breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" นัดสุดท้ายของเดเดแอร์ "

อัพเดตเมื่อ : November 29, 2020 7:47pm โดย : admin

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงเบอร์ลินถูกแบ่งออกเป็นสอง กำแพงถูกสร้างขึ้น เยอรมันถูกแยกเป็นตะวันตกและตะวันออก

ทีมฟุตบอลก็เช่นเดียวกัน ผู้เล่นฝั่งตะวันออกถูกห้ามออกไปเล่นฝั่งตะวันตก พวกเขาก็มีลีกของตัวเอง ทีมชาติก็แบ่งแยกกันเป็น 2 ประเทศ

เยอรมันตะวันตก แน่นอนว่าเก่งกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า แต่เยอรมันตะวันออกก็มีคุณภาพในแบบของพวกเขา

ราวยุค 70s ถือเป็นช่วงที่เยอรมันตะวันออก แข็งแกร่งและมีผลงานดีที่สุด

พวกเขาคว้าแชมป์โอลิมปิกเกมส์ในปี 1976 ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีการกำหนดอายุนักเตะด้วย หมายความว่าหลายชาติส่งนักเตะชุดใหญ่มาติดทีมหลายคน

แต่ผลงานที่ถือว่าสะใจพวกเขาที่สุดคือในฟุตบอลโลก 1974 ซึ่ง เยอรมันตะวันตก เป็นเจ้าภาพ และนั่นเป็นครั้งเดียวที่เยอรมันตะวันออกได้เข้าร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

พวกเขาข้ามกำแพงเบอร์ลินไปแข่งฟุตบอลโลกที่ฝั่งตะวันตก และในรอบแบ่งกลุ่ม รอบแรก พวกเขาก็เอาชนะอริข้างบ้าน เยอรมันตะวันตกเจ้าภาพได้ด้วย ในเกมที่ฮัมบูร์ก

น่าเสียดายที่ในรอบสอง ซึ่งยังเป็นระบบแบ่งกลุ่ม พวกเขาต้องอยู่ในกลุ่มสุดแข็ง บราซิล, ฮอลแลนด์ และอาร์เจนติน่า โดยพวกเขาจบที่อันดับ 3 ของกลุ่มไม่ได้ไปต่อ

หลังจากนั้นความแข็งแกร่งของทีมชาติเยอรมันตะวันออก หรือ เดเดแอร์ (DDR - Deutsche Demokratische Republik) ก็เริ่มลดลง แต่ก็ยังถือว่าเป็นทีมที่พอจะได้ลุ้นเข้ารอบทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ อยู่

ด้วยการเปลี่ยนแปลงเรื่องการเมืองและสังคมเกิดขึ้นราวกลางปี 1989 ทำให้ส่งผลกระทบต่อเรื่องกีฬาด้วยโดยเฉพาะฟุตบอล เมื่อมีการพูดถึงการทุบกำแพงเบอร์ลิน ทั้งในเชิงนามธรรมและรูปธรรม เพื่อรวมเยอรมันเป็นหนึ่ง

แต่ก็แน่นอนว่าทั้งรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ไปจนถึงยูโร ยังคงมีอยู่

ในช่วงปี 1988-1989 เป็นช่วงของการเตะรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก อิตาเลีย 90

สถานการณ์ตอนนั้น เยอรมันตะวันออกอยู่ร่วมกลุ่มกับโซเวียต ที่ถือว่าแข็งสุดขีด, ออสเตรีย, ตุรกี และไอซ์แลนด์

เกมดำเนินมาถึงนัดสุดท้ายของการเตะรอบคัดเลือก เยอรมันตะวันออก ขอแค่บุกไปเสมอออสเตรีย ก็จะเข้ารอบทันที เพราะคู่แข่งที่ลุ้นกันอีกทีมคือตุรกี ต้องไปเยือนโซเวียต โอกาสรอดนั้นยากมากๆ

เกมเตะกันในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1989 อย่างไรก็ดี เพียง 6-7 วันก่อนหน้านั้นมีเหตุการณ์สำคัญที่สุดเกิดขึ้นเสียก่อน นั่นคือการทุบทำลายกำแพงเบอร์ลิน

ในตอนนั้นเองคนทั้งสองฝั่งของเยอรมัน สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลก็คือการไล่ล่าหาช้างเผือก

เรื่องราวก็คือ ในแคมป์เก็บตัวทีมชาติเยอรมันตะวันออก มีเหล่าเอเยนต์และแมวมองของสโมสรจากบุนเดสลีกา ฝั่งตะวันตกมาเกาะติด เพื่อพยายามเฟ้นเซ็นเอานักเตะจากฝั่งตะวันออกไปเล่นให้

สำหรับนักฟุตบอลที่อยู่กับระบบของฝั่งตะวันออกมาตลอดเวลา นี่เหมือนการได้โอกาสหางานใหม่ที่รายได้ดีกว่าเดิม มีอิสระมากกว่าเดิม สมาธิไม่เต็มร้อยกับเกมที่จะต้องเตะในไม่กี่วันข้างหน้า

เมื่อเกมการแข่งขันจริงมาถึง พวกเขาก็โดนออสเตรียอัดไป 3-0 ผลจากความพ่ายแพ้นี้ทำให้ ออสเตรีย ปาดหน้าคว้าตั๋วสู่ อิตาเลีย 90 ไปแทน

"ผมอยู่ในเทรนนิ่งแคมป์ และมันเต็มไปด้วยพวกเอเยนต์ นักเตะมัวแต่คุยโทรศัพท์กันเพื่อหาทางออกให้กับอนาคตตัวเอง โฟกัสทั้งหมดต่อเกมมันหายไปทันที" อูเว่ รอสเลอร์ กองหน้าซึ่งยังเป็นดาวรุ่ง เขาอายุครบ 21 ปีพอดีในวันแข่งขันนัดนั้น ให้สัมภาษณ์

สำหรับ รอสเลอร์ ในภายหลังได้กลายมาเป็นขวัญใจของแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อเขาย้ายมาเล่นให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 1994

รอสเลอร์ ปัจจุบันเป็นกุนซือของ ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ คุมทีมลุยบุนเดาลีกาช่วงครึ่งซีซั่นหลังเมื่อต้นปีนี้ เขากลายเป็นชื่อที่คุ้นเคยสำหรับแฟนบอลอังกฤษเพราะในตอนท้ายอาชีพยังไปเล่นให้เซาธ์แฮมป์ตันและ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนด้วย แถมยังเคยคุมทีมทั้ง เบรนท์ฟอร์ด, วีแกน, ลีดส์ ยูไนเต็ด และ ฟลีตวูด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง

เกมแพ้ให้กับออสเตรีย มันกลายเป็น"เอาผล" เป็นเกมทางการ นัดสุดท้ายของทีมชาติเยอรมันตะวันออก

แม้กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย แต่ในเชิงโครงสร้าง ในเชิงรัฐ ยังไม่มีการรวมประเทศอย่างเป็นทางการ หมายถึงทีมชาติเยอรมันตะวันออกยังคงมีอยู่ และมันต่อเนื่องด้วย "รอบคัดเลือก ยูโร 92"

รอบคัดเลือก ยูโร 92 ตามมาทันทีหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลี และมีการจับสลากแบ่งกลุ่มกันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1990

"เดเดแอร์" ถูกจับอยู่ร่วมกลุ่มกับ เยอรมันตะวันตก, เวลส์, เบลเยี่ยม และลักเซทเบิร์ก มันคงจะสนุกมากหากพวกเขายังมีทีมชาติของพวกเขาแข่งขันต่อไป เพราะอยู่ร่วมกลุ่มกับเยอรมันตะวันตกด้วย

แต่ทุกคนรู้ดีว่าเมื่อถึงเวลารอบคัดเลือกนัดแรกเริ่มเตะ ถึงตรงนั้น ทีมชาติเยอรมันตะวันออก ก็คงไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว

จริงๆ เยอรมันตะวันออกตอนนั้นมีนักเตะชั้นยอดหลายคน ทั้ง มัทธิอัส ซามเมอร์, อูล์ฟ เคียร์สเท่น, อันเดรียส โธม, โธมัส โดลล์, ดาริอุส วอซ, ริโค่ ชไตน์มันน์ เป็นต้น แน่นอนพวกนี้โดนตามจีบเล่นให้สโมสรฝั่งตะวันตกกันหมด

เดือนกันยายน 1990 ชะตาของเยอรมันก็รวมเป็นหนึ่ง มีการแถลงรวมเยอรมันเป็นประเทศเดียว นั่นหมายความว่าทีมชาติเยอรมันตะวันออก จะถอนตัวออกจากรอบคัดเลือก ยูโร 1992

ทว่าโปรแกรมนัดแรกของพวกเขาถูกเตรียมไว้หมดแล้วนั่นคือการไปเยือนเบลเยี่ยม ที่บรัสเซลล์ เตะกันที่สนาม คอนสแตนท์ ฟานเดน สต็อค รังเหย้าของอันเดอร์เลชท์ นั่นเอง

โปรแกรมนัดนี้ยังมีเตะต่อไป แต่ถูกปรับให้เป็นเกมกระชับมิตร

แต่เรื่องก็คือ ถึงตอนนั้น แทบไม่มีนักเตะทีมชาติเยอรมันตะวันออกคนไหนอยากมาเข้าแคมป์ลงแข่งอีกต่อไปแล้ว

"ผมรู้สึกว่าตอนผมมารายงานตัวที่แคมป์ มีนักเตะมาแค่ 10 คนได้มั้ง และผมจำได้ว่าโค้ชและคนอื่นๆ ในสมาคมวุ่นอยู่กับการโทรศัพท์ทั้งวัน"

"ทุกชั่วโมงเราได้ยินว่านักเตะคนนั้นจะไม่มานะ คนนี้จะไม่มานะ"

มีนักเตะถึง 22 คนที่ปฏิเสธการถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติหนนี้ มาด้วยเหตุผลแตกต่างกันออกไป บางคนอ้างว่าเจ็บ, 4 คนบอกว่าไม่มีแรงจูงใจจะเล่นอีกแล้ว, บางคนบอกว่าไม่มีพาสปอร์ต, อีกคนบอกว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนของเยอรมันตะวันตกอีกต่อไปแล้ว

แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ อูเว่ รอสเลอร์ ซึ่งขณะนั้นเขาเล่นอยู่กับ มักเดบวร์ก สำหรับเขา มันคือเกมสำคัญ

"เรารู้ว่ามีหลายคนเฝ้ามองเกมนี้ ผู้จัดการทีมหลายคน แมวมองหลายคนจากบุนเดสลีกา สำหรับผม ไม่มีคำถามว่าจะไม่เล่นเลย"

"ผมรู้ว่าเกมนี้จะอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ผมภูมิใจที่ถูกเรียกตัว และเราต้องการอำลาให้สวยที่สุด" โดยก่อนหน้านั้น รอสเลอร์ วัย 21 ปี เพิ่งถูกเรียกตัวมาติดทีมแค่ 4 นัดเท่านั้น

ยังมีอีกหนึ่งคนที่เป็นไฮไลท์ที่สุด นั่นก็คือ มัทธิอัส ซามเมอร์ แม้เขาจะอายุเพียง 23 ปี แต่ก็เป็นกัปตันทีมชาติ ด้วยความเป็นผู้นำ และทั้งฝีเท้าที่เรียกได้ว่าเขาเป็นนักเตะที่เก่งสุดของฝั่งตะวันออก

ตอนนั้น ซามเมอร์ เซ็นสัญญากับสตุ๊ทการ์ท ทีมดังของฝั่งตะวันตกไว้เรียบร้อยแล้ว และติดทีมชาติมาถึง 22 นัดทำไป 4 ประตู

หลังจากโค้ชโทรไปตื๊อ ในที่สุดซามเมอร์ก็ตัดสินใจมาเข้าแคมป์ แต่เขาก็เซ็งสุดขีดเมื่อพบว่าตัวดังๆคนอื่นๆในทีมไม่ได้มากันเลย เขารีบตรวจสอบทันทีว่ามีตั๋วเรื่องบินกลับไปสตุ๊ทการ์ทหรือไม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีเหลือแล้ว

เทรนเนอร์ เอดูอาร์ด ไกเยอร์ หว่านล้อมสุดขีด บอกว่าต้องการให้เขานำทีมลงเตะนัดนี้ ในที่สุดซามเมอร์ก็เปลี่ยนใจอยู่ต่อ

"คิดในด้านหนึ่ง ผมก็ดีใจที่ไม่มีไฟลท์กลับในวันนั้น บางครั้ง โชคดีก็ต้องถูกบีบให้มันเกิดขึ้นกับคุณ" ซามเมอร์ มายอมรับในภายหลัง

เกมเตะกันวันที่ 12 กันยายน 1990 ในวันนั้น สุดท้ายแล้ว เยอรมันตะวันออก มีผู้เล่นเพียง 14 คนเท่านั้น 2ในนั้นเป็นผู้รักษาประตู และมีถึง 3 คนที่ไม่เคยติดทีมชาติมาก่อนเลย

แม้จะแทบไม่มีตัวดังเลย แต่ทั้ง 14 คนในวันนั้นก็ลงเล่นด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเทเต็มที่เพื่อเป็นการเคารพต่อตัวเอง เพื่อศักดิ์ศรีของเยอรมันตะวันออกเป็นครั้งสุดท้าย

"เมื่อคุณดูรูปเหล่านี้ คุณเห็นความมุ่งมั่นที่เราแสดงออกมา เราวิ่งลงสนามผมไม่คิดว่าคุณดูเกมนี้แล้วคิดว่าเป็นเกมกระชับมิตรเลยจากการที่เราไล่บอลและเข้าสกัด เกมนี้มีความหมายต่อเรามาก" อูเว่ รอสเลอร์ กล่าว

"ผมคิดว่าทุกคนนับถือ มัทธิอัส มาก กับการที่เขาตกลงมาร่วมทีมและการเล่นของเขาเกมนั้นก็สุดยอดมาก เขาเป็นกัปตันทีมที่แท้จริงในเกมวันนั้น"

เกมจบลงด้วยชัยชนะของ เยอรมันตะวันออก  2-0 ทั้งสองประตูมาจากฝีเท้าของ มัทธิอัส ซามเมอร์ และ อูเว่ รอสเลอร์ มีส่วนในประตูแรก

เทรนเนอร์เอดูอาร์ด ไกเยอร์ เปลี่ยนตัว เยนส์ อาดเลอร์ ผู้รักษาประตูสำรองลงในช่วงไม่กี่วินาทีสุดท้าย โดย อาดเลอร์ ไม่เคยติดทีมชาติมาก่อนเลย นี่เป็นการตอบแทนความมีใจของเขาที่ตกลงมารับใช้ชาติในเกมนี้

จริงๆ แล้ว มันควรจะมีอีกหนึ่งเกม ที่เป็นการอำลาทีมชาติเยอรมันตะวันออกอย่างเป็นทางการ ในเดือนพฤศจิกายน ปีนั้น เป็นเกมระหว่างตะวันออกและตะวันตก ทิ้งทวนก่อนรวมชาติอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี มีเหตุความวุ่นวายของแฟนบอลในเกมโอเบอร์ลีกาที่ไลป์ซิกก่อนเกมจะแข่งไม่กี่วัน ทำให้แฟนบอลโดนตำรวจยิงเสียชีวิตถึง 2 ราย ทำให้เกิดการปะทะระหว่างแฟนบอลกับตำรวจบานปลายเข้าไปอีก สุดท้ายเกมก็ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุของความปลอดภัย

นั่นหมายความว่าเกมที่บุกไปชนะเบลเยี่ยม มันกลายเป็นเกมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ของทีมชาติเยอรมันตะวันออก

"ความเสียใจของผมอย่างหนึ่งคือ ผมไม่ได้เก็บเสื้อตัวนั้นไว้ ผมแลกมันกับ ถ้าจำไม่ผิด จะเป็นนักเตะเบอร์ 5 ของพวกเขา(เบลเยี่ยม) ผมควรเก็บเสื้อตัวนั้นไว้" รอสเลอร์ สารภาพ ว่าเขาพลาดที่ไม่ได้เก็บเสื้อแข่งตัวประวัติศาสตร์ของเขาเอาไว้

นักเตะของเยอรมันตะวันออกชุดอำลากับเบลเยี่ยม มี 3 คนที่ต่อไปได้เล่นให้ทีมชาติเยอรมันหลังรวมชาติ คือ ดาริอุส วอซ เพลย์เมกเกอร์ซึ่งกลายมาเป็นตำนานของโบคุ่ม, ไฮโค่ โชลซ์ ตัวริมเส้นที่ประสบความสำเร็จกับแวร์เดอร์ เบรเมน และแน่นอน มัทธิอัส ซามเมอร์ ตำนานของสตุ๊ทการ์ทและดอร์ทมุนด์

ซามเมอร์ กลายมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของเยอรมันหลังรวมชาติ เป็น MVP ของยูโร 96 เมื่อเล่นได้อย่างโดดเด่นในตำแหน่งสวีปเปอร์ หรือลิเบอโร่ พาเยอรมันคว้าแชมป์

ส่วน อูเว่ รอสเลอร์ เมื่อรวมชาติแล้ว การแย่งชิงตำแหน่งในทีมชาติมันเบียดกันเกินไป โควต้าลดลงไปตั้งครึ่งจากตอนยังแบ่งฝ่ายตะวันตกและตะวันออก เขาไม่เคยติดทีมชาติอีกเลย

แต่การเล่นให้เยอรมันตะวันออกนัดสุดท้ายคือเกมที่เขาภูมิใจอย่างที่สุด

- รายชื่อ 14 ขุนพลเยอรมันตะวันออกนัดสุดท้ายในประวัติศาสตร์ -

เยนส์ ชมิดท์ (sub เยนส์ อาดเลอร์)

ไฮโค่ เพชเค่อ

เยิร์ก ชวานเค่อ

อันเดรียส วาเกนเฮาส์

เด็ทเลฟ เชิสส์เลอร์

มัทธิอัส ซามเมอร์

เยิร์ก ชตึบเนอร์ (sub สเตฟาน เบอเกอร์)

ดาริอุส วอซ

ไฮโค่ โบนัน

ไฮโค่ โชลซ์ ( sub ทอร์สเท่น ครัคท์)

อูเว่ รอสเลอร์

ได้อ่านเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์โลกลูกหนังกันไปแล้ว ใครอยู่บ้านเบื่อๆอยากหาอะไรทำสนุกๆ ให้ MYSBOBET ช่วยคุณสิครับ รับรองว่าคุณลืมไม่ลงแน่นอน ที่นี้มีความสนุกพร้อมให้คุณเริ่มต้นแบบไม่ต้องรอตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
*********************

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/

 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------

Facebook Comment