breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

ทำความรู้จักคุณหมอสุดสวย 'เอวา คาร์เนโร่'

กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่เลยสำหรับกรณีที่ โจเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทีมแพทย์ของตัวเองซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือคุณหมอสาวสวย เอวา คาร์เนโร่ ที่เราเห็นกันมาตั้งแต่ปี 2010-11 ซึ่งเธอคนนี้เป็นที่สนใจในโลกออนไลน์เป็นอย่างมากกับรูปร่างหน้าตาที่สวยคมมาในวันนี้ 'Cheerball.com' ก็ขอนำประวัติมาให้แฟนๆได้อ่านกันคร่าวๆครับชื่อ : เอวา คาร์เนโร่ปีเกิด : 1973เกิดที่ : ยิบรอลตาร์หน้าที่ : แพทย์ประจำสโมสรและผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ คาร์เนโร่ ถูกเผยโฉมในเวทีพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ฤดูกาล 2010-11 หลังจากที่เธอทำงานอยู่กับทีมสำรองมา 2 ปีเต็มๆโดยก่อนหน้าที่จะมารับงานนี้นั้นเธอศึกษาเกี่ยวกับการแพทย์อยู่ยังมหาวิทยาลัยน็อตติ้งแฮม, สถาบันกายภาพทางการกีฬาออสเตรเลีย และการศึกษา 'MSc' ที่ มหาวิทยาลัยควีนแมรี่แห่งลอนดอน เรียกได้ว่าตรงสายจริงๆ นอกจากนี้ คาร์เนโร่ ยังเป็นทีมแพทย์คนแรกในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก ซึ่งแน่นอนว่าแฟนบอลฝ่ายตรงข้ามก็พยายามเล่นงานตะโกนแซวเธอในฐานะที่เป็นผู้หญิงอยู่ตลอดจนถึงขนาดสมาคมฟุตบอลอังกฤษได้กำชับสโมสรทุกสโมสรในพรีเมียร์ลีกให้ส่งรายงานเรื่องนี้มาอย่างละเอียด อีกทั้ง คาร์เนโร่ ยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมแพทย์ในนามของ 'สหราชอาณาจักร' ไปตะลุยโอลิมปิค 2008 ที่กรุงปักกิ่งและก็ยังได้ทำงานในทีมฟุตบอลหญิงของอังกฤษในปีเดียวกันก่อนจะมารับงานที่ เชลซี ในปี 2009 อีกด้วยเค.เค.pic : Mirror

4 เพจไทยเฮฮาน่าสนใจแห่งวงการลูกหนัง!

หากจะพูดถึงการฟุตบอลในประเทศไทยก็คงไม่น่าแปลกใจนักที่จะได้รับความนิยมกันไปทั่วประเทศ ซึ่งก็มีลีกหลายระดับให้ทุกคนได้ติดตามกัน ขณะที่กระแสบอลนอกทางฝั่งยุโรปก็มีเข้ามาให้ได้รับชมเกือบจะทุกวันและนั่นเป็นเหตุให้มีเพจในเฟซบุ๊กให้ได้รับชมกันมามากมาย ทั้งยังมีหลายๆเพจที่น่าสนใจผุดขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งวันนี้ทางเราก็ยกบางเพจที่น่าสนใจใหั้ได้กดติดตามกันครับ!1.Football Vintage หากจะพูดถึงเพจสักเพจที่มีความน่าสนใจทางด้านเกร็ดน่ารู้ในวลการฟุตบอลก็คงหนีไม่พ้น "Football Vintage" โดยเพจนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจตั้งแต่อดีตยันปัจจุบันให้ได้อ่านกันเสมอๆแทบทุกวัน ซึ่งปัจจุบันก็มีคนกดไลค์ไปแล้วเกินกว่า 50,000 ราย หากใครอยากได้ความรู้และปรัชญาชีวิตดีๆก็ติดตามเพจนี้ได้เลยครับ!2. นี่มันไฮไลท์ชัดชัด สำหรับใครก็ตามที่ไม่ว่างออกไปทานข้าวนอกบ้าน, ติดประชุม หรือแม้แต่ออกเดทกับแฟนตามสถานที่ต่างๆจนไม่อาจสามารถดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลได้ ทางเพจ "นี่มันให้ไลท์ชัดชัด" เขาก็มีไฮไลท์ฟุตบอลคู่ที่น่าสนใจให้ติดตามกันตลอดครับ แถมระหว่างการแข่งขันยังมีช็อตเด็ดแต่ละประตูมาให้ได้ชมอีกด้วย ใครเป็นแฟนบอลก็นับว่าจะต้องกดติดตามทีเดียว แถมยังมีมุกแวดวงฟุตบอลมาให้ได้รับชมกันตลอดเสียด้วย อย่าลืมตามกดไลค์ให้กำลังใจพวกเขานะครับ!3. Devil Magazine ส่วนเพจนี้เหล่าแฟนบอล "เรด เดวิลส์" สมควรจะกดไลค์กันอย่างสุดๆ พวกเขาเกาะติดสถานการณ์ความเป็นไปของถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด อยู่เสมอ แถมมุกเด็ดต่างๆก็เรียกเสียงฮาได้ไม่น้อยทีเดียว เรียกได้ว่าจิกกัดทั้งทีมตัวเองและคู่แข่งถึงขนาดว่าแฟนบอลทีมอื่นๆต้องมากดติดตามด้วยเลยครับ ปัจจุบันก็มีแฟนเพจมากกว่า 180,000 คนด้วยกัน4.Just Toon it สำหรับเพจสุดท้ายที่จะมานำเสมอก็คงเป็นใครที่ไหนไม่ได้ถ้าไม่ใช่ "Just Toon It" โดยจะมีจุดเด่นด้านการวาดภาพการ์ตูนล้อเลียนจนกลายเป็นที๋โปรดปรานจากทั้งไทยและต่างประเทศ ฝีมือของเขาถึงกับถูกขโมยภาพไปใช้เปิดเพจในต่างแดนมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีคคนติดตามมาแล้วมากถึง 173,000 คนทีเดียวCredit Pic : Just Toon it, Devil Magazine, นี่มันไฮไลท์ชัดชัด, Football Vintage, Gurdian

5 กุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่ยังวางงาน!!

วอลเตอร์ มาซซาร์รี่ (วางงานตั้งแต่ 14 พฤศจิกายน 2014 หลังถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือ อินเตอร์ มิลาน) มาซซาร์รี่ สร้างชื่อให้กับตัวเองด้วยการพา นาโปลี ก้าวมาขึ้นมายืนเป็นอีกหนึ่งสโมสรแถวหน้าของเซเรีย อา ได้อย่างเต็มตัวอีกครั้ง 2 ปีให้หลังนับตั้งแต่กลับมาจากเซเรีย บี ในปี 2007 พร้อมการปลุกปั้นบรรดาผู้เล่นอย่าง เอเซเกล ลาเวซซี่, คริสเตียน มาจโจ้, เอดินสัน คาวานี่, มาเร็ค ฮัมซิค และ โกคาน อินเลอร์ ขึ้นมาเป็นเหล่านักเตะสตาร์บนเวทีลีกสูงสุดของอิตาลี นอกจากนี้อดีตเทรนเนอร์ ซามพ์โดเรีย ยังนำทัพ "อัซซูร่า" คว้าแชมป์โคปปา อิตาลี ฤดูกาล 2011-12 มาตั้งยังถิ่นสตาดิโอ ซาน เปาโล ซึ่งเป็นโทรฟี่แชมป์ระดับเมเจอร์หนแรกในรอบ 22 ปีของสโมสร ก่อนอำลายอดทีมแห่งเมืองเนเปิ้ลส์ไปรับงานกับ อินเตอร์ เมื่อซัมเมอร์ปี 2013 ทว่าน่าเสียดายที่เขาไม่อาจนำเจ้า "งูใหญ่" ในยุคถ่ายเลือดกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ได้ เชซาเร่ ปรันเดลลี่ (วางงานตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน 2014 หลังถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือ กาลาตาซาราย) อดีต ''อิล ชิที.'' อาจจะเสียรังวัดไปพอสมควรหลังโดน กาลาตาซาราย เด้งออกจากจากตำแหน่งผู้จัดการทีม เมื่อ ปรันเดลลี่ รับงานในถิ่นเติร์ก เทเลคอม อารีน่า ได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น รวมทั้งในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2014 กับการคุมทีมชาติอิตาลีจอดเพียงรอบแรกของรอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น ทว่าผลงานก่อนหน้านี้ของเขากับการรั้งบังเหียนทีมชาติถือว่าน่าพอใจอย่างมากทีเดียวด้วยการพาพลพรรค "อัซซูรี่" ทะลุเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศยูโร 2012 ทว่าลูกทีมของ ปรันเดลลี่ ไม่อาจต้านความแกร่งของสเปนได้ รวมทั้งฝีไม้ลายมือการทำทีม ฟิออเรนติน่า ระหว่างปี 2005-10 แม้ช่วงเวลาดังกล่าว "วิโอล่า" อาจไม่มีโทรฟี่แชมป์ติดมือ แต่ยอดทีมแห่งเมืองฟลอเรนซ์ก็ไต่อันดับจากทีมกลางตารางสู่การเล่นถ้วยสโมสรยุโรปทั้งยูโรปา ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คาร์โล อันเชล็อตติ (วางงานตั้งแต่ 25 พฤษภาคม 2015 หลังถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือ เรอัล มาดริด) แน่นอนว่า อันเชล็อตติ คืออีกหนึ่งกุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด การันตีได้จากการถูกยกย่องให้มีชื่อในฮอลล์ ออฟ เฟม สำหรับวงการฟุตบอลอิตาลี พร้อมกับแชมป์ลีกในฐานะโค้ชทั้งเซเรีย อา, พรีเมียร์ลีก และลีก เอิง แต่ไฮไลท์สูงสุดก็คงต้องเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัย (2002-03, 2006-07 และ 2013-14) และถึงแม้ อันเชล็อตติ จะเป็นผู้พา เรอัล มาดริด สู่ "เดซิม่า" กับแชมป์ "ยูซีแอล" สมัยที่ 10 ซึ่งเป็นการยุติการรอคอยโทรฟี่บิ๊กเอียร์ยาวนานกว่า 12 ปีของทัพ "โลส บลังโกส" ทว่าการที่ซีซั่น 2014-15 สโมสรอย่าง "ราชันชุดขาว" ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยก็ทำให้แม้แต่เทรนเนอร์ชั้นอ๋องยังต้องตกจากเก้าอี้ได้เช่นกัน ก่อนถูกทาบทามจาก เอซี มิลาน ให้กลับไปรับงานที่ซาน ซิโร่ เป็นคำรบที่ 2 แต่ปัญหาสุขภาพก็ทำให้เขาต้องบอกปัด "รอสโซเนรี่" วินเชนโซ่ มอนเตลล่า (วางงานตั้งแต่ 8 มิถุนายน 2015 หลังถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือ ฟิออเรนติน่า) มอนเตลล่า ถือเป็นกุนซือรุ่นใหม่ที่ฝีมือการคุมทีมในเซเรีย อา สอบผ่านแบบสบายๆ เริ่มตั้งแต่การเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวให้กับ โรม่า สโมสรที่เขาเคยค้าแข้งด้วยสมัยเป็นนักเตะเกือบทศวรรษ ต่อด้วย กายารี่ และ ฟิออเรนติน่า โดยที่ฟลอเรนซ์นี้เองเขาทำให้ตำแหน่งเฮดโค้ชของ ฟิออเรนติน่า ลงตัว เมื่อนับตั้งแต่ เชซาเร่ ปรันเดลลี่ อำลาสโมสรไปคุมทีมชาติอิตาลีในช่วงเวลาเพียง 2 ปีก็มีทั้ง ซินิซ่า มิไฮโลวิช, เดลิโอ รอสซี่ และ วินเซนโซ่ เกวรินี่ เข้ามารับงานยังถิ่นสตาดิโอ อาร์เตมิโอ ฟรังคี่ ซึ่งแม้การรั้งทัพ "วิโอล่า" ตลอด 3 ปีระหว่าง 2012-15 ผลงานจะออกมาไม่เลวกับการจบอันดับ 4 ทั้ง 3 ซีซั่น แต่ "ม่วงมหากาฬ" ก็เลือกเปลี่ยนแปลงเทรนเนอร์คนใหม่อีกในฤดูกาลหน้า ฟาบิโอ คาเปลโล่ (วางงานตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2015 หลังถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติรัสเซีย) "บิ๊กดอน" ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกโฉลกมากนักกับการทำหน้าที่เฮดโค้ชทีมชาติทั้งอังกฤษ และรัสเซีย เมื่อตลอด 4 ปีบนบังเหียน "ทรี ไลออนส์" ผลงานของทัพ "สิงโตคำราม" แทบไม่มีอะไรน่าจดจำเลย รวมทั้งกับ "หมีขาว" ก็เช่นเดียวกัน ทว่าหากย้อนไปชมผลงานสมัยคุมสโมสรของ คาเปลโล่ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาเป็นผู้จัดการทีมที่ได้รับเกียรต์ให้มีชื่อในฮอลล์ ออฟ เฟม ของวงการลูกหนังอิตาลีอีกคน จากการพา เอซี มิลาน กลับมาครองบัลลังก์แชมป์สคูเด็ตโต้ช่วงต้นทศวรรษที่ 90 พร้อมทั้งแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกสมัย และการปลุก โรม่า ให้ผงาดถึงแชมป์เซเรีย มาแล้ว นอกจากนี้ยังเคยไปรับจ๊อบกับ เรอัล มาดริด มาถึง 2 หน (1996-97 กับ 2006-07) ซึ่งแน่นอนว่า "โลส บลังโกส" ก็มีมีแชมป์ลา ลีกา ติดมือทั้ง 2 ครั้ง น่าเสียดายที่โทรฟี่สคูเด็ตโต้อีก 2 สมัยกับ ยูเวนตุส ถูกริบไปเนื่องจากคดีpic : zimbio, metrouk2.files.wordpress.com, diretta-inter.it

3 เรื่องน่าปวดหัวช่วงซัมเมอร์ของเด็ก "ผี"

การซื้อขายผู้เล่นใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนบอล "เรด เดวิลส์" ให้ความสนใจและรู้สึกตื่นเต้นกันสุดๆ แต่ก็มีหลายครั้งที่ต้องพบกับความน่าเสียดายกับการที่นักเตะคนเก่าจะต้องย้ายไปยังสโมสรอื่นๆ ซึ่งปีนี้ก็มีเรื่องน่าเสียใจและต้องเหนื่อยหน่ายเช่นกัน แต่จะมีอะไรบ้างก็รับชมกันได้เลยครับ!1. จะไปหรือไม่ไป!? อังเคล ดิ มาเรีย...!! นับเป็นหนึ่งในความคาราคาซังอย่างสุดๆ สำหรับ "ปีศาจแดง" หลัง อังเคล ดิ มาเรีย เริ่มต้นซีซั่น 2014/15 ได้ไม่ดีนัก ทั้งยังได้เป็นตัวจริงเพียง 20 เกมในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เท่านั้น ทำเอาอนาคตในแดนผู้ดีไม่แน่นอนเอาเสียเลย นอกจากนั้นไม่นานมานี้ยังหายตัวไปจนแฟนบอลทำป้าย "คนหาย" ให้อีกด้วย ส่งผลตกเป็นข่าวคราวร่วมกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาอย่างต่อเนื่องและตกเป็นข่าวร่วมกันแล้วร่วมกันอีก เหมือนไม่สนใจเลยว่าปีที่แล้ว "ผี" ทุ่มเงินไปมากถึง 59.7 ล้านปอนด์ ซึ่งแม้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจะมีรายงานว่าทั้งสองสโมสรได้ตกลงกันที่มูลค่า 44 ล้านปอนด์ แต่ก็ยังไม่มีใครแน่ใจเรื่องนี้อยู่ดี (ขณะที่ผู้เขียนทำคอลัมน์นี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ)2. นี่ก็อีกคน!! ดาบิด เด เคอา... ถัดมาเป็นคนที่สองก็ไม่ค่อยแตกต่างจากคนแรกเท่าไหร่ แต่ ดาบิด เด เคอา นับเป็นผู้รักษาประตูที่ตกเป็นข่าวการย้ายออกจากถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด มากกว่าใครๆใน "ปีศาจแดง" โดยนายยด่านชาวสแปนิช ได้ตกเป็นข่าวการย้ายไป "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด อย่างหนัก หลังไม่มีการต่อสัญญาฉบับใหม่ แม้จะเหลือสัญญาแค่เพียงปีเดียวและ "ลอส บัลกอส" ก็ดึง กีโก้ กาซีย่า มาเฝ้าเสาแทน อิเกร์ กาซียาส เป็นที่เรียบร้อย จากแรกๆแฟนบอลหลายคนรู้สึกเว้าวอนให้อยู่ร่วมกับทีมต่อไป แต่ตอนนี้ชักเหนื่อยหน่ายบ่นอุบ "จะย้ายก็ย้ายเหอะ!!"3. การจากไปที่สุดเสียดายของ "RVP" แฟนบอลหลายคนรวมถึงผมต่างรู้สึกเสียดายกันจริงๆกับการย้ายทีมของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ที่ตัดสินใจโยกซบ เฟเนร์บาห์เช่ ในช่วงซัมเมอร์นี้ ทั้งที่มีส่วนช่วยให้ "ปีศาจแดง" คว้าแชมป์ลีกแดนผู้ดีมาแท้ๆเมื่อปี 2012/13 ที่ผ่านมาด้วยการซัดในลีกไป 26 ประตู ซึ่งแม้ระยะหลังจะโชว์ฟอร์มได้ไม่แข็งแกร่งเหมือนเก่า แต่รวมแล้วสองซีซั่นที่ผ่านมาก็จัดไป 28 ประตูด้วยกัน เขานับเป็นคนทีได้รับความไว้ใจอย่างมากสำหรับ หลุยส์ ฟาน กัล ช่วงสมัยที่ร่วมงานในทัพ "อัศวินสีส้ม" แต่สุดท้ายก็โดนปล่อยตัวไปยังแดนตุรกีในท้ายที่สุด โดยเรื่องนี้ได้รับการอธิบายถึงสาเหตุการย้ายออกของ "RVP" เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะ ฟาน กัล ไม่ยอมให้โอกาสลงสนามมากพอ แม้แต่ในชุดสำรองก็ตาม ส่งผลให้เขาทำใจและยอมรับความเป็นไปในวิถึวงการฟุตบอลนั่นเอง!Credit pic: Sanalbasin, ITV, Guardian

5 ยังบลัดแห่งอนาคตของกองทัพปีศาจแดงยุโรป

เบลเยี่ยมกลับมาเป็นอีกหนึ่งทีมชาติที่แข็งแกร่งอีกครั้งหลังตกต่ำไปนานกว่าทศวรรษ และไม่มีส่วนร่วมในทัวร์นาเมนต์นานาชาติระดับเมเจอร์มาอย่างยาวนาน เมื่อพวกเขาประสบปัญหาไม่สามารถผลิตเหล่าแข้งสายเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนกันได้ทัน ทว่าปัจจุบันเมื่อเหลือบมองไปที่ขุมกำลังของทัพ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" อย่าง แว็งซ็องต์ ก็องปานี, ติโบต์ กูร์กตัวส์, ยาน แฟร์ตองเก้น, โทบี้ อันเดอร์ไวเรล์ด, อั๊กเซล วิตเซล, มารูยาน เฟลไลนี่, เควิน เดอ บรอยน์, รัดย่า เนียงโกลัน, เอแด็น อาซาร์ และ คริสติย็อง เบนเตเก้ ต้องบอกว่าเบลเยี่ยมชุดนี้อาจจะมีลุ้นเป็นแคนดิเดตสำหรับตำแหน่งแชมป์ยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้ และนอกนี้บรรดาสาวกชาวเบลเจี้ยนก็มั่นใจได้ลึกๆว่าพวกเขาจะไม่เกิดวิกฤตอย่างที่เคยเป็น เมื่อซูเปอร์หลายรายดังกล่าวต่างก็อายุยังน้อย และมีอีกหลายรายที่เริ่มแจ้งเกิดขึ้นมาให้เห็นหน้าค่าตากับบ้างแล้วด้วย วันนี้ "CHEERBALL.com" เราจึงมีแข้งเหล่านั้นมาให้ได้ยลโฉมกันว่ายังบลัดกลุ่มนี้มีใครน่าติดตามกันบ้าง ซึ่งเราขอไม่นับรวม โรเมลู ลูกากู แล้วกันนะครับ เพราะแม้ศูนย์หน้าเจ้าของค่าตัว 28 ปีจาก เอฟเวอร์ตัน รายนี้จะเพิ่งอายุเพียง 22 ปี แต่ลงตะบันเพลงแข้งรับใช้ทีมชาติไปเกือบแตะหลัก 40 นัดเข้าแล้ว มิชี่ บาตซูอายี่ (ต้นสังกัด : โอลิมปิก มาร์กเซย / อายุ 21 ปี) มาร์กเซย ต้องยอมจ่าย 6 ล้านยูโรให้กับ สตองดาร์ ลีแอช เพื่อดึง บาตซูอายี่ ศูนย์หน้าทีมเบลเยี่ยม ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีมาล่าตาข่ายยังชายคาสต๊าด เวโลโดม เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2014 หลังฤดูกาล 2013-14 เขากระทุ้งถึง 21 ประตูจากการลงสนาม 38 นัดในโปรลีก เบลเยี่ยม และปีแรกในเครื่องแบบ โอแอ็ม ซีซั่น 2014-15 บาตซูอายี่ ก็จัดการซัด 9 ประตูจากการลงเล่น 26 เกมในลีก เอิง ฝรั่งเศส โดยเป็นการออกสตาร์ทตัวจริงเพียง 6 นัดเท่านั้น ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าพอใจมากทีเดียว และนั่นก็ทำให้กุนซือ มาร์ค วิลม็อตส์ เรียกตัวเขาประเดิมทีมชาติชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่่ผานมา แน่นอนว่าฤดูกาลหน้าหัวหอกตัวเป้าวัย 21 ปีจะต้องได้รับโอกาสจาก มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ผู้จัดการทีม มาร์กเซย มากขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อกองหน้าตัวหลักในฤดูกาลที่แล้วทั้ง อ็องเดร-ปิแอร์ ชีญัก, อังเดร อายิว เปเล่ และ ดิมิทรี่ ปาเยต ต่างก็ย้ายจากทีมออกไป เดนนิส พราเอต์ (ต้นสังกัด : อันเดอร์เลชท์ / อายุ 21 ปี) พราเอต์ อาจเพิ่งมีประสบการณ์กับทีมชาติชุดใหญ่เพียงนัดเดียวเท่านั้น แต่กับต้นสังกัด อันเดอร์เลชท์ เขาคือแกนหลักของสโมสรมาตลอด 3 ฤดูกาลหลังสุด และคว้าแชมป์จูปิแลร์ โปรลีก เบลเยี่ยม มาครองแล้ว 3 สมัย (2011-12, 2012-13 และ 2013-14) รวมทั้งรับใช้เบลเยี่ยม รุ่นเล็กมาตั้งแต่ชุดอายุต่ำกว่า 15, 16, 17, 18, 19 และ 20 ปี โดยก่อนหน้านี้กองกลางตัวรุกวัย 21 ปีเคยได้รับความสนใจจาก แอสตัน วิลล่า, เอฟเวอร์ตัน, เซบีย่า และ แอตเลติโก มาดริด แต่ อันเดอร์เลชท์ ยืนยันมาตลอดว่าต้องการเก็บลูกหม้อของทีมรายนี้ไว้ใช้งานก่อน แต่แน่นอนว่าทีมดังแห่งกรุงบรัสเซลส์เองก็ย่อมรู้ดีว่าคงไม่อาจรั้งตัวเพลย์เมกเกอร์ดาวโรจน์คนนี้ไว้ได้นาน ยันนิก แฟร์เรร่า การ์ราสโก้ (ต้นสังกัด : แอตเลติโก มาดริด / อายุ 21 ปี) การ์ราสโก้ มีค่าตัวถึง 20 ล้านยูโรในการย้ายจาก โมนาโก มาค้าแข้งยังถิ่นเอสตาดิโอ บิเซนเต้ กัลเดรอน เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้ หลังปีกวัย 21 ปีคืออีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของยอดทีมแห่งราชรัฐโมนาโกกับผลงานที่ยอดเยี่ยมช่วงซีซั่นที่ผ่านมาทั้งในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และลีก เอิง ฝรั่งเศส แน่นอนว่า ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เทรนเนอร์ แอตเลติโก เซ็นสัญญากับเขาในฐานะตัวแทนของ อาร์ด้า ตูราน เนื่องจากลีลาการลากเลื้อยที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับมิดฟิลด์ทีมชาติตุรกี รวมถึงการทำทางให้เพื่อนร่วมทีมลั่นสกอร์ โดยฤดูกาลก่อนลีกในเมืองน้ำหอม การ์ราสโก้ แอสซิลต์ถึง 10 ครั้ง ซึ่งเป็นรองเพียง ดิมิทรี่ ปาเยต (โอลิมปิก มาร์กเซย) และ ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง) ดิว็อค โอริกี้ (ต้นสังกัด : ลิเวอร์พูล / อายุ 20 ปี) โอริกี้ ลงสนามกับทีมชาติเบลเยี่ยมชุดใหญ่ไปแล้วถึง 13 แมตช์ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มากพอตัวทีเดียวหากเทียบกับวัยเพียง 20 กระรัตเท่านั้น โดยเขาได้รับโอกาสจากเทรนเนอร์ มาร์ค วิลม็อตส์ อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ลงประเดิมในเกมอุ่นเครื่องก่อนฟุตบอลโลก 2014 และมีชื่อเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพล "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" ในทัวร์นาเมนต์ที่บราซิล เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว ก่อนลากยาวมาจนถึงยูโร 2016 รอบคัดเลือก เนื่องจากศูนย์หน้าตัวหลักคือ โรเมลู ลูกากู มีปัญหาฟอร์มตก และก่อนหน้านี้ คริสติย็อง เบนเตเก้ ก็มีอาการบาดเจ็บรบกวน และจากฟอร์มในฟุตบอลโลกนี้เองทำให้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมสิงห์ปืนไวคว้าลายเซ็นของเขาหลังเวิลด์ คัพ ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์ จาก ลีลล์ และให้ "ตราหมา" ยืมใช้งานก่อน 1 ปี ก่อนที่ซีซั่นที่กำลังจะถึงนี้ โอริกี้ จะได้โอกาสพิสูจน์ฝีเท้าเป็นปีแรกกับ "หงส์แดง" แม้ขณะนี้ทีมของผู้จัดการทีม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จะมีตัวเลือกในแดนหน้าทั้ง แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์, คริสติย็อง เบนเตเก้, แดนนี้ อิงส์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ รวมทั้ง มาริโอ บาโลเตลลี่, ริคกี้ แลมเบิร์ต และ ฟาบิโอ บอรินี่ ที่ยังไม่แน่ว่าจะอยู่หรือไป แต่ด้วยความสามารถที่เกินวัย และความสารพัดตำแหน่งทั้งการยืนหัวหอกตัวเป้า และกองหน้าด้านข้าง ทำให้ บีร็อด ไม่ลังเลที่จะเก็บ โอริกี้ ไว้กับทีม อัดนาน ยานาไซ (ต้นสังกัด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด / อายุ 20 ปี) หลังแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวเมื่อ 2 ปีที่แล้วในยุคของผู้จัดการทีม เดวิด มอยส์ และเผชิญสถานณ์ที่ยากลำบากตลอดฤดูกาลที่แล้วกับทีมของกุนซือ หลุยส์ ฟาน กัล จนมีโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงกับพลพรรค "ปีศาจแดง" ในพรีเมียร์ลีกเพียง 7 นัดเท่านั้น ทำให้ ยานาไซ กลายเป็นข่าวย้ายทีมอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของการยืมตัว อย่างไรก็ตาม "เร้ด เดวิลส์" ก็ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของ ยานาไซ เสมอ และยืนยันชัดเจนแล้วว่าต้องการเป็นฝ่ายปลุกปั้นปีกดาวรุ่งทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้เองมากกว่า นอกจากนี้ฟอร์มของเขาในช่วงพรี-ซีซั่นก็ถือว่าโดดเด่นทีเดียวในหลายๆเกม แต่การที่มีซูเปอร์สตาร์แน่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทำให้ดาวเตะ 20 ปีต้องเจอกับโจทย์ความท้าทายอย่างมากของเขาที่ต้องฝ่าฟัน ซึ่งก็เป็นแข่งขันเพื่อตำแหน่งที่ไม่ได้น้อยไปกว่ากับเบลเยี่ยมที่มีทั้ง เควิน เดอ บรอยน์, เอแด็น อาซาร์, เควิน มิรัลลาส, ดรีส เมอร์เท่นส์ และ นาเซอร์ ชาดลี่pic : zimbio, ManUtd

รวม 6 วาทะสุด 'ปากดี' ของ มูรินโญ่ !

ช่วงนี้มีข่าวออกมาแต่ล่ะอย่างแฟนๆของสโมสรอื่นอาจจะหมันไส้ไม่น้อยสำหรับกุนซือ 'เดอะ แฮปปี้วัน' โจเซ่ มูรินโญ่ ที่ต่อกรฟาดฟันกับทั้ง อาร์แซน เวนเกอร์ และ ภรรยาของ ราฟาเอล เบนิเตซ ครับ แม้แต่ผู้หญิงยังไม่เว้น วันนี้ผมเลยหยิบยกสกู๊ปรวมวาทะเด็ดหรือวาทะปากดีของ มูรินโญ่ จาก 'Mirror' มาให้แฟนๆของ 'Cheerball' ได้อ่านกันเพลินๆในช่วงวันหยุดยาวไปเลยพูดถึง ลีโอเนล เมสซี่ "คุณพูดคำว่าโกงยังไงนะในกาตาลัน ?" "เมสซี่ สามารถหยุดการแสดงโอเวอร์แอคติ้งได้มั้ย ? วัฒนธรรมของ บาร์เซโลน่า ผูกพันธ์กับโรงหนังนะและไอ้หนุ่มรายนี้ก็เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เขาเรียนเพื่อที่จะเล่นการแสดง" คำพูดนี้ มูรินโญ่ กล่าวเมื่อปี 2005-06 จังหวะที่ อาเซียร์ เดล ฮอร์โน่ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามพูดถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ "ผมเป็นผู้จัดการทีมตอนปี 2000 แต่ก่อนหน้านั้นผมเป็นผู้ช่วยกับผู้จัดการทีมระดับบิ๊กและเป็นโค้ชให้นักเตะที่ยอดเยี่ยมมากมายบนโลกใบนี้ ดังนั้นตอนผมอายุ 30 ผมเคยเป็นโค้ชให้ โรนัลโด้ ไม่ใช่คนนี้นะ (คริสเตียโน่) แต่เป็นคนที่เจ๋งจริง โรนัลโด้ แห่ง บราซิเลี่ยน" มูรินโญ่ พูดในปี 2013 ตอนที่เขาคุม เรอัล มาดริด ที่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ในทีมซะด้วยพูดถึง ดิดิเยร์ ดร็อกบา "ผมไม่ได้อยู่ เชลซี อีกต่อไปและผมก็ไม่ต้องปกป้องอะไรพวกเขาอีกแต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องถูกนะถ้าหากผมเรียก ดร็อกบา ว่าไอ้ขี้พุ่ง" มูรินโญ่ กล่าวตอนตนเองรั้งบังเหียน อินเตอร์ มิลาน อยู่พูดถึง ราฟาเอล เบนิเตซ "ผมคิดว่าเขาจะต้องมาขอบคุณผมนะสำหรับถ้วยรางวัลที่ผมยกให้เขาไป ลองถามแฟนๆของ อินเตอร์ ดูสิว่าคิดยังไงระหว่างผมกับเขา" มูรินโญ่ ออกมาแขวะ ราฟา ตอนที่นายใหญ่ชาวสแปนิชคุม อินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์สโมสรโลกได้ในปี 2010พูดถึงภรรยาของ ราฟาเอล เบนิเตซ "ภรรยาของ ราฟา ควรจะต้องมีสมาธิเกี่ยวกับการลดความอ้วนของสามีเขามากกว่าที่จะพูดถึงผม" เมื่อวันพุธที่ผ่านมานี้เลย สดๆร้อนๆพูดถึง คาร์โล อันเชล็อตติ และ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (พีคมากอันนี้) "โค้ชหลายคนสามารถคว้าแชมป์ (ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก) ได้หลายครั้งแต่มีเพียงสโมสรเดียวนะที่นำ 3-0 ในรอบชิงชนะเลิศและแพ้ในที่สุด ส่วน (เซอร์ อเล็กซ์) เฟอร์กูสัน เขาอายุ 68 และคว้าแชมป์ได้ 2 ครั้ง เรามาดูกันว่าอีก 23 ปีผมจะได้ซักกี่ครั้ง" มูรินโญ่ กล่าวตอนเป็นโค้ช อินเตอร์ มิลาน ในรายการ 'Chiambretti Night' ของ อิตาลีpic : zimbio, football365

รวม 4 แฟนคนสวยของเหล่าแข้งคนดัง!

นักฟุตบอลแม้ต่างจะมีการวาดลวดลายฝีเท้าบนสนามกันแล้ว ทราบหรือไม่ว่าในชีวิตจริงของพวกเขาก็ร้ายกาจใช่เลยเช่นกัน โดยหลายๆคนต่างก็มีแฟนสุดสวยเป็นทั้งพลังกายและพลังใจกันทั้งนั้น ซึ่ง 4 อันดับของเราจะมีใครกันบ้าง มาติดตามกันได้เลย...!!4. เมลิสซ่า ซัตต้า (แฟนสาว เควิน พริ้นซ์ บัวเต็ง) รายแรกมาเริ่มกันที่แฟนสาวของ เควิน-พริ้นซ์ บัวเต็ง นักเตะจาก ชาลเก้04 ที่อยู่ในถิ่น เฟลตินส์ อารีน่า มาตั้งแต่ปี 2013 เขามีชื่อเสี่ยงจากการเคยค้าแข้งให้กับทั้ง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, เอซี มิลาน และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งนอกจากจะมีลีลาบนสนามแล้ว ทางด้านนอกสนามก็มีไม่แพ้กัน แฟนสาวนาม "เมมลิสซ่า ซัตต้า" นับเป็นสาวสุดร้อนแรงที่ทำงานด้านแฟชั่นมาตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ทั้งยังได้ทำงานออกทีวีและโฆษณามาแล้ว นอกจากนี้ยังมีข่าวลือเรื่องการมี "เซ็กส์" มากถึงสัปดาห์ละ 10 กว่าครั้งอีกต่างหาก! (ซี๊ดกันเลยทีเดียว...)3.เอดูร์เน่ การ์เซ่ (แฟนสาว ดาบิด เด เคอา) ถัดมาถึงคิวของ เอดูร์น่า แฟนสาวของ ดาบิด เค เคอา ที่กำลังมีส่วนทำแฟนบอล "เรด เดวิลส์" เกิดความหวาดหวั่นอย่างหนัก หลังเธอมีส่วนสำคัญที่กำอนาคตของจอมหนึบและยังมีความต้องการย้ายกลับไปที่แดนกระทิงดุอีกด้วย สำหรับอาชีพของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าแฟนหนุ่มเสียเลย เพราะเธอเป็นถึงนักร้องคนดังและมีบทบาทบนหน้าจอทีวีอีกด้วย2.แอน แคทริน บรอมเมล (แฟนสาว มาริโอ เกิทเซ่) "ซี๊ดดดด!!!" คงไม่พ้นคำนี้อย่างแน่นอนเมื่อแต่ละคนต่างได้เห็นภาพของเธอ ด้วยอายุวัยเพียง 25 ปี เธอเป็นนางแบบสาวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีรายงานว่าเธอได้พบกับแฟนหนุ่ม มาริโอ เกิทเซ่ เมื่อต้นปี 2012 ณ ผับแห่งหนึ่งและได้สานสัมพันธ์กันจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะเป็นโมเดลคนสวยแล้ว เธอเองก็เป็นนักร้องเช่นกัน ส่วนเธอจะสุดร้อนแรงแค่ไหนก็คงจะเห็นกันได้จากภาพนี้ครับ...1.แซม คุก (แฟนสาว คริส สมอลลิ่ง) มาถึงคนสุดท้ายกับ แซม คุก แฟนสาวของ คริส สมอลลิ่ง กันบ้าง แม้ลีลาบนสนามจะไม่โดดเด่นมากนัก แต่ท่าทางลีลาการจีบสาวจะไม่เบาแน่นอน สำหรับประวัติของเธอไม่ได้มีการเปิดเผยมากนัก แต่แน่นอนความ "สะบึมรึ่มหึ้ย!!" ก็เป็นจุดเด่นของเธอกับงานนางแบบ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะอิจฉา "น้องเล็ก" กันไปไม่น้อยทีเดียวCredit Pic : totalsportek

5 ยอดแข้งฝีมือการปลุกปั้นของปาแลร์โม่

อเมารี่ คาร์วัลโญ่ (บราซิล) (ระหว่างปี 2006-08 : ปี 2008 ย้ายสู่ ยูเวนตุส ด้วยค่าตัว 22.8 ล้านยูโร) ปาแลร์โม่ จ่าย 8.5 ล้านยูโรให้กับ เลชเช่ ในปี 2006 เพื่อรับตัวศูนย์หน้าชาวบราซิเลี่ยนวัย 24 ปีมาล่าตาข่ายยังสตาดิโอ เรนโซ่ บาร์เบร่า ซึ่งฤดูกาลแรก อเมารี่ ไม่ได้รับโอกาสลงสนามากนัก เนื่องจากต้องตกเป็นตัวเลือกในแดนหน้าต่อจาก ดาวิด ดิ มิเคเล่ และ อันเดรีย คารัชโชโล่ ทว่าซีซั่นที่ 2 เขาตอบแทนความไว้วางใจจากโอกาสลงเล่น 34 นัดในเซเรีย อา ด้วยการกดถึง 15 ประตูทำให้เมื่อจบฤดูกาล 2007-08 ยูเว่ ที่ต้องการกลับมาทวงบังลังก์ความยิ่งใหญ่หลังกลับขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดได้ 1 ปีต้องยอมควัก 22.8 ล้านยูโรเพื่อเซ็นสัญญากับ อเมารี่ มาร่วมทีม อันเดรีย บาร์ซาญี่ (อิตาลี) (ระหว่างปี 2004-08 : ปี 2008 ย้ายสู่ โวล์ฟสบวร์ก ด้วยค่าตัว 14 ล้านยูโร) บาร์ซาญี่ กลายเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ปาแลร์โม่ เช่นเดียวกับ คริสเตียน ซัคคาร์โด้ และ ฟาปิโอ กรอสโซ่ หลังพวกเขาทั้งสามอยู่ในรายชื่อ 23 พลพรรคทีมอิตาลีชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 โดยเซ็นเตอร์แบ็กชาวอิตาเลี่ยนย้ายจาก คิเอโว่ มายังเรนโซ่ บาร์เบร่า ในราคา 1.5 ล้านยูโร เมื่อปี 2004 และขณะนั้น บาร์ซาญี่ ในวัย 23 ปีก็กลายเป็นแกนหลักในแนวรับของ "โรซาเนโร่" ทันที ก่อนที่อีก 4 ปีต่อมาเขาจะถูก โวล์ฟสบวร์ก ดึงตัวไปยังแผ่นดินเยอรมันด้วยค่าตัว 14 ล้านยูโร และแน่นอนว่ากองหลังทีมชาติอิตาลีรายนี้คืออีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญสำหรับทัพ "หมาป่าแห่งเมืองเบียร์" ในการคว้าถาดแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรก และสมัยเดียวของพวกเขาในซีซั่น 2008-09 เอดินสัน คาวานี่ (อุรุกวัย) (ระหว่างปี 2007-10 : ปี 2010 ย้ายสู่ นาโปลี ด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร) ปี 2007 คาวานี่ ในวัย 20 ปีเลือกอำลา ดานูบิโอ ต้นสังกัดในบ้านเกิดที่ปลุกปั้นเขามาตั้งแต่ 13 ขวบย้ายมาค้าแข้งบนแผ่นดินยุโรปกับ ปาแลร์โม่ ด้วยค่าตัว 5 ล้านยูโร ซึ่ง 2 ปีแรกในรั้วสตาดิโอ เรนโซ่ บาร์เบร่า เขาต้องเผชิญความยากลำบากในการปรับตัว และไม่สามารถเค้นฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาได้ ทว่า 2 ฤดูกาล (2008-09 และ 2009-10) ถัดมา คาวานี่ จัดการกระทุ้ง 30 ประตูจาการลงสนามในทุกรายการป้อน "โรซาเนโร่" ทำให้ นาโปลี ต้องเจียดเงิน 16 ล้านยูโร เพื่อดึงศูนย์หน้าทีมชาติอุรุกวัยไปล่าตาข่ายยังถิ่นสตาดิโอ ซาน เปาโล และอีก 3 ปีต่อค่าตัวของเขาก็พุ่งขึ้นเป็น 64 ยูโรจากการเซ็นสัญญากับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในปี 2013 ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ (อาร์เจนตินา) (ระหว่างปี 2009-11 : ปี 2011 ย้ายสู่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วยค่าตัว 42 ล้านยูโร) ปาแลร์โม่ ใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้นในการพัฒนาฝีเท้าของ ปาสตอเร่ นั้บตั้งแต่ย้ายจาก ฮูรากัน ในบ้านเกิดอาร์เจนตินามาตะบันเพลงแข้งยังชายคาเรนโซ่ บาร์เบร่า พร้อมอัพค่าตัวจาก 7 ล้านยูโร เมื่อครั้งเซ็นสัญญากับเขาเมื่อปี 2009 สู่การขายให้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วยมูลค่า 42 ล้านยูโร ในปี 2011 โดยปีแรกกับทีมดังแห่งเมืองปาแลร์โม่เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติอาร์เจนตินาเป็นจอมทัพขับเคลื่อนเกมที่ทำให้ "โรซาเนโร่" บินสูงด้วยการจบอันดับที่ 5 บนตารางคะแนนเซเรีย อา ฤดูกาล 2009–10 และอันดับ 8 ในซีซั่นถัดมา เปาโล ดีบาล่า (อาร์เจนตินา) (ระหว่างปี 2012-15 : ปี 2015 ย้ายสู่ ยูเวนตุส ด้วยค่าตัว 42 ล้านยูโร) ปาแลร์โม่ เอาชนะทั้ง เชลซี กับ ปารีส แซงต์-แชร์แมง ในการเซ็นสัญญากับ ดีบาล่า วัยเพียง 17 ปีด้วยมูลค่าถึง 12 ล้านยูโร ช่วงกลางปี 2012 หลังซีซั่น 2011-12 ในอาร์เจนตินากองหน้าเจ้าของฉายานิว เซร์คิโอ อเกวโร่ จัดการกระทุ้ง 17 ประตูจากการลงสนาม 38 นัดในลีกกับ อินส์ตูติโต้ เด กอร์โดบา โดยปีแรกที่บาร์เบร่า ดีบาล่า มีผลงานไม่ดีมากนัก และก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมดังแห่งเมืองปาแลร์โม่เอาตัวรอดในเวทีเซเรีย อา ได้ ทว่าซีซั่นต่อมาถือว่าเขามีส่วนสำคัญที่ทำให้ "โรซาเนโร่" จบด้วยตำแหน่งแชมป์เซเรีย บี และขยับขึ้นสู่ลีกสูงสุด ซึ่งฤดูกาล 2014-15 ที่ผ่านมาหัวหอกวัย 21 ปีอยู่ในฟอร์มที่โดดเด่นมากๆด้วยการซัด 13 ประตู พร้อมทำ 10 แอสซิสต์ จนแชมป์สคูเด็ตโต้ 4 สมัยอย่าง ยูเวนตุส ต้องทุ่ม 42 ล้านยูโรเพื่อดึงดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ไปแทนที่ คาร์ลอส เตเวซpic : zimbio

5 ดีลสุดช็อคที่บิ๊กทีมเซ็นจนหลายคน 'งง' ว่าใครวะ !

5. ฌูลียง โฟแบร์ : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไป เรอัล มาดริด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าฟูลแบ๊คเลือดน้ำหอมรายนี้จะเคยพีคขึ้นไปจุดสูงสุดของอาชีพการค้าแข้งด้วยการย้ายไปซบ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ช่วงตลาดหน้าหนาวฤดูกาล 2008-09 ด้วยค่ายืม 1.5 ล้านปอนด์เลยทีเดียว แต่ก็เท่านั้นล่ะครับ โฟแบร์ ได้รับโอกาสลงสนามเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้นและตอนนี้ โฟแบร์ ก็กลับไปค้าแข้งยังบ้านเกิดกับ บอร์กโดซ์4. รอนนี่ โอไบรอัน : มิดเดิ้ลสโบรห์ ไป ยูเวนตุส ครับแฟนๆยุคเก๋าอาจจะจำได้ดีสำหรับ โอไบรอัน ที่มีชื่อเสียงขึ้นมาพร้อมๆกับ ร็อบบี้ คีน, เดเมียน ดัฟฟ์ ในทีมชาติไอร์แลนด์ ในระดับเยาวชนก่อนที่เขาจะได้รับสัญญากับ มิดเดิ้่ลสโบรห์ ซึ่งสุดท้าย "เดอะ โบโร่" ก็ตัดสินใจปล่อยออกจากทีมแบบฟรีๆและสิ่งที่น่าตกใจก็เกิดขึ้นเมื่อเป็นทาง ยูเวนตุส เลือกที่จะเซ็นสัญญากับเขาในปี 1999 แต่ก็ไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลย ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่อยู่กับ ยูเว่ โอไบรอัน โดนส่งออกให้ยืมตัวทั้งหมดและตอนนี้เขาก็โลดแล่นอยู่กับ ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเคว้กส์ ใน เมเจอร์ลีก3. เดล เจนนิงส์ : ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ไป บาเยิร์น มิวนิค ดีลนี้เป็นดีลที่ผมแทบจะไม่เชื่อเหมือนกันเมื่อเช็กดูแล้วปรากฏว่า "เสือใต้" เลือกที่จะคว้าตัว เจนนิงส์ เข้าสู่ทีมในปี 2011 แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่เลย เจนนิงส์ ได้รับโอกาสลงสนามแค่กับทีมชุดสองในลีกต่ำชั้นของเยอรมันเท่านั้นซึ่งช่วงเวลา 2 ปีเขาก็ตัดสินใจย้ายออกมาและตอนนี้ก็ค้าแข้งอยู่กับ เอ็มเค ดอนส์2. ปาร์ค ชู ยอง : โมนาโก ไป อาร์เซน่อล หลายๆคนอาจจะรู้จักในรายของ ปาร์ค ชู ยอง หัวหอกกัปตันทีมชาติเกาหลีใต้รายนี้แต่ที่ผมหยิบยกมาเพราะว่านับตั้งแต่เขาย้ายเข้ามายังถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม นั้นได้รับโอกาสลงสนามใน พรีเมียร์ลีก เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นและถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดเหมือนกันเพราะนับตั้งแต่นั้น ปาร์ค ก็โดนส่งไปให้ทั้ง เซลต้า บีโก้, วัตฟอร์ต ยืมตัวและตอนนี้เขาก็กลับไปอยู่กับ เอฟซี โซล ที่บ้านเกิดเรียบร้อย1. เบเบ้ : วิตอเรีย เด กุยมาเรส ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การย้ายทีมบรรลือโลกต้องคนนี้เลยสำหรับ เบเบ้ ปีกกึ่งกองหน้าชาวโปรตุกีซที่ได้ย้ายเข้ามาสู่ถิ่น โอล แทร๊ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวกว่า 7.4 ล้านปอนด์ และได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากด้วยความสูงและความหนาของร่างกายแต่พอได้รับโอกาสลงสนามมาก็เหลวเป๋วจน "ปีศาจแดง" ต้องปล่อยออกไปให้สโมสรอื่นยืมตัวและสุดท้ายก็มีทาง เบนฟิก้า ที่ตาถึงเอาไปปลุกปั้นต่อซึ่งล่าสุดเขาก็โดนส่งไปให้ ราโย่ บาเยกาโน่ ยืมตัวใช้งานในฤดูกาลที่จะถึงนี้ด้วยเค.เค.pic : Talksport