breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

4 ผู้เล่นกับผลงานสุดเซอร์ไพรส์ลีกผู้ดี

ผู้เล่นทุกคนต่างล้วนมีฝีเท้าในรูปแบบของตัวเอง แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถผุดพรสวรรค์ดังกล่าวให้ทั่วโลกได้เห็นพร้อมๆกัน นักเตะอย่าง เอแด็น อาซาร์, ดีเอโก้ คอสต้า, เวย์น รูนีย์ และ อเล้กซิส ซานเชซ ต่างเป็นผู้เล่นที่หลายคนต่างรู้่ซึ้งถึงฝีเท้ากันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่จะมีใครบ้างล่ะที่้พิ่งจะทำให้แฟนบอลต่างต้องตื่นตาตื่นในกันในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำซีซั่น 2014/15 วันนี้เรามี 4 ผู้เล่นดังกล่าวให้ได้ชมกันครับ!อันดับ 4 : มารูยาน เฟลไลนี่ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) มารูยาน เฟลไลนี่ มิดฟิลด์ชาวเบลเยี่ยมได้ย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน มาร่วมซบถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวสูงถึง 27.5 ล้านปอนด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2013 ระหว่างที่ เดวิด มอยส์ อดีตผู้จัดการทีม "ปีศาจแดง" ยังคงกุมบังเหียนอยู่นั่นเอง กระนั้นในซีซั่น 2013/14 ทางด้านของ เฟลไลนี่ กลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดกวัง จนเป็นเหตุให้ตกเป็นข่าวคราวเตรียมเก็บข้าวของออกจากทัพ "เร้ด เดวิลส์" ไปอย่าวรวดเร็วเมื่อตลาดฤดูร้อนปี 2014 ที่ผ่านมานั่นเอง อย่างไรก็ตาม การเข้ามาคุมทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมคนใหม่ก็ทำให้สถานการณ์ของ "หัวฟู" เปลี่ยนไปโดยปริยาย โดยกุนซือชาวดัตช์ได้ตัดสินใจส่ง เฟลไลนี่ ลงเล่นหลายต่อหลายนัดและยังกลายเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของแผนการเล่นอีกด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็โชว์ผลงานได้ดีขึ้นกว่าฤดูกาลที่แล้วอย่างผิดหูผิดตา แต่ก็ยังคงมบางส่วนที่ต้องปรับปรุงกันต่อไปอันดับ 3 : ไรอัน เบอร์ทรานด์ (เซาธ์แฮมป์ตัน) สำหรับ ไรอัน เบอร์ทรานด์ นับเป็นหนึ่งในผลิตผลของ เชลซี ที่มักจะแสดงให้เห็นถึงคุณภาพทางแนวรับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะไม่ได้เจิดจรัสรวมกับถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่การย้ายมายัง "นักบุญแดนใต้" ก็ทำให้เขาได้แสดงผลงานออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจและยังเป็นส่วนสำคัญที่พาต้นสังกัดจบอันดับ 7 ของตารางได้สำเร็จอีกด้วย การยืมตัวในครั้งนี้ของ โรนัลด์ คูมัน นับเป็นสิ่งที่คุ้มค่าทีเดียว ถ้าใครยังเดาไม่ออกว่าเจ๋งยังไง การติดเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดคนของ "ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี พีเอฟเอ" น่าจะเป็นเครื่องการันตีได้แล้วนะครับอันดับ 2 : อารอน เครสส์เวลล์ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด) อีกหนึ่งผู้เล่นที่ทำผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อไม่น้อยกว่ารายอื่นๆคงหนีไม่พ้น อารอน เครสส์เวลล์ นักเตะหน้าใหม่ของ "ขุนค้อน" หลังลงสนามเพียงซีซั่นแรกก็สร้่างความประทับใจจนติดเป็นทีมหลักของถิ่น โบลีน กราวด์ ไปโดยปริยายและเกมรุกในตำแหน่งฟูลแบ็กของเขาก็สร้างความอันตรายได้อย่างน่าสนใจจริงๆ จากผลงานในฤดูกาลนี้ของ เครสส์เวลล์ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่อธิบายได้แล้วว่าเขามีความฉกาจอย่างไรและการได้ราสงวัล "ขุนค้อนแห่งปี" ก็น่าจะเป็นเครื่องการีนตีถึงความสำเร็จอขเงขากับซีซั่นแรงในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทีเดียวอันดับ 1 : แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์) และแล้วอันดับ 1 ก็หนีไม่พ้นผลงานของ แฮร์รี่ เคน กองหน้าอนาคตไกลจากถิ่น ไวท์ ฮาร์ท เลน จนได้ ซึ่งแม้ฤดูกาลก่อนจะทำผลงานได้ไม่โดดเด่นเท่าใดนัก แต่ฤดูกาลนี้กลับเกินความคาดหมายของใครหลายๆฝ่ายและยังกลายเป็นรองดาวซัลโวประจำซีซั่นนี้อีกด้วย ด้วยการยิงไปถึง 21 ประตูเลยทีเดียว ส่งผลให้เจ้าตัวตกเป็นข่าวคราวการย้ายทีมอย่างหนักในช่วงซัมเมอร์นี้ทีเดียว นอกจากนี้สิ่งที่การันตีฝีเท้าของเขาคงไม่พ้นรางวัล "พีเอฟเอ ดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี" ซึ่งรางวัลสำหรับนักเตะอนาคตไกลที่เจิดจรัสที่สุดประจำปี 2015 ทั้งยังมีชื่อเป็นกองหน้าของทีมยอดเยี่ยมแห่งปีอีกด้วย งานนี้คงได้ตามชมกันแน่นอนว่าฤดูกาลหน้าจะผงาดได้อย่างปีนี้หรือไม่หนอ!?Credit : 90min

ท็อป 4 ทีมทริปเปิ้ลแชมป์

1. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ตำแหน่งแชมป์ ซีซั่น 1998-1999 : พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาทวงความยิ่งใหญ่คืนจาก อาร์เซ่น่อล เมื่อลูกทีม "ปืนใหญ่" ของเทรนเนอร์ อาร์เซน เวนเกอร์ ซิวดับเบิ้ลแชมป์ (พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอ คัพ) ในฤดูกาล 1997-98 โดยพลพรรค "ปีศาจแดง" เริ่มต้นด้วยการทุบเอาชนะ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของซีซั่น และคว้าแชมป์ลีกด้วยการมีแต้มเหนือ "เดอะ กันเนอร์ส" เพียง 1 คะแนนเท่านั้น ก่อนตอกย้ำ อาร์เซน่อล กับการเฉือน "ปืนโต" 2-1 ช่วงต่อเวลาพิเศษในรอบรองชนะเลิศของเอฟเอ คัพ และเชือด นิวคาสเซิ่ล ในเกมชิงดำเอฟเอ คัพ จากนั้นจึงปิดฉากซีซั่นด้วยการกด 2 ตุงพลิกแซง บาเยิร์น มิวนิค เอาชนะ 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้ "ยูไนเต็ด" เป็นสโมสรแรกของอังกฤษที่คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้ในฤดูกาลเดียวกัน 2. บาร์เซโลน่า (ตำแหน่งแชมป์ ซีซั่น 2008-2009 : ลา ลีกา สเปน, โกปา เดล เรย์ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) เมื่อหมดยุคทองของ บาร์เซโลน่า ภายใต้การกุมทีมของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และต้องตกเป็นรอง เรอัล มาดริด อยู่ 2 ปี "อาซูลกราน่า" ก็กลับมาคืนบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองกระทิงได้อีกครั้ง เมื่อยอดทีมแห่งแคว้นกาตาลุนย่า เลือกเลื่อน โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า อดีตกัปตันทีมระดับตำนานขึ้นมารั้งบังเหียนทีมชุดใหญ่จาก บาร์เซโลน่า เบ และทีมของ "เป๊ป" ซึ่งขับเคลื่อนโดยบรรดานักเตะลูกหม้อจากลา มาเซีย อย่าง ลิโอเนล เมสซี่, ชาบี เอร์นานเดซ, การ์เลส ปูโยล, บิคตอร์ บัลเดส, อันเดรส อิเนียสต้า, เซร์คิโอ บุสเก็ตต์, เคราร์ด ปิเก้ และ เปโดร โรดริเกซ ก็สามารถกวาดทั้งแชมป์ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และแชมเปี้ยนส์ ลีก มาตั้งยังถิ่นคัมป์ นู ก่อนต่อยอดด้วยการซิวแชมป์ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ, สแปนิช ซูเปอร์ คัพ และคลับ เวิล์ด คัพ 3. อินเตอร์ มิลาน (ตำแหน่งแชมป์ ซีซั่น 2009-2010 : กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี, โคปปา อิตาเลีย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) อินเตอร์ มิลาน สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของอิตาลีภายหลังคดีกัลโช่โปลี และเจ้า "งูใหญ่" ต้องการก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จมากขึ้นบนเวทียุโรป ทำให้อดีตประธานสโมสรอย่าง มัสซิโม่ โมรัตติ ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกุนซือในรั้วจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า จาก โรแบร์โต้ มันชินี่ มาเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ และซีซั่นที่ 2 ในซาน ซิโร่ เทรนเนอร์ชาวโปรตุกีสก็จัดการเสกแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้กับ "เนรัซซูรี่" จนได้ ซึ่งเป็นการยุติการรอคอยโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" องยอดทีมแห่งเมืองมิลานมายาวนานกว่า 45 ปี รวมกับแชมป์สคูเด็ตโต้ และโคปปา อิตาเลีย ทำให้ อินเตอร์ เป็นทีมสัญชาติอิตาเลียนสโมสรแรกที่คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ 4. บาเยิร์น มิวนิค (ตำแหน่งแชมป์ ซีซั่น 2012-2013 : บุนเดสลีกา เยอรมัน, เดเอฟเบ โพคาล และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ภายหลังตกอยู่ภายใต่ร่มเงา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2 ปี โดยเฉพาะฤดูกาล 20011-12 บาเยิร์น ต้องกลายเป็นพระรองทั้ง 3 รายการสำคัญคือการจบอันดับ 2 ในบุนเดสลีกา รองจาก ดอร์ทมุนด์, ปราชัยนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล กับ "เสือเหลือง" และพ่ายจุดโทษ เชลซี ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก บนสังเวียนอัลลิอันซ์-อารีน่า รั้งเหย้าของตัวเอง ทว่าซีซั่นต่อมาทีมของเทรนเนอร์ จุปป์ ไฮย์เกส กลับมาผงาดประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ทั้ง 3 รายการที่เคยพลาดทั้งหมดมาตั้งไว้ที่แคว้นบาวาเรีย คือแชมป์บุนเดสลีกา กับ เดเอฟเบ โพคาล และโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" กับการเชือดเอาชนะ ดอร์ทมุนด์ ในชนะเลิศ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้เราอาจได้เห็นแชมป์ "บิ๊กเอียร์" เป็นทีมทริปเปิ้ลแชมป์ เมื่อคู่ชิงชนะเลิศที่สนามโอลิมเปีย สตาดิโอน แบร์ลิน กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2015 เป็นการดวลกันระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ ยูเวนตุส โดยซีซั่นนี้ "ยูเว่" กลายเป็นดับเบิ้ลแชมป์ภายในประเทศอย่างเซเรีย อา กับ โคปปา อิตาเลีย ไปแล้ว ฟาก "บาร์ซ่า" แม้เพิ่งซิวไปเพียงลา ลีกา แต่ก็ยังมีลุ้น 2 โทรฟี่ในเมืองกระทิงเช่นกัน เมื่อ "อาซูลกราน่า" มีโปรแกรมลงเล่นนัดชิงชนะเลิศโกปา เดล เรย์ กับ แอธเลติก บิลเบา ที่คัมป์ นู วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้pic : /twitter.com/ChampionsLeague

เก็บตกทุกรายละเอียดกับความจริง 18 อย่างของพรีเมียร์ฤดูกาลนี้

จบฤดูกาลลงไปเรียบร้อยแล้วสำหรับ พรีเมียร์ลีก แห่งเกาะอังกฤษ และมาในวันนี้ผมก็ขอหยิบยกเรื่องราวที่เป็นสถิติเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาให้แฟนๆของ 'Cheerball.com' มาให้ได้อ่านกันเพลินๆ กันครับ1 ดิดิเยร์ ดร็อกบา เป็นดาวเตะอายุมากที่สุดที่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ได้ที่ 37 ปี 49 วัน2 ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา อาร์เซน่อล ไม่เคยได้รองแชมป์หรือแชมป์เลยแม้แต่ครั้งเดียวก็คือ 4, 4, 3, 4, 3, 4, 3, 4, 4 และในฤดูกาลนี้ก็อันดับที่ 33 ไม่ว่าฟอร์มจะโดนด่ายังไงแต่ อังเกล ดิ มาเรีย กลายเป็นผู้เล่นที่ แอสซิสต์ เยอะที่สุดใน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยการจ่าย 10 แอสซิสต์ ในฤดูกาลนี้4 เซร์คิโอ อเกวโร่ มีส่วนร่วม 33 ประตูในฤดูกาลนี้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้งๆที่เขาลงเล่นไปเพียง 32 นัดเท่านั่นแบ่งเป็นการยิง 25 ลูกและ แอสซิสต์ 8 ลูก5 นิวคาสเซิ่ล เก็บแต้มได้ 4 คะแนนจากการลงเล่น 10 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีก6 เจมี่ วาร์ดี้ กลับมายิงประตูได้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งประตูล่าสุดที่เขาทำได้ก่อนหน้าต้องย้อนไปในเกมที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด7 ดิเอโก้ คอสต้า เป็นผู้เล่นคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของ เชลซี ที่ยิงเกิน 20 ประตูใน พรีเมียร์ลีก ก่อนหน้านั้นประกอบไปด้วย จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์, ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ แฟรงค์ แลมพาร์ด8 ในฤดูกาลนี้มีดาวเตะสามารถทำแฮทริกได้สำเร็จ 10 ครั้งด้วยกัน9 ลิเวอร์พูล เสีย 4 ประตูในครึ่งเวลาแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเล่น พรีเมียร์ลีก10 ลิเวอร์พูล แพ้เกิน 4 ประตูเป็นครั้งแรกโดยที่มี สตีเวน เจอร์ราร์ด อยู่ในทีม11 สโต๊ค ซิตี้ ยิงได้ 5 ประตูเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อปี 198212 และ สโต๊ค ซิตี้ ยังเป็นทีมที่ยิง ลิเวอร์พูล ได้ถึง 5 ลูกนับตั้งแต่ที่ "หงส์แดง" เคยแพ้ โคเวนทรี่ เมื่อปี 199213 สตีเวน เจอร์ราร์ด อำลา ลิเวอร์พูล ด้วยการเป็นดาวซัลโวของทีมที่ยิงไป 9 ประตู14 ปีเตอร์ เคราซ์ ก้าวขึ้นเป็นนักเตะที่ใช้ศรีษะทำประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก ที่ 47 ประตู15 จอห์น เทอร์รี่ เป็นนักเตะคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกต่อจาก แกรี่ พัลลิสเตอร์ ที่ลงเล่นครบทุกๆนาทีตลอดทั้งฤดูกาล16 ปีนี้ พรีเมียร์ลีก ยิงไป 975 ประตู17 เชลซี รั้งบัลลังค์จ่าฝูงของ พรีเมียร์ลีก ได้นานที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 274 วัน18 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเพียงทีมเดียวที่ไม่เคยแข่งแล้วจบด้วยสกอร์ 0-0 ในฤดูกาลนี้เค.เค.pic : zimbio

"100 นักเตะดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก by Telegraph-Ep.7"

20. แกเร็ธ แบร์รี่ แอสตัน วิลล่า (365 เกม-41 ประตู), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (132 เกม-6 ประตู) และ เอฟเวอร์ตัน (65 เกม-3 ประตู) แบร์รี่ กลายเป็นแกนหลักในแดนกลางของ แอสตัน วิลล่า ด้วยวัยเพียง 18 ปี และอยู่รับใช้ทัพ "สิงห์ผงาด" ยาวนานกว่า 11 ปี และแม้จะไม่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์รายการใดได้เลยกับช่วงเวลาที่ถิ่นวิลล่า พาร์ค และหากมองที่ผลงานส่วนตัวเขาเป็นนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมสม่ำเสมอที่สุด ก่อนถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดึงตัวมาร่วมทีม และในเครื่องแบบ "เรือใบสีฟ้า" แบร์รี่ ก็สามารถคว้าแชมป์มาครองจนได้กับโทรฟี่พรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ ปัจจุบันแม้อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษจะล่วงเข้าสู่ช่วงท้ายของอาชีพการค้าแข้งด้วยวัย 34 ปี แต่เขาก็ยังคงเป็นขุมกำลังสำคัญของเทรนเนอร์ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ที่ เอฟเวอร์ตัน 19. ยาย่า ตูเร่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (140 เกม-42 ประตู) น่าแปลกใจที่ บาร์เซโลน่า เลือกขายมิดฟิลด์ที่กำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงพีคที่สุดของอาชีพการค้าแข้งอย่าง ยาย่า มาให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อแลกกับเม็ดเงิน 24 ล้านปอนด์ ในปี 2010 แต่จะด้วยเหตุผลทางแทคติกของเทรนเนอร์ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือเรื่องของการทำธุรกิจ กองกลางทีมชาติไอวอรี่โคสต์ก็กลายเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของทัพ "เรือใบฟ้า" สำหรับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และเอฟเอ คัพ อีก 1 สมัย มาตั้งโชว์ที่สังเวียนเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อห้องเครื่องชาวไอวอเรียนถือเป็นอีกหนึ่งมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องสุดๆในยุคนี้ ยาย่า เต็มไปด้วยพละพลังกำลังในการขับเคลื่อนเกมรุก-รับ, การพาบอลแหวกแนวรับฝ่ายตรงข้าม, ลูกยิงไกล, การแอสซิสต์ และสามารถเปลี่ยนเกมที่ฝืดทำให้ "เดอะ ซิวตี้เซนต์" พลิกสถานการณ์จากเป็นรองกลับมาคว้าชัยชนะมาครองได้ 18. หลุยส์ ซัวเรซ ลิเวอร์พูล (110 เกม-69 ประตู) ฤดูกาล 2013-14 ถือเป็นปีที่ดีของ ซัวเรซ กับ ลิเวอร์พูล เมื่อหัวหอกทีมชาติอุรุกวัยรับบทบาทกองหน้าที่ไม่ได้มีหน้าที่หลักเพื่อทำประตู โดยมี แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ยืนค้ำอยู่ด้านหน้า ทว่าเขากับตะบันตาข่ายได้ถึง 31 ประตูจากการลงสนาม 33 นัด ทำให้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ เธี่ยร์รี่ อองรี อย่างไรก็ตามพฤติกรรมทั้งใน และนอกสนามทำให้ ซัวเรซ ถูกจับจ้องตลอดเวลาจากบรรดาสื่อทุกสำนักของเมืองผู้ดี และเหล่าแฟนบอลทั้งสาวก "หงส์แดง" และทีมอื่นๆ รวมทั้งผลงานการพายอดทีมแห่งเมือร์ซีย์ไซด์เข้าลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี ทำให้เขาเลือกย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัว 81 ล้านยูโร 17. ริโอ เฟอร์ดินานด์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (127 เกม-2 ประตู), ลีดส์ ยูไนเต็ด (54 เกม-2 ประตู), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (312 เกม-7 ประตู) และ ควีส์ปารืค เรนเจอร์ส (7 เกม-0 ประตู) เฟอร์ดินานด์ กลายเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดบนเกาะอังกฤษ และเป็นกองหลังที่มีราคาสูงที่สุดในโลก เมื่อครั้งย้ายจาก ลีดส์ มายังคุมแนวรับยังถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร หลังจบฟุตบอลโลก 2002 กับทีมชาติอังกฤษ การยืนจับคู่ปราการหลังตัวกลางกับ เนมานย่า วิดิช ที่ "เร้ด เดวิลส์" ทำให้พลพรรค "ปีศาจแดง" กลับมาทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่บนเกาะอังกฤษคืนจาก อาร์เซน่อล และ เชลซี รวมทั้งการซิวแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงมอสโก เหนือ "สิงห์บลูส์" 16. แอชลี่ย์ โคล อาร์เซน่อล (156 เกม-8 ประตู) และ เชลซี (229 เกม-7 ประตู) ภาพของ โคล จาก โจนาธาน บาร์เน็ตต์ เอเยนต์ส่วนตัวของเขาเมื่อครั้งย้ายจาก อาร์เซ่น่อล มาคู่ค้าแข้งกับคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนของ "เดอะ กันเนอร์ส" อย่าง เชลซี เมื่อปี 2006 ทำให้เขากลายเป็นคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนเกาะอังกฤษในช่วงเวลานั้น โดย โคล ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่รักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมสม่ำเสมอที่สุดในยุคของเขา ทำให้ โคล ยืนระยะเป็นแกนหลักในแนวรับของ "ปืนใหญ่" กับ "สิงห์บลูส์" รวมทั้งทีมชาติอังกฤษได้ยาวนานกว่า 10 ปี 15. ดิดิเยร์ ดร็อกบา เชลซี (230 เกม-100 ประตู) ปฎิเสธไม่ได้ว่า ดร็อกบา เป็นอีกหนึ่งศูนย์หน้าตัวเป้ายุคใหม่ที่ดีที่สุด แม้การย้ายจาก โอลิมปิก มาร์กเซย มาล่าตาข่ายในรั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยค่าตัวถึง 24 ล้านปอนด์ ในปี 2004 จะทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมากมายกับสาวก "สิงห์บลูส์" แต่ใช้เวลาไม่นานอดีตหัวหอกทีมชาติไอวอรี่โคสต์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นดาวยิงระดับท็อปของเวทีพรีเมียร์ลีก และเป็นกองหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดกับแผนการเล่นของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ ก่อนปิดฉากช่วงเวลาแรกของเขาที่ "เดอะ บริดจ์" ด้วยการซิวแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" เป็นแชมป์ที่ โรมัน อบราโมวิช ถวิลหามานาน 14. เวย์น รูนี่ย์ เอฟเวอร์ตัน (67 เกม-15 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (313 เกม-161 ประตู) นับตั้งแต่หมดช่วงเวลาความน่ามหัศจรรย์ของดาวรุ่งอย่าง ไมเคิ่ล โอเว่น ก็เป็น รูนี่ย์ ซึ่งแจ้งเกิดด้วยประตูที่เขายิงใส่ อาร์เซน่อล จากระยะกว่า 30 หลา และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษจนทำให้ "เร้ด เดวิลส์" ต้องยอมทุ่ม 25.6 ล้านปอนด์ เพื่อรับตัว "รูน" ในวัย 18 ปีมารั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และแม้จะต้องเผชิญหน้าแรงกดดันมหาศาลตั้งแต่อายุยังน้อย, โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยครั้ง และลงเล่นหลากหลายตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้หยุดให้เขาประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกับพลพรรค "ปีศาจแดง" และถลุงไปแล้ว 230 ประตูในทุกรายการกับ "ยูไนเต็ด" รอวันทาบสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาล 249 ประตูของ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน พร้อมทั้งซีซั่นนี้กับการก้าวขึ้นมารับบทบาทกัปตันทีมทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ 13. ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (252 เกม-0 ประตู), แอสตัน วิลล่า (29 เกม-1 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (29 เกม-0 ประตู) ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนจะยอดเยี่ยม และยิ่งใหญ่ได้เทียบเท่า ชไมเคิ่ล ภายในรั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อพลพรรค " ปีศาจแดง" กลับมาครองบัลลังก์ความสำเร็จบนเกาะอังกฤษด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และซิวทรปเปิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 1998-99 โดยมีอดีตมือกาวชาวเดนมาร์กเป็นปราการด่านสุดท้ายให้ และ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องใช้เวลากว่า 6 ปีในการลองผิดลองถูกเพื่อมองหาผู้รักษาประตูที่เหมาะสมที่สุดอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ สำหรับการเข้ามาแทนที่ ชไมเคิ่ล 12. จอห์น เทอร์รี่ เชลซี (428 เกม-34 ประตู) เทอร์รี่ อาจจะไม่เป็นผู้เล่นที่เป็นที่รักมากนักของวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่หากวัดกันเพียงฝีเท้าบนพื้นสนามแล้วเขาไม่ได้เป็นรองใครอย่างแน่นอนทั้งบนเกาะอังกฤษ และแผ่นดินยุโรป นอกจากนี้ "เจที" ยังโดดเด่นมากขึ้นอีกในเรื่อของบุคลิกที่กล้าหาญ และแข็งแกร่ง เมื่อได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม "สิงห์บลูส์" ต่อด้วยทีมชาติอังกฤษ อดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษได้รับการยกย่องมากๆในเรื่องของทักษะการอ่านเกมรับ การคุมจังหวะแนวรับ และการโจมดีด้วยลูกโหม่งจากลูกตั้งเตะ และแน่นอนว่าในอนาคต "สิงโตคำราม" จะต้องดิ้นรนอย่างหนักในการมองหาตัวแทนของเขา 11. สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูล (482 เกม-113 ประตู) "สตีวี่จี" อาจเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนเกาะอังกฤษที่ไม่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และนั่นเป็นเพียงโศกนาฏกรรมเดียวของเขาสำหรับการรับใช้ทัพ "หงส์แดง" เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 17 ปีซึ่งเป็นความสำเร้จไม่สมดุลกับความสามารถของเขา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาก็ยังเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่เสมอในแอนฟิลด์ทั้งจากความจงรักภักดี และแรงกระตุ้นที่ผลักดันให้ยอดทีมแห่งเมอร์ซีย์ไซด์พลิกกลับมาคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 5 ของสโมสร ก็เพียงพอให้ "สตีวี่จี" เป็นที่จดจำตลอดกาลของสาวก "เดอะ ค็อป" 10. แฟร้งค์ แลมพาร์ด เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (148 เกม-24 ประตู), เชลซี (429 เกม-147 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (31 เกม-5 ประตู) จะมีมิดฟิลด์เพียงกี่คนที่มีความสามารถในการถล่มประตูได้ยอดเยี่ยมเทียบเท่า แลมพาร์ด เมื่ออดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษรั้งอันดับ 4 ของท็อป 10 นักเตะที่มีสถิติทำประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก และเขาก็เป็นเพียงนักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์คนเดียวเท่านั้นในจำนวนดังกล่าวซึ่งทั้ง 9 รายที่เหลือต่างเป็นกองหน้า "แลมพ์" มีค่าเฉลี่ยกระทุ้ง 1 ตุงจากการลงสนามทุกๆ 3 นัดในยุคทองของทัพ "สิงบลูส์" โดยนอกจากทีเด็ดในการสับไกยิงจากกรอบเขตโทษแล้ว ก็ยังมีการสอดเข้าไปซัดประตูบริเวณหน้ากรอบ 6 หลาที่เราเห็นกันจนชินตาอย่างเช่นประตูที่เขาทำได้ในซีซั่นนี้กับสีเสื้อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กดใส่ เชลซี ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม 9. เดนนิส เบิร์กแคมป์ อาร์เซน่อล (315 เกม-87 ประตู) ประเภทของนักเตะที่เต็มไปด้วยเทคนิคความเฉพาะตัวพร้อมกับประสิทธิภาพที่ช่วยยกระดับการเล่นของทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" เบิร์กแคมป์ เปรียบเสมือน เอริก คันโตน่า กับความคลาสสิคที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของพลพรรค "ปืนใหญ่" นอกจากความสามารถเชิงลูกหนังแล้ว อดีตศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์ยังเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายสำหรับรับมือกับบรรดากองหลังในเวทีพรีเมียร์ลีก แม้ดาวยิงชาวดัตช์จะไม่ได้ซัดประตูอย่างเป็นกอบเป็นกำกับยอดทีมแห่งกรุงลอนดอน แต่อิทธิพลจากบทบาทในสนามของเขาก็เป็นส่วนสำคัญให้ "ปืนโต" ประสบความสำเร็จแบบไม่เป็นรองใครในช่วงเวลาดังกล่าว 8. เอริก คันโตน่า ลีดส์ ยูไนเต็ด (13 เกม-6 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (143 เกม-64 ประตู) คันโตน่า อาจคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 กับ ลีดส์ ทว่าเขาก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับทัพ "ยูงทอง" มากนัก แต่เป็นที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งอดีตดาวเตะชาวฝรั่งเศสกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีตกุนซือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในการกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีที่ห่างหายจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไปนานกว่า 26 ปี และตลอด 5 ปีที่ คันโตน่า ค้าแข้งกับยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ เขาเป็นผู้นำในทีมของ "เฟอร์กี้" ในการกวาดโทรฟี่พรีเมียร์ลีก 4 สมัย ซึ่งครั้งเดียวที่ "เร้ด เดวิลส์" พลาดแชมป์ไปในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเกิดจากกรณีที่แข้ง โอลิมปิก มาร์กเซย โดนโทษแบนยาว และอิทธิพลจากการเล่นของ "ก็องโต" ก็ยังส่งผลสำคัญสู่ความยิ่งใหญ่ของพลพรรค์ "ปีศาจแดง" ในยุคต่อมาของคลาส ออฟ 92 7. ปาทริค วิเอร่า อาร์เซน่อล (279 เกม-28 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (28 เกม-3 ประตู) วิเอร่า เป็นดั่งลูกสูบขับเคลื่อนทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเทรนเนอร์ อาร์เซน เวนเกอร์ สำหรับอดีตกองกลางทีมชาติฝรั่งเศสเป็นคำจำกัดความใหม่ของผู้เล่นมิดฟิลด์ยุคใหม่ เมื่อเขาเป็นยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในแดนกลางของทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" และด้วยความที่ "ปืนใหญ่" ก้าวขึ้นมาชิงความยิ่งใหญ่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มี รอย คีน เป็นผู้นำ ทำให้ วิเอร่า ซึ่งมีบุคลิกคาแรคเตอร์ และเป็นแรงกระตุ้นในแบบเดียวกันต้องเป็นผู้เผชิญหน้ากับอดีตกัปตันทีม "เร้ด เดวิลส์" ก่อนที่ในปี 2005 ดาวเตะชาวฝรั่งเศสจะย้ายสู่ความท้าทาายครั้งใหม่กับ ยูเวนตุส และแน่นอนว่าทุกวันนี้ เวนเกอร์ ก็ไม่เคยใกล้เคียงเลยในการหาตัวแทนของเขา 6. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (196 เกม-84 ประตู) "ซีอาร์ เซเว่น" อาจกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่ เรอัล มาดริด แต่ช่วงเวลา 6 ในรั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ระหว่าง 2003-2009 ของ โรนัลโด้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นฝีเท้าที่ฉกาจไม่ได้น้อยไปกว่ากันจากการกระทุ้ง 84 ประตูในการลงสนาม 196 นัดในลีกกับพลพรรค "ปีศาจแดง" โดยเฉพาะช่วง 3 ปีหลังสุดที่กัปตันทีมชาติโปรตุเกสจัดการกดถึง 91 ประตูป้อน "เร้ด เดวิลส์" ทำให้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ท่วงคืนบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกจาก เชลซี ความแข็งแกร่งของสภาพร่างกาย และความทุ่มเททำให้ โรนัลโด้ กลายเป็นแนวรุกจอมถล่มประตูแบบครบเครื่องยุคใหม่ 5. พอล สโคลส์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (499 เกม-107 ประตู) บ่อยครั้งที่ สโคลส์ ถูกมองข้างจากความสามารถระดับอัจฉริยะของเขา ทั้งๆที่อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 11 สมัย และลงสนาม 718 นัดในทุกรายการ พร้อมช่วยทำ 155 ประตูกับช่วงเวลาเกือบ 2 ทศวรรษในเครื่องแบบ "ปีศาจแดง" จัดว่า สโคลส์ เป็นมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ และระดับแถวหน้าของโลกในช่วงเวลาดังกล่าว และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญทัพ "เร้ด เดวิลส์" สำหรับความสำเร็จมากมายเคียงข้างกับเจ้านายใหญ่ของเขาอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอรฺ์กูสัน 4. อลัน เชียเรอร์ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (138 เกม-112 ประตู) และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (303 เกม-148 ประตู) บางที เชียเรอร์ อาจเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าชาวอังกฤษที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่ออดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษสามารถใส่สกอร์ได้จากทุกๆพื้นที่บนพื้นสนาม, แข็งแกร่ง และทำได้อย่างยอดเยี่ยมในลูกกลางอากาศ แม้จะต้องโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอย่างหนักถึง 3 ครั้ง และแม้ว่าอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียงหนเดียวกับ แบล็คเบิร์น แต่ในสีเสื้อ นิวคาสเซิ่ล ก้ทำให้เขากลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกจากการตะบัน 260 ประตู 3. รอย คีน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (40 เกม-6 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (326 เกม-33 ประตู) ไม่ใช่เรื่องมากเกินความเป็นจริงเลยหากจะบอกว่า คีน เป็นมิดฟิลด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของพรีเมียร์ลีก โดยการย้ายจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ มาค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อปี 1993 ด้วยราคา 3.75 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวที่แพงที่สุดบนเกาะอังกฤษในช่วงเวลานั้น กลายเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในทีมของผู้จัดการทีม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุณสมบัติมในการคุมเกมแดนกลาง, การแท็คเกิ้ล, ทีเด็ดในการยิงประตู และบทบาทความเป็นผู้นำกับการสวมปลอกแขนกัปตันทีม "เร้ด เดวิลส์" ในช่วงเวลา 8 จาก 13 ปีในเมืองแมนเชสเตอร์ ทำให้พลพรรค "ปีศาจแดง" เดินหน้าตักตวงความสำเร็จแบบไม่หยุดยั้ง 2. เธียร์รี่ อองรี อาร์เซน่อล (258 เกม-175 ประตู) หากเปรียบ อาร์เซน เวนเกอร์ เป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแน่นอนว่าเขาต้องเป็นศิลปินที่หาตัวจับยากที่สุด เมื่อดูจากผลงานที่เทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสหล่อหลอมขึ้นมาบนพื้นสนามอย่าง อองรี เมื่ออดีตกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสเป็นีอกหนึ่งนักเตะที่มีสไตล์การเล่นเพลิดตาที่สุดในพรีเมียร์ลีก พร้อมด้วยประสิทธิภาพการจบสกอร์ที่สมบูรณ์แบบ อองรี จัดการซัด 228 ประตูจากการลงสนาม 377 นัดในทุกรายการกับทัพ "ปืนใหญ่" ทั้งสองช่วงเวลา พร้อมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย (2001–02 กับ 2003–04) ซึ่งในฤดูกาล 2003–04 เป็นการเถลิงบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีด้วยสถิติไร้พ่ายตลอดซีซั่น และแชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย ก่อนย้ายไปสวมเครื่องแบบ บาร์เซโลน่า ในปี 2007 1. ไรอัน กิ๊กส์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (632 เกม-109 ประตู) แน่นอนว่า กิ๊กส์ เป็นผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเวทีพรีเมียร์ลีกอย่างไม่ต้องสงสัย กับการคว้า 13 แชมป์พรีเมียร์ลีก และลงสนามมากกว่า 960 นัดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในทุกรายการแข่งขัน และอดีตกัปตันทีมชาติเวลส์เป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากกมาย และยาวนานมากกว่า 2 ทศวรรษชนิดที่ไม่มีใครเปรียบเทียบได้ ซึ่งเขาเติมโตมาได้ยาวไกลมากๆจากวันแรกที่เป็นเพียงปีกซ้ายวัยกระเตาะรูปร่างผอมบาง ก่อนขยับเข้ามายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางในช่วงท้ายอาชีพการค้าแข้งเพื่อคุมจังหวะให้กับพลพรรค "ปีศาจแดง" กิ๊กส์ ประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งหมด และจะไม่มีใครสามารถแทนที่เขาได้pic : gettyimages, zimbio and telegraph

4 แข้งน่าจับตามอง "ปีศาจแดง" ซีซั่นหน้า

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาทวงตำแหน่งท็อปโฟร์ได้สำเร็จอีกครั้งในซีซั่นนี้และจะได้ไปร่วมเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าภายใต้การนำทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือจอมปรัชญา ซึ่งนักเตะถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ก็มีทั้งคนที่สอบผ่านและสอบตกเช่นเคย แต่จะมีใครบ้างหนอที่น่าจะคอยติดตามดูผลงานฤดูกาลหน้ามาชมกันเลยครับ!1. แอชลี่ย์ ยัง แอชลี่ย์ ยัง นับเป็นปีกที่โชว์ผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อให้กับถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ฤดูกาลนี้ หลังเจ้าตัวสามารถเบียด อังเคล ดิ มาเรีย นักเตะหน้าใหม่ค่าตัวสูงลิบจาก เรอัล มาดริด ก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงได้สำเร็จและยังมีส่วนสำคัญในการพาทีมจบอันดับท็อปโฟร์ในฤดูกาลนี้ด้วย ทั้งที่ฤดูกาลก่อนโดนแฟน "เร้ด เดวิลส์" สาดเสียเทเสียแช่งให้ออกจากทีมเสียเหลือเกิน ซึ่งฤดูกาลนี้ราวกับเขาได้เกิดใหม่ขึ้นมาพร้อมสไตล์การลากเลื้อยสุดแสบ ทั้งลูกเปิดแอสซิสต์ ลูกขยัน ทำให้เพื่อนร่วมทีมเล่นง่ายขึ้นมาก น่าสนใจว่าซีซั่นหน้าจะรักษาฟอร์มได้อยู่หรือไม่2. อังเคล ดิ มาเรีย อย่างทีได้เกริ่นไปจากหัวข้อของ แอชลี่ย์ ยัง ทางด้าน อังเคล ดิ มาเรีย ได้ถูก "มหาเทพยัง" เบียดตกไปม้านั่งสำรองอยู่บ่อยครั้งทีเดียว ทั้งที่เพิ่งย้ายจาก เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสูงริบถึง 75 ล้านยูโร เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2014 ที่ผ่านมา กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าเขายังปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ของทีมได้ไม่ดีเท่าที่ควรนัก การเลี้ยงบอล การบุกเข้าทำยังมีปัญหาอยู่อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการโดนดักทางบอลหรือแม้แต่ความเข้าใจในการประสานงานกับเพื่อร่วมทีม... ก็คงต้องมาดูกันแล้วว่าซีซั่น 2015/16 เขาจะคัมแบ็กฟอร์มเก่งสมัย "ราชันชุดขาว" กลับมาได้หรือไม่กันแน่!3. มาร์กอส โรโฮ อีกหนึ่งแข้งหน้าใหม่ของ "ปีศาจแดง" ที่มาพร้อมกับบทบาทแนวรับอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งแม้จะโชว์ผลงานได้อย่างน่าขัดใจแฟนบอลในช่วงแรกและมีปัญหาอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้งในฤดูกาลนี้ แต่ฟอร์มการเล่นล่าสุดของเจ้าตัวโดยเฉพาะนัดที่เสมอกับ อาร์เซน่อล เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและช่วยให้ทีมพ้นจากการเสียประตูได้หลายต่อหลายครั้ง ไม่แน่ว่าอนาคตอนาคตอาจจะกลายเป็นตัวหลักเหมือนกับที่ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมานย่า วิดิช อดีตสองแข้งตัวเก่งเคยเป็นมาก็ได้4. เมมฟิส เดอปาย แน่นอนว่าหากจะไม่พูดถึงว่าที่นักเตะหน้าใหม่อย่าง เมมฟิส เดอปาย แข้งแนวรุกจาก พีเอสวี ไอนด์ฮอฟเฟ่น ก็คงไม่ได้ เนื่องจากนักเตะรายดังกล่าวเพิ่งตัดสินใจตกลงโอเคกับถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งแม้เจ้าหนูรายนี้จะมีอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น แต่ฝีเท้าของเขากลับเยี่ยมยอดไม่แพ้นักเตะดาวดังรายอื่นๆเลย หลังยิงประตูใน เอเรดิวิซี่ ซีซั่นนี้ไปแล้วถึง 22 ประตู ทั้งยังเคยเป็นศิษย์ของ หลุยส์ ฟาน กัล มาก่อนในแคมป์ ทีมชาติฮอลแลนด์ อีกด้วย ทำให้หลายคนต่างเชื่อว่าฤดูกาลหน้าอาจจะได้เห็นดาวยิงดวงใหม่ประจำทีมก็เป็นได้ครับ!Credit Pic : Zimbio

5 ลูกหม้อ เรอัล มาดริด ที่ต้องไปเจิดจรัสกับต้นสังกัดอื่น

หากพูดถึงศูนย์ฝึกเยาวชนลูกหนังที่มีชื่อเสียงที่สุดของวงการฟุตบอลสเปน แน่นอนว่าทุกๆคนย่อมคิดถึงอะคาเดมี่ของ บาร์เซโลน่า อย่าง "ลา มาเซีย" ที่ปลุกปั้นยอดแข้ง 'ซุปตาร์' ขึ้นมาโด่งดังแล้วอาทิเช่น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, การ์เลส ปูโยล, ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสต้า และ ลิโอเนล เมสซี่ แต่กับคู่ปรับตัวฉกาจของ "บาร์ซ่า" ที่เน้นช็อปเหล่านักเตะระดับโลกเข้ามาเสริมทัพเป็นหลักอย่าง เรอัล มาดริด ก็มีอะคาเดมี่ที่มีชื่อว่า "ลา ฟราบริก้า" ไว้เพาะบ่มผู้เล่นดาวรุ่งเพื่อป้อนขึ้นทีมชุดใหญ่ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เมื่อทั้ง มิเชล, เอมิลิโอ บูตราเกนโญ่, กูตี, ราอูล กอนซาเลซ และ อีเกร์ กาซิยาส ต่างเป็นลูกหม้อของ "ราชันชุดขาว" กันทั้งนั้น รวมทั้งเจเนเรชั่นล่าสุดอย่าง ดาเนี่ยล การ์บาฆาล, เฆเซ่ โรดริเกซ และ อัลบาโร่ โมราต้า ก็ถูกฝึกปรือฝีเท้ามาจาก "ลา ฟราบริก้า" ทว่าเนื่องด้วยทุกๆฤดูกาลจะต้องมีบรรดาผู้เล่นนั้นเวิล์ดคลาสหลั่งไหลเข้ามาค้าแข้งยังถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ทำให้ลูกหม้อของ "ลา ฟราบริก้า" ยากจะสอดแทรกเพื่อโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ และหลายคนต้องเลือกย้ายออกจากกรุงมาดริดทั้งๆที่ดาวรุ่งเหล่านี้มีฝีเท้าซึ่งพร้อมพัฒนากลายเป็นขุมกำลังหลักในอนาคตของทัพ "โลส บลังกอส" และแน่นอนว่าแข้งดาวโรจน์เหล่านั้นต่างทำผลงานกันได้ดีอย่างที่เราได้เห็นกับ โมราต้า และวันนี้ "Cheerball.com" จะขอหยิบบรรดานักเตะลูกหม้อจาก "ลา ฟราบริก้า" ที่ย้ายไปประสบความสำเร็จกับต้นสังกัดใหม่ 1. กิโก้ กาซิย่า กาซิย่า อาจเกิดในแคว้นกาตาลุนย่า ทว่าเมื่ออายุ 16 ปี เขาได้ย้ายมาร่วมศูนย์ฝึกอะคาเดมี่ "ลา ฟราบริก้า" ก่อนก้าวขึ้นมาสู่ เรอัล มาดริด กาสซิย่า (ทีมสำรอง) ในอีก 2 ปีต่อว่า แต่ กาซิย่า เป็นเพียงผู้รักษาประตูมือ 3 เท่านั้นในช่วงเวลา 2 ซีซั่น ระหว่างปี 2005-07 และเป็น เอสปันญ่อล ทีมจากแคว้นกาตาลุนย่าที่มาดึงเขากลับบ้านเกิด ก่อนที่ กาซิย่า ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของเจ้า "นกแก้ว" ตลอดทั้ง 6 ฤดูกาลที่ผ่านมา และซีซั่นที่แล้วซึ่งนายด่านวัย 28 ปีโชว์ฟอร์มเซฟอย่างยอดเยี่ยมสม่ำเสมอ ทำให้เขาถูกกุนซือ บิเซนเต้ เดล บอลเก้ เรียกตัวติดทีมชาติสเปน และได้โอกาสลงเฝ้าเสาในเกมกระชับมิตรเมื่อปลายปีก่อน 2. โรแบร์โต้ โซดาโด้ โซดาโด้ ถูกขัดเกลาจาก "ลา ฟาบริก้า" ตั้งแต่อายุ 14 ปี ก่อนพัฒนาฝีเท้าการล่าตาข่ายจาก เรอัล มาดริด กาสซิย่า จนได้ประเดิมทีมชุดใหญ่ในปี 2005 ด้วยวัย 19 ปี ก่อนถูกปล่อยยืมตัวให้ โอซาซูน่า ใช้งานในฤดูกาลต่อมา และซีซั่น 2007-08 โซดาโด้ มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองเป็นเวลา 1 ฤดูกาลเต็มๆในยุคของเทรนเนอร์ แบรนด์ ชูสเตอร์ แต่จากตัวเลือกในแดนหน้าที่มีทั้ง รุด ฟาน นิสเตลรอย, กอนซาโล่ อิกวาอิน, โรบินโญ่, ราอูล กอนซาเลซ และ ฮาเวียร์ ซาวิโอล่า ทำให้เขามีโอกาสลงเล่นเพียง 5 นัดในลีก และไม่สามารถทำประตูได้เลย โซลดาโด้ จึงต้องชีพจรมายัง เคตาเฟ่ ต่อด้วย บาเลนเซีย ซึ่งเขาลั่นสกอร์ป้อนทั้ง 2 ต้นสังกัดอย่างเป็นกอบเป็นกำจน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ต้องยอมจ่าย 30 ล้านยูโร เพื่อรับตัวดาวยิงชาวสแปนิชมาค้าแข้งที่ไวท ฮาร์ท เลน 3. บอร์ฆา บาเลโร่ บาเลโร่ เกิดในกรุงมาดริดทำให้เขาถูก "ลา ฟราบริก้า" เลี้ยงดูมากว่า 12 ปีตั้้งแต่เขาอายุได้เพียง 10 ขวบ ทว่า บาเลโร่ ไปได้ไกลที่สุดกับ "ราชันชุดขาว" เพียงการเป็นขุมกำลังหลักของ เรอัล มาดริด กาสซิย่า ทำให้เขาเลือกย้ายสู่ มายอร์ก้า เพื่อโอกาสสัมผัสเกมระดับลา ลีกา ห้องเครื่องวัย 30 ปีเล่นได้อย่างโดดเด่นกับ มายอร์ก้า ก่อนย้ายสู่ความท้าทายที่สูงขึ้นกับ บียาร์เรอัล และความท้าทายที่แตกต่างในกัลโช่ เซเรีย กับ ฟิออเรนติน่า 4. ฆวนฟราน ตอร์เรส ฆวนฟราน ถูกดึงมายัง "ลา ฟราบริก้า" เมื่ออายุ 17 ปีแล้ว ทำให้ในปีต่อมาเขาได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่เลย ทว่าตลอด 2 ซีซั่น ฆวนฟราน มีโอกาสลงสนามเพียง 6 นัดในลีกเท่านั้น ส่งผลให้เขาถูกปล่อยให้ เอสปันญ่อล ยืมตัวใช้งาน 12 เดือน และขายขาดให้ โอซาซูน่า ในปีถัดมา และที่ เอสปันญ่อล กับ โอซาซูน่า ในเวลา 6 ปีนี้เอง ฆวนฟราน พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องจน แอตเลติโก มาดริด เลือกจ่าย 4 ล้านยูโร เพื่อรับแบ็กขวาทีมชาติสเปนมาคุมแนวรับยังรั้วบิเซนเต้ กัลเดรอน ก่อนก้าวสู่จุดพีคกับ "ตราหมี" ด้วยการค้วาแชมป์ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และยูโรปา ลีก รวมทั้งเคยผ่ายเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 5. ฆวน มาต้า มาต้า ได้รับการชุบเลี้ยงจาก "ลา ฟราบริก้า" มาตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี ทว่าเมื่อเข้าสู่วัย 19 ปีเขาก็ยังไม่ได้รับโอกาสจาก "ราชันชุดขาว" ชุดใหญ่ ก่อนที่ บาเลยเซีย จะมาดึง มาต้า ไปค้าแข้งยังชายคา เอสตาดิโอ เมสตาย่า และในเครื่องแบบเจ้า "ค้างคา" ตลอด 4 ปีเขาไม่ได้เป็นเพียงมิดฟิลด์ดาวรุ่งที่มีชื่อเสียงโดงดังเพียงในสเปน แต่ยังได้รับการจับตามองอย่างต่อเนื่องจากเหล่าสโมสรยักษ์ทั่วแผ่นดินยุโรป ก่อนซิวโทรฟี่โกปา เดล เรย์ กับ "ลอส เช" และเป็น เชลซี ที่เช็คบิล มาต้า จากยอดทีมแห่งแคว้นบาเลนเซีย ด้วยราคา 26.7 ล้านยูโร ในปี 2011 จากนั้นเขาก็กลายแกนหลักของทัพ "สิงห์บลูส์" พร้อมกับการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ, ยูโรปา ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในช่วงเวลา 2 ปีครึ่ง ก่อนเดินหน้าสู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงต้นปี 2014 ด้วยค่าตัว 44.7 ล้านยูโรpic : zimbio, Real Madrid

5 ผู้เล่นฉายแสงในพรีเมียร์ด้วยค่าตัวโคตรคุ้ม !

เหลืออีกเพียงนัดเดียวก็จะจบฤดูกาลกันแล้วสำหรับ พรีเมียร์ลีก ของอังกฤษและวันนี้ผมขอหยิบยกบทความจาก 'telegraph' ที่ได้หยิบยกผู้เล่นสุดคุ้มที่เล่นได้เกินค่าตัวในลีกผู้ดีฤดูกาลนี้มาให้อ่านกันเพลินๆในช่วงฟุตบอลน้อยลงไปทุกทีครับ5. ดาลีย์ บลินด์ - 13.8 ล้านปอนด์ ชื่อนี้เป็นชื่อแว้บแรกเลยหลังจากอ่านหัวข้อเสร็จแน่นอนครับว่า บลินด์ ย้ายมาสู้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในแบบที่ไม่ได้เป็นซูปเปอร์สตาร์เท่า อังเกล ดิ มาเรีย หรือ ราดาเมล ฟัลเกา แต่ผลงานที่ออกมานั้นมันเหนือกว่าแบบเห็นๆ เหนือกว่าแบบเป็นรูปธรรม เหนือกว่าอย่างชัดเจนไม่ว่าจะลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ หรือ แบ๊คซ้าย ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ค่าตัวเฉียดๆ 14 ล้านนั้นเมื่อเทียบกับดาวเตะชื่อก้องโลกทั้งสองรายนั้นดูจะถูกไปเลย4. ลูคัส ฟาเบียงสกี้ - ฟรี ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่า อาร์แซน เวนเกอร์ เลือกที่จะเก็บ วอจเซียช เชสนี่ย์ เอาไว้และปล่อย ฟาเบียงสกี้ ออกมาและในตอนนี้นายด่านมือหนึ่งแห่ง "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ ก็มีชื่อเข้าชิงรางวัล 'ถุงมือทองคำ' หรือ 'golden glove' แถมฤดูกาลนี้ยอดทีมจากเวลส์ยังรั้งอันดับที่ 8 ได้อีกต่างหาก แค่นี้ก็เกินคุ้มแล้ว3. อเล็กซิส ซานเชส - 35 ล้านปอนด์ นี่แหละครับศูนย์หน้าที่ อาร์เซน่อล ต้องการเลยจริงๆในฤดูกาลแรกดาวยิงข้อเดียวทีมชาติชิลีกดไปแล้วตอนนี้ 16 ประตู แตกต่างจาก โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ปีแรกลิบลับเลย นั่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ซานเชส ไม่ต้องอาศัยการปรับตัวมากนัก ซึ่งในฤดูกาลที่สองหากว่าเขาเข้าที่เข้าทางมากกว่านี้หน่อยเผลอๆปีหน้าอาจช่วยให้ "ปืนใหญ่" เข้าใกล้การลุ้นแชมป์มากกว่าปีนี้ซะด้วย2. กราเซียโน่ เปลเล่ - 8 ล้านปอนด์ ย้ายมาทีแรกแน่นอนว่าทุกๆคนต่างสงสัย 'ไอ้นี่ใครวะ' สำหรับ เปลเล่ ที่เคยรั้งตำแหน่งดาวซัลโวใน เอเรดิวิซี่ ลีก ฮอลแลนด์มาก่อน ซึ่งดาวเตะที่เคยรับรางวัลนี้ทั้ง อัลฟองโซ่ อัลเวซ และ มาเตย่า เคซมัน ต่างล้มเหลวแต่ เปลเล่ ไม่เป็นแบบนั้น เขายิงไปแล้ว 12 ประตูในฤดูกาลนี้พร้อมกับก้าวขึ้นติดทีมชาติอิตาลีเป็นครั้งแรกในชีวิตได้สำเร็จ และค่าตัว 8 ล้านปอนด์แต่ทีมกำลังลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรป ผมว่าแจ่มแมวพอสมควร1. เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ - ฟรี เป็นการเซ็นสัญญาที่เหลือเชื่อเหมือนกันสำหรับ "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จัดการคว้าห้องเครื่องมากประสบการณ์รายนี้เข้ามาร่วมทัพได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่ย่ำแย่แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของ กัมบิอัสโซ่ ก็ไม่เคยออกมาให้ข่าวทีมในแง่ร้าย หรือให้ข่าวว่าตัดสินใจผิดที่ย้ายมา สุดท้ายมิดฟิลด์มันสมองรายนี้ก็เร่งฟอร์มช่วยให้ เลสเตอร์ รอดพ้นจากการตกชั้นได้ราวปาฏิหาริย์ แบบนี้ถือว่าคุ้มค่าตัวสุดๆเค.เค.pic : zimbio

5 นักบอลทรงผมยอดแย่ของโลก?

เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าโลกฟุตบอลนั้นมากับทรงผมอันแปลกใหม่และแหวกแนวเสมอ ไม่ว่าจะเป็นทรงผมของหล่อเนี้ยบของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้่ และ ฮาเมส โรดริเกส หรือแม้แต่ทรงผมแนวโมฮอว์กสีนํ้าเงินของ มาเร็ก ฮัมซิก ยอดแข้งจาก นาโปลี ก็มีมาแล้วเช่นกัน แต่ใครกันหนอที่ถูกมองว่ามีทรงผมยอดแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกฟุตบอล วันนี้เรามีความเห็นจาก "worldsoccertalk" ที่เคยจัดไว้เมื่อปี 2014 ให้ได้รับชมกันครับ!อันดับ 5 : โรนัลโด้ (ตำนานนักเตะ ทีมชาติบราซิล ) หนึ่งในผู้เล่นที่มีผู้คนจดจำมากที่สุดคงไม่พ้นตำนานอย่าง โรนัลโด้ ยอดแข้งชาวบราซิลเลี่ยนที่รับใช้ "เซเลเซา" ด้วยทรงผมขัดใจแม่เสียเหลือเกิน ลักษณะทรงผมนั้นเป็นรูปแบบหัวเกรียน 3 ด้านไม่แพ้นักเรียนไทย แต่เหนือชั้นไปกว่านั้น โรนัลโด้ ตัดสินใจไว้ผมดำเป็นหย่อมๆแค่เพียงด้านหน้าหน้าด้วยรูปแบบสามเหลี่ยมเท่านั้น ดูจากรูปแล้วก็คงไม่น่าสงสัยนะครับว่าทำไมถึงเป็นทรงผมที่กินใจคนทั่วโลกเสียเหลือเกิน....อันดับ 4 : โจวานนี่ ซิเมโอเน่ (สโมสรปัจุบัน : ลิเวอร์เพลท) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า โจวานนี่ ซิเมโอเน่ ลูกชายของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือประจำทัพ แอตเลติโก มาดริด ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เคยมีทรงผมอันยอดแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเช่นกัน โดยทรงผมของเขามีลกษฯะเกรียนขาวด้านบน ส่วนด้านข้างกลับยาวออกมาล้อมรอบ ขณะที่ด้านหลังมีผมกระจุกเล็กๆโผล่ให้เห็นเป็นจุดเด่น ซึ่งดูแล้วก็นับเป็นอีกหนึ่งทรงผมขัดใจแม่ทีเดียวครับ...อันดับ 3 : ฌิบริล ซิสเซ (สโมสรปัจจุบัน : บาสเตีย ) ฌิบริล ซิสเซ่ น่าจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่แฟนบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เคยรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเขาเคยรับใช้สโมสร ลิเวอร์พูล มาก่อนระหว่างปี 2004 และ 2007 ซึ่งครึ่งหนึ่งเจ้าตัวก็เคยมีทรงผมอันยอดแย่จนถูกจัดอันดับเช่นกัน โดยจากการเขียนของ "worldsoccertalk" เป็นทรงผมรูปแบบคล้ายใยแมงมุม แต่ส่วนตัวแล้วผมเองกลับมองว่าเหมือน "ลวดตาข่ายที่วางบนเตาบาร์บีคิว" เสียมากกว่าแฮะ...อันดับ 2 : คริส วอดเดิ้ล (อดีตนักเตะของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ) อดีตนักบอลเลือดผู้ดีอย่าง คริส วอดเดิ้ล ก็ไม่รอดพ้นจากการถูกจัดอันดับให้มีทรงผมยอดแย่ในวงการลุกหนังเช่นเดียวกัน โดยทรงผมของเขาที่ถูกจดจำมากที่สุดคือสมัยที่ยังค้าแข้งให้กับ ท็อตแน่ม ฮ้อทสเปอร์ ระหว่างปี 1985 และ 1989 ซึ่งจากการเขียนของ "worldsoccertalk"ได้ระบุว่าทรงผมของอดีตนักเตะรายนี้มีลักษณะราวกับ "วิกผม" เลยทีเดียว ซึ่งดูจากรูปแล้วก็คงไม่แปลกใจเท่าใดนักหรอก....อันดับ 1 : ตาริโบ เวสต์ (อดีตนักเตะ ทีมชาติไนจีเรีย ) อดีตนักเตะชาวไนจีเรียถูกยกให้มีทรงผมที่ยอดแย่ที่สุดในโลก หลังจากที่ได้ดูรูปแล้วเชื่อว่าหลายคนคงจะอธิบายไม่ออกไปตามกันกับทรงผมอันแหวกแนวเช่นนี้ ซึ่งแฟนบอลบางคนยังยกให้เป็น "ทรงผมในตำนาน" เลนทีเดียว ก็ไม่แน่ใจนักว่าเมื่อมองไปยังผมสีเขียวนั่นจะทำให้นึกถึงอะไรกันบ้าง ส่วนตัวแล้วผมนึกถึงผักสีเขียวจำพวก "ถั่วฝักยาว" หรือไม่ก็ "วาซาบิ" กันเลยล่ะครับ... คงได้ทราบกันไปแล้วว่าทรงผมของแต่ละคนที่ "worldsoccertalk" จัดมาให้ได้รับชมนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่าอนาคตจะมีนักฟุตบอลคนใดกันบ้างที่จะพังหน้าประวัติศาสตร์ของทรงผมเหล่านี้กันบ้างหรือเปล่า ถ้ามีอะไรมาให้ได้รับทราบก็จะมาแบ่งปันให้ได้รับชมกันแน่นอนครับ!Credit Pic : worldsoccertalk

"100 นักเตะดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก by Telegraph-Ep.6"

30. แกรี่ สปีด ลีดส์ ยูไนเต็ด (143 เกม-22 ประตู), เอฟเวอร์ตัน (58 เกม-16 ประตู), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (213 เกม-28 ประตู) และ โบลตัน วันเดอเรอร์ส (121 เกม-14 ประตู) การฆ่าตัวตายของ สปีด ในเดือนพฤศจิกายน 2011 กลายเป็นความเศร้าสลดใจอย่างมากสำหรับวงการฟุตบอล เมื่ออดีตกองกลางทีมชาติเวลส์ถือเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงที่สุด และมีพรสวรรค์มากที่สุด ในตำแหน่งมิดฟิลด์ช่วงยุคของเขา สปีด แจ้งเกิดด้วยมาตรฐานระดับสูงกับการคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิม หรือลีกสูงสุดอังกฤษในฤดูากาล 1991-92 ก่อนเปลี่ยนมาใช้ชื่อพรีเมียร์ลีกในซีซั่นถัดมา กับ ลีดส์ ดาวเตะชาวเวล์ชเป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยพละกำลังการขับเคลื่อนเกมแดนกลางแบบไม่มีหมด และยิ่งกว่านั้นยังมีทีเด็ดการพังประตูจากลูกกลางอากาศในจังหวะลูกเซต-พีซได้บ่อยครั้ง 29. เนมานย่า วิดิช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (211 เกม-15 ประตู) อดีตปราการหลังกัปตันทีมชาติเซอร์เบียต้องอดทนกับช่วงเวลายากลำบากสำหรับการเริ่มต้นที่ทัพ "เร้ด เดวิลส์" ในปี 2006 หลังย้ายมาจาก สปารืตัก มอสโก ก่อนที่ วิดิชจะจะปรับปรุงพัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นอีกหนึ่งกองหลังที่ดีที่สุดในยุคสมัยของพรีเมียร์ลีก และยิ่งมาโดดเด่นมากขึ้นกับการสวมปลอกแขนของพลพรรค "ปีศาจแดง" แต่อาการบาดเจ็บที่รุมเร้าอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เซ็นเตอร์แบ็กชาวเซิร์บต้องอำลาถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และแน่นอนว่าตำแหน่งกองหลังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ "ยูไนเต็ด" ต้องฝ่าฟันในฤดูกาลนี้ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยในช่วงระยเวลาที่ไม่มี วิดิช 28. โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ อาร์เซน่อล (194 เกม-96 ประตู), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (65 เกม-40 ประตู) เหรียญรางวัลของ ฟาน เพอร์ซี่ อาจไม่ได้มากมายนักเมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถของเขา เมื่อศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์ประสบความสำเร็จเพียงแชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย (2004-05) และพรีเมียร์ลีก 1 สมัย (2012-13) สำหรับการล่าตาข่ายในเกาะอังกฤษ แต่เรื่องนั้นก็ไม่ควรถือเป็นข้อเสียของดาวยิงชาวดัตช์ เมื่อมีผู้เล่นเพียงไม่กี่คนที่สามารถวางทรงตัววางเท้ายิงได้งดงามอย่าง "อาร์วีพี่" และน้อยยิ่งกว่าเมื่อเป็นการทำประตูในแมตช์ที่มีความสำคัญที่สุด ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างลูกวอลเลย์ของเขาใน้กมกับ แอสตัน วิลล่า ในปี 2013 27. ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ลิเวอร์พูล (266 เกม-128 ประตู), ลีดส์ ยูไนเต็ด (30 เกม-14 ประตู), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (80 เกม-21 ประตู) และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (3 เกม-0 ประตู) ผู้คนต่างพากับเปรียบเทียบ ฟาวเลอร์ กับ โรมาริโอ้ ของบราซิลเมื่อครั้งที่เขาอายุเพียง 18 ปี และความถูกต้องแม่นยำกับความสามารถของ ฟาวเลอร์ สำหรับช่วงเวลาดังกล่าวยังคงไม่มีใครที่จะมาเปรียบได้ที่แอนฟิลด์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก่อนที่ผลกระทบจากการอาการบาดเจ็บจะทำให้ดาวยิงเจ้าของฉายา "ก็อด" มีจุดพีคอันรวดเร็วมากจนเกินไป อย่างไรก็ตามอัตราการพังตาข่ายของอดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษกับ ลีดส์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ไม่ได้ออกมาขี้เหร่ 26. โรแบร์ ปิแรส อาร์เซน่อล (189 เกม-62 ประตู) และ อสตัน วิลล่า (9 เกม-0 ประตู) ปิแรส อาจจะมีภาพลักษณ์กราดเกรี้ยว และไม่น่าเป็นที่รักมากนักสำหรับบรรดาผู้เล่น รวมถึงผู้จัดการทีมฝ่ายตรงข้าง แต่นอกเหนือจากการทะเลาะวิวาทของเขาแล้ว ปิแรส เป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์, เฉลี่ยวฉลาด สง่างามและมีพิษสงรอบตัว โดยเฉพาะความโดดเด่นกับจังหวะเกมการโจมตีริมเส้นของ ปิแรส ที่กลายเป็นอีกหนึ่งอาวุธเด็ดสำหรับการโต้กลับที่มีประสิท่ธิภาพมากที่สุดในทีมของเทรนเนอร์ อาร์แซน เวนเกอร์ 25. แว็งซ็องต์ ก็องปานี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (188 เกม-11 ประตู) จากการเซ็นสัญญามิดฟิลด์ตัวรับของ ฮัมบูร์ก ในราคา 6 ล้านปอนด์ ยุคของผู้จัดการทีม มาร์ค ฮิวจ์ เมื่อปี 2008 ก็องปานี พัฒนาฝีเท้าอย่างรวดเร็วในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ก่อนก้าวขึ้นมาสวมปลอกแขนกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมซิวแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย พ่วงด้วยแชมป์เอฟเอ คัพ และลีก คัพ อีกอย่างละสมัย และแน่นอนว่ากัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมยังคงเป็นโครงสร้างหลักสำหรับการสร้างทีมของทัพ "เรือใบสีฟ้า" เพื่อท้าทายความสำเร็จแบบไม่หยุดยั้งด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากตะวันออกกลางที่ไหลเข้ามายังเมืองแมนเชสเตอร์ 24. แอนดี้ โคล นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (58 เกม-43 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (195 เกม-93 ประตู) โคล รั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอันดับ 2 ของประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ด้วยการตะบัน 187 ประตู อดีตศูนย์หน้าทีมอังกฤษแสดงความสามารถของเขาด้วยการลงล่าตาข่ายกับ 7 สโมสรที่แตกต่างกันในแต่ละดิวิชั่น โดยช่วงเวลาที่ดีทีสุดของ โคล เป็นการรับใช้ นิวคาสเซิ่ล ในยุคของผู้จัดการทีม เควิน คีแกน ที่นำ "สาลิกาดง" ก้าวขึ้นมาท้าทายความสำเร็จในเวทีพรีเมียร์ลีก จากนั้นจึงอำลาถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค ไปค้าแข้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และได้ยืนคู่กองหน้ากับ ดไวท์ ยอร์ค ก่อนจะคว้า 5 โทรฟี่แชมป์พรีเมียร์ลีก 23. แกรี่ เนวิลล์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (400 เกม-5 ประตู) ตัวอย่างความสำเร็จของความพยายาม เมื่อ เนวิลล์ ผู้พี่เอาชนะขีดจำกัดความสามารถเฉพาะตัวขอตัวเองด้วยความขยันทุ่มเท, สภาพร่ายกายที่แข็งแกร่ง และความเข้าใจเกมระดับสูง โดยระดับของความน่าอัศจรรย์เป็นประสานงานได้อย่างเข้าขาลงตัวกับยอด 2 ปีกขวาสตาร์ของพลพรรค "ปีศาจแดง" จากรุ่น เดวิด เบ็คแฮม สู่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ความจงรักภักดี และความเป็นผู้นำทำให้อดีตแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษกลายเป็นที่รักของสาวก "เร้ด เดวิลส์" อย่างไม่ต้องสงสัย รวมทั้งการอ่านที่ชาญฉลาดที่ได้รับการพิสูจน์จากอาชีพหลังรีไทร์ของเขากับบทบาทกูรูลูกหนัง 22. เดวิด เบ็คแฮม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (265 เกม-62 ประตู) เบ็คแฮม อาจจะเป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกเท่าที่นักเตะเลือดผู้ดีเคยเล่นฟุตบอลกันมา โดยไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยพรสวรรค์อย่างมากมายที่สุด เมื่อไม่ว่าจะทำอะรปีกลูกหม้อของ "เร้ด เดวิลส์" จะต้องถูกจับจองเสมอไม่ว่าจะนอกหรือในสนาม และผลงานบนพื้นสนามของ เบ็คแฮม ก็เป็นอีกผลหลักที่ทำให้ชื่อเสียงของอดีตกัปตันทมชาติอังกฤษไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย และเครื่องหมายการค้าของ เบ็คแฮม คือไม่เป็นรองใครในเรื่องของความแม่นยำสำหรับการวางบอล และความเฉียบขาดสำหรับการสังหารฟรีคิกในยุคของเขา 21. โทนี่ อดัมส์ อาร์เซน่อล (255 เกม-12 ประตู) ไม่มีใครกล้ามีปัญหากับความน่ายำเกรงในแผงแบ็กโฟร์ของ อาร์เซ่น่อล ที่มาจาก อดัมส์ ความสามารถของ อดัมส์ เป็นการคะยั้นคะยอ, จัดระเบียบเกม และปลุกแรงบันดาลใจของเพื่อนร่วมทีม และความจริงที่ว่าอดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษเป็นอีกหนึ่งกองหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเวทีพรีเมียร์ลีก ความรู้สึกอันน่าสะพึงกลัว และน่าเกรงขามจะเกิดขึ้นเมื่อ อดัมส์ เข้าปะทะกับบรรดาแนวรุกของทีมคู่แข่ง และการอ่านที่ชาญฉลาด ทำให้เขากลายเป็นแกนหลักในช่วงแรกสำหรับการสร้างทัพ "ปืนใหญ่" ของเทรนเนอร์ อาร์แซน เวนเกอร์ ก่อนจะเริ่มต้นแชร์ความยิ่งใหญ่บนเกาะอังกฤษกับแชมป์พรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 1997-98pic : gettyimages, zimbio and telegraph