breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" แชมป์ของลีดส์แฮททริกของก็องโต้ "

อัพเดตเมื่อ : August 03, 2022 5:12pm โดย : admin

สำหรับแฟนบอลอังกฤษ สัญญานเตือนชัดเจนที่สุดว่าฤดูกาลใหม่กำลังจะเปิดนั่นก็คือเกมชิงโล่การกุศล "คอมมิวนิตี้ ชิลด์"
มันคือ "ซูเปอร์ คัพ" โดยพฤตินัย เพราะเป็นการเจอกันของแชมป์ฟุตบอลลีก กับ แชมป์ฟุตบอลถ้วย ของฤดูกาลก่อน
เมื่อเกมนี้เตะขึ้น หมายความว่าอีก 1 สัปดาห์ ฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก ก็จะบรรเลงเพลงแข้งกันอีกครั้ง ยาวไปอีก 9 เดือน
ล่าสุด ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์เอฟเอ คัพ ก็เป็นฝ่ายคว้าโล่การกุศลนี้ไปครองด้วยการเอาชนะแชมป์ลีกอย่าง แมนฯ ซิตี้ ไป 3-1
ถือเป็นเกมที่สนุกตื่นเต้น เหมาะแก่การเป็นเกมชิมลางก่อนพรีเมียร์ ลีก เปิดอย่างที่สุด
ตลอดประวัติศาสตร์ของเกมชิงโล่นี้ มีหลายต่อหลายครั้งที่สนุกตื่นเต้น เร้าใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเวอร์ชั่นเมื่อปี 1992
สมัยนั้น ยังเรียกว่า "แชริตี้ ชิลด์" ที่ทำให้เราแปลตรงตัวได้ว่า โล่การกุศล (Charity Shield)
เนื่องจากเดิมที เอฟเอ หรือสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ได้ยื่นเรื่องไว้กับคณะกรรมการองค์กรการกุศล (Charity Commision) และนำชื่อ แชริตี้ มาใช้เป็นชื่อการแข่งขัน
เพราะเงินที่ได้จากการขายตั๋วและขายหนังสือโปรแกรมของเกมนี้ จะถูกนำไปบริจาคให้องค์กรการกุศลต่างๆ
ทว่าในปี 2002 คณะกรรมการองค์กรการกุศล พบว่าฝ่ายจัดการแข่งขัน มีความล่าช้า และไม่ชัดเจน ในเรื่องการแจกแจงว่ารายได้นั้นจะบริจาคให้ที่ไหน อะไรยังไง จนมีการเรียกคืนชื่อ "แชริตี้"
นั่นทำให้เอฟเอ ต้องเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "คอมมิวนิตี้ ชิลด์" (Community Shield) หรือ เกมการแข่งขันเพื่อสังคม แทน และใช้ชื่อนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา
อย่างไรก็ดี เราก็ยังคุ้นเคยกันในภาคภาษาไทยว่า โล่การกุศล อยู่เช่นเดิม


 
ในปี 1992 มันเป็นการเจอกันของ ลีดส์ ยูไนเต็ด แชมป์ลีกสูงสุด และลิเวอร์พูล แชมป์เอฟเอ คัพ
มันถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านพอดี เพราะฤดูกาล 1992/93 ลีกสูงสุดของอังกฤษ แยกตัวออกจากฟุตบอลลีก มาตั้งเป็น เดอะ พรีเมียร์ ลีก จัดการบริหารรายได้กันเอง และเปลี่ยนชื่อลีกเป็น "พรีเมียร์ ลีก" แทนที่จะเป็น ดิวิชั่น 1 ตามเดิม
นั่นหมายความว่า ลีดส์ คือทีมสุดท้ายที่ได้แชมป์ลีกสูงสุดในระบบเดิม ในชื่อเดิมว่า ดิวิชั่น 1
เกมนี้เตะกันที่เวมบลีย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1992
ลีดส์ ภายใต้การคุมทีมของ ฮาวเวิร์ด วิลคินสัน มาในชุดเก่งสีขาวล้วน
นายทวารเป็น จอห์น ลูคิช แบ็กโฟร์ประกอบด้วย จอน นิวซั่ม, คริส แฟร์คลัฟ, คริส ไวท์, โทนี่ โดริโก้
กองกลางถือว่าแข็งแกร่ง ร็อด วัลเลซ ปีกขวา ตรงกลาง เดวิด แบ็ตตี้ กับ แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ ที่ภายหลังจะได้ย้ายมาเล่นให้ลิเวอร์พูล ส่วนปีกซ้ายเป็น แกรี่ สปีด ผู้ล่วงลับ
คู่หน้า ลี แชปแมน ประสานงานกับ เอริค คันโตน่า
ก็องโต้ เพิ่งย้ายมาเล่นให้ลีดส์ในเดือนมกราคม 1992 นี่เอง ใช้เวลาไม่นาน ก็กลายเป็นขวัญใจแฟนลีดส์ มีส่วนช่วยให้พวกเขาเบียดแมนฯ ยูไนเต็ด เข้าป้ายเป็นแชมป์ ดิวิชั่น 1
โดยไม่มีใครคาดเดาและคิดล่วงหน้าได้เลยว่านับจากเกมนี้อีกเพียง 3 เดือนเศษ คันโตน่า จะย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และสร้างตำนานไว้ที่นั่น
ทางฝั่งลิเวอร์พูลที่มี แกรม ซูเนสส์ คุมทีม ก็มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ
ลิเวอร์พูลปล่อย แบร์รี่ โจนส์, เรย์ เฮาจ์ตัน, แบร์รี่ เวนิสัน ออกไปจากทีม (ภายหลัง ดีน ซอนเดอร์ส ก็ด้วย)
จากนั้นก็ซื้อ เดวิด เจมส์ นายทวารดาวรุ่งหนุ่มพุ่งแรงเข้ามา นี่คืออนาคต ซูเนสส์ กล่าว ยังมี พอล สจ๊วร์ต, ทอร์เบน พีชนิค (ภายหลังมี สติก อิงเก้ บียอร์นบี้)
ซูเนสส์ จัดทีมให้ บรูซ กร็อบเบลาร์ เฝ้าเสา แนวรับประกอบด้วย ไมค์ มาร์ช, นิค แทนเนอร์, มาร์ค ไรท์ และ เดวิด เบอร์โรว์ส
แดนกลาง มาร์ค วอลเทอร์ส ยืนปีกขวา ปีกซ้าย รอนนี่ โรเซนธาล ตรงกลาง พอล สจ๊วร์ต ได้ประเดิมให้ทีมทันทีหลังย้ายมาหมาดๆ เล่นคู่กับ รอนนี่ วีแลน
ส่วนคู่หน้าเป็น 2 หอกเลือดมังกรแดงคือ เอียน รัช และ ดีน ซอนเดอร์ส


 
นาทีที่ 26 ร็อด วัลเลซ ได้บอลแทงจาก แบ็ตตี้ หลุดโล่งมาทางซ้าย เขาดึงรอจังหวะในกรอบเขตโทษแล้วเปิดเข้ากลางให้ เอริค คันโตน่า กดเต็มข้อไม่เหลือ 1-0 ของลีดส์
แต่อีกเพียงไม่ถึง 10 นาที ลิเวอร์พูล ก็ตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะเปิดสุดเส้นหลังของ รอนนี่ โรนเซนธาล มาที่เสาสอง เอียน รัช ยืนโขกเหน่งๆ 1-1
นาทีที่ 43 กำลังจะหมดครึ่งแรกอยู่รอมร่อ ลีดส์ มาพลิกนำอีกครั้ง 2-1 จากฟรีคิกระยะเกือบ 30 หลาเยื้องฝั่งขวาของเขตโทษ โทนี่ โดริโก้ วิ่งมายิงเต็มหลังเท้า บอลพุ่งแฉลบบล็อก แล้วเข้าประตูไปอย่างจนปัญญาของ กร็อบเบลาร์
ครึ่งหลังลิเวอร์พูล ลงมาบุกหนัก นาทีที่ 65 ก็ตีเสมอได้สำเร็จ ในจังหวะที่ มาร์ค วอลเทอร์ส ตะบันจากหน้าเขตโทษไปติดบล็อกกองหลังแต่ ดีน ซอนเดอร์ส จมูกไว ปรี่เข้าซ้ำดาบสองตุงตาข่าย 2-2
นาทีที่ 77 ลีดส์ ออกนำอีกครั้ง แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ สาดฟรีคิกจากทางฝั่งซ้ายเข้าไปในเขตโทษ เอริค คันโตน่า เทกตัวโหม่งบอลไปโดนเพื่อนร่วมทีม กระดอนกลับมาเข้าทาง ก็องโต้ เลยยิงตูมเดียวเข้าไปเป็น3-2
อีก 10 นาทีต่อมา ร็อด วัลเลซ ไปเก็บบอลได้ตรงมุมธงพอดีก่อนบรรจงเปิดมาหน้าปากประตู คันโตน่า เทกตัวเหนือ รอนนี่ โรเซนธาล แล้วโขกเน้นๆ เป็น 4-2 และมันคือ แฮททริกของกองหน้าชาวฝรั่งเศสรายนี้ นั่นคือแฮททริกแรก ในการเล่นฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการของ คันโตน่าด้วย
ก่อนหมดเวลา 1 นาที เกิดความตื่นเต้นขึ้น เพราะลิเวอร์พูลไล่มา 3-4 จากลูกเตะมุมทางขวา บอลมาตกเข้าทาง มาร์ค ไรท์ เติมขึ้นมายิงยัดไปเสาแรก บอลไม่ได้แรงนัก ตรงนั้นมี กอร์ดอน สตรัคคั่น ซึ่งลงมาเป็นตัวสำรองของลีดส์ ยืนคุมเสาอยู่ สตรัคคั่น พยายามครองบอลแต่มันดันค่อยๆ ปลิ้นไปทีละนิดตามจังหวะการขยับขาของเขา แล้วทะลักข้ามเส้น กลายเป็นประตูไปเฉยเลย


 
ทว่าช่วงที่เหลือลิเวอร์พูล ก็ไม่สามารถตามตีเสมอได้สำเร็จ จบเกม ลีดส์ เป็นฝ่ายคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 4-3
หนึ่งในเกมสุดตื่นเต้น และแฟนบอลได้เห็นแฮททริกของ เอริค คันโตน่า ในเสื้อสีขาว
มันเป็นครั้งสุดท้ายที่ลีดส์ คว้าชัยชนะได้ที่สนามเวมบลีย์อีกด้วย  (สมัยนั้นยังเป็นเวมบลีย์เก่า)
หลายคนมองว่า แชริตี้ ชิลด์ หรือ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ไม่นับเป็นแชมป์เมเจอร์
แต่จะนับหรือไม่นับก็ตาม นั่นกลับกลายเป็นแชมป์รายการสุดท้ายจนถึงตอนนี้ของลีดส์ หากนับการแข่งขันในระดับสูง
ร่วมรับชมคลิปความสนุกกับ "ก็องโต้" ได้ที่ :: http://ow.ly/9vHk30sp8Lv

เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment