breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เป๊ป-มู และ 4 กลาสิโก้ใน 18 วัน "

อัพเดตเมื่อ : March 13, 2022 7:44pm โดย : admin

"เอล กลาสิโก้" เอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาแฟนบอลทั้งโลกต้องรู้จัก เมื่อไหร่ที่ เรอัล มาดริด เจอกับ บาร์เซโลน่า มันเป็นเกมที่แฟนบอลเฝ้ารอดูเสมอ
หากไม่มีโปรแกรมอะไรเพิ่มเติม ฤดูกาลหนึ่งๆ จะมีให้รับชมกัน 2 นัด ใน ลา ลีกา มันเป็นหนึ่งในโปรแกรมฟุตบอลที่มีคนคอยรับชมมากที่สุดในโลก
ทั้งสองทีมเต็มไปด้วยสตาร์ระดับโลก สนามระดับความจุเฉียดแสน เกียรติยศประดับประวัติศาสตร์มากมายจนนับไม่ถ้วน หรือเอาแค่จำนวนบัลลง ดอร์ ที่นักเตะทั้งสองทีมได้รวมกัน ก็มากสุดแล้ว
ทว่าในบางฤดูกาล บางปี เราอาจได้ชม เอล กลาสิโก้ เกินกว่า 2 นัด เพราะพวกเขาอาจโคจรมาเจอกันในฟุตบอลถ้วยด้วย
ไม่มีครั้งไหน ที่แฟนบอลจะรู้สึก "หายอยาก" กับ เอล กลาสิโก้ เท่ากับในฤดูกาล 2010/11
เพราะมันเป็นการเจอกันของ บาร์ซ่า-มาดริด ทั้งสิ้น 4 นัด ภายในระยะเวลาเพียง 18 วัน!
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ โชเซ่ มูรินโญ่ รู้จัก สนิทสนมกันมาตั้งแต่ โชเซ่ ติดตาม บ็อบบี้ ร็อบสัน เข้ามาที่บาร์เซโลน่า ในปี 1996/97


 
แม้จะถูกแปะป้ายว่าเป็น "ล่าม" แต่เวลานั้น โชเซ่ ไม่ใช่แค่ล่าม ทว่าเป็นหนึ่งในทีมโค้ชด้วย และมีส่วนในการออกแบบการฝึกซ้อม เนื่องจาก ปู่ บ็อบ เป็นกุนซือสไตล์คลาสสิก ที่เน้นไปที่ แมนเมเนจเมนท์ หรือการบริหารบุคคล มากกว่าเน้นหนักไปที่แท็คติก
มูรินโญ่ แก่กว่าเป๊ป 8 ปี แต่ถือว่าเป็นคนหนุ่มยุคเดียวกันที่คุยกันรู้เรื่อง ทั้งคู่เป็นคนที่เอาใจใส่ในรายละเอียดของเกมฟุตบอล คุยกันรู้เรื่อง
คนหนึ่งเป็นนักเตะ อีกคนเป็นโค้ชคนสนิทของผู้จัดการทีมอย่าง บ็อบบี้ ร็อบสัน วันที่ บาร์เซโลน่า เอาชนะ เปแอสเช คว้าแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ 1997 มาครอง เป๊ป เข้ามาสวมกอดกับ มูรินโญ่ ด้วยความยินดี
จากนั้น บาร์ซ่า ก็เอาชนะ เรอัล เบติส 3-2 คว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ มาครองได้อีกรายการ
มูรินโญ่ อยู่ในขบวนฉลองเขาคว้าไมโครโฟนมาพูดกับแฟนๆ ว่า "วันนี้, พรุ่งนี้ และตลอดไป ผมมีบาร์เซโลน่าในใจเสมอ"


 
ปี 2008 บาร์ซ่า ต้องการหากุนซือคนใหม่มาแทน แฟรงค์ ไรจ์การ์ด บอร์ดบริหารลงความเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะดึงเอา โชเซ่ มูรินโญ่ กลับคืนถิ่น ตอนนั้น มู ว่างงานหลังโดนเชลซีปลด และเขาคือ "เดอะ สเปเชียล วัน" ในโลกลูกหนังแล้ว
เมื่อ โยฮัน ครัยฟ์ บอกว่า คนที่เหมาะสมสุด คือหนุ่มวัย 37 ปี ที่กำลังคุมทีมชุด เบ อยู่ต่างหาก คนนั้นก็คือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำให้บอร์ดต้องตัดสินใจกลับลำ แต่งตั้ง เป๊ป มาคุมทีม
ส่วน โชเซ่ ก็หันหัวไปอิตาลี เข้าคุม อินเตอร์ มิลาน
เป๊ป พิสูจน์ให้เห็นฝีมือทันที ปีแรกที่คุมบาร์ซ่า เขาพาทีมเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด 2-0 ที่โรม ซิวแชมป์ ชปล. ได้สำเร็จ และปีนั้นเขาได้ 3 แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ในทันที
ฤดูกาลต่อมา 2009/10 อินเตอร์ ของ มูรินโญ่ เริ่มลงตัว สวรรค์บันดาลให้มาเจอกับบาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ
นั่นคือการพบกันของ 2 หนุ่มที่เคยสนิทกันมากเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ มาเจอกันในฐานะคู่แข่ง
บาร์ซ่า ตอนนั้นถือว่าเป็นโคตรบอลไปแล้ว แต่ อินเตอร์ ของ มูรินโญ่ กลับใช้แท็คติกและวินัย เอาชนะไปได้สำเร็จ
ปีนั้น อินเตอร์ ก็ประกาศศักดาคว้า 3 แชมป์ได้เช่นเดียวกัน มันคือความสำเร็จที่สุดยอดของทีมงูใหญ่ และการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งของ มูรินโญ่
หลังจบฤดูกาลนั้น คือจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์เพราะ มูรินโญ่ ถูกทาบทามจากฟลอเรนติโน่ เปเรซ ให้มาคุม เรอัล มาดริด ในทันที
มูรินโญ่ ตอบรับคำเชิญ นั่นหมายความว่าในฤดูกาล 2010/11 เป๊ป และ โชเซ่ อยู่ในลีกเดียวกัน และคุม 2 ทีมที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก
29 พฤศจิกายน 2010 "เอล กลาสิโก้" ครั้งแรกในชีวิตกุนซือของ โชเซ่ มูรินโญ่ มาถึง
เขาเคยเอาชนะเป๊ป และบาร์ซ่ามาได้แล้ว และเรอัล มาดริด เองก็มีเกมรุกสุดยอดในตอนนั้น พวกเขายิงนัดละ 3 ลูกถึง 6 นัดจาก 12 นัดแรกของฤดูกาล ก่อนเจอบาร์ซ่า ก็เพิ่งถล่ม บิลเบา มา 5-1
แต่มันกลับเป็นการ"รับน้อง" ที่สุดเจ็บปวดของ มูรินโญ่ เพราะ มาดริด ออกไปโดน บาร์ซ่า ยำใหญ่ 5-0 แถม เซร์คิโอ รามอส โดนใบแดงในช่วงทดเจ็บอีกต่างหาก
ใบเหลืองว่อน รวมแล้ว 13 ใบ เป็นของเจ้าถิ่น 6 และทีมเยือน 7
จากนั้น มูรินโญ่ ก็ได้สติ เขากระตุ้นให้ลูกทีมลุกขึ้นสู่ใหม่ เพื่อคว้าแชมป์ลา ลีกา ความพ่ายแพ้นี้ ก็แค่เกมนัดเดียว
มาดริด ทำผลงานสุดยอดมาต่อเนื่องจากนั้น กระทั่งเข้าสู่โปรแกรมเข้มข้นช่วงเดือนเมษายน
วันที่ 16 เมษายน 2011 เป็นเกมล้างแค้นที่ เบร์นาเบว แต่ไม่ใช่แค่นั้น
อีก 4 วันต่อมา ทั้งคู่ต้องเจอกันอีก ในนัดชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ ที่ เมสตาย่า ในบาเลนเซีย
และที่มันคลาสสิกไปมากกว่านั้นคือ ทั้งคู่เผชิญหน้ากันในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พอดี
เตะกันวันที่ 27 เมษายน และ 3 พฤษภาคม


 
18 วัน กับ "เอล กลาสิโก้" 4 นัด มีเพียงเกมลีก 2 นัด มาคั่นกลางระหว่างโปรแกรม 4 นัดนี้
เกมลีก วันที่ 16 เมษายน จบลงด้วยสกอร์ 1-1 หนนี้ บาร์ซ่า บุกมานำก่อนจากจุดโทษของ ลีโอเนล เมสซี่ ซึ่งเป็นช็อตที่ ราอูล อัลบิโอล โดนใบแดงไปด้วย
นาทีที่ 82 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตีเสมอให้มาดริด จากจุดโทษเช่นกัน และนี่เป็นประตูแรกใน เอล กลาสิโก้ ของเขา
มีแฟนบอลและคอลั่มนิสต์มากมายที่โจมตี มูรินโญ่ ว่าทำให้ กลาสิโก้ เสื่อมมนต์ขลังในเกมนี้ เพราะ มาดริด ไม่ไดเล่นแบบมาดริด แต่เล่นเหมือนอินเตอร์
มูรินโญ่ มีบทเรียนมาแล้วจากเกมแรก เขาจึงใช้การเล่นที่รัดกุมแน่นอนในการเผชิญหน้ากับทีมของ เป๊ป
20 เมษายน 2011 ที่เมสตาย่า , นัดชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์
มันเป็นเกมที่ต่างฝ่ายต่างระมัดระวัง มาดริด เล่นอย่างมีวินัยเป็นพิเศษ จนทำให้ต้องลากไปถึงการต่อเวลาพิเศษ
นาทีที่ 103 เมสซี่ เสียบอลกลางสนามโดนตัดไปได้ มาร์เซโล่ ทำชิ่งให้ ดิ มาเรีย ครอสจากสุดเส้น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โถมมาโขกเต็มๆ กลายเป็นประตูชัย 1-0 แม้ว่าก่อนหมดเวลา อังเคล ดิ มาเรีย จะโดนไล่ออกจากสนามก็ตาม
มูรินโญ่ ได้ฉลองแชมป์แรกแล้ว และมันมาจากการเอาชนะบาร์เซโลน่า ในนัดชิง!
ศึกยังไม่จบ ยังเหลืออีก 2 นัด และเป็นเกมที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทั้ง 2 ทีม เพราะผู้ชนะจะได้เข้าไปชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เวมบลีย์
เลกแรก 27 เมษาายน เตะกันที่เบร์นาเบวก่อน ซึ่ง มูรินโญ่ ยังมาในหมากเดิม เขาไม่ต้องการให้ลูกทีมครองบอลมากโดยไม่จำเป็น
พักครึ่ง เดือดแรกก็มาเมื่อ โฆเซ่ ปินโต นายทวารสำรองของบาร์ซ่า โดนใบแดงเพราะไปก่อเรื่องกับม้านั่งข้างสนามของมาดริด ระหว่างเดินเข้าอุโมงค์ทางเดิน
ลงมาเตะกันใหม่ นาทีที่ 61 ความได้เปรียบก็เป็นของทีมเยือน เพราะ เปเป้ พุ่งเข้าเตะบอลทิ้งตัดหน้า ดานี่ อัลเวส ท่าทางอันตราย ผู้ตัดสินมองว่าเป็นการเจตนาเล่นรุนแรง ทำให้เขาโดนใบแดงทันที ซึ่งหากดูแค่การปะทะ มันแทบไม่โดนตัวกันเลย
มูรินโญ่ ไม่พอใจอย่างมาก เขาปรบมือให้กับ อัลเวส และยกนิ้วโป้งให้ผู้ตัดสินที่ 4 แล้วพูดประชดว่า "well done" "ทำได้ดีมาก" จนทำให้ มูรินโญ่ เองก็โดนใบแดงไล่ขึนไปนั่งบนอัฒจันทร์ด้วย
ทำนบของ มาดริด มาแตกในนาที 76 จากตัวสำรอง อิบราฮิม อเฟลลาย ที่กระชากไปเปิดให้ เมสซี่ พุ่งเข้าชาร์จ 1-0
หากแค่สกอร์ห่างลูกเดียวมันยังไม่เท่าไหร่ นาทีที่ 87 เมสซี่ โชว์เสต็ป ลากเดี่ยวไปยิงด้วยขวา กลายเป็นประตู 2-0 ทำให้เกมเลกสองของ มาดริด ยากขึ้นเป็นกอง
เลกสอง 3 พฤษภาคม ย้ายวิกไปที่ คัมป์ นู


 
เกมนี้เป็นเกมที่ มูรินโญ่ ไม่มีทางเลือกนอกจากเปิดเกมรุกมากขึ้น เขาปรับจาก 4-3-3 มาเป็น 4-2-3-1 เพิ่มตัวรุกลงไป แต่เกมโดยรวมยังเป็นรอง เพราะเรื่องของการครองบอลบาร์ซ่าเหนือกว่า
นาทีที่ 54 การแข่งขันก็แทบจะจบเพราะ เปโดร ได้บอลหลุดไปยิงเบียดเสาอย่างเฉียบขาดให้บาร์ซ่านำ 1-0
นาทีที่ 64 มาร์เซโล่ ล้มตัวยิงด้วยซ้ายจากลูกเปิดของ ดิ มาเรีย ให้ มาดริด ตีเสมอ 1-1  ทำให้ความหวังยังพอมี หากพวกเขายิงอีก 2 ลูก จะเข้ารอบด้วยอเวย์โลก
ฝนกลับตกลงมาในช่วงเวลาที่เหลือ เกมก็เข้มข้นขึ้น มีการเข้าสกัดกันแรงๆ หลายครั้่ง แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีประตูเกิดขึ้น
จบเกม บาร์ซ่า เป็นฝ่ายคว้าชัยด้วยประตูรวม 3-1 เข้าไปชิงกับแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง
ปีแรกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในฐานะกุนซือ เรอัล มาดริด เขาเจอกับบาร์ซ่าของ เป๊ป ทั้งหมด 5 เกม ทีมของเขาโดนใบแดง 4 นัด มีเพียงนัดสุดท้ายเท่านั้น ที่ไม่มีใบแดง
ในลา ลีกา ปีนั้น มาดริด ไล่ บาร์ซ่าไม่ทัน ตามหลัง 4 คะแนน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นทีมที่เกมรุกดีสุดก็ตาม ด้วยการทำไปภึง 102 ประตู
บาร์ซ่า เข้าไปสอนเชิง ปีศาจแดงที่เวมบลีย์ ทำให้เป๊ป กดไป 2 แชมป์ ส่วน มูรินโญ่ ซิวได้ 1 แชมป์
ฤดูกาลถัดมา 2011/12 มูรินโญ่ ปรับทีมให้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตประตู โดยเฉพาะจังหวะสวนกลับที่ถือเป็นอาวุธสุดอันตราย
แม้บาร์ซ่า จะยิงได้ 114 ประตู แต่ มาดริด กดไป 121 ประตู และเก็บแต้มได้ 100 แต้ม ปาดหน้าแย่งแชมป์ ลา ลีกา มาครองได้สำเร็จ และเป็นครั้งแรกที่ มูรินโญ่ บุกไปเอาชนะ บาร์ซ่า ได้ที่คัมป์ นู
เป๊ป ก้าวลงจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาลนี้เอง โดยให้เหตุผลว่าขอพักจากการทำงาน
เชื่อกันว่าความเข้มข้นของการชิงชัยระหว่าง บาร์ซ่า และ มาดริด มันทำให้เขาเกิดความกดดัน ตอนนั้นเขาเพิ่งคุมทีมเป็นครั้งแรก และยังหนุ่มแน่น ยังขาดประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันที่หนักหนาต่อเนื่อง


 
การเข้ามาของ มูรินโญ่ อดีตเพื่อนสนิทที่รอคอยโอกาสในการเค้นความเครียดใส่ตัวเขาและบาร์ซ่า ตลอดเวลาทำให้เขาต้องถอนตัวไปพักหายใจก่อน
นับแต่นั้นมา เส้นทางของ มูรินโญ่ และ เป๊ป ก็วนเวียนมาบรรจบอันอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยเดินไปในทิศเดียวกันอีกเลย

เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment