breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" นักเตะหลักล้าน "

อัพเดตเมื่อ : December 22, 2020 8:49pm โดย : admin

เมื่อเราลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การย้ายตัวของนักเตะ ใครคือการย้ายด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์คนแรก คำตอบมักออกมาเป็น เทรเวอร์ ฟรานซิส กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ที่ย้ายมายัง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ในปี 1979
ไบรอัน คลัฟ กุนซือของ ฟอเรสต์ ตอนนั้นบอกกับสื่อตอนแถลงเปิดตัวว่าเขาจ่ายไป 999,999 ปอนด์ ให้กับเบอร์มิงแฮม ต้นสังกัดของ ฟรานซิส เพราะไม่ต้องการกดดันนักเตะว่าเป็นผู้เล่นราคา "1ล้านปอนด์" คนแรกในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลหลักฐานชัดเจน มันระบุไว้ว่าเมื่อคิดรวมทั้งภาษีและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ราคาจะอยู่ที่ 1.2 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ ฟรานซิส สามารถอ้างเรื่องในการเป็นนักเตะค่าตัว 1 ล้านปอนด์คนแรกของสหราชอาณาจักรได้ แต่ถ้าลองค้นกันดีๆ จะพบว่านักฟุตบอลค่าตัว 7หลักคนแรกของโลกไม่ใช่เขา แต่เป็นคนอื่น
จูเซ็ปเป้ ซาโวลดี้ คือนักเตะคนนั้น เขาเกิดเมื่อ 21 มกราคม 1947 ในกอร์ลาโก้ เมืองในแบร์กาโม่ ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่เป็นระยะ 60 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงเหนือของมิลาน เป็นเมืองเล็กๆ ชนิดที่ถ้านั่งรถไฟผ่านแล้วเผลอกระพริบตา ก็อาจผ่านเมืองนี้ไปแล้ว เพราะมีประชากรแค่ราว 5,000 คนเท่านั้น
ครอบครัวของ ซาโวลดี้ ก็เหมือนกับครอบครัวชาวแคว้นลอมบาร์ดี้ทั่วไป พ่อของเขาเป็นคนงานสร้างทางรถไฟ ขณะที่แม่ของเขาทำงานอยู่ไม่ไกลบ้าน เป็นโรงงานผลิตกระดุม
แม้จะเป็นนักฟุตบอลแต่กีฬาแรกที่ จูเซ็ปเป้ น้อยได้สัมผัสคือบาสเก็ตบอล ตอนอายุ 8 ขวบเขาก็เริ่มได้สัมผัสลูกบอลกลมใหญ่สีส้ม เขาเล่นบาสเก็ตบอลอย่างต่อเนื่องนานถึง 10 ปี แล้วถึงเปลี่ยนไปเล่นฟุตบอลอาชีพจริงจังตอนอายุ 18 ปี
ระหว่างเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขา ซาโวลดี้ มีจุดเด่นเรื่องลูกโหม่งเป็นที่เลื่องลือ การกะจังหวะเทกตัวโหม่งเพื่อให้หัวได้สัมผัสกับบอลที่ถูกเปิดมา หรือการเทกตัวทั้งที่ยืนอยู่กับที่ได้สูงและโหม่งได้รุนแรง ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันมีพื้นฐานมาจากการเล่นบาสเก็ตบอลมาตั้งแต่วัยเด็ก ณ สนามของโบสถ์ซานตา มาเรีย เดลเล กราซิเอ กลางเมืองแบร์กาโม่

ร่างกายที่มีความเป็นนักกีฬาและไหวพริบในการเล่นกีฬาหลากหลายชนิด  เขายังเคยลงแข่งกระโดดสูง และปัญจกรีฑาของภาคเหนือแล้วได้แชมป์ คุณสมบัติเรื่องนี้ทำให้เขาโดดเด่นกว่าดาวรุ่งคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน และเป็น อตาลันต้า สโมสรชื่อดังแห่งแบร์กาโม่ นั่นเองที่ดึงเขาไปร่วมทีมขณะอายุ 15 ปี
ซาโวลดี้ ฝึกอยู่กับอตาลันต้า แต่ก็ยังเล่นบาสเก็ตบอลไปด้วยแบบลับๆ กระนั้นก็มีการโน้มเอียงว่าจะยอมละทิ้งความฝันเกี่ยวกับกีฬายัดห่วง เพื่อมาทุ่มสมาธิให้กับการเล่นฟุตบอลอาชีพแบบจริงๆ จังๆ โดยได้รับการโน้มน้าวจาก มิคาอิล คินเชส โค้ชทีมเยาวชนของสโมสรชาวฮังการี ผู้ที่มองออกถึงศักยภาพของเด็กหนุ่ม "เบ๊ปเป้" ซึ่งเป็นนิกเนมสำหรับชื่อ จูเซ็ปเป้ ในภาษาอิตาเลี่ยน
พัฒนาการของ เบ๊ปเป้ ซาโวลดี้ เป็นไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งได้โอกาสลงประเดิมสนามในนามนักเตะอาชีพหนแรกโดยโค้ช เฮคตอร์ "เอ็ตตอเร่" ปูริเชลลี่ โดยลงเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1965 ในรายการโคปปา อิตาเลีย
ด้วยวัย 18 ปี ซาโวลดี้ ก็ทำประตูได้ทันทีในเกมนั้นซึ่งอตาลันต้าเสมอกับ วิเชนซ่าไป1-1 จากนั้นอีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ก็ได้ประเดิมนัดแรกในเกมลีก ในวันที่ 5 กันยายน เป็นการเจอกับฟิออเรนติน่า ซึ่งก็จบด้วยสกอร์ 1-1 อีกครั้ง
5 วันให้หลังเทรนเนอร์ ปูริเชลลี่ ก็โดนปลดออกจากตำแหน่ง และเป็น สเตฟาโน่ อันเจเลรี่ กุนซือคนใหม่ที่เข้ามาแทนคนนี้เอง ที่ปรับตำแหน่งของหนุ่มน้อยซาโวลดี้ จากปีกซ้ายให้ไปเล่นเป็นกองหน้า
เกมแรกที่เขาได้ลงเล่นในตำแหน่งหมายเลข 9 คือการเจอกับ ยูเวนตุส อย่างไรก็ดี ในปีแรกของการขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวนี้ เขาได้ลงสนามไปแค่ 9 นัด ยิงได้ 3 ประตู โดยเป็นการยิงได้ในฟุตบอลถ้วยทั้งสิ้น
กระทั่งฤดูกาลต่อมา  1966/67 วันที่ 9 ตุลาคม จูเซ็ปเป้ ซาโวลดี้ ก็ปลดล็อกประตูแรกในเซเรีย อา ของตัวเองได้สำเร็จ ในเกมชนะลาซิโอ 3-1
อันเจเลรี่ เชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กหนุ่มวัย 19 ปีอย่างมาก ให้เขาลงเล่นเป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลนั้น และแม้จะทำได้เพียง 5 ประตูจาก 27 นัด ทว่าฟอร์มโดยรวมก็ดีพอจะดึงดูดความสนใจและข้อเสนอจากสโมสรที่ใหญ่กว่าเข้ามา
แม้จะได้รับข้อเสนอมากมายแต่ความเชื่อมั่นที่เทรนเนอร์อันเจเลรี่มอบให้ ก็ทำให้ ซาโวลดี้ ตัดสินใจเลือกอยู่ต่อกับอตาลันต้าในฤดูกาล 1967/68 และเป็นฤดูกาลที่เขายิงได้ 12 ประตูจาก 27 นัด เป็นการทำประตูถึงเลข 2 หลักเป็นครั้งแรกในอาชีพ
ด้วยการที่อตาลันต้าวนเวียนอยู่กลางตาราง และชื่อเสียงของ ซาโวลดี้ กลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่โดดเด่นที่สุดในประเทศ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็มาถึงในหน้าร้อนปี 1968 และเขาก็เลือกย้ายจากอตาลันต้าไปยัง โบโลนญ่า ด้วยค่าตัว 175 ล้านลีร์ บวกกับการที่กองหน้าบราซิเลี่ยน แซร์โจ้ เคลริชี่ ย้ายสลับขั้วไปอตาลันต้าแทน  
ตลอด 6 ฤดูกาลในถิ่นโบโลนญ่า ซาโวลดี้ ลงสนามไปทั้งสิ้น 201 นัดในเซเรีย อา ยิงได้ 85 ประตู โบโลนญ่า คว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย 2 สมัยในช่วงเวลาดังกล่าว (ปี 1970 และ 1974) ซึ่งทั้งสองครั้ง ซาโวลดี้ จบด้วยการเป็นดาวซัลโวของรายการทั้ง 2 ครั้ง ด้วยจำนวน 10 ประตู
เขายังพาทีมได้แชมป์รายการ แองโกล-อิตาเลี่ยน คัพ ในปี 1970 และเป็นดาวซัลโวของ เซเรีย อา ประจำฤดูกาล 1972/73 ด้วยจำนวน 17 ประตู ร่วมกับ เปาโล ปูลิชี่ และตำนานอย่าง จานนี่ ริเวร่า
โดยรวมแล้ว ซาโวลดี้ ยิงให้ โบโลนญ่า 140 ประตูในทุกรายการ กลายเป็นดาวซัลโวตลอดกาลอันดับ 4 ของสโมสร ต่อจาก อันเจโล่ สเคียวิโอ, คาร์โล เรกุซโซนี่ และ เอซิโอ ปาสคุตติ
ในหน้าร้อนปี 1975 ด้วยวัย 28 ปี ซาโวลดี้ ถือว่าอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในการเป็นนักฟุตบอลทั้งร่างกาย ฝีเท้า ประสบการณ์ และแน่นอนที่สุดคือความกระหายที่จะประสบความสำเร็จ
เขาเริ่มเอือมกับการที่โบโลนญ่า ไม่สามารถลุ้นแชมป์ได้ และหลังจาก 1 ปีก่อนหน้านั้นเขาชวดย้ายไปร่วมทีมโรม่า ที่มีกุนซือตำนาน เอเลนิโอ เอร์เรร่า คุมทีม รวมถึงการย้ายไป มิลาน และยูเวนตุส ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในที่สุด ซาโวลดี้ ก็ย้ายลงใต้ไปอยู่กับนาโปลี ด้วยค่าตัว 2 พันล้านลีร์ เทียบได้กับ 1.2 ล้านปอนด์ ณ เวลานั้น ทำให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก
สถิติเดิมเป็นของ โยฮัน ครัยฟ์ ที่ทำไว้ 2 ปีก่อนในหน้าร้อนปี 1973 เมื่อย้ายจากอาแจ็กซ์ไป บาร์เซโลน่า ในราคา 922,000 ปอนด์
นาโปลี เป็นทีมที่มีศักยภาพในขณะนั้น เมื่อจบอันดับ 3 และ 2 ตลอด สองฤดูกาลก่อนหน้า การย้ายมาครั้งนี้ ซาโวลดี้ รู้สึกว่าเขาอาจเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของนาโปลี และช่วยนำสคูเด็ตโต้ มายังซาน เปาโล ได้
ฤดูกาล 1975/76 เริ่มต้นเหมือนฝันสำหรับ เบ๊ปเป้ เมื่อเขาทำ 7 ประตูใน 7 เกมแรกให้นาโปลี
อย่างไรก็ดีแม้ว่า นาโปลี จะคว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย มาครองได้ ทำให้เขาได้แชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 3 แต่เขาก็เริ่มตระหนักได้ว่าเขาย้ายมาร่วมทีมที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง
"ตอนนั้นผมเชื่อจริงๆ ว่าผมสามารถคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้ แต่ที่ โอลิมปิโก้ ผมได้รับบาดเจ็บและต้องพัก 3 สัปดาห์ หลังจากเราเสมอในบ้านกับอัสโคลี่ จากนั้นเราก็เริ่มเป๋ และความฝันก็มลาย"
สุดท้ายนาโปลี จบด้วยอันดับ 5 ของตารางคะแนนในฤดูกาลนั้น อันดับดีกว่าโบโลนญ่าทีมเก่าของเขาเพียง 2 อันดับเท่านั้น ต่อด้วยในฤดูกาลต่อมาจบอันดับ 9 ตามด้วยอันดับ 6 ในฤดูกาล 1977/78 ก่อนจะจบที่อันดับ 7 ในปีต่อมาซึ่งเป็นปีสุดท้ายของเขากับนาโปลี
ไม่เคยมีการลุ้นแชมป์ลีกจริงจังได้เลยที่นาโปลีตอนที่เขาร่วมทีมอยู่ด้วย
"ผมย้ายมานาโปลีช้าเกินไป วินิซิโอ (โค้ชนาโปลี ช่วงปี 1973-76) ยืนยันเรื่องนี้กับผมในหลายปีต่อมาว่า นาโปลี ได้ทุ่มทั้งหมดที่มีไปแล้ว และมันเป็นช่วงขาลงของวัฐจักรพอดี เราได้แชมป์โคปปาแค่หนเดียว"
ตลอด 4 ปีเงาของภูเขาไฟวิซูเวียสในเนเปิ้ลส์ ซาโวลดี้ ทำไป 77 ประตูให้กับนาโปลี 12 ในนั้นเกิดขึ้นใน โคปปา อิตาเลีย ปี 1978 เป็นสถิติต่อฤดูกาลสูงสุดของรายการนี้ ยืนยาวมาจนกระทั่งโดน จานลูก้า วิอัลลี่ ทำลายลงในอีก 10 ปีให้หลัง
เดือนมิถุนายน 1979 เมื่อร่างกายของเขาเริ่มโรย ซาโวลดี้ ในวัย 32 ปีก็อำลาเนเปิ้ลส์ ทิ้งความฝันในการคว้าสคูเด็ตโต้อันพังทะลายไว้เบื้องหลังและกลับสู่ทีมเก่าโบโลนญ่า ตัวเขาเองทำ 11 ประตูจาก 29 เกมในลีก ช่วยทีมจบอันดับ 7 ได้ในฤดูกาล 1979/80  เป็นอันดับที่เหนือกว่านาโปลี 3 อันดับ
พฤษภาคม 1980 เรื่องราวแย่ๆ ก็ประเดประดังเข้ามาหา ซาโวลดี้ โดนคดีเล่นการพนันผิดกฎหมาย หลังจากการขึ้นศาลอยู่นาน ซาโวลดี้ โดนตัดสินโทษแบนจากเกมฟุตบอล 3 ปีครึ่ง
หลังจากอุทธรณ์ โทษลดลงเหลือ 2 ปี ทำให้เขาได้กลับไปเล่นให้กับสโมสรอันเป็นที่รักของเขาอตาลันต้า ในเซเรีย บี ขณะนั้นเขาไม่ใช่ดาวรุ่งในอดีตที่เคยเป็นเด็กท้องถิ่นวัย 18 ปีอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นกองหน้าจอมเก๋าอายุ 34 ปี
ด้วยการที่ห่างหายจากเกมฟุตบอลจริงจังไปนานถึง 2 ปีและวัยที่มากขึ้น ซาโวลดี้ พบว่ามันเป็นเรื่องยากในการรับมือกับฟุตบอลที่เขาเคยรู้จักมันดี เขาลงสนามไปแค่ 16 นัดทำเพียง 1 ประตูในฤดูกาลนั้น
สถิติระบุเอาไว้ว่า จูเซ็ปเป้ ซาโวลดี้ ลงสนามในเซเรีย อา ไปทั้งสิ้น 405 นัดยิงได้ 168 ประตู เป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 13 และแม้ว่าเขาจะเคยติดทีมชาติอิตาลีแค่ 4 นัด แต่บุตรชายของคนงานก่อสร้างทางรถไฟจากลอมบาร์ดี้ รายนี้ก็ถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอล
เขาเคยเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก และนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีค่าตัวหลัก 1 ล้านปอนด์!
และใครกำลังหาเว็บไซด์ระดับประวัติศาสตร์อยู่ล่ะก็มานี่เลยกับ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777SBTZ หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment