breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

"100 นักเตะดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก by Telegraph-Ep.7"

อัพเดตเมื่อ : May 22, 2015 4:05pm โดย : Cruz

   



    20. แกเร็ธ แบร์รี่
    แอสตัน วิลล่า (365 เกม-41 ประตู), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (132 เกม-6 ประตู) และ เอฟเวอร์ตัน (65 เกม-3 ประตู)

    แบร์รี่ กลายเป็นแกนหลักในแดนกลางของ แอสตัน วิลล่า ด้วยวัยเพียง 18 ปี และอยู่รับใช้ทัพ "สิงห์ผงาด" ยาวนานกว่า 11 ปี และแม้จะไม่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์รายการใดได้เลยกับช่วงเวลาที่ถิ่นวิลล่า พาร์ค และหากมองที่ผลงานส่วนตัวเขาเป็นนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมสม่ำเสมอที่สุด

    ก่อนถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดึงตัวมาร่วมทีม และในเครื่องแบบ "เรือใบสีฟ้า" แบร์รี่ ก็สามารถคว้าแชมป์มาครองจนได้กับโทรฟี่พรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ ปัจจุบันแม้อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษจะล่วงเข้าสู่ช่วงท้ายของอาชีพการค้าแข้งด้วยวัย 34 ปี แต่เขาก็ยังคงเป็นขุมกำลังสำคัญของเทรนเนอร์ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ที่ เอฟเวอร์ตัน




    19. ยาย่า ตูเร่

    แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (140 เกม-42 ประตู)

    น่าแปลกใจที่ บาร์เซโลน่า เลือกขายมิดฟิลด์ที่กำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงพีคที่สุดของอาชีพการค้าแข้งอย่าง ยาย่า มาให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อแลกกับเม็ดเงิน 24 ล้านปอนด์ ในปี 2010 แต่จะด้วยเหตุผลทางแทคติกของเทรนเนอร์ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือเรื่องของการทำธุรกิจ

    กองกลางทีมชาติไอวอรี่โคสต์ก็กลายเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของทัพ "เรือใบฟ้า" สำหรับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และเอฟเอ คัพ อีก 1 สมัย มาตั้งโชว์ที่สังเวียนเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อห้องเครื่องชาวไอวอเรียนถือเป็นอีกหนึ่งมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องสุดๆในยุคนี้

    ยาย่า เต็มไปด้วยพละพลังกำลังในการขับเคลื่อนเกมรุก-รับ, การพาบอลแหวกแนวรับฝ่ายตรงข้าม, ลูกยิงไกล, การแอสซิสต์ และสามารถเปลี่ยนเกมที่ฝืดทำให้ "เดอะ ซิวตี้เซนต์" พลิกสถานการณ์จากเป็นรองกลับมาคว้าชัยชนะมาครองได้



    18
. หลุยส์ ซัวเรซ
    ลิเวอร์พูล (110 เกม-69 ประตู)

    ฤดูกาล 2013-14 ถือเป็นปีที่ดีของ ซัวเรซ กับ ลิเวอร์พูล เมื่อหัวหอกทีมชาติอุรุกวัยรับบทบาทกองหน้าที่ไม่ได้มีหน้าที่หลักเพื่อทำประตู โดยมี แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ยืนค้ำอยู่ด้านหน้า ทว่าเขากับตะบันตาข่ายได้ถึง 31 ประตูจากการลงสนาม 33 นัด ทำให้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ เธี่ยร์รี่ อองรี

    อย่างไรก็ตามพฤติกรรมทั้งใน และนอกสนามทำให้ ซัวเรซ ถูกจับจ้องตลอดเวลาจากบรรดาสื่อทุกสำนักของเมืองผู้ดี และเหล่าแฟนบอลทั้งสาวก "หงส์แดง" และทีมอื่นๆ รวมทั้งผลงานการพายอดทีมแห่งเมือร์ซีย์ไซด์เข้าลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี ทำให้เขาเลือกย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัว 81 ล้านยูโร



    17. ริโอ เฟอร์ดินานด์
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (127 เกม-2 ประตู), ลีดส์ ยูไนเต็ด (54 เกม-2 ประตู), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (312 เกม-7 ประตู) และ ควีส์ปารืค เรนเจอร์ส (7 เกม-0 ประตู)

    เฟอร์ดินานด์ กลายเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดบนเกาะอังกฤษ และเป็นกองหลังที่มีราคาสูงที่สุดในโลก เมื่อครั้งย้ายจาก ลีดส์ มายังคุมแนวรับยังถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร หลังจบฟุตบอลโลก 2002 กับทีมชาติอังกฤษ

    การยืนจับคู่ปราการหลังตัวกลางกับ เนมานย่า วิดิช ที่ "เร้ด เดวิลส์" ทำให้พลพรรค "ปีศาจแดง" กลับมาทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่บนเกาะอังกฤษคืนจาก อาร์เซน่อล และ เชลซี รวมทั้งการซิวแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงมอสโก เหนือ "สิงห์บลูส์"



    16. แอชลี่ย์ โคล
    อาร์เซน่อล (156 เกม-8 ประตู) และ เชลซี (229 เกม-7 ประตู)

    ภาพของ โคล จาก โจนาธาน บาร์เน็ตต์ เอเยนต์ส่วนตัวของเขาเมื่อครั้งย้ายจาก อาร์เซ่น่อล มาคู่ค้าแข้งกับคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนของ "เดอะ กันเนอร์ส" อย่าง เชลซี เมื่อปี 2006 ทำให้เขากลายเป็นคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนเกาะอังกฤษในช่วงเวลานั้น

    โดย โคล ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่รักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมสม่ำเสมอที่สุดในยุคของเขา ทำให้ โคล ยืนระยะเป็นแกนหลักในแนวรับของ "ปืนใหญ่" กับ "สิงห์บลูส์" รวมทั้งทีมชาติอังกฤษได้ยาวนานกว่า 10 ปี



    15. ดิดิเยร์ ดร็อกบา
    เชลซี (230 เกม-100 ประตู)

    ปฎิเสธไม่ได้ว่า ดร็อกบา เป็นอีกหนึ่งศูนย์หน้าตัวเป้ายุคใหม่ที่ดีที่สุด แม้การย้ายจาก โอลิมปิก มาร์กเซย มาล่าตาข่ายในรั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยค่าตัวถึง 24 ล้านปอนด์ ในปี 2004  จะทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมากมายกับสาวก "สิงห์บลูส์"

    แต่ใช้เวลาไม่นานอดีตหัวหอกทีมชาติไอวอรี่โคสต์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นดาวยิงระดับท็อปของเวทีพรีเมียร์ลีก และเป็นกองหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดกับแผนการเล่นของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ ก่อนปิดฉากช่วงเวลาแรกของเขาที่ "เดอะ บริดจ์" ด้วยการซิวแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" เป็นแชมป์ที่ โรมัน อบราโมวิช ถวิลหามานาน



    14. เวย์น รูนี่ย์
    เอฟเวอร์ตัน (67 เกม-15 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (313 เกม-161 ประตู)

    นับตั้งแต่หมดช่วงเวลาความน่ามหัศจรรย์ของดาวรุ่งอย่าง ไมเคิ่ล โอเว่น ก็เป็น รูนี่ย์ ซึ่งแจ้งเกิดด้วยประตูที่เขายิงใส่ อาร์เซน่อล จากระยะกว่า 30 หลา และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษจนทำให้ "เร้ด เดวิลส์" ต้องยอมทุ่ม 25.6 ล้านปอนด์ เพื่อรับตัว "รูน" ในวัย 18 ปีมารั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    และแม้จะต้องเผชิญหน้าแรงกดดันมหาศาลตั้งแต่อายุยังน้อย, โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยครั้ง และลงเล่นหลากหลายตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้หยุดให้เขาประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกับพลพรรค "ปีศาจแดง" และถลุงไปแล้ว 230 ประตูในทุกรายการกับ "ยูไนเต็ด" รอวันทาบสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาล 249 ประตูของ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน พร้อมทั้งซีซั่นนี้กับการก้าวขึ้นมารับบทบาทกัปตันทีมทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ



    13. ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (252 เกม-0 ประตู), แอสตัน วิลล่า (29 เกม-1 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (29 เกม-0 ประตู)

    ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนจะยอดเยี่ยม และยิ่งใหญ่ได้เทียบเท่า ชไมเคิ่ล ภายในรั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อพลพรรค " ปีศาจแดง" กลับมาครองบัลลังก์ความสำเร็จบนเกาะอังกฤษด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และซิวทรปเปิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 1998-99 โดยมีอดีตมือกาวชาวเดนมาร์กเป็นปราการด่านสุดท้ายให้
    และ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องใช้เวลากว่า 6 ปีในการลองผิดลองถูกเพื่อมองหาผู้รักษาประตูที่เหมาะสมที่สุดอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ สำหรับการเข้ามาแทนที่ ชไมเคิ่ล



    12. จอห์น เทอร์รี่
    เชลซี (428 เกม-34 ประตู)

    เทอร์รี่ อาจจะไม่เป็นผู้เล่นที่เป็นที่รักมากนักของวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่หากวัดกันเพียงฝีเท้าบนพื้นสนามแล้วเขาไม่ได้เป็นรองใครอย่างแน่นอนทั้งบนเกาะอังกฤษ และแผ่นดินยุโรป นอกจากนี้ "เจที" ยังโดดเด่นมากขึ้นอีกในเรื่อของบุคลิกที่กล้าหาญ และแข็งแกร่ง เมื่อได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม "สิงห์บลูส์" ต่อด้วยทีมชาติอังกฤษ

    อดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษได้รับการยกย่องมากๆในเรื่องของทักษะการอ่านเกมรับ การคุมจังหวะแนวรับ และการโจมดีด้วยลูกโหม่งจากลูกตั้งเตะ และแน่นอนว่าในอนาคต "สิงโตคำราม" จะต้อง
ดิ้นรนอย่างหนักในการมองหาตัวแทนของเขา



    11. สตีเว่น เจอร์ราร์ด
    ลิเวอร์พูล (482 เกม-113 ประตู)

    "สตีวี่จี" อาจเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนเกาะอังกฤษที่ไม่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และนั่นเป็นเพียงโศกนาฏกรรมเดียวของเขาสำหรับการรับใช้ทัพ "หงส์แดง" เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 17 ปีซึ่งเป็นความสำเร้จไม่สมดุลกับความสามารถของเขา

    แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาก็ยังเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่เสมอในแอนฟิลด์ทั้งจากความจงรักภักดี และแรงกระตุ้นที่ผลักดันให้ยอดทีมแห่งเมอร์ซีย์ไซด์พลิกกลับมาคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 5
ของสโมสร ก็เพียงพอให้ "สตีวี่จี" เป็นที่จดจำตลอดกาลของสาวก "เดอะ ค็อป"



    10. แฟร้งค์ แลมพาร์ด
    เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (148 เกม-24 ประตู), เชลซี (429 เกม-147 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (31 เกม-5 ประตู)

    จะมีมิดฟิลด์เพียงกี่คนที่มีความสามารถในการถล่มประตูได้ยอดเยี่ยมเทียบเท่า แลมพาร์ด เมื่ออดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษรั้งอันดับ 4 ของท็อป 10 นักเตะที่มีสถิติทำประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ของพรีเมียร์ลีก และเขาก็เป็นเพียงนักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์คนเดียวเท่านั้นในจำนวนดังกล่าวซึ่งทั้ง 9 รายที่เหลือต่างเป็นกองหน้า

    "แลมพ์" มีค่าเฉลี่ยกระทุ้ง 1 ตุงจากการลงสนามทุกๆ 3 นัดในยุคทองของทัพ "สิงบลูส์" โดยนอกจากทีเด็ดในการสับไกยิงจากกรอบเขตโทษแล้ว ก็ยังมีการสอดเข้าไปซัดประตูบริเวณหน้ากรอบ 6
หลาที่เราเห็นกันจนชินตาอย่างเช่นประตูที่เขาทำได้ในซีซั่นนี้กับสีเสื้อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กดใส่ เชลซี ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม



    9. เดนนิส เบิร์กแคมป์
    อาร์เซน่อล (315 เกม-87 ประตู)

    ประเภทของนักเตะที่เต็มไปด้วยเทคนิคความเฉพาะตัวพร้อมกับประสิทธิภาพที่ช่วยยกระดับการเล่นของทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" เบิร์กแคมป์ เปรียบเสมือน เอริก คันโตน่า กับความคลาสสิคที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของพลพรรค "ปืนใหญ่"

    นอกจากความสามารถเชิงลูกหนังแล้ว อดีตศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์ยังเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายสำหรับรับมือกับบรรดากองหลังในเวทีพรีเมียร์ลีก แม้ดาวยิงชาวดัตช์จะไม่ได้ซัด
ประตูอย่างเป็นกอบเป็นกำกับยอดทีมแห่งกรุงลอนดอน แต่อิทธิพลจากบทบาทในสนามของเขาก็เป็นส่วนสำคัญให้ "ปืนโต" ประสบความสำเร็จแบบไม่เป็นรองใครในช่วงเวลาดังกล่าว



    8. เอริก คันโตน่า
    ลีดส์ ยูไนเต็ด (13 เกม-6 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (143 เกม-64 ประตู)

    คันโตน่า อาจคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 กับ ลีดส์ ทว่าเขาก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับทัพ "ยูงทอง" มากนัก แต่เป็นที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งอดีตดาวเตะชาวฝรั่งเศสกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีตกุนซือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในการกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีที่ห่างหายจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไปนานกว่า 26 ปี

    และตลอด 5 ปีที่ คันโตน่า ค้าแข้งกับยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ เขาเป็นผู้นำในทีมของ "เฟอร์กี้" ในการกวาดโทรฟี่พรีเมียร์ลีก 4 สมัย ซึ่งครั้งเดียวที่ "เร้ด เดวิลส์" พลาดแชมป์ไปในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเกิดจากกรณีที่แข้ง โอลิมปิก มาร์กเซย โดนโทษแบนยาว และอิทธิพลจากการเล่นของ "ก็องโต" ก็ยังส่งผลสำคัญสู่ความยิ่งใหญ่ของพลพรรค์ "ปีศาจแดง" ในยุคต่อมาของคลาส ออฟ 92



    7. ปาทริค วิเอร่า
    อาร์เซน่อล (279 เกม-28 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (28 เกม-3 ประตู)

    วิเอร่า เป็นดั่งลูกสูบขับเคลื่อนทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเทรนเนอร์ อาร์เซน เวนเกอร์ สำหรับอดีตกองกลางทีมชาติฝรั่งเศสเป็นคำจำกัดความใหม่ของผู้เล่นมิดฟิลด์ยุคใหม่ เมื่อเขาเป็นยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในแดนกลางของทัพ "เดอะ กันเนอร์ส"

    และด้วยความที่ "ปืนใหญ่" ก้าวขึ้นมาชิงความยิ่งใหญ่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มี รอย คีน เป็นผู้นำ ทำให้ วิเอร่า ซึ่งมีบุคลิกคาแรคเตอร์ และเป็นแรงกระตุ้นในแบบเดียวกันต้องเป็นผู้เผชิญหน้ากับอดีตกัปตันทีม "เร้ด เดวิลส์" ก่อนที่ในปี 2005 ดาวเตะชาวฝรั่งเศสจะย้ายสู่ความท้าทาายครั้งใหม่กับ ยูเวนตุส และแน่นอนว่าทุกวันนี้ เวนเกอร์ ก็ไม่เคยใกล้เคียงเลยในการหาตัวแทนของเขา



    6. คริสเตียโน่ โรนัลโด้
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (196 เกม-84 ประตู)

    "ซีอาร์ เซเว่น" อาจกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่ เรอัล มาดริด แต่ช่วงเวลา 6 ในรั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ระหว่าง 2003-2009 ของ โรนัลโด้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นฝีเท้าที่ฉกาจไม่ได้น้อยไปกว่ากันจากการกระทุ้ง 84 ประตูในการลงสนาม 196 นัดในลีกกับพลพรรค "ปีศาจแดง"

    โดยเฉพาะช่วง 3 ปีหลังสุดที่กัปตันทีมชาติโปรตุเกสจัดการกดถึง 91 ประตูป้อน "เร้ด เดวิลส์" ทำให้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ท่วงคืนบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกจาก เชลซี ความแข็งแกร่งของสภาพร่างกาย และความทุ่มเททำให้ โรนัลโด้ กลายเป็นแนวรุกจอมถล่มประตูแบบครบเครื่องยุคใหม่



    5. พอล สโคลส์
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (499 เกม-107 ประตู)

    บ่อยครั้งที่ สโคลส์ ถูกมองข้างจากความสามารถระดับอัจฉริยะของเขา ทั้งๆที่อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 11 สมัย และลงสนาม 718 นัดในทุกรายการ พร้อมช่วยทำ 155 ประตูกับช่วงเวลาเกือบ 2 ทศวรรษในเครื่องแบบ "ปีศาจแดง"

    จัดว่า สโคลส์ เป็นมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ และระดับแถวหน้าของโลกในช่วงเวลาดังกล่าว และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญทัพ "เร้ด เดวิลส์" สำหรับความสำเร็จมากมายเคียงข้างกับเจ้านายใหญ่ของเขาอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอรฺ์กูสัน



    4. อลัน เชียเรอร์
    แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (138 เกม-112 ประตู) และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (303 เกม-148 ประตู)

    บางที เชียเรอร์ อาจเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าชาวอังกฤษที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่ออดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษสามารถใส่สกอร์ได้จากทุกๆพื้นที่บนพื้นสนาม, แข็งแกร่ง และทำได้อย่างยอดเยี่ยมในลูกกลางอากาศ แม้จะต้องโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอย่างหนักถึง 3 ครั้ง

    และแม้ว่าอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียงหนเดียวกับ แบล็คเบิร์น แต่ในสีเสื้อ นิวคาสเซิ่ล ก้ทำให้เขากลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกจากการตะบัน 260 ประตู



    3. รอย คีน
    น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (40 เกม-6 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (326 เกม-33 ประตู)

    ไม่ใช่เรื่องมากเกินความเป็นจริงเลยหากจะบอกว่า คีน เป็นมิดฟิลด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของพรีเมียร์ลีก โดยการย้ายจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ มาค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อปี 1993 ด้วยราคา 3.75 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวที่แพงที่สุดบนเกาะอังกฤษในช่วงเวลานั้น กลายเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในทีมของผู้จัดการทีม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

    คุณสมบัติมในการคุมเกมแดนกลาง, การแท็คเกิ้ล, ทีเด็ดในการยิงประตู และบทบาทความเป็นผู้นำกับการสวมปลอกแขนกัปตันทีม "เร้ด เดวิลส์" ในช่วงเวลา 8 จาก 13 ปีในเมืองแมนเชสเตอร์ ทำให้พลพรรค "ปีศาจแดง" เดินหน้าตักตวงความสำเร็จแบบไม่หยุดยั้ง



    2. เธียร์รี่ อองรี
    อาร์เซน่อล (258 เกม-175 ประตู)

    หากเปรียบ อาร์เซน เวนเกอร์ เป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแน่นอนว่าเขาต้องเป็นศิลปินที่หาตัวจับยากที่สุด เมื่อดูจากผลงานที่เทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสหล่อหลอมขึ้นมาบนพื้นสนามอย่าง อองรี เมื่ออดีตกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสเป็นีอกหนึ่งนักเตะที่มีสไตล์การเล่นเพลิดตาที่สุดในพรีเมียร์ลีก พร้อมด้วยประสิทธิภาพการจบสกอร์ที่สมบูรณ์แบบ

    อองรี จัดการซัด 228 ประตูจากการลงสนาม 377 นัดในทุกรายการกับทัพ "ปืนใหญ่" ทั้งสองช่วงเวลา พร้อมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย (2001–02 กับ 2003–04) ซึ่งในฤดูกาล 2003–04 เป็นการเถลิงบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีด้วยสถิติไร้พ่ายตลอดซีซั่น และแชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย ก่อนย้ายไปสวมเครื่องแบบ บาร์เซโลน่า ในปี 2007



    1. ไรอัน กิ๊กส์
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (632 เกม-109 ประตู)

    แน่นอนว่า กิ๊กส์ เป็นผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเวทีพรีเมียร์ลีกอย่างไม่ต้องสงสัย กับการคว้า 13 แชมป์พรีเมียร์ลีก และลงสนามมากกว่า 960 นัดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในทุกรายการแข่งขัน

    และอดีตกัปตันทีมชาติเวลส์เป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากกมาย และยาวนานมากกว่า 2 ทศวรรษชนิดที่ไม่มีใครเปรียบเทียบได้ ซึ่งเขาเติมโตมาได้ยาวไกลมากๆจากวันแรกที่เป็นเพียงปีกซ้าย
วัยกระเตาะรูปร่างผอมบาง ก่อนขยับเข้ามายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางในช่วงท้ายอาชีพการค้าแข้งเพื่อคุมจังหวะให้กับพลพรรค "ปีศาจแดง" กิ๊กส์ ประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งหมด และจะไม่มีใครสามารถแทนที่เขาได้

pic : gettyimages, zimbio and telegraph
Facebook Comment