breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ได้ดีจากการเมา "

อัพเดตเมื่อ : February 18, 2021 5:04pm โดย : admin

รูดี้ กูเท่นดอร์ฟ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2019 ด้วยวัย 93 ปี เขาเป็นเจ้าของสถิติโลก ด้วยการคุมทีมรวมทั้งทีมชาติและสโมสรมากถึง 55 ทีม ใน 32 ประเทศ  5 ทวีป
เทรนเนอร์ชาวเยอรมันจอมพเนจรผู้นี้ เป็นโค้ชชาวต่างชาติคนแรกที่คุมทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของญี่ปุ่น เมื่อครั้งนำทีม โยมิอุหริ เอฟซี หรือโตเกียว แวร์ดี้ ในปัจจุบัน เป็นแชมป์เจแปนีส ลีก ในปี 1984  
ตลอดอาชีพการคุมทีมเกือบ 50 ปี ตั้งแต่ปี 1955 จนถึงปี 2003 กูเท่นดอร์ฟ คุมทีมชาติถึง 18 ทีม รวมถึงออสเตรีย, จีน ไปจนถึงชิลี, โบลิเวีย และ เนปาล และ ฟิจิ ยาวไปถึง กาน่า, บ็อตส์วาน่า และมอริเชียส
ทว่าจุดเริ่มต้นในการสร้างชื่อบนเส้นทางการคุมทีมของเขาเกิดขึ้นกับ ดุ๊ยสบวร์ก ในฤดูกาลแรกสุดของบุนเดสลีกา ปี 1963/64
เดิมทีเยอรมันไม่ได้รวมลีกกันอย่างปัจจุบัน พวกเขาจะแข่งกันตามภูมิภาค ที่เรียกกันว่าโอเบอร์ลีกา ในการหาแชมป์ประเทศ จะเอาทีมที่ทำผลงานได้ดีจากแต่ละโอเบอร์ลีกา มาแข่งขันกันต่อ อาจจะด้วยระบบแบ่งกลุ่ม หรืออาจจะแข่งแบบน็อคเอาท์ ก็ว่ากันไป
กระทั่งมีแนวคิดเพื่อรวมลีกกันเป็นหนึ่งเดียวในชื่อ "บุนเดสลีกา" หรือ ลีกแห่งสหพันธรัฐ โดยจะมีการคัดเลือกเอาตัวแทนจากโอเบอร์ลีกา ทั้ง 5 คือ นอร์ด, เวสท์, ซืดเวสท์, ซืด และ เบอร์ลิน เพื่อมารวมกันให้ได้ทั้งหมด 16 ทีม
สมัยนั้นเยอรมัน แบ่งเป็นตะวันตก และตะวันออกเรียบร้อยแล้ว ฝั่งตะวันออก ก็มีลีกของพวกเขาเอง ดังนั้นเมื่อมีการก่อตั้ง บุนเดสลีกา ในยุคแรกเลยไม่ได้มีทีมจากฝั่งตะวันออกมาร่วมด้วย
ทีมตราม้าลาย ดุ๊ยสบวร์ก อยู่ในโอเบอร์ลีกา เวสท์ พวกเขาได้รับเชิญเข้ามาร่วมบุนเดสลีกา ในฤดูกาลแรกสุด 1963/64 นี้ด้วย
เงินทองเป็นของหายากในยุคนั้น ดุ๊ยสบวร์ก เองก็ไม่ใช่ทีมใหญ่ บอร์ดบริหารต้องการมองหาเทรนเนอร์ที่เหมาะสมกับงานนี้ พวกเขาเลยเล็งไปที่คนหนุ่มวัย 36 ปีที่ชื่อ รูดี้ กูเท่นดอร์ฟ


 
รูดอร์ฟ หรือ รูดี้ ในขณะนั้น ไม่เคยคุมทีมใหญ่ในเยอรมันมาก่อน เขาเริ่มต้นงานโค้ชในปี 1955 ขณะอายุ 29 ปี หลังจากเลิกเล่นฟุตบอล ในปี 1953 เขาก็เข้าอบรมการเป็นโค้ชที่จัดขึ้นโดยปรมาจารย์ เซ็ปป์ แฮร์แบร์เกอร์
งานแรกของเขาคือ บลู สตาร์ ซูริค ในสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นคุมทีมใหญ่อย่าง เอฟซี ซูริค อยู่นานถึง 6 ปี และย้ายไปตูนิเซีย เพื่อคุมสโมสร โมนาสเตียร์
ระหว่างนั้นเขาเคยรับงานคุมสโมสรเล็กๆ ในเยอรมันมานิดหน่อย แต่ก็ไม่มีเรคคอร์ดอะไรน่าสนใจ แต่หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจในตัวเขาคือ เขาค่าจ้างถูก!
บอร์ดของดุ๊ยสบวร์ก เสนอเงินเดือนให้เขา 2,000 ด๊อยท์ชมาร์ค ซึ่งถือว่าน้อยมาก แทบจะเป็นเงินเดือนชนิดที่ต้องใช้กันอย่างประหยัด
แต่บอร์ดบริหารก็เสนอเงื่อนไขที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น ด้วยการจ่ายโบนัส 7,000 มาร์ค หากจบฤดูกาลแล้วทีมอยู่รอดไม่ตกชั้น
กูเท่นดอร์ฟ ตกลงเซ็นสัญญา ซึ่งมีการมาเจรจากันที่โคโลญจน์ และหลังจากจรดปากกาลงนามกันเรียบร้อยแล้วสมาชิกในบอร์ดบริหารก็พาเขาไปเลี้ยงฉลองการเป็นโค้ชคนใหม่ของสโมสร
หลังจากดื่มเบียร์กันไปสักพัก กูเท่นดอร์ฟ ก็ใช้วาจาหว่านล้อมให้เหล่าบอร์ดที่เริ่มกรึ่มได้ที่ เพิ่มเงื่อนไขโบนัสลงไปในสัญญาด้วย ไม่ใช่แค่รอดตกชั้น แต่หากว่าเขานำทีมคว้าแชมป์ หรือได้รองแชมป์ จะต้องมีการจ่ายโบนัสให้เขา
บอร์ดบริหารพากันหัวเราะเพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ และน่าจะเป็นเรื่องล้อกันเล่นมากกว่า แต่สุดท้ายเหรัญญิกของสโมสร ก็ตัดสินใจเซ็นชื่อรองรับเงื่อนไขนี้จนได้ แต่กว่าจะเซ็นกันลงบนสัญญาก็ต้องพยายามกันหน่อย เพราะด้วยความเมา ทำให้การเซ็นครั้งแรกน่าจะเซ็นชื่อลงบนผ้าปูโต๊ะ


 
งานแรกของเขาคือร้องขอบอร์ดให้เซ็นสัญญากับ เฮลมุท ราห์น "แดร์ บอสส์" ยอดกองหน้าทีมชาติเยอรมัน ฮีโร่ผู้พาทัพอินทรีเหล็กคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในปี 1954 ขณะนั้น ราห์น อายุ 34 ปีแล้ว เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพและเพิ่งประสบอุบัติเหตุรถชนเพราะเมาแล้วขับ
เฮลมุท ราห์น มีปัญหาเรื่องการดื่ม แต่ กูเท่นดอร์ฟ ก็มีวิธีแก้ เขาร่วมมือกับยอดกองหน้าทำธุรกิจร่วมกันคือซื้อม้าแข่ง และให้ ราห์น เป็นคนดูแล หมายความว่า "แดร์ บอสส์" ต้องตื่นแต่ 6 โมงเข้าเพื่อมาดูแลม้าที่คอก ไม่มีเวลาให้ดื่มจนดึกดื่นมากนัก
ในฐานะกองหน้าระดับตำนานของชาติ นี่คือขุมประสบการณ์ชั้นดี กูเท่นดอร์ฟ ส่ง เฮลมุท ราห์น เข้าไปอยู่ท่ามกลางนักเตะอายุน้อยในทีม ดุ๊ยสบวร์ก ไม่ได้รับการจับตามองมากนักในตอนแรก
อูเว่ เซเลอร์ ดาวยิงระดับตำนานของฮัมบูร์ก ยังงงเมื่อต้องไปเยือน ดุ๊ยสบวร์ก ในครั้งแรก "ไอ้ทีมดุ๊ยสบวร์ก นี่มันอยู่ตรงไหนของแผนที่โลกเนี่ย"
แต่ไม่นาน อูเว่ เซเลอร์ ก็ต้องจดจำดุ๊ยสบวร์ก จนขึ้นใจเพราะ ฮัมบูร์ก บุกมาโดนเจ้าถิ่นอัดยับ 4-0
ผลงานของ ดุ๊ยสบวร์ก ยอดเยี่ยมมาก พวกเขาจบด้วยการเป็นรองแชมป์บุนเดสลีกา
แนวทางการทำทีมของ กูเท่นดอร์ฟ โดนมองด้วยสายตาฉงนในสมัยนั้นคือการเน้นเกมรับ จากทั้งหมด 30 เกม พวกเขาเสียแค่ 36 ประตูเท่านั้น


 
ด้วยการขันเกมรับจนแน่นทำให้ รูดี้ กูเท่นดอร์ฟ ได้ฉายาว่า "รีเกล รูดี้" หรือ รูดี้ผู้ลงกลอน
หลักๆ แล้วนี่คือตัวบรรพบุรุษของแผนรถบัส เพราะจะทิ้งกองหน้าตัวเป้าไว้คนเดียว และรอเล่นเกมสวนกลับ แถม กูเท่นดอร์ฟ ก็มีวิธีส่งสัญญานให้ลูกทีมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรบุก
"ทุกครั้งที่คู่แข่งเริ่มหงุดหงิดและเสียสมาธิ จากการที่พวกเขาบุกแล้วยิงเราไม่ได้ ผมจะกระโดดขึ้นบนม้านั่งข้างสนามและกางแขนออกสองข้าง นั่นคือสัญญานว่า "ลุย!""
อย่างที่บอกว่าผลงานในฤดูกาลแรกของบุนเดสลีกาสำหรับดุ๊ยสบวร์กยอดเยี่ยมมาก กูเท่นดอร์ฟ พาทีมจบรองแชมป์ โดยมี โคโลญจน์ คว้าแชมป์ไปครอง
นั่นทำให้เขาต้องไปกระตุ้นเตือนเหล่าบอร์ดบริหารถึงสัญญาที่เคยทำเอาไว้ มีลงลายมือชื่อเป็นทางการเรียบร้อยในคืนฉลองกันจนเมาที่โคโลญจน์
บอร์ดไม่มีทางบิดพริ้ว ในที่สุดก็ต้องจ่ายโบนัสให้เขาในการพาทีมจบรองแชมป์เป็นจำนวนถึง 50,000 มาร์ค  นั่นเท่ากับเงินเดือน 2 ปีของเขาเลยทีเดียว!

ความสนุกไม่มีบิดพริ้ว มีพร้อมให้คุณแล้วที่ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777SBTZ หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
Facebook Comment