breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ภาพจำแห่งมิลานดาร์บี้ "

อัพเดตเมื่อ : February 10, 2022 5:31pm โดย : admin

มาดอนน่า เป็นภาษาอิตาเลี่ยน รวมมาจากคำว่า "Ma Donna" ที่แปลว่า "My Lady" ซึ่งเป็นคำเรียกพระแม่มารี
มาดอนนิน่า เป็นเหมือน descriptive sufix คือคำเติมท้ายคำศัพท์ เพื่ออธิบายเพิ่มเติม คือแปลว่า Little Madonna
ที่ชาวอิตาเลี่ยนเรียก Little Madonna ก็คือรูปหล่อพระแม่มารีสีทองอร่ามที่ถูกประดิษฐานไว้บนยอดของมหาวิหารดูโอโม่  แห่งเมืองมิลานนั่นเอง
ดังนั้น ดาร์บี้แม็ทช์แห่งเมืองมิลาน นอกเหนือจากถูกเรียกในภาษาอิตาเลี่ยนว่า แดร์บี้ ดิ มิลาโน่ แล้วก็ยังเป็นที่รู้กันในนาม แดร์บี้ เดลลา มาดอนนิน่า  ด้วยเช่นกัน
เมื่อพูดถึง มิลาน ดาร์บี้ นี่คืออีกหนึ่งเกมฟุตบอลที่เปี่ยมประวัติศาสตร์ เรื่องราวของทั้งสองสโมสร ความสำเร็จที่ทั้งคู่มีนำมารวมกันคงล้นตู้โชว์ที่ ซาน ชีโร่
มันก็เหมือนอีกหลายเกมดาร์บี้ระดับโลก ที่เมื่อมาถึง ฟอร์มการเล่น อันดับบนตารางคะแนน แทบไม่มีผล อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ใน แดร์บี้ เดลลา มาดอนนิน่า
เมื่อ มิลาน vs อินเตอร์ เราจึงมักพบผลการแข่งขันที่คาดเดาไม่ได้อยู่เสมอ
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงเกมนี้ แฟนบอลทั่วโลกคงมีภาพติดตา ที่กลายเป็นภาพจำไปแล้ว นั่นคือภาพที่ มาร์โก มาเตราซซี่ ปราการหลังอินเตอร์ ยืนเอียงตัวเท้าแขนบนไหล่ของ รุย คอสต้า จอมทัพมิลาน ที่กำลังยืนกอดอก ทั้งคู่จ้องมองไปด้านหน้า ซึ่งเป็นฉากพลุไฟกำลังลุกโชนบนพื้นสนาม
มันกลายเป็นเกมมิลานดาร์บี้ ที่ถูกจดจำมากที่สุด แม้มันจะไม่ใช่เนื้อเรื่องที่สวยงามนักก็ตาม


 
ฤดูกาล 2004/05 ทั้งสองทีมเมืองมิลาน ผ่านเข้ารอบมาเจอกันเองในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
อินเตอร์ มิลาน มีกุนซือหนุ่มไฟแรงในเวลานั้นอย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ เข้ามาคุมทัพเป็นปีแรก
ขณะที่ มิลาน อยู่ภายใต้การทำทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่มีประสบการณ์มากกว่าและถือเป็นเจ้าแท็คติกในเกมระบบน็อคเอาท์ เหย้า-เยือน
ในลีก ทั้งคู่บดบี้กัน โดยมี ยูเวนตุส ที่เก๋าและแกร่งกว่านำเป็นจ่าฝูง
ถ้าเทียบในขณะนั้น ว่ากันตามประสบการณ์และความเขี้ยวในเกมเบียดๆ ในบรรดาทีมกัลโช่ ด้วยกัน ยูเว่ มาที่ 1 , มิลานที่ 2 และอินเตอร์ ไฟแรง มาเป็นอันดับ 3
เกมที่สองทีมมิลานเจอกันใน ชปล. เกมเลกแรก มิลาน ได้สิทธิ์เป็นเจ้าบ้าน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2005 และทีมของ อันเช่ ก็เอาชนะทีมของ มันโช่ ไปได้ 2-0 จากประตูของ ยาป สตัม และ อันเดร เชฟเชนโก้
ปัญหามาเกิดในเลกสอง ซึ่งอินเตอร์ได้สิทธิ์เป็นเจ้าบ้าน วันที่ 12 เมษายน 2005
เกมทำท่าจะเดือดตั้งแต่ต้นเกม มีปะทะ มีการตัดฟาวล์กันหนัก อินเตอร์ ต้องเป็นฝ่ายเปิดเกมบุกเต็มที่ แต่แล้ว เชฟเชนโก้ ก็มาตะบันด้วยซ้ายจากหน้าเขตโทษให้ มิลาน ออกนำ 1-0 ในนาทีที่  29
ในครึ่งหลัง มันชินี่ แก้เกม ซินิซ่า มิไฮโลวิช ลงมาแทน คริสเตียโน่ ซาเน็ตติ และ ฮูลิโอ ครูซ ลงแทน คิลี่ กอนซาเลซ
เล่นครึ่งหลังกันไปได้ 5 นาที อินเตอร์ เจอโชคร้ายแรกเพราะหัวหอกดาวยิงตัวความหวังอย่าง อาเดรียโน่ เจ็บหลัง ในจังหวะวิ่งไล่แย่งบอลตรงแถวริมเส้น ทำให้ โอบาเฟมี่ มาร์ตินส์ โดนส่งลงมาแทน
มันกลับกลายเป็นดีเพราะ มาร์ตินส์ ใช้ความเร็วปั่นป่วนทั้ง เนสต้า และ สตัม จนมีโอกาสสับไกได้หลายหน
เกมครึ่งหลังเลยกลับมาสนุกตื่นเต้น เพราะต่างฝ่ายต่างได้ลุ้น อินเตอร์ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ
อันเช่ ต้องแก้เกมบ้างด้วยการถอดหน้าอย่าง เครสโป ออกและให้มิดฟิลด์ประสบการณ์  รุย คอสต้า ลงไปแทนในนาทีที่ 69
จนกระทั่งนาทีที่ 71 ชนวนก็ถูกจุด
แอนดี้ ฟาน เดอร์ เมย์เด้ ยิงจากหน้ากรอบโทษ ดีด้า ปัดปลายมือออกหลัง อินเตอร์ ได้เตะมุม
จากลูกเตะมุมนี้เอง เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ โถมเข้ามาโขกจมตาข่าย แต่ผู้ตัดสินชาวเยอรมัน มาร์คุส แมร์ค เป่าไม่ให้ประตู โดยชี้ว่า ฮูลิโอ ครูซ กองหน้าอินเตอร์ไปทำฟาวล์ใส่ ดีด้า นายทวารมิลาน


 
ทันใดนั้นเอง แฟนอินเตอร์ที่กำลังเดือดระเบิดทันที พวกเขาเริ่มขว้างสิ่งของ ขว้างขวดน้ำลงมาในสนาม และเริ่มมีการปาแฟลร์ หรือพลุไฟลงมาเรื่อยๆ นักเตะพยายามหยิบเอาของที่หยิบได้ โยนไปให้พ้นสนาม เพื่อจะเล่นกันต่อ
ทันใดนั้นเองก็มีพลุไฟอันหนึ่งถูกขว้างลงมาโดนที่หัวไหล่ของ ดีด้า นายทวารมิลาน เต็มๆ
มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกมต้องยุติลงชั่วคราว
ตอนนี้เองที่นักเตะทั้งสองทีมเดินออกมาพัก หรือไม่ก็พูดคุยกัน เป็นที่มาของภาพในตำนาน มาเตราซซี่ และ รุย คอสต้า
ดีด้า ถูกจับมาปฐมพยาบาลดูแลตรงอาการพองที่โดนพลุปาใส่ก่อนที่ อันเช่ จะเปลี่ยนเขาออกให้ คริสเตียน อับเบียติ ลงไปเฝ้าเสาแทน
เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์หยิบพลุไฟจุ่มลงในถังน้ำเพื่อดับมัน นักเตะอินเตอร์ เดินมาช่วยเคลียร์สนาม เกมทำท่าจะเล่นต่อได้ หลังหยุดมาหลายนาที
แต่เมื่อเปิดเกมกันมาได้แค่อึดใจเดียว แฟนบอลยังปาพลุซ้ำลงมาไม่หยุดทำให้ มาร์คัส แมร์ค ตัดสินใจเป่ายุติเกมนี้ทันที เดินนำผู้เล่นทั้งสองทีมเข้าห้องแต่งตัว
ยูฟ่า ตัดสินใจปรับให้ อินเตอร์ แพ้ 0-3 และเมื่อรวมกับผลการแข่งขันจากนัดแรก เท่ากับ มิลาน ได้ผ่านเข้ารอบไปในที่สุด
อินเตอร์ โดนลงโทษปรับ 300,000 สวิสฟรังก์ และให้เล่นเกมเหย้าในบ้านอีก 4 นัดต่อไปแบบปิดสนาม ไม่มีแฟนบอลเข้า นั่นเท่ากับพวกเขาสูญเสียรายได้ไปเกือบ 8 ล้านยูโร
ณ เวลานั้น มันคือการลงโทษที่แพงที่สุดจากยูฟ่า ต่อการกระทำความผิดของสโมสร
แดร์บี้ เดลลา มาดอนนิน่า ในรายการยุโรป จบลงด้วยความวุ่นวาย และผลเสียที่มีต่ออินเตอร์ มิลาน


 
ส่วน เอซี มิลาน พวกเขาเอาชนะ พีเอสวี หวุดหวิดในรอบตัดเชือกได้เข้าไปเล่นนัดชิงกับลิเวอร์พูลที่อิสตันบูล ซึ่งเรารู้ตอนจบของมันอยู่แล้ว
ด้าน อินเตอร์ พวกเขาใช้เวลาสร้างทีมอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนที่ในอีก 5 ปีต่อมา พวกเขาจะคว้าแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จจากฝีมือของชายที่ชื่อ โชเซ่ มูรินโญ่
........
รายชื่อนักเตะของทั้งสองทีมในเกมนัดนี้
อินเตอร์ มิลาน (4-2-3-1): ฟรานเชสโก้ ตอลโด้ - ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ, อิบัน กอร์โดบา, มาร์โก มาเตราซซี่, จูเซ็ปเป้ ฟาวัลลี่ -  คริสเตียโน่ ซาเน็ตติ (ซินิซ่า มิไฮโลวิช, น.46 ), เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ -  แอนดี้ ฟาน เดอ เมย์เด้, ฮวน เวรอน, คิลี่ กอนซาเลซ (ฮูลิโอ ครูซ, น.46 ) -  อาเดรียโน่ (โอบาเฟมี่ มาร์ตินส์, น.50)
สำรอง: ฟาเบียน การินี่ (gk), เซ มาเรีย, คริสเตียน วิเอรี่, จอร์จอส คารากูนิส
เอซี มิลาน (4-3-1-2):  ดีด้า (คริสเตียน อับเบียติ, น.73) -  คาฟู, ยาป สตัม, อเลสซานโดร เนสต้า, เปาโล มัลดินี่ -  มัสซิโม่ อัมโบรซินี่, อันเดรีย ปีร์โล่, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ -  กาก้า -  อันเดร เชฟเชนโก้, เอร์นาน เครสโป (รุย คอสต้า, น.69)
สำรอง : จูเซ็ปเป้ ปันคาโร่, คาค่า คาลัดเซ่, คริสเตียน บร็อคคี่, แซร์จินโญ่, ยอน ดาห์ล โทมัสสัน

เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment