breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" หนีแมนฯยูไนเต็ดสู่โคลอมเบีย "

อัพเดตเมื่อ : July 08, 2021 4:23pm โดย : admin

ควบคู่ไปกับ ยูโร 2020 คราวนี้ก็คือ โกปา อเมริกา แม้กระแสจะค่อนข้างเงียบแต่นักเตะดังๆ ที่เรารู้จักกันดีก็ไปร่วมทำการแข่งขันมากมาย
ชิลี เองก็เป็นอีกทีมที่มักทำผลงานได้ดีใน โกปา อเมริกา สำหรับในครั้งนี้ พวกเขามีกองหน้าที่แทบไม่คุ้นหู คุ้นชื่อมาก่อนอยู่ในทีม แถมเป็นคนพังประตูชัยพาชิลี ชนะโบลิเวีย 1-0 ได้ด้วย นักเตะคนนั้นชื่อ Ben Brereton
ดูแล้วไม่น่ามีความเป็นชิลี ความเป็นอเมริกาใต้สักเท่าไหร่ จริงๆ กองหน้าวัย 22 ปีคนนี้ก็คือ เบน เบรเรตัน หัวหอกจากแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส นั่นเอง เขาเคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษชุดยู-19 และยู-20 มาแล้วด้วย
เบรเรตัน ไม่ได้มีเชื้อสายชิลีใดๆ เป็นเด็กสโต๊ค เกิดที่ สโต๊ค-ออน-เทรนท์ แท้ๆ แต่สมาคมฟุตบอลชิลี ค้นพบว่าแม่ของเขา เกิดที่ชิลี มีพาสปอร์ตชิลี ดังนั้นเลยสามารถเรียกตัว เบรเรตัน ไปเล่นให้ชิลีได้ เลยดำเนินการเรื่องนี้ และเบน เบรเรตัน ก็ประเดิมสนามให้ชิลี เป็นครั้งแรกใน โกปา อเมริกา หนนี้เอง
นักฟุตบอลจากสหราชอาณาจักร + อเมริกาใต้ มันดูเป็นอะไรที่ไม่น่าเข้ากันได้เลย วัฒนธรรม, สภาพแวดล้อมอากาศ, อาหารการกิน แม้แต่แนวทางการเล่นฟุตบอลก็ด้วย
เมื่อ 3-4 ปีมานี้ มีการทำสกู๊ปเกี่ยวกับ จอร์จ ซอนเดอร์ส มิดฟิลด์ชาวลอนดอนแท้ๆ เคยเป็นเด็กปั้นอาร์เซน่อล ตั้งแต่ตัวยังกระเปี๊ยก แต่จากนั้นไปฝึกวิชาในสเปน เล่นให้บียาร์เรอัล, เลบันเต้ รวมถึงเอสปันญ่อล สมัยทีมเยาวชน
เขาตระเวนไปเล่นในบราซิล และโคลอมเบีย ล่าสุดอยู่กับ เอ็นวิกาโด้ สโมสรในโคลอมเบีย และเคยประกาศว่าเขาอยากติดทีมชาติโคลอมเบียด้วย เขาถูกระบุว่าเป็น "นักเตะบริติชคนเดียวของลีกฟุตบอลอาชีพในอเมริกาใต้"
จริงๆ แล้วมันบังเอิญมากที่ โคลอมเบีย กับนักฟุตบอลจากยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ เคยมีความเกี่ยวพันกันมาก่อน เป็นเรื่องที่ต้องย้อนไปในทศวรรษที่ 1950s ในยุคที่ฟุตบอลลีกโคลอมเบีย ถูกเรียกชื่อเล่นว่า "เอล โดราโด้" หรือยุคทอง
คำว่า "เอล โดราโด้" เป็นคำในศตวรรษที่16 ที่นักสำรวจชาวสเปน เอ่ยถึงหัวหน้าชนเผ่าลึกลับ ผู้เคลือบตัวเองด้วยทองทั้งตัว เป็นการตามหาขุมทองในตำนาน แต่สำหรับ เอล โดราโด้ ของวงการฟุตบอลโคลอมเบีย มันคือการไปขุดทองที่จับต้องได้จริงๆ


 
ฟุตบอลลีกของโคลอมเบีย กลายเป็นฟุตบอลอาชีพเต็มตัวในปี 1948 แชมป์ลีกปีแรกของพวกเขาคือ อินเดเปนเดียนเต้ ซานตา เฟ่ แต่พอปี 1949 DIMAYOR หรือองค์กรฟุตบอลลีกของพวกเขาก็แตกหักกับ สมาคมฟุตบอลโคลอมเบีย (ลองนึกภาพพรีเมียร์ลีกทะเลาะกับ เอฟเอ) ทำให้ ฟีฟ่า ตัดสินใจลงโทษโคลอมเบีย ด้วยการแบนทั้งสโมสรและทีมชาติจากการแข่งขันระดับนานาชาติ
แต่การแบนนี้ ไม่ได้ส่งผลให้การแข่งขันฟุตบอลลีกในโคลอมเบีย ต้องล้มเลิกไปด้วย กลับกัน มันกลายเป็นช่วยทำให้เกิดยุคทองของวงการฟุตบอลลีกในประเทศของพวกเขา
ยุคนั้น เรื่องสัญญาของนักเตะกับสโมสรต่างๆ ยังไม่เป็นระบบระเบียบอย่างทุกวันนี้ และการที่ลีกโคลอมเบีย โดนฟีฟ่า ตัดหางปล่อยวัด ก็เท่ากับพวกเขาเป็น "พวกนอกกฎหมาย"
ทำให้สโมสรในโคลอมเบีย สามารถดึงนักเตะจากที่ไหนๆ ก็ได้ในโลกมาเล่นโดยไม่ต้องจ่ายค่าตัว เพราะลีกนี้ ไม่ผูกพันกับข้อกำหนดของฟีฟ่าเหมือนลีกอื่นๆ
ส่งผลต่อเนื่องให้ฟุตบอลลีกโคลอมเบีย มีสภาพเป็นเหมือน "ซูเปอร์ลีก" เพราะสามารถจ่ายค่าจ้างนักเตะได้แบบสุดแพง แพงกว่าที่ไหนในโลกนี้
ตอนนั้นพอดีกับที่นักเตะในอาร์เจนติน่า สไตรค์สมาคมฟุตบอล เลยเป็นโอกาสดีที่สโมสรต่างๆ ในโคลอมเบีย คว้านักเตะเหล่านี้มาร่วมทีมมากมาย อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ ก็คือหนึ่งในนั้น (ในภายหลังเขาถึงได้ย้ายไปเป็นตำนานของ เรอัล มาดริด)
นักเตะเก่งๆ จากบราซิล จากอาร์เจนติน่า ย้ายมาเล่นที่โคลอมเบีย ไม่เว้นแม้แต่นักเตะจากยุโรป โดยเฉพาะจากฮังการี ในยุคที่ฮังการี ยังเป็นหนึ่งในชาติที่แข็งแกร่งเชิงฟุตบอล
นักเตะชาวอังกฤษก็สนใจ "เอล โดราโด้" ครั้งนี้ มิโยนาริโอส ที่คว้าตัว ดิ สเตฟาโน่ มาร่วมทีมได้เซ็นเอา บิลลี่ ฮิกกิ้นส์ มาจากเอฟเวอร์ตัน และบ็อบบี้ ฟลาเวลล์ แข้งสก็อตติช มาจากฮาร์ทส์ ออฟ มิดโลเธียน
ส่วนทีมแชมป์อย่าง อินเดเปนเดียนเต้ ซานตา เฟ่ สโมสรดังแห่งโบโกต้า เมืองหลวง พวกเขาเซ็น 2 แข้งจากสโต๊ค ซิตี้ คือ นีล แฟรงคลิ่น และ จอร์จ เมาน์ทฟอร์ด พร้อมกับอีก 1 นักเตะจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด


 
ชาร์ลี มิทเท่น คือกองหน้าตัวข้าง หรือ Outside forward ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
มิทเท่น เกิดในย่างกุ้ง ประเทศพม่าในปี 1921 เนื่องจากพ่อของเขาเป็นทหารประจำการอยู่นั่นในช่วงที่อังกฤษยังเป็นเจ้าอาณานิคมของพม่า แล้วย้ายกลับมาอังกฤษภายหลัง
เขาเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1936 แต่จากนั้นไม่นานสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ระเบิดขึ้้นทำให้เข้าร่วมกองทัพอากาศ รบในสงครามด้วย และยามสงคราม เขาก็เล่นในเกมแบบไม่ทางการให้กับทั้งเชลซี และเซาธ์แฮมป์ตัน
กว่าสงครามจะสงบ และฟุตบอลลีกกลับมาเตะกันอีกครั้ง ชาร์ลี มิทเท่น ก็อายุ 25 ปีแล้ว เขากลับมาเซ็นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นนักเตะอาชีพตอนปี 1946 แล้วก็กลายเป็นกำลังหลักในยุคแรกที่ เซอร์ แม็ท์ บัสบี้ คุมทีม
ในปี 1950 แมนฯ ยูไนเต็ด มีไปทัวร์ในทวีปอเมริกาทั้งหมด 12 นัด ซึ่ง มิทเท่น พบว่าฟุตบอลมันได้รับความนิยมไปทั่วโลก แต่ค่าจ้างนักเตะมันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ตอนนั้นเขารับอยู่ที่ 12 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งขณะนั้นในอังกฤษมีเพดานค่าจ้างอยู่
ระหว่างทัวร์ในโคลอมเบีย มิทเท่น ก็ได้รับการติดต่อให้ไปเล่นกับ ซานตา เฟ่ พร้อมข้อเสนองามๆ เขาตกลงทันที ด้วยอายุย่าง 30 ปี บางทีเงินทองก็เป็นเรื่องสำคัญ
ชาร์ลี มิทเท่น ได้รับเงินเซ็นกินเปล่า 5,000 ปอนด์ และค่าจ้างสัปดาห์ละ 40 ปอนด์ หรือกว่า 3 เท่าของที่รับกับแมนฯ ยูไนเต็ด ทำให้เขาโดนตราหน้าว่า "The Bogota Bandit" โจรแห่งโบโกต้า


 
การแยกตัวไปของเขาทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหามากเพราะเขาคือตัวหลักของทีม ยิงไปถึง 50 ประตูจาก 142 นัดที่ลงสนาม
สมาคมฟุตบอลโคลอมเบีย เคลียร์ความบาดหมางกับองค์กรฟุตบอลลีกได้ และไปเคลียร์ใจกับทางฟีฟ่า ว่าจะกลับเข้าสู่ระบบภายในปี 1954 นั่นทำให้ยุคทอง ยุคเงินสะพัดของฟุตบอลลีกในโคลอมเบียถึงคราวยุติ ในช่วง 5 ปีนั้นมันเป็นยุคที่ลีกของพวกเขาเฟื่องฟูสุดขีดจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ชีวิตในโคลอมเบีย สำหรับนักเตะจากอังกฤษและสหราชอาณาจักร มันไม่น่าจะเข้ากันได้ และมันถูกพิสูจน์มาแล้ว  
ชาร์ลี มิทเท่น ไม่ได้อยู่รอจนยุคทองสิ้นสุด แม้จะได้รับค่าจ้างงามๆ แต่เพียงปีเดียวเขาก็ต้องกลับอังกฤษ เขาเป็นโรคโฮมซิค คิดถึงบ้าน  เขาฝากผลงานกับ ซานตา เฟ่ ไว้ด้วยการยิง 15 ประตูจาก 34 นัด
ปี 1951 เขากลับอังกฤษ เรียกว่าเดินเข้ามาสู่ระบบอีกครั้ง นั่นทำให้ เอฟเอ สั่งปรับเงินเขาเป็นจำนวนค่าจ้าง 6 เดือน และแบนเป็นระยะเวลาหนึ่ง
แม็ทท์ บัสบี้ ที่ยังโกรธในการตัดสินใจแยกตัวไปของเขา ตัดชื่อเขาออกจากสโมสร แม้ตามสัญญาเดิมของเขาจะยังมีอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด สุดท้าย ปีศาจแดง ตัดสินใจขายเขาไปให้ฟูแล่ม 22,000 ปอนด์ เมื่อเดือนธันวาคม 1951
ชาร์ลี มิทเท่น เล่นให้ ฟูแล่มอยู่ 4 ปี แล้วย้ายไปแขวนสตั๊ดกับแมนส์ฟิลด์ ด้วยวัย 37 ปี ในฐานะผู้เล่น/ผู้จัดการทีม
เขายังเคยคุมนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด อยู่ถึง 3 ปี ระหว่างปี 1958-61 และคุมอัลทริงแคม สโมสรใกล้บ้านที่แมนเชสเตอร์ 1 ปี จากนั้นก็แทบจะไม่มีบทบาทในวงการฟุตบอลจริงๆจังๆอีก
อย่างไรก็ตามตระกูลของเขาเป็นที่รู้จักกันในวงการฟุตบอลเป็นอย่างดี อัลเบิร์ต สแกนล่อน หลานของเขาก็เล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ด และเป็นหนึ่งในคนที่รอดจากเหตุการณ์ที่มิวนิค
หลานของ ชาร์ลี มิทเท่น อีกคนที่ยังเป็นที่รู้จักก็คือ แอนดี้ มิทเท่น นักข่าวชื่อดังของแมนเชสเตอร์ อีฟว์นิ่ง นิวส์ โดยปู่ของ แอนดี้ เป็นพี่น้องกับ ชาร์ลี นั่นเอง
ส่วนใครอยากหาเว็บไซด์ที่ร่วมสนุก มีจบครบพร้อม มาลองที่ MYSBOBET พร้อมบริการรวดเร็วฉับไว พาคุณมันได้ 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment