breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เกือบไปแล้วยักษ์เดนส์ "

อัพเดตเมื่อ : September 13, 2022 6:55pm โดย : admin

ความขัดแย้งระหว่างผู้จัดการทีม กับ นักฟุตบอล เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่ากับทีมไหน สโมสรใดก็ตาม
แม้ว่าผู้จัดการทีมจะดีหรือแย่อย่างไร แต่ผู้เล่นมีหลายคน ต่างก็มีนิสัยแตกต่างกัน และเรื่องของการทำงานร่วมกันมันมีหลากหลายมิติ
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดการของกุนซือแล้วว่าจะทำอย่างไร เมื่อมีปัญหากับลูกทีม
หนึ่งในคนที่ขึ้นชื่อว่าจัดการนักเตะได้ดี และมีความเด็ดขาดชัดเจนก็คือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
เฟอร์กี้ มีข่าวขัดแย้งกับนักเตะมากมายตลอดการคุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกือบ 27 ปี
ส่วนใหญ่ มักลงเอยด้วยการที่นักเตะคู่กรณีจะอยู่ไม่ได้ ต้องอำลาไปในที่สุด ไม่ว่าจะเป็น พอล อินซ์, เดวิด เบ็คแฮม, รอย คีน, รุด ฟาน นิสเตลรอย หรือ ยาป สตัม


 
เก่งแค่ไหน ดังแค่ไหน มีอิทธิพลในทีมแค่ไหน เฟอร์กี้ สามารถเขี่ยทิ้งได้หมด และมักพิสูจน์ท้ายที่สุดว่าเขามักถูกต้องด้วย เมื่อตัดสินจากผลงานของทีม (ยกเว้น ยาป สตัม ที่มีอิมแพ็คท์ชัดเจนทำให้เกมรับยวบ)
ยังมีอีกหนึ่งครั้งที่ นักเตะทะเลาะกับเฟอร์กี้ และไม่โดนขายทิ้ง กลับยังอยู่ต่อมาสร้างตำนานได้อีกมากในภายหลัง นั่นก็คือ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล
ชไมเคิ่ล ย้ายมาอยู่กับยูไนเต็ด ในปี 1991 และช่วยทีมได้แชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, ลีก คัพ, พรีเมียร์ลีก อย่างละ 1 สมัยแล้ว และกำลังเข้าสู่การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัย 2 ในวันที่เกิดเรื่อง
มันเป็นวันที่ 4 มกราคม 1994 ผ่านปีใหม่มาได้แค่ไม่กี่วัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องไปเยือน ลิเวอร์พูล ที่แอนฟิลด์ "ศึกแดงเดือด"
ทีมของ เฟอร์กูสัน เริ่มต้นได้ดีอย่างเหลือเชื่อ เพราะเป็นฝ่ายออกนำ ลิเวอร์พูล ไปขาดลอยถึง 3-0 ภายใน 23 นาที จาก สตีฟ บรูซ, ไรอัน กิ๊กส์ และ เดนิส เออร์วิน
ทว่าความที่หลุดสมาธิ และอาจจะประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป ลิเวอร์พูล กลับมาได้เร็ว ด้วย 2 ประตูของ ไนเจล คลัฟ ทำให้จบครึ่งแรกที่ 2-3
ครึ่งหลังเกมยังสนุก โอกาสที่ลิเวอร์พูลจะตีเสมอก็มี ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีโอกาสยิงหนีห่างไปอีกเช่นกัน แต่ต้องชมการเซฟของทั้ง ชไมเคิ่ล และ บรูซ กร็อบเบลาร์ ที่ยังทำให้ไม่มีประตูเพิ่ม
จนมาถึงนาทีที่ 78 จังหวะนั้น สติ๊ก อิงเก้ บียอร์นบี้ ที่ลงมาแทน สตีฟ แม็คมานามาน ได้เออร์ลี่ครอสจากทางซ้ายเข้าไปหน้าปากประตู นีล รัดด็อค เทกตัวโขกเต็มๆ ตีเสมอให้ลิเวอร์พูลเป็น 3-3


 
แน่นอน ชไมเคิ่ล ควรทำได้ดีกว่านั้น บอลมันไม่ได้หนีตัวเลย แต่มันก็เข้าประตูไปจนได้ เซฟไม่ง่าย แต่ในมุมของเฟอร์กี้ คงมองว่า มันน่าจะเซฟได้
คุณก็รู้ จากที่นำอริตลอดกาล 3-0 แต่ลงเอยด้วยการโดนตีเสมอ 3-3 เฟอร์กี้ จะเดือดแค่ไหน
"เรานำ 3-0 อย่างไวเลย และเรามีโอกาสแล้วโอกาสเล่า"
"ผมอยากคิดว่าผมทำให้เรายังคงนำอยู่  เพราะผมเซฟเยอะมากครึ่งหลังก่อนที่จะโดนตีเสมออย่างช่วยไม่ได้"
"สิ่งเดียวที่เขาเอาแต่พูดหลังจบเกมก็คือเรื่องการเตะเปิดเกมของผม ครึ่งหลังนั่นผมเตะโกล์คิกไปราว 700 หนได้!!! และผมหวดมันยาว 80 หลา แต่มันดันไปตรงเข้าหัวกองหลังพวกเขาที่โหม่งสวนกลับขึ้นมาได้ทันที เขาหงุดหงิดมากกับเรื่องนี้..."
"ผมก็เลยขึ้นมาเหมือนกัน ผมน็อตหลุด คือสิ่งที่ผมอยากบอกกับเขาเลยนะ จริงๆ แล้วคุณสามารถโต้แย้งเขาได้เสมอ ไม่ว่าเขาจะโกรธแค่ไหน คุณสามารถโต้แย้งได้เสมอเพื่อปกป้องตัวเอง(แต่อย่าล้ำเส้น)"
"แต่ฉากวันนั้นมันเลยเถิดไปหน่อย มันเป็นเกมที่เตะวันเสาร์ แล้วพอเรากลับมาซ้อมกันอีกครั้งในวันจันทร์ เขาก็เรียกผมเข้าไปหา และสิ่งแรกที่เขาพูดคือ 'รู้ไหม ฉันต้องปลดแกจากทีม?'
"ผมยังเซ็งอยู่ในตอนนั้น ผมก็เลยบอกไปว่า 'ได้ งั้นขายผมออกไปเลย' ผมทำตัวโง่มาก"
"หลังจากนั้นก็มีการประชุมกันในห้องแต่งตัว ซึ่งเขาก็ระเบิดอารมณ์ออกมาเต็มที่"



หลังจากด่าลูกทีมทุกคนในห้องแต่งตัวที่สนามซ้อม ก่อนลงซ้อมมื้อแรกวันจันทร์แล้ว เฟอร์กี้ ก็เดินออกไปก่อน แต่โดยไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้ว เฟอร์กี้ ยังยืนอยู่หน้าห้อง เพื่อสังเกตอะไรบางอย่าง
"เขาด่าพวกเรายับในห้องแต่งตัวในเช้าวันจันทร์ และจากนั้นก็ออกจากห้องไป"
"คนอื่นๆ ก็กำลังจะออกจากห้องเพื่อไปลงสนามซ้อม แต่ผมพูดขึ้นว่า 'ฉันอยากขอโทษพวกนายทุกคนสำหรับพฤติกรรมของฉันเมื่อวันเสาร์' ผมไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน ผมขอโทษผู้จัดการทีมเช่นกัน และผมคิดว่านักเตะ ไม่ควรประพฤติตัวแบบนี้ ถ้า 'ฉันจาบจ้วงใครเข้า ฉันก็ขอโทษจริงๆ' "
การเปิดใจขอโทษกับการกระทำของตัวเองต่อหน้าเพื่อนๆ แบบนี้ของ ชไมเคิ่ล ปรากฎว่าเฟอร์กี้ ที่ยืนอยู่นอกห้องได้ยินทั้งหมด
"นั่นคือสิ่งที่เอเยนต์ของผมมาบอกผม เพราะเขาบอกเอเยนต์ของผมเองว่าเขายืนอยู่นอกห้องแต่งตัวและได้ยินที่ผมพูด เขาก็เลยเปลี่ยนใจเพราะผมได้ขอโทษออกไป"
"จริงๆ ผมไม่คิดว่าเขาจะเขี่ยผมทิ้งหรอก เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้กับนักเตะคนอื่นๆ เขาแค่พูดกับผมคนเดียว เขาทำถูกแล้วล่ะ ผมเป็นฝ่ายผิด มาตั้งแต่ต้นเลย"
ชไมเคิ่ล ยอมรับว่าเขาโต้เถียงเฟอร์กี้ เลยเถิดเกินไป มันข้ามเส้นของเหตุและผล ในฐานะนักเตะกับผู้จัดการทีม นั่นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
สุดท้าย ทั้งคู่ก็กลับมาคืนดี และช่วยกันพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ ในฤดูกาลนั้น ก่อนจะเดินหน้าคว้าถ้วยรางวัลอีกมากมายจนถึงปี 1999 ที่ ชไมเคิ่ล หมดสัญญาอำลาไปเล่นให้ สปอร์ติ้ง ลิสบอน

เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment