breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" รุด-พาทริค กองหน้าฟ้ากำหนด "

อัพเดตเมื่อ : July 07, 2021 4:31pm โดย : admin

นอยท์ เคอดัคท์ เป็นภาษาดัตช์แปลว่า "ไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลย" มันเป็นชื่อสโมสรฟุตบอลเล็กๆ ในเมืองเคฟเฟ่น, นอร์ธ บราบันท์ ประเทศฮอลแลนด์
ที่นี่อยู่ในฮอลแลนด์ใต้ ซึ่งประเทศแบ่งกันตามการขวางกั้นของแม่น้ำไรน์อันยิ่งใหญ่ โดยปกติแล้ว ฮอลแลนด์ทางใต้ มักผลิตนักปั่นจักรยานชั้นยอด
ผิดกับทางเหนือที่ผลิตยอดนักเตะออกมามากมาย โยฮัน ครัยฟ์, รุด โครล, ร็อบ เรนเซนบริงค์, มาร์โก แวน บาสเท่น, รุด กุลลิท, แฟรงค์ ไรการ์ด, พี่น้อง เดอบัวร์, เดนนิส เบิร์กแคมป์, เอ็ดการ์ ดาวิดส์ ต่างมาจากฮอลแลนด์เหนือ เช่นกันกับ พาทริค ไคลเวิร์ต หนุ่มเชื้อสายสุรินาม ซึ่งเกิดที่อัมสเตอร์ดัม
พาทริค ไคลเวิร์ต เกิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1976 เขาถูกอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ดึงไปร่วมทีมเยาวชน ตั้งแต่อายุแค่ 7 ขวบ พรสวรรค์ของเขาถูกมองเห็นตั้งแต่อายุน้อยๆ คุณพ่อของเขาก็เป็นอดีตนักฟุตบอลชื่อดังของสุรินาม
ในวันเดียวกัน  เดือนเดียวกัน ปีเดียวกัน ทางตอนใต้ของฮอลแลนด์ ในเมืองออสส์ ก็มีเด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาเหมือนกัน คุณพ่อของเด็กคนนี้เป็นช่างซ่อมหม้อน้ำรถยนต์ มีคุณปู่ทำฟาร์มเลี้ยงวัว
เด็กคนนี้ชื่อสั้นๆ ว่า รุด นามสกุล ฟาน นิสเตลรอย เขาเป็นเด็กทางใต้ ในแถบนี้มักนับถือคาทอลิก คนแถบนี้ยิ้มง่ายเป็นมิตร ไม่ค่อยวางท่าอย่างคนทางเหนือ มีความใกล้เคียงกับความเป็นคนเบลเยี่ยม มากกว่าความเป็นคนดัตช์ด้วยซ้ำ
เด็กชาย รุด ก็มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักเตะอาชีพ แต่เขาไม่ได้มีพรสวรรค์มากมายอะไร "นอยท์ เคอดัคท์" ที่แปลว่า "ไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลย"  ในเคฟเฟ่น คือชื่อสโมสรแรกของเขา
รุด เป็นเด็กตั้งใจเรียนก็จริง แต่ความทุ่มเทของเขาคือการเตะฟุตบอล ใช้เวลาว่างในการซ้อมเตะบอลอัดกำแพงโรงรถ และอย่างที่เด็กสมัยนั้นทำกันคือเขียนจดหมายไปขอลายเซ็นจากนักเตะดังๆ ที่ตัวเองชื่นชอบ
ส่วนใหญ่แล้วเด็กดัตช์ มักตามเชียร์นักเตะที่ตัวเองชื่นชอบ มากกว่าจะปักใจเชียร์ทีมใดทีมหนึ่งเป็นพิเศษ สำหรับ รุด ฟาน นิสเตลรอย ฮีโร่ของเขาคือ มาร์โก แวน บาสเท่น


 
อายุ 14 ปี เขาก็ได้ไปทดสอบฝีเท้ากับ เดน บอช สโมสรอาชีพที่ใกล้สุดกับบ้านเกิด ขณะที่เด็กดัตช์ส่วนใหญ่มีฟอร์ม เชิดนิดๆ แต่ รุด แสดงออกตรงไปตรงมา มีแพสชั่นอยู่เสมอ เขายิงประตูได้ ก็ออกอาการดีใจเต็มที่ ผิดกับคนอื่นๆ ที่มักทำท่านิ่งๆ
ในที่สุดเขาก็ได้เซ็นสัญญากับ เดน บอช และได้เลื่อนชั้นสู่ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกตอนอายุ 17 แต่ก็ได้ลงสนามไปแค่ 2 นัด ซึ่งมันเป็นช่วงที่ เดน บอช ยังอยู่ในลีกรอง
ฤดูกาล 1994/95 ที่อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม มันมียุคทองภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ ฟาน กาล ดาวรุ่งได้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่หลายคน หนึ่งในนั้นคือ พาทริค ไคลเวิร์ด บนวัย 18 ปี
ไคลเวิร์ต ยิงกระจายตั้งแต่ปีแรกกับอาแจ็กซ์ และไฮไลท์คือการพังประตูชัยใส่ เอซี มิลาน ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
ในเวลาเดียวกันสำหรับ รุด ฟาน นิสเตลรอย เขายังเล่นเป็น "มิดฟิลด์ตัวกลาง" ให้กับ เดน บอช อยู่เลย ซึ่งก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรด้วยซ้ำ
ปี 1997/98 ไคลเวิร์ต กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ไปแล้ว เขาคือหนึ่งในกองหน้าที่ได้รับการจับตามองสุดในยุโรป มีความเป็นนักเตะดัตช์ คือเปี่ยมพรสวรรค์ แม้เป็นกองหน้า แต่ก็ไม่ได้มีแค่ยิงประตู สำหรับบอลดัตช์ คุณต้องมีครบทั้งทักษะ เซนส์บอล และความเฉียบคม และไคลเวิร์ต มีครบ เขาจ่ายบอลเป็น ถอยต่ำได้ เล่นเป็นทีมได้ดี
เอซี มิลาน เป็นทีมได้ตัวเขาไปครอง หลังจากเขาปล่อยให้สัญญากับ อาแจ็กซ์ จบลง
ตอนนั้นเอง รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็เริ่มได้พัฒนาฝีเท้าขึ้นมา ฮีเรนวีน เป็นทีมที่ซื้อตัวเขาไปร่วมทัพ เป็นครั้งแรกที่ รุด จะได้ลงเล่นบนลีกสูงสุดของประเทศ ด้วยวัย 21 ปี
ประเมินกันว่าตอนนั้น หากวัดค่าตัวกัน ไคลเวิร์ต 1 คน จะเท่ากับ ฟาน นิสเตลรอย 30 คน
รุด กับ ไคลเวิร์ต เกิดวันเดียวเดือนเดียวปีเดียวกัน รูปร่างใกล้เคียงกันมาก (สูงต่างกันแค่ 2 ซม.) ทั้งคู่รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง มีความเร็วในการทะยานไปข้างหน้า


 
สไตล์ของ ไคลเวิร์ต นั้นคลาสสิกสวยงามมากกว่า แต่ ฟาน นิสเตลรอย ทื่อ ตรงไปตรงมา แน่นอน มันขัดหูขัดตาความเป็นดัตช์อยู่ไม่น้อย
ทว่าสำหรับทีมงานของฮีเรนวีน พวกเขามองเห็นบางอย่างในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ ฟ็อปป์ เดอ ฮาน กุนซือของทีม มองผ่านความงุ่มง่ามเงอะงะ กระโดกกระเดกของ รุด เขาเห็นพลัง ความเร็ว ความมุ่งมั่น เด็กคนนี้มีเท้าที่กว้างเป็นพิเศษ
เดอ ฮาน ส่ง รุด ไปดูเกมทีมชาติฮอลแลนด์แข่ง ให้ศึกษาการเคลื่อนที่ วิธีการเล่น เทคนิคของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ และด้วยความมุ่งมั่น ไฝ่พัฒนาตัวเอง ภายในเวลาแค่ 9 เดือนนับแต่ย้ายมา ชื่อของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็เติบโตจน ฮีเรนวีน เล็กเกินไปสำหรับเขาเสียแล้ว
เพียง 1 ฤดูกาลกับฮีเรนวีน และผลงาน 13 ประตูในเอเรดิวิซี่ หนนี้ในบทบาทกองหน้า เขาก็โดนยักษ์ใหญ่ พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น คว้าตัวไปร่วมทีมทันทีในหน้าร้อนปี 1998
4.7 ล้านปอนด์ นั่นคือค่าตัวแพงสุดที่สโมสรดัตช์เคยจ่าย ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องบ้าบอมากที่ พีเอสวี ยอมจ่ายขนาดนี้กับนักเตะที่เพิ่งโชว์ฝีเท้าบนลีกสูงสุดแค่ปีเดียว แถมยังเล่นได้ไม่มีความสวยงามเอาเลย
ในเวลาเดียวกัน ไคลเวิร์ต ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนักกับเอซี มิลาน ก็ได้ย้ายไปทำงานกับ ฟาน กาล อีกครั้ง ทีนี้เป็น บาร์เซโลน่า สโมสรที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ด้วยค่าตัว 8.75 ล้านปอนด์
สำหรับ ฟาน นิสเตลรอย บนวัย 22 ปี เป็นช่วงสปริงบอร์ดในอาชีพ เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาได้ย้ายมาอยู่กับทีมระดับท็อปของจริงอย่าง พีเอสวี ที่เปี่ยมด้วยทีมงานโค้ชชั้นยอด ซึ่งช่วยขัดเกลา พัฒนาฝีเท้าของเขาให้โดดเด่นยิ่งขึ้้น
พีเอสวี ปีนั้นมี เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน คุมทีม จากเดิมที่ซื้อ รุด มาเป็นสำรองก่อน แต่ด้วยผลงานของเขา ก็ทำให้ไม่นาน รุด ก็ยึดตัวจริงในทีม เขากระทุ้ง 31 ประตูจาก 34 นัด คว้าดาวซัลโวไปครองทันที
ปลายยุค 90s  พาทริค ไคลเวิร์ต คือศูนย์หน้าอันดับ 1 ของฮอลแลนด์ไปแล้ว โดยที่ รุด เพิ่งเริ่มติดทีมชาติ ทั้งคู่ได้เริ่มเล่นด้วยกันในสีเสื้ออัศวินสีส้ม
ในปี 1999 ฮอลแลนด์ อุ่นเครื่องกับ บราซิล 2 นัด รุด ได้ลงเล่นกับ ไคลเวิร์ต และแม้จะยิงไม่ได้ แต่ฟอร์มของเขาก็ดึงดูดสโมสรใหญ่ทั่วยุโรปให้เข้ามาที่ ไอน์ดโฮเฟ่น
ฤดูกาล 1999/2000 รุด ฟาน นิสเตลรอย เริ่มต้นอย่างร้อนแรง เขายิงไป 29 ประตูจาก 23 นัด มีการพูดถึงการทำลายสถิติ 43 ประตูของ คูน ดิลเล่น ที่ยืนยงมาตั้งแต่ปี 1957
มีการเปิดเผยว่า ในตอนนั้น ดาร์เรน เฟอร์กูสัน ลูกชายของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งย้ายไปเล่นช่วงสั้นๆ กับ สปาร์ต้า ร็อทเทอร์ดัม ได้บอกกับพ่อของตัวเองว่า "พ่อต้องเซ็น ฟาน นิสเตลรอย ทันทีเลยนะ ผมบอกเลยเขาสุดยอดมากๆ เราจับตามองเขาอยู่"


 
เฟอร์กี้ ส่งแมวมองไปดูฟอร์มและตัดสินใจเดินหน้าเข้าหา ฟาน นิสเตลรอย ทันที ครั้งแรกที่ เฟอร์กี้ ได้พบกับรุด เขาก็ได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือของตัวเองว่า "ผมตื่นเต้นมาก จากการที่ผมบอกคุณได้เลยทันทีเพียงแค่มองตาเด็กคนนี้ว่า เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เปี่ยมศักยภาพ"
ยอดกุนซือคิดถูก ฟาน นิสเตลรอย ณ ขณะนี้ค่อยๆ ขึ้นมาใกล้ ไคลเวิร์ต มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ความต่างคือ เขาฉลาด และประพฤติตัวดี อยู่กับฟุตบอลโดยแท้ ไม่มีเรื่องนอกสนามอย่าง ไคลเวิร์ต
ทว่าโชคร้ายมาถึงในเดือนมีนาคม 2000 เขาได้รับบาดเจ็บหัวเข่า ทำให้เขาตรวจร่างกายกับแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ผ่าน พอมาถึงวันที่ 28 เมษายน โชคร้ายซ้ำสองมาเยือน เมื่อเอ็นฉีกขณะกำลังซ้อม นั่นทำให้ รุด ต้องปิดเทอมยาวทันที โดยไม่รู้ว่าจะกลับมาอีกทีเมื่อไหร่
วันรุ่งขึ้นมีโทรศัพท์จากเฟอร์กี้มายัง ฟาน นิสเตลรอย บอกเขาว่าไม่ต้องห่วง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะได้ย้ายมาอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด แน่ จากนั้นอีกไม่กี่วัน เฟอร์กี้ ก็เดินทางมาเยี่ยม รุด ถึงบ้านด้วยตัวเอง
รุด บินไปผ่าตัดและรักษาตัวที่โคโลราโด้ สหรัฐอเมริกา เขาเฝ้ามองทีมชาติฮอลแลนด์ ลงเล่นในศึก ยูโร 2000 อยู่ที่นั่น
มันใช้เวลาเกือบปีเต็มๆ กว่าเขาจะฟิตสมบูรณ์ หัวเข่าหายเป็นปกติ เดือนมีนาคม 2001 เขากลับมาลงสนาม เดือนเมษายน เขากลับมาติดทีมชาติฮอลแลนด์ เพื่อเตรียมพร้อมเตะกับไซปรัส
ในแคมป์ทีมชาตินั่นเองเขาบอกกับทุกคนว่า เขาได้เซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว ทุกคนปรบมือแสดงความยินดีด้วย หนึ่งในนั้นคือ ยาป สตัม ซึ่งควรจะเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขาในอนาคต (แต่มันไม่เป็นไปตามแผนเมื่อ สตัม โดนขายไปให้ลาซิโอ สวนทางกับที่ ฟาน นิสเตลรอย ย้ายเข้ามา)
เขาลงมาเป็นตัวสำรองในเกมกับไซปรัส ยิงประตูไดัทันที ในเดือนมิถุนายน เขาลงเป็นตัวสำรองอีกครั้งกับเอสโตเนีย และทำอีก 2 ประตู นั่นคือ 2 เกมแรกในเกมเอาผล ที่เขาลงเล่นให้ฮอลแลนด์ และทำประตูได้ทั้งสองนัด


 
ซัมเมอร์ปี 2001 เขาย้ายมาเล่นให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด จนได้ ด้วยวัย 25 ปี เขาผ่านเกมใหญ่มาน้อยมาก คนกังวลกันว่าเขาจะดีจริงหรือ อีกทั้งค่าตัวสูงถึง 19 ล้านปอนด์ ณ ตอนนั้นก็ทำให้สื่อพากันตั้งข้อสงสัย
ทว่าเพียงแค่เกมแรกที่เขาสวมเสื้อสีแดงของแมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็ตอบคำถามได้ทันทีว่าทำไม เฟอร์กี้ ยอมจ่ายขนาดนั้น และทำไม ถึงรอ 1 ปีเต็มๆ ให้เขาหายเจ็บ เพื่อดึงมาร่วมทีม
รุด คือเพชฌฆาต ระดับปลิดวิญญานที่หาได้ยากมาก ทุกสัมผัสของเขาในกรอบเขตโทษ มันเหมือนจะกลายเป็นประตู เขาพุ่งขึ้นมาสู่การเป็นยอดนักเตะ ได้อยู่กับหนึ่งในสโมสรใหญ่สุดในโลก หากไม่ใหญ่กว่าหรือเล็กกว่า ก็เรียกว่าทัดเทียมกับบาร์เซโลน่าของ ไคลเวิร์ต แล้วในตอนนั้น
แม้จะไม่ได้คิดเปรียบเทียบหรือแข่งขันกันโดยตรง แต่ ฟาน นิสเตลรอย ก็ใช้เวลา 6-7  ปี ไล่ตาม ไคลเวิร์ต ทันในที่สุด
จากนั้นมา มันก็ดูเหมือนจะเป็นทิศทางตรงกันข้าม ไคลเวิร์ต ต้องอำลา บาร์เซโลน่า มาอยู่กับนิวคาสเซิ่ล ในฤดูกาล 2004/05 ที่ซึ่งเขาจะได้เจอกับ รุด ในพรีเมยร์ ลีก แต่มันดันเป็นปีที่ รุด มีอาการเจ็บ ลงเล่นได้แค่ 17 เกมเท่านั้น
ไคลเวิร์ต ด้วยวัย 28-29 น่าจะเป็นจุดสูงสุดของอาชีพ แต่เขากลายเป็นจอมเพนจร ย้ายจากนิวคาสเซิ่ล ไปบาเลนเซีย ไป พีเอสวี และ ลีลล์ สโมสรสุดท้ายของเขา ซึ่งเขาแขวนสตั๊ดด้วยวัยแค่ 32 ปีเท่านั้นในหน้าร้อนปี 2008
ส่วน รุด จากแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ได้ย้ายไป เรอัล มาดริด ที่ซึ่งเขาเป็นตัวหลักอยู่ถึง 2 ปี ก่อนโดนอาการเจ็บเล่นงานอีกครั้ง เขากลับมาได้ ก็ย้ายไปอยู่กับ ฮัมบูร์ก อาศัยประสบการณ์ ทำประตูสำคัญให้ทีม และมีส่วนขัดเกลานักเตะรุ่นน้องหนึ่งในนั้นคือ ซน ฮึง มิน
กระทั่งย้ายมาแขวนสตั๊ดกับมาลาก้า ด้วยวัย 36 ปี ซึ่งเขาก็ยังแสดงให้เห็นถึงแววของการเป็นยอดกองหน้า แม้สภาพร่างกายจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้วก็ตาม
รุด ฟาน นิสเตลรอย และ พาทริค ไคลเวิร์ต เคยประสานงานกันในนามทีมชาติ 25 นัด ฮอลแลนด์แพ้เพียงแค่ 5 นัดเท่านั้น โดยยิงได้ 45 ประตู เสีย 27 ประตู
แต่สถิติที่ทั้งคู่ประสานงานกันจนเป็นประตูโดยตรง เกิดขึ้นแค่ หนเดียว คือเกมอุ่นเครื่องเสมออังกฤษ 1-1 เมื่อปี 2002 โดยเป็น รุด ที่จ่ายให้ ไคลเวิร์ต ทำประตู
จริงๆ ในยุคนั้น ฮอลแลนด์ มีโคตรดาวยิงเต็มไปหมดจนเรียกตัวมาติดทีมไม่ครบ นอกจากทั้งคู่แล้วยังมีอย่าง ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์, รอย มาคาย, จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ หากแต่ รุด และ ไคลเวิร์ต ยังเป็น 2 ชื่อแรกที่ถูกนึกถึงอยู่ดี
ทั้งคู่   เกิดวันเดียวเดือนเดียวปีเดียวกัน แต่เส้นทางสวนทางกันอย่างมาก มีจุดตัดร่วมกันเพียงไม่นาน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีแฟนบอลคนไหนจะลืม 2 กองหน้าปรากฎการณ์ที่อาจหาได้ยากยิ่งโดยเฉพาะในยุคนี้ อย่าง ฟาน นิสเตลรอย และ ไคลเวิร์ต แน่นอน
ได้อ่านเรื่องเด็ดๆกันไปแล้ว อย่าลืมเจอกับเว็บไซต์โดดเด่นและฉับไว MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment