breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เมื่อผู้ตัดสินติดไมค์ "

อัพเดตเมื่อ : February 28, 2021 7:41pm โดย : admin

ลีกสูงสุดอังกฤษเคยตัดสินแชมป์กันแบบสุดคลาสสิกในฤดูกาล 1988/89 หลายคนคงยังไม่ลืมโดยเฉพาะแฟนบอลลิเวอร์พูล และอาร์เซน่อล
ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล อาร์เซน่อลต้องไปเยือนลิเวอร์พูลโดยมีแต้มตามอยู่ 3 คะแนน ผลต่างประตูได้เสียตามถึง 4 ลูก แต่ขณะนั้นพวกเขายิงเยอะกว่า หมายความว่าหนทางเดียวที่อาร์เซน่อลจะแซงเข้าป้ายคือ ต้องบุกไปชนะคู่แข่งแย่งแชมป์โดยตรงรายนี้ให้ได้ถึงแอนฟิลด์เท่านั้น และต้องด้วยสกอร์ห่างเกิน 2 ลูกขึ้นไปด้วย
ท้ายที่สุด ไมเคิ่ล โธมัส ได้หลุดเข้าไปยิงประตู 2-0 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ มันคือการปาดแย่งแชมป์จากลิเวอร์พูลแบบสุดแสบสันต์ของทีมปืนใหญ่ เพราะพวกเขาคว้าแชมป์ด้วยการมีแต้มเท่ากัน, ต่างเท่ากัน แต่เหนือกว่าตรงที่ "ประตูได้" เยอะกว่า แค่นั้นเอง
แต่ในฤดูกาลนั้นยังมีเรื่องคลาสสิกอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาร์เซน่อล


 
Granada TV ช่องทีวีชื่อดังของอังกฤษ ได้ผลิตรายการที่ชื่อว่า Out of  Order (โกลาหลจนคุมไม่อยู่) มันเป็นรายการที่จะเอาภาพ เสียง เหตุการณ์จริง ที่ผู้ตัดสินต้องเจอยามลงทำหน้าที่ในสนาม
วิธีการนี้ก็คือทางโปรดิวเซอร์จะติดไมค์ไว้ที่เสื้อของผู้ตัดสิน เพื่อให้ดูดเสียง คำพูด และถ่ายเอาพฤติกรรม การตอบสนองของนักเตะในสนามจริงๆ มาใช้
ไฮไลท์ของมันก็คือ ทางรายการได้เลือกเอาเกมที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเกิดเหตุการณ์ Out of Order ขึ้นมา
พวกเขาเลือกเกมวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1989 ระหว่าง มิลล์วอลล์ เจ้าถิ่นจอมบู๊แห่ง เดอะ เด็น รับมือการมาเยือนของอาร์เซน่อล
อาร์เซน่อล ของ จอร์จ เกรแฮม ไม่ได้เป็นบอลเล่นสวยแบบที่เราเห็นตั้งแต่ยุค อาร์แซน เวนเกอร์ เป็นต้นมา แต่บอลของ บิ๊กจอร์จ คือบอลที่อาจพอเรียกได้ว่าขี้เหร่ คือเน้นเกมรับแน่น เล่นหนัก แข็งโป๊ก นักเตะแคแรกเตอร์ดุดัน ลุยแหลกทุกคน


 
ที่สำคัญ ผู้ตัดสินในเกมนั้นคือ เดวิด เอลเลอรี่ย์ เสียด้วย
เดวิด เอลเลอรี่ย์ ถูกเรียกว่าเป็น Headmaster หรือคุณครูใหญ่ เพราะด้วยจริงๆ อาชีพแกเป็นคุณครูสอนภูมิศาสตร์อยู่ในโรงเรียนเอกชนชื่อดัง
ผู้ตัดสินรายนี้ เฮี้ยบ แต่มีวิธีการพูด แสดงท่าทางที่เหมือนคุณครูสอนเด็กๆ และบางครั้้งโดนค่อนขอดว่ามีความ Posh หรือดูรวย ดูไฮโซ เกินกว่าจะมาทำหน้าที่ผู้ตัดสิน จากแบ็กกราวน์ด และอาชีพการเป็นครูในโรงเรียนเอกชน
ทางผู้ผลิตรายการได้มีการแจ้งให้ทั้ง มิลวอลล์ และอาร์เซน่อล ทราบก่อนแล้วว่าผู้ตัดสินในเกมนี้จะมีการติดไมโครโฟนที่เสื้อ เพื่อให้แจ้งกับนักเตะ อย่างน้อย หากนักเตะจะสบถก็จะต้องยั้งคิดนิดหน่อยก่อนจะพ่นวาจาร้อนแรงออกมา
ปัญหาคือ ขณะที่มิลล์วอลล์ แจ้งนักเตะของตัวเองเรียบร้อย แต่อาร์เซน่อล ดันลืม ไม่ได้บอกนักเตะว่าเกมนี้เชิ้ตดำมีไมค์ติดอยู่
หมายความว่าเมื่อเกมเล่นไป และมีการฟาวล์ การเป่า การตัดสินที่ไม่เป็นใจ นักเตะอาร์เซน่อล จะออกอาการมากกว่าทางมิลล์วอลล์ ที่รู้ว่ามีอะไรติดอยู่ตรงปกเสื้อผู้ตัดสิน
คำสบถหยาบคายอย่างที่มันถูกพูดในสนามเป็นปกติ จึงถูกถ่ายทอดออกมาในรายการนั้นอย่างเต็มที่โดยนักเตะอาร์เซน่อล
เรียกได้ว่าทีมตัดต่อทำการ Beep เซนเซอร์เสียงกันรัวๆ จนแทบฟังไม่ออกเพราะพูดคำสบถคำตามติดมาเป็นชุดๆ
หนที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือเมื่อ โทนี่ อดัมส์ ปราการหลังกัปตันทีมอาร์เซน่อล เติมขึ้นไปชาร์จบอลหน้าปากประตู บอลชุลมุนเหมือนจะข้ามเส้นไปแล้ว นักเตะอาร์เซน่อลกระโดดดีใจแต่ เอลเลอรี่ย์ เป่าว่าบอลยังไม่ข้ามเส้น ไม่ได้ประตู ซึ่งก็แน่นอนว่าในยุคสมัยนั้น การตัดสินบอลข้ามเส้นไม่ข้าม อยู่ที่ผู้ตัดสินและไลน์แมนล้วนๆ
"มันข้ามเส้นแล้ว มันข้ามเส้นแล้ว!!!!" โทนี่ อดัมส์ กระโดดตัวลอยเพื่อฟ้องว่าลูกนี้เป็นประตูชัวร์ๆ
เมื่อเอลเลอรี่ย์ ไม่ให้เป็นประตู อดัมส์ จึงฉุนหนัก ระหว่างวิ่งกลับไปประจำตำแหน่งในแผงหลัง เขาก็ตะโกนด่าใส่ เอลเลอรี่ย์ ด้วยคำที่ไม่สมควรที่สุด
"ไอ้เชี่ยขี้ฉ้อ"


 
นั่นคือคำต้องห้ามสำหรับการด่าผู้ตัดสิน เพราะคำว่า Cheat มันคือการปรามาสผู้ตัดสินอย่างรุนแรงว่า ขี้โกง ฉ้อฉล ไม่ซื่อสัตย์  หรือเลยเถิดไปถึงการรับผลประโยชน์เพื่อเป่าเข้าข้างอีกฝ่าย
"คุณต้องห้ามเรียกผู้ตัดสินว่าขี้ฉ้อเด็ดขาด คุณจะเรียกพวกเขาว่าอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่เรียกว่าขี้ฉ้อ นั่นน่าจะเป็นจุดที่ทำให้พวกเขาหัวเสียขึ้นมาจริงๆ" จอร์จ เกรแฮม ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล ให้ความเห็นในภายหลัง
ช็อตนี้ เดวิด เอลเลอรี่ย์ ไม่ได้โกรธ โทนี่ อดัมส์ อย่างที่บอกว่าเขาเหมือนเป็นคุณครูกับลูกศิษย์อยู่เสมอ และ เอลเลอรี่ย์ เพียงแค่ผิดหวังที่ลูกศิษย์ตัวโตอย่าง อดัมส์ ทำพฤติกรรมแบบนี้
เอลเลอรี่ย์เป่านกหวีดยาว เรียกให้ อดัมส์ เข้ามาหาทันที และนั่นเองที่กัปตันทีมปืนโตเริ่มรู้แล้วว่าเขาทำพลาดไป พลั้งปากเกินไป
เมื่อเข้าไปถึง เอลเลอรี่ย์ ก็อบรมลูกศิษย์ตัวโตทันที
"ฟังนะ เมื่อพวกเรา(ผู้ตัดสิน) ทำการตัดสินไปแล้ว..."
อดัมส์ ก้มตัวลงไปดึงถุงเท้าเพื่อเป็นการลดความกดดันให้กับตัวเอง แต่ เอลเลอรี่ย์ ที่วิญญานครูเข้าสิงไม่ยอม "ยืดตัวขึ้นมา" เขาสั่ง
กัปตันอาร์เซน่อลผงาดตัวขึ้นมาทันทีตามคำสั่ง แม้จะตัวโตสูงใหญ่กว่า เอลเลอรี่ย์ มากแต่ตอนนี้สภาพของ อดัมส์ ก็เหมือนเด็กโข่งคนหนึ่งที่กำลังฟังคำสั่งสอนจากคุณครู
"เมื่อพวกเราตัดสินไปแล้ว เราจะไม่เปลี่ยนแปลงมัน และฉันจะไม่ยอมให้นายมาเรียกฉันว่าไอ้ขี้ฉ้อ เข้าใจไหม?"
"แต่ผมหงุดหงิดอะ" อดัมส์ แย้งเบาๆ
"โอเค นายหงุดหงิด แต่ยังมีคำอีกหลากหลายให้นายเลือกใช้ และคำว่าขี้ฉ้อ ไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เข้าใจนะ?"
เกมนั้น สุดท้ายจบลงด้วยชัยชนะของอาร์เซน่อล 2-1 ซึ่งมันก็เป็น 3 คะแนนสำคัญที่จะส่งพวกเขาเป็นแชมป์ในบั้นปลายด้วยฉากสุดดราม่าที่แอนฟิลด์นั่นเอง
หลังจบเกม จอร์จ เกรแฮม ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อลเองก็ไม่ค่อยพอใจกับการทำหน้าที่ของ เดวิด เอลเลอรี่ย์ ในวันนี้ เขาเดินเข้าไปในห้องพักผู้ตัดสิน กะว่าจะขอพูดคุยด้วยหน่อย
ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้ามา บิ๊กจอร์จ พูดทันทีว่า "ผมขอพูดอะไรสักแป้บนะ" แต่เมื่อกวาดตาอย่างไวในห้อง ก็รู้ว่าบรรดาทีมงานผู้ตัดสินที่กำลังนั่งพักจิบชาอยูนั้น ไม่ได้อยู่ลำพัง แต่ยังมีกล้อง และไมโครโฟน ที่ยังอัดรายการอยู่ในนั้น เขาจึงยิ้มและปิดประตูกลับออกไปอย่างรู้งาน
อึดใจเดียวประตูก็เปิดออกอีกครั้ง ทีมงานก็เข้าไปว่า "จอร์จ ผมอยากเห็นคุณพูดอะไรสักแป้บที่ว่านั่นนะ" แต่บิ๊กจอร์จ ก็ยิ้มแล้วก็ตอบทันที "แต่ผมขอไม่พูดดีกว่า" แล้วก็หัวเราะกันอย่างที่ต่างฝ่ายต่างรู้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2013 เดวิด เอลเลอรี่ย์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องในครั้งนั้นว่าน่าเสียดายกับการที่ทางโปรดิวเซอร์และช่องทีวี เลือกจะตัดรายการนี้ คัดเฉพาะเหตุการณ์ที่นักเตะอาร์เซน่อล แสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ใช้ถ้อยคำรุนแรงออกมาถ่ายทอด


 
ทั้งที่มันควรจะมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ทั้งการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในเกมระดับสูงและระดับรากหญ้า จนทำให้ดูเหมือนอาร์เซน่อล เป็นทีมที่ชอบใช้ความรุนแรงหยาบคายไปเลยในตอนนั้น และนั่นผิดวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของรายการไปเลย
"มันน่าเสียดายที่รายการนี้ถูกตัดต่อแบบไม่บริสุทธิ์ รายการดั้งเดิมนั้นถูกโฟกัสไปที่ความรุนแรงที่มีต่อผู้ตัดสิน โดยเฉพาะในสนามฟุตบอลท้องถิ่น พวกเขาถ่ายผมลงทำหน้าที่ในเกมระดับสูง เช่นเดียวกับผู้ตัดสินในเกมระดับท้องถิ่น เพื่อให้เห็นว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไรบ้าง"
"ผมเห็นพรีวิวแล้วต้องบอกว่ามันตรงไปตรงมา สมดุลย์ดี แต่จากนั้นมันถูกดัดแปลงไป ออกฉายให้เหมือนเป็นการล่าแม่มดใส่อาร์เซน่อล มีการใส่เสียงบิ๊ปๆ มาเซนเซอร์เพื่อให้เห็นว่านักเตะสบถตลอด ทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทำแบบนั้น"
"พวกเขาฉายให้เห็นแค่จังหวะที่มีความขัดแย้งระหว่างนักเตะและตัวผม พวกเขาตัดต่อตอนที่เราพูดคุยกันดีๆ ออกไป เพื่อชี้นำว่าอาร์เซน่อลนั้นประพฤติตัวน่ากลัว"
"พวกเขาทำลายโอกาสที่คนจะได้เห็นฉากเบื้องหลังดีๆ ในการทำหน้าที่ตัดสิน หากสารคดีนี้ตัดต่ออย่างสมดุล คงจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการติดไมค์ให้ผู้ตัดสินลงทำหน้าที่มากขึ้นในอนาคต ซึ่งดูเหมือนว่านับแต่วันนั้นมามันไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย"
"และมันคงจะไม่เกิดขึ้นไปอีกนาน"

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเรื่องสนุกที่นำมาฝากกัน อย่าลืมมาติดตามความมันต่อได้ที่ MYSBOBET รับรองติดใจ บริการยอดเยี่ยม ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

 
———————————————
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด “ติดตาม” และเลือก “เห็นโพสต์ก่อน (See First) “
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
———————————————
Facebook Comment