breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ย้ายทีมไปคุมคู่อริ "

หลังจากมีข่าวสถานการณ์ความยากลำบากที่ เชลซี ทำให้บุคลากรของสโมสรเผชิญกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต ในทีมสิงห์บลูส์ มีบุคลากรที่มีความสามารถมากมายที่ทีมอื่นๆ อาจอยากได้ตัวไปร่วมทีม หนึ่งในนั้นคือ โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือคนเก่ง ทูเคิ่ล ถูกชงให้กับยักษ์ใหญ่ที่กำลังมองหาผู้จัดการทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากเหล่ากูรูหลายราย ในลีกอื่นอาจไม่ซีเรียส แต่สำหรับในอังกฤษ ลีกที่มีความเป็น "อริ" กันอย่างสูง และแมนฯ ยูไนเต็ด-เชลซี ก็เป็นทีมที่ขับเคี่ยวกันมานาน เป็นคู่แข่งที่บดบี้กันเข้มข้นเสมอ แม้จะไม่ถึงกับเรียกว่า "ดาร์บี้แม็ทช์" ก็ตาม ที่ผ่านมาเคยมีนักเตะย้ายระหว่างสองทีมนี้อยู่เรื่อยๆ ส่วนเรื่องของผู้จัดการทีมก็เคยมีเช่นกัน เพียงแต่ในยุคหลังมันไม่มีการย้ายโดยตรงกันเลย ผู้จัดการทีมที่ย้ายจากทีมหนึ่ง ไปคุมทีมคู่อริ มีบ่อย แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นการ "ย้ายโดยตรง" อาจเป็นการอ้อมไปทำงานที่อื่นก่อนค่อยคัมแบ็ก หรือเป็นเคสของการว่างงาน เช่น โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นต้น หรือกระทั่ง ราฟา เบนิเตซ ก็ไม่ได้ย้ายจาก ลิเวอร์พูลมายังเอฟเวอร์ตันโดยตรง เรื่องการย้ายโดยตรงไปคุมทีมคู่อริโดยตรงเลยแบบสุดคลาสสิกคือเรื่องของ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ และดาร์บี้แห่งแดนใต้ "South coast derby" ระหว่าง เซาธ์แฮมป์ตัน และ พอร์ทสมัธ ต้องบอกว่าทีมทางใต้ทีมแรกที่ เร้ดแน็ปป์ มีความผูกพันธ์ด้วยคือ บอร์นมัธ เพราะเมื่ออำลา เวสต์แฮม เขาก็ย้ายค้าแข้งที่นี่อยู่ 4 ปี และเมื่อผันตัวมาคุมทีม ก็สร้างชื่อกับบอร์นมัธ นี่แหละ คุม "เดอะ เชอร์รี่ส์" นานถึง 9 ปี จากนั้น แฮร์รี่ ก็ย้ายมาคุมเวสต์แฮม กลายเป็นภาพจำของแฟนบอลในยุค 90s มีนาคม 2002 เร้ดแน็ปป์ ก็ลงใต้ไปคุม พอร์ทสมัธ ในยุคที่ เดอะ ปอมปีย์ ได้เจ้าของใหม่เป็นเศรษฐีนักลงทุนชาวโครแอตนาม มิลาน มันดาริช ปีแรกที่ได้คุมปอมปีย์แบบเต็มฤดูกาล จ่าแฮร์รี่ ก็นำทีมคว้าแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ (ในชื่อเดิมว่า ดิวิชั่น 1) เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้ทันที ฤดูกาล 2003/04 เป็นการกลับมาเล่นบนเวทีลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 15 ปีของ พอร์ทสมัธ แม้จะเป็นทีมเล็กแต่พวกเขาเล่นบอลสนุกตามสไตล์ของ เร้ดแน็ปป์ แฟนบอลก็รักกุนซือคนนี้กันมาก ในช่วงเวลาเดียวกัน เซาธ์แฮมป์ตัน อริตลอดกาลของพวกเขาก็ยังคงอยู่ในพรีเมียร์ ลีก แม้ว่า แม็ทธิว เลอทิสซิเอร์ จะอำลาไปแล้ว แต่พวกเขามีกองหน้าขวัญใจคนใหม่ในตอนนั้นอย่าง เจมส์ บีทตี้, จอมป่วนลัตเวียน มาริยัน ปาฮาร์ส และจอมทุ่มไกล รอรี่ ดีแล็ป ส่วนปอมปีย์ ก็มีพวกตัวเก๋า เท็ดดี้ เชอริงแฮม, ทิม เชอร์วูด, แพทริค แบร์เกอร์, ชาก้า ฮิสล็อป แต่ที่เป็นตัวเจ็บๆ ของทีมเลยก็คือ ยาคูบู และตัวยืม โลมาน่า ลัวลัว ผลการเจอกันเองในฤดูกาล 2003/04 ปรากฏว่าออกบ้านใครบ้านมัน นักบุญเปิดรังต้อน 3-0 ส่วนที่ แฟร็ตตัน พาร์ค ก็เป็นชัยชนะของปอมปีย์ 1-0 จริงๆ ปอมปีย์ ทำท่าจะไม่รอดเอาด้วย จนมาฟื้นเอาในช่วง 10 นัดสุดท้าย ที่ชนะ 6 และแพ้แค่นัดเดียว และบังเอิญสุดๆ ที่พอจบฤดูกาล เซาธ์แฮมป์ตันที่ 12 , พอร์ทสมัธจบที่ 13 เข้าสู่ฤดูกาลใหม่ 2004/05 ตอนนี้เองที่สถานการณ์เริ่มพลิกผัน เซาธ์แฮมป์ตัน ที่เคยเป็นทีมใหญ่กว่า ดีกว่า เริ่มระส่ำระสาย พวกเขาผลงานไม่ดีเลย ตกอยู่ในโซนแดงมาตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล จนมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือ จาก พอล สเตอร์ร็อค มาเป็น สตีฟ วิกลี่ย์ ด้าน พอร์ทสมัธ แม้จะไม่แจ่มแจ๋ว แต่ก็ประคองตัวสบายๆ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ พาทีมชนะ 4 จาก 10 นัดแรก เสมออีก 3 กระทั่งมีชนวนสำคัญนั่นคือ มิลาน มันดาริช เจ้าของทีมชาวโครแอต ไปดึงเอา เวลิเมียร์ ซาเยช คนบ้านเดียวกันเข้ามานั่งตำแหน่ง "ผู้อำนวยการกีฬา" ต้องบอกว่าในยุคนั้น ฟุตบอลอังกฤษกับคำว่า ผู้อำนวยการกีฬา คือโลกคนละใบ "ผู้จัดการทีม" ดูแลทุกอย่าง การมีตำแหน่ง "ผอ.กีฬา" ก็เหมือนไปลดทอนอำนาจ ลดทอนการตัดสินใจของผู้จัดการทีม การตัดสินใจครั้งนี้ของเจ้าของสโมสร ทำให้ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ไม่พอใจมาก จนขัดแย้งกันกับมันดาริชทันที ผลที่ตามมาคือ เร้ดแน็ปป์ ประกาศลาออกในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2004 ด้าน พอร์ทสมัธ ก็แก้ลำด้วยการที่ มิลาน มันดาริช เลื่อนขั้น เวลิเมียร์ ซาเยช จากผู้อำนวยการกีฬา ขึ้นมาเป็น ผู้จัดการทีม คุมทัพไปเลย ข้ามไปที่เซาธ์แฮมป์ตัน แม้จะเปลี่ยนกุนซือมาเป็น สตีฟ วิกลี่ย์ แต่ผลงานทีมก็ไม่กระเตื้อง ทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง ความใจกล้าของพวกเขาคือติดต่อไปยัง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ที่เพิ่งแยกทางจากคู่อริตลอดชาติอย่างพอร์ทสมัธ ที่ไม่น่าเชื่อไปกว่านั้นคือ แฮร์รี่ ก็ตอบรับข้อเสนอซะด้วย 2 สัปดาห์หลังแยกทางกับปอมปีย์ วันที่ 8 ธันวาคม 2004 เขาก็เข้ามารับงานคุมทีมเซาธ์แฮมป์ตัน ชนิดทำเอาตะลึงกันทั้งลีก "หลังจาก(แยกกับปอมปีย์) ไม่นาน ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเซาธ์แฮมป์ตัน" "ผมมีบ้านอยู่โซนนี้อยู่แล้ว ดังนั้นทำไมผมจะไม่ควรรับงานนี้ล่ะ? มันเป็นการย้ายที่บ้าคลั่งมาก ผมไม่ได้ตระหนักถึงความเกลียดชังระหว่างพวกเขาหรอก" เร้ดแน็ปป์ อ้างว่าเขาไม่รู้ถึงความเป็นอริของสองทีมนี้ว่ามันรุนแรงแค่ไหน ซึ่งบอกตามตรงว่าฟังไม่ขึ้น ทันทีที่เขารับงานคุมนักบุญ ทางแฟนบอลปอมปีย์ ที่เคยรักเขามาก ก็โมโหสุดขีด มีทั้งป้ายผ้า ทั้งเสื้อยืด ที่ด่าทอเขาเป็นไอ้ทรยศ ไอ้ขยะ ไอโน่นไอ้นี่ และแช่งให้ตกนรกหมกไหม้ เส้นทางของทั้งสองทีมในฤดูกาลนี้แย่มาก เรียกว่าดื้นหนีตายกันอย่างสุดชีวิต เมษายน 2005 พอร์ทสมัธ ชิงลงมือก่อน พวกเขาปลด เวลิเมียร์ ซาเยช ออกเพราะผลงานไม่ดี แล้วตั้ง อแล็ง แปร์กแร็ง มาคุมทีมแทน ซึ่งแม้จะกระเสือกกระสน แต่อย่างน้อย ทีมก็จบอันดับ 16 (ทั้งนี้ต้องขอบคุณผลงานดีๆ ช่วงต้นซีซั่นของแฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์) ส่วนเซาธ์แฮมป์ตัน กลับไม่เป็นอย่างนัน เมื่อ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ สร้างปาฏิหาริย์ไม่ได้ ในวันสุดท้ายของฤดูกาล พวกเขาแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-2 ต้องตกชั้นด้วยการเป็นอันดับ 20 ของตารางคะแนน แฟนปอมปีย์ ได้ทีหัวเราะร่า เพราะ เร้ดแน็ปป์ ย้ายไปคุมเซาธ์แฮมป์ตัน แล้วตกชั้น สมน้ำหน้า! หากคุณคิดว่าเรื่องจบตรงนี้ ก็ถือว่าเร็วไป ในฤดูกาลต่อมา 2005/06 ทั้งสองทีมอยู่คนละลีกกันแล้ว พอร์ทสมัธ กับอแล็ง แปร์กแร็ง กำลังหนีตายอยู่โซนท้ายตารางในพรีเมียร์ ลีก เหมือนเดิม ส่วน เร้ดแน็ปป์ ก็พยายามพา เซาธ์แฮมป์ตัน เลื่อนชั้น แต่ผลงานของทีมไม่เปรี้ยงปร้าง แม้จะแพ้น้อยมากๆ แต่หนักเสมอ พวกเขาเสมอรวด 8 นัดติดต่อกัน ในที่สุด กระแสลมก็เปลี่ยนทิศอีกครั้ง 3 ธันวาคม 2005 พอร์ทสมัธ ทนไม่ไหวปลด อแล็ง แปร์กแร็ง พ้นตำแหน่งเพราะทีมสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น น่าแปลก เมื่อรู้ข่าวนี้ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ก็ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเซาธ์แฮมป์ตัน วงการฟุตบอลบอกว่า Never say never อย่าพูดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ใครจะไปคิดว่า แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ หวนกลับไปคุมพอร์ทสมัธ ทันทีที่ลาออกจากเซาธ์แฮมป์ตัน ให้นึกภาพง่ายๆ เหมือน คล็อปป์ อำลา ลิเวอร์พูลไปคุมแมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว 1 ปีต่อมา ก็ลาออกจากแมนฯ ยูไนเต็ด ไปคุม ลิเวอร์พูล ยังไงยังงั้นเลย แฟนบอลที่เคยโกรธ เคยเกลียด ยังมีการต่อต้านอยู่บ้าง แต่สุดท้าย ผลงานของ เร้ดแน็ปป์ ก็พิสูจน์ให้พวกเขาเห็น มกราคม 2006 มิลาน มันดาริช ขายสโมสรต่อให้นักธุรกิจเชื้อสายอิสราเอลนาม อเล็กซานเดร กายดามัค และเขามีเงินให้ เร้ดแน็ปป์ เสริมทัพ สุดท้าย เร้ดแน็ปป์ พาทีมอยู่รอด พอร์ทสมัธ จบอันดับ 17 นับแต่นั้น พอร์ทสมัธ ที่ได้ เร้ดแน็ปป์ กลับมาคุมทีมก็ดีวันดีคืน ปีต่อๆ มาจบอันดับ 9 และอันดับ 8 แถมปี 2007/08 ที่จบอันดับ 8 ก็ยังคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จอีกต่างหาก แฟนบอลพอร์ทสมัธ เลยมองเป็นเรื่องโจ๊ก ที่บอกว่า มันเป็นแผนของ เร้ดแน็ปป์ ที่แสร้งแยกทางกับ ปอมปีย์ เพื่อคุมเซาธ์แฮมป์ตัน พาพวกนั้นตกชั้น แล้วก็ชิ่งกลับมาปอมปีย์ และนำทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ อย่างยิ่งใหญ่ หลังจากทำให้ พอร์ทสมัธ กลายเป็นทีมที่ดี มีแชมป์ติดมือ ในที่สุดตอนเดือนตุลาคม 2008 แฮร์รี่ ก็ออกเดินอีกครั้ง หนนี้ แฟนบอลไม่เกลียดเขาอย่างเก่า เพราะมันคือการไปรับงานที่ท้าทายกว่าที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ นั่นเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เป๊ป-มู และ 4 กลาสิโก้ใน 18 วัน "

"เอล กลาสิโก้" เอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาแฟนบอลทั้งโลกต้องรู้จัก เมื่อไหร่ที่ เรอัล มาดริด เจอกับ บาร์เซโลน่า มันเป็นเกมที่แฟนบอลเฝ้ารอดูเสมอ หากไม่มีโปรแกรมอะไรเพิ่มเติม ฤดูกาลหนึ่งๆ จะมีให้รับชมกัน 2 นัด ใน ลา ลีกา มันเป็นหนึ่งในโปรแกรมฟุตบอลที่มีคนคอยรับชมมากที่สุดในโลก ทั้งสองทีมเต็มไปด้วยสตาร์ระดับโลก สนามระดับความจุเฉียดแสน เกียรติยศประดับประวัติศาสตร์มากมายจนนับไม่ถ้วน หรือเอาแค่จำนวนบัลลง ดอร์ ที่นักเตะทั้งสองทีมได้รวมกัน ก็มากสุดแล้ว ทว่าในบางฤดูกาล บางปี เราอาจได้ชม เอล กลาสิโก้ เกินกว่า 2 นัด เพราะพวกเขาอาจโคจรมาเจอกันในฟุตบอลถ้วยด้วย ไม่มีครั้งไหน ที่แฟนบอลจะรู้สึก "หายอยาก" กับ เอล กลาสิโก้ เท่ากับในฤดูกาล 2010/11 เพราะมันเป็นการเจอกันของ บาร์ซ่า-มาดริด ทั้งสิ้น 4 นัด ภายในระยะเวลาเพียง 18 วัน! เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ โชเซ่ มูรินโญ่ รู้จัก สนิทสนมกันมาตั้งแต่ โชเซ่ ติดตาม บ็อบบี้ ร็อบสัน เข้ามาที่บาร์เซโลน่า ในปี 1996/97 แม้จะถูกแปะป้ายว่าเป็น "ล่าม" แต่เวลานั้น โชเซ่ ไม่ใช่แค่ล่าม ทว่าเป็นหนึ่งในทีมโค้ชด้วย และมีส่วนในการออกแบบการฝึกซ้อม เนื่องจาก ปู่ บ็อบ เป็นกุนซือสไตล์คลาสสิก ที่เน้นไปที่ แมนเมเนจเมนท์ หรือการบริหารบุคคล มากกว่าเน้นหนักไปที่แท็คติก มูรินโญ่ แก่กว่าเป๊ป 8 ปี แต่ถือว่าเป็นคนหนุ่มยุคเดียวกันที่คุยกันรู้เรื่อง ทั้งคู่เป็นคนที่เอาใจใส่ในรายละเอียดของเกมฟุตบอล คุยกันรู้เรื่อง คนหนึ่งเป็นนักเตะ อีกคนเป็นโค้ชคนสนิทของผู้จัดการทีมอย่าง บ็อบบี้ ร็อบสัน วันที่ บาร์เซโลน่า เอาชนะ เปแอสเช คว้าแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ 1997 มาครอง เป๊ป เข้ามาสวมกอดกับ มูรินโญ่ ด้วยความยินดี จากนั้น บาร์ซ่า ก็เอาชนะ เรอัล เบติส 3-2 คว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ มาครองได้อีกรายการ มูรินโญ่ อยู่ในขบวนฉลองเขาคว้าไมโครโฟนมาพูดกับแฟนๆ ว่า "วันนี้, พรุ่งนี้ และตลอดไป ผมมีบาร์เซโลน่าในใจเสมอ" ปี 2008 บาร์ซ่า ต้องการหากุนซือคนใหม่มาแทน แฟรงค์ ไรจ์การ์ด บอร์ดบริหารลงความเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะดึงเอา โชเซ่ มูรินโญ่ กลับคืนถิ่น ตอนนั้น มู ว่างงานหลังโดนเชลซีปลด และเขาคือ "เดอะ สเปเชียล วัน" ในโลกลูกหนังแล้ว เมื่อ โยฮัน ครัยฟ์ บอกว่า คนที่เหมาะสมสุด คือหนุ่มวัย 37 ปี ที่กำลังคุมทีมชุด เบ อยู่ต่างหาก คนนั้นก็คือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำให้บอร์ดต้องตัดสินใจกลับลำ แต่งตั้ง เป๊ป มาคุมทีม ส่วน โชเซ่ ก็หันหัวไปอิตาลี เข้าคุม อินเตอร์ มิลาน เป๊ป พิสูจน์ให้เห็นฝีมือทันที ปีแรกที่คุมบาร์ซ่า เขาพาทีมเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด 2-0 ที่โรม ซิวแชมป์ ชปล. ได้สำเร็จ และปีนั้นเขาได้ 3 แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ในทันที ฤดูกาลต่อมา 2009/10 อินเตอร์ ของ มูรินโญ่ เริ่มลงตัว สวรรค์บันดาลให้มาเจอกับบาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ นั่นคือการพบกันของ 2 หนุ่มที่เคยสนิทกันมากเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ มาเจอกันในฐานะคู่แข่ง บาร์ซ่า ตอนนั้นถือว่าเป็นโคตรบอลไปแล้ว แต่ อินเตอร์ ของ มูรินโญ่ กลับใช้แท็คติกและวินัย เอาชนะไปได้สำเร็จ ปีนั้น อินเตอร์ ก็ประกาศศักดาคว้า 3 แชมป์ได้เช่นเดียวกัน มันคือความสำเร็จที่สุดยอดของทีมงูใหญ่ และการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งของ มูรินโญ่ หลังจบฤดูกาลนั้น คือจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์เพราะ มูรินโญ่ ถูกทาบทามจากฟลอเรนติโน่ เปเรซ ให้มาคุม เรอัล มาดริด ในทันที มูรินโญ่ ตอบรับคำเชิญ นั่นหมายความว่าในฤดูกาล 2010/11 เป๊ป และ โชเซ่ อยู่ในลีกเดียวกัน และคุม 2 ทีมที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก 29 พฤศจิกายน 2010 "เอล กลาสิโก้" ครั้งแรกในชีวิตกุนซือของ โชเซ่ มูรินโญ่ มาถึง เขาเคยเอาชนะเป๊ป และบาร์ซ่ามาได้แล้ว และเรอัล มาดริด เองก็มีเกมรุกสุดยอดในตอนนั้น พวกเขายิงนัดละ 3 ลูกถึง 6 นัดจาก 12 นัดแรกของฤดูกาล ก่อนเจอบาร์ซ่า ก็เพิ่งถล่ม บิลเบา มา 5-1 แต่มันกลับเป็นการ"รับน้อง" ที่สุดเจ็บปวดของ มูรินโญ่ เพราะ มาดริด ออกไปโดน บาร์ซ่า ยำใหญ่ 5-0 แถม เซร์คิโอ รามอส โดนใบแดงในช่วงทดเจ็บอีกต่างหาก ใบเหลืองว่อน รวมแล้ว 13 ใบ เป็นของเจ้าถิ่น 6 และทีมเยือน 7 จากนั้น มูรินโญ่ ก็ได้สติ เขากระตุ้นให้ลูกทีมลุกขึ้นสู่ใหม่ เพื่อคว้าแชมป์ลา ลีกา ความพ่ายแพ้นี้ ก็แค่เกมนัดเดียว มาดริด ทำผลงานสุดยอดมาต่อเนื่องจากนั้น กระทั่งเข้าสู่โปรแกรมเข้มข้นช่วงเดือนเมษายน วันที่ 16 เมษายน 2011 เป็นเกมล้างแค้นที่ เบร์นาเบว แต่ไม่ใช่แค่นั้น อีก 4 วันต่อมา ทั้งคู่ต้องเจอกันอีก ในนัดชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ ที่ เมสตาย่า ในบาเลนเซีย และที่มันคลาสสิกไปมากกว่านั้นคือ ทั้งคู่เผชิญหน้ากันในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พอดี เตะกันวันที่ 27 เมษายน และ 3 พฤษภาคม 18 วัน กับ "เอล กลาสิโก้" 4 นัด มีเพียงเกมลีก 2 นัด มาคั่นกลางระหว่างโปรแกรม 4 นัดนี้ เกมลีก วันที่ 16 เมษายน จบลงด้วยสกอร์ 1-1 หนนี้ บาร์ซ่า บุกมานำก่อนจากจุดโทษของ ลีโอเนล เมสซี่ ซึ่งเป็นช็อตที่ ราอูล อัลบิโอล โดนใบแดงไปด้วย นาทีที่ 82 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตีเสมอให้มาดริด จากจุดโทษเช่นกัน และนี่เป็นประตูแรกใน เอล กลาสิโก้ ของเขา มีแฟนบอลและคอลั่มนิสต์มากมายที่โจมตี มูรินโญ่ ว่าทำให้ กลาสิโก้ เสื่อมมนต์ขลังในเกมนี้ เพราะ มาดริด ไม่ไดเล่นแบบมาดริด แต่เล่นเหมือนอินเตอร์ มูรินโญ่ มีบทเรียนมาแล้วจากเกมแรก เขาจึงใช้การเล่นที่รัดกุมแน่นอนในการเผชิญหน้ากับทีมของ เป๊ป 20 เมษายน 2011 ที่เมสตาย่า , นัดชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ มันเป็นเกมที่ต่างฝ่ายต่างระมัดระวัง มาดริด เล่นอย่างมีวินัยเป็นพิเศษ จนทำให้ต้องลากไปถึงการต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 103 เมสซี่ เสียบอลกลางสนามโดนตัดไปได้ มาร์เซโล่ ทำชิ่งให้ ดิ มาเรีย ครอสจากสุดเส้น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โถมมาโขกเต็มๆ กลายเป็นประตูชัย 1-0 แม้ว่าก่อนหมดเวลา อังเคล ดิ มาเรีย จะโดนไล่ออกจากสนามก็ตาม มูรินโญ่ ได้ฉลองแชมป์แรกแล้ว และมันมาจากการเอาชนะบาร์เซโลน่า ในนัดชิง! ศึกยังไม่จบ ยังเหลืออีก 2 นัด และเป็นเกมที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทั้ง 2 ทีม เพราะผู้ชนะจะได้เข้าไปชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เวมบลีย์ เลกแรก 27 เมษาายน เตะกันที่เบร์นาเบวก่อน ซึ่ง มูรินโญ่ ยังมาในหมากเดิม เขาไม่ต้องการให้ลูกทีมครองบอลมากโดยไม่จำเป็น พักครึ่ง เดือดแรกก็มาเมื่อ โฆเซ่ ปินโต นายทวารสำรองของบาร์ซ่า โดนใบแดงเพราะไปก่อเรื่องกับม้านั่งข้างสนามของมาดริด ระหว่างเดินเข้าอุโมงค์ทางเดิน ลงมาเตะกันใหม่ นาทีที่ 61 ความได้เปรียบก็เป็นของทีมเยือน เพราะ เปเป้ พุ่งเข้าเตะบอลทิ้งตัดหน้า ดานี่ อัลเวส ท่าทางอันตราย ผู้ตัดสินมองว่าเป็นการเจตนาเล่นรุนแรง ทำให้เขาโดนใบแดงทันที ซึ่งหากดูแค่การปะทะ มันแทบไม่โดนตัวกันเลย มูรินโญ่ ไม่พอใจอย่างมาก เขาปรบมือให้กับ อัลเวส และยกนิ้วโป้งให้ผู้ตัดสินที่ 4 แล้วพูดประชดว่า "well done" "ทำได้ดีมาก" จนทำให้ มูรินโญ่ เองก็โดนใบแดงไล่ขึนไปนั่งบนอัฒจันทร์ด้วย ทำนบของ มาดริด มาแตกในนาที 76 จากตัวสำรอง อิบราฮิม อเฟลลาย ที่กระชากไปเปิดให้ เมสซี่ พุ่งเข้าชาร์จ 1-0 หากแค่สกอร์ห่างลูกเดียวมันยังไม่เท่าไหร่ นาทีที่ 87 เมสซี่ โชว์เสต็ป ลากเดี่ยวไปยิงด้วยขวา กลายเป็นประตู 2-0 ทำให้เกมเลกสองของ มาดริด ยากขึ้นเป็นกอง เลกสอง 3 พฤษภาคม ย้ายวิกไปที่ คัมป์ นู เกมนี้เป็นเกมที่ มูรินโญ่ ไม่มีทางเลือกนอกจากเปิดเกมรุกมากขึ้น เขาปรับจาก 4-3-3 มาเป็น 4-2-3-1 เพิ่มตัวรุกลงไป แต่เกมโดยรวมยังเป็นรอง เพราะเรื่องของการครองบอลบาร์ซ่าเหนือกว่า นาทีที่ 54 การแข่งขันก็แทบจะจบเพราะ เปโดร ได้บอลหลุดไปยิงเบียดเสาอย่างเฉียบขาดให้บาร์ซ่านำ 1-0 นาทีที่ 64 มาร์เซโล่ ล้มตัวยิงด้วยซ้ายจากลูกเปิดของ ดิ มาเรีย ให้ มาดริด ตีเสมอ 1-1 ทำให้ความหวังยังพอมี หากพวกเขายิงอีก 2 ลูก จะเข้ารอบด้วยอเวย์โลก ฝนกลับตกลงมาในช่วงเวลาที่เหลือ เกมก็เข้มข้นขึ้น มีการเข้าสกัดกันแรงๆ หลายครั้่ง แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีประตูเกิดขึ้น จบเกม บาร์ซ่า เป็นฝ่ายคว้าชัยด้วยประตูรวม 3-1 เข้าไปชิงกับแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง ปีแรกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในฐานะกุนซือ เรอัล มาดริด เขาเจอกับบาร์ซ่าของ เป๊ป ทั้งหมด 5 เกม ทีมของเขาโดนใบแดง 4 นัด มีเพียงนัดสุดท้ายเท่านั้น ที่ไม่มีใบแดง ในลา ลีกา ปีนั้น มาดริด ไล่ บาร์ซ่าไม่ทัน ตามหลัง 4 คะแนน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นทีมที่เกมรุกดีสุดก็ตาม ด้วยการทำไปภึง 102 ประตู บาร์ซ่า เข้าไปสอนเชิง ปีศาจแดงที่เวมบลีย์ ทำให้เป๊ป กดไป 2 แชมป์ ส่วน มูรินโญ่ ซิวได้ 1 แชมป์ ฤดูกาลถัดมา 2011/12 มูรินโญ่ ปรับทีมให้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตประตู โดยเฉพาะจังหวะสวนกลับที่ถือเป็นอาวุธสุดอันตราย แม้บาร์ซ่า จะยิงได้ 114 ประตู แต่ มาดริด กดไป 121 ประตู และเก็บแต้มได้ 100 แต้ม ปาดหน้าแย่งแชมป์ ลา ลีกา มาครองได้สำเร็จ และเป็นครั้งแรกที่ มูรินโญ่ บุกไปเอาชนะ บาร์ซ่า ได้ที่คัมป์ นู เป๊ป ก้าวลงจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาลนี้เอง โดยให้เหตุผลว่าขอพักจากการทำงาน เชื่อกันว่าความเข้มข้นของการชิงชัยระหว่าง บาร์ซ่า และ มาดริด มันทำให้เขาเกิดความกดดัน ตอนนั้นเขาเพิ่งคุมทีมเป็นครั้งแรก และยังหนุ่มแน่น ยังขาดประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันที่หนักหนาต่อเนื่อง การเข้ามาของ มูรินโญ่ อดีตเพื่อนสนิทที่รอคอยโอกาสในการเค้นความเครียดใส่ตัวเขาและบาร์ซ่า ตลอดเวลาทำให้เขาต้องถอนตัวไปพักหายใจก่อน นับแต่นั้นมา เส้นทางของ มูรินโญ่ และ เป๊ป ก็วนเวียนมาบรรจบอันอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยเดินไปในทิศเดียวกันอีกเลย เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ผู้มอบโอกาสให้ ฆวน มาต้า "

ฆวน มาต้า จัดทีมยอดเยี่ยม 11 นักเตะที่ดีที่สุดที่เขาเคยเล่นด้วย ผ่านทาง FourFourTwo ทีมของเขาเลือกมาในระบบ 4-3-3 ประกอบไปด้วย ดาบิด เด เคอา บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, ริโอ เฟอร์ดินานด์, จอห์น เทอร์รี่, ปาทริซ เอวร่า แฟรงค์ แลมพาร์ด, ไมเคิ่ล คาร์ริค, ไรอัน กิ๊กส์ เวย์น รูนี่ย์, ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, ดาบิด บีย่า ไม่น่าประหลาดใจอะไร เพราะ มาต้า เล่นกับนักเตะชั้นยอดมากมายหลายคนในระดับสโมสร แต่ที่หลายคนเซอร์ไพรส์คือ ผู้จัดการทีมทีเขาเลือก มาต้า เลือกไปที่ โรนัลด์ คูมัน และนี่คือเหตุผลของเขา "นี่อาจจะทำให้พวกคุณจำนวนไม่น้อยประหลาดใจ แต่ผมเป็นหนี้เขาเยอะมาก ตอนผมอายุ 19 ผมเจอช่วงเวลาที่ยากลำบากที่บาเลนเซียและไม่ได้เล่นเยอะนัก" "เขาเห็นผมในการซ้อมครั้งหนึ่ง เขาดึงผมเข้ามาและบอกว่า 'ฉันคิดว่านายเล่นได้ ดังนั้นทำในสิ่งที่นายทำอยู่นี่ต่อไป เล่นด้วยความมั่นใจ ฉันมีความเชื่อมั่นในตัวนาย และอยากให้นายแสดงตัวตนออกมา' คูมันน์ คือผู้จัดการทีมคนแรกที่เชื่อมั่นผมในเกมฟุตบอลระดับอาชีพ แม้ว่าตอนนั้นจะมีนักเตะประสบการณ์หลายคนในตำแหน่งของผม อย่างเช่น บิเซนเต้ ก็ตาม" ฆวน มาต้า เล่นฟุตบอลกับ เรอัล โอเบียโด้ สมัยเด็กๆ จากนั้นย้ายมา เรอัล มาดริด ตอนอายุ 15 และขยับมาเล่นให้ทีมสำรองคือ เรอัล มาดริด กาสตีย่า ปี 2007 ขณะอายุ 19 ปี เขาก็หมดสัญญากับทีมชุดขาว เป็น บาเลนเซีย ที่เซ็นเด็กหนุ่มร่างเล็กคนนี้มาร่วมทีม ฤดูกาล 2007/08 มาต้า คาดหวังว่าจะได้ลงเล่นในเกมระดับอาชีพอย่างจริงๆ จังๆ แต่มันก็ไม่เป็นแบบนั้น กุนซืออย่าง กีเก้ ซานเชซ ฟลอเรส ยังเมินเขา กระทั่ง กีเก้ โดนปลด และสโมสรแต่งตั้ง โรนัลด์ คูมัน เข้ามาคุมทีมตอนเดือนพฤศจิกายน คูมันน์ ในวัย 44 ปีตอนนั้น อยู่ในช่วงขาขึ้นของอาชีพกุนซือ ผ่านการคุม วิเทสส์, อาแจ็กซ์, เบนฟิก้า และ พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ฤดูกาล 2006/07 เขาพาทีมดังแห่งไอน์ดโฮเฟ่น คว้าแชมป์ลีก และปี 2007/08 ก็กำลังไปได้สวย แต่เขาเลือก เขาอำลา พีเอสวี กลางฤดูกาลเพื่อมารับงานคุมบาเลนเซีย เพราะนี่คืองานที่ท้าทายกว่ามาก บาเลนเซีย ขณะนั้นมีแนวรุกฝีเท้าดีหลายราย ดาบิด ซิลบา ขึ้นมาเป็นตัวหลักแล้ว, ดาบิด บีย่า, มิเกล อังกูโล่, ฆัวกิน ซานเชซ, ฆาเบียร์ อาริซเมนดี้ ไปจนถึง นิโกล่า ซิกิช และยังมี บิเซนเต้ โรดรีเกซ อยู่ด้วย ย้อนไปก่อนหน้านี้ บิเซนเต้ ถือเป็นปีกซ้ายทีเด็ดอันดับ 1 ในสเปน แต่อาการเจ็บของเขาทำให้ไม่สามารถลงเล่นได้เต็มที่อีกเลย โรนัลด์ คูมันน์ เข้ามาไม่นานก็เห็นแวว มาต้า และให้เขาลงสนามบ่อยครั้งขึ้นและเป็นตัวจริง จนสามารถแย่งตำแหน่งจากพวกรุ่นพี่อย่าง บิเซนเต้, อังกูโล่, ฆัวกิน ได้สำเร็จ ตำแหน่งที่ มาต้า เล่นเป็นประจำในช่วงต้นอาชีพ ไม่ใช่ปีกขวา หรือมิดฟิลด์ตัวรุกเบอร์ 10 แต่เขาโดดเด่นและเล่นในตำแหน่งปีกซ้ายเป็นหลัก ฟอร์มของ บาเลนเซีย ในช่วงที่ คูมัน ไม่ได้โดดเด่นอย่างที่คาดหวัง เขาโดนปลดออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน 2008 พูดง่ายๆ กว่าเขาอยู่เพียง 6 เดือนเท่านั้น เพียงแต่ก่อนอำลาไป เขาก็ยังพาทีมคว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ ได้สำเร็จ ฆวน มาต้า เด็กที่เขาเชื่อมั่น ทำ 2 ประตูให้ทีมเอาชนะบาร์เซโลน่า ในรอบตัดเชือก และทำอีก 1 ประตูในนัดชิงชนะเลิศที่ทุบ เคตาเฟ่ 3-1 จริงๆ แล้ว คูมัน มีนักเตะไม่ชอบเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น มิเกล อังกูโล่ หรือ ฆัวกิน ซานเชซ โดยเฉพาะรายของ ฆัวกิน ประกาศเลยว่าชาตินี้ไม่เผาผี หากเจอกันแค่ทักทายตามมารยาท แต่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก หลังโดนปลดจากบาเลนเซีย คูมัน ว่างงานไป 1 ปีเต็ม จึงได้กลับบ้านไปคุม อาแซ่ด ต่อด้วยเฟเยนูร์ด จากตรงนั้นชื่อของเขาถึงกลับมาอีกครั้ง เพราะก้าวต่อมาคือการคุมเซาธ์แฮมป์ตัน ต่อจาก เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ซึ่งเขาทำทีมนักบุญได้ดีทีเดียว ตอนปี 2014 ก่อนแมนฯ ยูไนเต็ด เจอเซาธ์แฮมป์ตัน ฆวน มาต้า ก็เคยเอ่ยยกย่องคูมัน เอาไว้หนนึงแล้ว บอกว่าเป็นโค้ชคนแรกที่เชื่อมั่นในตัวเขา ไม่แปลกใจเมื่อ คูมัน ย้ายมาคุม เอฟเวอร์ตัน หน้าร้อนปี 2016 จึงมีข่าวว่าเขาอยากได้ ฆวน มาต้า มาเล่นในถิ่นกูดิสัน พาร์ค ด้วย แม้ผลงานที่เอฟเวอร์ตัน จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เขาก็กลับมาอีกครั้งกับผลงานคุมทีมชาติฮอลแลนด์ จนทำให้บาร์ซ่า เลือกดึงมากู้วิกฤติ ยามทีมปั่นป่วน แต่ก็ไปไม่รอด โรนัลด์ คูมัน เป็นผู้จัดการทีมอีกคนที่ไปทำงานที่ไหน จะวางกฎเข้มงวดตามสไตล์โค้ชดัตช์อีกหลายคน ทำให้ขัดแย้งกับนักเตะบ่อยครั้ง ตลอดเส้นทางอาชีพจึงมีข่าวนักเตะหลายคนไม่ชอบเขา ทว่าเหรียญมีสองด้านเสมอ โค้ชทุกคนก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ มีแนวทางการคุมทีมแบบไหน สุดท้ายแล้ว จะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ โค้ชบางคน อาจไม่เคยได้แชมป์เลย แต่ตลอดเส้นทาง เขาได้มอบความเชื่อมั่นให้กับนักเตะบางรายโดยไม่รู้ตัว ได้มอบโอกาสในการก้าวขึ้นมาสู่เกมระดับอาชีพเต็มตัว คำสั่งสอนบางอย่างจากโค้ช อาจติดตัวนักเตะสักคนไปจนตลอดอาชีพที่เหลือ สำหรับ ฆวน มาต้า เขาไม่เคยลืมว่าใครคือคนแรกที่เชื่อมั่นในตัวเขาและให้โอกาสแท้จริงในการพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

"มาราโดน่าหลังม่านเหล็ก"

ฟุตบอลโลกปี 2018 ถือเป็นจุดสูงสุดอีกครั้งของวงการกีฬาในรัสเซีย พวกเขาเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก เวลาหมุนเวียนมาเกือบครบ 4 ปีเต็มแล้ว นั่นคือฟุตบอลโลกครั้งที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งถ้าดูแค่เกมในสนาม เราได้เห็น VAR ถูกนำมาใช้ และมันก็ไม่ได้ทำให้เกมสะดุดจนน่าหงุดหงิดเลย หนึ่งในช็อตที่แฟนบอลจำได้ติดตาคือเกมนัดสำคัญระหว่างอาร์เจนติน่า พบไนจีเรีย ซึ่งทัพฟ้าขาว คว้าชัยชนะที่ต้องการได้สำเร็จ กล้องจับไปบนบ็อกซ์ VIP แฟนบอลเห็น "เทพเจ้าของชาวอาร์เจน" ดีเอโก้ มาราโดน่า ฉลองประตูชัยด้วยการยกสองมือขึ้นและแหงนหน้ามองขึ้นไปเบื้องบน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน ทุกครั้งที่เราได้เห็น มาราโดน่า ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ มันทำให้รู้สึกสนุกขึ้นมาได้เสมอ นั่นไม่ใช่ครั้งแรกแน่นอนที่ มาราโดน่า มาเหยียบแผ่นดินรัสเซีย แผ่นดินที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า ดินแดนหลังม่านเหล็ก ในยุคสมัยของสหภาพโซเวียต กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 1989/90 จบลงด้วยการที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า โชว์ฟอร์มเทพ พานาโปลีคว้าสคูเด็ตโต้ มาครองได้เป็นหนที่ 2 ในรอบ 4 ปี เดือนเศษๆ ต่อมา ในฟุตบอลโลก 1990 บนแผ่นดินอิตาลี นั่นเอง อาร์เจนติน่า ก็ถูกมาราโดน่า แบกจนเข้าไปชิงชนะเลิศกับเยอรมันตะวันตก เพื่อป้องกันแชมป์ของตัวเอง แต่หนนี้พวกเขาพ่ายให้ทัพอินทรีเหล็กไปอย่างน่าเสียดาย ฤดูกาลใหม่เริ่มต้นขึ้น 1990/91 สำหรับ มาราโดน่า มันกลับเป็นปีที่ย่ำแย่ ปัญหาเกี่ยวการใช้สารเสพติด เริ่มรุนแรงขึ้น ปัญหาเรื่องสภาพจิตใจก็หนักหนาขึ้น มาราโดน่า เริ่มขาดซ้อมบ่อย แต่ในหลายครั้งเขาเอาตัวรอดไปได้จากการโชว์ฟอร์มในสนาม ทั้งโค้ชและเพื่อนร่วมทีม เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ บางคนก็เข้าใจได้เพราะนั่นคือ "มาราโดน่า" ของพวกเขา อีกทั้ง นิสัยของ มาราโดน่าคือ แม้ตัวเองจะเป็นนักเตะที่เก่งดุจเทวดาขนาดไหน แต่ในห้องแต่งตัว "ดีเอโก้" ไม่เคยยกตนข่มท่าน เขาปฏิบัติราวกับทุกคนเทียบเคียงกันกับเขา สำหรับเขาแล้ว นักเตะทุกคนเท่าเทียมกันหมด ปราการหลังตัวหลัก ผู้เป็นกระบอกเสียงของทีมอย่าง ชิโร่ แฟร์ราร่า คือคนที่ใกล้ชิดกับมาราโดน่ามากที่สุด เคยออกหนังสือชื่อ "Ho Visto Diego" (ฉันได้เห็นดีเอโก้) เอาไว้ ในฤดูกาลที่แสนปั่นป่วน 1990/91 นั่นเอง เส้นทางของ นาโปลี ในศึก ยูโรเปี้ยน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปัจจุบัน) เดินทางมาถึงรอบ 2 และคู่แข่งของพวกเขาคือ สปาร์ตัก มอสโก สปาร์ตัก มอสโก ไม่ใช่ทีมกระจอก พวกเขามีนักเตะระดับฝีเท้าพรสวรรค์หลายคน วาเลรี่ คาร์ปิน, อเล็กซานเดอร์ มอสโตวอย, อิกอร์ ชาลิมอฟ (ที่เกือบ 10 ให้หลังเขาก็ย้ายมาเล่นให้นาโปลี) เกมแรกที่ ซาน เปาโล ในวันที่ 24 ตุลาคม 1990 เกมจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 นัดนี้ มาราโดน่า เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม นาโปลียิงชนเสาชนคานไป 3 หน น่าชนะสุดๆ ว่ากันว่ามันเป็นเกมสุดท้ายที่ มาราโดน่า เล่นได้สมเป็น มาราโดน่า ให้กับนาโปลี เลกสอง ต้องไปเตะที่รัสเซียบ้าง ในวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 1990 ตามกำหนดการ นาโปลี ต้องบินไปถึงมอสโก ก่อนวันแข่ง ทุกคนมาพร้อมหน้า ขาดไปเพียง มาราโดน่า จริงๆ แล้วทุกคนเข้าใจดี ในช่วงปีหลังๆ กับทีมเขามาช้าเสมอ เขาอาจตามไปสมทบในภายหลัง แต่หนนี้ มันคือการไปเล่นยังต่างแดน ชิโร่ แฟร์ราร่า เล่าเอาไว้ว่า ตัวเขาและเพื่อนร่วมทีมบางคน ตัดสินใจบุกไปถึงบ้านของ มาราโดน่า เพื่อเช็กดูว่าตกลงมันยังไงกันแน่ "สโมสรพยายามยืนยันกับเราว่า ดีเอโก้ จะมา เขาจะมาถึงคืนนี้ กินอาหารเย็นกับเรา แล้วจากนั้นมันก็เปลี่ยนไปเป็นว่า เขาจะมาถึงพรุ่งนี้ กินอาหารเที่ยงกับเรา แล้วจากนั้น ตอนที่ตั๋วไปมอสโกอยู่ในกระเป๋าเราทุกคนแล้ว พวกเขาบอกว่า ดีเอโก้ จะตามมาที่สนามบิน แต่เขาก็ไม่มา" สโมสรไม่มีความชัดเจน ทำให้ แฟร์ราร่า และนักเตะจำนวนหนึ่งไปหา มาราโดน่า ถึงบ้าน แต่กลับพบเพียง เคลาเดีย วียาฟานเญ่ ภรรยาสาวของดีเอโก้ ที่ออกมาต้อนรับ เห็นได้ชัดว่า แฟร์ราร่า อารมณ์ไม่ดีแล้ว เธอจึงบอกตรงๆว่า "หนุ่มๆ ดีเอโก้ จะไม่ไปหรอกนะสำหรับเกมนี้" เวลานั้น มาราโดน่า อยู่ในโลกแห่งความฝัน เข้าฌานไปกับปัญหาส่วนตัว และเขาไม่ได้เดินทางไปกับทีมด้วย ทว่าหลังจากตื่นและสร่างจากทั้งเหล้าและโคเคน มาราโดน่า รู้สึกผิด แม้มีปัญหาส่วนตัว แต่เมื่อมีสติครบถ้วน เขาพร้อมลุยกับเพื่อนๆ เสมอ ไม่เคยงอมืองอเท้า เขาตัดสินใจเช่าเครื่องบินส่วนตัวด้วยเงินตัวเอง บินตามเพื่อนไปที่มอสโก ตัดภาพไปที่มอสโก เมื่อเครื่องบินของทัพนักเตะนาโปลีมาถึง นักข่าวรัสเซียก็ไปตามกันเพียบ แฟนบอลมารอรับ พวกเขาอยากเห็น "นักเตะอันดับ 1 ของโลก" แต่ก็ต้องผิดหวัง ทว่าเมื่อมีสายรายงานบอกว่า มาราโดน่า บินตามมาเอง ทำให้เกิดความคึกคัก มาราโดน่า ตัดสินใจเข้าพักแยกจากทีม โดยเขาพักที่โรมแรม โฮเตล แบร์ลิน (ปัจจุบันคือ ซาวอย) โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว บอลเตะวันพุธ และมาราโดน่าไปถึงมอสโก ตอนเวลา 5 ทุ่มของวันอังคาร ก่อนเกมเตะเพียงไม่ถึง 18 ชั่วโมง พอเช็กอินที่โรงแรมก็ราวเที่ยงคืน 40 นาที เขาเรียกร้องขออาหารเย็น แต่โรงแรมไม่สามารถทำให้ได้เนื่องจากครัวปิดไปพักใหญ่แล้ว เพื่อเป็นการปลอบโยนความผิดหวังของ มาราโดน่า พวกเขาเลยเสนอทริปเยี่ยมชมมอสโกกลางดึกคืนนั้น โดยให้รถตำรวจรัสเซีย เป็นคนพาไปเองเลย หนึ่งในนักข่าวที่ตามไปถึงโรงแรมในคืนนั้นมี อเล็กซานเดอร์ ยาคอฟเลฟ จากสำนักข่าว TASS อยู่ด้วย และเขาถ่ายได้ภาพในตำนาน เป็นมาราโดน่า อยู่ในเสือคลุมขนสัตว์ตัวใหญ่ ด้าน เคลาเดีย ภรรยา มีเสื้อคลุมหรูหราและสะพายกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง เวลาตี 2:10 ดีเอโก้ และภรรยา ก็พร้อมสำหรับการทัวร์ เขามีคนล้อมหน้าล้อมหลัง กองกำลังตำรวจยินดีพาเขาไปทัวร์ในมอสโก จุดหมายสำคัญคือจตุรัสแดง แต่ให้บังเอิญว่ามันถูกปิดเพื่อเตรียมการสำหรับงานใหญ่วันรุ่งขึ้น วันที่ 7 พฤศจิกายน นอกจากจะเป็นวันเกมเตะแล้ว มันยังเป็นวันสำคัญของสหภาพโซเวียต เพราะทุกปี จะมีการเดินสวนสนามของกองกำลังแห่งชาติขนาดใหญ่ที่จตุรัสแดง พวกเขาเฉลิมฉลองวันครบรอบการปฏิวัติเดือนตุลาคม 1927 ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัตินี้ มีมาตั้งแต่ปี 1941 จัดยิ่งใหญ่ทุกปีไม่มีขาด ทว่า มาราโดน่า ก็คือมาราโดน่า เขาไม่ยอมรับคำปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น ชีวิตเขา ไม่มีคำว่า NO เขาพยายามโน้มน้าวและเกลี้ยกล่อม ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยอมฝ่าฝืนมาตรการสูงสุด ให้เขาเข้าไปจตุรัสได้ จนกระทั่งถึงมีเจ้าหน้าที่พาเข้าไปชมสุสานของเลนิน (Lenin’s Mausoleum) เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่คนดังแบบศิลปินดารานักร้อง นี่คือซูเปอร์สตาร์นักฟุตบอล ที่ต้องใช้แรง และต้องการการพักผ่อน เขากลับถึงโรงแรม โดยมีเวลาเหลือไม่ถึง 12 ชั่วโมงก่อนบอลเตะ เวลาการแข่งขันมาถึง แฟนบอล 86,000 กว่าคนเข้าไปจุในสนาม เลนิน สเตเดี้ยม (ปัจจุบันคือ ลุซนิกิ) กุนซือของนาโปลี อัลแบร์โต้ บิกอน โมโหมาก เขาต้องตัดสินใจให้ดี ว่าจะส่ง มาราโดน่า ลงเล่นหรือไม่ ในที่สุด เขาก็ดร็อป ดีเอโก้ เป็นสำรอง เสื้อเบอร์ 10 และตำแหน่งตัวจริงเกมนั้นของเขา ตกเป็นของ จานฟรังโก้ โซล่า ทั้งสองทีมไม่สามารถทำประตูกันได้ และในครึ่งหลัง นาทีที่ 63 อัลแบร์โต้ บิกอน ตัดสินใจส่ง มาราโดน่า ลงมาเป็นตัวสำรอง เขาสวมหมายเลข 16 ลงสนาม เขามีส่วนให้ นาโปลี มีโอกาสลุ้นมากขึ้น มัสซิโม่ คริปป้า ยิงชนเสาไปอีกหน แต่สุดท้าย เกมก็จบลงที่สกอร์ 0-0 อีกครั้ง มันลากยาวไปถึงการดวลจุดโทษ สปาร์ตัก เป็นฝ่ายยิงก่อน 3 คนแรกยิงเข้าทุกคน ส่วนนาโปลี คนที่ 3 มาร์โก บาโรนี่ พลาด! คนที่ 4 สปาร์ตักไม่พลาด ส่วนคนที่ 4 ของนาโปลี คือ มาราโดน่า เอง และเขาก็ยิงเข้าเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากว่าคนที่ 5 ของ สปาร์ตัก ยิงเข้า ทุกอย่างจบทันที ซึ่งคนสุดท้ายของสปาร์ตัก คือหนึ่งในคนที่ชัวร์สุดอย่าง อเล็กซานเดอร์ มอสโตวอย และแน่นอนว่าไม่พลาด! นาโปลี ตกรอบด้วยการดวลจุดโทษ มันคือการมาเยือนมอสโก ที่น่าผิดหวังของทุกคน โดยเฉพาะ มาราโดน่า แต่ที่ผิดหวังสุดๆ คือฝ่ายบริหารสโมสร พวกเขาสูญเสียรายได้ไปหลายล้านยูโร เพราะหากผ่านเข้ารอบ พวกเขาจะได้เจอกับ เรอัล มาดริด ขณะนั้น ลูชาโน่ มอจจี้ คือผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร เบื้องบนเริ่มเอือมกับพฤติกรรมของ มาราโดน่า พวกเขาจะขาย มาราโดน่า ออกไปดื้อๆ ก็ไม่ได้ เพราะนั่นจะทำให้แฟนบอลลุกฮือแน่นอน ที่ผ่านมา มอจจี้ คือคนที่จัดการเรื่องตัวอย่างปัสสาวะของมาราโดน่า ให้เจ้าหน้าที่ตรวจอยู่เสมอ สุดท้าย พวกเขาก็ไม่ปกป้อง ดีเอโก้ อีกต่อไป ในเดือนกุมภาพันธ์ 1991 มาราโดน่า ถูกสืบสวน วันที่ 17 มีนาคม 1991 หลังเกมเจอ บารี่ เขาไม่ผ่านการตรวจสารเสพติด หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ทีมออกไปแพ้ ซามพ์โดเรีย 1-4 มาราโดน่า ยิงให้กับนาโปลีได้จากจุดโทษ และมันกลายเป็นประตูสุดท้ายของเขากับสโมสร มาราโดน่า โดนแบนจากคดียาเสพติดนาน 15 เดือน ด้าน สปาร์ตัก มอสโก พวกเขาเอาชนะ เรอัล มาดริด ได้อย่างยอดเยี่ยม ผ่านเข้าไปถึงรอบตัดเชือก แต่ก็แพ้ให้กับ โอลิมปิก มาร์กเซย ทีมแชมป์ในบั้นปลาย ชิโร่ แฟร์ราร่า เชื่อว่าเหตุการณ์ในมอสโก คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ทุกอย่างขาดผึง มันคือจุดเริ่มต้นของความหายนะ และจุดสิ้นสุดยุครุ่งเรืองของ มาราโดน่า และนาโปลี จบฤดูกาลนั้น มาราโดน่า แยกทางกับสโมสร และนาโปลี จบเพียงอันดับ 8 จากนั้นก็ค่อยๆ ตกต่ำลง ปี 1998 พวกเขาก็ตกชั้นสู่ เซเรีย บี และดิ่งลงจนถึงกับตกลงไปเล่นใน เซเรีย ซี ด้่วยซ้ำ กว่าจะคัมแบ็กกลับมาบนลีกสูงสุดได้อีกครั้งก็ในฤดูกาล 2007/08 ส่วน มาราโดน่า เมื่อพ้นโทษแบน เขาเซ็นกับ เซบีย่า เล่นที่นั่น 1 ปีก็กลับอาร์เจนติน่า ไปเล่นกับ นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ และไปแขวนสตั๊ดกับ โบคา จูเนียร์ส แต่เขาไม่เคยเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนตอนอยู่กับนาโปลีอีกเลย ขณะที่มอสโก ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 1 ปีให้หลังจากที่ มาราโดน่า มาเยือน สหภาพโซเวียตก็ล่มสลายลง ชาติต่างๆ ในสหภาพเดิมก็แยกกันออกมาเป็นเอกราชอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" จุดเริ่มอาณาจักรสิงห์ของโรมัน "

