breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ผู้เปลี่ยนชีวิต เอียน ไรท์ "

อัพเดตเมื่อ : April 09, 2021 3:10am โดย : admin

แม้ว่า เซร์คิโอ อเกวโร่ จะเป็นตำนานของพรีเมียร์ ลีก เป็นดาวยิงตัวฉกาจที่หาได้ยากมาก และเมื่อเขากำลังจะจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังจบฤดูกาลนี้ หลายคนเลยมีการพูดถึง ท็อปของดาวยิงตลอดกาลพรีเมียร์ ลีก
ชื่อของ เธียร์รี่ อองรี, เวย์น รูนี่ย์, อลัน เชียเรอร์, ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถูกนำมาพูดถึง และแน่นอนยังมีอดีตดาวยิงของอาร์เซน่อล อีกคน นั่นคือ เอียน ไรท์
ย้อนไปเมื่อปี 2018 เอียน ไรท์ ได้โพสต์ไว้บนอินสตาแกรมของตัวเองไว้แบบนี้
"ชายผู้ที่ผมจะไม่มีอะไรเลยถ้าปราศจากเขา และคนที่ผมคิดถึงทุกวัน พวกเราหลายคนคงไม่เป็นอย่างที่เราเป็นหรืออยู่ในที่ที่เราอยู่ในทุกวันนี้ได้ถ้าปราศจากคุณครูหลายท่านที่เราได้พบเจอในชีวิตของเรา เราขอแสดงความซาบซึ้งไปยังพวกท่าน. RIP มิสเตอร์พิกเด้น คุณเคยภูมิใจในอาชีพของคุณเสมอ และช่วยไม่ได้ที่ผมจะคิดถึงคุณในวันนี้ กับการที่เราเฉลิมฉลอง วันครูสากล"
สิ่งที่ ไรตี้ ตำนานดาวยิงของอาร์เซน่อล แนบมาด้วยในโพสต์คือคลิปเก่าๆ คลิปหนึ่ง ในราวต้นปี 2000s ตอนนั้น สโมสรอาร์เซน่อลยังใช้ไฮบิวรี่เป็นสนามเหย้า และกำลังถ่ายทำสารคดีชีวิตการเป็นนักเตะอาชีพของเอียน ไรท์ กับอาร์เซน่อลอยู่
ในคลิป เอียน ไรท์ ยืนบนอัฒจรรย์ มองไปในสนาม หัวเราะยิ้่มแย้มอยู่ ทันใดนั้นก็หันขวับไปข้างหลัง สีหน้าตกใจเหมือนเจอผี
มีเสียงดังมาจากข้างหลัง เป็นเสียงชายสูงวัยคนหนึ่ง  "สวัสดี เอียน ไม่เจอกันนานเลยนะ"
เอียน ไรท์ ถอดหมวกออก ตาโต แทบไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็น ก่อนเอ่ยออกมาว่า  "มิสเตอร์พิกเด้น คุณยังอยู่เหรอเนี่ย!!"
ด้วยสัญชาติญาน ไรท์ ถอดหมวกออกทันที มันแสดงถึงมารยาทและความถ่อมตัวรู้จักกาลเทศะ เมื่อเจอกับผู้ใหญ่ หมายความว่าเขาถูกสั่งสอนมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก
ชายอาวุโสหันมาพูดกับกล้อง "ผมยังอยู่? ดูเขาพูดเข้าสิ .. เธอสบายดีนะ"
"ผมแทบไม่เชื่อเลย มีคนบอกว่าคุณเสียไปแล้ว" ไรท์ ตอบ
ชายอาวุโส ที่ปรากฏว่าชื่อมิสเตอร์พิกเด้นเข้ามาจับมือกับดาวยิงตัวเก่งของเจ้าของสนามแห่งนั้น "เธอก็เห็นแล้วว่าฉันยังสบายดี และฉันดีใจมากที่เห็นเธอทำได้ดีขนาดนี้"
ผู้มีบุคลิกร่าเริง ห้าว ไม่หวั่นเกรงอะไรอย่าง เอียน ไรท์ ถึงกับหยิบหมวกที่ถอดออกมานั้นมาปิดหน้าแล้วร้องไห้สะอื้นออกมา ... แต่เป็นการร้องไห้ด้วยความดีใจ
สำหรับ เอียน ไรท์แล้ว นี่คือชายผู้เปลี่ยนชีวิตของเขา จากดำให้เป็นขาว
ซิดนี่ย์ พิกเด้น คือคุณครูของเอียน ไรท์ ในบร็อคลี่ย์ เขาคือคนที่ ไรท์ บอกว่าเป็น "ผู้ชายคนแรกที่มอบแง่บวกให้กับชีวิตของเขา" แต่ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมา 23-24 ปีแล้ว ก่อนที่ทางสโมสรจะเชิญมิสเตอร์พิกเด้นมาเซอร์ไพรส์เอียนในการถ่ายทำวิดีโอ
หลายท่านคงรู้ดีว่า เอียน ไรท์ เป็นนักเตะอาชีพช้ามาก สมัยวัยรุ่นเขาเคยไปทดสอบฝีเท้ากับ เซาธ์เอนด์ และไบรตัน แต่โดนปฏิเสธ ต้องมาเตะในทีมสมัครเล่นระดับซันเดย์ ลีก ก่อนมีแมวมองของ คริสตัล พาเลซ มาเจอเข้า
ปี 1985 พาเลซ เชิญ ไรท์ ในวัย 21 ปี ไปทดสอบฝีเท้า พอดี สตีฟ ค็อปเปลล์ อดีตปีกขวาคลาสสิกของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เป็นกุนซือพาเลซอยู่ในขณะนั้น พอใจกับผลงานของเด็กคนนี้ เลยมอบสัญญานักเตะอาชีพให้
ตอนที่ ไรท์ ได้เซ็นสัญญานักเตะอาชีพครั้งแรกเขาอายุ 21 ปี กับอีก 9 เดือนเข้าไปแล้ว กระโดดจากเล่นให้ทีมสมัครเล่น ทีมผับ มาอยู่กับทีมในดิวิชั่น 2 (เทียบกับ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในปัจจุบัน) แบบก้าวกระโดดเมื่อปี 1985 นั่นเอง
นั่นคือจุดเริ่มต้นนักเตะอาชีพของเขา และจากนั้นก็ผลงานยอดเยี่ยมเรื่อยมา  จนกลายเป็นตำนานของอาร์เซน่อล คว้าแชมป์ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ รวมถึงติดทีมชาติอังกฤษ 33 นัดยิง 9 ประตู เราคงไม่ต้องพูดเรื่องอาชีพนักเตะของเขามากนัก แต่ก่อนที่จะมาถึงตรงนี้ คือเรื่องน่าสนใจ
อย่างที่ตัวเขาได้เขียนลงในอินสตาแกรม หากปราศจากคนคนหนึ่ง เขาคงไม่มีอะไรเลย คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงที่เขายืนทุกวันนี้ ชายที่ชื่อ ซิดนี่ย์ พิกเด้น
ต้องย้อนไปก่อนว่า เอียน  ไรท์ เกิดมาจากพ่อและแม่ชาวจาไมก้าที่อพยพมาอยู่ในลอนดอน เมื่อไรท์ อายุยังน้อยๆ พ่อก็ทิ้งคุณแม่ของเขา เนสต้า ไป ขณะที่พ่อเลี้ยงที่เข้ามาใหม่ก็เป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง
ไรท์ เกิดในวูลิช (Woolwich ที่เราชอบอ่านว่า วูลวิช) ย่านต้นกำเนิดของสโมสรอาร์เซน่อล แถวนั้น ฝั่งตะวันออก และใต้ของลอนดอนเป็นย่านที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก  ตัวเขาอยู่ในครอบครัวที่มีปัญหาด้วย
เอียนในวัยเด็ก เติบโตมาเป็นเด็กที่ก้าวร้าว อารมณ์รุนแรงอยู่เสมอ และมีปัญหากับการอ่านเขียนหนังสือ
เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนในบร็อคลี่ย์ ที่นั่น ซิดนี่ย์ พิกเด้น เป็นคุณครูสอนพละอยู่
ก่อนหน้าจะมาเป็นคุณครูพละ พิกเด้น ก็เล่นฟุตบอลมาก่อน เล่นจนอายุ 40 และที่เหนือไปกว่านั้น ตอนเป็นวัยรุ่นอายุ 20 เขาเข้ากองทัพอากาศ Royal Air Force ขับเครื่องบินขับไล่ Spitfire และ Hurricane เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว
ในโรงเรียน ไรท์ เป็นเด็กมีปัญหา รุนแรงก้าวร้าว อ่านเขียนไม่เก่ง แต่มิสเตอร์พิกเด้น กลับไม่ละทิ้งเด็กเกเรคนนี้ จับเขามาอธิบายเรื่องต่างๆ การปฏิบัติตัวกับผู้อื่น และใช้เวลานอกเหนือจากการสอนปกติ มาสอนตัวต่อตัวเพื่อให้ เอียน อ่านและเขียนได้
ที่สำคัญ เขาคือโค้ชฟุตบอลคนแรกของ เอียน ไรท์ ก็ว่าได้ สอนว่าควรเคลื่อนที่อย่างไร ควรเปิดบอลให้เพื่อนอย่างไร และสอนเรื่องการจบสกอร์
"เขาเป็นคนแรกที่สอนผมว่าเมื่อคุณเข้าใกล้ปากประตู คุณไม่จำเป็นต้องซัดเต็มข้อให้เข้าไปตุงตาข่าย เขาสอนผมว่าแค่ทำให้มันเข้าไปก็พอ และเป็นเขานี่แหละที่ทำให้ผมรู้จักจิมมี่ กรีฟส์ ตอนนั้นน่าจะราวปี 1972 ได้"
"ผมจำได้ว่าทุกครั้งตลอดเส้นทางอาชีพของผม เวลาผมทะลุเข้าเขตโทษและยิงประตูได้ สิ่งที่ผมคิดถึงเวลาวิ่งกลับมายังวงกลมกลางสนามคือสิ่งที่เขามักพูดกับผมเสมอ 'ยิงแบบไม่ต้องแรง ผู้รักษาประตูไม่มีทางรับได้เลย'"
การจะยิงเต็มแรงให้ผ่านมือผู้รักษาประตู ใครก็ทำได้ แต่มันต้องอาศัยทักษะมากกว่านั้นในการจะคุมสติและเลือกยิงให้แค่ผ่านตัวผู้รักษาประตูเข้าไป
สำหรับ เอียน ไรท์ ที่โตมากับครอบครัวที่พ่อแท้ๆทิ้งไป ส่วน พ่อเลี้ยงก็ใช้กำลังทุบตี เขาไม่เคยมีผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่คนไหน มาคอยสอน เอาใจใส่ และหวังดีต่อเขาอย่างมิสเตอร์พิกเด้นมาก่อนเลย
"ที่ผมซึ้งมากก็คือ เขาไม่เคยเลยที่จะหมดความอดทนกับผม แน่นอน ผมทำให้เขาโกรธในบางครั้ง แต่เขาไม่เคยเลยแม้สักครั้งที่จะหมดความอดทนกับผม"
หลังเรียนจบ ไรท์ ยังได้เจอคุณครูพิกเด้นของเขาตามถนนบ้าง แต่เขาไม่กล้าสู้หน้าเท่าไหร่ เพราะช่วงอายุ 16-21 ก่อนเป็นนักเตะอาชีพ ชีวิตเขาไม่ดีเลย มีปัญหาหลายอย่าง เรียกว่ายังตั้งตัวไม่ได้
กระทั่งเมื่อเขามาเล่นให้พาเลซแล้วนั่นแหละที่เขากล้าเข้าหน้ามากขึ้นและ มิสเตอร์พิกเด้น ก็บอกกับเขาเสมอว่า "ฉันภูมิใจจริงๆ" ทั้งที่ตอนนั้น ไรท์ ยังแทบไม่ได้ลงเล่นให้พาเลซเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ
เมื่อมองย้อนไปที่ชีวิตส่วนตัวของ ซิดนี่ย์ พิกเด้น เรานึกไม่ออกเลยว่าคนคนนี้จะเหมือนหลุดมาจากคุณครูแสนดีในโลกภาพยนตร์
ชีวิตส่วนตัวของ มิสเตอร์พิกเด้น เองก็ผ่านความยากลำบากเพราะพ่อและแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุ 15 ปี เมื่อเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่งงานมีครอบครัว ลูกคนเดียวก็จากไปตั้งแต่อายุยังน้อยมากๆ ไม่นานจากนั้น ภรรยาก็เสียชีวิตตามไปอีกคน
แต่ความมุ่งหมายของชีวิต ความตั้งใจของการเป็นคุณครูทำให้มิสเตอร์พิกเด้น ได้ก้าวข้ามความสูญเสียส่วนตัวมาได้ มอบสิ่งดีๆ ให้กับเด็กๆ ที่เขาสอน
สำหรับเอียน ไรท์ แล้ว หากเปรียบไป ซิดนี่ย์ พิกเด้น ก็เหมือนพ่ออีกคนของเขา
หลังจากที่เจอกันในการถ่ายทำสารคดีของเขาเมื่อตอนต้นปี 2000s แล้ว ครูและศิษย์คู่นี้ก็ติดต่อกันมาตลอดนับแต่นั้น จนกระทั่ง ซิดนี่ย์ พิกเด้น จากไปเมื่อเดือนธันวาคม 2017 ขณะอายุได้ 95 ปี
ซิดนี่ย์ พิกเด้น บอกกับ เอียน ไรท์ ในภายหลังว่า การได้เห็นเขาเป็นนักเตะอาชีพของอาร์เซน่อล ได้ติดทีมชาติอังกฤษ มันคือความภูมิใจมากกว่าตอนตัวเองเป็นนักบิน และบินอยู่เหนือพระราชวังบัคกิ้งแฮมด้วยซ้ำ
"เขาเคยเป็นนักบินขับไล่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นอายุยังหนุ่มด้วย (ราวๆ 20 ปี) เขาเป็นหนึ่งในคนที่ถูกเลือกให้บินเหนือพระราชวังบัคกิ้งแฮม เขาบอกว่าเขาภูมิใจกับการที่ผมได้เล่นให้อาร์เซน่อลและทีมชาติอังกฤษ มากกวว่าตอนที่เขาได้บินเหนือพระราชวังบัคกิ้งแฮมเสียอีก"
เมื่อปี 2016 เอียน ไรท์ ออกหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ A Life In Football  และเขียนคำอุทิศมอบให้กับมิสเตอร์ซิดนี่ย์ พิกเด้น
"เขาเป็นแสงสว่างนำทางผมตลอดเส้นทางอาชีพ อย่างที่คนเห็นในวีดีโอนั่นแหละ ตอนผมได้พบกับเขาอีกครั้ง ผมอุทิศหนังสือเล่มนี้แก่เขา และผมคิดว่านั่นคือสิ่งเล็กน้อยที่สุดที่ผมสามารถทำได้เพื่อใครสักคนที่เปลี่ยนชีวิตผมอย่างแท้จริง ในการที่ได้สอนผมว่าจะเป็นคนดีได้อย่างไร"
ในชีวิตคนเรา ต้องผ่านพบคนที่เราเรียกได้ว่าคุณครู ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และหากคุณได้เจอคุณครูแบบที่ เอียน ไรท์ ได้เจอกับ ซิดนี่ย์ พิกเด้น ก็จงขอบคุณต่อเบื้องบนเถอะ
ส่วนใครเคยพบเว็บไซด์มามากมายแต่ยังไม่สุด ไว้ใจไม่ได้ซักทีให้หันมาที่นี่ได้เลยกับ MYSBOBET ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment