breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" แดงเดือดเมื่อปี 77 "

อัพเดตเมื่อ : January 28, 2021 4:04pm โดย : admin

ศึกแดงเดือด ที่แฟนบอลในเมืองไทยคุ้นเคย การเจอกันระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับลิเวอร์พูล เป็นเกมที่น่าตื่นเต้น และน่าติดตามเสมอ
ยิ่งเป็นการเจอกันในรายการที่เปี่ยมความขลังอย่าง เอฟเอ คัพ ยิ่งน่าติดตามเข้าไปใหญ่ และมีโมเมนต์ให้จดจำอยู่ตลอด
นัดชิงชนะเลิศฤดูกาล 1995/96 เอริค คันโตน่า ถอยหลังยิงจากหน้ากรอบเขตโทษเข้าไปเป็นประตูชัย หรือในปี 2005/06 ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ ฟรีคิกเต็มแรงทำเอา อลัน สมิธ ขาหัก
แต่ยังมีอีกหนึ่งเกมเอฟเอ คัพ ระหว่างสองทีมใหญ่นี้ ที่ถือว่าสำคัญอย่างมาก นั่นคือการเจอกันในนัดชิงชนะเลิศฤดูกาล 1976/77
เพลง Glory Glory Man United ถือเป็นเพลงประจำสโมสรของแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
มันถูกแต่งขึ้นก่อนนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ปี 1983 เพื่อเป็นการหนุนหลังทีมก่อนเจอกับไบรตัน ที่เวมบลีย์ ครั้งนั้น


 
ในเนื้อเพลงย่อมมีการเอ่ยถึงเอฟเอ คัพ และการได้ไปเยือนเวมบลีย์ ซึ่งสำหรับฟุตบอลอังกฤษยุคนั้นการได้เล่นนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ที่เมกกะลูกหนังแห่งนี้ถือเป็นความฝันและเกียรติยศสูงสุดของนักฟุตบอล
เมื่อดูที่เนื้อเพลงจะพบว่ามีการเอ่ยถึงผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไว้ 3 คน
- คนแรก เซอร์ แม็ทท์ บัสบี้
Just like the Busby Babes in Days gone by
We'll keep the Red Flags flying high
"เหมือนเหล่าบัสบี้ เบ๊บส์ ในวันเก่าก่อน"
"เราจะคงชูธงแดงให้โบกสะบัดชัดเด่น"
- คนที่สอง ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้
In Seventy-Seven it was Docherty
"ในปี '77 มันเป็น ด็อคเคอร์ตี้"
- คนที่สาม รอน แอ็ทกินสัน
Atkinson will make it Eighty-Three
And everyone will know just who we are
"แอ็ทกินสัน จะทำได้ในปี '83"
"และทุกคนจะได้รู้กันว่าพวกเราคือใคร"
เพลงนี้ให้กำลังใจทีมปีศาจแดงที่มี รอน แอ็ทกินสัน คุมทีมเจอกับไบรตัน ด้วยความเชื่อมั่นและความหวังว่า บิ๊กรอน จะนำทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ปี 1983 มาครองให้ได้
ส่วนในปี 1977 นั่น หมายถึงว่า ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ เคยทำสำเร็จมาแล้ว หมายถึงคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ
หลังหมดยุคของ บัสบี้ เบ๊บส์ แมนฯ ยูไนเต็ด เข้าสู่ขาลง  ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ เข้ามาคุมทีมปี 1972 เขาพยายามโละพวกตัวเก่าและให้โอกาสเด็กๆ ขึ้นมาเป็นแกนหลักเพื่ออนาคต  แต่ก็ตกชั้นในปี 1974/75 ก่อนจะคัมแบ็กกลับขึ้นมาในปีรุ่งขึ้น
นั่นหมายความว่าในปี 1976/77 สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือช่วงของการก่อร่างสร้างทีมใหม่
ผิดกับทางลิเวอร์พูล เพราะสำหรับทีมหงส์แดง นั่นคือช่วงที่กำลังทะยานขึ้น ไต่ขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่หลังปรมาจารย์บิลล์ แชงคลี่ย์ ส่งไม้ต่อมาให้ บ๊อบ เพสลี่ย์
เพสลี่ย์ พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 และยูฟ่า คัพ ในปี 1975/76 และยังคงร้อนแรงต่อเนื่องในปี 1976/77
ปีนั้น ลิเวอร์พูล มีโอกาสเป็นสโมสรแรกในอังกฤษที่ทำ "เทรเบิ้ลแชมป์" ได้สำเร็จด้วย
พวกเขากดแชมป์ ดิวิชั่น 1 ไปแล้ว จากนั้นเดินหน้าสู่เวมบลีย์ มาชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ กับปีศาจแดงและ 4 วันให้หลังจากนั้น จะต้องมีคิวลงเตะนัดชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ กับฮัมบูร์ก


 
บ็อบ เพสลี่ย์ จัดดาวดังลงครบเพื่อชิงถ้วยกับแมนฯ ยูไนเต็ด
ผู้รักษาประตูเป็น เรย์ คลีเมนซ์
กองหลัง ฟิล นีล, โจอี้ โจนส์, ทอมมี่ สมิธ และ เอ็มลีน ฮิวจ์ส กัปตันทีม
กองกลาง เรย์ เคนเนดี้, เจมมี่ เคส, สตีฟ ไฮเวย์, เทอร์รี่ แม็คเดอร์ม็อตต์
ส่วนคู่หน้าเป็น เควิน คีแกน กับ เดวิด จอห์นสัน
ฝั่ง ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ ก็ส่งทีมที่ดีที่สุดเช่นกัน พวกเขายังเป็นทีมหนุ่ม นักเตะหลายคนอายุน้อย 20-22 ปี
นายทวารเป็น อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ ซึ่งเป็นตัวเก๋าสุดในทีม ที่ผ่านการคว้าแชมป์ในยุคเซอร์ แม็ทท์ บัสบี้มาแล้ว
กองหลังมี จิมมี่ นิโคลล์,อาร์เธอร์ อัลบิสตัน, ไบรอัน กรีนฮอฟฟ์ อายุน้อย มีกัปตัน มาร์ติน บัคคั่น วัย 27 ปีประคองน้องๆ
แผงมิดฟิลด์ ปีกสองข้างเป็นจุดเด่นของแมนฯ ยูไนเต็ด มาตลอด สตีฟ คอปเปลล์ ที่ความเร็วสูง กับ กอร์ดอน ฮิลล์ ที่ทักษะดีคล่องแคล่ว ส่วนตรงกลางมี จิมมี่ กรีนฮอฟฟ์ พี่ชายของ ไบรอัน และ แซมมี่ แม็คอิลรอย คู่กัน
คู่กองหน้า ลู มาคาริ และ "ปานโช่" สจ๊วร์ต เพียร์สัน
การเจอกันในเกมลีก 2 นัดที่ผ่านมาฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล ไม่แพ้เลย บุกไปเสมอ 0-0 และเปิดบ้านเฉือนชนะ 1-0 จากประตูชัยของ เควิน คีแกน


 
การลงสู่เกมนี้ ลิเวอร์พูล ถูกยกให้เป็นต่อแต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่วันนี้ได้ใส่ชุดเหย้าสีแดง สู้ได้ดีมาก ก่อนที่เกมจะถูกตัดสินกันภายในเวลาแค่ 5 นาทีของต้นครึ่งหลัง
นาทีที่ 51 แมนฯ ยูไนเต็ด ออกนำ 1-0 จากจังหวะที่โหม่งต่อเป็นทอดมาจากกลางสนาม จิมมี่ กรีนฮอฟฟ์ ขวิดเสยบอลเข้าไปในเขตโทษทางขวาให้ สจ๊วร์ต เพียร์สัน ควบเข้าไปโหม่งบอลขึ้นหน้าแล้วตามไปวอลเล่ย์เสียบเสาแรกอย่างเฉียบขาด
ลิเวอร์พูล ใช้เวลาแค่ 2 นาทีก็เอาคืนได้ทันควัน จากบอลยาวเข้ามาตรงแถวเส้น 18 หลา จิมมี่ เคส พักอกลงได้ ก่อนจะกลับตัววอลเล่ย์ด้วยขวาสุดสวย ส่งบอลหนีมือ อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ เข้าไป 1-1
อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 55 แมนฯ ยูไนเต็ด ก็แซงนำอีกครั้ง 2-1 และหนนี้มันเป็นประตูชัย เมื่อ จิมมี่ กรีนฮอฟฟ์ งัดกับ ทอมมี่ สมิธ บอลกระฉอกมาเข้าทาง ลู มาคาริ วิ่งมายิง บอลปลิ้นไปโดนหน้าอกของ จิมมี่ กรีนฮอฟฟ์ แล้วลอยข้ามมือ เรย์ คลีเมนส์ เข้าประตูได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ
สำหรับ ลิเวอร์พูล มันเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่พวกเขาก็รวบรวมสมาธิ อีก 4 วันให้หลังก็เดินทางไปกรุงโรม เจอกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยใหญ่ยุโรป และเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 3-1 จาก เทอร์รี่ แม็คเดอร์ม็อทท์, ทอมมี่ สมิธ และ ฟิล นีล
นั่นคือแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่หนแรกของลิเวอร์พูล ก่อนที่จะคว้ามาครองได้ถึง 3 ครั้งในรอบ 5 ปีภายใต้ บ๊อบ เพสลี่ย์
 

 
ส่วนฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอฟเอ คัพ 1976/77 มีความหมายอย่างยิ่ง มันคือแชมป์เมเจอร์แรกของสโมสรนับตั้งแต่แชมป์ยุโรปปี 1968 อันเป็นจุดสูงสุดของยุคบัสบี้ เบ๊บส์ ก่อนจะเสื่อมถอย
ที่สำคัญ มันยังเป็นการหยุดยั้งไม่ให้ลิเวอร์พูลเป็นทีมแรกในอังกฤษที่คว้า 3 แชมป์มาครองได้ในฤดูกาลเดียว ซึ่งเป็นความสำเร็จในอีก 22 ปีต่อมา พวกเขาจะเป็นทีมที่ทำได้สำเร็จเสียเองเป็นทีมแรกภายใต้การคุมทีมของ  อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
ส่วนใครอยากหาเว็บไซด์ที่ทำให้คุณสนุกและมีโชค ต้องนี่เลยครับกับ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777SBTZ หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment