breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ตูร์กนัว 1997 แชมป์สุดท้ายของอังกฤษ "

อัพเดตเมื่อ : June 21, 2022 7:30pm โดย : admin

ทีมชาติอังกฤษยังเจอกับฝันร้าย แกเร็ธ เซาธ์เกต โดนโจมตีไม่เหลือชิ้นดีหลังผลงานแย่ในเนชั่นส์ ลีก โปรแกรมล่าสุดที่เพิ่งผ่านไป
ความฝัน Football is coming home ต้องผิดหวังเมื่อปีที่แล้วในการแพ้จุดโทษต่ออิตาลี ในนัดชิง ยูโร 2020
แม้ว่าทีมเยาวชน ทีมชุดเล็ก รุ่น ยู-17 และ ยู-20 สามารถคว้าแชมป์โลกได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทีมชุดใหญ่
ถึงตอนนี้ แชมป์รายการเมเจอร์เดียวของพวกเขายังเป็นฟุตบอลโลก 1966
เมื่อถามถึงแชมป์ระดับนานาชาติ รายการล่าสุดที่อังกฤษสามารถคว้ามาครองได้ จึงต้องดูที่รายการไมเนอร์ หรือแชมป์เล็กๆ
แชมป์รายการล่าสุดที่ทีมชาติอังกฤษคว้ามาครองได้ เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 1997 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ในรายการที่เรียกว่า "ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์" หรือ "Tournament of France"


 
รายการนี้เป็นที่จดจำจากลูกยิงฟรีคิก Banana Shoot ของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส นั่นเอง
ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ เคยมีขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น หนแรกในปี 1988 และอีกครั้งคือ 1997 ที่กำลังกล่าวถึงนี่
ด้วยการที่ฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 ดังนั้น 1 ปีก่อนบอลโลก พวกเขาเลยจัดตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ ขึ้นมา เหมือนเป็นการซ้อมใหญ่ ทั้งเรื่องของทีม และเรื่องของการทดสอบระบบต่างๆ ในฐานะเจ้าภาพ
(ก่อนที่ต่อมาในยุคหลัง ฟีฟ่า จะมีรูปแบบที่ชัดเจนคือ 1 ปีก่อนฟุตบอลโลก เจ้าภาพจะได้จัด คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ เพื่อเป็นการซ้อมใหญ่)
ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน มีทั้งหมด 4 ทีม หนึ่งคือเจ้าภาพฝรั่งเศส อีก 3 ทีม เป็นระดับบอลแม่เหล็ก คือ อังกฤษ, อิตาลี และ บราซิล
วิธีการแข่งขันก็ง่ายๆ นั่นคือ "เตะแบบพบกันหมด" แต่ละทีมจะได้เจอคู่แข่งครบทุกทีม และเมื่อแข่งจบครบทีมละ 3 นัด ทีมที่มีคะแนนมากที่สุดก็จะได้แชมป์ไปครอง
รายการนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 3 มิถุยายน - 11 มิถุนายน 1997 ท่ามกลางซัมเมอร์ที่อากาศดี แดดสดใสแห่งฝรั่งเศส มันคือบรรยากาศในฝันของการเล่นฟุตบอล
เจ้าภาพจัดไว้ 4 สนามใน 4 เมือง ได้แก่...
สต๊าด เดอ ลา โบฌัวร์ ของ น็องต์ส ฝั่งตะวันตก
สต๊าด เดอ ลา มอสซง ของมงต์เปลลิเยร์ ทางใต้
ปาร์ก เดส์ แพร็งส์ ของปารีส ทางตอนเหนือ
สต๊าด เดอ แชร์กล็องด์ ของลียง ทางตะวันออก
เกมแรกคือเกมที่หลายคนจำได้จากลูกยิงของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส
3 มิ.ย. 1997 : ฝรั่งเศส 1-1 บราซิล
บราซิล ออกนำ1-0 กลางครึ่งแรก จากลูกยิงฟรีคิกระยะไกลของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส มันกลายเป็นที่จดจำเนื่องจาก คาร์ลอส ยิงฟรีคิกลูกนี้เลี้ยวอ้อมกำแพงแบบเห็นๆ โค้งเป็นกล้วย จนได้รับฉายาลูกยิง Banana Kick เป็นฟรีคิกเท้าซ้ายในตำนานจนถึงทุกวันนี้
ครึ่งหลัง ฝรั่งเศส ตีเสมอ 1-1 จาก มาร์ค เคลเลอร์ กองกลางจากคาร์ลสรูห์ ที่ภายหลังย้ายมาเล่นให้เวสต์แฮม กับ แบล็คเบิร์น แต่เขาไม่ได้มีส่วนในทีมชุดจริง ที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ในอีก1 ปีต่อมา


 
4 มิ.ย. 1997 : อังกฤษ 2-0 อิตาลี
ปกติแล้ว อังกฤษมักมีผลงานไม่ดียามเจอกับคู่แข่งระดับหัวแถว แต่ไม่ใช่ในครั้งนี้ ภายใต้การคุมทีมของ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล
ฮ็อดเดิ้ล กล้าให้โอกาสดาวรุ่ง พวกแข้งอายุน้อยติดทีมกันมาเป็นแถบโดยเฉพาะก๊วนเด็กผีในวัยเพิ่งผ่าน 20 อย่างเช่น แกรี่ เนวิลล์, เดวิด เบ็คแฮม, ฟิล เนวิลล์, พอล สโคลส์ รวมไปถึง โซล แคมป์เบลล์ จากสเปอร์ส ด้วย
กระนั้นก็ไม่ตัดโอกาสพวกตัวเก๋าเช่น เอียน ไรท์ , สจ๊วร์ต เพียร์ซ, พอล แกสคอยน์
ฝั่งอิตาลี ของ เชซาเร่ มัลดินี่ ก็เรียกชุดใหญ่มาเกือบครบ 100% เช่นกันโดยเฉพาะแนวรับมีทั้ง เปาโล มัลดินี่, ฟาบิโอ คันนาวาโร่, อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า, อเลสซานโดร เนสต้า, คริสเตียน ปานุชชี่
แนวรุก อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ อยู่ในช่วงที่เรียกว่า Golden Boy นี่คือหนึ่งในนักเตะหนุ่มที่ถูกยกย่องมากที่สุดในยุโรปเวลานั้น, ฟิลิปโป้ อินซากี้, เอ็นริโก้ เคียซ่า, คริสเตียน วิเอรี่ และพวกประสบการณ์อย่าง จานฟรังโก้ โซล่า กับ ปิแอร์ลุยจิ กาซิรากี้
ทว่าเกมนี้อังกฤษกลับเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้อย่างยอดเยี่ยม 2-0 ในเกมที่ พอล สโคลส์ โชว์ฟอร์มพระเอก วางยาวอย่างสวยให้ เอียน ไรท์ พังประตูนำ 1-0 ก่อนที่ตัวเองจะมาทำประตูที่ 2 ของเกม
7 มิ.ย. 1997 : ฝรั่งเศส 0-1 อังกฤษ
ฝรั่งเศสในตอนนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าจะเป็นทีมระดับท็อปเกรดพรีเมี่ยม พวกเขาคือทีมที่ดี มีนักเตะเก่งๆ หลายราย แต่คนไม่ค่อยเชื่อว่าทีมนี้จะเป็นแชมป์โลกได้จริงๆ เพราะยังมีทีมอย่าง บราซิล, ฮอลแลนด์, อาร์เจนติน่า, อิตาลี หรือเยอรมัน ที่เจนจัดมากกว่า
อังกฤษกำลังมาแรง อลัน เชียเรอร์ เป็นคนพังประตูโทนของเกมในนาทีที่ 86 ช่วยให้สิงโตคำรามเอาชนะฝรั่งเศสเจ้าภาพไปได้ 1-0 ทำให้ อังกฤษมี 6 คะแนนเต็มจาก 2 เกมแรก
8 มิ.ย. 1997 : อิตาลี 3-3 บราซิล
เกมที่มันที่สุดของทัวร์นาเมนต์คือเกมนี้ เพราะมันเป็นการโชว์เกมรุกของทั้งสองทีม และอิตาลี บอกให้โลกรู้ว่าพวกเขาสามารถเล่นเกมรุกได้ถ้าต้องการ
อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ประกาศศักดา สมราคา Golden Boy ของวงการฟุตบอลยุโรป นั่นเป็นช่วงที่ร่างกายของ "อาเล่" ยังฟิตเต็มที่ ไม่มีอาการบาดเจ็บหนักมารบกวน
ครึ่งแรก อิตาลีนำ 2-1 โดย เดล ปิเอโร่ ทำ 1 ประตู ก่อนที่เขาจะมายิงจุดโทษฉีกเป็น 3-1 ในครึ่งหลัง
อย่างไรก็ตามบราซิลยังมี 2 กองหน้าระดับเทพ นั่นคือ โรนัลโด้ และ โรมาริโอ ที่ยิงคนละประตูให้เกมนี้จบลงด้วยสกอร์ 3-3
เช่นเดียวกับ เดล ปิเอโร่ ช่วงนั้นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพนักเตะของโรนัลโด้ R7 ด้วยวัย 21 ปี และยังไม่เคยเจ็บหนัก มันคือช่วงพีคสุดของเขา


 
10 มิ.ย. 1997 : อังกฤษ 0-1 บราซิล
ด้วยผลการแข่งขันจาก 2 นัดแรก เท่ากับว่าอังกฤษเป็นแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขามี 6 คะแนน ขณะที่ทีมอื่น ไม่สามารถไล่ทัน เนื่องจากไม่มีใครชนะกันได้เลย ตัดแต้มกันเองหมด
อังกฤษลงเล่นเกมนี้ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะบราซิล ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่พวกเขามักแพ้ทางเสมอ
แต่สุดท้าย แม้จะเล่นด้วยความมั่นใจและไม่เกรงกลัว แต่คลาสบอลของบราซิล ก็แสดงให้เห็นว่าทำไมเวลานั้นพวกเขาถึงเป็นราชาลูกหนังโลก เพราะทีมเปี่ยมด้วยแข้งพรสวรรค์
โรมาริโอ ทำประตูชัยให้บราซิลในนาทีที่ 61 เป็นการยิงจิ้มปลายเกือกตามสัญชาติญาน
หลังจบเกม อลัน เชียเรอร์ ในฐานะกัปตันทีมก็ขึ้นรับโทรฟี่แชมป์ ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ 1997
11 มิ.ย. 1997 : ฝรั่งเศส 2-2 อิตาลี
เกมปิดทัวร์นาเมนต์ เป็นเกมหนีบ๊วยระหว่างสองยอดทีม
นี่เป็นเกมที่ ซีเนดีน ซีดาน เริ่มโชว์คลาสให้เห็น ว่าในอีก 1 ปีให้หลัง เขาจะกลายเป็นพระเอกผู้นำฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลก
ซีดาน พาทีมออกนำ 1-0 ตอนต้นเกม แต่ ปิแอร์ลุยจิ กาซิรากี้ ตีเสมอให้อิตาลี 1-1 เมื่อเกมผ่านไปได้ 1 ชั่วโมง
ยูริ จอร์เกฟฟ์ ที่คุ้นเคยกับฟุตบอลอิตาลีเป็นอย่างดี ทำประตูให้ฝรั่งเศสนำอีกครั้ง แต่แล้วก่อนหมดเวลา 1 นาที อิตาลี ก็ตีเสมอ 2-2 จากจุดโทษของ เดล ปิเอโร่ โดยที่เขาเป็นคนเรียกจุดโทษด้วยตัวเองด้วย นั่นทำให้ เดล ปิเอโร่  เป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ ด้วยจำนวน 3 ประตู


 
ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ อาจมองเป็นทัวร์นาเมนต์เล็กๆ ไม่ได้เอาจริงแบบ 100% แต่ถ้าไล่ดูขุมกำลังของแต่ละทีม ก็เรียกได้ว่าเป็นนักเตะชุดที่ดีที่สุด 80-90% เลยทีเดียว โดยเฉพาะพวกสตาร์เบอร์ต้นๆ ของแต่ละชาติ ต่างมากันครบครัน
หลังจบศึกนี้ บราซิล ก็รีบเดินทางไปโบลิเวียทันที เพราะพวกเขามีศึกที่เอาจริงเอาจังกว่ารออยู่ นั่นคือ โกปา อเมริกา 1997 ซึ่งนัดแรกของพวกเขา ให้หลังเพียง 3 วัน จากนัดที่เอาชนะอังกฤษ 1-0 ปิดท้ายตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์
บราซิล ทำสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์โกปา อเมริกา มาครองและเป็นรายการที่ โรนัลโด้ R9 โชว์เทพ เล่นดีที่สุดในชีวิต
ฝรั่งเศส พวกเขาได้ซ้อมใหญ่กับทีมเบอร์ต้นๆ ของโลก และกลับไปแก้ไขจุดบกพร่อง ก่อนที่ 1 ปีให้หลัง เอเม่ ฌักเก้ต์ จะนำทีมคว้าแชมป์โลกได้ในที่สุด โดยคู่ต่อกรนัดชิงชนะเลิศของพวกเขาก็คือบราซิล ที่เจอกันมาในตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ นี่เอง
อิตาลี ไปเจอกับอังกฤษอีกครั้งในนัดสุดท้ายของรอบคัดเลือกฟร้องซ์ 98 ตอนเดือนตุลาคม แต่เอาชนะไม่ได้ เสมอ 0-0 ทำให้จบอันดับ 2 ต้องไปเพลย์ออฟ แต่ก็ดีพอที่จะเอาชนะรัสเซีย ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ในฟร้องซ์ 98 อิตาลี เข้าไปแพ้ฝรั่งเศสเจ้าภาพในรอบก่อนรองชนะเลิศในการดวลจุดโทษอย่างน่าเจ็บใจที่สุด


 
อังกฤษ .... หลังจากคว้าแชมป์ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ ดูเหมือนอนาคตสดใสของพวกเขารออยู่ข้างหน้า
พวกเขารู้ตัวว่าอาจไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด แต่ประสบการณ์จากทัวร์นาเมนต์นี้ พวกเขาเชื่อมั่นว่าสามารถต่อกรกับเหล่ายักษ์ใหญ่ได้แน่
ฟร้องซ์ 98 ของอังกฤษเริ่มต้นอย่างสดใส นักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม, โซล แคมป์เบลล์ และไมเคิ่ล โอเว่น สร้างชื่อ แต่แล้ว เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในเกมกับอาร์เจนติน่าอย่างที่เรารู้กันดี
ใบแดงของ เบ็คแฮม และการแพ้จุดโทษ ทำให้อังกฤษต้องอกหัก
จากตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ ในปี 1997 จนถึงตอนนี้ อังกฤษก็ยังไม่สามารถคว้าแชมป์ระดับนานาชาติมาครองได้อีกเลย

อ่านให้ได้อรรถรสขึ้นอย่าลืมชมคลิปกันได้ที่ :: http://ow.ly/ugNi30smw95

เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment