breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

4 ยอดนักเซฟคลีนชีทลีกผู้ดีที่ต้องจารึก

นอกเหนือไปจากนักฟุตบอลที่มีกองหน้าเป็นจุดสำคัญแล้ว หนึ่งในตำแหน่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคงหนีไม่พ้น "ผู้รักษาประตู" ที่คอยทำหน้าที่เป็นนายทวารป้องกันลูกบอลเข้ามาตุงตาข่าย ยิ่งหากรักษาคลีนชีทได้ก็ยิ่งเป็นเรื่องดีต่อการนับผลประตุได้เสียในแต่ละซีซั่น ซึ่งแน่อนว่า "พรีเมียร์ลีก อังกฤษ" หนึ่งในลีกที่ดีที่สุดในโลกก็ผลิตจอมเซฟมานักต่อนักแล้วเหมือนกัน แต่ใครที่ทำคลีนชีทได้สูงสุดกันบ้างมารับชมกันเลยครับ!4. เดวิด ซีแมน เริ่มต้นกันที่ เดวิด ซีแมน อดีตนายด่านของ อาร์เซน่อล ที่เฝ้าเสาให้ถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม มาตั้งแต่ปี 1990-2003 เขานับเป็นหนึ่งในจอมเซฟคนหนึ่งของโลก หลังพา "ปืนใหญ่" คว้าแชมป์มาได้สำเร็จ ด้วยการเซฟคลีนชีทรวมแล้วถึง 138 ครั้งและยังเซิฟคลีนชีทกับชีวิตในเมือองแมนเชสเตอร์ ให้กับ "เรือใบสีฟ้า" อีก 4 ครั้งอีกด้วย3. มาร์ค ชวาร์เซอร์ ถัดมาเป็น มาร์ค ชวาร์เซอร์ นายด่านตัวเก๋าที่ยังคงเล่นในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งแม้จะประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์มาเพียงครั้งเดียวในบอลถ้อยปี 2003/04 แต่เขาก็นับเป๋นหนึ่งในโกลล์คีปเปอร์ที่ได้รับความนับถือมาโดยตลอดด้วยการเซฟคลีนชีท 93 ครั้งให้ มิดเดิลสโบรห์ ก่อนที่จะเป็น ฟูแล่ม 56 คัร้ง, เชลซี 2 ครั้ง และ เลสเตอร์ ซิตี้ อีกหนึ่งหนตามลำดับ2.ปีเตอร์ เช็ก ไม่น่าแปลกใจนักถ้าทำไมหลายคนจะรู้จักกับ ปีเตอร์ เช็ก อยางดี เพราะเขานับเป็นหนึ่งในจอมหนึบดาวดังยุคปัจจุบันที่เพิ่งย้ายจาก "สิงห์บลูส์" ไปร่วมซบ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ในช่วงซัมเมอร์นี้และทีมเดียวที่เขาเซฟ คลีนชีท ได้ทั้มหมดก็เป็นสโมสรจากถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ นั่นเอง โดยการลงเล่น 333 นัด เขาสามารถเซฟมาได้ถึง 168 ประตูด้วยกัน1.เดวิด เจมส์ และแล้วก็มาถึงอันดับ 1 กับยอดนักเซฟอย่าง เดวิด เจมส์ หลายคนคงจะคุ้นหูกับชื่อนี้ดี เพราะเขาได้เฝ้าเสามาให้มากมายกับทีมดังมากมาย อาทิ วัตฟอร์ด, ลิเวอร์พูล, แอสตัน วิลล่า, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ ปอร์ตสมัธ โดยเขาได้ทำคลีนชีทไปมากถึง 170 ครั้งจาก ลิเวอร์พูล 72 นัด, แอสตัน วิลล่า 21 นัด, เวสต์แฮม ยไนเต็ด 18 นัด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 20 นัด และ ปอร์ทสมัธ อีก 339 นัดตามลำดับนั่นเองCredit Pic : Arsenal, Getty Image

5 แข้งอายุหลัก 3 ที่ย้ายทีมด้วยค่าตัวแพงสุดในโลก

กาเบรียล บาติสตูต้า (ปี 2000 ค่าตัว 32.5 ล้านยูโร : ย้ายจาก ฟิออเรนตินา สู่ โรม่า) "บาติโกล์" กลายเป็นอีกหนึ่งขวัญใจตลอดกาล และตำนานของทัพ "วิโอล่า" เมื่ออดีตศูนย์หน้าทีมชาติอาร์เจนตินาจัดการกระทุ้ง 168 ประตูช่วง 9 ฤดูกาลนับตั้งแต่ย้ายจาก โบคา จูเนียร์ มาค้าแข้งยังรั้วเอสตาดิโอ อาร์เตมิโอ ฟรังคี่ เมื่อปี 1991 (เฉลี่ย 19 ประตูต่อซีซั่น) ทำให้ โรม่า ยอมทุ่มเงิน 32.5 ล้านยูโร เพื่อดึง บาติสตูต้า ในวัย 31 ปีขณะนั้นมาล่าตาข่ายในถิ่นสตาดิโอ โอลิมปิโก และอดีตดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ก็กลายเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของเจ้า "หมาป่าเหลือง-แดง" สำหรับการคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ ฤดูกาล 2000-01 โดยสคูเด็ตโต้ใบนี้เป็นแชมป์เซเรีย อา สมัยที่ 3 ของสโมสร และเป็นการยุติการรอคอยแชมป์ลีกยาวนานกว่า 18 ปีของ"จัลโล่รอสซี่" โดยฤดูกาลดังกล่าว "บาติโกล์" ซัด 20 ประตูจาการลงสนาม 28 เกมในเซเรีย อา และรั้งตำแหน่งเป็นดาวซัวโวของยอดทีมแห่งกรุงโรม ซามูเอล เอโต้ (ปี 2011 ค่าตัว 30 ล้านยูโร : ย้ายจาก อินเตอร์ มิลาน สู่ อันจิ มาคัชคาล่า) หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด และกลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ที่คว้าเทรเบิ้ลแชมป์ 2 ปีติดต่อกันระหว่างฤดูกาล 2008-09 กับ 2009-10 กับ 2 สโมสรคือ บาร์เซโลน่า (ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) และ อินเตอร์ (เซเรีย อา, โคปปา อิตาเลีย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ทำให้ขณะนั้นอดีตกัปตันทีมชาติแคเมอรูนด้วยวัย 30 ปีตัดสินใจปิดฉากช่วงเวลา 3 ซีซั่นในรังจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า และย้ายไปร่วมทีม อันจิ สโมสรมหาเศรษฐีใหม่จากรัสเซีย พร้อมรับค่าเหนื่อย 20 ล้านยูโรต่อปีในแดนหมีขาว ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับค่าตัวเมื่อครั้งย้ายสลับขั้วมาอยู่กับเจ้า "งูใหญ่" กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่โยกมาค้าแข้งยังแคว้นกาตาลุนย่าด้วยค่าตัว 69.5 ล้านยูโร เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2009 ดิเอโก้ มิลิโต้ (ปี 2009 ค่าตัว 25 ล้านยูโร : ย้ายจาก เจนัว สู่ อินเตอร์ มิลาน) อินเตอร์ จำเป็นต้องควักถึง 25 ล้านยูโรเพื่อเซ็นสัญญากับ มิลิโต้ ในวัย 30 ปี เมื่ออดีตหัวหอกทีมชาติอาร์เจนตินาจัดการซัด 24 ประตูในฤดูกาล 2008-09 กับ เจนัว หลังถูกดึงตัวจาก ซาราโกซ่า กลับมายังชายคาสตาดิโอ ลุยจิ แฟร์ราริสเป็นคำรบที่ 2 (ครั้งแรกระหว่างปี 2005-08) และดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ก็กลายเป็นกุญแจสำคัญด้วยการกด 30 ประตูในทุกรายการในทีมของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ กับบทบาทศูนย์หน้าตัวเป้า พร้อมกวาดโทรฟี่แชมป์เซเรีย อา, โคปปา อิตาเลีย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาตั้งในถิ่นจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า โดย มิลิโต้ เป็นผู้ลั่นสกอร์ในแมตช์ตัดสินแชมป์ของทั้ง 3 รายการดังกล่าว ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (ปี 2012 ค่าตัว 21 ล้านยูโร : ย้ายจาก เอซี มิลาน สู่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง) เม็ดเงิน 21 ล้านยูโรจากกาตาร์ช่วยทำให้ "เปแอสเช" ดึงกองหน้ากัปตันทีมชาติสวีเดนมาล่าข่ายยังถิ่นปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ในปี 2012 ซึ่งแม้ขณะนั้น อิบราฮิโมวิช จะอายุเข้าสู่เลข 3 แล้วก็ตาม แต่หากมองย้อนกลับไปที่ผลงานการถล่มประตู และโทรฟี่แชมป์กับ อาแจ็กซ์, ยูเวนตุส, อินเตอร์, บาร์เซโลน่า และ มิลาน ถือว่ายอดทีมแห่งกรุงปารีสเสียเงินไปน้อยมากๆกับดีลครั้งนี้ และปีแรกดาวยิงชาวสวีดิชก็จัดการกระทุ้ง 30 ประตูจาการลงสนาม 34 นัดในลีก เอิง ก่อนพา "เปแอสเช" ซิวแชมป์ลีก เอิง ซีซั่น 2012–13 ซึ่งเป็นการหยุดช่วงเวลา 19 ปีที่ต้องรอคอยแชมป์ลีกสูงสุดของฝรั่งเศส และต่อยอดด้วยการป้องกันบัลลังก์แชมป์ลีกได้ตลอด 3 ปีหลังสุด โดยเฉพาะฤดูกาล 2014-15 ที่กวาดทั้ง 3 แชมป์ในเมืองน้ำหอมคือแชมป์ลีก เอิง, เฟร้นซ์ คัพ และ เฟร้นซ์ ลีก คัพ โคล้ด มาเกเลเล่ (ปี 2003 ค่าตัว 20 ล้านยูโร : ย้ายจาก เรอัล มาดริด สู่ เชลซี) การขาย มาเกเลเล่ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัย 30 ปีออกจากรั้วซานติอาโก้ เบร์นาเบว เมื่อปี 2003 กลายเป็นอีกหนึ่งความผิดพลาดของ เรอัล มาดริด และเป็นการล่มสลายของโปรเจกต์กาลาติกอสภาคแรก โดย 4 ปีนับจากนั้น "ราชันชุดขาว" ไม่มีโทรฟี่แชมป์ติดมือเลย เมื่อก่อนหนา้นี้นั้นอดีตกองกลางตัวรับทีมชาติฝรั่งเศสคือเบื้องหลังความสำเร็จกับแชมป์ลา ลีกา 2 สมัย (2000-01 กับ 2002-03) และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (2001-02) ส่วนทางกับ เชลซี ที่เริ่มต้นสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการซิวแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 50 ปี (2004-05) ก่อนตามมาทั้งแชมป์เอฟเอ คัพ และแชมป์ลีก คัพ และแน่นอนว่า มาเกเลเล่ ก็คืออีกหนึ่งฟันเฟืองขับเคลื่อนสำคัญสำหรับความสำเร็จในทีมของผู้จัดการทีม โช่เซ่ มูรินโญ่pic : zimbio

ชมชัดๆ 5 การเปิดตัวดาวเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

หลายๆคนคงจะเห็นภาพการกลับไปค้าแข้งยังบ้านเกิดอีกครั้งของ คาร์ลอส เตเวซ กับทีม โบค่า จูเนียร์ ใน อาร์เจนติน่า กันแล้ววันนี้ผมก็เลยขอหยิบการเปิดตัวมาแบบเป็นคลิปให้ได้รับชมกันกับ 5 ซูปเปอร์สตาร์วงการลูกหนังโลกกันครับ5. เฟร์นานโด ตอร์เรส (แอตเลติโก้ มาดริด 2015) เป็นขวัญใจของแฟนๆเสมอไม่ว่าฟอร์มการเล่นตอนที่กลับมาเซ็นสัญญากับ "ตราหมี" อีกครั้งจะบู่แค่ไหนแต่แฟนๆราว 45,000 คนก็ตรบเท้าเข้ามายังสนาม บิเซนเต้ กัลเดร่อน เพื่อที่จะมาชม ตอร์เรส ในสีเสื้อแดงขาวอีกครั้ง4. กาก้า (เรอัล มาดริด 2009) คงไม่ต้องบอกถึงความโด่งดังในเรื่องของฝีเท้าและมันสมองของเพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยนรายนี้แต่อย่างใด ซึ่งในช่วงเวลานั้น กาก้า พีคมากๆกับ เอซี มิลาน และการย้ายมาด้วยเม็ดเงินมหศาลสู่ เรอัล มาดริด ก็เรียกแฟนๆกว่า 50,000 คนเข้ามาชมงานเปิดตัวได้แทบจะเต็มสนาม ซานติเอโก้ เบร์นาบิว3. คาร์ลอส เตเวซ (โบค่า จูเนียร์ 2015) เพิ่งจะผ่านกันไปหยกๆสำหรับการเปิดตัวของ เตเวซ กับ โบค่า จูเนียร์ สโมสรที่เขาเริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งก่อนที่จะออกไปโลดแล่นกับหลากหลายทีมซึ่งสุดท้ายการกลับมาครั้งนี้แฟนๆ 60,000 คนก็ยินดีและเต็มใจจะเข้ามาชมหัวหอกมะขามข้อเดียวในสีเสื้อ โบค่า อีกครั้ง2. ดิเอโก้ มาราโดน่า (นาโปลี 1984) การย้ายทีมครั้งนี้เป็นการพลิกประวัติศาสตร์ของสโมสรนาโปลีอย่างแท้จริง มาราโดน่า ได้รับการต้อนรับจากคอลูกหนังเมืองเมเปิ้่ลส์ในสนาม ซาน เปาโล ถึง 75,000 คนและ "เสือเตี้ย" ก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวังเขานำ นาโปลี คว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย เอ ได้ถึง 2 สมัยด้วยกัน1. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (เรอัล มาดริด 2009) หลังจากการเปิดตัว กาก้า ไปสาวกของ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ก็ได้เฮอย่างต่อเนื่องเพราะว่า โรนัลโด้ ดาวเตะที่มีฝีเท้าสุดสะเด่าในขณะนั้นเลือกที่จะย่างก้าวเข้ามาในถิ่น ซานติเอโก้ เบร์นาบิว และแน่นอนว่าการเปิดตัวครั้งนี้ "เต็มความจุ" ของสนามที่ 80,000 คนเลยทีเดียวpic : Mirror

5 อันดับการซื้อขายที่แพงที่สุดในซัมเมอร์นี้ (ถึงปัจจุบัน)

ตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ของวงการลูกหนังนับเป็นหนึ่งในตลาดที่มีมูลค่าสูงลิ่วที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการดีลแข้งดังหลายรายจำต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อคว้าตัว ซํ้ายังมีค่าเหนื่อยที่ต้องแจกจ่ายให้ผู้เล่นแต่ละคนอีกด้วย ซีงตั้งแต่เปิดตลาดฤดูร้อน 2015 จนถึงปัจจุบันจะมีข้อเสนอใดที่มีมูลค่าสูงที่สุดบ้าง ทางเราก็มีมาให้รับทราบเช่นกันครับ! 5. อาร์ด้า ตูราน สำหรับ อาร์ด้า ตูราน ได้ย้ายจาก กาลาตาซาราย มาร่วมซบ แอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัวราว 13 ล้านยุโร เมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา ก่อนจะทำการแข่งขันนาน 4 ฤดูกาลและทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการมีส่วนพา "ตราหมี" คว้าแชมป์ ลา ลีกา ในซีซั่น 2013/14 ซึ่งล่าสุดก็ได้ย้ายไปยัง บาร์เซโลน่า เป็นที่เรียบร้อยด้วยค่าตัวราว 24.5 ล้านปอนด์4. แจ็คสัน มาร์ติเนซ อันดับ 4 มาถึงคิวของ แจ็คสัน มาร์ติเนซ หัวหอกที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงให้กับ ปอร์โต้ ด้วยการยิงในลีกแดนฝอยทองไปมากถึง 67 ประตูจากการแข่งขัน 3 ฤดูกาล ส่งผลให้เขาเป็นผู้เล่นที่เนื้อหอมสุดๆของยุโรป ซึ่งล่าสุดก็ได้โยกซบ "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด เป็นที่เรียบร้อยด้วยค่าตัวราว 24.8 ล้านปอนด์3. เมมฟิส เดอปาย นับเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่ได้รับความสนใจอย่างมากของยุโรป เขาได้รับการคอนเฟิร์มว่าจะย้ายจาก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ไปร่วมซบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาตั้งแต่ช่วงท้ายซีซั่น 2014/15 ที่ผ่านมา โดยมีรายงานค่าตัวมากถึง 25 ล้านปอนด์ทีเดียว เขารับใช้ทีมเก่าในลีกดัตช์ซีซั่นล่าสุดมาถึง 30 เกม พร้อมยิงไปได้ถึง 22 ประตูช่วย พีเอสวี คว้าแชมป์มาได้สำเร็จ2.โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ มาถึงสโมสร ลิเวอร์พูล กันบ้างที่ซีซั่นนี้พวกเขาก็เสริมแกร่งอย่างแข่งขันเช่นเคย โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ก็เป็นอีกหนึ่งแข้งเนื้อหอมจากลีก ลุยเดสลีกา เยอรมัน ความสามารถของเขาฉายแสงให้กับ ฮอฟเฟ่นำฮม์ โดยเฉพาะในปี 2013/14 ที่ยิงไปถึง 16 ปี ด้วยวัยเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่เขาก็มีค่าตัวมากถึง 29 ล้านปอนด์ด้วยกัน1. ราฮีม สเตอร์ลิ่ง คนสุดท้ายประจำวันนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แน่นอนว่าต้องเป็น ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ที่ตัดสินใจอำลา ลิเวอร์พูล ไปร่วมซบสโมสรเงินถังอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง เจ้าหนูวัย 20 ปี ได้รับการตั้งความคาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งในยอดแข้งสำหรับทีมชาติอังกฤษทีเดียว ซึ่งการย้ายทีมในครั้งนี้ก็ทำให้เกิดกระแสวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักอีกด้วยและการดีลครั้งนี้มีมูลค่าสูงถึง 49 ล้านปอนด์ทีเดียวCredit Pic : Mirror, Getty Image

3 ทัวร์นาเมนต์พรี-ซีซั่นที่น่าสนใจในซัมเมอร์นี้!

อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ 2015 อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ หรือ ไอซีซี เป็นแมตช์รายการกระชับมิตรช่วงพรี-ซีซั่นของลีกฟุตบอลทวีปยุโรป ซึ่งเริ่มต้นการแข่งขันมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2013 และ 2014 โดยมีสหรัฐอเมริกาและแคนาดารับหน้าที่เจ้าภาพจัดการแข่งขันกัน ซึ่งทั้ง 2 ปีที่ผ่านมามีสโมสรเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ปีละ 8 ทีม โดยแชมป์ในปีแรกตกเป็นของ เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปีถัดมา สำหรับอินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ 2015 ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม - 5 สิงหาคม 2015 ถือเป็นทัวร์นาเมนต์พรี-ซีซั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงซัมเมอร์นี้ และอลังการกว่า 2 ปีแรก เมื่อปีนี้นอกจากสหรัฐฯที่รับหน้าเสื่อเจ้าบ้านมาตลอดแล้วยังจะมีออสเตรเลียกับจีนเป็นเจ้าภาพร่วม และยังมีแมตช์ที่อิตาลี (ฟลอเรนซ์),เม็กซิโก (เม็กซิโก ซิตี้) และอังกฤษ (ลอนดอน) อีกด้วย นอกจากนี้ยังเพิ่มทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันจาก 8 เป็น 15 ทีมซึ่งต่างเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่จากทั้งแผ่นดินยุโรป, สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโกที่ต่างพาเหรดตบเท้าเข้าร่วมรายการกันในปีนี้ทั้ง ทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศออสเตรเลียแมนเชสเตอร์ (อังกฤษ)โรม่า (อิตาลี)เรอัล มาดริด (สเปน) ทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศจีนอินเตอร์ มิลาน (อิตาลี)เอซี มิลาน (อิตาลี)เรอัล มาดริด (สเปน) ทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรปเชลซี (อังกฤษ)แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)ฟิออเรนติน่า (อิตาลี)เบนฟิก้า (โปรตุเกส)บาร์เซโลน่า (สเปน)คลับ อเมริกา (เม็กซิโก)แอลเอ กาแลคซี่ (สหรัฐอเมริกา)นิวยอร์ค เร้ด บูลลส์ (สหรัฐอเมริกา)ซาน โฮเซ่ เอิร์ธควอกส์ (สหรัฐอเมริกา) โปรแกรมการแข่งขันไอซีซี 2015 ทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศออสเตรเลีย วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2015เรอัล มาดริด - โรม่า (เมลเบิร์น คริกเก็ต กราวด์, เมลเบิร์น) วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2015โรม่า - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เมลเบิร์น คริกเก็ต กราวด์, เมลเบิร์น) วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2015แมนเชสเตอร์ ซิตี้ - เรอัล มาดริด (เมลเบิร์น คริกเก็ต กราวด์, เมลเบิร์น) ทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศจีน วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2015เอซี มิลาน - อินเตอร์ มิลาน (เซินเจิ้น ยูนิเวอร์เซียด์ สปอร์ต เซ็นเตอร์, เซินเจิ้น) วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2015อินเตอร์ มิลาน - เรอัล มาดริด (เทียนเหอ สเตเดี้ยม, กว่างโจว) วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2015เรอัล มาดริด - เอซี มิลาน (เซี่ยงไฮ้ สเตเดี้ยม, เซี่ยงไฮ้) ทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2015แอลเอ กาแล็คซี่ 2 - 1 คลับ อเมริกา (สตับฮับ เซ็นเตอร์, แคลิฟอร์เนีย) วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2015ซาน โฮเซ่ เอิร์ธควอกส์ - คลับ อเมริกา (อวาย่า สเตเดี้ยม, แคลิฟอร์เนีย) วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2015คลับ อมเริกา - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เซนทอรี่ลิงค์ ฟิล์ด, วอชิงตัน) วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2015เบนฟิก้า - ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (บีเอ็มโอ ฟิล์ด, ออนตาริโอ) วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2015ปารีส แซงต์-แชร์กแมง - ฟิออเรนติน่า (เร้ด บูลล อารีน่า, นิว เจอร์ซี่ย์)บาร์เซโลน่า - แอลเอ กาแล็คซี่ (โรส โบว์ล, แคลิฟอร์เนีย)แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด - ซาน โฮเซ่ เอิร์ธควอกส์ (อวาย่า สเตเดี้ยม, แคลิฟอร์เนีย) วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2015นิวยอร์ค เร้ด บูลลส์ - เชลซี (เร้ด บูลล อารีน่า, นิว เจอร์ซี่ย์) วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2015เบนฟิก้า - ฟิออเรนติน่า (เรนตส์ชเลอร์ ฟิล์ด, คอนเนคติคัท) วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2015บาร์เซโลน่า - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ลีวายส์ สเตเดี้ยม, แคลิฟอร์เนีย)ปารีส แซงต์-แชร์กแมง - เชลซี (แบงค์ ออฟ อเมริกา สเตเดี้ยม, แคโรไลน่า) วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2015นิวยอร์ค เร้ด บูลลส์ - เบนฟิก้า (เร้ด บูลล อารีน่า, นิว เจอร์ซี่ย์) วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2015คลับ อเมริกา - เบนฟิก้า (เอสตาดิโอ อัซเตก้า, เม็กซิโก ซิตี้)เชลซี - บาร์เซโลน่า (เฟดเอ็กซ์ ฟิล์ด, แมรี่แลนด์) วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2015แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด - ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (โซลดิเออร์ ฟิล์ด, อิลลินอยส์) วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2015ฟิออเรนติน่า - บาร์เซโลน่า (สตาดิโอ อาร์เตมิโอ ฟรังคี่, ฟลอเรนซ์) วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม 2015เชลซี - ฟิออเรนติน่า (สแตมฟอร์ด บริดจ์, ลอนดอน) ออดี้ คัพ 2015 ออดี้ คัพ ทัวร์นาเมนต์พรี-ซีซั่นของ บาเยิร์น มิวนิค ที่ทำการแข่งขันกันทุกๆ 2 ปี บนสังเวียนอัลลิอันซ์-อารีน่า สนามเหย้าของทัพ "เสือใต้" ซึ่งเริ่มต้นรายการมาตั้งแต่ปี 2009 และตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมาเจ้าภาพยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรียคว้าแชมป์มาครองได้ 2 สมัย (2009 กับ 2013) ส่วนแชมป์อีก 1 สมัยตกเป็นของ บาร์เซโลน่า (2011) สำหรับ ออดี้ คัพ 2015 จะลงเล่นกัน 2 แมตช์กันในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2015 บส่วนนัดชิงอันดับที่ 3 และนัดชิงชนะเลิศจะเล่นกันวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2015 โดยทั้ง 4 สโมสรประกอบไปด้วย บาเยิร์น (เยอรมัน), เรอัล มาดริด (สเปน), เอซี มิลาน (อิตาลี) และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (อังกฤษ) โปรแกรมการแข่งขันออดี้ คัพ 2015 อังคารที่ 4 สิงหาคม 2015เรอัล มาดริด - ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (อัลลิอันซ์-อารีน่า, มิวนิค)บาเยิร์น มิวนิค - เอซี มิลาน (อัลลิอันซ์-อารีน่า, มิวนิค) วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2015ชิงอันดับ 3 ทีมแพ้ระหว่าง เรอัล มาดริด - ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ พบกับ ทีมแพ้ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค - เอซี มิลาน (อัลลิอันซ์-อารีน่า, มิวนิค)นัดชิงชนะเลิศทีมชนะระหว่าง เรอัล มาดริด - ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ พบกับ ทีมชนะระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค - เอซี มิลาน (อัลลิอันซ์-อารีน่า, มิวนิค) เอมิเรตส์ คัพ 2015 เอมิเรตส์ คัพ ทัวร์นาเมนต์พรี-ซีซั่นประจำปีก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ของ อาร์เซน่อล มาตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งเป็นรายการที่จัดขึ้น 1 ปีหลังจาก "เดอะ กันเนอร์" เปลี่ยนรังเหย้าจากไฮบิวรี่ มาใช้สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เมื่อปี 2006 ภายใต้การสนับสนับของสปอนเซอร์หลักอย่างสายการบินเอมิเรตส์ โดยการแข่งขัน 7 ครั้งที่ผ่านมาเจ้าภาพทัพ "ปืนใหญ่" ซิวแชมป์มาครองได้ 3 สมัย (2007, 2009 และ 2010) ส่วนแชมป์อีก 4 หนเป็น ฮัมบูร์ก (2008), นิวยอร์ค เร้ด บูลลส์ (2011), กาลาตาซาราย (2013) และ บาเลนเซีย (2014) สำหรับเอมิเรตส์ คัพ 2015 จะแข่งขันกันในวันเสาร์ที่ 25 - วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2015 ซึ่งทั้ง 4 สโมสรประกอบไปด้วย อาร์เซน่อล (อังกฤษ), โวล์ฟสบวร์ก (เยอรมัน), โอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส) และ บียาร์เรอัล (สเปน) โปรแกรมการแข่งขันเอมิเรตส์ คัพ 2015 วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2015โวลฟ์สบวร์ก - บียาร์เรอัล (เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม, ลอนดอน)อาร์เซน่อล - โอลิมปิก ลียง (เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม, ลอนดอน) วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2015โอลิมปิก ลียง - บียาร์เรอัล (เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม, ลอนดอน)อาร์เซน่อล - โวลฟ์สบวร์ก (เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม, ลอนดอน)

ได้มาแล้วต้องรู้ ! 5 เรื่องของ ชไวนี่ ที่แฟนผีห้ามพลาด

ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คว้าตัว บาสเตียน ชไวสไตรเกอร์ ห้องเครื่องตัวเก่งดีกรีแชมป์โลกมาจาก "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ได้สำเร็จซึ่งผมก็ขอหยิบยกสกู๊ปพิเศษมาจาก 'Mirror' มาให้ได้อ่านกันครับ1. ไม่ใช่เด็กอคาเดมี่ของ บาเยิร์น มิวนิค แน่นอนครับภาพลักษณ์ของ ชไวนี่ ที่เราเห็นๆอยู่กันนั้นหลายคนอาจจะคิดว่าเขาคือผู้เล่นลูกหม้อของทีมแต่ก่อนหน้าที่ห้องเครื่องรายนี้จะมาอยู่กับ "เสือใต้" นั้นเขาอยู่กับทั้ง โอเบรูดอร์ฟ ตอน 6 ขวบและตอน 8 ขวบ ชไวนี่ ก็มาอยู่กับ โรเซนเฮล์ม จนสุดท้ายแล้วในวัย 14 ปี ชไวนี่ ก็ได้เข้ามาเป็นผู้เล่นเยาวชนของสโมสร บาเยิร์น มิวนิค และสามารถก้าวขึ้นลงเล่นในฐานะชุดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีเท่านั้น2. คว้าแชมป์กับ บาเยิร์น มิวนิค มาแล้วทุกรายการ เป็นอีก 1 นักเตะที่คว้าแชมป์ในทุกๆรายการได้กับ "เสือใต้" โดยแบ่งเป็น บุนเดสลีก้า 8 สมัย (2003, 2005, 2006, 2008, 2010, 2013, 2014, 2015), เดเอฟเบ โพคาล 7 สมัย (2002–03, 2004–05, 2005–06, 2007–08, 2009–10, 2012–13, 2013–14), เดเอฟเบ ซูปเปอร์คัพ 2 สมัย (2010, 2012), ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก 1 สมัย (2012-13), ยูฟ่า ซูปเปอร์คัพ 1 สมัย (2013) และ ฟุตบอลสโมสรโลก 1 สมัย (2013) ส่วนกับ เยอรมัน ชไวนี่ ก็เพิ่งคว้าแชมป์โลกมาหมาดๆในปี 2014 และเป็นรองแชมป์ ยูโร ในปี 20083. เล่นได้หมดทั้งรุกและรับ ! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าในตอนแรกที่เขาก้าวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ จับทาง ชไวนี่ ให้เล่นในตำแหน่งแบ๊คซ้ายหากยังจำกันได้ ก่อนจะพัฒนาเรื่อยๆมาเล่นทั้งปีกซ้ายและขวาซึ่งเจ้าตัวก็ทำผลงานได้เป็นอย่างดี จนในปี 2009 จุ๊ปป์ ไฮน์เกส ก็ได้ตัดสินใจให้ ชไวนี่ รับบทบาทเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางแบบสมบูรณ์จนในปี 2012 ปาทริก วิเอร่า ตำนานมิดฟิลด์ของ อาร์เซน่อล ถึงกับเขียนลงในคอมลัมภ์ของตนเองว่า "เขาสามารถทำได้ทุกๆอย่าง ปะทะ, ป้องกัน, ทรงพลังมากๆเมื่อเล่นเกมรุก, ยิงได้ดีมากๆและยังทำได้ดีทุกครั้งเมื่อมีบอลอยู่กับตัว"4. ผ่านจุดสูงสุดรึยัง ? แฟนๆ "ปีศาจแดง" หลายคนอาจจะค่อนข้างเป็นห่วงกับอาการบาดเจ็บของ ชไวนี่ ที่ในช่วง 2 ฤดูกาลหลังสุดเขาได้รับมาอย่างต่อเนื่องแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อหายดีแล้วห้องเครื่องรายนี้ก็ได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงตลอดเช่นกัน ส่วนสไตล์การเล่นที่เมื่อมุทะลุดุดันก็เปลี่ยนมาเป็นใช้ "สมอง" มากขึ้นตามอายุซึ่งเราก็ได้เห็นกันไปแล้วในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ชไวนี่ อาจจะผ่านจุดสุดยอดมาแล้วแต่เขาก็ยังสามารถอยู่ในฟอร์มระดับท็อปแบบนี้ได้อีกหลายปีเช่นกัน5. เคยเกือบเป็นนักสกีไปแล้ว ในตอนเด็กๆ ชไวนี่ ต้องเลือกอยู่ 2 อย่างว่าจะเป็นนักสกีหรือนักฟุตบอล ซึ่งก็คงไม่ต้องเฉลยว่าเขาเลือกอะไรการที่ตัว ชไวนี่ เลือกเองถือเป็นการลบความกดดันจากครอบครัวของเขาได้เหมือนกัน เพราะจนถึงปัจจุบันนี้ครอบครัวของ ชไวนี่ ยังคงเปิดร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับ สกี อยู่เลย !pic : Mirror, zimbio

4 วันเดอร์คิดส์ที่น่าสนใจจาก FM2015

เกม Football Manager ล่าสุดก็ได้ดำเนินมาจนถึงภาค 2015 เข้าไปแล้ว หลังสร้างชื่อมาอย่างต่อเนื่องด้วยการช่วยให้เหล่าแฟนบอลได้กลายมาเป็นเฮดโค้ชประจำทีม ทั้งยังมีข้อมูลจากแมวมองที่ได้รับการยกย่องในหลายสโมสร ส่งผลให้ผู้เล่นสามารถเลือกซื้อนักเตะมาร่วมทีมได้อย่างจุใจเลยล่ะครับ แน่นอนว่าต้องมีข้อมูลดาวรุ่งรายต่างๆด้วยเช่นกันและผมก็ได้นำมาให้ทุกท่านได้รับทราบกันครับ...!!1. Eder Alvarez Balanta (ริเวอร์ เพลท / โคลอมเบีย) เริ่มกันรายแรกกับ เอแดร์ อัลวาเรซ บาลานต้า ปราการหลังดาวรุ่งที่แฟนบอล FM ต่างสนใจพรากตัวมาร่วมสโมสรกันทั้งนั้น เขาได้ย้ายเข้ามาร่วมสโมสรในชุดเยาวชน ริเวอร์ เพลท ทีมดังจากลีกอาร์เจนไตน์ในปี 2011 ก่อนจะได้ลงเล่นให้กับต้นสังกัดปัจจุบันมามากถึง 51 นัดด้วยวัยเพียง 22 ปีเท่านั้น นอกจากกนี้เขายังรับใช้ทีมชาติมาแล้ว 5 เกมอีกด้วย โดยได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกม ฟุตบอลโลก 2014 ที่ถล่ม ญี่ปุ่น ไปด้วยสกอร์ 4-1เห็นได้ชัดว่าเป็นอีกหนึ่งวันเดอร์คิดส์ที่น่าจับตามองทีเดียว2. Raheem Sterling (ลิเวอร์พูล / อังกฤษ ) คราวนี้เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่หลายคนต่างคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี ทั้งในเกมและชีวิตจริงเขาเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถสูง โดยเฉพาะความรวดเร็วที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งดาวเด่น วัย 20 ปี ได้ขึ้นมาชุดใหญ่ให้กับ "หงส์แดง" เป็นครั้งแรกด้วยวัน 17 ปีในเกมพบ วีแกน แอธเลติก ส่งผลให้จนถึงปัจจุบันเขาลงเล่นไปมากถึง 130 นัดจากการแข่งขีนทุกรายการ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในทีมชาติอังกฤษชุดปัจจุบันอีกด้วย กระนั้นอนาคตของเขาในถิ่น แอนฟิลด์ กลับยังมีความไม่แน่นอนแต่อย่างใด หลังมีรายงานว่าเขาต้องการจะย้ายออกจากสโมสรนั่นเอง3. Memphis Depay (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด / เนเธอร์แลนด์ ) แข้งหน้าใหม่ของ "ปีศาจแดง" กลายเป็นวันเดอร์คิดส์สำหรับเกม "FM2015" ด้วยเช่นเดียวกัน หลังทุกท่านก็ทรายกันดีอยู่แล้วถึงฝีเท้าของเขา เขาได้รับใช้ พีเอสวี ไอนด์โฮเว่น มาตั้งแต่ชุดเล็ก ก่อนที่จะผงาดช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ เอเรดิวิชี่ ฮอลแลนด์ ซีซั่นล่าสุดได้สำเร็จ ลูกฟรีคิกของเขามีความเฉียบคมอย่างมากและเขาเองก็ยังเป็นดาวซัลโวประจำลีกดัตช์ด้วยการยิงไปมากถึง 22 ประตู แต่สุดท้ายแล้วจะเกิดหรือดับกับชีวิตในแดนผู้ดีก็คงต้องมาติดตามกันต่อไป เพราะล่าสุดดาวดังอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ก็ดับไม่เป็นท่า แต่ในเกม Football Manager เขาถือเป็นนักล่าสกอร์ที่สุดยอดคนหนึ่งเลยครับ4.Mateo Kovacic (อินเตอร์ มิลาน / โครเอเชีย) กลายเป็นอีกดาวดวงหนึ่งของ อินเตอร์ มิลาน ไปแล้ว สำหรับ มาเตโอ โควาซิส ที่ทั้งในเกมและชีวิตจริงต่างมีฝีเท้าอันสุดยอด เขาได้ย้ายมายัง "งูใหญ่" เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมาและมีบทบาทสำคัญในแดนกลางอย่างมาก เซเรีย อา ซีซั่นที่ผ่านมาเขาลงเล่นเป็นตัวจริงมากถึง 26 นัด สามารถพังสกอร์ไปได้ถึง 5 ตุง ส่งผลให้หลากสโมสรชั้นนำอย่าง แมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ต่างตกเป็นข่าวร่วมด้วยอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดว่า ลูก้า โมดริช นักเตะรุ่นพี่ร่วมชาติยังออกมาแนะนำให้ไปร่วมทีมที่เจ๋งกว่า อินเตอร์ ด้วยซํ้าไป นอกจากนี้ยังได้รับใช้ชาติมาแล้วทั้งชุดเล็กชุดใหญ่รวม 37 ครั้งด้วยกันCredit Pic : Zimbio

5 ท่าดีใจสุดกวนยียวนฮาไปไหนของ พรีเมียร์ลีก

มีประตูเกิดขึ้นมากมายแน่นนอนกับศุก พรีเมียร์ลีก ของเกาะอังกฤษและวันนี้ผมก็ขอรวบรวมท่าดีใจสุดครีเอท สุดกวน และสุดแสบ มาให้แฟนๆของ Cheerball.com มาให้ดูกันแบบจุใจเต็มตา 5 แบบด้วยกันครับ5. เวย์น รูนี่ย์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานมานี้เองสำหรับท่านี้ของ รูนี่ย์ หากยังจำกันได้ก่อนเกมนี้มีคลิปที่ดาวยิงกัปตันทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นต่อยมวยกับเพื่อนจนโดนหมัดน็อคสลบไปเลยซึ่งเจ้าตัวก็เอามาเป็นท่าดีใจหลังจากที่ยิงใส่ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ได้4. มาริโอ บาโลเตลลี่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) แน่นอนครับหากจำกันได้ บาโลเตลลี่ จะไม่ค่อยมีท่าดีใจพอยิงได้ก็ทำหน้านิ่งๆตามสไตล์แต่คราวนี้ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะเก็บกดหลังจากโดนถาโถมต่างๆนาๆจนต้องถกเสื้อออกมาพร้อมกับมีข้อความที่ดังสนั่นมาจนถึงทุกวันนี้อย่าง 'Why always me' หรือ อะไรๆก็กู ในนัดที่ซัดใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อริร่วมเมืองได้3. จิมมี่ บุลลาร์ด (ฮัลล์ ซิตี้) อันนี้โคตรจะครีเอทและฮาจริงๆเมื่อห้องเครื่องตัวเก่งของ ฮัลล์ ซิตี้ หลังจากยิงจุดโทษใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้สำเร็จพร้อมทำท่าทางเลียนแบบ ฟิล บราวน์ ที่บ่นด่าลูกทีม จะเป็นยังไงนั้นรับชมในคลิปได้เลยครับ2. ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ลิเวอร์พูล) ดีใจได้ยียวนเหลือเกินลูกนี้ของ ฟาวเลอร์ ที่จัดการซัดจุดโทษใส่ เอฟเวอร์ตัน พร้อมกับทำท่าก้มลงไปเอามือปิดจมูกเสมือนกับการเสพย์โคเคนซึ่งก่อนหน้ามีข่าวออกมาว่าเขาใช้สารเสพย์ติดอันนี้มาก่อนเจ้าตัวเลยทำประชดซะเลย แต่ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษก็ไม่ตลกด้วยปรับ ฟาวเลอร์ ไปเหนาะๆ 60,000 ปอนด์พร้อมกับแบนอีก 4 นัดด้วย1. เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ยังคงติดตราตรึงใจผมมาจนถึงทุกวันนี้เหมือนกันเมื่อ อเดบายอร์ หลังย้ายออกมาจาก อาร์เซน่อล ไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่รู้ไปแค้นอะไรนักหนาเมื่อเขายิงประตูใส่ทีมเก่าได้วิ่งหยั่งกับม้าควบประตูจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งเพื่อดีใจต่อหน้าแฟนๆของ อาร์เซน่อล โดยที่ไม่สนคำด่าเลยแม้แต่น้อยpic : thesun

ทำความรู้จักกับ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมจากยูโร ยู-21 2015

2015 ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน ยู-21 ปี แชมเปี้ยนชิพ หรือ ยูโร ยู-21 2015 ที่ประเทศสาธารณรัฐเช็ก สิ้นสุดลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับความสำเร็จของทีมแชมป์สวีเดนซึ่งถือเป็นแชม์รายการนี้สมัยของทัพ "ไวกิ้ง" และเนื่องจากว่าทัวร์นาเมนต์นี้เป็นเป็นเวทีแจ้งเกิดของเหล่าซูเปอร์สตาร์มาแล้วมากมาย อย่างเมื่อ 2 ปีก่อนที่อิสราเอลทั้ง อัลบาโร่ โมราต้า, อิสโก้, ติเอโก้ อัลกันตาร่า, ชิโร่ อิมโมบิเล่, มาร์โก แวร์รัตติ, มาโนโล่ กับเบียดินี่ และ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ รวมทั้งปีนี้ด้วยเช่นกัน แต่จะมีใครกันบ้าง? วันนี้ "Cheerball.com" เราจึงมีเรื่องราวของ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ในแต่ละตำแหน่งตามการคัดเลือกของฝ่ายจัดการแข่งขันอย่างสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปหรือ ยูฟ่า มาให้ทุกท่านติดตามกันครับ !!!!! ผู้รักษาประตู : โชเซ่ ซา (โปรตุเกส) ต้นสังกัด : มาริติโม่ (โปรตุเกส) ซีซั่น 2014-15 ที่ผ่านมา ซา เป็นเพียงมือ 1 ของ มาริติโม่ บี ทีมในเซกุนด้า ลีก (ดิวิชั่น 2 โปรตุเกส) แต่ฤดูกาลหน้าเขาอาจมีโอกาสลงเฝ้าเสาในทีมชุดใหญ่ของ มาริติโม่ มากขึ้น หลังแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในยูโร ยู-21 2015 ด้วยฟอร์มการเล่นที่เหนียวหนึบ, ปฏิกิริยาเซฟ และการสั่งการแนวรับ แม้ท้ายที่สุดแล้วโปรตุเกส ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีของนายด่านวัย 22 ปีจะเป็นเพียงรองแชมป์ก็ตาม ทว่าเขาก็ยังมีตำแหน่งผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์เป็นรางวัลปลอบใจ เมื่อตลอด 5 แมตช์การแข่งขันที่สาธารณรัฐเช็กนายประตูดาวโรจน์ชาวโปรตุกีสเสียเพียงประตูเดียวเท่านั้น แบ็กขวา : วิคตอร์ ลินเดลอฟ (สวีเดน) ต้นสังกัด : เบนฟิก้า (โปรตุเกส) ลินเดลอฟ อาจยังรับใช้ต้นสังกัด เบนฟิก้า บี ในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง แต่ด้วยความที่สามารถที่เล่นได้หลากหลายบทบาทในแนวรับทั้ง เซ็นเตอร์แบ็ก, ฟูลแบ็ก และกองกลางตัวรับ ทำให้ทัวร์นาเมตน์นี้เขาถูกจับมาประการแบ็กขวา ซึ่งด้วยพื้นฐานการเล่นเกมรับที่ดีบวกความแน่นอนในการเข้าสกัด และการเล่นลูกกลางอากาศ และยังมีความแม่นยำในการครอสบอล ทำให้แข้งวัย 20 ปีกลายเป็นกองหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับ "ไวกิ้ง" ชุดนี้ เซ็นเตอร์แบ็ก : ฟิลิป เฮเลนเดอร์ (สวีเดน) ต้นสังกัด : มัลโม่ (สวีเดน) ด้วยความสามารถ และการเล่นที่นิ่งเกินวัยทำให้ เฮเลนเดอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นปราการหลังตัวจริงของ มัลโม่ สโมสรชั้นนำในเวทีออลสเวนส์คาน สวีเดน ได้ขณะที่อายุเพียง 20 ปี แม้ว่าทัวร์นาเมนต์นี้สวีเดนจะเสียประตูตลอด 4 เกมก่อนเข้ามาถึงนัดชิงชนะเลิศ แต่ผลงานส่วนตัวของ เฮเลนเดอร์ ถือว่าดีทีเดียว และยิ่งมาฉายแสงในเกมชิงดำบนสังเวียนเอเดน อารีน่า กับโปรตุเกส เมื่อเขาช่วยทีมสกัดในจังหวะสำคัญได้หลายต่อหลายครั้ง เซ็นเตอร์แบ็ก : แยนนิค เวสเตอร์การ์ด (เดนมาร์ก) ต้นสังกัด : แวร์เดอร์ เบรเมน (เยอรมัน) ทีมชาติเดนมาร์ก ชุดอายุไม่เกิน 21 ปีของ เวสเตอร์การ์ด อาจจอดเพียงรอบรองชนะเลิศด้วยการโดนสวีเดนไล่ต้อนถึง 4-1 แต่หากย้อนไปดูฟอร์มรอบแบ่งกลุ่มของพวกเขานั้นถือว่ายอดเยี่ยมทีเดียวจากการคว้าแชมป์กลุ่มเหนือเยอรมัน, เช็ก และเซอร์เบีย ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับปราการหลังวัย 22 ปีรายนี้ ด้วยความสูงถึง 199 เซนติเมตร และการอ่านเกมที่เฉียบขาด ทำให้ เวสเตอร์การ์ด กลายแข้ง "โคนม" ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์นี้ นอกจากนี้เขายังถูกเรียกตัวติดทีมชาติเดนมาร์กชุดใหญ่มาแล้วด้วย ส่วนกับ เบรเมน แน่นอนว่าเขาถูกวางตัวเอาไว้ในฐานะอนาคตของเจ้า "นางนวล" แบ็กซ้าย : ราฟาเอล เกร์เรโร่ (โปรตุเกส) ต้นสังกัด : ลอริยองต์ (ฝรั่งเศส) นอกจากหน้าที่ในแนวรับแล้ว เกร์เรโร่ ยังเป็นอีกหนึ่งทีเด็ดของโปรตุเกสชุดนี้ด้วยความเร็ว และความคล่องตัวในการเติมเกมรุก ส่วนผลงานสโมสรเขาถือเป็นขุมกำลังสำคัญของ ลอริยองต์ ตลอด 2 ซีซั่นที่ผ่านมาแม้เพิ่งจะอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ของ แฟร์นานโด ซานโตส ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปลายปีก่อน เพื่อตัดปัญหาการแย้งชิงสิทธิ์รับใช้ชาติกับฝรั่งเศส เมื่อฟูลแบ็กอดีตลูกหม้อของ ก็อง เกิดในประเทศฝรั่งเศส และถือสองสัญชาติคือโปรตุกีสกับแฟร้นซ์ มิดฟิลด์ตัวรับ : วิลเลียม คาร์วัลโญ่ (โปรตุเกส) ต้นสังกัด : สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส) คาร์วัลโญ่ โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งสมราคากับทีมชาติโปรตุเกส รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เมื่อกองกลางตัวรับวัย 23 ปีเล่นอยู่ในฟอร์มที่ดีสม่ำเสมอตลอด 5 แมตช์ จากเทคนิคชั้นเชิงลูกหนัง, สมดุลร่ายกายที่แข็งแรง และการผ่านบอลทั้งสั้น-ยาวของเขา โดยเขาผ่านประสบการณ์ค้าแข้งมาโชกโชนทั้งกับเซอร์เคิ่ล บรูช (เบลเยียม), สปอร์ติ้ง ลิสบอน รวมทั้งทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ ก่อยช่วย "ฝอยทอง" ทะลุเข้าชิงชนะเลิศแบบไม่ยากเย็นนัก และ คาร์วัลโญ่ เองก็คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์มาครองอีกด้วย มิดฟิลด์ : ออสการ์ เลวิคกี้ (สวีเดน) ต้นสังกัด : มัลโม่ (สวีเดน) เลวิคกี้ ถือว่ามีดีกรีไม่ธรรมดาเมื่อเขาเติบโตขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของ มัลโม่ และ บาเยิร์น มิวนิค ทว่าการไม่ได้รับโอกาสในชุดใหญ่ของ "เสือใต้" ทำให้ เลวิคกี้ ในวัย 17 ปีเลือกย้ายกลับบ้านเกิดมาเล่นกับ ฮัคเคน ก่อนถูก มัลโม่ ดึงตัวกลับมาร่วมทีมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยบทบาทมิดฟิลด์ตัวต่ำทำให้ห้องเครื่องวัย 22 ปีอาจไม่โดดเด่นมากนักในยูโร ยู-21 ครั้งนี้ แต่การคุมจังหวะเกม และประสิทธิภาพการผ่านบอลของเขาคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จกับตำแหน่งแชมป์ของ "ไวกิ้ง" ปีกขวา : เนธาน เร้ดมอนด์ (อังกฤษ) ต้นสังกัด : นอริช ซิตี้ (อังกฤษ) ทีมชาติอังกฤษ ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีภายใต้การคุมทีมของกุนซือ แกเร็ธ เซาธ์เกต อาจตกรอบแรก และมีเพียง 3 คะแนนจากชัยชนะ 1 และแพ้ 2 แต่ 3 นัดดังกล่าวก็เพียงพอให้ เร้ดมอนด์ ติดทีมยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนต์นี้ แม้ว่าปีกวัย 21 ปีจะไม่สามารถช่วย "ทรีไลออนส์" ให้ไปได้ไกลก็ตาม และยิงได้เพียงลูกเดียว แต่ผลงานโดยรวมของเขาถือว่าไม่เลวเลย โดยเฉพาะลีลาการลากเลื้อยของดาวเตะวัย 21 ปีที่เปิดทาง และเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมได้บ่อยครั้ง มิดฟิลด์ตัวรุก : แบร์นาร์โด้ ซิลวา (โปรตุเกส) ต้นสังกัด : โมนาโก (ฝรั่งเศส) ซิลวา ยังคงเล่นได้อย่างเข้าฝักสุดๆในรอบสุดท้ายที่สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งเป็นผลงานที่ต่อเนื่องจากรอบคัดเลือก และฟอร์มกับ โมนาโก ตลอดซีซั่น 2014-15 ที่ผ่านมาของกองกลางวัย 20 ปี อดีตลูกหม้อ เบนฟิก้า อาจยิงได้เพียงประตูเดียวในทัวร์นาเมนต์นี้ แต่หากวัดกันที่ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนเกมรุก และการสร้างสรรค์จังหวะเข้าทำประตูเพื่อทีมของเขานั้นไม่มีเพลย์เมกเกอร์คนไหนในรายการนี้ที่ทำได้ดีกว่าเขาแน่นอน ปีกซ้าย : อิวาน คาวาเลโร่ (โปรตุเกส) ต้นสังกัด : เบนฟิก้า (โปรตุเกส) คาวาเลโร่ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวรุกตัวป่วนฝีเท้าจัดของทีมชาติโปรตุเกสชุดนี้ เมื่อดาวเตะวัย 21 ปีสามารถฉีกแนวรับคู่แข่งได้เป็นว่าเล่นจากความแกร่ง และความรวดเร็ว นอกจากนี้การที่เขาสามารถประสานงานได้อย่างลงตัวมากๆทั้งกับ ราฟาเอล เกร์เรโร่, วิลเลียม คาร์วัลโญ่, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, ชูเอา มาริโอ และ ริคาร์โด้ เปเรร่า ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยความอันตรายของเกมรุกในทีมของเทรนเนอร์ รุย จอร์จ สำหรับฟอร์มที่ยอดเยี่ยมหนนี้ของเขาก็เป็นการแสดงให้ถึงพัฒนาการจากการถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นกับ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า ในลา ลีกา สเปน เมื่อซีซั่นที่แล้ว ศูนยหน้า : เควิน โฟลลันด์ (เยอรมัน) ต้นสังกัด : ฮอฟเฟนไฮม์ (เยอรมัน) โฟลลันด์ จัดการซัด 2 ประตู และ 1 แอสซิสต์พาเยอรมัน ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีอีกหนึ่งทีมเต็งแชมป์เข้ามาสู่รอบรองชนะเลิศ ก่อนตกกระเด็นตกรอบด้วยความพ่ายแพ้แบบถล่มถลายต่อโปรตุเกสถึง 0-5 แต่ฟอร์มของดาวยิงวัย 21 ปีก็ดีพอให้เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 2 ประจำทัวร์นาเมนต์มาครอง พร้อมติดทีมยอดเยี่ยมในฐานะตำแหน่งกองหน้าที่ดีที่สุดของรายการนี้ เพราะแม้ "อินทรีเหล็ก" ชุดนี้จะเต็มไปด้วยดาวรุ่งฝีเท้าดีๆหลายคน แต่พอถึงรอบสุดท้ายกลับเป็นหัวหอกจาก ฮอฟเฟนไฮม์ ที่เล่นออกมาได้ดีจริงๆ และแทบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในแนวรุกของทีมpic : Goal UK, UEFA Under-21