breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

5 ประตูที่ดีสุดซีซั่น 2014/15 ของ "ดีเอโก้ คอสต้า"

หากจะพูดถึงการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดเมื่อซัมเมอร์ปี 2014 ที่ผ่านมา หนึ่งในรายชื่อที่หนีไม่พ้นแน่นอนว่าจะต้องเป็น "ดีเอโก้ คอสต้า" หัวหอกดาวยิงดวงใหม่ของ เชลซี ที่ทำผลงานด้วยการยิงประตูไปถึง 20 ประตูในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งแน่นอนวันนี้พวกเราก็มีการนำ 5 ประตูที่ดีที่สุดของเขาให้เหล่าแฟนบอลได้ชมกันครับ จาก "HazzBoxx" ให้ได้ชมกันครับ!5. พบกับ : เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ลูกนี้แม้จะเป็นการได้ประตูอย่างน่ากังขาและเป็นที่สงสัยว่ามันลํ้าหน้าหรือไม่.... แต่การได้สังหารตาข่ายลุกนี้ก็ทำให้ ดีเอโก้ คอสต้า ความประตูสุดสวยมาได้อีกครั้งหนึ่ง โดย ออสการ์ เปิดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษ ก่อนที่ดาวยิงรายดังกล่าวจะเข้ามาพักอกให้บรกระเด้งหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะซัดวอลเลย์ด้วยเท้าขวาเข้าประตูไปอย่างสวยงามในนาทีที่ 11 ส่งผลให้นัดนี้ "สิงห์บลูส์" คว้าชัยเหนือ "แบ้กกี้ส์" ไปได้ถึง 2-0 นั่นเอง4. พบกับ : ฮัลล์ ซิตี้ ลูกอันดับ 4 กลายเป็นการเล่นผสานกันอย่างงดงามของผู้เล่น "สิงห์บลูส์" โดยเริ่มจาก บรานิสลาป อิวาโนวิช ที่เติมบอลขึ้นจากทางด้านขวาด้วยการใช้เท้าขวาไขว้หน้า ก่อนที่เบอร์ 10 อย่าง เอแด็น อาซาร์ จะจ่ายบอลไปหน้าประตูและเป็น คอสต้า ที่ซัดจังหวะเดียวพังตาข่ายไปได้อย่างสวยงาม 3. พบกับ : เอฟเวอร์ตัน สำหรับลูกนี้เป็นการเล่นในเกมที่พบกับ "ทอฟฟี่" เมื่อเดือนสิงหาคม 2014 เกมนี้ทางด้าน "สิงห์บลูส์" เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการยิงคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 6-1 และ คอสต้า ก็เป็นคนยิงไปถึง 2 ลูก ซึ่งประตูสุดท้ายของเกมก็นับเป็นสิ่งที่เด็ดอย่างสุดๆ นับตั้งแต่จังหวะที่ จอห์น โอบี มิเกล จ่ายบอลตอกส้นมาให้กับดาวยิงทีมชาติกระทิงดุได้ลุยเข้ามาในกรอบเขตโทษ ก่อนที่สุดท้ายจะต้องไปดวลกับกองหลังและผู้รักษาประตู โดยแม้จะเป็นจังหวังทำประตูได้อย่างลำบาก แต่ทักษะหลอกและความคล่องตัวก็เป็นสาเหตุในการคว้าประตูนี้มาได้สำเร็จ2.พบกับ : อาร์เซน่อล ประตูถัดมาเป็นการเจอกับ อาร์เซน่อล ยอดคู่แข่งเมื่อเดือนตุลาคม ดีเอโก้ ตอสต้า เป็นผู้ทำประตูปิดท้ายในนาทีที่ 78 ช่วยให้ต้นสังกัดคว้าชัยชนะในแมทช์สำคัญไปด้วยสกอร์ 2-0 ลูกนี้หัวหอกบ้านเกิดจากบราซิลวิ่งฟัดเต็มสปีดแซงหน้ากองหลังไปได้อย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะจับบอลเข้ากรอบเขตโทษ พร้อมกระดกบอลข้ามหัวผู้รักษาประตูไปอย่างสวยงาม นับเป็นหนึ่งในลูกที่สุดยอดจริงๆ1.พบกับ : สวอนซี ซิตี้ ประตูนี้ถูกยกให้เป็นการทำประตูที่สวยงามที่สุดของ คอสต้า จากการเล่นของผู้เล่น 4 ราย โดยเริ่มต้นจาก เชส ฟาเบรกาส จ่ายบอลให้ วิลเลี่ยน ต่อด้วย ออสการ์ และเป็น เชส ที่วิ่งขึ้นมาจ่ายบอลอีกครั้งส่งต่อไปให้ คอสต้า ได้ระเบิดสกอร์อย่างสวยงาม ลูกบอลพุ่งเข้าไปจนผู้รักษาประตูป้องกันไม่อยู่ ซึ่งดูจากวิถีบอลแล้วก็คงตอบโจทย์ได้ว่าทำไมถึงเป็นหนึ่งในประตูที่ดีที่สุด! Credit Clip&Pic : HazzBoxx, Standard, Mirror, getty Image

4 สุดยอดจอมทัพของสเปอร์ส

เพลย์เมกเกอร์อาจไม่ใช่ตำแหน่งที่เป็นที่นิยมมากนักสำหรับวัฒนธรรมวงการลูกหนังอังกฤษ ซึ่งแม้สไตล์ฟุตบอลอังกฤษจะไม่ใช้งานจอมทัพยืนปักหลักทำเกมเป็นนักเตะหมายเลข 10 แต่ก็มักจะมีผู้เล่นตัวความหวังไว้เดินเกมให้ทีมในตำแหน่งอื่นแทนซึ่งตามบทบาทหน้าที่แล้วแทบไม่ต่างกัน และเพลย์เมกเกอร์ยิ่งชัดเจนมากขึ้นช่วงกว่า 2 ทศวรรษหลังจากการหลั่งไหลเข้ามาค้าแข้งของบรรดาผู้เล่นต่างชาติ รวมทั้งการมาของเหล่าผู้จัดการทีมต่างชาติบนเกาะอังกฤษซึ่งต่างมีอิทธิต่อสไตล์การเล่น และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคโมเดิร์นฟุตบอล ด้าน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เองก็มีเพลย์เมกเกอร์ตบเท้าเข้ามาเล่นในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน ไม่น้อยแล้วเช่นกัน และคนปัจจุบันคือ คริสเตียน อิริคเซ่น ทว่าจอมทัพฝีเท้าฉกาจช่วงก่อนหน้านี้จะมีใครอีกบ้าง วันนี้ "Cheerball.com" เราจึงค้นมาให้ทุกท่านติดตามกันครับ!!! พอล แกสคอยน์ แกสคอยน์ คือเพลย์เมกเกอร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับ สเปอร์ส ด้วยเทคนิค, วิสัยทัศน์, ความสมดุลของร่างกาย และการสร้างสรรค์เกม ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เขาแสดงออกมาบนพื้นสนามได้อย่างเป็นธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงเวลาดังกล่าว "แกซซ่า" ถูกยกย่องให้เป็นนักเตะอังกฤษที่มีพรสวรรค์อย่างมาก อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษค้าแข้งในรั้วไวท์ ฮาร์ท เลน 4 ปีระหว่าง 1988-1992 และฤดูกาลสุดท้าย แกสคอยน์ ปิดฉากกับ "ไก่เดือยทอง" ไม่สวยนัก เมื่อโชคร้ายประสบปัญหาอาการบาดเจ็บหัวเข่าอย่างรุนแรง และไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่เกมเดียว อย่างไรก็ตามซีซั่นก่อนหน้าเขาเป็นหัวใจสำคัญของทีมสำหรับการซิวแชมป์เอฟเอ คัพ 1990–91 ซึ่งเป็นโทรฟี่เอฟเอ คัพ ใบล่าสุดที่ สเปอร์ส ทำได้จนกระทั่งปัจจุบัน ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ฟาน เดอร์ ฟาร์ท เป็นเพียงแข้งที่ถูกโละจาก เรอัล มาดริด มายังชายคาไวท์ ฮาร์ท เลน เมื่อปี 2010 แต่หากมองกันที่ความสามารถในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ของดาวเตะทีมชาติฮอลฮอลแลนด์แล้วเขาไม่ได้มีดีกรี และฝีเท้าเป็นรองใครอย่างแน่นอน ด้วยชั้นเชิงลูกหนังสไตล์ฟุตบอลดัตช์บวกกับประสบการณ์ของ ฟาน เดอร์ ฟาร์ท เขาจึงเป็นแกนหลักที่ขับเคลื่อนเกมทำให้ สเปอร์ส บินสูงจนกลายเป็นอีกหนึ่งทีมแกร่งบนเกาะอังกฤษ พร้อมกับผลงานยอดเยี่ยมในเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุยทางเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ ที่ดึงจุดแข็งของลูกหม้อ อาแจ็กซ์ ออกมาใช้งาน ลูก้า โมดริช โมดริช อาจไม่ได้ยืนในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ และถูกจับไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวต่ำ หรือริมเส้นฝั่งซ้าย แต่บทบาทเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากจอมทัพของทีมเลย เมื่อดาวเตะทีมชาติโครเอเชียคือผู้กำหนดจังหวะเกมทั้งรุก-รับของ สเปอร์ส ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ที่ถูกต้องตามความสามารถในการบัญชาเกม และคุณภาพการผ่านบอลทั้งบอลสั้น และยาวที่มีอยู่ในตัวเขา แผนการของ "ไก่เดือยทอง" ในขณะนั้นเป็นสร้างทีมจากกลางตารางขึ้นมาติดท็อป 6 บนพรีเมียร์ลีก ทำให้ สเปอร์ส ยอมจ่าย 16.5 ล้านปอนด์เพื่อดึงตัว โมดริช มายังกรุงลอนดอน และแน่นอนว่าห้องเครื่องชาวโครแอตทำภารกิจของเขาเสร็จสิ้นแล้วก่อนย้ายไป เรอัล มาดริด ในปี 2012 จิมมี่ กรีฟส์ บางที กรีฟส์ อาจเป็นมากกว่าจอมทัพที่ดีที่สุดของ สเปอร์ส แต่เขาอาจเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสรด้วยซ้ำ โดย กรีฟส์ ล่าตาข่ายในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน เป็นเวลาถึง 9 ฤดูกาล ระหว่าง 1961-1970 พร้อมกระทุ้ง 268 ประตูจากการลงสนาม 379 นัดในทุกรายการ และในช่วงเวลาดังกล่าวเขาซัด 33 ประตูป้อนทีมชาติอังกฤษ พร้อมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1996 กับทัพ "ทรีไลออนส์" ที่จริงแล้วตำแหน่งของ กรีฟส์ คือกองหน้า แต่ด้วยอิทธิพล และบทบาทภายในทัพ "ไก่เดือยทอง" ทำให้เขาเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างของทีม แม้ในช่วงเวลานั้น สเปอร์ส จะไม่สามารถก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ แต่ยังมีโทรฟี่เอฟเอ คัพ ติดมือ 2 สมัย (1961-62 กับ 1966-67)pic : zimbio

รวม 6 ทวีตสุดเด็ดของ เช็ก ตอบกลับแฟนๆ

เพิ่งจะย้ายเปิดตัวไปอยู่กับสโมสรใหม่อย่าง "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล แบบหมาดๆพื้นยังเปียกอยู่เลยวันนี้ผมเลยขอนำ ? ทวีตเด็ดของ ปีเตอร์ เช็ก ที่ได้ตอบกลับแฟนๆผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวจากการรวบรวมของเวบไซด์ 'Football' มาให้แฟนๆของ 'Cheerball' ดูกันครับ1. ตอกกลับ 'Sky Sport' เกี่ยวกับสถิติ สื่อชื่อดังอย่าง 'Sky Sport' ทวีตสถิติเกี่ยวกับผู้รักษาประตูที่เก็บคลีนชีทได้มากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก โดยเป็นทาง เปเป้ เรน่า เท่ากับ ปีเตอร์ เช็ก ที่ 134 นัดแต่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวซึ่ง เช็ก ก็ได้ทวีตตอกกลับเบาๆว่า "สำหรับทุกๆคนที่ทวีตและรีทวีตภาพนี้นะครับ มันผิด ผมได้เก็บคลีนชีทผ่านมาแล้ว 150 นัด" 2. ประชาธิปไตย เจ้าของทวิตเตอร์ที่ชื่อ 'BIG DADDY' ได้ทวีตถาม เช็ก ว่า "คุณคิดยังไงเกี่ยวกับคนที่ทวีตบอกว่า กูร์กตัวส์ เก่งกว่าคุณ ?" และ เช็ก ก็ได้ตอบกลับไปชัดเจนว่า "นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องมีประชาธิปไตยและทุกๆคนก็สามารถมีความคิดเป็นของตัวเองได้...."3. ตอบแบบแฟนเงิบ ! ดูเหมือนว่า 'OrlandoSaSuperStar' จะเป็นแฟนของ เรดดิ้ง ที่ไม่เป็นคนละเอียดมากนักเมื่อเขาถาม เช็ก ไปว่า "คุณรู้สึกยังไงเมื่อ อดัม เลอ ฟองเดร ยิง 2 ประตูใส่คุณและเรดดิ้งเสมอกับทีมของคุณ" ส่วนนายด่านเฮดการ์ดตอบไปเบาๆว่า "คุณหมายถึงเกมที่ผมไม่ได้ลงเล่นใช่มั้ย ?"4. อันนี้ฮาจริงอะไรจริงกับแฟนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ! อันนี้ไม่ใช่เงิบธรรมดาเมื่อ 'Eimhin' ได้ทวีตด่า ปีเตอร์ เช็ก แบบมั่นใจว่า "โอบลัค (ผู้รักษาประตู แอตเลติโก้ มาดริด) จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมทีมชาติครั้งต่อไป คุณเปรียบเสมือน 'ขี้' เมื่อเปรียบเทียบกับเขา" แน่นอน เช็ก ก็จัดไปเบาๆว่า "ผมสงสัยว่าชาวสโลวีเนียนจะมาลงเล่นให้กับทีมสาธารณรัฐเช็กได้ยังไง" (แยน โอบลัค ติดทีมชาติ สโลวีเนีย)5. เหมือนเมื่อกี้เป๊ะเลย ! เงิบแล้วเงิบอีกเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติเมื่อ 'DareToTaha' ได้ทวีตถาม เช็ก ไปว่า "คุณรู้สึกยังไงที่ได้เป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของทีมชาติสาธารณรัฐเช็กต่อจาก ฮันดาโนวิช (ผู้รักษาประตู อินเตอร์ มิลาน) ครับ คราวนี้ เช็ก ก็ได้ตอบสั้นๆว่า "ใครก็ได้ช่วยเข้าไปบอกเขาทีเถอะ" ซึ่ง ซามีร์ ฮันดาโนวิช นั้นติดทีมชาติ สโลวีเนีย ชาติเดียวกับ แยน โอบลัค ข้อเมื่อกี้เลยและไม่ต้องสืบว่าแฟนๆของ เช็ก ก็ได้บุกไปถล่มเจ้าของยูสเซอร์ดังกล่าวแบบยับเยิน6. ปลุกพ่อ ?! มีแฟนรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า 'KurtLockerCFC ' ทวีตถึง เช็ก ว่า "ถ้าหากคุณตอบกลับอันนี้นะ ผมจะรีบไปปลุกพ่อผมเลยตอนนี้" ดูเหมือนว่าคนที่ซวยก็คือ 'พ่อ' ซะแล้วเมื่อ เช็ก ตอบกลับว่า "ต้องการที่จะรู้เหมือนกันว่าพ่อของคุณจะมีความสุขมั้ยเมื่อถูกปลุกให้ตื่น"pic : football

5 ผู้เล่นที่ดีที่สุดของเอเชีย

แข้งชาวเอเชียนับได้ว่ากำลังพีคขึ้นไปทุกทีกับเวทีฟุตบอลยุโรปยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ชินจิ คากาวะ, ชินจิ โอคาซากิน, ทิม เคฮิลล์ และ พาร์ค จี-ซอง ต่างก็มีทั้งเคยและกำลังเล่นอยู่กับฟุตบอลรายการยุโรปกันทั้งสิ้น วันนี้ทางเรา "Cheerball" จึงเอา 5 แข้งที่ดีที่สุดของแดนเอเชียที่ถูกจัดอันดับโดย Fourfourtwo มาให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ!5. โอมาร์ อับดุลราห์มัน โอมาร์ อับดุลราห์มัน มิดฟิลด์ฟอร์มร้อนแรงของ อัล อิน นับเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมของเอเชียเวลานี้ทีเดียว หลังลงเล่นรับใช้ต้นสังกัดปัจจุบันไปแล้ว 74 นัด สามารถพังตาข่ายไปได้ากถึง 22 ประตู นอกจากนี้บทบาทร่วมกับทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ไม่น้อยหน้า เนื่องจากมีส่วนสำคัญที่ทำให้ชาติตัวเองคว้าอันดับ 3 ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้สำเร็จ นอกจากนี้ในปี 2014 เขายังทำแอสซิสต์ได้มากถึง 19 ครั้งกับการแข่งขันภายในประเทศอีกด้วย4. ทิม เคฮิลล์ มาถึงสุดยอดนักเตะตัวเก๋าอย่าง ทิม เคฮิลล์ ที่เคยวาดลวดลายในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้กับ เอฟเวอร์ตัน ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาเริ่มต้นชีวิตในยุโรปกับ มิลล์วอลล์ ก่อนจะเป็น "ทอฟฟี่" ที่นับเป็นจุดพีคที่สุดของตัวเองด้วยการลงเล่น 226 นัด สามารถพังตาข่ายไปมากถึง 56 ประตู ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้ นิวยอร์ก เรดบูลล์ส เป็นเวลา 2 ปี กระทั่งท้ายที่สดจะย้ายไปเล่นยังลีกแดนมังกรให้กับ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในห้าแข้งที่ดีที่สุดในเอเชียยุคปัจจุบันคงไม่พ้นผลงานในทีมชาติ เขาได้ก้าวขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ของ "จิ้งโจ้" ออสเตรเลีย มาตั้งแต่ปี 2004 พร้อมมีบทบาทสำคัญด้วยการยิงประตูไปมากถึง 39 ลูก ซึ่งศึก เอเชียนคัพ ครั้งล่าสุดเขาก็มีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์มาได้เช่นกัน3.คี ซุง-ยอง มาอีกหนึ่งสายเลือดเอเชียอย่าง คี ซุง-ยอง มิดฟิลด์ชาวเกาหลีใต้ที่กำลังค้าแข้งในยุโรปกับลีกที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เขาได้เปิดตัวค้าแข้งแดนยุโรปเป็นครั้งแรกกับ เซลติก ก่อนที่ปี 2012 จะย้ายมาเล่นให้ สวอนซี ซิตี้ ทั้งถูกปล่อยยืมตัวมยัง ซันเดอร์แลนด์ อีกด้วย ผลงานที่เด็ดที่สุดของเขาคือการยิงไปถึง 8 ประตูให้กับ "หงส์ขาว" ในซีซั่น 2014/15 ทั้งยังซัดตาข่ายในการพบกับ แมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด มาทั้งสองนัด ซึ่งนี่นหมายความว่าเขาเป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่ทำได้ถึง 8 ประตูนั่นเอง2.ชินจิ โอคาซากิ ถัดมากลายเป็นคิวของนักเตะจากแดนปลาดิบกันบ้าง ชินจิ โอคาซากิน เพิ่งจะตัดสินใจโยกซบทีมขวัญใจชาวไทยอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ไปหมาดๆเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังทำผลงานให้กับ ไมนซ์ ในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการซัดไปถึง 27 ประตูจากการลงเล่นในลีกทั้งสองซีซั่น แน่นอนว่าเขาจะกลายเป็นนักเตะเอเชียคนหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากแฟนบอลทั่วโลกในลีกสูงสุดแดนผู้ดีต่อไปอย่างแน่นอน1.ซอง เฮือง-มิน มาถึงการจัดอันดับหนึ่งของ "FourFourTwo" กับนักเตะแดนกิมจิอย่าง ซอง เฮือง-มิน เขาร่วมเล่นในแดนยุโรปเป็นครั้งแรกในศึก บุนเดสลีกา กับ ฮัมบูร์ก ตั้งแต่ปี 2010-13 ก่อนจะย้ายมาค้าแข้งให้กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น สำหรับปีที่ผ่านมาในรั้วทีมชาติไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขานัก โดยแม้ว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ "โสมขาว" คว้าแชมป์ เอเชียนคัพ ครั้งล่าสุดได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม สำหรับผลงานของเขาด้วยการยิงไปถึง 11 ประตู จากการลงเล่น 26 นัด เมื่อซีซั่น 2014/15 ก็ทำให้เขายังคงนับเป็นหนึ่งในนักเตะสำคัญของ "ห้างขายยา" เวลานี้เลยทีเดียว Credit Pic : 442, Sportal

5 มิดฟิลด์ดาวรุ่งจากดินแดนยุโรปตะวันออก

แผ่นดินยุโรปตะวันออกแทบไม่เคยขาดแคลนมิดฟิลด์ฝีเท้าระดับเวิลด์-คลาสมาตลอดทุกยุคทุกสมัย อย่างช่วงกว่า 2 ทศวรรษก่อนทั้ง ซโวมิเนียร์ โบบัน, พาเวล เนดเวด, นิโก้ โควัช และ เดยัน ซาวิเซวิซ ส่วนในยุคปัจจุบัน อาทิเช่น โทมัส โรซิชกี้, ลูก้า โมดริช, มาเร็ค ฮัมซิค, อิวาน ราคิติช และ เนมานย่า มาติช ซึ่งแน่นอนว่าขณะนี้ก็มีกองกลางดาวรุ่งจากชาติในโซนยุโรปตะวันออกเริ่มผุดขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้วหลายราย และวันนี้ "Cheerball.com" เราจึงคัดมิดฟิลด์สายเลือดใหม่เหล่านั้นมาให้ติดตามกันว่ามีใครน่าสนใจกันบ้าง!!! เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช ทีมชาติเซอร์เบีย ต้นสังกัด : เกนค์ (เบลเยียม) ซาวิช ไม่ใช่เพียงคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2015 รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี หรือยู-20 เวิลด์ คัพ 2015 ที่ประเทศนิว ซีแลนด์ กับทีมชาติเซอร์เบีย ชุดอายุต่ำกว่า 20 แต่เขายังซิวรางวัลส่วนตัวกับตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์มาครองอีกด้วย แม้ว่าจะทำได้เพียงประตูเดียว และอีก 1 แอสซิสต์ แต่ผลงานการขับเคลื่อนเกมรุกของกองกลางวัย 20 ปีในฐานะเพลย์เมกเกอร์ที่ยอดเยี่ยมมากๆต่างหากทำให้เขาได้รับรางวัลตอบแทน สำหรับ ซาวิช เพิ่งย้ายจาก วอยโวดิน่า สโมสรในบ้านเกิดไปค้าแข้งกับ เกนค์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2014 โดยผลงานปีแรกที่เบลเยียมของจอมทัพดาวรุ่งชาวเซิร์บรายนี้ถือว่าน่าพอใจทีเดียว เพราะแม้จะยังไม่สามารถยึดตำแหน่งเป็นตัวจริงถาวรได้ก็ตาม แต่ก็เริ่มมีบทบาทในทีมมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงท้ายซีซั่น 2014-15 ที่ เกนค์ มีลุ้นแชมป์ลีกอย่างสูสีกับ คลับ บรูซ มูฮาเหม็ด เบซิช ทีมชาติบอสเนีย และเฮอร์เซโกวีนา ต้นสังกัด : เอฟเวอร์ตัน (อังกฤษ) การไม่ได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่ของ ฮัมบูร์ก ทำให้ เบซิช เลือกย้ายไปค้าแข้งในฮังการีกับ เฟเรนซ์วารอส ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้เขาพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่องจนถูกเรียกตัวติดทีมชาติ ก่อนกลายเป็นขุมกำลังสำคัญของบอสเนียฯในฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก และรอบสุดท้ายที่บราซิล ทำให้ เอฟเวอร์ตัน เลือกจ่าย 4 ล้านปอนด์เพื่อดึงกองกลางตัวรับวัย 22 ปีมายังชายคากูดิสัน พาร์ค เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2014 และแม้ฤดูกาลแรกในสีเสื้อ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เบซิช จะยังไม่ได้ลงสนามมากนัก เนื่องจากยังเป็นตัวเลือกในทีมของของเทรนเนอร์ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ต่อจาก แกเร็ธ แบร์รี่ กับ เจมส์ แม็คคาร์ธีย์ แต่ยามได้รับโอกาสเขาก็มักทำผลงานได้ดีเสมอ ทำให้ เบซิช ถูกคาดหมายว่าจะเข้ามารับช่วงต่อตำแหน่งของ แบร์รี่ ที่เหลือช่วงเวลาอาชีพการค้าแข้งอีกไม่นาน จอร์จี้ มิลานอฟ ทีมชาติบัลแกเรีย ต้นสังกัด : ซีเอสเคเอ มอสโก (รัสเซีย) ห้องเครื่องทีมชาติบัลแกเรียกลายเป็นแกนหลักในแดนกลางของ ซีเอสเคเอ มอสโก ทันที่ที่ย้ายจาก ลิเท็กซ์ โลเวค ทีมในบ้านเกิดที่ปลุกปั้นเขามาตั้งแต่อายุ 13 ปี มาตะบันเพลงแข้งยังชายคาอารีน่า คิมกี้ ด้วยค่าตัว 3.8 ล้านยูโร เมื่อปี 2013 โดย มิลานอฟ ในวัย 18 ปีสามารถก้าวขึ้นมาเป็นขุมกำลังสำคัญของ ลิเท็กซ์ โลเวค ด้วยสไตล์การเล่นตามแบบฉบับมิดฟิลด์บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ และยังสามารถขยับไปยืนเป็นตัวรุกทางฝั่งซ้ายได้แบบไม่เป็นปัญหา พร้อมคว้าแชมป์ลีกบัลแกเรีย 2 สมัย ก่อนย้ายมาซิวแชมป์รัสเซียน พรีเมียร์ลีก กับยอดทีมแห่งกรุงมอสโกอีก 1 สมัย นอกจากนี้ดาวเตะวัย 23 ปียังเคยรับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของบัลแกเรียในปี 2012 เป็นการการันตีฝีเท้ามาแล้วอีกด้วย มาร์เซโล่ โบรโซวิช ทีมชาติโครเอเชีย ต้นสังกัด : อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี) ด้วยความสามารถที่ครบเครื่องทั้งเกมรุก-เกมรับ, เทคนิคเฉพาะตัว, การผ่านบอลอันแม่นยำ และการเติมขึ้นมาพังประตูจากแถวสอง ทำให้ โบรโซวิช ใช้เวลาปรับตัวกับ อินเตอร์ ไม่นาน และกลายเป็นนักเตะคนสำคัญในทีมของเทรนเนอร์ โรแบร์โต้ มันชินี่ หลังย้ายจาก ดินาโม ซาเกรบ มาโชว์เพลงแข้งในรั้วจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า เมื่อเดือนมกราคม 2015 รวมทั้งกับทีมชาติโครเอเชียที่กองกลางวัย 22 ปีเริ่มได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตำแหน่งในทัพ "ตราหมากรุก" ของเขาก็เป็นรองเพียงสองจอมทัพซูเปอร์ตาร์อย่าง ลูก้า โมดริช กับ อิวาน ราคิติช เท่านั้น มาเตโอ โควาซิช ทีมชาติโครเอเชีย ต้นสังกัด : อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี) โควาซิช ในวัย 19 ปีต้องแบกรับความกดดันมหาศาลเมื่อครั้งย้ายจาก ดินาโม ซาเกรบ มาค้าแข้งยังถิ่นจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า ด้วยค่าตัว 11 ล้านยูโร เมื่อต้นปี 2013 เพื่อรับหน้าที่เพลย์เมกเกอร์ และหมายเลข 10 ของทัพ "เนรัซซูรี่" แทน เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ ที่เพิ่งย้ายออกจากเมืองมิลานไป แม้ช่วงแรกมิดฟิลด์ทีมชาติโครเอเชียจะประสบปัญญาเรื่องการปรับตัวอยู่บ้าง แต่ไม่นาน โควาซิช ก็สามารถทำลายกำแพงมาตรฐานระดับสูงของ สไนจ์เดอร์ ลงได้ด้วยพรสวรรค์การบัญเกมรุก และการผ่านบอลเจาะแนวรับคู่แข่งเป็นว่าเล่น และแน่นอนว่าเวลานี้เจ้า "งูใหญ่" ต้องใช้พยายามอย่างสุดตัวเพื่อปกป้องดาวเตะวัย 21 ปีไว้ให้ห่างจาก บาร์เซโลน่า และ ลิเวอร์พูล ซึ่งแสดงความชัดเจนว่าต้องการล่าแข่งดาวโรจน์ชาวโครแอตรายนี้ไปร่วมทีมpic : zimbio, Inter

6 ดาวเตะย้ายแบบ 'ทรยศ' ทีมเก่า

การย้ายทีมแบบ 'ทรยศ' ชนิดที่แฟนๆไม่มีวันลืมแถมยังตามโห่ตามไล่ตลอดชาติมีให้เห็นกันบ่อยครั้งเหมือนกันในโลกฟุตบอลโดยเฉพาะกับทีมคู่รักคู่แค้น โคตรบิดามารดา วันนี้ผมก็ได้รวบรวมตัวเป้งๆที่ย้ายชนิดไม่สนโลกไม่สนแฟนๆมาให้อ่านกันครับ1. แอชลี่ย์ โคล บอกเลยว่านี่เป็นนักเตะรายแรกๆที่ผมนึกถึงสำหรับ แอชลี่ย์ โคล แบ๊คซ้ายตัวเก่งที่ตอนนั้นอยู่กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล แต่แล้วสุดท้ายในเรื่องของเงินๆทองๆไม่เข้าใครออกใคร โคล เรียกร้องสัญญาใหม่จากต้นสังกัดเพิ่มแต่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีทำให้ดาวเตะรายนี้เลือกที่จะย้ายไปซบอริร่วมเมืองอย่าง "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ในที่สุด2. หลุยส์ ฟิโก้ หนึ่งในผู้เล่นที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการย้ายทีมแห่งวงการลูกหนัง แน่นอนเขาเป็นนักเตะไม่กี่คนที่หาญกล้าย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า เพื่อไปอยู่กับโคตรอริอย่าง เรอัล มาดริด ในปี 2000 ด้วยค่าตัวสถิติโลกในตอนนั้นที่ 60 ล้านปอนด์ และแน่นอนการกลับไปเยือน คัมป์ นู ของ ฟิโก้ เคยได้รับของขวัญสุดพิเศษเป็นหัวหมูที่ถูกโยนลงมาในสนามอีกต่างหาก3. ไมเคิ่ล โอเว่น ได้รับการขนานนามว่าเป็นตำนานแห่งถิ่น แอนฟิลด์ ของ ลิเวอร์พูล ไปแล้วสำหรับดาวยิงร่างเล็กรายนี้ ตอนที่เขาเลือกออกจาก "หงส์แดง" ไป เรอัล มาดริด นั้นเหล่า 'เดอะ ค็อป' ยังไม่อะไรมากแต่ไปๆมาๆช่วงบั้นปลายอาชีพ โอเว่น เลือกที่จะเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับตัวพ่อแถมยังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกต่างหาก4. โซล แคมป์เบลล์ อดีตปราการหลังผู้แข็งแกร่งแห่ง "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส แต่ในท้ายที่สุด แคมป์เบลล์ กลับเลือกเส้นทางที่แฟนๆไม่คาดคิดเมื่อเขาตกลงปลงใจไปอยู่กับคู่แค้นแห่งลอนดอนเหนืออย่าง อาร์เซน่อล แถมยังทำให้แฟนๆเจ็บเข้าไปอีกเมื่อคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับ "ปืนใหญ่" ได้ซะด้วย5. โรนัลโด้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อสำหรับดาวยิงที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นปีศาจอวตาลลงมามนุษย์โลกคนแรกก่อน ลีโอเนล เมสซี่ อย่าง โรนัลโด้ นั้นเคยอยู่กับสโมสรคู่รักคู่แค้นมาแล้วถึง 2 ลีกดังแต่เป็นการย้ายไม่ใช่ย้ายโดยตรงเท่านั้นเองซึ่งยอดศูนย์หน้ารายนี้อยู่กับ บาร์เซโลน่า ย้ายไป อินเตอร์ มิลาน และโยกไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ก่อนจะมาอยู่กับ เอซี มิลาน แหม่ ขั้นกันไปขั้นกันมาแบบน่าเหลือเชื่อเหมือนกัน6. เชส ฟาเบรกาส คนนี้ไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆเพราะว่าตอนที่เขาอยู่กับ อาร์เซน่อล วัยกำลังห้าวได้ประกาศโต้งๆเลยว่าตนเองไม่มีวันที่จะย้ายไปอยู่กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี แบบหัวเด็ดตีนขาดแต่แล้วตอนนี้เป็นไง ? เชส ก้าวขึ้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกภายใต้การนำทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ ไปซะแล้วเค.เค.pic : zimbio

5 ประตูที่ดีที่สุดตลอดกาลของ "เวย์น รูนีย์"

การทำประตูในการแข่งขันฟุตบอลนับเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่ดีที่สุดของการวงการลูกหนังเลยก็ว่าได้ ซึ่ง เวย์น รูนีย์ หัวหอกกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เป็นยอดแข้งแดนผู้ดีที่ไม่เคยพลาดการทำประตูเช่นกันและ 5 ประตูนี้จากการจัดอันดับของ 90min ก็คือการยิงประตูที่ดีที่สุดตลอดกาลทีเดียวครับ!1. เกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ - กุมภาพันธ์ ปี 2011 ย้อนกลับไปในปี 2011 ทัพ "ปีศาจแดง" ยังความแข็งแกร่งด้วยการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จด้วยคะแนน 80 แต้ม ซึ่งแม้ "หมูรูน" จะไม่ใช่ผู้ทำประตูดาวซัลโวประจำซีซั่น 2010/11 มาครอง แต่เขาก็ยิงไป 11 ประตูและยังทิ้งการพังตาข่ายอันน่าจดจำในเกม "ดาร์บี้แมทช์" ที่เอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ไปด้วยสกอร์ 2-1 ทั้ง เทคนิก, ความแม่นยำ และ สัญชาตญาณ มันออกมาให้เห็นทั้งหมดในการยิง ประตูครั้ง ซึ่งจะสวยงามแค่ไหนมาดูกันเลยครับ2. เกมพบ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด - มีนาคม 2014 ซีซั่น 2013/14 ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลของ "ปีศาจแดง" ยุคใหม่ที่ตกตํ่าอย่างที่สุด หลังต้องเสียแชมป์ไปให้กับคู่แข่งประจำเมืองอย่าง "เรือใบสีฟ้า" และยังจบได้แค่เพียงอันดับ 7 ของตารางเท่านั้น แต่ทราบหรือไม่ว่าซีซั่นนี้ยังมีสิ่งที่ทำให้ "เร้ด เดวิลส์" ใจชื้นอยู่ได้เช่นกัน โดยในเดือนมีนาคม ปี 2014 ทางด้านของ รูนีย์ สามารถพังตาข่ายได้อย่างงดงาม เขาพยายามแย่งบอลกับผู้เล่นของ "ขุนค้อน" บริเวณกลางสนาม ก่อนที่บอลจะเข้าทางและซัดลูกยิงไกลมากถึง 5.79 หลา ส่งผลให้ทีมเยือนจากถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด คว้าชัยชนะเหนือ เวสต์แฮมฯ มาได้ด้วยสกอร์ 2-0 ซึ่งเป็นประตูที่หลายคนจดจำกันไม่มีลืมทีเดียว 3.เกมพบ อาร์เซน่อล - ตุลาคม ปี 2002 สำหรับประตูนี้ รูนีย์ ยังไม่ได้สวมเสื้อของ "ปีศาจแดง" แต่อย่างใด แต่ยังเป็นสมัยที่ค้าแข้งให้กับ เอฟเวอร์ตัน และยังอาจจะเป็นหนึ่งในประตูที่ทำให้หลายคนรู้จักชื่อของชายหนุ่มคนนี้เลยก็ว่าได้ หลังการเจอกับ "ปืนใหญ่" เขาซัดไกลได้อย่างสวยงามสุดๆ บอลโค้งเลี้ยวเขาไปเสียบใต้คานชนิดที่ว่าผู้รักษาประตูแทบจะหมดโอกาสเซฟตาข่าย นอกจากนี้จังหวะอื่นๆยังมีความอันตรายสุดๆอีกด้วยครับ4. เกมพบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด - เมษายน ปี 2005 ถัดมาจากประตูที่แล้วอีก 3 ปี แน่นอน เวย์น รูนีย์ หันมาสวมใส่ชุดของ "ปีศาจแดง" เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเขายังโชว์ความโดดเด่นได้อย่างต่อเนื่องและหนึ่งในประตูที่สำคัญที่สุดของหนีไม่พ้นการเจอกับ นิวคาสเซิ่ล ยุไนเต็ด เมื่อเดือน เมษายน ปี 2005 บอลที่ถูกเปิดเข้ามายังกรอบเขตโทษถูกแนวรับ "สาลิกาดง" โขกออกมาได้สำเร็จ แต่ "หมูรูน" ที่วิ่งทำทางขึ้นมาก็เข้ามาพอดีเป๊ะ... ส่งผลให้ลูกบอลดังกล่าวถูกซัดด้วยเท้าขวาโค้งเสียงเสาแรกไปอย่างน่าเหลือเชื่อ ประตูนี้จะสวนแค่ไหนก็มาดูกันได้เลยและผมเชื่อว่าหลายคนจะร้อง "Oho" กันได้เลยนะ5. เกมพบ ปอร์ทสมัธ - มกราคม ปี 2007 เกมพบกับ ปอร์ตสมัธ ทางด้าน "90min" ได้ยกให้เป็นลูกยิงอันดับ 1 เลยทีเดียว หลัง รูนีย์ ยิงได้ถึงใจแฟนบอลอีกครั้ง การพังตาข่ายลูกนี้เหมือนจะไม่มีอะไรแท้ๆ แต่มันกลับร้ายการกว้าที่คิด โดย "หมูรูน" ได้จับบอลนอกกล่าวเขตโทษ ก่อนจะซัดบอลชิบเล่นทิศทางด้วยนํ้าหนักไม่แรงนักในนนาทีที่ 83 บอลพุ่งไปยังตาข่ายเสียบใต้คานอย่างงดงาม ทำเอาผู้รักษาประตูของคู่แข่งทำได้เพียงยืนนิ่งเลยครับ! Credit Pic/Clip : Youtube, 90mins, Zimbio

4 นักเตะดัตช์แมนสายเลือดใหม่ที่พร้อมย้ายค้าแข้งต่างแดน

ฮอลแลนด์ถือเป็นอีกหนึ่งชาติมหาอำนาจลูกหนักที่ผลิตนักเตะเจเนเรชั่นรุ่นใหม่ๆขึ้นมาได้อยู่เสมอ อย่างเช่นบรรดาซูเปอร์สตาร์ยุคนี้อย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่, อาร์เยน ร็อบเบน, เวสลี่ย์ สไนเดอร์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท และ คลาส-แยน ฮุนเตลาร์ เป็นต้น และชุดปัจจุบันที่ย้ายไปค้าแข้งยังต่างแดนเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว อาทิเช่น ดาลี่ย์ บลินด์, สเตฟาน เด ไฟรจ์, ดารีล ยานมัต และ บรูโน่ มาร์ตินส์ อินดี้ รวมทั้งในซัมเมอร์อย่าง เมมฟิส เดปาย และแน่นอนว่าปีกตัวใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่ใช่แข้งสายเลือดใหม่ของฮอลแลนด์เพียงคนเดียวที่ต้องจากบ้านเกิด เพราะยังมีดาวรุ่งชาวดัตช์อีกหลายรายที่มีฝีเท้าแกร่งมากพอพร้อมเผชิญโลกภายนอก และวันนี้ "Cheerball.com" จึงเรื่องราวของนักเตะเจเนเรชั่นใหม่เหล่านั้นมาให้ติดตามกันครับ!! เจโทร วิลเลมส์ (พีเอสวี ไอนด์โอเฟ่น) (ตำแหน่ง แบ็กซ้าย : อายุ 21 ปี) ผลงานที่สม่ำเสมอกับ พีเอสวี ไอนด์โอเฟ่น ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้ วิลเลมส์ กลายเป็นตัวหลักสำหรับตำแหน่งแบ็กซ้ายทีมชาติฮอลแลนด์ของกุนซือ กุส ฮิดดิ้งค์ แม้ว่าตำแหน่งนี้ยังมี ดาร์ลี่ย์ บลินด์ ที่สามารเล่นได้อีกคนก็ตาม และแม้ก่อนหน้านี้ฟูล-แบ็กวัย 21 ปีจะโดยวิจารณ์บ่อยครั้งถึงการเล่นเกมรับที่หละหลวม แต่เขาก็แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งต้นสังกัด และระดับทีมชาติ สำหรับ วิลเลมส์ ประเดิมสนามกับ สปาร์ต้า ร็อตเตอร์ดัม ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี ก่อนย้ายมาอยู่กับ พีเอสวี ในปี 2011 และกลายเป็นแกนหลักของทีมในทันที ทำให้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ วิลเลมส์ ถูกคาดการณ์ว่ามีโอกาสย้ายออกจากบ้านเกิดในช่วงซัมเมอร์นี้ เมื่อพิจารณาจากฟอร์มการเล่น และประสบการร์ของเขาในศึกเอเรดิวิซี่ ตลอด 4 ปี ลูเซียโน่ นาร์ซิงห์ (พีเอสวี ไอนด์โอเฟ่น) (ตำแหน่ง ปีกขวา : อายุ 24 ปี) นาร์ซิงห์ ย้ายจาก ฮีเรนวีน มาร่วมชายคาฟิลิปส์ สเตเดี้ยม ด้วยค่าตัว 4.1 ล้านยูโร เมื่อปี 2012 ซึ่งตลอด 2 ปีแรก นาร์ซิงห์ ไม่ได้รับโอกาสกับ พีเอสวี ไอนด์โอเฟ่น มากนัก ก่อนที่ฤดูกาลที่ผ่านเทรนเนอร์ ฟิลลิป โคคู จะเลือกใช้งานเขาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และอดีตลูกหม้อ อาแจ็กซ์ ก็ไม่ทำให้ พีเอสวี ต้องผิดหวังกับฟอร์มที่ยอดเยี่ยม รวมทั้งการประสานที่ลงตัวกับ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม, เมมฟิส เดปาย และ ลุค เด ยองก์ แข้งวัย 24 ปีอาจไม่ใช่นักเตะที่ทำประตูได้แบบเป็นกอบเป็นกำ แม้เขาจะรับบทบาทตัวรุกทางกาบขวาในระบบ 4-3-3 แต่เป็นทักษะการขึ้นเกมรุกริมเส้น และการแอสซิสต์นั่นเองที่ทำให้ นาร์ซิงห์ เป็นกลายอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของ พีเอสวี สำหรับการซิวแชมป์เอเรดิวิซี่ ซีซั่น 2014-15 รวมถึงในทีมชาติฮอลแลนด์ด้วยเช่นกัน ยอร์ดี้ คลาซี่ (เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม) (ตำแหน่ง มิดฟิลด์ : อายุ 23 ปี) คลาซี่ อาจไม่ได้รับโอกาสออกตาร์ทเป็นตัวจริงมากนัก และเข้าๆออกๆทีมชาติฮอลแลด์ในยุคของกุนซือ กุส ฮิดดิ้งค์ เนื่องจากฟอร์มที่ไม่โดดเด่นเหมือนปีก่อนของห้องเครื่องวัย 23 ปี และนั่นจึงส่งผลถึงต้นสังกัด เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม ที่จบเพียงอันดับ 4 บนตารางคะแนน อย่างไรก็ตามด้วยผลงานรวมของกัปตันทีม เฟเยนูร์ด ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร และเพียงพอให้เขากลายเป็นหมายของ โรนัลด์ คูมัน ผู้จัดการทีม เซาธ์แฮมป์ตัน ที่ยืนยันแล้วว่าจะต้องการดึงตัว คลาซี่ ไปค้าแข้งในถิ่นเซนต์ แมรี่ สเตเดี้ยม ฤดูกาลหน้า ถ้าหาก "นักบุญ" ต้องขาย มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน ออกไปจากทีมจริงๆ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม (พีเอสวี ไอนด์โอเฟ่น) (ตำแหน่ง มิดฟิลด์ : อายุ 24 ปี) เจ้าของเสื้อหมายเลข 10 ของ พีเอสวี ไอนด์โอเฟ่น เป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญไม่ต่างจาก เมมฟิส เดปาย ของ พีเอสวี สำหรับการคว้าโทรฟี่แชมป์เอเรดิวิซี่ ฮอลแลนด์ ซีซั่น 2014-15 กลับมาตั้งยังถิ่นฟิลิปส์ สเตเดี้ยม หลังห่างหายไปนานถึง 6 ปีเต็ม ด้วยความแข็งแกร่งในการเดินเกมรุกแดนกลาง, การสอดขึ้นมาพังประตูซึ่งฤดูกาลที่ผ่านมา ไวจ์นัลดุม ซัดถึง 14 ประตูในลีก และการเปิดป้อนให้เพื่อนใส่สกอร์อีก 13 แอสซิสต์ ทำให้นอกจากกองกลางวัย 24 ปีจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในทีมฮอลแลนด์แล้ว อดีตลูกหม้อ เฟเยนูร์ด ยังตกเป็นข่าวได้รับความสนใจจากหลายทีมในพรีเมียร์ลีกอีกด้วยทั้ง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ นิวคาสเซิ่ลpic : zimbio

4 จุดน่ารู้ของแฟน หงส์,สิงห์,ผี หลังตารางพรีเมียร์ออก

ได้ประกาศตารางการแข่งขันพรีเมียร์ลีกออกมาอย่างเป็นทางการแล้วซึ่งแฟนๆหลายทีมก็คงจะเข้าไปรับชมและคิด วิเคราะห์ แยกแยะ กันในแต่ล่ะเดือนหรือแต่ล่ะนัดไปแล้ววันนี้ทางผมเองก็ไปเจอบทความน่าสนใจของ 'Mirror' เลยขอหยิบยกบางส่วนกับช่วงตาราง 'บางช่วง' มาให้แฟนๆของ หงส์, สิงห์, ผี มาดูกันว่าน่าสนใจยังไงบ้าง1. 7 นัดแรกกับการเป็นทีมเยือนของ 'หงส์' นี่มันฆ่า ร็อดเจอร์ส ชัดๆ เหมือนกับโชคชะตาเล่นตลกหรืออย่างไรไม่ทราบสำหรับ ลิเวอร์พูล เมื่อเกมเยือน 7 เกมแรกของพวกเขานั้นเจอแต่ทีมระดับท็อปทั้งนั้นมาในนัดแรกเลยกับ สโต๊ค ซิตี้ หากยังจำกันได้พวกเขาเพิ่งโดนถล่มไปเมื่อนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่ผ่านมา ต่อมาเรื่อยๆกับเกมเยือนของ "หงส์แดง" พวกเขาต้องออกไปเยือน อาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เอฟเวอร์ตัน, ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส, เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครับ นี่เกมเยือน 7 นัดแรกของพวกเขาที่น่าจะหรรษาไม่น้อย นั่นหมายความว่าเกมในบ้าน เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จำเป็นที่จะต้องเก็บชัยชนะเอาไว้ให้ได้หมดเพื่อต่อชะตาชีวิตของตัวเอง !2. เดือนธันวาคมจะเป็นเดือนโกยแต้มของ เชลซี ? แชมป์เก่าอย่าง "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี มีสิทธิ์ได้ขึ้นไปรั้งจ่าฝูง (หรืออาจจะรั้งอยู่แล้ว) ในช่วงเดือนธันวาคมเนื่องจากนัดแรกของเดือนในวันที่ 5 นั้นพวกเขาจะเจอกับ บอร์นมัธ ตามด้วย เลสเตอร์ ซิตี้ (ย), ซันเดอร์แลนด์ (ห), วัตฟอร์ด (ห) และปิดท้ายอาจจะโหดนิดหน่อยกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ย) ในวันที่ 28 นั่นหมายความว่า "สิงห์บูลส์" มีสิทธิ์ที่จะโกย 12 คะแนนเต็มหรืออาจจะมีโบนัสจาก "ปีศาจแดง" ที่ 1 แต้มหรือไม่ก็ 3 แต้มไปเลยในช่วงเดือนที่เขาว่ากันว่าเป็นเดือนแห่งการตัดสินเหมือนกันว่าใครจะอยู่ใครจะไปสำหรับการลุ้นแชมป์3. โค้งสุดท้ายคือเวลาที่ "ปีศาจแดง" ต้องการ ? กลับกันพอมาดูตารางของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล แล้วล่ะก็ในช่วง 5 นัดสุดท้ายของพวกเขามีสิทธิ์ที่จะเก็บ 15 แต้มเต็มได้เหมือนกันซึ่งมันอาจจะทำให้ "ปีศาจแดง" ปาดหน้ามาแรงแซงทางโค้งกับการลุ้นแชมป์ ?, ลุ้นพื้นที่ยุโรป หรือลุ้นอะไรก็ตามแต่ การเจอกัน แอสตัน วิลล่า (ห), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (ย), เลสเตอร์ ซิตี้ (ห), นอริช ซิตี้ (ย) และนัดสุดท้ายของฤดูกาลกับ บอร์นมัธ (ห) ไม่ใช่งานยากอะไรแน่นอน และตารางครั้งนี้อาจจะส่งผลอะไรหลายๆอย่างเลยด้วยซ้ำ4. เชื่อเถอะเดี๋ยวคุณก็ลืมกับการวิเคราะห์ของเราในครั้งนี้ ! แน่นอนตารางการแข่งขันต่างๆเพิ่งจะออกมาและ พรีเมียร์ลีก จะฟาดแข้งกันในเดือน สิงหาคม แต่นี่เพิ่งอะไร ? เดือนมิถุนายน เองนะครับ ผมเชื่อว่าอีกไม่นานพวกคุณอาจจะลืมการวิเคราะห์ในครั้งนี้ไปแล้วก็ได้ตั้งแต่นัดแรกที่เริ่มแข่งกัน เอาเป็นว่าอ่านเอาสนุกๆ ขำๆ แล้วกันครับเค.เค.pic : Mirror, zimbio