ในปี 1982 เคน เบทส์ นักธุรกิจชาวลอนดอน ซื้อสโมสรเชลซี ในราคาเพียง 1 ปอนด์ ขณะนั้นเชลซีมีปัญหามากมาย หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จในยุค 70s พวกเขาก็ตกลงไปอยู่ในดิวิชั่น 2 ติดต่อกันหลายฤดูกาล เป็นหนี้ก้อนโต้ สนามอยู่ในสภาพทรุดโทรม มีปัญหาแฟนบอลฮูลิแกน จริงๆ แล้ว กลุ่ม "เชลซี เฮ้ด ฮันเตอร์" ของเชลซี ถือเป็นตัวเอ้ของวงการฮูลิแกนเลย เบทส์ พยายามปรับปรุงทีมมาตลอดนับแต่นั้น เขาซื้อสิทธิ์ในการครอบครองส่วนหนึ่งของสแตมฟอร์ด บริดจ์ มาจากกลุ่ม มาร์เลอร์ เอสเตทส์ พอมาถึงยุค 90s เชลซี ก็เริ่มกลับมาแข็งแกร่ง กลายเป็นทีมในพรีเมียร์ ลีก ยิงยาวมาตลอด ทว่าด้วยการลงทุนเสริมทัพ ปรับปรุงสนามของ เคน เบทส์ ทำให้เชลซีเองก็กลับมามีหนี้สินอีกครั้ง สิงห์บลูส์ ในยุคครึ่งหลังของทศวรรษที่ 90s มักทุ่มค่าจ้างแพงๆ ดึงเอาสตาร์จากภาคพื้นยุโรปมาร่วมทีม พวกนี้โดยมากเลยยุคพีคไปแล้ว แม้จะชื่อเสียงดี แต่กินค่าจ้างแพง คนที่ได้ผลจริงๆ มีไม่กี่คน ที่อยู่จนกลายเป็นหัวใจของทีมอย่างเช่น จานฟรังโก้ โซล่า และ มาร์กแซล เดอไซญี่ เชลซี คือสิงห์บอลถ้วย พวกเขาได้แชมป์บอลถ้วยโน่นนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ถึงขั้นลุ้นแชมป์พรีเมียร์ ลีก จริงๆ จังๆ เลย แม้จะมีขุมกำลังที่ดีในทีมหลายคน กระทั่งจุดเปลี่ยมาถึงในฤดูกาล 2002/03 ยุคที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมทัพ หลังจบฤดูกาลนั้น เศรษฐีหนุ่มที่แทบไม่มีใครบนเกาะอังกฤษรู้จักอย่าง โรมัน อับราโมวิช ก็เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร ซัมเมอร์ปี 2003 คือจุดเปลี่ยนสำคัญยิ่งของเชลซี ที่ส่งผลให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับหัวแถวอย่างเต็มภาคภูมิ แทบไม่มีอะไรด้อยกว่าขั้วอำนาจเดิมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล เลย ในบางแง่มุม พวกเขาอาจจะแซงไปแล้วด้วยซ้ำ หนุ่มที่มีเงินมหาศาลระดับ 3.4 พันล้านปอนด์ ในตอนนั้น อายุเพียง 36 ย่าง 37 ปี แม้คนภายนอกอาจจะรู้จักเขาน้อย แต่เวลานั้น โรมัน คือมหาเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับ 2 ของรัสเซีย และติดท็อป 20 ของโลก ตามการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes ความร่ำรวยของเขา เติบโตมาอย่างรวดเร็วเฉกเช่นเดียวกับเศรษฐีใหม่ของรัสเซียในตอนนั้น หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย บอริส เยลต์ซิน ต้องการการลงทุนเปิดให้คนใกล้ชิดและเครือข่ายเข้ามาทำเงินจากการนำเอารัฐวิสาหกิจไปแปรรูปต่างๆ เรียกว่ามีคอนเนคชั่น และใจถึงสามารถรวยได้ ซึ่ง อับราโมวิช ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเป็นเจ้าของบริษัทน้ำมันที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของรัสเซีย มีหุ้นส่วนในโรงงานอลูมิเนี่ยม และในสายการบิน แอโร่ฟลอต เขาคือคนใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซียมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะในยุคของวลาดิเมียร์ ปูติน ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ก่อน ปูติน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศในปี 2000 เส้นทางการเงินของ โรมัน จึงอาจจะไม่ขาวสะอาดนักตามมุมมองมาตรฐานสากล และโดยเฉพาะในอังกฤษ ซึ่งตอนนั้น พรีเมียร์ ลีก ยังไม่มีมาตรการตรวจสอบที่มาอันเข้มงวดสำหรับการเงินของคนที่จะเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรฟุตบอลที่นี่ มีรายงานระบุว่าหนึ่งในชนวนที่ทำให้ ปูติน ต้องการซื้อทีมฟุตบอลในอังกฤษคือการที่เขาได้มาชมเกมระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เรอัล มาดริด เกมนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 4-3 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และ โรนัลโด้ R9 ทำแฮททริกต่อหน้าแฟนบอลที่นี่ หนึ่งในบุคคลที่สนิทกับ อับราโมวิช และมีส่วนทำให้อับราโมวิชตัดสินใจได้ก็คือ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ซึ่งขณะนั้นเป็นกุนซือทีมชาติอังกฤษ สเวน คือหนุ่มใหญ่เจ้าสำราญ เมื่อมองดูประวัติการทำงานของเขา เขาคือโค้ชที่เก่ง แต่ก็เป็นมือปืนรับจ้างชั้นเยี่ยม แมนฯ ซิตี้ ในยุคของทักษิณ ชินวัตร ก็เคยจ้างเขาคุมแมนฯ ซิตี้ มาแล้ว โรมัน อับราโมวิช ต้องการซื้อสโมสรฟุตบอลทั้งในรัสเซีย และในอังกฤษ มีรายงานว่าเขาสนใจตั้งแต่ พอร์ทสมัธ จนไปถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วย แต่มันไม่ง่ายนัก เชลซี ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นหนี้ ภายใต้การบริหารงานของ เคน เบทส์ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีมาก เบสอยู่ในลอนดอน ทำให้ โรมัน สนใจ แต่เขาก็ลังเลระหว่าง เชลซี กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเปอร์ส ตอนนั้นเพิ่งเปลี่ยนมือเช่นกัน สิทธิ์การเป็นเจ้าของทีมเพิ่งตกมาอยู่ในมือกลุ่ม ENIC และ แดเนียล เลวี่ เพิ่งมาเป็นซีอีโอ ได้แค่ราวปีเศษๆ สเวน โกรัน อีริคส์สัน เล่าถึงตอนที่เขามีส่วนให้คำปรึกษากับ เสี่ยหมี ในการเลือกมาเทคโอเวอร์เชลซี แทนที่จะเป็นสเปอร์ส "ในปี 2003 โรมัน อยากซื้อสโมสรในรัสเซีย ผมไปกับเขาด้วย ไปถึงมอสโก เพื่อตรวจดูสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่ของ 2-3 สโมสร แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ บอกว่าเขาอยากซื้อสโมสรในลอนดอน" "เขากำลังชั่งใจว่าจะเอา เชลซี หรือ ท็อตแน่ม เขาโทรหาผมและบอกว่า 'ผมควรซื้อทีมไหน?'" "ผมตอบไปว่า ถ้าคุณต้องการคว้าแชมป์ลีกละก็ เลือกเชลซี เพราะคุณต้องเปลี่ยนทีมแค่ครึ่งทีม ในตอนนั้นกับ สเปอร์ส คุณอาจต้องเปลี่ยนทีมยกชุด" ภายหลังคำพูดนี้ถูกพิสูจน์ว่าจริง แต่อาจพ่วง "เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีม" เอาไว้ด้วย ในปีที่ 2 ของเสี่ยหมี โรมัน เดินหน้าเข้ามาหาเชลซีจริงๆ และอย่างที่บอกว่าตอนนั้น แทบไม่มีใครรู้เรื่องนี้ มันเกิดขึ้นเร็วมากแม้แต่กระทั่งสื่ออังกฤษเองก็ผงะ เมื่อเรื่องมันแดงออกมาว่า เศรษฐีหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักคนนี้กำลังจะเป็นเจ้าของคนใหม่ของเชลซี มาร์ค เทย์เลอร์ อดีตผู้อำนวยการสโมสรเชลซี เปิดเผยเรื่องราวตอนที่ทีมงานของเสี่ยหมี มาเจรจาซื้อสโมสรเอาไว้แบบนี้ "เชลซี มองหาผู้ลงทุนมาราว 18 เดือนแล้วตอนนั้น และเรามีพวกที่ทำให้เสียเวลาไปหลายคนแล้ว และ โรมัน มีความเป็นไปได้สูง" "ไม่มีใครรู้จักเขาจริงๆ จังๆเลย และเช้าวันศุกร์ทีมงานนักกฎหมายของเขา ก็หอบเอานิตยสาร Forbes จากสหรัฐอเมริกามาให้ดู และผมรู้สึกว่าเขาเป็นอันดับ 15 หรือไงเนี่ยแหละ มีทรัพย์สิน X พันล้านเหรียญดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยหละ" เริ่มแรก เขาซื้อสิทธิ์ในส่วนของ เคน เบทส์ เป็นจำนวนเงิน 60 ล้านปอนด์ ซึ่งคิดเป็น 50.9% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ต่อมา เขาก็เสนอราคาหุ้นละ 35 เพนนี สำหรับหุ้นที่เหลือ ก่อนจะซื้อมันได้ทั้งหมด โรมัน จ่ายไป 140 ล้านปอนด์ เพื่อเทคโอเวอร์เชลซีมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาในเดือนมิถุนายน 2003 เขาควักเงินจ่ายหนี้ของสโมสร ซึ่งตอนนั้นอยู่ที่ 80 ล้านปอนด์ ซัมเมอร์แรกเขาลงทุนมโหฬารทันที เสริมทัพนักเตะหลายรายรวมแล้วราวๆ 112 ล้านปอนด์ ซึ่งในปี 2003 ถือว่ามหาศาลแบบไม่เคยมีใครทำมาก่อน ข้อได้เปรียบอีกอย่างก็คือ ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2002/03 เชลซี ของ รานิเอรี่ สามารถเอาชนะ ลิเวอร์พูลได้ 2-1 ในเกมที่ถือเป็นการชิงตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลถัดไป ทำให้เสี่ยหมี เริ่มต้นที่ เชลซี ได้ไปเล่นใน ชปล. โดยทันที ปี 2003/04 รานิเอรี่ ยังได้โอกาสทำงานต่อไปก่อน แต่ความกดดันมันมหาศาลเหลือเกิน เพราะเขาได้อาวุธหนักมูลค่า 112 ล้านปอนด์มาสดๆ ร้อนๆ แน่นอน หากไม่แชมป์ โดนปลดสถานเดียว และประวัติศาสตร์เราทุกคนรู้ รานิเอรี่ ทำได้ดีที่สุดเพียงอันดับ 2 ตกเป็นรองอาร์เซน่อล "ชุดไร้พ่าย" ในปีนั้น และเขาก็โดนปลด ปีต่อมา ซัมเมอร์ 2004 อับราโมวิช ลงทุนครั้งสำคัญ และมันคือจุดเริ่มต้นแท้จริงของ "อาณาจักรโรมัน" ของเขา เชลซี คว้าตัว โชเซ่ มูรินโญ่ มาคุมทีม พร้อมทุ่มเงินอีกเกือบ 100 ล้านปอนด์ เพื่อเสริมทัพ ปีนั้นพวกเขาได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครองสมใจ การเข้ามาอย่างวูบวาบอลังการของ โรมัน อับราโมวิช ตามติดด้วยกลุ่มทุนอาบู ดาบีที่แมนฯ ซิตี้ นี่เอง ก่อให้เกิดกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ ขึ้นมาในภายหลัง แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องราวการสร้างอาณาจักรโรมันเขาที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก็กลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของพงศาวดารลูกหนังอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ทีเด็ดเปลี่ยนโกล์เพื่อจุดโทษ "

เรื่องการตัดสินใจเปลี่ยนเอา เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ลงมาเพื่อจุดประสงค์ในการดวลจุดโทษของ โธมัส ทูเคิ่ล ทำให้เกิดคำตำหนิตามมา นั่นเพียงเพราะเชลซีแพ้ในการดวลเป้า มันลากยาวมาถึงคนที่ 11 ซึ่ง เกปา ยิงเองและไม่เข้า แถมตัวเขาไม่สามารถเซฟจุดโทษก่อนหน้านั้นได้เลย แม้ เกปา จะออกมาแสดงความรับผิดชอบและเพื่อนๆ ไม่มีใครโกรธเขา แต่ก็ยังมีข้อตำหนิตามมา หากว่าเกมนี้เชลซีเป็นฝ่ายชนะ ข้อครหาเหล่านี้ก็คงจะไม่มี... เหมือนอย่างเช่นในเกม ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ซึ่งเชลซี ดวลเป้าเอาชนะบียาร์เรอัล ไปได้ เมื่อสิงหาคมปี 2021 ที่ผ่านมา นัดนั้น เกปา เปลี่ยนลงแทน เอดูอาร์ เมนดี้ แบบนี้เลยในนาทีที่ 119 และเขาเซฟจุดโทษของ เอสซ่า มันดี้ กับ ราอูล อัลบิโอล ได้ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์มาครอง เรียกได้ว่าการเปลี่ยนตัวนายทวารลงมาเพื่อเซฟจุดโทษแบบนี้ ไม่ใช่แท็คติกที่น่าเกลียด หรือไร้สาระ เนื่องจากผู้รักษาประตูแต่ละคนในทีมมีจุดแข็งจุดอ่อนที่แตกต่างกันไป ผู้รักษาประตูบางคนปฏิกิริยาไว จิตวิทยาดี ใจเด็ด และเซฟจุดโทษเก่ง แต่อาจจะมีจุดด้อยถ้าเล่นในเกมปกติ อาจจะเป็นเรื่องความสูง, สมาธิ หรือเรื่องของการตัดสินใจออกมาตัดบอลลูกโด่ง ฯลฯ เมื่อถึงเวลาใกล้หมด เราจึงเคยเห็นการเปลี่ยนตัวเชิงแท็คติกแบบนี้ คือการเอานายทวารที่มีแนวโน้มจะเก่งในการเซฟจุดโทษลงมาแทนนายทวารมือ 1 ตามปกติ เรื่องลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว ยกตัวอย่างเช่นใน แอฟริกัน แชมเปี้ยนส์ ลีก (เทียบได้กับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ศึกชิงแชมป์ระดับสโมสรของทวีปแอฟริกาในฤดูกาล 2004 สโมสรเอ็นยิมบ้า ทีมดังแห่งไนจีเรีย ใช้วิธีนี้ได้ผล จนพวกเขาคว้าแชมป์ เริ่มจากในรอบรองชนะเลิศ พวกเขาเจอกับ เอสเปอรองช์ ตูนิส แห่งตูนิเซีย ทั้งเกมเหย้าและเยือน เสมอกัน 1-1 ทำให้ต้องดวลจุดโทษ และโค้ช โอเคย์ เอมอร์ดี้ ก็เปลี่ยนเอานายทวารวัย 21 ปี เดเล่ ไอเยนุกบา ลงไปเซฟจุดโทษแทน วินเซนต์ เอ็นเยียม่า ทั้งที่ เอ็นเยียม่า คือโกล์ชั้นดี เป็นมือ 1 ทีมชาติ (ภายหลังมาดังกับลีลล์ อยู่หลายปี) เดเล่ ไอเยนุกบา ถนัดในการดวลจุดโทษมากกว่าและเขาก็ช่วยทีมผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศได้สำเร็จ พอถึงนัดชิงชนะเลิศ เอ็นยิมบ้า ก็เจอกับอีกหนึ่งทีมจากตูนิเซีย คือสโมสร เอตัวล์ ดู ซาเฮล ในรอบชิงชนะเลิศ ยังใช้ระบบเตะ 2 นัดเหย้าเยือน และทั้งสองทีมก็กินกันไม่ลง ผลัดกันชนะ 2-1 บ้านใครบ้านมัน ทำให้เมื่อจบเกมนัดที่ 2 เสมอแบบนี้ ต้องดวลจุดโทษตัดสิน แต่ในนาทีสุดท้ายก่อนเสียงนกหวีดยาวจะดัง โค้ชเอมอร์ดี้ ก็ใช้แผนเดิมคือส่ง เดเล่ ไอเยนุกบา ลงมาแทน วินเซนต์ เอ็นเยียม่า สุดท้าย ไอเยนุกบา ยังแสดงให้เห็นว่าเขาเชี่ยวชาญจริงๆ เพราะเซฟจุดโทษได้ 1 ลูก นำทีมคว้าแชมป์ระดับทวีปได้สำเร็จจริงๆ ตัวอย่างที่ทุกคนจำได้ดีคือในฟุตบอลโลก 2014 ทีมชาติฮอลแลนด์ของ หลุยส์ ฟาน กาล ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ฮอลแลนด์ เจอกับ คอสตาริก้า เกม 120 นาทีกำลังจะหมดลงก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกัน 0-0 และในช่วงทดเจ็บของการต่อเวลาพิเศษนี่เอง "จารย์หลุยส์" ก็ส่ง ทิม ครูล ลงไปแทน ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น นายทวารมือ 1 ทิม ครูล ขึ้นชื่อเรื่องการเซฟจุดโทษอยู่แล้วอย่างที่ทุกคนรู้ดี และการเปลี่ยนหนนี้ ของ ฟาน กาล มันชัดเจนว่าจุดประสงค์คืออะไร แน่นอน ทิม ครูล ไม่ทำให้แฟนบอลและเจ้านายผิดหวัง เขาเซฟจุดโทษของ ไบรอัน รุยซ์ กองหน้าตัวเก่งของ คอสตาริก้า และ ไมเคิ่ล อูมานญ่า ได้สำเร็จ ช่วยให้ฮอลแลนด์เข้ารอบรองชนะเลิศได้จริงๆ แต่เรื่องราวการเปลี่ยนผู้รักษาประตูลงมาเพื่อดวลจุดโทษที่คลาสสิกสุดคือ ในเกมเพลย์ออฟ เลื่อนชั้น ดิวิชั่น 1 สู่พรีเมียร์ ลีก ในปี 1996 ระหว่าง เลสเตอร์ กับ คริสตัล พาเลซ ขณะนั้นเป็นยุคมือขึ้นของ เลสเตอร์ ซิตี้ และ มาร์ติน โอนีล พวกเขาผ่านเข้ามาชิงตั๋วใบสุดท้ายเพื่อเลื่อนชั้นขึ้นพรีเมียร์ ลีก โดยเจอกับ คริสตัล พาเลซ ของ เดฟ บาสเซ็ตต์ เกมใน 90 นาทีจบลงด้วยสกอร์ 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไป การเปลี่ยนตัวแรกของ มาร์ติน โอนีล คือ มาร์ค โรบิ้นส์ อดีตฮีโร่เด็กผี ลงแทน สก็อตต์ เทย์เลอร์ ปีกซ้ายในนาทีที่ 101 ทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้ จนนาทีที่ 118 มาร์ติน โอนีล ก็ขยับอีกครั้ง หนนี้ โคลิน ฮิลล์ ลงไปแทนกองหลังกัปตันทีม สตีฟ วอลช์ ยังเหลือโควต้าให้เปลี่ยนอีก 1 ครั้ง ไม่มีใครอ่านใจ มาร์ติน โอนีล ออกในตอนนั้น เกมก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เหลือเวลาอีกเพียงนาทีเศษๆ กระทั่ง เอมิล เฮสกี มาเรียกฟรีคิกให้เลสเตอร์ได้บริเวณเส้นกลางสนาม เยื้องทางซ้าย ตอนนั้นเข็มนาฬิกาบอกว่านาทีที่ 119 กับอีก 50 วินาทีแล้ว นั่นหมายความว่าฟรีคิกนี้ จะเป็นเพลย์สุดท้ายของเกมก่อนเข้าสู่การดวลจุดโทษ โอนีล ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ด้วยการเปลี่ยนเอา เควิน พูล นายทวารมือ 1 ออกและส่งโกล์ร่างโย่ง 2.02 ม. อย่าง เซลโก้ คาลัช ลงไปแทน ตั้งใจเอาไว้ดวลจุดโทษเห็นๆ (ภายหลัง คาลัช มาโด่งดังตอนเล่นให้ เอซี มิลาน) เลสเตอร์ เล่นลูกฟรีคิกสุดท้ายของเกมด้วยการสาดยาวไปถึงหน้ากรอบเขตโทษของ พาเลซ ทันที จูเลี่ยน วัตต์ส เซนเตอร์แบ็กรู้ดีว่าเขาเติมได้เพราะมันคือเพลย์สุดท้าย เขาขึ้นไปแย่งโหม่งกับ เดฟ ทัทเทิ่ล แล้วบอลมันลอยมาตกตรงบริเวณหัวกระโหลก บังเอิญที่ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นเลย เป็น No man land ทันใดนั้นเอง สตีฟ คลาริดจ์ กองหน้าจอมเก๋า ได้โอกาสวิ่งมาวอลเล่ย์ตูมเดียว ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย มันกลายเป็นประตูชัยในวินาทีสุดท้ายของเพลย์สุดท้ายของเกม ไม่เหลือโอกาสให้ พาเลซ ได้แก้ตัวเลย พอเขี่ยบอลกันใหม่ ผู้ตัดสินก็เป่านกหวีดยาวทันที เลสเตอร์ ได้เลื่อนชั้น! อาจจะด้วยการเปลี่ยนตัวแบบเหนือความคาดหมายนี้ของ มาร์ติน โอนีล ส่งผลให้เกิดข้อกังขาในใจเล็กๆ ของนักเตะพาเลซ สมาธิไขว้เขวแค่ช่วงอึดใจเดียว แต่มันส่งผลถึงการเสียประตู มาร์ติน โอนีล บอกว่าเขาโล่งใจสุดๆ ที่ชนะได้โดยไม่ต้องไปลุ้นถึงการดวลจุดโทษ แม้จะตั้งใจเปลี่ยนนายทวารลงไปเพื่อการนั้นก็ตาม รับชมคลิปเพิ่มเติมอรรถรสคลิ๊กได้เลย!! :: http://ow.ly/YRQ630scbBq เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" 4 กุนซือฟ้าขาวในแดนผู้ดี "

มาร์เซโล่ บิเอลซ่า แยกทางกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจาก 4 ปีในถิ่นเอลแลนด์ โร้ด ผลงานปีนี้ไม่ดี เกมรับเสียง่ายจนน่าผิดหวัง แต่แฟนบอลลีดส์ ไม่มีใครคิดแง่ลบกับ "เอล โลโก้" the Mad Man คนนี้เลย บิเอลซ่า คือคนที่ปลุกชีวิตให้กับลีดส์อีกครั้ง พาพวกเขาเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีก นับแต่ตกลงไปในปี 2004 ฟุตบอลของลีดส์ น่าตื่นเต้น สนุกสนาน และมีแนวทางชัดเจน นักเตะทุกคนรัก บิเอลซ่า เพียงแต่ในเมื่อฟุตบอลคือธุรกิจที่ว่ากันด้วย "ผลการแข่งขัน" เขาจึงต้องไป บิเอลซ่า เคยบอกว่า "คนที่มาพร้อมกับไอเดียใหม่ถูกหาว่าบ้าเสมอ จนกระทั่งไอเดียนั้นถูกพิสูจน์ว่ามันได้ผลและได้รับชัยชนะ" "เอล โลโก้" เป็นกุนซือชาวอาร์เจนติน่า คนที่ 4 เท่านั้นที่เคยมาคุมทีมในพรีเมียร์ ลีก ที่ผ่านมาในพรีเมียร์ ลีก มีการแต่งตั้งกุนซืออาร์เจนไตน์มาคุมทีมทั้งหมด 5 ครั้ง จาก 3 สโมสร และมีทั้งหมด 4 คน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คือสโมสรแรก และดูจะถนัดและคุ้นเคยกับบุคลากรจากแดนฟ้าขาวที่สุด พวกเขาเคยมีกุนซืออาร์เจนไตน์ถึง 2 คน ในปี 1978 เป็นปีแรกที่ฟุตบอลอาชีพอังกฤษ อนุญาตให้นักเตะต่างชาตินอกเหนือจากสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เข้ามาค้าแข้งได้ สเปอร์ส เป็นทีมแรกๆ ที่ใช้กฎใหม่นี้ให้เป็นประโยชน์ทันทีเพราะพวกเขาคว้าตัว ริคาร์โด้ "ริคกี้" วีย่า และ ออสวัลโด้ "ออสซี่" อาร์ดิเลส สองกองกลางทีมชาติอาร์เจนติน่า ชุดแชมป์โลก 1978 ที่เพิ่งแข่งจบลงไปมาร่วมทีมทันที ออสซี่ อาร์ดิเลส กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลตราไก่แห่งลอนดอน ตลอด 10 ปีที่เล่นให้สเปอร์ส เขาช่วยทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ 2 สมัย และ ยูฟ่า คัพ อีก 1 สมัย ต่อมาผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีม ก็ทำงานในอังกฤษ เริ่มที่สวินดอน ซึ่งขณะนั้นเป็น ผู้เล่น/ผู้จัดการทีม ไปในตัว ต่อมาได้โยกไปคุมนิวคาสเซิ่ล, เวสต์บรอมวิช และในที่สุด ฤดูกาล 1993/94 ก็ได้มาคุม สเปอร์ส อดีตต้นสังกัด น่าเสียดายที่ในยุคของเขา สเปอร์ส ผลงานไม่ดี คุมอยู่ได้ปีนิดๆ ก็โดนปลดในเดือนตุลาคม 1994 พรีเมียร์ ลีก ห่างหายจากการมีผู้จัดการทีมชาวอาร์เจนติน่า ไปถึงเกือบ 20 ปี จนกระทั่งเดือนมกราคม 2013 เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นอีกหนึ่งสโมสรที่จนถึงตอนนี้มีกุนซือชาวอาร์เจนติน่าไปแล้ว 2 คน แน่นอน มกราคม 2013 พวกเขาปลด ไนเจล แอดกิ้นส์ กุนซือผู้พาทีมเลื่อนชั้น และวางระบบการเล่นของทีมจนถึงทุกวันนี้ แต่คนที่เข้ามาแทนเขา ขณะนั้นมีแต่เครื่องหมายคำถาม นั่นก็ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ โปเช็ตติโน่ อายุ 40 ย่าง 41 ตอนที่เข้ามารับงานคุมทีมนักบุญต่อจาก แอดกิ้นส์ โดยเป้าหมายคือการพาทีมอยู่รอดให้ได้ ผลงานก่อนหน้านี้มีเพียงการคุมเอสปันญ่อล ซึ่งก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่เมื่อมารับงาน "พอช" ก็แสดงให้เห็นทันทีว่าทำไมบอร์ดบริหารเซาธ์แฮมป์ตันเลือกเขา เขาพาทีมเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ 3-1 ชนิดที่ทรงบอลข่มทีมเรือใบมิด หลังทำทีมนักบุญจนแข็งแกร่ง คุมทีมอยู่ได้ 1 ปีครึ่ง เขาก็โดน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คว้าตัวไปเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ นี่คือก้าวย่างสำคัญอย่างมากต่อทั้ง สเปอร์ส และตัวของ โปเช็ตติโน่ เอง สเปอร์ส แต่งตั้งผู้จัดการทีมชาวอาร์เจนไตน์คนที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร ต่อจาก ออสซี่ อาร์ดิเดส เมื่อ 20 ปีก่อนหน้านั้น พอช คือกุนซือชาวอาร์เจนติน่า ที่มีผลงานการคุมทีมชัดเจนและดีที่สุดในพรีเมียร์ ลีก แม้ไม่ได้แชมป์ แต่ก็ทำให้สเปอร์ส ขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวเต็มตัว และพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ขณะเดียวกัน ในปี 2017 เซาธ์แฮมป์ตัน ทีมเก่าของ โปเช็ตติโน่ ก็มีความเปลี่ยนแปลง เมื่อพวกเขาแยกทางกับ โคล้ด ปูแอล และได้เลือกเอาคนอาร์เจนไตน์อีกคนมาคุมทีม ชื่อย่อ MP ชื่อต้น เมาริซิโอ เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ โปเช็ตติโน่ กุนซือคนใหม่คนนี้ก็คือ เมาริซิโอ เปเยกริโน่ อดีตปราการหลังที่เคยมาค้าแข้งกับลิเวอร์พูล ในช่วงสั้นๆ มาแล้ว เปเยกริโน่ เป็นผู้เล่นรุ่นไล่ๆกับ โปเช็ตติโน่ โดยเขาแก่กว่า โปเช็ตติโน่ ราว 2 ปี ขณะที่ พอช โลดแล่นกับเอสปันญ่อล แต่ เปเยกริโน่ เล่นให้บาเลนเซีย ความแตกต่างคือ เมื่อ เปเยกริโน่ มาคุมเซาธ์แฮมป์ตัน กลับทำผลงานไม่ดี เขาอยู่ไม่ครบปี ก็โดนปลดในเดือนมีนาคม 2018 กลางปีนั้น ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็ทำเซอร์ไพรส์ เพราะขณะที่พวกเขาเป็นทีมลีกรอง ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ แต่ก็สามารถคว้าตัว มาร์เซโล่ บิเอลซ่า แมดแมนคนดังมาคุมทีมได้สำเร็จ นั่นคือจุดเริ่มต้นของกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ คนที่ 4 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก เพราะในปี 2020 เขาก็พาลีดส์ คว้าแชมป์ ชปช. เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ ผลงานที่ บิเอลซ่า ทำเอาไว้ เขาใช้เวลา 2 ปีเปลี่ยนลีดส์ ให้กลายเป็นเครื่องจักรเพรสซิ่งเล่นฟุตบอลอย่างสนุกสนาน แม้มันจะมีจุดอ่อนมากมาย แต่หากเป็นการเล่นฟุตบอลเพื่อฟุตบอลแล้ว มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ควรภาคภูมิใจได้เลย สเปอร์ส, เซาธ์แฮมป์ตัน, ลีดส์ เป็นเพียง 3 สโมสรที่เคยมีกุนซืออาร์เจนไตน์คุมทัพ แต่พรีเมียร์ ลีก ไม่ได้หยุดแค่นี้ ไม่แน่ในซัมเมอร์ที่จะถึง เราอาจเห็นผู้จัดการทีมเลือดฟ้าขาว มาทำงานที่นี่อีก อาจเป็นการหวนคืนของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ หรืออาจเป็นชื่ออย่าง "โชโล่" ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ? แม้จะไม่ใช่กระทั่งใน 2 คนนี้ อาร์เจนติน่า ก็ยังมีผู้จัดการทีมมีฝีมืออีกหลายคนที่รอโอกาสมาพิสูจน์ตัวเองบนเวทีฟุตบอลอังกฤษ ตัวเลข คงไม่ได้หยุดเพียงแค่ 4 รายนี้แน่นอน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

"จากทหารนาซีสู่มือกาวแมนฯ ซิตี้"

แฟนบอลแมนฯ ซิตี้ เพิ่มขึ้นมากในช่วง 10 ปีมานี้จากการลงทุนของกลุ่มอาบู ดาบี และความสำเร็จที่ตามมา ถามว่าใครรู้จัก เบิร์ต เทราท์มันน์ บ้าง? หลายคนรู้จักดี เพราะศึกษาประวัติศาสตร์สโมสรที่ตัวเองชื่นชอบ แต่หลายคนก็อาจไม่รู้จัก ขณะนี้ความวุ่นวายของโลกกำลังเกิดขึ้นซึ่งอาจกลายเป็นชนวนสงครามที่ขยายวงกว้าง เราเคยผ่านตากับเรื่องราวของฟุตบอลที่ไปเกี่ยวพันกับฟุตบอลหลายครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่านักฟุตบอลเอง ก็อาจเคยผ่านการเป็นทหาร รับใช้ชาติบ้านเมืองของพวกเขาในสงครามมาก่อน เบิร์ต เทราท์มันน์ ก็เช่นกัน เขาคือนายทวารระดับตำนานของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เขาไม่ใช่คนอังกฤษ เขาคือชาวเยอรมัน ที่สำคัญ เขาเคยผ่านสงครามในฐานะทหารนาซี มาก่อน "เบิร์ต" คือชื่อที่คนอังกฤษเรียกเขา หรือเป็นชื่อที่เขาเปลี่ยนเมื่ออยู่ที่อังกฤษแล้ว แต่เดิมทีเขาเกิดในเบรเมน, เยอรมัน ชื่อจริงคือ แบร์นฮาร์ด คาร์ล เทราท์มันน์ เด็กน้อยแบร์นฮาร์ด สนใจกิจกรรมต่างๆ มาแต่เด็ก เขาสมัครเข้าเป็นสมาชิก YMCA และสโมสรฟุตบอล เบลา อุนด์ ไวส์ (บลูแอนด์ไวท์) เล่นฟุตบอลเป็นหลัก ในปี 1933 ขณะอายุได้ 10 ขวบ ก็สมัครเข้าองค์กรสำหรับเยาวชนที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่โดยพรรคนาซี ชื่อว่า ยุงก์โฟล์ค (ยัง โฟล์ค) เป็นหนึ่งแขนงขององค์กรยุวชนฮิตเลอร์ เมื่อเติบโตขึ้นมาเขาเข้าฝึกวิชาด้านช่างยนต์ ก็พอดีกับสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังก่อตัวขึ้น ในปี 1941 ในวัย 18 ปี แบร์นฮาร์ด เทราท์มันน์ ก็ได้เข้าร่วมลุฟท์วัฟเฟ่อ (กองทัพอากาศ)ของเยอรมันในตำแหน่งพนักงานวิทยุ ต่อมาก็ถูกส่งไปเป็นพลร่ม ปฏิบัติภารกิจในโปแลนด์ ช่วงแรกเขาอยู่ห่างจากแดนหน้ามาก ยังไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก กระทั่งเดือนตุลาคม 1941 เขาเข้าร่วมกองพลทหารราบที่ 35 ไปปฏิบัติการในดนีโปรเปตรอฟส์ค ในยูเครน นั่นคือสมรภูมิชายแดนทางตะวันออกที่หนักมากเพราะเจอกับหน้าหนาวสุดโหด และเจอกับกองทัพโซเวียตขนานใหญ่ สุดท้ายฮิตเลอร์สั่งถอนกำลังโดยเขาเป็นหนึ่งใน 300 คนที่รอดกลับออกมาจากเดิมที่มีกำลังพลราว 1,000 นาย ปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็ก (Iron Cross) และเลื่อนยศมาเป็นจ่า และถูกส่งไปปฏิบัติการยังชายแดนตะวันตก ในฝรั่งเศส เพื่อยันกับการยกพลขึ้นบกของสัมพันธมิตร ในปี 1945 เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของกองทัพเยอรมันที่เหลือรอดจากการโดนสัมพันธมิตรปูพรมถล่มด้วยระเบิด เขาตัดสินใจหาทางกลับบ้านเกิดที่เบรเมน ถ้าเจอทหารสัมพันธมิตรจะโดนจับไปทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ ถ้าหนีทหารเจอทหารนาซีระดับสูง ก็โดนยิงทิ้งในข้อหาหนีทัพ เทราท์มันน์ พยายามหลีกไม่อยากเจอทั้งฝ่ายตัวเองและอริ อย่างไรก็ตามไม่กี่วันต่อมาเขาก็โดนทหารสัมพันธมิตร 2 นายจับกุมตัวไว้ได้ที่โรงนาแห่งหนึ่ง เขาโดนเค้นข้อมูลและกลัวโดนยิงทิ้ง เขาหาจังหวะหนี แต่สุดท้ายก็ไปตกอยู่ในจับกุมของทหารอังกฤษ เทราท์มันน์ กลายเป็นนักโทษเชลยสงคราม ถูกนำตัวมายังอังกฤษอยู่ในแคมป์ที่เอสเซ็กซ์ หลังสอบปากคำ พบว่าเขาไม่ได้ถูกบังคับเข้ากองทัพ ทำให้โดนจัดเป็นนักโทษประเภท C หมายถึงเป็นนาซีคนหนึ่ง พบว่ากองพันของเขา 1,000 นายสุดท้ายเหลือรอดเพียง 90 คน และเขาคือหนึ่งในนั้น เขาถูกย้ายที่นอร์ธวิช และสถานะของเขาถูกลดมาเป็นนักโทษประเภท B คือ ไม่ใช่นาซี เขาถูกส่งตัวต่อมายัง ฟอร์ท ครอสบี้ในไฮทาวน์ ใกล้กับลิเวอร์พูล ที่นี่เขาทำงานในฐานะเชลยสงคราม ตามฟาร์มต่างๆ จากนั้นก็โอนต่อไปยังค่ายเชลยสงครามที่ 50 ใน แอชตัน อิน เมเกอร์ฟิลด์ อยู่ระหว่าง เซนต์ เฮเลนส์ กับ วีแกน (ปัจจุบันอยู่ในเขตเกรทเทอร์ แมนเชสเตอร์) และเขาก็อยู่ที่นี่จนถึงปี 1948 ระหว่างอยู่ในค่ายที่ แอชตัน อิน เมเกอร์ฟิลด์ ก็มีการแข่งขันฟุตบอลกันบ่อยครั้ง ช่วงแรกเขาเล่นเป็นนักเตะเอาท์ฟิลด์ จนกระทั่งเกมนัดหนึ่งเขาได้รับบาดเจ็บ เลยขอสลับตำแหน่งกับผู้รักษาประตู กึนเธอร์ เลือห์ร และจากนั้นเขาก็เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูมาตลอด ด้วยชื่อ แบร์นฮาร์ด หรือสั้นๆ ว่า แบร์นด์ ไม่คุ้นเคยสำหรับคนอังกฤษ เขาเลยถูกเรียกว่า "เบิร์ต" แทนมานับแต่นั้น ในปี 1948 ค่ายเชลยสงครามถูกยุบ เชลยสามารถกลับประเทศของตัวเองได้แต่ เบิร์ต เป็นอีกหนึ่งคนที่ปฏิเสธข้อเสนอในการกลับเยอรมัน เขาทำงานในฟาร์มในมิลธอร์ป และจากนั้นก็ทำงานกู้ระเบิดในฮิวตัน, เมอร์ซี่ไซด์ พร้อมๆ กันนี้เขาก็เล่นฟุตบอลเป็นเรื่องเป็นราวกับสโมสร เซนต์ เฮเลนส์ ทาวน์ และเขาก็ได้แต่งงานกับ มาร์กาเร็ต ไฟรเออร์ ลูกสาวของเลขาฯสโมสร ด้วยผลงานการเฝ้าประตูที่ยอดเยี่ยมของเขากับ เซนต์ เฮเลนส์ ทำให้ในปี 1949 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ติดต่อขอเซ็นสัญญาไปร่วมทีม จากการเล่นให้ทีมระดับนอกลีก ภายในปีเดียว เบิร์ต เทราท์มันน์ ก็กลายมาเป็นนักเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งขณะนั้นอยู่ใน ดิวิชั่น 1 หรือลีกสูงสุดของอังกฤษ อันที่จริงแล้ว ในช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่อังกฤษมีกฏ "ห้ามนักเตะต่างชาติ ที่ไม่ใช่บริติช มาเล่นในลีกฟุตบอลในบริเตน" กฎนี้เริ่มต้นขึ้นในราวปี 1931 ซึ่งก่อนหน้านั้นในปี 1930 เฮอร์เบิร์ต แชพแมน กุนซือตำนานของอาร์เซน่อล พยายามจะเซ็นสัญญากับ รูดี้ ฮิเด้น ผู้รักษาประตูชาวออสเตรีย แต่โดนสหภาพผู้เล่นฟุตบอล และ ฟุตบอลลีก ประท้วง จนในที่สุดเกิดการออกฏ ห้ามไม่ใช่นักเตะต่างชาติ (นอกเหนือในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ในตอนนั้น) มาเล่นที่นี่ ทว่าก็มีข้อยกเว้น นั่นก็คือ หากบุคคลใด อาศัยในสหราชอาณาจักรเกินกว่า 2 ปี สามารถเล่นฟุตบอลได้ และ เทราท์มันน์ เองก็อยู่ในสหราชอาณาจักรเกิน 2 ปี ตั้งแต่ในฐานะเชลยสงคราม การเซ็นสัญญาอดีตทหารเยอรมัน ที่เกี่ยวพันกับนาซี เข้ามาสู่ทีมในตอนแรกทำให้เกิดการประท้วงจากแฟนบอล อย่างไรก็ตาม กัปตันทีมแมนฯ ซิตี้ ในเวลานั้นอย่าง เอริค เวสท์วูด ซึ่งตัวเขาเองก็เป็นทหารรับใช้กองทัพของพระราชินี และเป็นหนึ่งในทหารที่ผ่านสมรภูมิที่นอร์มังดี มาแล้วด้วย เวสต์วูด ได้ออกมาประกาศว่า "ไม่มีสงครามในห้องแต่งตัว" หมายความว่า ไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไป นักฟุตบอลก็คือนักฟุตบอล ในช่วงแรกเขาโดนกองเชียร์คู่แข่งตะโกนด่าอยู่เสมอ แต่ด้วยผลงานในสนามของเขาทำให้ค่อยได้รับการยอมรับทั้งจากนักเตะคู่แข่ง และกองเชียร์ในที่สุด เบิร์ต เทราท์มันน์ ลงเฝ้าเสาให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้งสิ้น 15 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 1949 จนถึงปี 1964 รวม 545 นัด พาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ 1 สมัย เขาเป็นเจ้าของสถิติลงเล่นให้ทีมเรือใบมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ตลอดกาล และอันดับ 2 ตลอดกาล หากนับเฉพาะเกมลีก (508 นัด) จุดเด่นของเขาคือปฏิกิริยาที่รวดเร็ว เด่นในเรื่องการเป็น ช็อต สต๊อปเปอร์ หรือการเซฟลูกยิง แม้กระทั่ง เซอร์ แม็ทท์ บัสบี้ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังบอกว่าเมื่อเผชิญหน้ากับ เทราท์มันน์ ให้ลูกยิงของเขาอย่าเพิ่งคิดว่าจะยิงมุมไหน ให้ยิงไปก่อนแล้วค่อยมาคิดทีหลัง หลังแขวนถุงมือเลิกเล่น เขาหันมาคุมทีม เคยคุมทีมชาติพม่า, แทนซาเนีย, ไลบีเรีย, ปากีสถาน รวมไปถึงนอร์ธ เยเมน เบิร์ต เทราท์มันน์ เสียชีวิตที่ ลา ยอซ่า ใกล้กับบาเลนเซีย ซึ่งเขาอาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงท้าย เมื่อปี 2013 รวมอายุได้ 89 ปี เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" หงส์งัดหงส์ในเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้ "

ไบรตัน เป็นทีมล่าสุดที่มีเหตุการณ์นักเตะทีมเดียวกันทะเลาะกันเอง เชน ดัฟฟี่ เซนเตอร์แบ็ก กับ โรเบิร์ต ซานเชซ นายทวาร งัดกันระหว่างเกมจนมีรายงานว่าไปมีเรื่องกันต่อในอุโมงค์ทางเดินเข้าห้องแต่งตัว การทะเลาะกันแบบนี้ มักเป็นเรื่องของเกมในสนาม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ดังนั้นเมื่อจบแล้ว เคลียร์กันได้แล้วก็จบกัน ไม่ได้ติดใจอะไรกันอีก เหตุการณ์ทำนองนี้เราเคยผ่านตากันมามากมายที่ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ก็เคยมี เดวิด แบ็ตตี้ กับ แกรม เลอโซซ์ จะฟาดปากกันจนกัปตันทีม ทิม เชอร์วูด เข้ามาแยก ที่แฟนบอลจำได้ดีที่สุด เพราะดุเดือดสุดคือเคสของ คีรอน ดายเออร์ กับ ลี โบว์เยอร์ ในสีเสื้อนิวคาสเซิ่ล คู่นี้สาวหมัดดึงเสื้อกันจนขาด แกเร็ธ แบร์รี่ นักเตะวิลล่า คู่แข่ง ต้องเข้ามาแยก สุดท้าย คู่กรณีโดนใบแดงไล่ออกทั้งสองคน อีกหนึ่งเหตุการณ์คลาสสิกไม่น่าเชื่อคือ คู่ของ บรูซ กร็อบเบลาร์ และ สตีฟ แม็คมานามาน ในทีมลิเวอร์พูล เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 1993 ระหว่างศึกเมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ ที่กูดิสัน พาร์ค ต้องบอกว่าในยุค 80s-90s เอฟเวอร์ตัน ไม่ได้ตกเป็นลูกไล่ของลิเวอร์พูลอย่างทุกวันนี้ ช่วงนั้นพวกเขาเคยได้แชมป์ลีก และยังได้แชมป์บอลถ้วยประปราย เป็นทีมที่แข็งแกร่ง เมื่อศึก เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ มาถึง ผลการแข่งขันแทบจะเรียกได้ว่าบ้านใครบ้านมันเลยทีเดียว เอฟเวอร์ตัน เคยไร้พ่ายต่อลิเวอร์พูลเกือบ 10 นัดติดต่อกัน ผิดกับสมัยนี้ ที่พวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูลไม่ได้มาเป็น 10 ปี จนกระทั่งทำได้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 เกมที่เกิดเหตุ เตะวันที่ 18 กันยายน 1993 ที่กูดิสัน นาทีที่ 27 เอฟเวอร์ตัน ได้เตะมุมทางฝั่งขวา แอนดี้ ฮินช์คลิฟฟ์ แบ็กซ้ายเอฟเวอร์ตันเป็นคนเปิด จริงๆ ลูกเปิดลูกนี้ไม่ดีเลยเพราะเตะไม่ขึ้น วิถีบอลตกไม่ถึงเสาแรกด้วยซ้ำ แต่ สตีฟ แม็คมานามาน ที่ยืนคุมพื้นที่อยู่ตรงนั้นรีบร้อนหวดบอลทิ้ง ปรากฏว่าหวดโดนไม่ดี บอลปลิ้นออกไปนอกกรอบเขตโทษ นั่นทำให้ มาร์ค วอร์ด กองกลางเอฟเวอร์ตัน วิ่งเข้ามากดด้วยขวาตูมเดียวจาก 20 หลา เข้าไปตุงตาข่าย กร็อบเบลาร์ ในฐานะมือกาวจอมเก๋า ขณะนั้นเขาอายุ 36 ปีแล้ว ออกอาการหงุดหงิดทันที ตะโกนโวยวายใส่ แม็คมานามาน ทันที แม็คก้า ในฐานะปีกวัยหนุ่ม อายุแค่ 21 ปี ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะมีปากมีเสียงอะไรกับใคร แต่หนนี้ เขาสวนกลับ ด่าคืนใส่นายทวารรุ่นพี่เช่นกัน จากนั้นก็มีผลักอกกัน แม็คก้า หันหนีกำลังจะเดินออกไป แต่ กร็อบเบลาร์ เดินตามมาตะคอกไล่หลัง จนแม็คก้า หันขวับมาด่าคืน แล้วต่างคนก็ผลักหน้ากันคนละที ก่อนที่ แม็คมานามาน จะตัดใจเลิกตอแยวิ่งเหยาะๆ ออกไป ส่วน กร็อบเบลาร์ ยังตึงจึงด่าตามหลังไปอีกชุด ปกติแล้ว เหตุการณ์แบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะนักเตะอย่าง แม็คก้า ส่วนทาง กร็อบเบลาร์ นั้น ทุกคนรู้ดีว่าบุคลิกของเขาคือจุดเด่น แม้จะมีความผิดพลาดให้เห็นบ้าง แต่เขาเป็นคนที่คล่องแคล่ว มั่นใจในตัวเองสูง และไม่กลัวคู่แข่งหน้าไหน ทำให้เมื่อถึงเกมสำคัญๆ มักทำได้ดี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเพราะ กร็อบเบลาร์ เคยผ่านความเป็นความตายมาแล้ว สมัยอายุ 19-20 เขาเคยโดนเกณฑ์เข้ากองทัพโรดีเชี่ยน (ซิมบับเว) ในการทำศึกประกาศอิสรภาพ เขาเคยต้องยิงคน และเห็นเพื่อนโดนยิงมากับตา เห็นทหารโดนระเบิดเสียชีวิตแล้วศพกระเด็นลงไปในแม่น้ำเกลื่อนกลาด มีแม้แต่กระทั่งจระเข้ ที่เข้ามากินศพ เกมนั้นดำเนินต่อไป ลิเวอร์พูล ไม่สามารถเอาคืนได้ และท้ายเกมมาโดน โทนี่ ค็อตตี้ ฝังเป็น 2-0 กลายเป็นชัยชนะของเอฟเวอร์ตัน ตอนนั้นเป็นยุคที่ แกรม ซูเนสส์ มาคุมทีมแทน เคนนี่ ดัลกลิช และ ซูเนสส์ รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในทีม เพื่อให้ลิเวอร์พูล กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เขาซื้อ เดวิด เจมส์ เข้ามาเพื่อทดแทน กร็อบเบลาร์ อดีตเพื่อนร่วมทีมของตัวเองที่อยู่ในวัยโรยแล้ว "เราแพ้ที่กูดิสัน พาร์ค ในเกมที่มีการพูดกันใหญ่โตจากเหตุการณ์ของผมกับ สตีฟ แม็คมานามาน หลังจากเราเสียประตูแรก" กร็อบเบลาร์ ย้อนความหลัง "ในห้องแต่งตัว ซูเนสส์ ทำบางอย่างที่ปกติเขาจะไม่ทำ เขาขว้างรองเท้าสตั๊ดใส่ผม 'อย่าทำแบบนั้นอีกเด็ดขาด' เขาบอกผม" "เขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดที่ผมเคยเล่นด้วย แต่ในฐานะผู้จัดการทีมเขาโคตรห่วย ผมจะพูดกับเขาแบบนี้ แต่มันไม่ได้หมายถึงผมไม่ชอบเขานะ เขาต้องการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไป และเร็วเกิน เขาไม่อดทน และมันสร้างความรู้สึกแย่ๆ มากมาย" ด้าน สตีฟ แม็คมานามาน ก็เคยเปิดเผยกับทาง FourFourTwo ว่า การทะเลาะกันของทั้งคู่ จบลงในจังหวะนั้นแล้ว ไม่ได้มีไปต่อความยาวสาวความยืด "ไม่ (ไม่มีไปทะเลาะกันต่อ) มันจบที่นั่นตรงนั้นเลย ตบกันผลักกันหนสองหน แล้วก็จบ" ฤดูกาลนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่างในทีมลิเวอร์พูล มกราคม 1994 แกรม ซูเนสส์ โดนปลดออกจากตำแหน่ง รอย อีแวนส์ ก้าวขึ้นมาคุมทีมแทน จบฤดูกาล บรูซ กร็อบเบลาร์ ก็อำลาสโมสร หลังอยู่กับทีมมา 14 ปี แม็คมานามาน ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์คนใหม่ของทีม ส่วนลิเวอร์พูล จบเพียงอันดับ 8 ในฤดูกาลนั้น เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117