breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เกมที่เปลี่ยนแปลงโอเชียเนีย "

อัพเดตเมื่อ : May 11, 2020 12:28am โดย : admin

วันที่ 31 ตุลาคม 2002 ในฟุตบอลลีกของมาดากัสการ์ เกิดสถิติโลกแพ้-ชนะ กันด้วยสกอร์ขาดลอยที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนัง
AS Adema ชนะ SOE ไปถึง 149-0 ! ใช่ คุณอ่านไม่ผิดหรอก หนึ่งร้อยสี่สิบเก้าต่อศูนย์จริงๆ
นั่นเป็นเกมที่ SOE ตั้งใจประท้วง เริ่มเกมปุ๊บ นักเตะช่วยกันยิงเข้าประตูตัวเอง เขี่ยปุ๊บก็รีบยิงเข้าประตูตัวเองอีก สกอร์มันเลยออกมาอย่างที่เห็นโดยนักเตะของ AS Adema ได้แค่ยืนมองเฉยๆ
ถ้าย้อนไปอีกนิดเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2002 ก็เกิดสถิติการแพ้ชนะที่ห่างที่สุดในเกมฟุตบอลระดับทีมชาติ

ศึกฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกโซนโอเชเนีย ออสเตรเลีย เอาชนะ อเมริกัน ซามัว ไป 31-0
เป็นที่รู้กันดีว่า ออสเตรเลีย กับ นิวซีแลนด์ เป็นสองชาติใหญ่ มาตรฐานห่างกับชาติร่วมๆ โอเชียเนีย แบบคนละโลก สกอร์การเจอกันเองมักขาดลอยอยู่เสมอ
ตอนนั้น ออสเตรเลีย ยังคัดร่วมอยู่กับโอเชียเนีย แต่โซนนี้  ได้สิทธิ์แค่เพลย์ออฟ ต้องไปเตะกับทีมสมาคมทวีปอื่นอีกรอบ โดยเฉพาะอเมริกาใต้ ทำให้สองชาติใหญ่จากโอเชียเนีย  จึงแทบไม่เคยได้ผ่านไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมานานหลายสิบปี
นิวซีแลนด์ - ฟุตบอลโลก 1982
ออสเตรเลีย - ฟุตบอลโลก 1974
เท่ากับว่า ณ ตอนนั้น ออสเตรเลีย ไม่เคยสัมผัสฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมา 27 ปีเข้าให้แล้ว
โอเชียเนีย จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ทัพออสซี่ อยู่ร่วมกลุ่มกับ ฟิจิ, ตองก้า, ซามัว และ อเมริกัน ซามัว
ก่อนเจอ อเมริกัน ซามัว แค่ 2 วัน ออสเตรเลีย ก็เพิ่งทำสถิติโลกสำหรับเกมทีมชาติขึ้นมาหมาดๆ ด้วยการถล่มตองก้า 22-0 โดยสถิติเดิมเป็นของคูเวต ที่ถล่มภูฏาน 20-0 ในศึกเอเชี่ยน คัพ 2000 รอบคัดเลือก
ออสซี่ เปิดสนามอินเตอร์แนชนั่ล สเตเดี้ยม ในคอฟฟ์ส ฮาร์เบอร์  รัฐนิว เซาธ์  เวลส์ รับมืออเมริกัน  ซามัว  ทุกคนก็เดาได้อยู่แล้วว่าคงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับทีมจากแดนจิงโจ้ ในการเอาชนะได้แบบสบายๆ แต่สกอร์ขนาดนั้น เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องที่จะกล้าคิดกันออกมาได้ง่ายๆ
ขณะที่ออสเตรเลีย ของเทรนเนอร์แฟรงค์ ฟาริน่า ไม่มีปัญหาอะไรเลย ทางอเมริกัน ซามัว กลับเจอแต่ปัญหาเต็มไปหมด
เริ่มตั้งแต่ปัญหาวีซ่าและพาสปอร์ต มีแค่นายทวาร นิคกี้ ซาลาปู คนเดียวที่สามารถเดินทางไปเล่นได้
อเมริกัน ซามัว พยายามแก้ปัญหาด้วยการเรียกทีมเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปีมาเล่น แต่ก็มีปัญหาอีก เพราะพวกดาวรุ่ง ยู-20 อยู่ในช่วงเรียน ติดสอบพอดีอีก
ในที่สุดอเมริกัน ซามัว ต้องไปควานหานักเตะเยาวชนคนอื่นๆ มาเล่น หนึ่งในนั้นอย่าง เบน ฟาลานิโก้ เพิ่งอายุแค่ 15 ปี 217 วันเท่านั้น ส่วนอีกหลายคน ไม่เคยแม้แต่จะเล่นเต็มเกม 90 นาทีมาก่อนเลย
อายุเฉลี่ยของทีมอเมริกัน ซามัว ชุดนี้อยู่ที่ราวๆ 18 ปีเท่านั้นเอง
ด้านออสเตรเลีย ก็ตัดสินใจพักนักเตะตัวหลักหลายราย โดยเฉพาะสองกองหน้าอย่าง จอห์น อลอยซี่ กับ ดาเมียน โมรี่ ที่ช่วยกันยิงรวมกัน 10 ประตูในเกมถล่มตองก้า 22-0
แม้ว่า อเมริกัน  ซามัว จะเต็มไปด้วยนักเตะสมัครเล่น อายุน้อยๆ 18-19 ปีเต็มทีม แต่พวกเขาก็ต้านออสเตรเลียได้ถึง 10 นาที ก่อนจะถูกปลดล็อกโดยลูกเตะมุม คอน บูตซิอานิส ทำประตูแรกจนได้
หลังจากนั้น  ประตูเลยไหลมาเทมา คอน บูตซิอานิส ทำ 3 ประตู, ออเรลิโอ วิดมาร์ 2 ประตู, โทนี่ โปโปวิช 2 ประตู, ไซม่อน โคโลซิโม่ 2 ประตู, ฟาอุสโต้ เด อามิซิส 1 ประตู
ที่เด็ดคือ เดวิด ซดริลลิช ทำ 8 ลูก ซึ่งก็ถือเป็นสถิติสูงสุดในเกมทีมชาตินับแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว แต่ก็ยังไม่เท่ากับ อาร์ชี่ ธอมป์สัน ที่ทำไปถึง 13 ประตู เป็นสถิติโลกมาจนถึงตอนนี้
อาร์ชี่ ธอมป์สัน แม้เล่นให้ออสเตรเลีย แต่คุณพ่อเป็นชาวนิวซีแลนด์ คุณแม่เป็นปาปัว นิวกินี ขณะนั้นเขาอายุ 22 ย่าง 23 เพิ่งเคยติดทีมชาติในปีนั้นเอง ก่อนเกมนี้ เขาเพิ่งลงเล่นให้ออสเตรเลียมาแค่ 2 นัด นัดก่อนหน้านี้คือเกมชนะตองก้า 22-0 เขาทำไป 1 ประตู
ในช่วงท้ายเกม อเมริกัน ซามัว แม้จะโดนยิงกระจาย แต่พวกเขาไม่มีอะไรเสีย ยังเดินหน้าบุกแลกหมัดมีโอกาสยิงตรงกรอบ 1 ครั้ง และนั่นเป็นครั้งเดียวที่พวกเขาได้ยิงตรงกรอบแต่ก็ไม่ผ่านมือ ไมเคิ่ล เพ็ตโควิช นายด่านออสซี่
การที่ยิงกันต่อเนื่องเยอะแยะขนาดนี้ทำให้ในสนามยังงง ว่าตกลงชนะ 31 หรือ 32 ลูกกันแน่ แล้ว อาร์ชี่ ธอมป์สัน ยิง 13 หรือ 14 ลูกกันแน่ แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ของทางฟีฟ่า รวมถึงผู้ตัดสินรายงานว่า 31-0 และธอมป์สัน  ทำ 13 ประตู เป็นสถิติโลกอยู่ดี
สิ่งที่ตามมานั้นน่าสนใจมาก เพราะ แฟรงค์ ฟาริน่า และตัวของ ธอมป์สัน  เองแม้จะดีใจกับชัยชนะและสถิติที่ทำได้ แต่พวกเขารู้สึกว่า ฟีฟ่า น่าจะต้องมีการปรับระบบเเตะรอบคัดเลือก ให้ทีมเล็กเตะกันเองก่อน เพื่อจะได้ไม่เกิดการถล่มขาดลอยแบบนี้ เนื่องจากการเจอกันผลมันเดาได้อยู่แล้ว เตะไปก็ไม่มีประโยชน์
แม้ว่าประธานสมาคมฟุตบอลโอเชียเนียอย่าง บาซิล สการ์เซลล่า จะแย้ง บอกว่าทีมเล็กๆ อย่างฟิจิ, ซามัว หรือ ตองก้า เองก็ควรมีสิทธิ์ มีโอกาสจะได้ลงแข่งกับทีมใหญ่อย่าง ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์บ้าง
ท้ายที่สุด ฟีฟ่า  ก็ตัดสินใจนำระบบ  Preliminary round ให้ทีมเล็กเตะกันเองก่อนกลับมาใช้อีกครั้ง ตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2006 เป็นต้นไป
ในปี 2002 ออสเตรเลีย แม้จะโชว์ฟอร์มได้เหนือชั้นในโซนตัวเอง แต่พวกเขาก็แพ้ให้กับอุรุกวัย ในรอบเพลย์ออฟ ด้วยสกอร์รวม 1-3 อดไปญี่ปุ่น-เกาหลี
ก่อนที่ กุส ฮิดดิงค์ จะเข้ามาเป็นฮีโร่ พาทัพจิงโจ้ ผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2006 ได้สำเร็จ หนนี้พวกเขาเพลย์ออฟเจอกับอุรุกวัยอีกครั้ง แต่เอาชนะไปได้ ด้วยการดวลจุดโทษหลัง 2 นัดเสมอกัน 1-1
หลังฟุตบอลโลก 2006 ออสเตรเลีย ก็ตัดสินใจขอย้ายโซน ออกจาก โอเชียเนีย เพื่อมาเล่นให้ เอเอฟซี ของเอเชียเราแทน
เชื่อกันว่า ออสซี่ มองเป็นโอกาสดีกว่าที่จะคว้าตั๋วไปบอลโลกผ่านการคัดกับทีมในเอเชีย ที่ได้โควต้าเยอะกว่า เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า โอเชียเนีย ที่ได้แค่ "ครึ่ง" โควต้า
อย่างไรก็ดี อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ออสเตรเลีย มองว่าการแข่งขันในโอเชียเนีย ไม่สูสีและเข้มข้น ระดับมันต่างกันเกินไป ส่งผลต่อการพัฒนาในระยะยาว
และเกมที่พวกเขาทำสถิติโลกชนะ อเมริกัน ซามัว 31-0 นี่เองคือหนึ่งในประกายความคิดให้พวกเขาตัดสินใจทำอย่างนั้น
เห็นตัวเลขแบบสุดติ่ง คุณเองก็ลุ้นได้สุดมันส์ มาลองความสนุกในแบบของคุณกับ MYSBOBET รับรองชื่อนี้จะพาคุณเจอกับเรื่องน่าทึ่งและตื่นเต้น ติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมงได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment