breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" การศึกแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด "

อัพเดตเมื่อ : April 28, 2022 7:58am โดย : admin

มีการพูดถึงความเป็นอริ Rivalry ระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ในยุคนี้โดยบอกว่าเป็นสุดยอดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก
ทั้งคู่มีทีมที่ยอดเยี่ยม ทั้งนักเตะ ทั้งผู้จัดการทีม เล่นฟุตบอลได้ดีมาก แย่งแชมป์กันอย่างสนุกสูสีมาต่อเนื่อง เรียกว่าคุณภาพล้นทีมทั้ง แมนฯ ซิตี้ และลิเวอร์พูล
แต่ถ้าพูดกันถึงความเป็นอริ แฟนบอลจำนวนมากยังมองว่าสมัย "อาร์เซน่อล ฟัดกับแมนฯ ยูไนเต็ด" ต่างหากที่ยังเข้มข้น ดุเดือดที่สุด
อาร์เซน่อล กับแมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมใหญ่ทั้งคู่ แม้ก่อนหน้านี้จะแทบไม่มียุคที่้ยิ่งใหญ่ทับไทม์ไลน์กัน แต่เจอกันเมื่อไหร่ก็สนุกทุกครั้ง เป็นแบบนี้มานาน
ในปี 1990 ก็เคยมีเรื่องมีราวกันที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สมัยลีกสูงสุดยังใช้ชื่อ ดิวิชั่น 1 หนนั้นนักเตะเกือบทั้งทีมยกพลมามะรุมมะตุ้มกัน ดีว่าเรื่องราวไม่บานปลายจนเกินพอดี แต่ก็มีการผลักอก ผลักหน้ากันอย่างดุเดือด
กระทั่งการเข้ามาของ อาร์แซน เวนเกอร์ ในปี 1996 เขาทำอาร์เซน่อล ขึ้นมาแย่งแชมป์กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กำลังกลายเป็นมหาอำนาจของอังกฤษ ภายใต้เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน


 
ทั้งคู่แข่งขันกันไม่เพียงแค่เรื่องฟุตบอล และการแย่งแชมป์กันโดยตรง แต่เมื่อลงสนามเจอกัน มักใส่กันยับ อัดกันหนักเสมอ ด้วยความที่นักเตะทั้งสองทีม เต็มไปด้วยพวกแคแรกเตอร์จัดๆ ห้าวๆ กันแทบทั้งทีม เรียกว่าความแสบสันรอบจัด มีครบทั้งคู่ จะเล่นกันตรงๆ หรือจะเล่นกันด้วยกลเม็ดเด็ดพรายก็ได้หมด
ภายหลังเรามีการดวลความเป็นยอดกองกลางและยอดความเป็นผู้นำของกัปตันทีมทั้งสองทีมอย่าง รอย คีน และ ปาทริค วิเอร่า ที่ขับเคี่ยวกันอย่างถึงพริกถึงขิง
ทว่าเหตุการณ์ที่กลายเป็นภาพจำ ภาพหนึ่งที่เสมือนเครื่องเตือนใจถึงความเป็นอริของ ปืน-ผี ก็คือภาพของ มาร์ติน คีโอว์น ที่กระโดดแหกปากสะใจใส่ รุด ฟาน นิสเตลรอย มันเกิดขึ้นในเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า Battle of Old Trafford เมื่อปี 2003
เหตุเกิดเมื่อต้นฤดูกาล 2003/04 วันที่ 21 กันยายน 2003 ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
การเจอกันเองของ อาร์เซน่อล และแมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงหลายปีหลัง พอจะบอกได้ว่าใครจะเข้าป้ายเป็นแชมป์ในบั้นปลาย ดังนั้น มันจึงถือเป็นเกมที่มีความสำคัญอย่างมาก นอกจากเรื่องแต้มแล้ว ยังเป็นเรื่องของขวัญกำลังใจอีกด้วย
เกมเล่นกันไปอย่างดุเดือด เข้มข้นเหมือนเดิม แต่ยังไม่มีสกอร์แรกของเกม เสมอกัน 0-0 จนมาถึงราว 10 นาทีสุดท้ายของเกม
ปาทริค วิเอร่า เก็บบอลได้หน้าเขตโทษตัวเอง พยายามเตะเปิดขึ้นมากลางสนามแต่ติด ฟิล เนวิลล์ ที่เบิ้ลบอลจังหวะเดียวกลับเข้าไปแถวหน้าเขตโทษอาร์เซน่อล
จังหวะนี้เอง รุด ฟาน นิสเตลรอย โถมเข้าใส่ วิเอร่า ทั้งตัวหมายเล่นบอลแต่ก็กะจะขี่ใส่กองกลางอาร์เซน่อลไปด้วย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นจังหวะที่ได้เปรียบ
พอ วิเอร่า ล้มลงเขาก็ฟิวส์ขาด ก่อนลุก วิเอร่า ดีดขาถีบใส่ ฟาน นิสเตลรอย แม้จะไม่โดน เพราะหอกดัตช์ ดีดตัวหลบทัน เขาก็หันไปฟ้องกรรมการทันที
สตีฟ เบนเน็ตต์ ผู้ตัดสินในเกมนั้นก็เห็นเหตุการณ์ชัด ต่อหน้าต่อตา เลยตัดสินใจแจกใบเหลืองที่สองให้ วิเอร่า กลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม
ความผิดนี้แม้จะเตะไม่โดน แต่มันลักษณะเดียวกับเคส เดวิด เบ็คแฮม ตอนบอลโลก 1998 คือผู้ตัดสินดูที่เจตนาเป็นหลัก
นักเตะอาร์เซน่อลไม่พอใจมากกับคำตัดสิน โดยเฉพาะ เยนส์ เลห์มันน์ นายทวารที่ออกมาชี้หน้า ฟาน นิสเตลรอย ว่าแสร้งทำ


 
ขณะที่ วิเอร่า ก็โมโหมาก จะวิ่งมาเอาเรื่อง รุด ให้ได้จนไปกระแทกใส่ ไรอัน กิ๊กส์ ที่หันหลังอยู่ เหตุการณ์เกือบเป็นชุลมุน ฟาน นิสเตลรอย ต้องถอยออกมาจากจุดเกิดเหตุ
ส่วนคู่ปรับอย่าง รอย คีน กลับเป็นคนที่เข้าไปโอบคอ วิเอร่า และบอกให้ใจเย็นๆ ซึ่งวิเอร่า เองก็เข้าใจรอย คีน แต่เขายังโมโห รุด อย่างมาก สุดท้ายก็ออกจากสนามไป
ตั้งแต่ในจังหวะที่ วิเอร่า โดน รุด กระโดดขี่ใส่แล้ว ที่ มาร์ติน คีโอว์น อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ทุกอย่าง เขาคงทดเรื่องนี้ไว้ในใจอยู่แล้ว
"คุณต้องมองย้อนกลับไปตั้งแต่แรก ว่า ปาทริค วิเอร่า โดนไล่ออกยังไง"
"รุด ฟาน นิสเตลรอย แกล้งทำเป็นโดนเจ็บ คุณเห็นได้เลยว่ามันคือการโกง เขาล้มลงไปและปาทริค วิเอร่า โดนไล่ออก"
"หลังจากนั้นมันก็เหมือนสงครามอลาโม่ เพราะพวกเขามองว่าพวกเขามีโอกาสชนะเกมนี้แล้ว พวกเขาได้จุดโทษ ซึ่งคุณก็เถียงได้ว่ามันไม่ใช่จุดโทษ ซึ่งผมก็มีส่วนร่วมอีก"
มาร์ติน คีโอว์น เปิดใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเขาเชื่อว่าชนวนของทุกอย่างมาจากการกระทำของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ซึ่งลากยาวมาจนถึงช็อตจุดโทษในเวลาต่อมา
เพราะเมื่อได้เปรียบตัวผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด เลยคึกคัก พยายามบุกใส่ต่อเนื่อง จนเข้าสู่ช่วงทดเจ็บ แกรี่ เนวิลล์ ได้ครอสบอลเข้าเขตโทษ มาร์ติน คีโอว์น ตามไปผลักใส่ ดีเอโก้ ฟอร์ลัน ที่กำลังจะโฉบเข้าหาลูกเปิดลูกนั้น จนล้มลงไป
แม้มันจะเบามาก แต่จังหวะแบบนี้ก็สามารถทำให้ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษได้ทันที ทำเอานักเตะอาร์เซน่อลบางคนทรุดลงไปกอง เนื่องจากมันทดเจ็บแล้ว ถ้าแมนฯ ยูไนเต็ด ยิงเข้าก็จบเห่ทันที
เพชฌฆาตจุดโทษของทีมปีศาจแดงก็ไม่ใช่ใคร ... รุด ฟาน นิสเตลรอย ที่ตอนนี้กลายเป็น public enemy ของนักเตะอาร์เซน่อลไปซะแล้ว
ปกติ รุด เป็นมือสังหารที่ชัวร์มาก เขาไม่ใช่สายยิงเล่นทางหรือหลอกล่อด้วยท่าทางเหนือชั้นแต่เขาอาศัยความแม่นยำ ความคม และความหนักหน่วงของการยิง ซึ่งเขามั่นใจในการยิงของตัวเองมาก
ลูกยิงจุดโทษของรุด จึงมักเสียบมุม ยิงเข้าหน้าต่าง หรือเสยเพดานเข้าไปอย่างรุนแรงแม่นยำเสมอ ต่อให้พุ่งถูกก็ปัดไม่ถึง หรือปัดไม่ออก
ทว่าด้วยกระแสของเกม เหตุการณ์ดราม่าที่ลากยาวมาเป็น10 นาที อาจทำให้แม้แต่คนที่เยือกเย็นอย่างรุด เกิดความลังเลขึ้นในใจเล็กน้อย
เยนส์ เลห์มันน์ พยายามไซโคเขาด้วยการมาพูดกดดันก่อนยิง บวกกับกระโดดไปมาๆ บนเส้นเพื่อให้เสียสมาธิ
อึดใจเดียว รุด ก็รวมสติของตัวเองได้ เขาตั้งใจยิงเพื่อไม่ให้เลห์มันน์ เซฟได้ นั่นคือเลือกยิงเสยใต้คาน รุด วิ่งมาหวดเต็มข้ออย่างเคย แต่หนนี้ ลูกมันโด่งไปคืบเดียว แทนที่จะเสียบใต้คานเข้าไป มันกลับชนคานอย่างจัง!
มาร์ติน คีโอว์น วิ่งไปตะโกนสะใจใส่หน้า ฟาน นิสเตลรอย หนหนึ่งก่อนแล้วในจังหวะนี้ แต่ผู้ตัดสินยังไม่เป่านกหวีด ทุกคนต้องกลับมาเล่นกันต่ออีกหน่อย
แมนฯ ยูไนเต็ด พยายามรุกต่อเนื่องกับช่วงอีกไม่กี่วินาทีที่เหลือ แต่ก็ไม่เป็นผล อาร์เซน่อล ช่วยกันยันไว้ได้จนจบเกม
ทันทีที่นกหวีดยาวดังขึ้้นมาจาก สตีฟ เบนเน็ตต์ นั่นเอง เรื่องราวถึงคราวบานปลาย


 
มาร์ติน คีโอว์น กระโดดแหกปากเข้าใส่รุด กลายเป็นภาพจำของเกมนัดนี้ และเป็นเหมือนภาพไอค่อนของความเป็นอริของ แมนฯ ยูไนเต็ด-อาร์เซน่อล
ไม่เท่านั้น เรย์ พาร์เลอร์ก็เข้ามาสมทบอีกราย บวกกับ โลร็อง เอตาเม่ ที่พุ่งเข้ามาผลักใส่ รุด จากด้านหลัง
รุด ไม่ตอบโต้ เขาวิ่งเข้าห้องแต่งตัวไปในทันที ด้วยความผิดหวังที่ตัวเองยิงจุดโทษพลาด
ส่วนคนอื่นๆ เริ่มมีปะทะกัน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ วัย 18 ที่เพิ่งย้ายมาใหม่ๆ ในฤดูกาลนั้น พร้อมเข้าหานักเตะอาร์เซน่อลทันที เอดู ต้องบอกให้ใจเย็นๆ ก่อนที่ ริโอ จะมาคว้าตัว โรนัลโด้ เอาไว้
แกรี่ เนวิลล์ เข้าไปผลัก เรย์ พาร์เลอร์ เพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษ กระทั่ง รอย คีน เข้ามาห้ามศึก ส่วน ไรอัน กิ๊กส์ ก็จะเอาเรื่อง โลร็อง เอตาเม่  ที่ทำเกินเบอร์ไปหน่อย ก่อนที่แต่ละฝ่ายจะมาแยกเพื่อนของตัวเองออกไป
ตัวเอกของงานคือ มาร์ติน คีโอว์น กับ รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็จริง แต่มีนักเตะอีกหลายคนที่ภายหลังโดนตั้งข้อหาจาก เอฟเอ ด้วย บางรายโดนลงโทษหนักสุดโดยเฉพาะ โลร็อง เอตาเม่
"ผู้คนถามว่า 'คุณรู้สึกเสียใจไหม?' ผมไม่รู้สึกเสียใจอะไรในชีวิตผมเท่าไหร่" คีโอว์น เปิดเผยถึงการกระทำของเขา
"เมื่อคุณมองย้อนกลับไปและถ้ามันเป็นในตอนนั้น คือมันเกิดขึ้นตอนนั้น ตอนที่ผมทำการตัดสินใจลงไป ผมเป็นแบบนั้น"
"ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันดีหรืออะไรจากภาพที่ออกมา และมันก็มีเรื่องของสิ่งที่มีผลต่อสโมสรอีก ทั้งเรื่องของค่าปรับ และการโดนแบน"
"โลร็อง โดนแบน 4 เกม, ผมโดน 3, วิเอร่า โดน 1 นัด, พาร์เลอร์ ก็โดน 1 นัด มันน่าเหลือเชื่อเลย"
"พอมองย้อนกลับไป ค่าปรับมันรวมถึง 275,000 ปอนด์ โดยที่คนไม่ค่อยรู้กันว่าตอนนั้นจริงๆ แล้วผมรับค่าจ้างคือ 25% เป็นค่าบ้าน ส่วนอีก 75% มาจากการลงสนาม ดังนั้น สำหรับผม ค่าปรับเลยทำให้ผมลำบากมาก"
"ซึ่งเพื่อนร่วมทีมของผมก็มองว่ามันไม่แฟร์ แต่เขาก็ยิงพลาด และจากนั้น แน่นอน เขาคือนักเตะที่โดนเราเกลียดไปจริงๆ"
"เราไปถึงจุดนั้นเพียงเพราะเรารู้สึกว่าเขาทำให้เพื่อนของเราโดนไล่ออก"


 
คีโอว์น ยังบอกอีกว่า ในเกมต่อมาที่ทั้งสองทีมเจอกัน เป็นเกมเอฟเอ คัพ และตัวเขาก็เข้าไปจับมือกับ รุด เพื่อขอโทษ และอธิบายว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ได้โกรธกันเป็นการส่วนตัว ขอให้ลืมมันไปเสีย
"ทันทีหลังจากนั้น ไม่นาน ผมคิดว่าเป็นเกมเอฟเอ คัพ มั้ง ผมเข้าไปจับมือเขาและเขาก็เกร็งๆ ผมนิดหน่อย"
"แต่ผมบอกว่าผมมาขอโทษ เขาพยายามเลี่ยงหน่อยนึง แต่ผมจับมือเขาแล้วบอกว่า 'อย่าคิดว่าเกลียดกันเป็นการส่วนตัวเลย' ผมไม่คิดว่าจะมีใครในเกมวันนั้นที่คิดแบบนี้นะ"
ในช่วงเวลานั้น มาร์ติน คีโอว์น กลายเป็นนักเตะอาร์เซน่อลที่แฟนผีเกลียดที่สุด
ขณะเดียวกัน ฟาน นิสเตลรอย ก็คืออริเบอร์ 1 ของแฟนบอลอาร์เซน่อลเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี จากมุมมองของ ฟาน นิสเตลรอย เขาบอกว่านาทีนั้นเขาไม่มีสติรับรู้ชัดเจนว่ารอบด้านเกิดอะไรขึ้น เพราะตัวเองยังผิดหวังจากที่ยิงจุดโทษไม่เข้าในเกมสำคัญอย่างนี้
"ผมไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น พอผมพลาดจุดโทษลูกนั้น มันก็แทบจะเป็นช็อตสุดท้ายของเกมแล้ว เกมใหญ่ และผมไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งผมเห็นในทีวี"
"ผมรู้ว่ามีนักเตะหลายคนเข้ามารุมผม ผลักผม โน่นนี่ แต่ผมกำลังผิดหวัง ผมเลยแทบไม่ได้สนใจเรื่องนัน ถ้าผมรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ผมก็คงจะตอบโต้ไป และมันคงเป็นเรื่องใหญ่ในสนามแน่นอน แต่ผมเซ็งอยู่กับตัวเองตอนนั้น"
ส่วนความขัดแย้งกับ มาร์ติน คีโอว์น นั้น รุด ยืนยันว่า มันจบไปแล้วและที่สำคัญ คีโอว์น เป็นคนที่นิสัยดีมากๆ เพียงแต่เหตุการณ์ของเกมมันพาไป และการกระทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ทำให้ภาพออกมาดูไม่ดีนัก


 
"มันเป็นภาพที่น่าดูจริงๆ ที่เขาลอยตัวอยู่เหนือผม แต่ประเด็นคือ จริงๆ แล้วเขาเป็นคนนิสัยดีที่สุดเลย ที่คุณจะได้เจอยามอยู่นอกสนาม"
"เมื่อสิ่งต่างๆ มันเขม็งเกลียวและมีแรงกดดันในสนาม คุณก็อาจทำสิ่งต่างๆ ที่ดูไม่ดีนักเมื่อมองย้อนกลับไป ผมเองก็เหมือนกัน เหมือนกับเขา และทุกๆ คนที่เล่นฟุตบอล ผมว่างั้นนะ"
ความเกลียดชัง อารมณ์เดือดในสนาม การขับเคี่ยวแย่งชิงความสำเร็จกันของสองทีมนี้มันระอุสุดๆ ก็จริง แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อเจาะลึกลงไปเป็นรายบุคคล จะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างทำเพื่อประโยชน์ของฝั่งตัวเอง แต่เมื่ออยู่นอกสนาม พวกเขาต่างให้เกียรติกันและกัน
ผลเสมอ 0-0 ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในวันนั้น มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอาร์เซน่อล
เพราะแทนที่พวกเขาจะแพ้ กลับกลายเป็นรอดตัวออกมาได้และในฤดูกาลนั้น อาร์เซน่อล ก็เข้าป้ายเป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก ด้วยสถิติไร้พ่าย เป็นทีมเดียวจนถึงตอนนี้ที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาลของพรีเมียร์ ลีก
ร่วมรับชมคลิปเพิ่มอรรถรสการศึกครั้งนี้ได้ที่ :: http://ow.ly/J2lG30si6OI

เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment