breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" จากนักโทษสู่แข้งพรีเมียร์ ลีก "

อัพเดตเมื่อ : March 28, 2021 3:14pm โดย : admin

"เมื่อเด็กมีปัญหา คนพูดกันว่า เขาแค่ไปคบกับพวกคนผิด แต่ผมนะหรือ? ผมเป็นพวกคนผิดเองเลย!"
เจมี่ ลอว์เรนซ์ ให้สัมภาษณ์ไว้แบบนี้ นี่คือคนที่โดนปล่อยตัวออกจากคุกเมื่ออายุ 23 ปี หลังโดนโทษจำคุก 4 ปีในข้อหาชิงทรัพย์ แต่จากนั้นไม่กี่เดือนเขากลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ!
คุกมักโดนมองว่าเป็นที่สอนให้อาชญากร เก่งในการทำอาชญากรรมมากขึ้น เพราะนักโทษแลกเปลี่ยนความรู้กันเอง ว่าจะงัดแงะเข้าบ้านยังไง ปล้นแบบไหน ดีลยาเสพติดอย่างไร
อดีตนักโทษหลายคนออกมาแล้วก็หางานทำไม่ได้ เพราะด้วยประวัติอาชญากรรมที่ติดตัวอยู่ทำให้สุดท้ายหลายคนคิดว่าตัวเองหมดหนทาง ต้องเดินกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมอีก
ทว่ากับ เจมี่ ลอว์เรนซ์ ไม่ใช่แบบนั้น นี่คือคนที่ออกมาพร้อมก้าวไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และได้ใช้ประสบการณ์ตรงของตัวเอง ให้ความรู้และส่งผ่านประสบการณ์ของตัวเองไปยังคนอื่นที่อาจหลงเดินทางผิดเหมือนกับเขา ด้วยการเข้าไปพูดคุยกับนักโทษในคุก และสั่งสอนเด็กๆ ที่โตมาในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก
ทั้งพ่อและแม่ของ เจมี่ ลอว์เรนซ์ มาจากจาไมก้า ในทศวรรษที่ 60s และมีเขาขึ้นมาในปี 1970 เกิดและโตทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน
กระทั่ง เจมี่ อายุ 16 ปี แม่และพ่อเลี้ยงของเขาก็ตัดสินใจย้ายกลับจาไมก้า ส่วนตัวเขาและพี่สาว ตัดสินใจอยู่ในอังกฤษต่อ แต่เขาพบว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหางานหาเงิน ในฐานะวัยรุ่นที่ไม่ได้มีความรู้มากมายอะไร
แม้ว่าจะเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก แต่การไปทดสอบฝีเท้ากับหลายสโมสรก็ไม่ได้รับการเซ็นสัญญา เขากับเพื่อนๆ เลยค่อยๆ เดินเข้าสู่ปัญหา ทั้งการทุบรถ ขโมยของ เคยโดนจับในข้อหาขโมยรถยนต์และถูกส่งเข้าสถานกักกันเยาวชนที่เฟลท์แฮม ใกล้ๆ ลอนดอน
 


เขาถูกปล่อยตัวออกมา แต่ก็ไม่สามารถหางานทำได้ ด้วยวัยที่กำลังพลุ่งพล่าน เขากลับเข้าสู่วังวนเดิมอีกครั้ง ขณะอายุ 21 ปี เพียงไม่นานหลังถูกปล่อยตัวเขาก็โดนจับอีกในคดีปล้นชิงทรัพย์ จนถูกส่งตัวเข้าคุก แคมป์ ฮิลล์ พริซั่น ในเกาะไวท์ (Isle of Wight) ทางตอนใต้ของเซาธ์แฮมป์ตันและพอร์ทสมัธ (เหมือนภูเก็ตบ้านเรา)
ที่คุกนี้เองกลับเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขา เมื่ออย่างน้อย เขาก็ยังเล่นฟุตบอลได้ในคุก กับทีมของเรือนจำ ซึ่งจะมีการจัดเตะกับทีมฟุตบอลท้องถิ่นเป็นประจำ แล้วก็แน่นอนว่าเขาทำผลงานได้ดี
เจ้าหน้าที่ของเรือนจำที่ดูแลเรื่องการออกกำลังกายของนักโทษ เชื่อมั่นว่า เจมี่ ลอว์เรนซ์ สามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ เด็กคนนี้เป็นนักฟุตบอลได้
"ผมเป็นหนี้บุญคุณของ เอ็ดดี้ วัลเดอร์ เจ้าหน้าที่ที่แคมป์ ฮิลล์ อย่างมาก เขาบอกว่าเขาเชื่อในตัวผม และผมสามารถเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้ และมันทำให้ผมมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ"

เอ็ดดี้ วัลเดอร์ เองเขาเคยเป็นนักเตะอาชีพมาก่อน เลยเข้าใจ เจมี่ เป็นอย่างดี
"วันคริสต์มาสหนหนึ่ง เราเล่นเกมกระชับมิตรกับทีมท้องถิ่น ชื่อ โควส์ สปอร์ต ผู้จัดการทีมของพวกเขา เดล ยัง เป็นเพื่อนผม เมื่อเขาเห็น เจมี่ เขาถามว่าเด็กคนนี้ไปเล่นให้ทีมเขาได้ไหม ทางรัฐบาลมองเห็นว่ามันจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่ เจมี่ แต่เป็นการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ต้องขังโดยรวมด้วย และเขาก็ตกลง"
"ผมตัดสินใจว่าเราต้องวางตารางการเข้ายิมให้ เจมี่ เพราะเขาสามารถออกกำลังกายตามปกติ แต่ยังรักษาร่างกายให้ฟิตสำหรับลงเล่นฟุตบอลด้วย"
เดล ยัง บอกว่า "เจมี่ แตกต่างจากคนอื่นๆ ในทีมเลย แม้ว่าเขาจะเข้ากันได้ดีแต่พวกเขาทุกคนมีงานปกติทำเต็มเวลา จะซ้อมบอลได้แค่สัปดาห์ละ 2 หน นับตั้งแต่ เจมี่ เข้ายิมของเรือนจำ เขาก็แข็งแรงมากและฟิต มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแย่งบอลจากเขา"
 
"ใช่ ผมอยู่ในยิมทั้งวัน ผมเข้าเรือนจำน้ำหนัก 63 แต่ออกมา 3 ปีให้หลังด้วยน้ำหนัก 80 เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและฟิตมาก" เจมี่ ลอว์เรนซ์ เล่าพร้อมหัวเราะ
 
เอ็ดดี้ วัลเดอร์ อนุญาตให้ เจมี่ ไปเล่นฟุตบอลกับทีม โคว์ส สปอร์ต ได้ ซึ่งนั่นคือเป็นความเชื่อมั่นสูงสุดที่ เจมี่ ได้รับ
"สำหรับเจ้าหน้าที่เรือนจำและทางรัฐบาลถือว่ายอมเสี่ยง เพื่อให้ผมออกไปเล่นฟุตบอลได้ทุกสัปดาห์ เพราะผมอาจออกไปสร้างเรื่องได้ พวกเขาคงตกงานแน่นอน ดังนั้น การที่พวกเขาทำแบบนั้น ผมยิ่งไม่มีทางทำให้พวกเขาต้องผิดหวังแน่นอน"
หลังจากนั้น เริ่มมีแมวมองจากสโมสรใหญ่ๆ เข้ามาดูฟอร์มเมื่อได้ยินข่าวว่ามีผู้ต้องขังรายหนึ่งเล่นฟุตบอลได้ดี
สุดท้าย เจมี่ ลอว์เรนซ์ ก็ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ และได้ไปทดสอบฝีเท้า และเป็น ซันเดอร์แลนด์ ที่มี เทอร์รี่ บุทเชอร์ อดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษคุมทีม เซ็นคว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยสัญญา 1 ปี ขณะนั้นเขาอายุ 23 ปีแล้ว
"มันก็เป็นโชคดีในแง่หนึ่ง เพราะกับสิ่งต่างๆ ที่ผมได้ผ่านมาตอนอยู่ลอนดอน การได้ออกไปอยู่ห่างไป 300 ไมล์ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับผมแล้วในตอนนั้น"
"ผมไม่สามารถพูดยกย่อง เทอร์รี่ บุทเชอร์ ได้มากพอเลย ผมขึ้นไปทดสอบฝีเท้า ทุกคนรู้ว่าผมออกมาจากคุก และบางคนคงไม่ให้โอกาสคุณหรอก"
"ผมเล่นเจอกับ ลีดส์ ในทีมสำรอง และวันต่อมา เขาก็เรียกผมเข้าไปในออฟฟิศ 'นายทำให้ฉันตื่นเต้น ฉันจะเซ็นนาย' ผมขอบคุณเขาได้ไม่มีวันเพียงพอจริงๆ"
ตอนนั้น ซันเดอร์แลนด์ ยังเป็นทีมในดิวิชั่น1 (ชปช. ปัจจุบัน) เขาประเดิมสนามเป็นตัวสำรองในการเจอกับมิดเดิลสโบรช์ และเมื่อเขาลงสนาม ก็มีการเปิดเพลง 'Jailhouse Rock' ของ เอลวิส เพรสลี่ย์ เป็นการต้อนรับ เพราะ เจมี่ ก็เพิ่งออกจากคุกหมาดๆ "ผมมองว่ามันเป็นการแซวที่ขำมากทีเดียว" เขาบอก
"ผมแทบไม่เชื่อเลยเพราะผมเพิ่งดูซันเดอร์แลนด์ เล่นกับลิเวอร์พูล ในเกมเอฟเอ คัพ ทางทีวีเมื่อ 6 เดือนก่อนนี่เอง แต่ตอนนี้ผมเบียดไหล่อยู่กับพวกเขาแล้ว"
อย่างไรก็ตาม ไม่นาน เทอร์รี่ บุทเชอร์ ก็โดนปลด มิค บักซ์ตัน ที่เข้ามาแทนขาย เจมี่ ลอว์เรนซ์ ไปให้กับ ดอนคาสเตอร์ ด้วยราคาแค่ 20,000 ปอนด์ในปี 1994 โดยที่เขาเพิ่งลงเล่นให้ทีมไปได้แค่ 4 นัดในฐานะปีกขวา
เขาเล่นให้ ดอนคาสเตอร์ อยู่ไม่ถึง 1 ปีเต็ม ข่าวใหญ่ก็เข้ามาเมื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ ติดต่อเข้ามาซื้อตัวเขาในตอนต้นปี 1995
"เป็นเวลา 17 เดือนนับตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก แล้วก็ได้เซ็นสัญญากับทีมในพรีเมียร์ ลีก! มันเป็นเหมือนฝันชัดๆ" เจมี่ ลอว์เรนซ์ ย้อนความหลัง "ผมจะบอกเด็กๆ ที่ผมเทรนให้อยู่เสมอ อะไรก็เป็นไปได้ถ้าคุณทำงานหนักพอ"
ปัจจุบันนอกจากจะทำงานเป็นฟิตเนสเทรนเนอร์ส่วนตัว ซึ่งมี รูเบน ลอฟตัส ชีค เป็นหนึ่งใน Client แล้ว เขาก็มีอคาเดมี่ เพื่อสนับสนุนเด็กที่ด้อยโอกาส โดยใช้ความรู้ด้านฟุตบอลและประสบการณ์ชีวิตของเขามาสอนเด็กๆ "
แม้เขาจะไม่สามารถช่วยเลสเตอร์ รอดตกชั้นได้ในปี 1995 แต่เมื่อทีมได้ มาร์ติน โอนีล มาคุมทัพ เลสเตอร์ ก็ทะยานกลับไปเล่นในพรีเมียร์ ลีก ในปี 1996/97 อีกครั้งที่ เจมี่ คัมแบ็กสู่ลีกสูงสุด


 
แชมป์เมเจอร์รายการเดียวตลอดอาชีพของเขาคือ ลีก คัพ กับเลสเตอร์ ในปี 1997 นี้เอง
ทว่าผลงานของเขาโดดเด่นที่สุดในสีเสื้อแบรดฟอร์ด ขณะนั้นทีมไก่แจ้ เป็นทีมเล็กที่มีแรงกระหายภายใต้กุนซือหนุ่ม พอล จีเวลล์ พาทีมเล่นเกมรุก
เขาย้ายไปเล่นให้ แบรดฟอร์ด ในปี 1997 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พีคสุดของแบรดฟอร์ด โดยเฉพาะในฤดูกาล 1999/2000  เจมี่ ลอว์เรนซ์ ลงเล่นไปถึง 23 นัด ทำได้ 3 ประตู เป็นการยิงใส่ เวสต์แฮม 2 ประตู ยิงใส่ สเปอร์ส 1 ลูก
ที่สำคัญ เขาเล่นเป็นตัวจริงในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่ แบรดฟอร์ด พลิกชนะลิเวอร์พูล 1-0 ทำให้อยู่รอดบนเวทีพรีเมียร์ ลีก ต่อไป
เขาได้รับการติดต่อจากสมาคมฟุตบอลจาไมก้า และเลือกรับใช้ทีมชาติบ้านเกิดของพ่อและแม่ ลงเล่นไปทั้งสิ้น 42 นัดให้ทีม"เร็กเก้ บอยซ์"
เจมี่ ลอว์เรนซ์ ตระเวนเล่นให้กับอีกหลายทีมต่อจากนั้นทั้ง วีแกน, วอลซอลล์, เบรนท์ฟอร์ด จนมาแขวนสตั๊ดกับทีมนอกลีกในปี 2011 ด้วยวัย 41 ปี
ปี 2007 ขณะอายุ 37 ปี เขาก็เริ่มก่อตั้ง เจมี่ ลอว์เรนซ์ ฟุตบอล อคาเดมี่ เพื่อสอนเด็กๆ ให้มีแนวความคิดที่ถูกต้องผ่านฟุตบอล "พวกเขาอาจไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่พวกเขาสามารถทำอะไรดีๆ ให้กับชีวิตพวกเขาได้กับพรสวรรค์ที่พวกเขามี ผมเป็นเหมือนพ่อของพวกเขา พวกเขาจะเล่าเรื่องที่พวกเขาจะไม่เล่าให้ใครฟัง แก่ผม"
 
"หนึงในสิ่งที่ผมพยายามสอนเด็กๆ คือเมื่อคุณล้มลง ความมั่นใจจะถูกกระทบกระเทือน แต่เมื่อคุณลุกขึ้นมาปัดฝุ่นออกจากตัว คุณจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม"
"เดินต่อไปข้างหน้าอย่าหยุด วันหนึ่งโอกาสจะเปิดเข้าหาคุณ มีเด็กๆ หลายคนที่เอาคำสอนของผมไปใช้ นี่คือรางวัลตอบแทนที่ดีกว่าทุกอย่างที่ผมเคยทำมาในชีวิต"


 
แม้จะไม่ได้เป็นนักเตะชื่อดัง ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์มากมายแต่เมื่อย้อนดูเส้นทางชีวิตของเขา เจมี่ ลอว์เรนซ์ ผ่านมาเยอะมากจริงๆ
เขาใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือ และเขาโชคดีที่มีคนที่เข้าใจเขา พร้อมเชื่อมั่นและสนับสนุนตอนเป็นนักโทษอยู่ในเรือนจำ
"ฟุตบอลช่วยชีวิตผมเพราะผมกำลังเดินทางผิด ผมไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหามากมายระหว่างทาง ถ้ามันไม่ใช่เพราะฟุตบอล ผมคงไม่ได้มายืนอยู่ที่นี่ตรงนี้ ผมคงติดอยู่ในคุกหรือไม่ก็ตาย หนึ่งในสองอย่างนี้"
 
เป็นอีกครั้งที่ฟุตบอล เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปได้อย่างสิ้นเชิง ...

 
แต่หากคุณอยากได้เว็บไซต์ที่เปลี่ยนชีวิตคุณบ้าง ลองมาที่ MYSBOBET บริการดี ดูแลฉับไว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment