั่น ส่วน อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ เล่นกับอาร์เซน่อลถึงปี 2002 ในปี 1999/2000 เขาได้เฝ้าเสามากถึง 15 นัดเลยทีเดียว แมนนิงเกอร์ ย้ายไปฟิออเรนติน่า และตระเวนเล่นให้หลายสโมสร รวมถึงเป็นมือ 2 ที่ยูเวนตุส อยู่พักใหญ่เลยทีเดียว ก่อนสุดท้ายจะกลับมาเซ็นเป็นโกล์แบ็กอัพให้กับ ลิเวอร์พูล ในปี 2016/17 แล้วจึงแขวนสตั๊ดด้วยวัย 40 ปี ***************** เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

"โชเซ่-ดิดิเย่ร์ ชะตาถูกขีดไว้แล้ว"

โชเซ่ มูรินโญ่ กล่าวหลังจากที่ โรม่า ของเขาพ่ายให้นาโปลี 1-2 ถึงดาวยิงคนเก่งของทีมเนเปิ้ลส์ อย่าง วิคเตอร์ โอซิมเฮน "เขาอยู่ในระดับเดียวกับ ดร็อกบานะ แต่ ดิดิเย่ร์ไม่พุ่งล้ม ถ้าวิคเตอร์เปลี่ยนตรงนี้ละก็โอเคเลย ผมจะซื้อเขาถ้าผมคุมสโมสรที่มีเงินเยอะๆ" แม้จะมีคำพูดในเชิงตำหนิอยู่บ้าง แต่ มูรินโญ่ ก็รับรู้ถึงฝีเท้าของ โอซิมเฮน เช่นกันว่าตอนนี้ ร้อนแรงและจัดจ้านแค่ไหน ถึงขนาดนำไปเทียบกับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ศิษย์เก่าของเขาที่เชลซี หนึ่งในนักเตะที่ มูรินโญ่ ชื่นชอบมากที่สุดด้วย สำหรับแฟนบอลเชลซีแล้ว ดร็อกบา คือหนึ่งในนักเตะระดับตำนานอย่างแท้จริง เป็นกองหน้าที่ครบเครื่องและดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่สโมสรเคยมีมา ดาวยิงไอวอเรี่ยน อาจไม่ใช่เป็นกองหน้าประเภทยิงถล่มทะลาย ยิงกระจายทำสถิติเสมอไป แต่ดร็อกบา คือกองหน้าที่ "มา" เสมอเมื่อถึงเกมใหญ่ เขายิงประตูในนัดชิงชนะเลิศบอลถ้วยให้เชลซีบ่อยมาก ด้วยรูปร่างแข็งแรง มีสปีดต้นเข้าหาบอลที่ไว ยิงบอลคม โหม่งดี และบังบอล เก็บบอลได้ดีสุดๆ เล่นเป็นหน้าเป้าคนเดียวก็ได้ จะเล่นกับคู่หู ก็ไม่ขัดเขิน การซื้อดร็อกบา ในซัมเมอร์แรกที่ได้คุมทีม ตอนปี 2004 ของ มูรินโญ่ นับว่าเป็นการเดินหมากที่คุ้มสุดๆ แต่ในตอนนั้น เรื่องราวเป็นไงมาไง มูรินโญ่ ถึงได้เลือกจิ้มหัวหอกรายนี้มาร่วมทีม มูรินโญ่ เพิ่งให้สัมภาษณ์ไม่นานมานี้ ว่าสำหรับเขาแล้ว ดร็อกบา คือนักเตะที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจที่สุด และมีความภักดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยคุมมาเลย "ดร็อกบา คือคนแบบที่มีความภักดีอย่างมากเขาไม่เคยลืมว่าผมเป็นคนพาเขาจากมาร์กเซย สู่ พรีเมียร์ ลีก ชนิดที่เขาเองก็ไม่ได้คาดคิดด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ได้เริ่มเล่นฟุตบอลระดับสูงตั้งแต่อายุยังน้อย" กุนซือโปรตุกีส ยังเปิดเผยต่อด้วยว่าตอนแรก โรมัน อับราโมวิช ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา นี่คือใคร! "เขาเคยเล่นให้ แกงก็อง, มาร์กเซย, เลอ ม็องส์ ดังนั้นพอผมพาเขามายังเชลซี ผมจำได้ชัดเลย อับราโมวิช ถามผมว่า 'ใคร? ใครที่คุณอยากได้มาเป็นกองหน้า?' "กับกองหน้าชื่อดังทั่วยุโรปในตอนนั้น ผมตอบไปว่า ดร็อกบา 'หมอนี่คือใคร? เขาเล่นอยู่ที่ไหนเนี่ย?' ผมเลยตอบไปว่า 'มิสเตอร์ อับราโมวิช จ่ายเถอะ จ่ายซะ คุณไม่ต้องถามหรอก' "แล้ว ดิดิเย่ร์ ก็เป็นนักเตะระดับไอค่อนของเชลซี และของพรีเมียร์ ลีก" ต้องถือว่า ดร็อกบา เป็นนักเตะที่ "ดังช้า" เพราะเริ่มเตะฟุตบอลอาชีพจริงจังกับ เลอ ม็องส์ ก็ตอนอายุ 20 ปีเข้าไปแล้ว และเล่นในลีกรอง คือ ดิวิชั่น 2 ของฝรั่งเศสด้วย แถมสถิติการทำประตูก็ไม่ได้ดีเด่อะไรเลย กระทั่งในปี 2001/02 ด้วยวัย 23 ปีเศษ แก็งก็อง ตาถึงไปดึงเขามาเล่น และนั่นคือครั้งแรกที่ ดร็อกบา ได้สัมผัสเกมระดับลีกสูงสุด ปีที่ 2 ของเขากับ แก็งก็อง ฤดูกาล 2002/03 ดร็อกบา ถึงได้เริ่มปล่อยของ เขาทำไป 17 ประตูจาก 34 นัดในลีก เอิง ให้กับทีม ส่งผลให้ในปีต่อมา ทีมใหญ่อย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ยอมทุ่มเงิน 3.3 ล้านปอนด์ เพื่อดึงเขามาจาก แก็งก็อง ทั้งที่ แก็งก็อง ได้ตัว ดร็อกบา มาในราคาเพียง 80,000 ปอนด์เท่านั้น ที่ โอแอ็ม นี่เอง ทำให้ มูรินโญ่ ได้สัมผัสกับ ดร็อกบา เป็นครั้งแรก มันเกิดขึ้นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาล 2003/04 ขณะนั้น มูรินโญ่ คุมทัพปอร์โต้ มาเยือน สต๊าด เวลโลโดรม ของ มาร์กเซย และได้เห็นกองหน้าเบอร์ 11 ของทางเจ้าถิ่นที่มีการเล่นน่าทึ่ง แม้ว่า ปอร์โต้ จะชนะ 3-2 แต่ ประตูนำ 1-0 ของ มาร์กเซย ที่มาจากดร็อกบา ก็ทำให้ มูรินโญ่ นั่งไม่ติดเก้าอี้ทันที ตอนพักครึ่ง มูรินโญ่ เจอกับ ดร็อกบา ที่อุโมงค์เข้าห้องแต่งตัว ทั้งคู่เลยได้สนทนากันเป็นครั้งแรก ตามปากคำของ มูรินโญ่ มีว่าแบบนี้ "ตอนพักครึ่งผมเจอเขาที่อุโมงค์ทางเดิน ผมบอกเขาว่า 'ฉันไม่มีเงินจะซื้อนายหรอกนะ แต่นายมีญาติๆ ที่เล่นได้เหมือนนายอีกมั้ยที่ ไอวอรี่ โคสต์?' เขาหัวเราะและกอดผม แล้วบอกผมว่า 'วันหนึ่งคุณจะได้ไปคุมสโมสรมีเงินที่สามารถซื้อผมได้'" คำพูดของ ดร็อกบา เป็นจริง เพราะฤดูกาลนั้น มูรินโญ่ นำปอร์โต้ สร้างเซอร์ไพรส์ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้สำเร็จ ทำให้ อับราโมวิช ดึงเขามาคุมเชลซี พร้อมงบแบบไม่อั้นทันที ขณะที่ ดร็อกบา กับ มาร์กเซย เองนั้น จริงๆ คนลืมไปว่าพวกเขามีผลงานยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน มาร์กเซย จบอันดับ 3 ในรอบแบ่งกลุ่ม ต้องตกไปเล่นในยูฟ่า คัพ และที่นี่เองเขาได้โชว์ฟอร์มให้เหล่าทีมอังกฤษเห็นอยู่ทนโท่แล้วแท้ๆ มาร์กเซย เอาชนะลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์รวม 3-2 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า คัพ โดยที่ ดร็อกบา ทำประตูได้ทั้ง 2 เลก ในรอบรองชนะเลิศ มาร์กเซย เจอกับ นิวคาสเซิ่ล เกมแรกเสมอ 0-0 ที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค และเมื่อเตะกันที่เวลโลโดรม ก็เป็น ดร็อกบา นี่แหละที่ทำคนเดียว 2 ประตู ให้ทีมเอาชนะนิวคาสเซิ่ล 2-0 น่าเสียดายที่ในนัดชิงชนะเลิศ ดร็อกบาและเพื่อนร่วมทีมมาร์กเซย สู้ความเขี้ยวของ บาเลนเซีย ที่มี ราฟา เบนิเตซ คุมทีมไม่ไหว พ่าย 0-2 ชวดแชมป์ ซัมเมอร์นั้น ราฟา ในฐานะแชมป์ ยูฟ่า คัพ ก็ได้ย้ายมาอังกฤษ คุมลิเวอร์พูล ขณะที่ มูรินโญ่ ในฐานะแชมป์ ชปล. ก็ได้มาคุมเชลซี แล้วก็ขอให้ เสี่ยหมี ซื้อตัว ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มาเสริมทัพทันทีด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ นี่คือกองหน้าคนเดียวที่เขาอยากได้ตัวมาร่วมทีม คนเดียวเท่านั้น ดังที่เขาได้ยืนยันกับ โรมัน อับราโมวิช ไปโดยไม่ลังเลเลย รับชมคลิปเพิ่มความสนุกกันได้ที่ :: https://cutt.ly/H9HyiYJ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" จุดสูงสุดของเรดดิ้ง "

ท้ายเกมที่ เรดดิ้ง ออกไปแพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-3 ในศึก เอฟเอ คัพ หลายคนก็ต้องเลิกคิ้วเมื่อเห็นนักเตะสำรองที่โดนเปลี่ยนตัวลงมา เชน ลอง เชน ลอง วันนี้อายุ 36 ปีแล้ว ในรอบที่ผ่านมาที่เรดดิ้ง ชนะวัตฟอร์ด 2-0 เขาก็ทำประตูได้ ที่นึกถึง เชน ลอง ขึ้นมาเพราะในยุคหลังเราติดภาพว่าเขาเป็นนักเตะของเซาธ์แฮมป์ตัน เนื่องจากหัวหอกไอริช รายนี้ค้าแข้งกับทีมนักบุญนานถึง 8 ปี ช่วง 2014-2022 แต่ถ้าย้อนไป เชน ลอง ดังขึ้นมาก็กับ เรดดิ้ง นี่แหละเมื่อทศวรรษที่ 2000s เพราะเขาย้ายมาจาก คอร์ก ซิตี้ ทีมในไอร์แลนด์ เมื่อปี 2005 ทั้งที่ลงเล่นให้คอร์ก ชุดใหญ่เพียง 2 นัด ตอนนั้น เชน ลอง อายุเพียง 18 ปี และเป็นหนึ่งในขุมกำลังชุดประวัติศาสตร์ของ เรดดิ้ง ได้ในทันที เรื่องราวปีที่สวยงามของ เรดดิ้ง เริ่มต้นขึ้นแบบนี้... เรดดิ้ง มีฉายาว่า "เดอะ รอยั่ลส์" พวกเขาอยู่ไม่ไกลจากลอนดอนเท่าไหร่นัก ราวๆ 60 กว่ากิโลเมตร เมืองเรดดิ้ง เองก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ขณะที่สโมสร เรดดิ้ง เองถูกมองจากแฟนบอลทั่วไปในอังกฤษว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่ "น่าเบื่อ" หรือ "จืดชืด" ที่สุดของประเทศ เรดดิ้ง ไม่เคยได้แชมป์รายการเมเจอร์ใดๆ ไม่เคยเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยเมเจอร์ใดๆ ไม่เคยมีเรื่องราวปาฏิหาริย์ ดราม่า หรือซาบซึ้งอะไรมากนักในประวัติศาสตร์สโมสร แล้วจะบอกว่าพวกเขาย่ำแย่ห่วยแตกมันก็ไม่ใช่อีก แถมเรื่องราวความเป็นอริเข้มข้นกับสโมสรใดสักสโมสรก็ไม่มี เรียกได้ว่าเป็นทีมจืดชืดอย่างแท้จริง กลางๆ เอื่อยๆ ไม่มีสีสัน ไม่มีอะไรหวือหวา น่าจดจำ ทั้งที่ชื่อ เรดดิ้ง เอฟซี ก็ติดปากแฟนบอลทั่วไป ที่สำคัญ ตลอดประวัติศาสตร์กว่า 100 ปี เรดดิ้ง ไม่เคยได้ขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดเลย จนกระทั่งยุค 2000s ในปี 1991 มหาเศรษฐี จอห์น มาเดจสกี้ เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร ก็มีแรงผลักดันที่อยากทำให้สโมสรให้ดีขึ้้น มีการปรับเปลี่ยนทีม ปรับเปลี่ยนโค้ช อยากขึ้นสู่ลีกสูงสุด ซึ่งขณะนั้นก็กลายมาเป็นพรีเมียร์ ลีก แล้ว แต่พวกเขาก็ทำได้ดีที่สุดคือการเข้าเพลย์ออฟนัดชิง แล้วก็แพ้ในการเพลย์ออฟ ไปอย่างน่าเจ็บใจ กระทั่งในปี 2003 เรดดิ้ง ก็แต่งตั้ง สตีฟ คอปเปลล์ ในวัย 48 ปี เข้ามาแทนที่ อลัน พาร์ดิว คอปเปลล์ อดีตปีกขวาในตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สมัยเป็นนักเตะ เขาคุมทีมนิยมเน้นเกมรุก และปลุกให้ เรดดิ้ง กลายเป็นทีมที่เล่นบอลดุดัน มันสะใจ นั่นคือช่วงขวบปีที่หอมหวานของแฟนบอลเรดดิ้ง ในฤดูกาล 2005/06 คอปเปลล์ ก็เริ่มทำการปฏิวัติไอริช เขาจัดการเซ็นสัญญาแข้งไอริชสดๆ เข้ามา 3 คนด้วยกัน หนึ่งคือ สตีเฟ่น ฮันท์ จากเบรนท์ฟอร์ด และอีก 2 คนจาก คอร์ก ซิตี้ ทั้งคู่ เป็นกองหน้าทั้งคู่คือ เควิน ดอยล์ วัย 22 ปี และ เชน ลอง วัย 18 ปี ทั้ง ดอยล์ กับ ลอง นี่เองที่จะกลายเป็นภาพติดตาคู่กองหน้าของเรดดิ้ง และรวมไปถึงเล่นด้วยกันให้ทีมชาติไอร์แลนด์ด้วย กระนั้น กองหน้าตัวหลักของพวกเขาเป็นไอ้หนุ่มอังกฤษหัวแดง รูปร่างสูงโย่งกว่า 190 ซม. นามว่า เดฟ คิตสัน ขุมกำลังเกมรุกแบบนี้เองทำให้ เรดดิ้ง ของ สตีฟ คอปเปลล์ สร้างผลงานสุดยอดใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ พวกเขาทำสถิติยิง 99 ประตู เสีย 32 ประตู จาก 46 นัด ชนะ 31 เสมอ 13 และแพ้แค่ 2 นัดเท่านั้น เก็บได้ถึง 106 คะแนน เท่ากับว่าในฤดูกาล 2006/07 จะกลายเป็นฤดูกาลแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรที่ได้เล่นบนลีกสูงสุด ทีมน้องใหม่ที่เลื่อนชั้นขึ้นมา มักมี 2 อย่าง หนึ่งคือ ทรงออกชัดเจนว่าตกชั้นแน่ๆ เละตั้งแต่ต้น กับสอง มาทรงห้าวเลย พวกนี้มักมีเซอร์ไพรส์มาฝากพี่ๆ บนเวทีพรีเมียร์ ลีก สำหรับ เรดดิ้ง ในปี 2006/07 เป็นอย่างหลัง พวกเขาเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ ที่ยังเล่นเกมรุกดุดัน ก็ยังเล่นเหมือนเดิม เปิดมาในเกมแรกของฤดูกาล เรดดิ้ง สามารถเอาชนะ มิดเดิลสโบรช์ ได้ทันที 3-2 ข่าวร้ายคือ เดฟ คิตสัน หัวหอกตัวเก่ง แม้จะทำได้ 1 ประตู แต่ได้รับบาดเจ็บต้องพักยาว คู่กองหน้าตัวจริงเลยต้องเปลี่ยนมาใช้เป็น เลอรอย ลิต้า กับ เควิน ดอยล์ โดยมี เชน ลอง คอยมาเป็นสำรอง ระบบการเล่นหลักของ เรดดิ้ง เลยก็คือ 4-4-2 ไม่ซับซ้อน ผู้รักษาประตูอเมริกัน มาร์คัส ฮาห์เนมันน์ เฝ้าเสา แบ็กโฟร์มี แกรม เมอร์ตี้, อิบราฮิม่า ซองโก้, อิวาร์ อิงกิมาร์สสัน และ นิคกี้ ชอรี่ย์ มิดฟิลด์คู่กลางคือ เจมส์ ฮาร์เปอร์ และ สตีฟ ซิดเวลล์ ส่วนปีก ฝั่งขวาคือ โซล คี เฮือน ดาวเตะเกาหลีใต้ ฝั่งซ้ายเป็น บ็อบบี้ คอนเวย์ ก่อน แล้วสักพักกลายมาเป็น สตีเฟ่น ฮันท์ ที่ยึดตัวจริงได้ กองหน้าก็คือ เควิน ดอยล์ กับ เลอรอย ลิต้า สลับกับ เชน ลอง และเมื่อ เดฟ คิตสัน หายเจ็บกลับมา ก็ได้ลงเล่นอยู่บ้าง เรดดิ้ง เล่นด้วยความห้าว ไม่เกรงกลัว ยังคงวิ่งเข้าใส่ เน้นเกมรุกเหมือนเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฟอร์มของพวกเขาทำให้ทีมใหญ่เหนื่อยเวลาต้องมาเจอกับพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อเฝ้าบ้านใน มาเดจสกี้ สเตเดี้ยม พวกเขาเสมอแมนฯ ยูไนเต็ด ได้, ชนะสเปอร์ส, เสมอ เชลซี, ถล่มเวสต์แฮม 6-0, ชนะนิวคาสเซิ่ล นี่ไม่นับเอาชนะแมนฯ ซิตี้ ไปกลับ เพราะตอนนั้น ซิตี้ ยังไม่ใช่ทีมยักษ์ใหญ่อย่างตอนนี้ หนึ่งในไฮไลท์คือเกมที่พวกเขาแพ้ เชลซี 0-1 เพราะ สตีเฟ่น ฮันท์ ปีกไอริช ไปอัดเข่าใส่ศรีษะของ ปีเตอร์ เช็ก มือกาวเชลซี จนเป็นเหตุให้ เช็ก พักรักษาตัวหลายเดือน ในภายหลังต้องสวมหมวกเฮดการ์ดจนตลอดอาชีพค้าแข้ง ในฐานะน้องใหม่ เรดดิ้ง จบสูงถึงอันดับ 8 พลาดโควต้าฟุตบอลยุโรป ไปเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น และ เกมรุกพวกเขาดีอันดับต้นๆ น่าเสียดายที่ฟอร์มร้อนแรงแบบนี้ ไม่สามารถสืบต่อไปยังฤดูกาลถัดมาได้ ปี 2007/08 เรดดิ้ง เจอกับ "เซคคั่นด์ ซีซั่น ซินโดรม" หรือโรคฤดูกาลที่ 2 เล่นงาน คู่แข่งจับทางได้มากขึ้น นักเตะหลายคนฟอร์มตก มีช่วงเวลาย่ำแย่แพ้ติดกันเกือบ 10 นัด จนส่งผลต่อความเชื่อมั่น สุดท้าย เรดดิ้ง จบอันดับ 18 ต้องตกชั้นอย่างชอกช้ำที่สุด และนั่นคือไฮไลท์ที่สุดแล้วในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของเรดดิ้ง นักเตะของพวกเขาหลายคนโดดเด่นจนโดนรุมแย่งตัว สตีฟ ซิดเวลล์ โดนเชลซีซื้อตัว, นิคกี้ ชอรี่ย์ แบ็กซ้ายเด่นจนติดทีมชาติอังกฤษช่วงสั้นๆ และย้ายไป แอสตัน วิลล่า เดฟ คิดสัน กับ อิบราฮิม่า ซองโก้ ย้ายไป สโต๊ค ซิตี้, เกล็น ลิตเทิ่ล ย้ายไปพอร์ทสมัธ ปี 2009 ก็ถึงเวลาแยกทางของคู่หูไอริช เควิน ดอยล์ ย้ายไปเล่นให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน ขณะที่ เชน ลอง ยังคงเล่นให้ เรดดิ้ง จนถึงปี 2011 ก่อนจะโดน เวสต์บรอม คว้าไปร่วมทีม ต่อด้วยฮัลล์ ช่วงสั้นๆ และมาปักหลักยาวกับเซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนจะคัมแบ็กสู่ เรดดิ้ง ในฤดูกาลนี้นี่เอง จริงๆหลังจากตกชั้นในปี 2008 เรดดิ้ง เคยกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้อีกหนในฤดูกาล 2012/13 ภายใต้การคุมทีมของ ไบรอัน แม็คเดอร์ม็อตต์ แต่ก็ตกชั้นกลับไปอย่างรวดเร็วในปีนั้นเลย นับแต่นั้นมา เรดดิ้ง ก็ยังไม่เคยได้กลับคืนสู่พรีเมียร์ ลีก อีกเลย ถึงตอนนี้ก็กินเวลา 10 ปีมาแล้ว ทว่าภาพความทรงจำของ เรดดิ้ง ในฤดูกาล 2006/07 ก็ยังคงแจ่มชัดสำหรับแฟนบอล ในฐานะหนึ่งในทีมน้องใหม่ที่เล่นบอลได้สนุก และทำผลงานดีเกินคาดจริงๆ ******************* เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ชิโนล่า ผู้เติมสีสันให้ภาพขาว-ดำ "

แฟนบอลนิวคาสเซิ่ลกลับมาดูเกมได้อย่างมีความสุขอีกครั้งตลอด 1 ปีมานี้ ผลงานของ "เดอะ แม็กพายส์" ยอดเยี่ยมไม่พอ ยังสม่ำเสมออีกต่างหาก กลายเป็นทีมที่แข็งโป๊ก ยากจะเอาชนะได้อย่างแท้จริง ฟุตบอลของนิวคาสเซิ่ลตอนนี้ มาจากการเล่นเป็นทีม ทำงานหนัก และมีวินัย ใช้ทั้งแรงใจแรงกายเยอะมาก เพื่อแลกออกมาเป็นผลงานอย่างที่เห็น ผิดกับสมัยก่อน นิวคาสเซิ่ล เคยเป็นทีมเล่นฟุตบอลสนุก ผ่อนคลาย ขาดความเข้มข้น แต่มันหวือหวาเร้าใจอย่างมาก เชื่อว่ามีแฟนบอลจำนวนมากรักนิวคาสเซิ่ลก็เพราะฟุตบอลดูสนุกแบบนั้น ที่เคยเกิดขึ้นในยุค 90s คุมโดย เควิน คีแกน แล้วกระโดดข้ามมาถึงยุคของ ปู่บ็อบ บ็อบบี้ ร็อบสัน นิวคาสเซิ่ล เคย "เกือบ" คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก มากที่สุดในฤดูกาล 1995/96 เป็นปีที่พวกเขาเล่นฟุตบอลได้ดีจริงๆ คู่กองหน้าอย่าง เลส เฟอร์ดินานด์ กับ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ภายหลังเสริม ฟาอุสติโน่ อัสปริย่าเข้ามา กองกลาง ร็อบ ลี, ลี คลาร์ก, คีธ จิลเลสพี กองหลังที่เล่นเกมรุกได้ดีอย่าง ฟิลิปป์ อัลแบร์ แล้วก็ที่ขาดไม่ได้ ปีกพ่อมดจากฝรั่งเศส ดาวิด ชิโนล่า ชิโนล่า ถือเป็นนักเตะระดับสตาร์ของฝรั่งเศสในช่วงต้น-กลาง 90s เขาโด่งดังกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และทีมชาติฝรั่งเศสในยุคของ เชราร์ อุลลิเย่ร์ น่าเสียดายที่สมัยเฮียโปน คุมฝรั่งเศส มีแต่พวกสตาร์ทักษะสูง แต่ขาดความละเอียดรอบคอบ เกมคลาสสิกคือ ชิโนล่า จ่ายบอลขวางสนามพลาดโดน บัลแกเรีย ตัดบอลไปยิงประตูในนาทีสุดท้ายของเกมรอบคัดเลือกนัดสุดท้าย ทำให้ ฝรั่งเศส ตกรอบ ไม่ได้ไป USA94 ชิโนล่า เป็นปีกรูปร่างใหญ่ แข็งแรง แม้ไม่ได้เร็วจัดจ้าน แต่มีสเต็ปเท้าที่ยอดเยี่ยม จังหวะจะโคน ในการเลี้ยงหลบ และมีลูกยิงที่ดีมาก ฟรีคิกก็ใช้ได้ โยฮัน ครัยฟ์ สมัยคุมบาร์ซ่า ต้องการดึงเขามาร่วมทีม แต่ตอนนั้นติดเรื่องโควต้านักเตะต่างชาติที่ล้นอยู่แล้ว ในที่สุดปี 1995 ชิโนล่า เลยได้ย้ายมาเล่นให้ นิวคาสเซิ่ล ค่าตัวที่นิวคาสเซิ่ลจ่ายไปนั้นเพียง 2.5 ล้านปอนด์เท่านั้น เทียบกับนักเตะในยุคเดียวกัน แกรี่ สปีด ย้ายจากลีดส์ ไปเอฟเวอร์ตัน 3.5 ล้านปอนด์, เดวิด แพล็ทท์ ย้ายจากซามพ์โดเรีย มาอาร์เซน่อล 4.75 ล้านปอนด์, นิค บาร์มบี้ จากสเปอร์ส ไปมิดเดิลสโบรช์ 5.25 ล้านปอนด์ และ เดนนิส เบิร์กแคมป์ จากอินเตอร์ มาอาร์เซน่อล 7.5 ล้านปอนด์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ชิโนล่า รู้สึกอยากเล่นให้นิวคาสเซิ่ล ก็คือแนวทางของ คีแกน เควิน คีแกน คือหนึ่งในนักเตะขวัญใจของ ชิโนล่า สมัยที่เขายังเด็ก และเมื่อได้พูดคุยกับทางนิวคาสเซิ่ล เขาก็ตกลงใจย้ายมาร่วมทีม แม้ว่าสมัยนั้น จะหาดาวดังจากนอกประเทศ เลือกเล่นในอังกฤษได้น้อยคนก็ตามที เดิมทีนั้น ชิโนล่า เป็นที่รู้จักกันว่าพรสวรรค์สูง เล่นบอลสวย หวือหวาน่าดึงดูด แต่ข้อเสียคือ เป็นนักเตะที่ไม่ช่วยเกมรับ เล่นตามใจฉัน แล้วแต่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ สไตล์นักเตะศิลปินชัดเจน ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมทีมหรือโค้ช จึงมาให้เห็นบ่อยๆ ด้วยทัศนคติการเล่นแบบนี้ แต่กับ คีแกน เขาได้รับอนุญาตให้เอนเตอร์เทนได้เต็มที่ "'ดาวิด ฉันรู้ว่านายทำอะไรได้บ้าง แค่ทำในสิ่งที่นายถนัด ฉันไม่อยากให้นายเล่นเกมรับมาก เก็บพลังไว้ใช้ในเกมรุกและเปิดบอลเข้าไปในกรอบให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ให้กับ เลส เฟอร์ดินานด์'" นี่คือคำพูดที่ คีแกน บอกกับ ชิโนล่า ซึ่ง ชิโนล่า ก็ต้องการทำแบบนั้นอยู่แล้ว "ผมพยายามเอนเตอร์เทน และเล่นให้กระฉับกระเฉงที่สุดในทุกนัด ในอังกฤษ เกมมันไวกว่ามาก มันเข้มข้น น่าตื่นเต้น เต็มไปด้วยสัญชาติญาน ผมชอบมัน นั่นคือการเล่นของเราที่นิวคาสเซิ่ล ฟุตบอลที่เล่นด้วยสัญชาติญาน" เขากล่าวในภายหลัง แม้ว่าจะเล่นได้ยอดเยี่ยม ช่วยให้เกมรุกนิวคาสเซิ่ลดูสนุก ตื่นเต้นมีสีสัน แต่ในช่วงท้ายซีซั่น จอห์น เบเรสฟอร์ด แบ็กซ้ายก็บ่นกับเจ้านายอย่าง คีแกน ว่าเขาเหมือนต้องรับมือ 2 นักเตะคู่แข่ง เพราะ ชิโนล่า ไม่ลงมาช่วยเกมรับเลย สุดท้าย เบเรสฟอร์ด โดนดร็อปซะอย่างนั้น แสดงให้เห็นว่าสำหรับ คีแกน แล้วเขาชื่นชมในตัว ชิโนล่า แค่ไหน น่าเสียดายที่ในฤดูกาลต่อมา นิวคาสเซิ่ล แม้จะเซ็นเอา อลัน เชียเรอร์ เข้ามาเป็นสถิติโลก แต่ฟอร์มโดยภาพรวมไม่ได้กระเตื้องขึ้นมากนัก ระหว่างฤดูกาล เควิน คีแกน ก็อำลาตำแหน่งกุนซือ และ เคนนี่ ดัลกลิช เข้ามาแทน เมื่อ ดัลกลิช เข้ามา เขาไม่ได้อนุญาตให้ ชิโนล่า เล่นตามใจตัวเองอีกต่อไป ความขัดแย้งเริ่มมี และเมื่อจบฤดูกาลนั้น เขาก็หาทางย้ายออก สุดท้ายเป็น สเปอร์ส ที่ตัดสินใจจ่าย 2.5 ล้านปอนด์ เพื่อดึงเขามาร่วมทีม แม้อายุจะเพิ่มมากขึ้น แต่ผลงานของ ชิโนล่า กับสเปอร์ส กลับมายอดเยี่ยม ในฤดูกาล 1998/99 บนวัย 32 ปี เขาได้รับการโหวตให้คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) ซึ่งถือว่าทรงเกียรติและน่าชื่นชม เพราะมันมาจากการโหวตของเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันเอง ภายหลัง เขาได้ย้ายมาเล่นกับ แอสตัน วิลล่า ต่อด้วย เอฟเวอร์ตัน ในช่วงท้ายๆ บนวัย 35 ปี ก่อนแขวนสตั๊ดในปี 2002กับทีมท็อฟฟี่ ดาวิด ชิโนล่า ไม่เคยถูกมองเป็นนักเตะระดับโลก ไม่เคยถูกมองเป็นแชมเปี้ยน แต่สำหรับแฟนบอลอังกฤษที่ได้ทันดูเขาโชว์ลีลา โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของยุค 90s จะรู้ดีว่า ความสนุกที่ได้ดูฟุตบอลเป็นยังไง ไม่แปลกใจที่ นิวคาสเซิ่ล ชุดนั้นของ เควิน คีแกน จะเรียกแฟนบอลรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย เพราะมันเต็มไปด้วยความสนุกตื่นเต้น เน้นเกมรุก และมีนักเตะที่สร้างสีสันให้กับชุดแข่งสีขาว-ดำ จนฉูดฉาดขึ้นมานามว่า ดาวิด ชิโนล่า นี่เอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แฮททริกของฮ็อตช็อต "

เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ โดนแซวว่าฟอร์มแผ่วไปหรือเปล่า ในทุกครั้งที่เขายิงไม่ได้สักนัดหรือสองนัด นั่นเป็นเพราะมาตรฐานที่ตัวเองทำไว้มันสูงลิบ นั่นแหละ ถ้ายังจำกันได้ ตอนเปิดซีซั่นใหม่ๆ 10 นัดแรก เขากดไป 15 ประตู ในจำนวนนั้นมี 3 แฮททริก เขากลายเป็นนักเตะที่ทำ 3 แฮททริกได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก ด้วยจำนวนเกมลงเล่นเพียง 9 นัดเท่านั้น สถิติที่ตามมาห่างๆ ถูกทำไว้โดย ไมเคิ่ล โอเว่น ซึ่งก็ใช้เวลา 48 นัด กว่าจะทำได้ 3 แฮททริก (อันที่จริงก็ถือว่าเร็วมากๆ แล้ว) กระทั่งล่าสุด ฮาลันด์ ก็กดแฮททริกที่ 4 ของตัวเองในพรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จในนัดถล่ม วูล์ฟแฮมป์ตัน 3-0 แน่นอนเป็นสถิติเร็วสุดเช่นกัน มันเกิดขึ้นภายใน 20 นัดเท่านั้น และมันยังเกิดขึ้นในฤดูกาลเดียวอีกต่างหาก เซร์คิโอ อเกวโร่ "กุน" ดาวยิงรุ่นพี่ร่วมสโมสร เป็นเจ้าของสถิติแฮททริกมากสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก ทำไว้ 12 ครั้ง แต่ถ้าถามว่า ใครที่ทำแฮททริกได้มากครั้งที่สุดภายใน 1 ฤดูกาล คำตอบไม่ใช่ "เอล กุน" เพราะดาวยิงอาร์เจนไตน์ ทำไว้มากสุดคือ 3 ครั้ง (ทำได้ในปี 2017/18 และ 2018/19) ยังมีอีกหลายคนที่ทำได้ 3 ครั้งในฤดูกาลเดียว รุด ฟาน นิสเตลรอย (2002/03), หลุยส์ ซัวเรซ (2013/14), ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ (2010/11) ส่วนคนที่ทำได้ 4 ครั้งมี แฮร์รี่ เคน ในปี 2016/17 เทียบเท่ากับที่ เออร์ลิ่ง ทำไว้ในตอนนี้ สถิติสูงสุด อยู่ที่ 5 ครั้ง ตกเป็นของ อลัน เชียเรอร์ อีกหนึ่งดาวยิงตลอดกาลของวงการฟุตบอลอังกฤษ เชียเรอร์ ยังคงเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่ทำประตูในพรีเมียร์ ลีก ได้สูงสุด 260 ประตู ในจำนวนนี้ เป็นแฮททริกถึง 11 ครั้ง (สถิติเดิมก่อนโดน อเกวโร่ ทำลาย) โดยเฉพาะในฤดูกาล 1995/96 เป็นปีที่ เชียเรอร์ ทำแฮททริกได้มากถึง 5 ครั้งเลยทีเดียว ฤดูกาลนั้น "ฮ็อตช็อต" ยังเป็นกองหน้าให้กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในฐานะแชมป์เก่า พวกเขาพยายามป้องกันแชมป์ โดยมี แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, นิวคาสเซิ่ล ที่ทะยานขึ้นมาเป็นทีมแย่งแชมป์ด้วย อย่างที่เราทราบกันว่าสุดท้ายเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คว้าแชมป์ไปครองได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้ยุคใหม่ที่มีเด็กจากอคาเดมี่เป็นกำลังหลัก แบล็คเบิร์น กลับมีผลงานในลีกไม่ดี เพราะจบเพียงอันดับ 7 เท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผลงานการถล่มประตูของ เชียเรอร์ จะตกตามไปด้วย ฤดูกาลนั้น เชียเรอร์ ยิงให้ แบล็คเบิร์น ไปถึง 31 ประตูในพรีเมียร์ ลีก จากการลงเล่น 35 นัด แน่นอนมันมีแฮททริกอยู่ถึง 5 นัดด้วยกัน แฮททริกแรกเกิดขึ้นในเกมนัดที่ 7 เหยื่อคือโคเวนทรี สกอร์จบลงที่ แบล็คเบิร์น ชนะ 5-1 แฮททริกที่ 2 เกิดขึ้นในนัดที่ 13 เป็นเกมที่กุหลาบไฟ ถล่ม ฟอเรสต์ กระจุย 7-0 แฮททริกที่ 3 เกิดขึ้นในนัดที่ 15 หนนี้เป็นเวสต์แฮม ที่โดนไป 4-2 แฮททริกที่ 4 ข้ามไปนัดที่ 25 นัดนี้ แบล็คเบิร์น ชนะโบลตัน 3-1 แฮททริกที่ 5 เกิดขึ้นนัดที่ 31 เกมนี้ แบล็คเบิร์น บุกไปชนะสเปอร์ส 3-2 ตัวเลขระดับนี้ การทำประตูระดับในยุค 90s ถือว่าสูงอย่างน่าทึ่ง เชียเรอร์ กลายเป็นกองหน้าอันดับ 1 ของพรีเมียร์ ลีก ในเวลานั้นในแง่ของ "จอมถล่มประตู" หลังจบฤดูกาลนั้น ซัมเมอร์ 1996 แมนฯ ยูไนเต็ด จึงพยายามติดต่อเข้ามาเพื่อคว้าตัวเขาไปร่วมทีม แต่ไม่ใช่ทีมของ เฟอร์กี้ ทีมเดียวที่สนใจ กลายเป็น นิวคาสเซิ่ล ในยุคที่ยังมีตัง และลุ้นแชมป์ของ เควิน คีแกน ที่เข้าถึงตัว เชียเรอร์ ได้โดนใจกว่า และได้ตัว เชียเรอร์ ไปร่วมทีม ตัวของเชียเรอร์ เองก็เป็นแฟนบอลนิวคาสเซิ่ล และมี คีแกน เป็นไอดอลอยู่แล้วด้วย เชียเรอร์ ยังคงทำประตูระเบิดเถิดเทิงให้ นิวคาสเซิ่ล น่าเสียดายที่ความยุ่งเหยิงในการบริหาร และการรักษามาตรฐานของสโมสรที่จะลุ้นแชมป์มันลดลง เปลี่ยนตัวกุนซือ และต่างๆ อีกมากมาย ทำให้ เชียเรอร์ ไม่เคยได้แชมป์เมเจอร์ใดๆ กับนิวคาสเซิ่ลเลย แม้ว่าหลังอายุ 30 ไปแล้ว เชียเรอร์ ยังทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ เขายิง 23 , 17 และ 22 ประตู ก่อนจะมีปัญหาเรื่องสภาพร่างกายเล็กน้อยในช่วง 2 ปีสุดท้ายของอาชีพ แต่ก็ยังปิดท้ายด้วยการทำ 10 ประตูจาก 32 นัดในฤดูกาล 2005/06 ก่อนประกาศแขวนสตั๊ดด้วยวัย 36 ปี นี่เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก ทุกคนอยากรู้ว่าหากซัมเมอร์ปี 1996 เชียเรอร์ เลือกย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด มันจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะได้แชมป์อะไรมากมายแค่ไหนกับทีมปีศาจแดงในยุครุ่งเรือง สถิติการทำประตูของเขามันจะพุ่งสูงไปแค่ไหน เมื่ออยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มีกองกลางเก่งๆ ปีกเก่งๆ คอยเปิดป้อนสร้างโอกาสให้จนหนำใจ และที่สำคัญ จำนวนแฮททริกของ เชียเรอร์ จะเป็นจำนวนกี่ครั้ง ถึงวันนี้ สถิติของเขาเลยค้างเอาไว้ รวม 11 ครั้ง และสูงสุด 5 ครั้งใน 1 ฤดูกาล เพื่อให้กองหน้ารุ่นหลังได้ไล่ตามและแซงสถิติของเขาแบบนี้เอง ร่วมรับชมคลิปเพิ่มความสนุกกันได้เลย :: https://bit.ly/3Dg9W1G เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ตัวน่าเสียดายของปืนใหญ่ "

อาร์เซน่อลกำลังฟอร์มเข้าฝักมากๆ แถมเสริมทัพได้น่าสนใจอีก ไม่ปล่อยให้ตลาดหน้าหนาวผ่านไปอย่างไร้ค่า เติมในเรื่องขุมกำลังเชิงลึก เลอันโดร ทรอสซาร์ ย้ายมาจากไบรตัน ทีมร่วมลีก และเป็นอีกหนึ่งนักเตะเบลเยี่ยมที่มาเฉิดฉายในพรีเมียร์ ลีก และเล่นให้อาร์เซน่อล ผู้เล่นจากเบลเยี่ยมที่เล่นให้อาร์เซน่อล มีไม่มากคนนัก และพูดถึงแข้งเบลเยี่ยมของพวกเขา ก็ต้องนึกถึงคนแรก นั่นก็คือ โธมัส แฟร์มาเล่น แฟร์มาเล่น เพิ่งแขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2021 โดยเล่นให้สโมสรสุดท้ายคือ วิสเซล โกเบ ในเจ ลีก ญี่ปุ่น ภาพจำของกองหลังรายนี้ในช่วงท้ายอาชีพคือ นักเตะที่สนิทคุ้นเคยกับโรงหมอ มากกว่าสนามซ้อม เนื่องจากอาการบาดเจ็บ และสภาพความฟิตที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน เขาถูกแฟนบอลตั้งฉายาว่า "วูดเกต แห่งบาร์เซโลน่า" ตอนที่ย้ายจากอาร์เซน่อลไปร่วมทัพบาร์ซ่าตอนซัมเมอร์ปี 2014 เพราะพี่แกเจ็บตั้งแต่ย้ายไปจนปีแรกเล่นได้แค่ 1 นัดถ้วน มันก็ถือว่าเซอร์ไพรส์แล้วตั้งแต่ บาร์ซ่า มาคว้าตัวเขาไปจากอาร์เซน่อล ด้วยราคา 15 ล้านปอนด์ เนื่องจากในเวลานั้น แฟร์มาเล่น อายุ 29 ปีแล้ว แถมประวัติเรื่องอาการเจ็บก็น่าห่วง ฟอร์มหลังๆ ก็ไม่ดี จนโดนเมินมองข้ามไป แม้ว่าเมื่อไหร่ที่ฟิต เขาจะยังติดทีมชาติเบลเยี่ยมอยู่เสมอๆ ก็ตาม ในความเป็นจริง อาการบาดเจ็บนี่แหละที่ทำให้เส้นทางอาชีพของ แฟร์มาเล่น ไม่รุ่งโรจน์อย่างที่ควรจะเป็น แฟร์มาเล่น เป็นพี่ใหญ่สุดในบรรดา 3 กองหลังเบลเยี่ยม ที่เติบโตมาจากทีมของอาแจ็กซ์ ที่ประกอบด้วย แฟร์มาเล่น, ยาน แฟร์ทองเก้น และ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ กับ โทบี้ นั้น แฟร์มาเล่น แก่กว่า 4 ปี ได้เล่นร่วมกันที่อาแจ็กซ์ ไม่เยอะนัก แต่กับ ยาน แฟร์ทองเก้น แล้ว โธมัส แฟร์มาเล่น ประสานงานกันอยู่ถึง 2 ฤดูกาลที่อาแจ็กซ์ กระทั่งปี 2009 โธมัส แฟร์มาเล่น คือคนแรกที่ออกมาโลดแล่นก่อน อาร์เซน่อล คว้าตัวเขามาร่วมทีม ในเวลานั้น เขาอายุย่าง 24 ปี แม้จะรูปร่างไม่สูงนัก 183 ซม. และเล่นได้ทั้งแบ็กซ้ายและเซนเตอร์แบ็ก แต่ แฟร์มาเล่น ถนัดตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กมากที่สุด ผิดกับทาง ยาน แฟร์ทองเก้น รุ่นน้อง รูปร่างสูงใหญ่เกือบ 190 ซม. แต่เมื่อลงเล่นด้วยกัน แฟร์ทองเก้น เล่นแบ็กซ้ายด้วยซ้ำ ก่อนที่จะปรับตำแหน่งมายืนเซนเตอร์ถาวรในช่วงหลังๆ โธมัส แฟร์มาเล่น รูปร่างไม่ใหญ่โตอะไรก็จริง แต่เขามีคุณสมบัติครบที่ปราการหลังตัวกลางพึงมี นั่นคือเล่นลูกกลางอากาศได้ดี (แม้ตัวไม่ใหญ่), อ่านเกมดี มีความเป็นผู้นำ เท้าไว และเล่นบอลบนพื้นดีเยี่ยม จากการเติบโตมาที่อาแจ็กซ์ โบนัส พิเศษก็คือ แฟร์มาเล่น ยังเป็นกองหลังที่มีเซนส์ของเกมรุก เขามักขึ้นมาพังประตูได้บ่อยหน เมื่อย้ายมายังอาร์เซน่อล เขาก็พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดเด่นข้อนี้ทันที เกมแรกที่ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก แฟร์มาเล่น ก็ทำประตูได้ทันที ในเกมที่อาร์เซน่อลบุกถล่มเอฟเวอร์ตัน 6-1 ในฤดูกาลแรกกับอาร์เซน่อล 2009/10 แฟร์มาเล่น โดดเด่นสุดๆ ทั้งรับและรุก เขาลงสนาม 33 นัดในลีก ทำไปถึง 7 ประตู และติดทีมยอดเยี่ยมของ PFA ในทันที ใครๆ ต่างพากันอิจฉาอาร์เซน่อลที่มีกองหลังครบเครื่องแบบนี้ไว้ในทีม อ่านเกมดี คล่องแคล่ว โหม่งเก่ง ทำประตูได้บ่อยอีกต่างหาก แฟนบอลไทยตอนนั้นต่างพากันแซวเขาว่า "โธมัส แวะมาเล่น" กระทั่งฤดูกาล 2010/11 นี่เอง บนวัย 25 ปี ควรจะเป็นช่วงที่เขาจะก้าวไปอีกขั้น ปรากฏเกิดเรื่องเลวร้าย แฟร์มาเล่น เจออาการเจ็บหนักเล่นงาน สมัยเล่นให้อาแจ็กซ์ เขาเคยเจ็บเอ็นฉีกมาแล้วหนนึง ต้องพักไป 3 เดือนครึ่ง นั่นคืออาการเจ็บซีเรียสครั้งเดียวของเขาที่อาแจ็กซ์ ปีแรกกับอาร์เซน่อล มีเจ็บน่อง แต่ก็พักแค่ 3 สัปดาห์ กระทั่งปีที่สองนี่เอง เขาเจ็บเอ็นร้อยหวายฉีก ซึ่งทำให้ แฟร์มาเล่น ต้องพักถึง 8 เดือน รวมเกมที่เขาชวดลงสนามมากถึง 51 นัด เขากลับมาลงสนามให้ทีมได้แค่ 5 นัดเท่านั้นในปีที่สอง และดูเหมือนว่า จากนั้น แฟร์มาเล่น ก็มักมีอาการเจ็บที่บริเวณข้อเท้ารบกวนมาโดยตลอด ทุกปี แฟร์มาเล่น ต้องมีช่วงพักยาว อาจมีช่วงที่เขาทำผลงานได้ดี ยิงประตูได้เยอะเหมือนเดิม แต่สุดท้าย อาการเจ็บที่กลับมาเยี่ยมเยือนทุกๆ ฤดูกาล ก็ทำให้เขาไม่เหมือนเดิม มาฤดูกาล 2013/14 เขาก็เจ็บหัวเข่าเพิ่มเข้าให้อีก และลงเล่นให้ทีมในลีกได้เพียง 14 นัดเท่านั้น และนั่นคือฟางเส้นสุดท้าย ก่อนย้ายไปบาร์เซโลน่า ที่บาร์ซ่า ทุกอย่างมันยิ่งย่ำแย่ ไม่เคยมีแม้แต่ฤดูกาลเดียวที่ แฟร์มาเล่น ฟิตสมบูรณ์ คนที่เจ็บมาทุกๆ ปี มันยากที่จะเรียกความฟิต กลับไปเป็นเหมือนเดิม กำลังมาดีๆ เจ็บอีกแล้ว ส่งผลทั้งเรื่องร่างกาย จิตใจ และฟอร์มการเล่น ตอนท้ายอาชีพ ภาพของเขาเลยติดกับนักเตะอาภัพ เจ็บไม่เลิกรา เป็นตัวตลกให้แฟนบอลทีมอื่นได้หัวเราะใส่บาร์เซโลน่า แฟนบอลลืมไปว่าครั้งหนึ่ง ก่อนเจออาการเจ็บหนักเล่นงาน โธมัส แฟร์มาเล่น เคยเป็นกองหลังที่ดีแค่ไหน ยิ่งถ้าหากทุกวันนี้ เชื่อว่าคุณค่า และมูลค่าของเขาจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก กับเทรนด์เซนเตอร์แบ็กที่ต้องเล่นบอลกับพื้นได้ดี มีทักษะการเปิดบอลและเล่นเกมรุก เชื่อได้เลยว่า แฟร์มาเล่น จะเป็นที่ต้องการของทุกๆ ทีม แต่นั่นเอง เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว มันเหลือเพียงแฟนบอลที่เคยได้ทันดู แฟร์มาเล่น ในวันที่เขาฟิตเต็มที่เท่านั้น ที่จะจดจำได้ว่าเขาเป็นกองหลังที่เก่งแค่ไหน ******************** เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แข้งยูเครนในพรีเมียร์ลีก "

มิไคโล มูดริค ย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ของ เชลซี ด้วยค่าตัวสุดแพง กลายเป็นผู้เล่นชาวยูเครนที่แพงสุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ ยูเครน แยกออกจากสหภาพโซเวียต และทีมชาติของพวกเขาก็แยกออกมาด้วย ฟีฟ่า และยูฟ่า ให้การรับรองอย่างเป็นทางการในปี 1992 ยูเครน ใช้เวลาไม่กี่ปี ก็สร้างนักเตะเลือดใหม่ขึ้นมาประดับวงการมากมาย มันน่าประหลาดใจเล็กน้อยที่ นักเตะยูเครน ที่เล่นในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ มีจำนวนไม่เยอะ หากจะว่ากันตามสถิติ ผู้เล่นยูเครน คนแรกที่เล่นในพรีเมียร์ ลีก คือ อเล็กซ์ เยฟตูชอค กองหลังที่ย้ายมาอยู่กับ โคเวนทรี ซิตี้ ในปี 1996 แต่ถ้าเจาะกันดีๆ ยังมีตำนานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกคนที่ถือเป็นนักเตะยูเครน แต่ในเอกสารทางการ ไม่มองแบบนั้น นั่นก็คือ "แคนแคน" อันเดร แคนเชลสกี้ส์ แคนเชลสกี้ส์ เกิดที่คิรอฟกราด ในดินแดนที่เป็นยูเครน โดยมีคุณพ่อเป็นคนลิทัวเนีย และคุณแม่เป็นยูเครน เขาลงเล่นให้สหภาพโซเวียตอยู่ก่อนแล้ว และต่อมาเมื่อโซเวียตล่ม แยกเป็นประเทศต่างๆ ยูเครน ก็ตั้งทีมชาติของตัวเองเรียบร้อย แคนเชลสกี้ส์ ยังขอเล่นให้รัสเซีย ต่อไป เหมือนเช่นนักเตะเชื้อสายยูเครน(และชาติในโซเวียตเดิม) อีกหลายคน ดังนั้น ตามเอกสารแล้ว แคนเชลสกี้ส์ จึงถือเป็นนักเตะโซเวียต และรัสเซีย ดังนั้น บันทึกว่าแข้งยูเครน คนแรกในพรีเมียร์ ลีก จึงลงไว้เป็นชื่อของ อเล็กซ์ เยฟตูชอค นักเตะยูเครน ฮิตในยุโรปอีกครั้งตอนยุค 2000 โดยมี ดีนาโม เคียฟ เป็นตัวจุดชนวน ดีนาโม เคียฟ คือหนึ่งในสโมสรที่มีส่วนสำคัญต่อวงการฟุตบอลยูเครน เพราะตอนยังอยู่ในโซเวียต พวกเขาก็ถือเป็นทีมใหญ่ คว้าแชมป์ลีกโซเวียต มาหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาสร้างชื่อให้แฟนบอลทั่วโลกได้ประจักต์ฝีเท้ากันในเกมยุคใหม่ ก็คือปี 1998/99 ปีนั้น ดีนาโม เคียฟ ทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก น่าเสียดายที่ไปแพ้ บาเยิร์น มิวนิค ชวดเข้าชิง กับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่คัมป์ นู แน่นอน มันเป็นปีสร้างชื่อของกองหน้าดาวรุ่งนามว่า อันเดร เชฟเชนโก้ และคู่หูแดนหน้าอย่าง เซอร์เก เรบรอฟ นอกจากนั้นยังมีปราการหลังมากประสบการณ์ที่เป็นกัปตันทีมอีกคนอย่าง โอเล็กซ์ ลุซนี่ ด้วย หลังจบฤดูกาล 1998/99 เส้นทางของดาวดังดีนาโม เคียฟ ก็เริ่มเดินแยกกัน เชฟเชนโก้ ได้ย้ายไปเล่นให้ เอซี มิลาน และสร้างตำนานของตัวเองที่นั่น โอเล็กซ์ ลุซนี่ ก็ได้กลายมาเป็นนักเตะยูเครนคนที่ 2 ของพรีเมียร์ ลีก เมื่ออาร์เซน่อล คว้าตัวมาร่วมทีมในซัมเมอร์ 1999 นั่นเอง ปี 2000 ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ก็จัดการดึงเอา เซอร์เก เรบรอฟ มาร่วมทีมด้วย (น่าเสียดายที่เขาไม่รุ่งกับสเปอร์) กระทั่งปี 2006 โรมัน อับราโมวิช ก็บ้าคลั่งทุ่มเงิน 30 ล้านปอนด์ให้ เอซี มิลาน เพื่อคว้าตัว เชฟเชนโก้ ในวัยแตะ 30 ปีมาร่วมทีม เพราะชื่นชอบเป็นพิเศษ นั่นทำให้ เชว่า กลายเป็นนักเตะยูเครนรายที่ 4 ของพรีเมียร์ ลีก และเป็นดาวดังจาก ดีนาโม เคียฟ ปี 1998/99 รายที่ 3 ที่มาลงเอยในอังกฤษตามหลัง ลุซนี่ กับ เรบรอฟ ต่อมา ลิเวอร์พูล ในยุคสับสัน ก็คว้าตัวไอ้หนุ่มผมยาว อันเดร โวโรนิน มาแบบฟรีๆ จากเลเวอร์คูเซ่น ตอนปี 2007 แต่ก็ล้มเหลวอีก ผลงานไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ ก็พอดีที่เป็นยุคล้มแล้วตั้งไข่อีกครั้งสำหรับ ยูเครน ทศวรรษที่ 2010s พวกเขาไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลย ส่วนยูโร ก็ตกเพียงรอบแบ่งกลุ่ม นักเตะยูเครน เริ่มหาตัวท็อปลำบาก ตัวที่เคยเก่งก็โรยราไปหมดแล้ว มันต้องรอจนถึงปี 2016/17 กว่าที่จะมีนักเตะ ยูเครน คนต่อมาในพรีเมียร์ ลีก และเด็กคนนั้นก็คือ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ซินเชนโก้ เซ็นสัญญากับ แมนฯ ซิตี้ ตั้งแต่ปี 2016 แต่โดนปล่อยให้ พีเอสวี ยืมตัวไปทันที กว่าจะได้เล่นในพรีเมียร์ ลีก ก็ปลายปี 2017 ถัดมา ก็ถึงคิว อันเดร ยาโมเลนโก้ ซึ่งเวสต์แฮม คว้าตัวมาจาก ดอร์ทมุนด์ ในปี 2018 เวลานั้น ยาโมเลนโก้ อายุ 29 ปีแล้ว เล่นให้ทีมชาติมาเฉียด 100 นัด เรียกว่าชื่อของเขาดังอยู่ในโลกลูกหนังมานาน ไม่ใช่พวกโนเนม หรือดาวรุ่งแล้ว นักเตะ ยูเครน คนที่ 8 ในพรีเมียร์ ลีก ตกเป็นของ วิตาลี่ ไมโคเลนโก้ แบ็กซ้ายที่เอฟเวอร์ตัน ไปคว้ามาจาก ดีนาโม เคียฟ ในตลาดหน้าหนาวปี 2022 ซึ่งจากนั้นอีกเพียงเดือนเศษๆ สงครามระหว่าง รัสเซีย ยูเครน ก็ปะทุขึ้น มาวันนี้ พรีเมียร์ ลีก กำลังจะได้เห็นนักเตะ ยูเครน รายที่ 9 ลงเล่น ซึ่งก็คือ มิไคโล มูดริค นั่นเอง ต้องมารอลุ้นกันว่า มูดริค จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ทั้งภาพรวมและผลงานส่วนตัว เนื่องจากที่ผ่านมา นักเตะยูเครน ในพรีเมียร์ ลีก ทำผลงานได้ไม่ค่อยน่าประทับใจอย่างที่ตั้งความหวังเอาไว้เลย ****************** เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อนักเตะเล่นงานแฟนบอล "

ควันหลงจากศึกนอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้ ขบวนล่าสุดคือมีแฟนสเปอร์ส รายหนึ่งไปพยายามเตะใส่ แอร่อน แรมสเดล นายด่านของอาร์เซน่อล ทำให้โดนลงโทษสถานหนักจากทุกๆ ทาง โดยไม่เว้นแม้แต่สเปอร์ส ทีมเชียร์ของหมอนั่นเอง แฟนบอลหัวร้อนเป็นเรื่องปกติ ยามสถานการณ์ไม่เป็นใจ เกมในสนามหรือผลการแข่งขันมันไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง โดยเฉพาะเมื่อมันสะสมมามากๆ เข้าก็อาจจะระเบิดออกมาได้ เพียงแต่การถึงกับเข้าทำร้ายร่างกายนักเตะถือว่าเกินเบอร์ไปมากชนิดไม่ควรให้เข้ามาชมเกมในสนามอีกตลอดชีวิต เพราะไม่มีใครรู้ว่าหนนี้มือเปล่า หนหน้าจะแอบเอาอาวุธอะไรมาใช้เล่นงาน ในทางตรงกันข้าม มันไม่ใช่แค่แฟนบอลที่หัวร้อนเป็น นักเตะเองก็เคยฟิวส์ขาดมานักต่อนักแล้ว หนึ่งในคดีใหญ่สุดก็คือเมื่อเดือนมกราคม 1995 เอริค คันโตน่า ที่ไปกระโดดถีบใส่แฟนบอล คริสตัล พาเลซ รายหนึ่งที่ลงทุนวิ่งลงมาจากชั้นบนเพื่อมาด่าทอเขา ด้วยถ้อยคำลามไปถึงการเหยียดเชื้อชาติ เรื่องราวนักเตะเล่นงานแฟนบอลยังมีอีกเยอะ นี่คือไฮไลท์ที่ดังๆ สมัยฤดูกาล 2001/02 เจมี่ คาร์ราเกอร์ เป็นจำเลย ตอนนั้นเป็นเกม เอฟเอ คัพ ที่ลิเวอร์พูล ไปเยือน ไฮบิวรี่ ของอาร์เซน่อล เกมนี้ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ไปเข้าบอลแล้วย่ำใส่ คาร์ราเกอร์ ทำให้ดาวเตะปืนใหญ่โดนไล่ออกทันที อึดใจต่อมาแฟนบอลอาร์เซน่อล ที่ไม่พอใจคาร์ราเกอร์ เลยขว้างเหรียญลงมาใส่ คาร์ร่า เดือดปุดทันที เขาหันไปก้มหยิบเหรียญแล้วเขวี้ยงคืนใส่แฟนบอล ผู้ตัดสินเห็นเหตุการณ์เลยแจกใบแดงไล่คาร์ราเกอร์ ออกไปด้วยเลย ข้อหาพฤติกรรมรุนแรง และภายหลังเขาโดนปรับ 40,000 ปอนด์พร้อมแบน 3 นัด ดีว่าทางกฎหมายไม่เอาเรื่อง กระทั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ คาร์ราเกอร์ ก็เคยน็อตหลุด ถ่มน้ำลายใส่รถของคู่พ่อลูกที่ไปแซวเขาระหว่างขับรถตีคู่ไปด้วยกัน จนเกือบโดนถอดสัญญาการทำงานของ Sky Sport มาแล้ว แต่ยังมี แกรี่ เนวิลล์ ที่ออกมารับหน้าแทนให้ เรื่องเลยเบาไปเยอะ ในปี 2003/04 ปีก่อนที่ ลีดส์ ตกชั้น ตอนนั้น อลัน สมิธ ยังเล่นให้ลีดส์ เป็นเกมเจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อริตัวฉกาจ ที่เอลแลนด์ โร้ด ในศึก ลีก คัพ ช็อตหนึ่งมีแฟนบอลลีดส์ขว้างขวดน้ำมาใส่ คริส อีเกิ้ลส์ ปีกดาวรุ่งปีศาจแดง แม้จะเป็นการขว้างใส่นักเตะคู่แข่ง แต่ อลัน สมิธ ก็หงุดหงิดกับสถานการณ์แบบนี้ เขาเลยหยิบขวดแล้วขว้างคืนเล็งไปที่คนขว้างนั่นแหละ แต่มันพลาดเป้า ไปโดนแฟนบอลข้างๆ แทน หมอนั่นโดนพาเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วย สุดท้าย สมิธ ต้องออกมาขอโทษ ยังดีที่เป็นแฟนบอลทีมเดียวกันเลยพอหยวนๆ ทางตำรวจก็ควบคุมตัวเขาด้วย แต่ไม่มีการดำเนินคดีร้ายแรงอะไร สุดเดือด ต้องยกให้กรณีของ ปาทริซ เอวร่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 เอวร่า แยกทางกับยูเวนตุส ย้ายกลับฝรั่งเศส มาเล่นให้ มาร์กเซย ตอนเดือนมกราคม 2017 พอเข้าฤดูกาลใหม่ 2017/18 ด้วยวัยที่มากขึ้น 36 ปีเข้าไปแล้ว ทำให้ความจัดจ้านของ เอวร่า ไม่เหมือนเดิม ฤดูกาลนั้นผลงานของ เอวร่า ไม่ดีเอาเสียเลยโอกาสลงเล่นมีค่อนข้างน้อย กระทั่งวันเกิดเหตุ มันเป็นเกม ยูโรปา ลีก ซึ่ง มาร์กเซย เปิดบ้านรับมือ วิตอเรีย กิมาไรช์ ในช่วงวอร์มอัพก่อนเกม มีแฟนบอลรายหนึ่งตะโกนด่า เอวร่า หนักมาก ไม่รู้ทะลุรั้วกั้นเข้ามาถึงขอบสนามได้ยังไง แฟนบอลตำหนิเอวร่าอย่างรุนแรง ว่าผลงานไม่ดี ฟอร์มห่วย หมดสภาพ นั่นทำให้ เอวร่า เลือดขึ้นหน้า พุ่งเข้าไปจะเอาเรื่อง ทั้งสองฝ่ายต่างมีคนมารุมห้ามเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย แต่สุดท้าย เอวร่าเข้าไปประชิดรั้วกั้นพร้อมกับเตะสูงเข้าให้ที่แฟนบอลปากดีทันที ลูกเตะนี้ถ้าจะให้เห็นภาพมันก็คือก้านคอเราดีๆ นี่เอง พอเตะเสร็จคนก็รีบลากตัวเอวร่า ออกจากที่เกิดเหตุทันที ผู้ตัดสินเข้ามาแจกใบแดงให้ เอวร่า เท่ากับเกมนี้เขาจะไม่ได้ลงเล่นแน่ๆ หลังแข่งจบ รูดี้ การ์เซียกุนซือ โอแอ็ม ในเวลานั้นก็ตำหนิว่าแฟนบอลไม่ควรมาพูดแบบนี้ใส่นักเตะ แต่ก็ด่า เอวร่า เช่นกันว่าไม่น่าจะมีปฏิกิริยา ต่อการยั่วยุ ยูฟ่า สั่งลงดาบปรับเงิน 10,000 ยูโร พร้อมกับแบน เอวร่า ไม่ให้ลงเล่นในรายการของทาง ยูฟ่า จนกว่าจะฤดูกาลหน้า มาร์กเซย เองก็สั่งลงโทษด้วยเช่นกัน แบนเอวร่า โดยไม่มีกำหนด เพราะตอนนั้นเรื่องนี้ฉาวแบบสุดๆ ไม่นานต่อมา มาร์กเซย ก็ตัดสินใจยกเลิกสัญญากับ ปาทริซ เอวร่า ทันที และนั่นทำให้ในตลาดหน้าหนาว 2018 เขาเลยได้ย้ายมาเล่นให้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แบบไม่มีค่าตัว ด้วยสัญญาระยะสั้น 6 เดือน นักเตะที่ไปมีเรื่องหัวร้อนจนถึงขั้นลงไม้ลงมือเอาคืนแฟนบอล สังเกตว่าเป็นแคแรกเตอร์จัดๆ ทั้งนั้น เรียกได้ว่ามีปัญหาพร้อมบวกอยู่แล้ว พอโดนกระตุ้นเลยน็อตหลุดได้ง่าย เรื่องแบบนี้ มันก็เหมือนเหรียญสองด้าน ทางที่ดีที่สุดคือทั้งแฟนบอลและนักเตะควรควบคุมอารมณ์ให้ดี ไม่เช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องเลยเถิดแบบนี้เอง ***************** รับชมคลิปได้ที่นี้ : https://cutt.ly/99wlwJ6 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ยิงมาดริดมันของง่าย "

ดูเหมือนว่า ชาบี เอร์นานเดซ ค่อยๆ ปั้นบาร์เซโลน่า ขึ้นมาในรูปแบบและปรัชญาการเล่นของตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหานอกสนามของบาร์ซ่า ยังมีอยู่เยอะ แต่เรื่องในสนาม ต้องชมว่าพวกเขาทำขึ้นมาเป็นรูปร่างได้ไว แม้จะยังไม่แข็งโป๊กอย่างยุคก่อนก็ตาม อย่างใน ซูเปร์ โกปา เด เอสปันญ่า ที่ถ่อไปเตะกันถึงกรุงริยาดห์ ซาอุดิอารเบีย ในนัดชิงชนะเลิศ พวกเขาก็เอาชนะ เรอัล มาดริด ได้ 3-1 ด้วยรูปเกมที่ดีกว่าค่อนข้างชัดเจน "เอล กลาสิโก้" มักเป็นตัววัดว่ายุคนั้นเป็นของใคร และที่ผ่านมา ก็ผลัดกันขึ้น ผลัดกันลงเสมอ ทั้งบาร์ซ่า และ มาดริด ไม่เคยขาดแคลนกองหน้าระดับโลกอยู่ในทีม สำหรับบาร์เซโลน่า ตอนนี้มี เลวานดอฟสกี้ แม้จะไม่หนุ่มฟ้อ แต่ก็ยังเอาตัวรอดได้สบายๆ ร่างกายแข็งแกร่ง ก่อนหน้านั้นมี หลุยส์ ซัวเรซ ย้อนไปก็ ดาบิด บีย่า และไปจนถึงกองหน้ายุคที่บราซิลครองเมือง โรนัลโด้ "ฟีโนมิโน่" คือที่สุดแม้จะเล่นแค่ปีเดียวแต่อีกรายที่หลายคนลืมชื่อไป นั่นก็คือ โรมาริโอ วัดกันที่การพังประตูอย่างเดียว โรมาริโอ อาจจะเป็นกองหน้าที่คมสุดในโลกด้วยซ้่ำในยุค 90s และ เขาก็ทักษะดีมากๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ยิงอย่างเดียว โรมาริโอ คือรุ่นพี่ตัวแสบของ โรนัลโด้ ทั้งในทีมชาติ และแนะนำโรนัลโด้ ว่าย้ายมา PSV ตอนจะออกจากบราซิล เพราะเขาก็เคยเล่นมาก่อน จากนั้นก็ตามรอยมาถึงบาร์เซโลน่าด้วยเลย โรมาริโอ เป็นนักเตะรูปร่างเล็ก แต่กระชับ คล่อง สปีดต้นดี ชั้นเชิงการดวลกองหลังในจังหวะพื้นที่สุดท้ายระดับเทพ และจุดเด่นสุดๆ คือเขาประตูได้ทุกรูปแบบ โรมาริโอ ยิงประตูเหมือนของง่าย ไม่มีตระหนกตื่นเต้น ทั้งซ้ายทั้งขวา ยิงแรง ยิงดีดๆ ชิพและลูกถนัดคือดีดด้วยหลังเท้าเข้ามุม เพื่อนร่วมทีมบาร์ซ่า เคยบอกว่า โรมาริโอ ชอบเล่นงานเพื่อนๆ ตอนซ้อม หมายถึง โชว์เพลงแข้งจนเพื่อนร่วมทีมปวดหัว ครั้งหนึ่งตอนแบ่งทีมเตะ โรมาริโอ งัดบอลข้ามหัวเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จนเป๊ป ต้องหยุดแล้วปรบมือให้ เหมือนจะบอกกลายๆ ว่า "ยอมแพ้โว้ย" คนไม่ค่อยพูดถึง โรมาริโอ เท่าที่พูดถึง โรนัลโด้ โยฮัน ครัยฟ์ บอกว่า โรมาริโอ คือนักเตะที่เก่งสุดที่เขาเคยโค้ช และทั้งคู่ก็มักถกเถียงกันอยู่เสมอที่บาร์ซ่า โรมาริโอ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ บาร์ซ่า ยุค "ดรีมทีม" ที่มี โยฮัน ครัยฟ์ คุมทีม หนึ่งในเรื่องคลาสสิกคือตอนที่ โรมาริโอ อยากกลับไปเที่ยวคาร์นิวัล ในบราซิล ต้องบอกก่อนว่า โรมาริโอ รักอยู่ 2 อย่าง คือฟุตบอล กับปาร์ตี้ เขาปาร์ตี้ทุกสัปดาห์ เขาคือแบบฉบับของคนบราซิลขนานแท้ รักสนุก มีพรสวรรค์ และชื่นชอบการอยู่กับเพื่อนๆ ครอบครัวๆ และปาร์ตี้ นี่คือบทสัมภาษณ์จากปากคำของ โยฮัน ครัยฟ์ เจ้านายของ โรมาริโอ ถึงหนึ่งในเหตุการณ์คลาสสิก ซึ่งวันและเวลาอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ใจความหลักๆ ยังอยู่ "หนนึง โรมาริโอ ขอผมว่าเขาขอพักเพิ่มอีก 2 วันได้ไหมเพื่อกลับไปบราซิล ไปงานคาร์นิวัลที่ ริโอ เด จาเนโร" "ผมบอกว่า ถ้าแกยิงได้ 2 ลูกพรุ่งนี้ ฉันจะให้แกพักเพิ่มอีก 2 วัน เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ" "วันต่อมา โรมาริโอ ยิงประตูที่ 2 ภายใน 20 นาทีและทำท่าขอออกจากสนาม เขาบอกว่า โค้ช เครื่องบินผมจะขึ้นในอีก 1 ชม.แล้ว ผมไม่มีทางเลือก ต้องปล่อยโรมาริโอไป ตามที่สัญญาไว้" ซึ่งเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นการเล่าเรื่องสนุกๆ แบบนี้ มันคือความจริง 100% โรมาริโอ เองก็เคยพูดถึงเช่นกัน เวอร์ชั่นของเขาละเอียดกว่าที่ โยฮัน ครัยฟ์ เล่า "ผมจำได้ว่ามันเป็นวันพุธ บาร์เซโลน่าไม่มีแม็ทช์แข่ง และเราจะได้พัก 4 วัน เรื่องของเรื่องคือ ผมต้องเดินทางอย่างน้อย 1 วันครึ่ง และผมจะมีเวลาพักอีกแค่ 2 วันครึ่ง เพราะมันไกลนี่แหละ" "ขณะที่นักเตะต่างชาติอย่าง เลาดรุป, สตอยช์คอฟ, คูมัน, ฮาจี้ และเด็กหนุ่มจากยูโกสลาเวียนั่น (โกรัน วูเซวิช) อยู่ห่างจากบ้านพวกเขาแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง" "ดังนั้นที่ผมทำคือไปคุยกับครัยฟฟ์ เขาถามผมว่าเราจะเอายังไงกันดี ผมบอกเขาไปว่าผม ผมก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน" "สุดท้ายเรามาตกลงกันได้ เขาบอกผมว่าถ้าผมยิงได้ 2 ลูกในเกมถัดไป เขาจะให้ผมพักเพิ่มอีก 2 วัน ... ผมเลยยิงไป 3 ลูก" "เกมจบ ผมวิ่งเข้าห้องแต่งตัวทันที ผมเข้าไปก่อนใคร พอคนอื่นมาถึงผมก็พร้อมออกไปแล้ว" "ผมออกมาตอนนั้นเพราะเครื่องบินที่ผมจองไว้จะขึ้นแทบจะทันทีที่เกมจบลง" "พอนักเตะทุกคนเข้ามา และครัยฟ์มาถึง เขาต้องอธิบายเรื่องสัญญาที่ตกลงกันไว้ พวกนักเตะไม่ค่อยพอใจนักแต่พวกเขาก็เงียบและยอมรับกับข้อเสนอนั้น" เกมที่ โรมาริโอ สัญญากับ ครัยฟ์ ว่าจะยิง 2 ลูก แต่สุดท้ายเขายิง 3 นั่นคือ "เอล กลาสิโก้" เกมนั้นที่ คัมป์ นู ตอนต้นปี 1994 บาร์ซ่า ถล่ม เรอัล มาดริด 5-0 !! สถิติของ โรมาริโอ ในการเจอกับ เรอัล มาดริด คือ 7 นัด ยิงได้ 5 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ ซึ่งจริงๆ แล้วเขายิง มาดริด ได้ตั้งแต่สมัยอยู่กับ พีเอสวี แล้วด้วยซ้ำ! รับชมคลิปเพิ่มสนุกกันได้เลยที่ :: https://cutt.ly/H25QfeV เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117