breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" รานิเอรี่ เส้นทางสู่ปาฏิหาริย์ "

อัพเดตเมื่อ : October 17, 2021 5:59pm โดย : admin

ฉายาของผู้จัดการทีมที่ชื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ มีมากมาย หนึ่งในชื่อที่โดนเรียกบ่อยจนติดปากคือตอนที่เขาคุมเชลซี นั่นก็คือ The Tinkerman
ตอนนี้ The Tinkerman คัมแบ็กสู่พรีเมียร์ ลีก อีกครั้ง เขาจะมาเป็นกุนซือคนใหม่ของวัตฟอร์ด
คำว่า Tinker แปลว่าปรับโน่น เปลี่ยนนี่ทีละเล็กละน้อย ทำบ่อยๆ เสมอๆ ชื่อ The Tinkerman สื่ออังกฤษมอบให้ รานิเอรี่ เพราะตอนคุมเชลซี เขาแทบไม่เคยใช้ทีมซ้ำ ระบบการเล่นซ้ำ คอยปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เพราะไม่เจอทีมที่ดีที่สุดเสียที
ชื่อของ รานิเอรี่ ผูกพันกับสโมสรใหญ่มาตลอดเส้นทางอาชีพ มีทั้งขึ้นสูงและดิ่งลงเหว แต่ช่วงหลัง เมื่อเรามองภาพของกุนซืออาวุโสรายนี้ ภาพที่เราเห็นคือภาพของ "ความสุข" มากกว่าอย่างอื่น
รานิเอรี่ มักโดนมองว่าเป็นได้แค่ "พระรอง" หรือแค่เกือบ เท่านั้น ไม่เคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเลยตลอดอาชีพการคุมทีม แต่ในบางเรื่องราว แค่ครั้งเดียวที่น่าจดจำ ก็มีค่ามากกว่าหลายครั้งแต่จืดชืด
หนึ่งในเรื่องราวฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นกับตัวเลข 5,000/1 เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก ก่อนฤดูกาล 2015/16 จะเริ่มต้น
เมื่อฤดูกาลจบลง ทั่วโลกต้องพุ่งสายตามาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม สื่อใหญ่ทุกสำนักขอคิวเข้าสัมภาษณ์เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสโมสร นักเตะ และแน่นอนทีมงานโค้ชที่นำโดย เคลาดิโอ รานิเอรี่


 
ดิลลิดิง ดิลลิดอง! นี่คือเส้นทางของ เคลาดิโอ
รานิเอรี่ เป็นชาวโรมโดยกำเนิด เริ่มเล่นฟุตบอลกับโรม่า แต่แจ้งเกิดไม่ได้จึงย้ายลงใต้เรื่อยๆ เล่นกับ คาตันซาโร่, คาตาเนีย และ ปาแลร์โม่ เขาลงเล่นรวมทั้งสิ้น 363 นัดในฐานะกองหลัง แม้จะไม่ใช่นักเตะระดับท็อปจนติดทีมชาติ แต่ก็ได้รับการนับถือเป็นผู้เล่นที่มีผลงานสม่ำเสมอไม่น้อยเลย
พอปี 1986 ในวัย 35 ปีเขาแขวนสตั๊ด ก็หันมาเป็นโค้ชทันที เขาจับงานคุมทีมเล็กๆ อย่าง วิกอร์ ลาเมเซีย และ ปูเตโอลาน่า ก่อนจะได้รับงานที่ได้รับการจับตามองครั้งแรกที่กายารี่ ในปี 1988
รานิเอรี่ ในวัยหนุ่มพากายารี่เลื่อนชั้นสองปีติด จนกระโดดมาสู่ กัลโช่ เซเรีย อา ได้ในทันที และระหว่างนั้นก็ได้แชมป์ถ้วย โคปปา เซเรีย ซี ซึ่งเป็นถ้วยของสโมสรลีกรองๆ ตรงนี้เองที่ รานิเอรี่ เป็นที่รู้จักจากการทำทีมที่ยืดหยุ่น เปลี่ยนระบบการเล่น รูปแบบการเล่นได้โดยไม่ยึดติด ซึ่งภายหลังมันจะกลายมาเป็นจุดที่ทำให้เขาโดนเรียกว่า The Tinkerman
ด้วยผลงานนั้นทำให้เขากลายมาเป็นกุนซือของนาโปลี ในปี 1991 เพราะแม้ทีมดังเนเปิ้ลส์ จะได้แชมป์กัลโช่ตอนปี 1989/90 แต่เริ่มมีปัญหาการเงิน
ผลงานของเขาที่นาโปลี ไม่ประสบความสำเร็จเลย ต้องแยกทางไประหว่างฤดูกาลที่ 2 ที่คุมทีม แต่หนึ่งในความสำเร็จของเขาที่นั่นคือการปั้นและให้โอกาสแก่หนุ่มน้อยชื่อ จานฟรังโก้ โซล่า อย่างจริงๆ จังๆ หลังจากเด็กโซล่า ย้ายมาจากซาสซารี่ ตอร์เรส ทีมในเซเรีย ซี เมื่อปี 1989
รานิเอรี่ ย้ายไปคุมฟิออเรนติน่า ในเซเรีย บี และถูกโฉลกอีกครั้ง พาทีมวิโอล่าได้แชมป์และเลื่อนชั้นในทันที ผลงานของทีมก็ดูดีด้วยในอีก 2 ปีต่อมา จนกระทั่งคว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย และ ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า ในปี 1996 นั่นคือแชมป์เมเจอร์แรกของเขาในการเป็นกุนซือ


 
ยอดนักเตะชุดนี้ที่ได้ร่วมงานกันก็คือกาเบรียล บาติสตูต้า และ รุย คอสต้า นั่นเอง
หลังคุมทีมในบ้านเกิดมา 11 ปี เขาก็ออกไปหาความท้าทายนอกบ้านครั้งแรกในปี 1997 กับบาเลนเซีย ซึ่งตอนนั้นถือเป็นยักษ์หลับ อีกครั้งที่เขาสร้างอิทธิพลต่อทีมได้ทันที
เขานำทีมเข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, อินเตอร์ โตโต้ คัพ และ โกปา เดล เรย์ ซึ่งเขานำทีมชนะ แอตเลติโก้ มาดริด 3-0 ในนัดชิงชนะเลิศ
"เคลาดิโอ" ได้รับเครดิตจากการปั้นนักเตะหนุ่ม กาอิซก้า เมนดิเอต้า กลายเป็นหนึ่งในกองกลางที่เก่งสุดในโลกจริงๆ ตอนนั้น
จากนั้นเขาก็โยกมาคุม แอตเลติโก้ มาดริด ที่เขาเพิ่งเอาชนะมาได้ใน โกปา เดล เรย์ นั่นแหละ แต่หนนี้ไม่ประสบความำเร็จ ไม่เต็มซีซั่นก็โดนปลด
จากนั้นเอง สัมผัสแรกของเขาบนเวทีพรีเมียร์ ลีก ก็เกิดขึ้น นั่นก็คือมาคุมเชลซี ในปี 2000
ตอนแรกเขาพูดอังกฤษไม่ได้เลย แต่เขาเป็นคนที่พยายามสร้างความสัมพันธ์กับสื่ออยู่เสมอ เขาพยายามเรียนรู้ภาษา และมันกลายเป็นเรื่องที่ถูกลือกันตามหน้าสื่อแทบลอยด์ว่าเขาไม่สามารถสื่อสารกับนักเตะในสนามซ้อมได้
นักเตะของเชลซียุคนั้น มีทั้งการดันนักเตะจากทีมเยาวชน แต่ชื่อเสียงเชลซี ยุคนั้นคือเป็นการดึงเอาสตาร์ดังๆ ต่างชาติที่เลยจุดสูงสุดไปแล้ว มาร่วมทีม
แต่ในทีมนั้น ก็มีนักเตะที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่หลายปีก่อน และย้ายมา สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนเขาอีก นั่นก็คือ จานฟรังโก้ โซล่า
เมื่อมีคนบ้านเดียวกัน เป็นขุนศึกคู่ใจ เขาก็ค่อยๆ ปรับทีมเชลซี ให้กลายเป็นทีมระดับ "ลุ้นแชมป์" แม้จะไม่ได้รับการตีราคาโอกาสคว้าแชมป์เท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด และอาร์เซน่อล ก็ตามที
จอห์น เทอร์รี่ ได้รับโอกาสดันขึ้นมาจากทีมเยาวชน ต่อมาก็ซื้อ แฟรงค์ แลมพาร์ด กลายเป็นหัวใจแข้งอังกฤษในทีม บวกกับ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ดาวยิงเท้าพระกาฬที่ยิงระเบิด รายนี้เขาดึงมาพร้อมกับเขา เพราะพอใจฝีเท้าตั้งแต่ที่ แอตเลติโก้ แล้ว
ปี 2002/03 เขานำทีมจบอันดับ 4 ซึ่งดีที่สุดตั้งแต่เขามาคุมทีม ช่วงนี้เองที่เขามักปรับทีมบ่อย จนนำมาสู่การถูกเรียกว่า The Tinkerman
จบปีนั้นเอง ความเปลี่ยนแปลงสำคัญก็มาถึงเมื่อหนุ่มจากรัสเซียนาม โรมัน อับราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์
ทันทีที่เข้ามา โรมัน ก็ทุ่มเงินไม่อั้น เชลซี คว้าตัว เดเมี่ยน ดัฟฟ์, โจ โคล, โคล้ด มาเกเลเล่, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, เกล็น จอห์นสัน ไปจนถึง อาเดรียน มูตู
ผลงานของเชลซี ดีขึ้นทันตาเห็น รานิเอรี่ นำทีมจบด้วยการมี 79 คะแนน เป็นรองแชมป์ ตามเพียงแค่อาร์เซน่อลผู้ไร้พ่ายแค่ทีมเดียว เป็นผลงานดีสุดในรอบ 49 ปีของสโมสร เขานำทีมเข้าถึงรอบตัดเชือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
ทว่านั่นไม่เพียงพอ ในช่วงปลายซีซั่นนั้น เขาโดนมองว่าคงไม่รอด  ยกเว้นจะได้แชมป์ จนถูกตั้งฉายาใหม่ว่า The Dead Man walking คนตายเดินได้ ที่แปลว่า "นักโทษประหาร "พูดง่ายๆ คือ ยังไงเสียเขาโดนปลดแน่ๆ
ภายหลังเขาออกหนังสือในชื่อ The Proud Man walking ผู้ภาคภูมิเดินได้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับปีสุดท้ายของเขากับเชลซี
เรารู้กันดีว่าหลังจบฤดูกาลนั้น เขาโดนปลดจริงๆ และเสี่ยหมีก็ดึง โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้อหังการ เข้ามาแทนทันที
ตลอด 10 ปีหลังจากนั้น รานิเอรี่ ยังคงเป็นผู้พเนจร เขาตระเวนคุม บาเลนเซีย, ปาร์ม่า, ยูเวนตุส, โรม่า, อินเตอร์ มิลาน, โมนาโก และทีมชาติกรีซ
ภาพของเขาในช่วง 10 ปีนี้ กลายเป็นกุนซือเกรดรอง ไม่ใช่เกรด A โดนมองเป็นผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ได้คาดหวังผลเลอเลิศ


 
โดยเฉพาะการคุมทีมชาติกรีซ ที่ทำทีมแค่ 4 นัด ไม่ชนะใครเลย เขาก็โดนปลดในเวลาอันรวดเร็วตอนปลายปี 2014
รานิเอรี่ อายุ 63 ปีในตอนนั้น เขาไม่เคยเข้าใกล้ความสำเร็จเท่าไหร่นัก ภาพของเขากับทีมชาติกรีซ ซึ่งเป็นงานที่เขาไม่เคยทำมาก่อน กับการคุมทีมชาติ
เขาโดนมองว่าเป็นคนเก่าตกยุค ไร้ไอเดีย ไม่น่าจะมีความสามารถและพลังอะไรหลงเหลืออีกแล้ว
เลสเตอร์ ซิตี้ ของ ไนเจล เพียร์สัน ทำการสู้เพื่อรอดจากนรกในปี 2014/15 พวกเขารอดตกชั้นแบบเหลือเชื่อ แต่ปัญหานอกสนามเกี่ยวกับลูกชายของเขาตอนซัมเมอร์ที่มาก่อเรื่องในเมืองไทย ทำให้เขาต้องแยกทางกับเลสเตอร์
มีการคาดเดาชื่อของกุนซือมากมาย ว่าใครกันแน่จะเข้ามาคุมทีมจิ้งจอกสยามทีมนี้
ตอนที่ชื่อของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกประกาศออกมาในค่ำคืนกลางเดือนกรกฎาคม 2015 ทำให้ทุกคนเลิกคิ้วพร้อมคำถามในใจ
"เลสเตอร์ คิดอะไรอยู่?"
นี่คือคนที่หมดสภาพ เพิ่งโดนกรีซปลดจากตำแหน่งหลังคุมทีมแค่ 4 นัดเท่านั้น แถมอายุ 63 ปีเข้าไปแล้วด้วย
มาร์คัส คริสเตนเซ่น นักข่าวชื่อดังของ The Guardian เขียนวิจารณ์เอาไว้ว่า
"ถ้าเลสเตอร์ต้องการใครสักคนที่นิสัยดี พวกเขาก็ได้คนคนนั้น แต่ถ้าพวกเขาต้องการใครสักคนที่ทำให้พวกเขายังอยู่รอดในพรีเมียร์ ลีก แล้วละก็ พวกเขาคงเข้าหาผิดคนแล้ว"
แต่ใครจะรู้ว่ากุนซือตกยุค ที่โดนมองเป็นเพียงแค่ผู้อาวุโสนิสัยดี แต่ไร้ทีเด็ดคนนี้ จะไม่ได้แค่เพียงพาทีมรอดตกชั้น
รานิเอรี่ เจอทีมที่ดีที่สุดอย่างรวดเร็ว เขาปรับมาเล่น 4-4-2 เจมี่ วาร์ดี้ เล่นเป็นกองหน้า จากที่ก่อนหน้านี้มักโดนโยกไปเล่นริมเส้น หรือกองหน้าด้านข้าง
วาร์ดี้ เล่นคู่กับนักเตะญี่ปุ่นที่ขยันในการเพรสซิ่ง ชินจิ โอคาซากิ
ริยาด มาห์เรซ ได้รับความไว้วางใจให้ลงตัวจริงต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตัวสำรอง อีกฝั่งคือจอมฟิตที่ครอสบอลดีและช่วยเกมรับได้ดีอย่าง มาร์ค อัลไบรตัน
เคลาดิโอ รานิเอรี่ พบว่า เอ็นโกโล่ ก็องเต้ คือคนที่เข้ากับระบบเขาได้ดีกว่า โกคาน อินเลอร์ ดาวดังที่เพิ่งย้ายเข้ามาอีกคน ประสานงานกับ แดนนี่ ดริงค์วอเทอร์ กลางสนาม
กองหลังที่ไม่ต้องคิดมากในการเล่น อาศัยความแข็งแกร่งคือ เวส มอร์แกน และ โรเบิร์ต ฮูธ แบ็กจอมบุก คริสเตียน ฟุคส์ และ แดนนี่ ซิมพ์สัน บวกกับความเหนียวแน่นของ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล


 
สิ่งที่แตกต่างจาก รานิเอรี่ The Tinkerman คือคราวนี้ เขาไม่ได้ปรับเปลี่ยนทีม ไม่ได้โรเตชั่นมากมาย เมื่อความคาดหวังมันน้อย เขาไม่ต้องกดดันให้มองถึงเกมต่อๆไป เพียงแค่ทำให้ดีที่สุดนัดต่อนัด
ที่สำคัญ เขามีวิธีในการบริหาร และจูงใจเหล่านักเตะ ไม่ทำให้ลูกทีมกดดัน หรือเบื่อในการทำงานกับเขา
จากสภาพของการโดนปรามาส .... ก็ไม่เชิง มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าหากจะให้บริษัทรับพนันถูกกฎหมายตีราคา โอกาสแชมป์ของเลสเตอร์ จะเป็นเท่าไหร่ พวกเขาก็ออกมาที่ 5000/1
แบบนี้คือรับกินสถานเดียว เพราะคนที่จะลงทุน มีด้วยกัน 3 ประเภท
1. คนเมา
2. แฟนเลสเตอร์ชนิดเข้าเส้น
3. พวกแมงเม่าที่หยอดไว้ขำๆ
แต่ไม่ว่ากรณีไหน บริษัทรับพนันมั่นใจเกิน 100 ว่าพวกเขากินรวบแน่ๆ ใครจะคิดว่าเลสเตอร์จะเป็นแชมป์?
แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่าบทลงเอยของซีซั่น 2015/16 เป็นอย่างไร


 
เขาคือผู้จัดการทีมที่มีความสุขที่สุดในโลก 30 ปีก่อนหน้านั้นในฐานะกุนซือ ในที่สุดเขาก็คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ เพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวมันก็คือคุ้มค่าแล้ว
ปีที่ 2 ของเขามันลงเอยไม่สวยนัก ทีมผลงานไม่ดี ในที่สุดสโมสรต้องกลืนเลือด กัดฟันบุรุษผู้สร้างปาฏิหาริย์คนนี้ออกจากตำแหน่ง
เขาไปคุมน็องต์, ฟูแล่ม, โรม่าชั่วคราว และซามพ์โดเรีย ก็ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำนัก ส่วนใหญ่ มักเป็นเพียงการขออยู่รอดในลีก
กระทั่งล่าสุด วัตฟอร์ด ตัดสินใจทาบทาม รานิเอรี่ กลับมาสู่พรีเมียร์ ลีก อีกครั้ง
"ผมยังหนุ่มอยู่เลย ผมอยากทำงานต่อ พวกคุณหัวเราะอะไรกัน? ผมเบื่อถ้าผมไม่ได้ทำงานกับฟุตบอลต่อ ผมรักฟุตบอล ผมรักชีวิต และทำไมจะไม่ลองอีกสักทีล่ะ?"
"บางทีผมอายุ 70 หรือ 50 หรืออาจจะ 80 บางทีอาจเป็นกุนซือที่แก่สุดในอังกฤษที่เดินพร้อมไม้เท้า ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? สมองสำคัญ และสมองผมยังหนุ่มอยู่เลย"
รานิเอรี่ ทิ้งท้ายเอาไว้ "มันเป็นฟุตบอลนี่นา บางครั้งคุณรุ่ง บางครั้งก็ตกต่ำ แต่ผมไม่เคยยอมแพ้ ผมเดินต่อในแบบของผม"
วันที่ 20 ตุลาคมนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จะอายุครบ 70 ปีเต็ม แต่ดูเหมือนว่าจะเป็น 70 ปีที่ยังสดใหม่สำหรับเขา
มาร์คัส คริสเตนเซ่น แห่ง The Guardian เคยเขียนทิ้งท้ายเอาไว้หลังจากบทความวิจารณ์ รานิเอรี่ ตอนเข้ามาคุมเลสเตอร์ใหม่ๆ
"ตอนแรกเริ่ม ผมบอกว่า ไม่มีใครอยากเป็นคนผิด นั่นละนะ ผมผิดในเรื่องนั้น แต่ผมเพลิดเพลินกับทุกนาทีของการเป็นคนผิดอย่างน่าขายหน้าในฤดูกาลนี้"
"เลสเตอร์ คือเรื่องราวที่ดีที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้กับฟุตบอลในประเทศนี้ ชัยชนะของพวกเขามอบความหวังให้เราทั้งหมดที่ต้องการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยความฝันความสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจจจะเกิดขึ้นได้"
วัตฟอร์ด งานนี้เราคงไม่ได้คาดหวังปาฎิหาริย์เหมือน 5-6 ปีก่อน แต่เราหวังว่าจะได้เห็นอะไรสนุกๆ จากชายคนนี้อีกครั้ง
อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment