breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

"ย้อนดูทัพเรือใบสีฟ้า 16 ฤดูกาลหลังก่อนการมาถึงของเป๊ป"

อัพเดตเมื่อ : February 11, 2016 9:53am โดย : Cruz


    -ฤดูกาล 1999-2000 อันดับ 2 เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ
    "เดอะ ซิตี้เซนส์" ภายใต้การนำของผู้จัดการทีม โจ รอยล์ ได้จะกลับมาตะบันเพลงแข้งบนเวทีลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีหลังจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ ถัดจาก ชาร์ลตัน แอธเลติก


    -ฤดูกาล 2000-01 อันดับ 18 พรีเมียร์ลีก
    ทีมของกุนซือ โจ รอยล์ เอาตัวไม่รอดบนลีกสูงสุด ก่อนต้องกระเด็นตกชั้นไปพร้อมกับ โคเวนทรี ซิตี้ และ แบรดฟอร์ด ซิตี้ จากนั้น "ซิตี้" ก็เลือกปลด รอยล์ ออกจากตำแหน่ง


    -ฤดูกาล 2001-02 แชมป์เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ

    เควิน คีแกน ที่ลงจากตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติอังกฤษถูกดึงมารั้งบังเหียนที่เมน โร้ด และด้วยขุมกำลังในมืออย่าง ฌอน โกเตอร์, ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, ริชาร์ด ดันน์, สจ๊วต เพียรซ์, ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้, อาลี เบนาร์เบีย, เปาโล วันโชเป้ และ เควิน ฮอร์ล็อค อดีตบอส นิวคาสเซิ่ล ก็สามารถพา "เรือใบสีฟ้า" เลื่อนชั้นในฐานะแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ


    -ฤดูกาล 2002-03 อันดับ 9 พรีเมียร์ลีก
    "เดอะ ซิตี้เซนส์" ของ เควิน คีแกน จบกลางตาราง และทำผลงานน่าประทับใจพร้อมกับฟอร์มการถล่มประตูของ นิโกล่าส์ อเนลก้า ดาวซัลโวประจำทีม และฤดูกาลนี้ยังเป็นซีซั่นสุดท้ายที่ "ซิตี้" จะเปลี่ยนรังเหย้าหลังใช้งานเมน โร้ด มากว่า 80 ปี


    -ฤดูกาล 2003-04 อันดับ 16 พรีเมียร์ลีก
    แม้กุนซือ เควิน คีแกน จะมีขุมกำลังให้เลือกใช้งานทั้ง ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, เทรเวอร์ ซินแคลร์, เปาโล วันโชเป้, อองตวน ซิเบียร์สกี้, โจอี้ บาร์ตัน และ อเนลก้า แต่ "ซิตี้" กลับทำผลงานไม่ดีมากนัก


    -ฤดูกาล 2004-05 อันดับ 8 พรีเมียร์ลีก
    สจ๊วต เพียรซ์ ที่เคยค้าแข้งกับ "ซิตี้" ในฤดูกาล 2001-02 ถูกแต่งตั้งให้มารั้งบังเหียนในถิ่นซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดี้ยม แทนที่ เควิน คีแกน และฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, อเนลก้า และ ฟาวเลอร์ ก็ทำให้ปีแรกของอดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษไปได้สวย


    -ฤดูกาล 2005-06 อันดับ 15 พรีเมียร์ลีก
    การปรับกองหน้าด้วย แอนดี้ โคล, ดาริอุส วาสเซลล์ และ จอร์จอส ซามาราส เพื่อทดแทน ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, อเนลก้า และ ร็อบบี้ ที่ย้ายออกไปทำให้ทีมของ สจ๊วต เพียรซ์ ใช้เวลาตั้งตัวค่อนข้างนาน และต้องลุ้นหนักเพื่ออยู่รอดจนถึงช่วงท้ายซีซั่นเลยทีเดียว


    -ฤดูกาล 2006-07 อันดับ 14 พรีเมียร์ลีก
    "เดอะ ซิตี้เซนส์" เสริมทัพสู้ศึกฤดูกาลใหม่ด้วย ดีทมาร์ ฮามันน์, อุสมาน ดาโบ, อันเดรียส อีซัคส์สัน และ พอล ดิกคอฟ ทว่าทีมของเทรนเนอร์ สจ๊วต เพียรซ์  ก็ยังเล่นด้วยฟอร์มกระท่อนกระแท่นตลอดทั้งซีซั่น




    -ฤดูกาล 2007-08 อันดับ 9 พรีเมียร์ลีก
    21 มิถุนายน 2007 ทักษิณ ชินวัตร " อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เข้ามาเทคโอเวอร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยวงเงิน 81.6 ล้านปอนด์ พร้อมเลือก สเวน-โกรัน อีริคส์สัน อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษมากุมเหียน และนำเข้าทั้ง เอลาโน่, มาร์ติน เปตรอฟ, เกลสัน แฟร์นานเดส, โจวานนี่, เวดราน ชอร์ลูก้า, วาเลรี่ โบจินอฟ, เฟลิเป้ ไกเซโด้ และ เบนจานี่ เอ็มวารูวารี ทว่าทีมของกุนซือชาวสวิดิชก็มีผลงานไม่คงเส้นคงวามากนัก




    -ฤดูกาล 2008-09 อันดับ 10 พรีเมียร์ลีก
    มาร์ค ฮิวจ์ส ถูกแต่งตั้งเข้ามาทำทีมแทน อีริคส์สัน ก่อนที่วันที่ 1 กันยายน 2008 อาบู ดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ของ ชีค มันซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน จะซื้อ "ซิตี้" ในมูลค่า 200 ล้านปอนด์ ต่อด้วยการเซ็นสัญญากับ โรบินโญ่ จาก เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติสูงสุดของเกาะอังกฤษ 32.5 ล้านปอนด์ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อ-ขายซัมเมอร์ 2008 ซึ่งก่อนหน้าหัวหอกทีมชาติบราซิลก็มีทั้ง แว็งซ็องต์ ก็องปานี, ปาโบล ซาบาเลต้า, เคร็ก เบลลามี่, ไนเจล เด ยองก์ และการกลับมาของ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ ที่ไหลเข้ามายังรั้วซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์






    -ฤดูกาล 2009-10 อันดับ 5 พรีเมียร์ลีก
    เมกะโปรเจกต์แรกของ "ซิตี้" เริ่มต้นด้วยเม็ดเงินลงทุ่นเหยียบ 140 ล้านปอนด์สำหรับการคว้าตัว คาร์ลอส เตเวซ, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์, แกเร็ธ แบร์รี่, โรเก้ ซานตา ครูซ, โคโล ตูเร่, ซิลวินโญ่, โจลีออน เลสค็อตต์, ปาทริค วิเอร่า และ อดัม จอห์นสัน รวมทั้งการเปลี่ยนกุนซือกลางซีซั่นจาก ฮิวจ์ส มาเป็น โรแบร์โต้ มันชินี่  ในเดือนธันวาคม 2009 ก่อนอดีตเฮดโค้ช อินเตอร์ จะพา "เรือใบสีฟ้า" จอดด้วยอันดับ 5 แบบมีลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก ยันโค้งสุดท้าย




    -ฤดูกาล 2010-11 อันดับ 3 พรีเมียร์ลีก
    "เดอะ ซิตี้เซนส์" เสริมทัพหนักต่อเนื่องกว่า 145 ล้านปอนด์เพื่อนำ ยาย่า ตูเร่, เยโรม บัวเต็ง, ดาบิด ซิลบา, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ, มาริโอ บาโลเตลลี่, เจมส์ มิลเนอร์ และ เอดิน เชโก้  มาให้กับ มันโช่ ใช้งาน ด้วยขุมกำลังที่มีประสิทธิภาพแกร่งขึ้นทำให้ "เรือใบสีฟ้า" เบียดกับทีมหัวตารางได้สูสี แม้ยังไม่มีลุ้นแชมป์เต็มตัว แต่ผลงานที่น่าประทับใจเป็นการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นโทรฟี่แชมป์แรกในรอบ 35 ปีของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้




    -ฤดูกาล 2011-12 แชมป์พรีเมียร์ลีก
    "เรือใบสีฟ้า" ที่มีโปรแกรมยูซีแอลเพิ่มเข้ามาปรับทีมด้วยการมาถึงของ กาแอล กลิชี่, สเตฟาน ซาวิช, ซามีร์ นาสรี่, เซร์คิโอ อเกวโร่ "กุน" อย่างไรก็ตาม "ซิตี้" กลับจอดเพียงรอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น ทว่าทีมของเทรนเนอร์ชาวอิตาเลี่ยนกลับมาแก้ตัวในลีกด้วยการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีกเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสมัยที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสรที่รอคอยมานานถึง 44 ปี




    -ฤดูกาล 2012-13 อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก
    ตลาดซื้อ-ขายซัมเมอร์ 2012 ถือเป็นครั้งแรกที่ "ซิตี้" ภายใต้การบริหารของซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป ลงทุนเพียงแค่ แจ็ค ร็อดเวลล์, สก็อตต์ ซินแคลร์, มาติย่า นาสตาซิช, ฆาบี การ์เซีย และ ไมค่อน ซึ่งนั่นดูเหมือนจะไม่เพียงพอเมื่อ "เรือใบสีฟ้า" ยืนระยะลุ้นแชมป์ไม่ได้ในลีก รวมทั้งยังไปไม่พ้นจากรอบแบ่งกลุ่มยูซีแอลอีกครั้ง และปราชัยต่อ วีแกน ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ อีกด้วย ทำให้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์เลือกแยกทางกับ มันโช่ ขณะที่เหลือโปรแกรมอีก 2 นัดสุดท้ายของซีซั่น




    -ฤดูกาล 2013-14 แชมป์พรีเมียร์ลีก
    "ซิตี้" เลือกแต่งตั้ง มานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือที่ผ่านประสบการณ์เกือบ 10 ปีในสเปนมารับงานในซีซั่นใหม่ และ "เรือใบสีฟ้า" ก็เริ่มกลับมาใช้งานเงินมือเติบอีกครั้งกับ แฟร์นานดินโญ่, เฆซุส นาบาส, อัลบาโร่ เนเกรโด้, สเตฟาน โยเวติช และ มาร์ติน เดมิเคลิส มูลค่ารวมกันกว่า 90 ล้านปอนด์ และทีมของเทรนเนอร์ชาวชิเลี่ยนที่เล่นด้วยความคงเส้นคงวา และแรงได้ถูกช่วงเวลาก็สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 2 พ่วงด้วยโบนัสคือลีก คัพ ส่วนในยูซีแอลก็เข้าถึงรอบน็อคเอาต์ แม้จะต้องตกรอบเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ตามจากความพ่ายแพ้ต่อ บาร์เซโลน่า




    -ฤดูกาล 2014-15 อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก
    "เดอะ ซิตี้เซนส์" เสริมทัพอีก 90 ล้านปอนด์รับฤดูกาลใหม่ด้วย บาการี่ ซาญ่า, แฟร์นานโด, เอเลียควิม ม็องกาล่า, วิลฟรีด โบนี่, วิลลี่ กาบาเยโร่ และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผลงานในลีกแม้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์เล่นได้ไม่ร้อนแรงเท่าซีซั่นก่อน ทว่ามีฟอร์มเข้าฝักของ "กุน" ที่รับตำแหน่งดาวซัลโวของฤดูกาลนี้มาช่วยประคองทีม แต่ก็ยังเป็นรอง เชลซี เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ที่สม่ำเสมอมากกว่า ขณะที่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ลูกทีมของ เปเยกรินี่ ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับ บาร์ซ่า อีกครั้ง ซึ่งสุดท้าย "อาซูลกราน่า" ก็ผ่าน ซิตี้" ไปได้ และครองบัลลังก์แชมป์ยูซีแอลไปในบั้นปลาย



pic : huffingtonpost.co.uk, theguardian.com, mirror.co.uk, Reuters
Facebook Comment