breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" วิถีฉลามขาว "

อัพเดตเมื่อ : August 05, 2020 3:44am โดย : admin

เยอร์เก้น คลินส์มันน์ อำลาจากตำแหน่งเทรนเนอร์ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน หลังจากคุมทัพได้แค่ 76 วันเท่านั้น
เหตุผลที่เขาบอกในการตัดสินใจนี้คือเป็นเพราะไม่ได้รับความไว้วางใจจากคนร่วมงานอย่างเต็มร้อย
มีการเปิดเผยกันว่าเป็นเพราะ คลินซี่ ต้องการตำแหน่ง ผอ.กีฬา ควบรวมด้วย ซึ่งตำแหน่งปัจจุบันเป็นของ มิชาเอล เพรทซ์ ที่ทำงานมานาน
"พี่หลาม" เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับสื่อของอเมริกาเมื่อพักใหญ่มาแล้วว่าเขาไม่ชอบโมเดล การจัดการแบบเยอรมัน ที่มี ผู้จัดการทีมทั่วไป, ผอ.กีฬา แล้วมีเทรนเนอร์
เขาอยากได้การตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พูดง่ายๆ คือ ไอเดียเดียวกับระบบเก่า ระบบ "ผู้จัดการทีม" ของฟุตบอลอังกฤษ ที่ผู้จัดการทีมดูแลทุกอย่าง ตัดสินใจทุกอย่าง ทั้งการจะซื้อจะขายนักเตะ การวางแผนการเล่น การซ้อม และอะไรต่อมิอะไร
อาจเป็นได้ว่า คลินซี่ เองเป็นคนแข็ง ดื้อเงียบอยู่ข้างใน และอีกส่วน เขาอาจได้รับอิทธิพลจากฟุตบอลอังกฤษ...
เดิมทีนั้น พรีเมียร์ ลีก ของเมืองผู้ดีจะหาสตาร์ระดับเกรด เอ มาค้าแข้งได้ยากเต็มที
หรือต่อให้เป็นดารามีเกรด ก็เป็นประเภท "หมดสภาพ" แล้ว ย้ายมาเล่นตอนแก่ เรียกว่ามาหาที่ตายอย่างเป็นสุข หรือหาเงินก้อนสุดท้ายก่อนอำลาสังเวียนแข้ง
โดยตัวอย่างของสโมสรที่ชัดเจนสุดที่มักดึงเอาสตาร์แก่ๆ มาค้าแข้งคือ เชลซี
รุด กุลลิท, จานลูก้า วิอัลลี่, ปิแอร์ลุยจิ กาซิรากี้, อัลเบิร์ต เฟร์เรร์, ดิดิเยร์ เดช็องส์, มาร์กแซล เดอไซยี่, จานฟรังโก้ โซล่า เป็นต้น
โดยมากด้วยมาตรฐานพรีเมียร์ ลีก หลายๆ คนยังโชว์ฟอร์มได้โดดเด่น
ทุกวันนี้ เชลซี คือที่รวมของดาวดังมากมาย แต่สมัยก่อนไม่ใช่ เป็นพวกผ่านช่วงพีคมาแล้วเกือบหมด แฟนสิงห์รายไหนที่รักทีมมาตั้งแต่ก่อนเสี่ยหมีเข้ามาฮุบสโมสร คือต้องยกนิ้วให้
ก็เพราะยุคนั้น แม้เชลซีจะขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่ทำผลงานบอลถ้วยรายการต่างๆ ได้ดี แต่ในลีกก็แค่เกรด บี
ผ่านยุคปี 2000 มา เชลซี เริ่มดึงแข้งดีๆ มาเข้าเล้าได้เรื่อยๆ บวกกับพัฒนาการของพรีเมียร์ ลีก ในรายการยุโรป เมื่อทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้
ทีมสิงห์บลูส์เริ่มแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดพีคเมื่อ เสี่ยหมีในวัย 37 เข้ามาเทคโอเวอร์ และพวกเขากลายเป็นสุดยอดจอมทุ่ม
โชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือดาวรุ่งแห่งยุคถูกดึงมาจากปอร์โต้ และสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่ไว้เป็นรากฐานจนถึงตอนนี้
นับแต่การปฏิวัติของ เชลซี ในช่วงปี 2003-2004 เป็นต้นมา ลีกอังกฤษยิ่งเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ยอมรับว่าการเติบโตขึ้นมาของ เชลซี ที่มี มูรินโญ่ คุมทัพทำให้เขาต้องคิดใหม่ทำใหม่ ปั้นทีม โกลเด้น เจนเนอเรชั่น รุ่น 2 ซึ่งมาเบ่งบาน เก็บเกี่ยวได้เอาในปี 2006-2007
ของเล่นชิ้นโตของ โรมัน อับราโมวิช ชิ้นนี้ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ทำให้มหาเศรษฐีจากทั่วโลกหันขวับมามอง พรีเมียร์ ลีก
จะด้วยเป้าหมายอะไรก็แล้วแต่ ทว่าลีกสูงสุดเมืองผู้ดีคือเวทีที่จะดึงดูดสายตาจากแฟนบอลทั้งโลก คุณอาจบรรลุเป้าหมายของคุณได้ด้วยการมีลีกแห่งนี้เป็นบันได
เงินเข้ามาแบบทะลัก ตามมาด้วยนักเตะมีเกรด ที่ "กล้า" ย้ายมาเล่นในอังกฤษได้อย่างสนิทใจมากขึ้น เมื่อลีกเต็มไปด้วยดาราชั้นนำ ก็ไม่น่าแปลกใจที่มันจะขายดี ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดเอยก็พุ่ง สปอนเซอร์ต่างๆ ก็รุมเข้ามาหา
ตอนนี้ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษคือภาพยนต์ทำเงินระดับบล็อคบัสเตอร์ หรือละครหลังข่าวยอดฮิต ที่ไม่มีลีกไหนจะล้มลงได้
เมื่อตั้งคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นเสี่ยหมี นี่เอง ผู้เป็นคนบุกเบิกยุคใหม่ของ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ
เป็นผู้เข้ามาปฏิวัติวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีให้เปลี่ยนไปอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
หากมองในระยะ 10 ปีเศษๆ ก็คงตอบได้ว่าใช่
แต่หากลองย้อนไปนานกว่านั้น คนที่พลิกโฉมหน้าฟุตบอลอังกฤษยุคใหม่จริงๆ คือ เยอร์เก้น คลินส์มันน์
 "ฉลามขาว" คือนักเตะ "ระดับโลก" คนแรกที่กล้าย้ายมาร่วมทีมในลีกอังกฤษ เรียกได้ว่าเป็นผู้นำเทรนด์ เป็น Pioneer ผู้บุกเบิกแผ้วถางทางไว้ให้นักเตะระดับโลกรุ่นน้องๆ กล้าตามรอย
นอกจากนั้น อีกหนึ่งเหตุผลก็เพราะว่าเขาเป็น "คนเยอรมัน"
คลินซี่ ย้ายจาก โมนาโก มายัง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ในฤดูกาล 1994/95 ด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์ (ไม่ถูกในเวลานั้น) โดยเขามีวัย 30 ปีแล้ว
นักข่าวของ "เดอะ การ์เดี้ยน" สื่อดังของเมืองผู้ดีเคยเขียนบทควาามชื่อ "Why I Hate Jurgen Klinsmann" ตอนที่ดาวยิงทีมชาติเยอรมันเซ็นสัญญากับสเปอร์สใหม่ๆ
เหตุผลง่ายๆ คือเขาเป็นเยอรมันทั้งดุ้น เป็นหนึ่งในขุนพลเยอรมันตะวันตกที่เขี่ยอังกฤษตกรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 1990 และมีชื่อเสียงว่าเป็น "จอมพุ่ง"
ทว่าด้วยบุคลิกส่วนตัว สไตล์การเล่นในสนาม และฝีเท้าที่ต้องยอมรับ ไม่ทันไร นักข่าวคนดังกล่าวก็กลับมาเขียนบทความชื่อ "Why I Love Jurgen Klinsmann"
มันแสดงให้เห็นว่า หากคุณเป็นทองแท้ไม่ต้องกลัวไฟ  สมัยเป็นนักเตะ คลินซี่ ในฐานะคนด๊อยท์ช อริของชนอิงลิช เอาชนะอคติตรงนี้ไปได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
แม้เขาจะเล่นกับ สเปอร์สแค่ฤดูกาลเดียว แต่ไปถามแฟนไก่ที่ทันดูเขาเล่นได้เลยว่า สถานะของเขาคือตำนานไปแล้ว ทั้งท่าดีใจที่ถไลตัวไปกับพื้น เย้าสื่อที่ตีตราว่าเขาเป็นพวกขี้พุ่ง ในสนามเต็มไปด้วยความทุ่มเท อารมณ์ร่วม และด้วยผลงาน 30 ประตูในทุกรายการ (ในลีก 21 ลูก)
คิดดูว่าสื่ออังกฤษ สื่อชาติที่ขึ้นชื่อว่าตามจิกตามกัด ตามขุดคุ้ย งัดเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำให้คนไม่แกร่งพอเป๋เอาได้ง่ายๆ
จนแล้วจนรอด สื่อจอมแสบพวกนั้นก็ยังยอมรับในฝีมือฝีเท้าของ คลินส์มันน์ ในฤดูกาลที่ว่านั้น เขาได้รับรางวัลผู่เล่นยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลจากการเลือกของเหล่านักข่าวฟุตบอล
สมัยเป็นนักเตะ คลินส์มันน์ สนุกกับการค้าแข้งในพรีเมียร์ ลีก อย่างมาก เขายังกลับมาช่วยสเปอร์ส หนีตกชั้นอีกรอบในปี 1997-98 และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาเล่นฟุตบอลสโมสรในระดับสูง
หลังแขวนสตั๊ด คลินส์มันน์ ได้รับบทเป็นเทรนเนอร์ และกุนซือของทั้งทีมชาติเยอรมัน, บาเยิร์น มิวนิค, ทีมชาติสหรัฐอเมริกา จนมาถึง แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ล่าสุด
เขาเคยมีข่าวเชื่อมโยงกับตำแหน่งกุนซือทีมชาติอังกฤษด้วยซ้ำเมื่อปี 2016
ไม่แน่ว่าวันหนึ่ง เราอาจได้เห็น คลิ้นส์มันน์ มาเหยียบอังกฤษ เหยียบพรีเมียร์ ลีก อีกครั้ง แต่หนนี้ในฐานะ "ผู้จัดการทีม"
สนใจเว็บไซด์ที่มั่นคง ไว้ใจได้มานี่เลยกับ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbt หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment