breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

"ตำนานปีศาจปืนฝืด"

อัพเดตเมื่อ : October 21, 2019 1:57am โดย : admin

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตกลงซื้อตัว แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นสถิติสูงสุดของกองหลัง

ที่ผ่านมา ปีศาจแดง เคยผ่านการซื้อนักเตะแพงๆ มาหลายราย แม้ส่วนมากจะประสบความสำเร็จ แต่ก็มีไม่น้อยที่เข้าขั้นน่าผิดหวังโดยเฉพาะหลังจากยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน


เฟร็ด ค่าตัว 52 ล้านปอนด์ ดูท่าจะเป็นรายล่าสุด ย้อนไปหน่อยก็ อังเคล ดิ มาเรีย

ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นนานหน่อย แมนฯ ยูไนเต็ด เคยซื้อตัวชนิดที่สื่ออังกฤษยกเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญายอดแย่มาแล้ว

ลืม ดีเอโก้ ฟอร์ลัน ไปก่อนได้เลย

"ถ้าผมเป็นคนยิง จอห์น เลนน่อน เขาก็คงยังมีชีวิตอยู่" แกร์รี่ เบอร์เทิ่ลส์ บอกถึงคำพูดที่เขาโดนค่อนขอด

หมายถึงเป็นกองหน้าปืนฝืด ยิงไม่เข้าเป้าเอาซะเลย


แกร์รี่ เบอร์เทิ่ลส์ ไม่ใช่ดาวยิงจากอเมริกาใต้ผู้ไม่เคยสัมผัสฟุตบอลอังกฤษหรือพูดอังกฤษไม่คุ้นลิ้นแบบฟอร์ลัน  เพราะเขาคือกองหน้าตัวเก่งที่ย้ายจาก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1980 ด้วยค่าตัวถึง 1,250,000 ปอนด์ สมัยนั้นถือว่าแพงมาก เพราะสถิติสูงสุดของเกาะอังกฤษเป็นของ แอนดี้ เกรย์ ที่ย้ายจาก แอสตัน วิลล่า มา วูล์ฟแฮมป์ตัน ด้วยราคา 1,469,000 ปอนด์

1 ปีเศษก่อนหน้านั้น เขาลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลเฉียดแสนคนในเวมบลีย์ ทำคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ทีมเจ้าป่าของ ไบรอัน คลัฟ เอาชนะเซาธ์แฮมป์ตัน 3-2 คว้าแชมป์ลีก คัพ มาครอง
 
เขายังเป็นแชมป์ยุโรป 2 สมัยติดในประวัติศาสตร์ของ ฟอเรสต์ ลงเป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศทั้งในปี 1979 ที่ชนะมัลโม่ 1-0 และปี 1980 ชนะฮัมบูร์ก ที่มีเควิน คีแกน นำทัพ 1-0
 
แกร์รี่ เบอร์เทิ่ลส์ เริ่มต้นฤดูกาล 1980/81 ได้ดีมาก ซัด 6 ประตูจาก 9 นัดแรกในลีก ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด ของกุนซือ เดฟ เซ็กซ์ตัน ต้องคว้าตัวมาร่วมทีม ขณะนั้น เบอร์เทิ่ลส์ ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าอันตรายของยุโรปด้วยวัย 24 ปี
 
แต่ให้ตายเถอะ กองหน้าอันตรายอย่าง เบอร์เทิ่ลส์ กลับต้องใช้เวลานานถึงนัดที่ 30 กว่าจะยิงประตูแรกในเกมลีกให้แมนฯ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จ
 

"ผมยิงประตูแรกได้ในเกมกับสวอนซีที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แล้วคุณจะนึกว่าเราเพิ่งได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ, ลีก คัพ และแชมป์ลีก พร้อมกัน เพราะเสียงดีใจวันนั้นมันดังมาก มันเป็นหนึ่งในประตูที่ดีที่สุดที่ผมเคยยิงมาเลยด้วย"
 
นั่นคือบรรยากาศในโรงละครแห่งความฝันเมื่อ เบอร์เทิ่ลส์ ปลดล็อก ซัดประตูแรกในสีเสื้อปีศาจแดงได้สักที
 
"อาชีพของผมเริ่มที่ แอทเท่นโบโร่ โคลท์ส ผมเล่นให้พวกเขาแล้วก็เซ็นสัญญาสกูล บอยส์ กับแอสตัน วิลล่า ตอนอายุ 12"
 
"ก็เหมือนเด็กทุกคนในประเทศนี้ คุณอยากเล่นฟุตบอล นั่นคือทั้งหมดที่ผมต้องการ"
 
"พ่อกับแม่ปล่อยให้ผมไปทดสอบฝีเท้ากับ แอสตัน วิลล่า เป็นเวลา 1 เดือน ผมพลาดการสอบ GCEs (สอบจบมัธยม) และไม่ได้ลงเรียนต่อ"
 
"ผมต้องกลับมาที่ชิลเวลล์และไปหางานที่ศูนย์หางานบีสตัน และผมได้งานเป็นช่างปูพรม"
 
"ผมคิดว่าโอกาสในการเล่นฟุตบอลของผมหมดไปแล้ว ผมเลยต้องทำงานในไซต์ก่อสร้าง ปูพื้นท่ามกลางฤดูหนาว"
 
อย่างไรก็ดีโอกาสของ แกร์รี่ เบอร์เทิ่ลส์ ยังไม่หมดไฟ เมื่อเขาใช้เวลาว่างเตะบอลให้กับทีม คลิฟตัน ออล ไวท์ส จากนั้นก็ย้ายมาที่ ลอง อีตัน ยูไนเต็ด ตอนอายุ 19 ปี ราวปี 1975 เขาเปลี่ยนจากปีกซ้ายมาเป็นกองหน้า
 
ที่ ลอง อีตัน ยูไนเต็ด นี่เองที่เขาได้เริ่มเส้นทางอาชีพอย่างแท้จริง
 
"ไบรอัน คลัฟ ได้ยินเสียงลือถึงเด็กคนนี้จากลอง อีตัน ซึ่งได้ข่าวว่ากำลังเล่นดี เขาเลยมาดูผมเล่นในเกมเอฟเอ คัพ รอบคัดเลือกเจอกับ เอนเดอร์บี้ ทาวน์" เบอร์เทิ่ลส์ เล่า
 
"มีคนนึงเข้ามาเสียบผม ทำสนับแข้งผมหักเลยและผมต้องโดนหามออกไป ผมกลับมาเล่นอีกครั้งและ คลัฟจี้ ก็บอกตอนพักครึ่งว่าตู้กับข้าวยังดีกว่าฟอร์มของผมอีก ซึ่งเขาก็คงพูดถูกแหละ แต่เขาก็ยังให้โอกาสผมได้ไปทดสอบฝีเท้าเป็นเวลา 1 เดือน"
 
เขาทำได้ดีในการทดสอบฝีเท้า และได้เซ็นสัญญากับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ด้วยค่าเหนือยสัปดาห์ละ 60 ปอนด์ ในปี 1976 ก็พอๆ กับค่าแรงที่เขาได้รับตอนยังเป็นช่างปูพรมนั่นแหละ
 
เดือนมีนาคมปีต่อมา เบอร์เทิ่ลส์  ได้ลงประเดิมสนามให้ฟอเรสต์
 
"มันเป็นเกมกับฮัลล์ ผมเล่นเป็นมิดฟิลด์ และฝันร้ายสุดๆ"
 
"ตอนผมโดนเปลี่ยนออก คลัฟจี้ บอกว่า 'ไอ้ลูกชาย ถ้าฉันเอาแกไปเล่นมิดฟิลด์อีก เอาลูกซองมาให้ฉัน ฉันจะยิงตัวตายซะเลย' เพราะผมเล่นแย่สุดๆ นั่นคือครั้งเดียวที่ผมเล่นกองกลาง ผมไม่เคยเล่นในตำแหน่งนั้นอีกเลย"
 
จากนั้น เขาเป็นแค่ตัวสำรอง หรือเล่นให้ทีมสำรองเท่านั้น ก่อนโอกาสจะมาถึงอีกครั้งในเดือนกันยายน 1978
 
ปีเตอร์ วิธ โดนขายไปนิวคาสเซิ่ลหลังจากช่วยให้ฟอเรสต์คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 และตัวแทนอย่าง สตีฟ เอลเลียต ซึ่งขณะนั้นโดนมองเป็นสุดยอดดาวรุ่ง กลับโชว์ฟอร์มไม่ออก
 

เบอร์เทิ่ลส์ โดนส่งลงเจอกับอาร์เซน่อล พวกเขาชนะ 2-0 จากนั้นเป็นเกมกับ ลิเวอร์พูล ในยูโรเปี้ยน คัพ เกมนี้เอง เขาทำประตูแรกให้กับเจ้าป่า
 
"ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์เก่า และเราเป็นรองสุดกู่ คืนก่อนเกมผมนอนไม่หลับเลย เบียร์ช่วยได้จริงๆ ไม่ได้โกหก ผมจำได้ว่ากินไป 2-3 ไพน์ต นอนไปไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็ลงสนามเลย"
 
"เราเป็นทีมเดียวที่นักเตะจะโดนปรับถ้าไม่ออกไปดื่มกันคืนวันศุกร์ มันเป็นเรื่องปกติในยุคโน้น เราคงได้แชมป์ยุโรป 4 สมัยไปแล้ว ถ้าเราไม่เอาแต่ดื่มกัน ผมบอกคุณได้เลย"
 
"ผมยิงได้ในเกมกับลิเวอร์พูล (ชนะ 2-0) โทนี่ วู้ดค็อก (คู่หูกองหน้า) ทำทุกอย่าง ผมแค่ชาร์จเข้าประตู"
 
"ทั้งหมดที่ คลัฟจี้ บอกผมก่อนเกมคือ 'ไอ้ลูกชาย อยู่ในกรอบเขตโทษเข้าไว้' มันฝังอยู่ในหัวผม"
 
"ผมเคยมาเชียร์ที่เทรนท์ เอ็นด์ กับพ่อตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นการที่พ่อผมได้มาอยู่ที่นั่นด้วย มาดูผมเล่นในเกมกับลิเวอร์พูลจึงเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ"
 
เมื่อยึดตำแหน่งตัวจริงได้ ฟอร์มถล่มประตูของ เบอร์เทิ่ลส์ เริ่มมา แต่เขากลับยกย่องเพื่อนร่วมทีมแทน ทำไป 25 ประตูในทุกรายการ ในฤดูกาล 1978/19 นั้นและปิดฉากด้วยการเป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ กับมัลโม่ที่มิวนิค
 
"การได้พาเพื่อนๆ และครอบครัวตามมาดูคุณเล่นในยูโรเปี้ยน คัพ มันเป็นโมเม้นต์ที่ภูมิใจที่สุดในชีวิตคุณ เมื่อมองว่าคุณมาจากการเป็นช่างปูพรมพักในบ้านเอื้ออาทร คุณจะขออะไรได้อีก"
 

ปี 1980 เป็นปีที่ดีของ เบอร์เทิ่ลส์ เขาได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษเจอกับ อาร์เจนติน่า, โรมาเนีย และอิตาลี และเขาได้ย้ายไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเก่าของไอดอลในวัยเด็กของเขา จอร์จ เบสต์
 
ทว่าการย้ายมาอยู่กับ ยูไนเต็ด กลับเป็นฝันร้าย
 
"มันอาจเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุดที่ผมทำในชีวิตเลย"
 
"ผมเจ็บหนัก กระดูกหัวหน่าวร้าว และทำอะไรไม่ได้เลย ผมไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถ ที่ทำได้คือเดินเท่านั้น"
 
"พวกเขาบอกว่าผมยิงไม่ได้เลยตลอด 40 กว่าเกม แต่ความจริงคือผมเจ็บไปนาน จากนั้นก็เรียกความฟิตช่วงปรีซีซั่นอีกรอบ มันไม่เวิร์คสำหรับผม"
 
"ตอนผมอยู่ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลูกยิงผมโดนสกัดออกมาจากเส้นในเกมแรกเจอกับสโต๊ค ซิตี ก่อนจะยิงชนเสาในเกมที่สองเจอกับเอฟเวอร์ตัน"
 
"ถ้าลูกใดลูกนึงเข้าไป มันคงแตกต่างออกไปมากมาย สุดท้ายผมมายิงได้ในเกมกับสวอนซี 11 เดือนหลังเซ็นสัญญา คนเฮกันโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแทบพัง"
 
บางครั้ง ชีวิตก็เป็นเรื่องของจังหวะ
 
อย่างคุณขับรถวันไหนเจอไฟแดง คุณอาจเจอไฟแดงทุกแยก วันไหนจังหวะดี เจอไฟเขียว ก็ไฟเขียวยาวตลอดทางเช่นกัน
 

หลังยิงประตูแรกในเกมลีกให้ทีมได้ เบอร์เทิ่ลส์ ก็เริ่มมั่นใจขึ้นในฤดูกาลที่ 2 เขาทำไป 11 ประตูจาก 33 นัด แต่มันก็เป็นเพียง 2 ปีในรั้ว โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
 
เขาย้ายกลับ ซิตี้ กราวน์ด ของ ฟอเรสต์ ด้วยค่าตัวเพียง 3แสนปอนด์ และยอมรับค่าเหนื่อยลดลงครึ่งครึ่ง เบอร์เทิ่ลส์ เล่นให้เจ้าป่าอีก 5 ฤดูกาลก่อนย้ายข้ามฟากไปเล่นให้ น็อตต์ส เคาน์ตี้
 
เขามาแขวนสตั๊ดกับ กริมสบี้ ในปี 1992 ด้วยวัย 36 ปี จากนั้นก็ลุ่มๆ ดอนๆ จนมาได้งานเป็นผู้สันทัดกรณีทางวิทยุและทีวี ทำให้ชีวิตของเขากลับมาสู่วงการฟุตบอลอีกครั้ง และมันเซฟชีวิตหลังแขวนสตั๊ดของเขาไว้
 

แม้เขาจะล้มเหลวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดนมองว่าเป็นการซื้อตัวที่น่าอับอาย แต่ผลงานของเขากับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ไม่มีใครลืมลง
 
เขาได้แชมป์ ลีก คัพ ซึ่งเขายิง 2 ประตูในนัดชิงชนะเลิศ และได้แชมป์ยุโรปอีก 2 สมัย ซึ่งเขาลงเป็นตัวจริง
 
"เด็กจากบ้านเอื้ออาทรในชิลเวลล์ นั่นคือตัวตนของผม และผมภูมิใจกับมัน"

อ่านเรื่องที่น่าสนใจไปแล้ว อย่าลืมมาพบกับสิ่งที่น่าสนใจจาก MYSBOBET ที่พร้อมบริการตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่  https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-117

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/



บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------

Facebook Comment