breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เมื่อผู้รักษาประตูตัดสินชัยชนะ "

อัพเดตเมื่อ : November 19, 2020 11:46pm โดย : admin

ในเกมฟุตบอลที่ต้องการรู้ผลแพ้ชนะกันทันที การดวลจุดโทษจะถูกนำมาใช้เพื่อตัดสิน
ยามนี้ผู้รักษาประตูจะเป็นตำแหน่งที่มีคุณค่าอย่างมาก บทเด่นจะถูกโยนมาที่พวกเขาเหล่านี้ แถมความกดดันยังน้อยกว่านักเตะเอาท์ฟิลด์ที่ต้องลงมาเป็นคนยิงจุดโทษอีกต่างหาก
 เรียกว่าพวกนั้นยิงเข้าเสมอตัว ยิงไม่เข้าโดนด่าเละ ส่วนผู้รักษาประตู ถูกคาดหมายด้วยสามัญสำนึกว่าจะเซฟไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากเซฟได้จะกลายเป็นตัวเด่นขึ้นมาทันที
บางกรณี ยกตัวอย่างเช่นในฟุตบอลโลก 2014 เราจึงเห็น หลุยส์ ฟาน กาล เปลี่ยนตัวเอา ทิม ครูล นายทวารมือ 2 ที่เก่งเรื่องการเซฟจุดโทษลงสนามมาในช่วงต่อเวลาพิเศษ เพราะมั่นใจว่าถึงเวลานั้นจะได้เปรียบ และ ทิม ครูล ก็ช่วยให้ ฮอลแลนด์ เอาชนะคอสตาริก้า ได้จริงๆ
ทว่าบางครั้ง บางจังหวะ บทบาทของผู้รักษาประตูในการดวลจุดโทษก็มีมากกว่าแค่การพยายามเซฟลูกยิงคู่แข่ง เพราะมันอาจรวมถึงการต้องลุกขึ้นมาเป็นคนยิงเองด้วย
ผู้รักษาประตูบางคนชื่นชอบในการจะเป็นคนยิง หรือเล่นบอลด้วยเท้าอยู่แล้ว ก็อาจไม่มีปัญหา แต่บางครั้ง โอกาสที่มันหล่นใส่ให้ต้องลุกมาเป็นคนยิงเอง มันเป็นลูกสำคัญ ที่พาทีมชนะเข้ารอบหรือคว้าแชมป์ไปเลยก็มี
เกมเพลย์ออฟเลื่อนชั้นลีก วัน สู่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในฤดูกาล 2011/12 มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น เป็นการเจอกันของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์
มันเป็นเกมที่ไม่ได้สนุกอะไรนัก 120 นาทีเสมอกัน 0-0 ไม่มีประตูให้แฟนบอลได้ชมเลย แต่มันมาสนุกเอาในการดวลจุดโทษ
5 คนแรกของทั้งสองทีม พลาดกันถึงฝั่งละ 3 คน ทำให้เสมอกันที่ 2-2 นั่นเท่ากับว่าจะต้องเอาคนอื่นๆ ในทีม 11 คนที่เหลือมาเตะกันไปเรื่อยๆ จนกว่าฝั่งไหนจะพลาดก่อนก็แพ้เลย ที่เราเรียกกันว่า "ซัดเด้นเดธ (ตายโดยฉับพลัน)"
แปลกตรงที่ทุกคนของทั้งสองฝั่งหลังจากนั้นไม่พลาดกันเลย จนมาถึงคนสุดท้าย ที่แน่นอนว่าเป็นผู้รักษาประตู ฮัดเดอส์ฟิลด์ เป็นฝ่ายยิงก่อน และ อเล็กซ์ สมิธตี้ส์ ก็ยิงไม่พลาด ทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบสุดๆ เนื่องจาก สตีฟ ซิมอนเซ่น นายทวารของดาบคู่จะต้องกดดันสุดๆ อีกทั้งเขาไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องนี้ด้วย แล้วก็เป็นไปตามคาด ซิมอนเซ่น ยิงโด่งข้ามคานไปไกล เท่ากับว่า อเล็กซ์ สมิธตี้ส์ เป็นคนยิงพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ
เรื่องราวคล้ายๆ กันนี้ เกิดขึ้นใน แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ นัดชิงชนะเลิศปี 2015 เป็นการเข้าชิงกันของสองยักษ์ใหญ่คือ ไอวอรี่ โคสต์ และ กาน่า
นี่ก็เป็นอีกเกมที่มีความกดดันอย่างมาก สองทีมเต็มไปด้วยสตาร์ดัง วิลฟรีด โบนี่, สองพี่น้องตูเร่, เอริค ไบยี่, ซาโลมง กาลู ของช้างดำ ส่วนดาวดำ ก็มีทั้ง สองพี่น้องอายิว, วากาโซ่ มูบารัค, แฟรงค์ อาเชียมปง ที่เคยดังในไทยลีก แต่ปรากฏว่าเสมอกันใน 120 นาทีแบบไม่มีสกอร์
มาถึงการดวลจุดโทษ 5 คนแรกของทั้งสองทีมพลาดกันฝั่งละ 2 ต้องเข้าสู่ช่วงซัดเด้นเดธ ซึ่งก็แปลกอีกที่หลังจากนั้นไม่มีนักเตะของทีมไหนพลาดอีกเลย เมื่อเตะกันครบเอาท์ฟิลด์ 10 คนก็ต้องมาถึงคิวของนายทวาร
ด้วยกาน่า เป็นฝ่ายยิงก่อน บริมาห์ ราซัค ของกาน่า แปไปทางขวามือตัวเองแต่ บูบาการ์ แบร์รี่ นายด่านไอวอรี่ โคสต์ เซฟเอาไว้ได้ คราวนี้ก็ถึงคิวที่เขาต้องยิงเองบ้าง
แบร์รี่ ลุกขึ้นมาแล้วจัดการแปบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเด็ดขาด แม้ว่าหน้าตาท่าทางก่อนยิงของเขาจะไม่บ่งบอกถึงความมั่นใจเลยก็ตาม นั่นทำให้ แบร์รี่ เป็นคนยิงพา ไอวอรี่ โคสต์ คว้าแชมป์ระดับทวีปหนนี้มาครองได้สำเร็จ
แม้ว่าผู้รักษาประตูบางคนจะเป็นฮีโร่ในการดวลจุดโทษ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีความมั่นใจ หรือความอยากยิง เรียกว่าต้องจวนตัวหรือเป็นไปตามกฎว่าเอาท์ฟิลด์ยิงครบแล้วนั่นแหละถึงจะออกมาเป็นคนยิง แต่ก็มีนายทวารบางคนที่ค่อนข้างมั่นใจในตัวเอง แม้จะไม่ใช่เป็น 1 ใน 5 คนแรก แต่ก็ขอยิงเป็นอันดับถัดมา ถ้าต้องถึงช่วงซัดเด้นเดธ
ตัวอย่างที่ดี จากหนึ่งในเกมสุดคลาสสิกคือนัดชิงชนะเลิศ กรีก คัพ ในฤดูกาล 2008/09 ระหว่างสองยักษ์ เออีเค เอเธนส์ กับ โอลิมเปียกอส
เกมนี้เอาแค่ใน 90 นาทีก็สุดมันแล้ว ระหว่างที่เสมอกัน 2-2 มาถึงนาทีสุดท้าย นาโช่ สก็อกโก้ กองหน้าตัวเก่งของ เออีเค ก็ทำประตูให้ทีมออกนำเป็น 3-2
ทว่าในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 6 แม็ทท์ ดาร์บี้เชียร์ ก็ตีเสมอให้ โอลิมเปียกอสเป็น 3-3
เมื่อต่อเวลาพิเศษ โอลิมเปียกอส เป็นฝ่ายพลิกแซงบ้าง 4-3 แต่ สก็อกโก้ คนเดิมก็ตีเสมอให้ เออีเค ได้เช่นกันเป็น 4-4 ทำให้ต้องไปดวลจุดโทษ
การดวลโทษหนนี้ต้องบอกว่ามาราธอนสุดๆ เพราะต้องยิงกันถึงฝั่งละ 17 คน แทบจะครบ 2 รอบ
เซบาสเตียน ซาฮา นายด่านของ เออีเค ก็มั่นใจ ขอยิงเป็นคนที่ 7 ในลิสต์รายชื่อ เช่นเดียวกับมือกาวจอมเก๋าทีมชาติกรีซอย่าง อันโตนิส นิโคโปลิดิส ที่ยิงเป็นคนที่ 8 ให้กับ โอลิมเปียกอส
ซึ่งในการยิงรอบแรกของนายทวารทั้งคู่ปรากฏว่าไม่พลาดเลย การดวลโทษต้องวนมาถึงรอบที่ 2 ก็เรียกว่าเริ่มต้นยิ่งกันใหม่ตั้งแต่คนแรกตามลำดับเดิม
การดวลยังเป็นไปในแบบที่เรียกว่าถ้าฝั่งไหนพลาด อีกฝั่งก็พลาดเช่นกัน เซบาสเตียน ซาฮา ยิงรอบที่ 2 ของตัวเองก็ไม่พลาด เป็นคนที่ 16 ของการดวล
พอถึงคนที่ 17 ของ เออีเค คือ อกุสติน เปเยติเอรี่ ซึ่งยิงเข้ามาแล้วในรอบแรก แต่หนนี้เขาโดน อันโตนิส นิโคโปลิดิส เซฟเอาไว้ได้ และคนที่ 17 ของ โอลิมเปียกอส ก็คือ นิโคโปลิดิส นี่เอง
มือกาวจอมเก๋า ถอยไปไกลก่อนวิ่งมายิงเรียดไปทางซ้ายมือตัวเองเข้าไป นั่นทำให้ โอลิมเปียกอส คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ
พูดถึง นิโคโปลิดิส แล้วก็ต้องนึกถึง ยูโร 2004 ทัวร์นาเมนต์ที่ทีมชาติกรีซ สร้างเทพนิยายกรีก ขึ้นมาและมือกาวผมขาวคนนี้แหละที่เป็นผู้รักษาประตูชุดแชมป์ในครั้งนั้น
ยูโร 2004 ยังมีอีกเกมที่เข้าข่ายนี้ นั่นคือเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่างเจ้าภาพ โปรตุเกส กับอังกฤษ
เกมนี้เสมอกันใน 120 นาที  2-2 ซึ่งเป็นเกมที่สนุกและพลิกไปพลิกมามากๆ จนกระทั่งมาถึงการดวลจุดโทษ
นี่คือสิ่งที่แตกต่าง อังกฤษ ยังมีภาพจำความผิดหวังและผิดพลาดของการดวลจุดโทษกดทับมาโดยตลอดปลายปี ขณะที่โปรตุเกส พวกเขามักมีจุดเด่นอยู่อย่าง นั่นคือแต่ไหนแต่ไรมา ผู้รักษาประตูชาวโปรตุเกส มัก"ชื่นชอบ" ในการดวลจุดโทษ
โกล์ชาวโปรตุเกส มักเซฟจุดโทษได้ดี ถือเป็นจุดเด่นเลย และบางคนก็ถึงกับเป็นเพชฌฆาตจุดโทษที่ดีด้วยตัวเองอีกต่างหาก ในเคสนี้ก็คือ ริคาร์โด้
ริคาร์โด้ ไม่ได้เป็นนายทวารที่รูปร่างดีอะไรมาก เขาสูงแค่ 185ซม. ซึ่งถือว่าเตี้ยสำหรับตำแหน่งนี้ แต่มีจุดเด่นตรงที่เท้าไว คล่องแคล่ว ปฏิกิริยาดี ซึ่งเหมาะมากกับการเป็นคนเซฟจุดโทษ
การดวลมาถึง คนแรก เดวิด เบ็คแฮม กัปตันทีมสุดหล่อของอังกฤษก็เอาเลย หนุ่มเบ็คส์ ยิงบอลข้ามคานไปอย่างน่าผิดหวัง
แต่ทว่าคนที่ 3 ของโปรตุเกส คนที่น่าจะชัวร์สุดอย่าง รุย คอสต้า ก็ยิงข้ามคานไปเช่นเดียวกัน ทำให้จบ 5 คนเสมอกันที่ 4-4
คนที่ 6 ของทั้งสองทีมมาถึง แอชลี่ย์ โคล แบ็กซ้ายอังกฤษยิงให้ทีมนำ แต่ เฮลเดอร์ ปอสติก้า ก็ชิพนิ่มๆ ให้โปรตุเกสตีเสมอได้สำเร็จ
มาถึงคนที่ 7 หนนี้ ริคาร์โด้ ถอดถุงมือออกในการเซฟจุดโทษ และมันได้ผล เขาพุ่งปัดลูกยิงของ ดาริอุส วาสเซลล์ ได้จริงๆ  ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาเป็นคนยิงให้โปรตุเกสเองในคนที่ 7
มันอาจไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับสถานการณ์ตอนนั้น โปรตุเกสคือเจ้าภาพ แรงกดดันมีมหาศาล และยังมีนักเตะเอาท์ฟิลด์อีกหลายคนที่สามารถยิงได้ ทว่า ริคาร์โด้ ก็เลือกที่จะยกมือขอเป็นคนยิงเอง
ริคาร์โด้ วิ่งเข้ามาแล้วกดเต็มหลังเท้า บอลพุ่งเรียดเสียบโคนเสาซ้าย ผ่านมือ เดวิด เจมส์ เข้าไปอย่างเฉียบขาด นั่นคือประตูที่ส่งให โปรตุเกส เข้ารอบรองชนะเลิศ
ในนัดชิงชนะเลิศ ริคาร์โด้ เจอกับ อันโตนิส นิโคโปลิดิส น่าเสียดายที่มันไปไม่ถึงการดวลจุดโทษ เพราะกรีซ อาศัยลูกเหนียวแน่น ยันเจ้าภาพเอาไว้ได้อยู่หมัดหลังนำ 1-0 และพลิกคว้าแชมป์ไปครองจนเป็นตำนานมาถึงทุกวันนี้
*****************************
ได้อ่านเรื่องราวในประวัติศาสตร์โลกลูกหนังที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนกันแล้ว อย่าลืมลองพิจารณา Sbobet777 ด้วยนะครับ รับประกันเลยว่าความสำเร็จและมั่งคั่งรอคุณอยู่ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777SBTZ หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment