breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" จิมมี่ กรีฟส์ ฮีโร่ผู้ถูกลืม "

อัพเดตเมื่อ : September 22, 2021 7:30pm โดย : admin

เมื่อไม่นานมานี้ โลกลูกหนังได้สูญเสีย แกร์ด มุลเลอร์ หนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลไปด้วยวัย 75 ปี
ย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา วงการฟุตบอลสหราชอาณาจักร ก็ต้องเศร้ากับการจากไปของ เอียน เซนต์ จอห์น กองหน้าทีมชาติสก็อตแลนด์ และตำนานลิเวอร์พูล
เซนต์ จอห์น จากไปด้วยวัย 82 ปี ในยุค 80s-90s เขาเคยเป็นพิธีกรรายการฟุตบอลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในชื่อ เซนต์ แอนด์ กรีฟซี่
คู่หูพิธีกรของเขาก็คือ จิมมี่ กรีฟส์ ยอดดาวยิงทีมชาติอังกฤษของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
เมื่อวันที่ 19 กันยายน จิมมี่ กรีฟส์ ก็อำลาโลกนี้ไปอีกคนด้วยวัย 81 ปี เขาจะได้ขึ้นไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ร่วมรุ่น และอาจได้พูดคุยถึงรายการ "เซนต์ แอนด์ กรีฟซี่" กับ เอียน เซนต์ จอห์น ที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้วครึ่งปี
ในบรรดากองหน้าอังกฤษ ยุคหลังๆ เรายกย่อง อลัน เชียเรอร์, ไมเคิ่ล โอเว่น, เวย์น รูนี่ย์ จนมาถึง แฮร์รี่ เคน
แต่ถ้าพูดถึงตำนาน การเป็นโคตรเพชฌฆาต เรามักได้ยินชื่อของ แน็ทท์ ลอฟท์เฮาส์ ตำนานโบลตัน, ดิกซี่ ดีน พ่อปู่แห่งกูดิสัน พาร์ค ที่มีรูปปั้นให้แฟนเอฟเวอร์ตันได้ไปสักการะตรงหน้าสนามเลย


 
อีกหนึ่งคนที่ถูกลืมเลือนไปก็คือ จิมมี่ กรีฟส์
จากปากคำของผู้ที่ได้ชมฝีเท้าของ กรีฟส์ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือกองหน้าที่เก่งที่สุดที่อังกฤษเคยมี ไม่ใช่แค่แฟนบอลด้วย เพราะแม้แต่ เซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ แฮททริกฮีโร่จากฟุตบอลโลก 1966 ก็พูดแบบนี้
"(อังกฤษ) มีนักเตะยิ่งใหญ่หลายราย แต่สำหรับกองหน้า ที่ถูกตัดสินด้วยจำนวนประตูแล้วละก็ ไม่มีใครใกล้เคียงเขาเลย" เฮิร์สท์ ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปีที่แล้ว
ในปีหลังๆ เรามักได้ยินชื่อ จิมมี่ กรีฟส์ จากข่าวที่ว่าเขาเข้าออกโรงพยาบาลหลายรอบ มีปัญหาสุขภาพในวัย 80ปี
จิมมี่ กรีฟส์ ถือเป็นกองหน้าสมัยใหม่ ที่ไปอยู่ในยุคเก่า เขามีคุณสมบัติครบสำหรับการเป็นกองหน้าชั้นยอด เลี้ยงบอลได้ดี เร่งฝีเท้าระยะสั้นๆ ได้ดีมาก คล่องแคล่วในกรอบเขตโทษ ที่สำคัญ จบสกอร์ได้ทุกรูปแบบ เท้าซ้าย เท้าขวา ยิงแรง ยิงดีดด้วยปลายเกือก วอลเล่ย์ ฮาล์ฟวอลเล่ย์ โหม่ง ฟรีคิก
ลองนึกภาพนักเตะยุค 60s ที่เล่นในสภาพสนามที่เป็นปลัก รองเท้าสตั๊ดหนักและหนา กับลูกบอลหนังหนาๆ แต่ยังเคลื่อนไหวไปกับบอลได้เหมือนนักเตะสมัยนี้
ที่สำคัญ สถิติการทำประตูของ กรีฟส์ น่าเหลือเชื่อมากๆ เขาเป็นเจ้าของสถิติดาวยิงตลอดกาลของลีกสูงสุดอังกฤษที่ 357 ประตู จากการลงเล่น 516 นัด
(อลัน เชียเรอร์ เล่นตั้งแต่สมัยเป็นดิวิชั่น 1 จนเปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ ลีก ทำได้รวม 283 ประตูจาก 559 นัด)
กรีฟส์ เกิดแถบ เมเนอร์ โร้ด ใกล้กับสนามอัพตัน พาร์ค ของ เวสต์แฮม แต่เขาถูกเซ็นโดยเชลซี ตั้งแต่เป็นนักเตะระดับโรงเรียน จากนั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของเชลซีตั้งแต่อายุ 17 ปี เมื่อปี 1957
เพียงปีแรกที่เป็นนักเตะชุดใหญ่ กรีฟส์ ยิงไปถึง 22 ประตูจาก 35 นัดในดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดอังกฤษ เขากระทุ้งให้ทีมสิงห์บลูส์ 125 ประตูจาก 157 นัดใน ดิวิชั่น 1
กระทั่งปี 1961 ด้วยอังกฤษยุคนั้นมีเพดานเงินเดือนที่ 19 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ทำให้ กรีฟส์ ตัดสินใจย้ายไปเล่นในอิตาลี กับ เอซี มิลาน


 
โดยตอนนั้นแม้วัยเพียง 21 ปี แต่เขาก็กลายเป็นเจ้าของสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของเชลซี ที่จำนวน 132 ประตูในทุกรายการ
ที่ มิลาน กรีฟส์ ได้เงินถึง 140 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เงินกินเปล่าอีก 15,000 ปอนด์
อย่างไรก็ดี เขามีปัญหาในการปรับตัวกับเกมในอิตาลี ที่นี่การฝึกซ้อมเข้มงวดกว่าในอังกฤษ ไลฟ์สไตล์แตกต่างออกไป
จิมมี่ กรีฟส์ ขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะ "คุณได้ยินคำว่า อัจฉริยะ และมันคือคำที่ใช้กับ จิมมี่ ได้พอดีจริงๆ" เจฟฟ์ เฮิร์สท์ เคยกล่าวเอาไว้
เขาเป็นกองหน้าที่ผ่อนคลาย ไม่ได้เข้มข้นขึงขัง ข้อดีคือทำให้เขามีสภาพจิตใจที่นิ่ง เยือกเย็น ไม่กดดัน เมื่อเจอสถานการณ์หน้าปากประตูเขาไม่เคยลนลานเลย
แต่นั่นก็ส่งผลต่อเรื่องของการฝึกซ้อมที่ปรับเข้ากับแบบฉบับอิตาเลี่ยนไม่ได้ เขายิงไป 9 ประตูจาก 12 นัดให้มิลาน ก็กลับอังกฤษ ในปลายปี 1961
ปรมาจารย์ บิล นิโคลสัน ผู้จัดการทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ จ่ายเงิน 99,999 ปอนด์ให้ มิลาน โดยเป็นค่าตัวที่แปลก แต่เหตุผลคือไม่อยากให้เกิดความกดดันว่า กรีฟส์ คือนักเตะบริติช คนแรกที่ค่าตัว 1 แสนปอนด์
กับ สเปอร์ส กรีฟส์ สร้างชื่อทันที พาสเปอร์สทำดับเบิ้ลแชมป์ โดยเขาเองยิงในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่เอาชนะเบิร์นลี่ย์ 3-1 ได้ด้วย
กรีฟส์ คือตัวเลือกแรกในตำแหน่งกองหน้าของทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 1962 ที่ชิลี โดยเขาทำไป 1 ประตูในเกมชนะอาร์เจนติน่า 3-1 แต่สุดท้ายทีมตกรอบด้วยน้ำมือบราซิล แชมป์ในบั้นปลาย
4 ปีต่อมา อังกฤษเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ความคาดหวังทุกอย่างมารวมกันที่นี่ อังกฤษมีทีมที่ดี และ จิมมี่ กรีฟส์ ในวัย 26 ปี กำลังแข็งแกร่ง
อัลฟ์ แรมซี่ย์ จัดเขาเป็นตัวจริงของทีม อังกฤษเสมออุรุกวัย 0-0 ในเกมแรก, นัดต่อมาเอาชนะเม็กซิโก 2-0 จาก บ็อบบี้ ชาร์ลตัน และ โรเจอร์ ฮันท์
นัดสุดท้าย อังกฤษเอาชนะฝรั่งเศสได้อีก 2-0 จากการเหมาของ โรเจอร์ ฮันท์ แต่เกมนี้คือจุดพลิกผันสำหรับ จิมมี่ กรีฟส์
เขาโดน โฌแซฟ บงแนล มิดฟิลด์ตราไก่เสียบใส่หน้าแข้งจนได้รับบาดเจ็บเย็บ 14 เข็ม ทำให้ต้องพลาดในเกมรอบน็อคเอาท์
ยุคนั้น ไม่มีการเปลี่ยนตัว หมายความว่า 11 คนแรก มีความหมายอย่างที่สุด และหากคุณได้แชมป์ เหรียญแชมป์จะมอบให้เฉพาะแค่ 11 คนที่ได้ลงเล่นเท่านั้น (ฟุตบอลโลก 1970 เป็นครั้งแรกที่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนตัว)
มันไม่ใช่แค่จุดเปลี่ยนสำหรับ จิมมี่ กรีฟส์ แต่มันคือจุดเปลี่ยนสำหรับอังกฤษ, อัลฟ์ แรมซี่ย์ รวมถึง เจฟฟ์ เฮิร์สท์ด้วย
อาการเจ็บของ กรีฟส์ ทำให้ แรมซี่ย์ เลือกส่ง เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ลงเป็นตัวจริงในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับอาร์เจนติน่า และ เฮิร์สท์ คือคนพังประตูชัยให้ทีมชนะ 1-0
รอบรองชนะเลิศ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ยังคงยึดตัวจริงต่อ อังกฤษเจอกับโปรตุเกสที่มี ยูเซบิโอ นำทัพ และเป็น บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ทำคนเดียว 2 ประตู พาทีมทะลุเข้าชิงชนะเลิศกับเยอรมันตะวันตก
ก่อนหน้านัดชิงชนะเลิศ จิมมี่ กรีฟส์ ฟิตพอที่จะลงสนามได้แล้ว แต่ในที่สุด อัลฟ์ แรมซี่ย์ เลือกเชื่อสัญชาติญานตัวเอง เขายังไม่เปลี่ยนทีมที่กำลังทำผลงานได้ดี นั่นหมายความว่า เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ยึดตำแหน่งตัวจริงต่อไปตามเดิม
ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีว่าสุดท้ายเป็น เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ที่กลายเป็นแฮททริกฮีโร่ ทำคนเดียว 3 ประตู ช่วยอังกฤษคว้าแชมป์โลกสมัยแรกและสมัยเดียวได้สำเร็จ
นี่คือความในใจของ จิมมี่ กรีฟส์ เกี่ยวกับนัดชิงชนะเลิศนัดนี้ ที่เขาได้เล่าเอาไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ


 
"ผมยิงไม่ได้ใน 2 เกมแรกแต่ อัลฟ์ แฮปปี้กับผม เพราะเขาเลือกผมลงเล่นกับฝรั่งเศส เกมสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่มของเรา"
"นั่นคือตอนที่มันเกิดเรื่องขึ้น การเข้าสกัดรุนแรงจาก บงแนล เขาลากปุ่มสตั๊ดบนหน้าแข้งผม ขาผมฉีกเลือดแดงฉาน สมัยนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนตัว ดังนั้นหลังจากมีการทำแผลจากเทรนเนอร์ของเรา แฮโรลด์ เชพเฟิร์ดสัน ผมก็ลงไปเล่นต่อ"
"หลังเกม ผมเย็บ 14 เข็ม และยังมีแผลเป็นเห็นได้ชัดไปอีกหลายปี นั่นไม่ใช่แผลที่ใหญ่ที่สุดนะ กลับไปที่ห้อง ผมตระหนักว่าถ้าอังกฤษเข้าชิง ผมจะไม่ได้ลงเล่น ฟุตบอลโลกของผมจบแล้ว"
"ตอนเราเอาชนะโปรตุเกสในรอบรอง ผมดีใจกับเพื่อนร่วมทีมของผม แต่ผมก็ผิดหวังและเศร้าด้วย เพราะผมรู้ว่าผมจะพลาดโอกาสที่จะสร้างประวัติศาสตร์ แต่ไม่มีเลยสักนาทีที่ผมจะอิจฉา นั่นไม่ใช่ผม"
"ความผิดหวังของผมเป็นเพราะ บงแนล ของฝรั่งเศสและอาการเจ็บที่ได้มาจากการปะทะนั้น และผมบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้อาฆาตแค้นอะไรเขาด้วย อาการเจ็บมันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นนักฟุตบอล"
"ขณะที่ผมแน่ใจ 99% ว่า อัลฟ์ จะไม่เปลี่ยนทีมที่กำลังทำได้ดี อีก 1% ที่เหลือผมก็หวังว่าเขาจะเปลี่ยน แต่เมื่อเช้าวันชิงชนะเลิศมาถึง เขาท่าทางห่างเหิน ผมรู้สึกได้เลยว่าเขาตัดสินใจแล้ว"
"ผมกลับเข้าห้องของผม และเริ่มเก็บข้าวของ บ็อบบี้ มัวร์ รูมเมตของผมถามว่าผมจะทำอะไรกันแน่"
"'สำหรับฉันมันจบลงแล้วพวก' ผมตอบเขา 'ฉันเตรียมพร้อมที่จะฉากหลบไปทันทีเมื่อนัดชิงจบลง'"
"'พรุ่งนี่นายค่อยทำก็ได้' บ็อบบี้ บอก 'เราทุกคนจะเพลิดเพลินกันสัก 2-3 แก้วคืนนี้ ด้วยกันทั้งหมด เพื่อฉลองการเป็นแชมป์โลกของเราไง'"
อัลฟ์ ไม่ได้พูดอะไรมากนัก เขาแค่บอกผมว่าเขาจะไม่เปลี่ยนทีม และหวังว่าผมจะเข้าใจเหตุผลของเขา
'แน่นอน อัลฟ์' ผมบอกเขา 'พวกเขาจะคว้าแชมป์ให้คุณ และอังกฤษ'
'ฉันก็ว่างั้น' เขาตอบ และจากนั้นก็เดินไปคุยกับนักเตะคนอื่นๆ ที่จะมานั่งกับผมที่ข้างสนาม
"เมื่อนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น และอังกฤษได้แชมป์โลก ผมวิ่งลงไปในสนาม และคว้านักเตะคนแรกที่ผมเจอ น็อบบี้ สไตล์ส ผมเต้นไปรอบๆ สนามเวมบลีย์ กับคนอื่นๆ แต่แม้กระทั่งในโมงยามแห่งชัยชนะ ลึกลงไปผมรู้สึกเศร้า ผมพลาดเกมแห่งชีวิตของผม"
"เมื่อการฉลองเข้าสู่ความสนุกสุดเหวี่ยงในคืนนั้น ผมก็ฉากหลบออกมา กลับไปที่โรงแรม เก็บกระเป๋า และกลับบ้าน"
"ภายหลัง บ็อบบี้ มัวร์ บอกผมว่า อัลฟ์ คิดว่าผมไม่อยากเห็นหน้าเขา แต่มันไม่ใช่เลย ผมดีใจกับอัลฟ์ และไม่อยากทำลายบรรยากาศในโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของเขา ด้วยการให้เขาเห็นความเจ็บปวดในดวงตาของผม"


 
จิมมี่ กรีฟส์ นั้นเป็นคนผ่อนคล้าย บุคลิกของเขานอกสนามก็เหมือนในสนาม เขาชอบดื่ม แต่เขายืนยันว่าอาการป่วยในฤดูกาลก่อนฟุตบอลโลก 1966 มาถึงนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้
เขาบอกว่าทำงานหนัก ซ้อมหนักอย่างไม่เคยทำมาก่อนเพื่อให้ติดทีมชุดฟุตบอลโลก เขาทำได้ และด้วยการสนับสนุนจาก บ็อบบี้ มัวร์ ในที่สุด เขาก็กลายเป็นตัวจริง แต่โชคชะตาก็มาเล่นตลกในช่วงโค้งสุดท้าย
ฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นเป็นทีม แต่มันไม่ใช่แค่ทีม (Team) แต่มันคือขุมกำลังทั้งหมด (Squad) ต่างหาก
ฟีฟ่า มีการมอบเหรียญชนะเลิศให้กับทุกคนนับจากฟุตบอลโลกปี 1974
ในภายหลัง ฟีฟ่า และเอฟเอ เองก็ได้มีการมอบเหรียญแชมป์โลกย้อนหลังให้กับนักเตะทุกคนที่เคยได้แชมป์โลก ไม่ใช่แค่ 11 คนแรกที่ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศเท่านั้น
ปี 2009 จิมมี่ กรีฟส์ จึงได้เหรียญแชมป์ที่เขารอคอยมานาน
เซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ผู้ที่ได้โอกาสลงเล่นแทนเขา และสร้างชื่อจากนัดชิงชนะเลิศ เปิดเผยเอาไว้ว่า "ผมถูกถามว่ามีความเป็นปรปักษ์ระหว่างจิมมี่กับผมหรือไม่ เพราะผมแย่งตำแหน่งเขา? แต่มันไม่เคยมีเลยแม้แต่วินาทีเดียว"
สำหรับ จิมมี่ กรีฟส์ แม้เขาจะผิดหวัง แต่เขาไม่เคยคิดร้ายหรือริษยาใครเลยแม้แต่น้อย
จิมมี่ กรีฟส์ เล่นให้อังกฤษ 57 นัด ยิงได้ถึง 44 ประตู ตลอดเส้นทางอาชีพ เขาได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในกองหน้าเก่งสุดตลอดกาลที่อังกฤษเคยมี
ทว่าหลายคนก็ลืมไปว่า เขาคือหนึ่งในนักเตะชุดแชมป์โลกครั้งประวัติศาสตร์นั้นเหมือนกัน นี่คือหนึ่งในฮีโร่ผู้ถูกลืมแห่งทัพสิงโตคำราม
ขอให้พักผ่อนอย่างสงบตลอดไป จิมมี่ กรีฟส์
อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment