breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

4 สิ่งที่สมควรค่าแก่การดู 'พรีเมียร์ลีก' สัปดาห์นี้

บรรจบมาครบสัปดาห์อีกครั้งสำหรับศึก พรีเมียร์ลีก ที่ใกล้จะจบลงทุกๆทีมาในวันนี้ผมก็ขอหยิบยกสกู๊ปที่น่าสนใจจาก 'Mirror' เกี่ยวกับ 5 เรื่องที่น่าสนใจในสุดสัปดาห์นี้กันครับ1. อำลา สตีเวน เจอร์ราร์ด เกมที่ ลิเวอร์พูล จะเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ คริสตัล พาเลซ นั้นจะเป็นการลงเล่นนัดสุดท้ายในถิ่น แอนฟิลด์ ของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ยอดกัปตันทีมแห่ง "หงส์แดง" แน่นอนบรรยากาศในเกมนี้จะอบอวลไปด้วยความรู้สึกแปลกๆของทั้งแฟนบอลและตัว 'เฮียเจิด' เอง สุดท้ายแล้วยอดทีมจากถิ่น เมอร์ซี่ย์ ไซด์ จะเอาชนะเพื่อทำให้บรรยากาศมันสุดยอดมากขึ้นได้หรือไม่ ? เดี๋ยวรู้กัน2. หรือจะเป็นการอำลาของ ดาบิด เด เคอา ด้วย ? นัดสุดท้าย "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะออกไปเยือน ฮัลล์ ซิตี้ และการลงเล่นใน โอล แทร๊ฟฟอร์ด นัดสุดท้ายก็เป็นการเจอกับ อาร์เซน่อล ซึ่งล่าสุดสื่อหลายๆสำนักต่างตีข่าวตรงกันว่า เด เคอา จอมหนึบดีกรีทีมชาติสเปนจะย้ายออกหลังจบฤดูกาลนี้ ทำให้เกมกับ "ปืนใหญ่" อาจจะเป็นนัดสุดท้ายใน 'โรงละครแห่งความฝัน' ก็เป็นได้ !3. ฮัลล์ ซิตี้ จะทำยังไงดี ? ไปๆมาๆหล่นไปอยู่ในโซนตกชั้นซะแล้วสำหรับ ฮัลล์ ซิตี้ ทีมที่สามารถเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ได้เมื่อฤดูกาลก่อนและใน 2 นัดสุดท้าย สตีฟ บรูซ ปวดหัวแน่นอนเพราะพวกเขาต้องเจอกัน ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งสัปดาห์นี้เกมกับ "ไก่เดือยทอง" อาจจะเป็นตัวตัดสินว่า "เสือโคร่ง" จะอยู่หรือยื้อเวลาได้อีก4. "ทหารเสือ" จะลาก "สาลิกาดง" ลงเหวไปด้วยกันหรือไม่ ? ตกชั้นอย่างเป็นทางการไปแล้วสำหรับ "ทหารเสือราชินี" ควีนปาร์ค เรนเจอร์ส และในสุดสัปดาห์นี้พวกเขาจะเจอกับทีมที่กำลังดิ้นรนแต่สภาพทีมจมปลักอย่าง นิวคาสเซิ่ล ที่สะกดคำว่าชนะไม่เป็นมา 9 นัดติดต่อกันแล้วแถมเป็นการแพ้ถึง 8 นัดอีก งานนี้ "ทหารเสือ" จะไว้ลายหรือจะสู้ตายเพื่อกู้เกียรติแต่ฉุด "สาลิกาดง" ไปด้วย เดี๋ยวรู้กันเค.เค.pic : zimbio, Mirror

"100 นักเตะดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก by Telegraph-Ep.5"

40. เจมี่ คาร์ราเกอร์ ลิเวอร์พูล (508 เกม-3 ประตู) ความเสมอต้นเสมอปลาย, สารพัดประโยชน์ และความห้าวหาญทำให้ คาร์ราเกอร์ อยู่ในหนึ่งลิสต์บรรดากองหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ ลิเวอร์พูล และอีกหนึ่งกองหลังระดับแนวหน้าของวงการฟุตบอลอังกฤษเท่าที่เคยมีมา ความสามารถของ "คาร์ร่า" อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือการแท็คเกิ้ลจังหวำสำคัญในฐานะเซ็นเตอร์แบ็คตัวสุดท้าย และชั้นเชิงเกมรับลูกหนังที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป 39. รุด ฟาน นิสเตลรอย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (150 เกม-95 ประตู) เพชฌฆาตนักล่าตาข่ายในกรอบเขตโทษชาวดัตช์ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์มุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งสำหรับการทำประตู ทำให้ ฟาน นิสเตลรอย ถูกยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งกองหน้าที่มีประสิทธิภาพที่เยี่ยมยอดของพลพรรค "ปีศาจแดง" ถึงอย่างไรก็ตาม ฟาน นิสเตลรอย คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียง 1 สมัย ตลอดช่วงเวลาค้าแข้ง 5 ปีในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังไม่นับรวมสถานการณ์ความวุ่ยวายก่อนอำลาเมืองแมนเชสเตอร์ เมื่อต้องโดนดองจากผู้เป็นนายอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หลังถูกดร็อปในนัดชิงชนะเลิศลีก คัพ และโยกไปล่าตาข่ายกับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 14 ล้านปอนด์ 38. เท็ดดี้ เชอริงแฮม ท็อตแน่ม ฮ็อตทเปอร์ (236 ประตู-97 เกม), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (104 เกม-31 ประตู), พอร์ทสมัธ (32 เกม-9 ประตู) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (43 เกม-8 ประตู) เมื่อไรก็ตามที่ทุกคนพยายามบอกคุณว่านักฟุตบอลอังกฤษไม่ใช่ผลผลิตของนัเตะระดับมันสมอง แสดงว่าพวกเขายังไม่รู้จัก เชอริงแฮม ดีเพียงพอ อดีตศูนย์หน้าหน้าทีมชาติอังกฤษเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 ที่เห็นกันจนชินตาได้รับการประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงจากความเข้าใจเกม และความพิเศษในการอ่านเกมของ "เท็ดดี้" การจับบิลแรกที่แสนประณีต และการจบสกอร์ที่เฉียบขาดเป็นสิ่งที่เราได้เห็นกันมาแล้วในยูโร 1996 กับทีมชาติอังกฤษ และฤดูกาล 1998-99 กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 37. เชส ฟาเบรกาส อาร์เซน่อล (212 เกม-35 ประตู) และ เชลซี ( เกม- ประตู) คุณสามารถเลื่อมใสมากๆกับนักฟุตบอลบางคน คุณสามารถตกหลุมรักนักเตะบางคน และแน่นอนว่า ฟาเปรกาส เป็นหนึ่งในทั้งสองสิ่งนั้น ไม่ต้องสนใจว่ามิดฟิลด์ทีมชาติสเปนสามารถทำอะไรกับลูกฟุตบอลได้บ้าง เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเทคนิคความสามารถเฉพาะแบบสแปนิช และสไตล์การเล่นฟุตบอลแบบอังกฤษออกมาลงตัวอย่างยอดเยี่ยมมากๆ กองกลางวัย 28 ปีโชว์ฟอร์มได้ดีสม่ำเสมอตั้งแต่ปีแรกที่กลับมาค้าแข้งยังเกาะอังกฤษเป็นครั้งที่ 2 กับ เชลซี พร้อมทำ 17 แอสซิสต์ในซีซั่นนี้ และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกมาครองได้สำเร็จ 36. เอียน ไรท์ อาร์เซน่อล (191 เกม-104 ประตู) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (22 ประตู-9 ประตู) ตัวอย่างที่ชัดเจนของศูนย์หน้าที่หลักแหลม และปรับตัวได้กับแต่ละบทบาทภายในทีม ไรท์ อาจถูกบดบังจากบรรดาผู้เล่นที่ฝ่าฟันจนเริ่มยิ่งใหญ่พร้อมกันที่ อาร์เซน่อล รวมทั้งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถของ ไรท์ ไม่ได้รับผลผลิตเป็นโทรฟี่แชมป์มากเท่าที่ควร และกับทีมชาติอังกฤษที่แทบไม่เป็นที่จดจำ อย่างไรก็ตาม ไรท์ ถือเป็นกองหน้าเลือดผู้ดีเพียงไม่กี่คนที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณการสังหารประตู 35. เซร์คิโอ อเกวโร่ “กุน” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (94 เกม-57 ประตู) บางที่ อเกวโร่ อาจเป็นกองหน้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เช่นเดียวกับความสำเร็จที่ทำได้แบบเป็นกอบเป็นกำร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ยังจะยืดยาวออกไป แม้ว่าดาวยิงทีมชาติอาร์เจนติน่าจะประกาศอำลาสังเวียนแข้งในวันพรุ่งนี้ก็ตาม "กุน" ก็ยังเป็นอีกหนึ่งนักเตะระดับท็อปคลาสของลีกฟุตบอลอังกฤษ แต่ด้วยวัยเพียง 26 ปี และหัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ถูกวางตัวไว้เป็นแกนหลักในโครงสร้างทีมของทัพ "เรือใบสีฟ้า" กับโปรเจกต์ขนานยักษ์ที่หิวกระหายความสำเร็จแบบไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเรายังจะได้เห็นความพิเศษของ "กุน" อีกมากมาย 34. แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ เซาธ์แฮมป์ตัน (270 เกม-100 ประตู) มันเป็นช่วงเวลาที่ยากจะอธิบายสำหรับ เซาธ์แฮมป์ตัน ในช่วงทศวรรษที่ 90 ซึ่งนอกจากจะไม่มีความเร็จแบบเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ยังต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างหนักในโซนท้ายถึงกลางตาราง โดยเฉพาะช่วง 5 ปีแรกของการก่อตั้งศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อ "นักบุญ" มีนักเตะฝีเท้าระดับพรสวรรค์อย่าง เลอ ทิสซิเอร์ ที่ซัดประตูป้อน "เดอะ เซนต์ส" แบบเป็นกอบเป็นกำ และล้วนเป็นประตูระดับคุณภาพ รวมทั้งกับทีมชาติอังกฤษซึ่ง เลอ ทิสซิเอร์ มีโอกาสติดธง "ทรี ไลออนส์" เพียง 8 เกมเท่านั้น 33. เดวิด ซีแมน อาร์เซน่อล (325 เกม-0 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (19 เกม- 0 ประตู) 12 ปีหลังจากการอำลาซุ้ม อาร์ซน่อล ของ ซีแมน ทำให้เกิดถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องว่า "เดอะ กันเนอร์ส" ยังไม่สามารถหาตัวแทนของอดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษที่ดีมากเพียงพอได้ เมื่อพิจารณาจากฝีมือการเซฟตลอดช่วงระยะเวลา 13 ปีที่เฝ้าเสาให้กับยอดทีมจากลอนดอนเหนือ ซึ่งส่งผลให้ ซีแมน กลายเป็นอีกหนึ่งผู้รักษาประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดของพรีเมียร์ลีก แน่นอนว่าส่วนหนึ่งในผลงานที่สม่ำเสมอของ ซีแมน ต้องยกเครดิตให้กับแผงแบ็คโฟร์ในช่วงดังกล่าวของพลพรรค "ปืนใหญ่" แต่ความสามารถของ ซีแมน การยืนตำแหน่ง และการสั่งการแนวรับทำให้เป็นที่มาของฉายา "เซฟ แฮนด์ส" 32. แกเร็ธ เบล ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (146 เกม-42 ประตู) มันเป็นไปไม่ได้ที่การโต้เถียงสำหรับ เบล จะไม่เกิดขึ้น แน่นอนเป็นประเด็นที่ว่าปีกทีมชาติเวลส์เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกหรือไม่? แม้ในความจริง เบล จะเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่เริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งได้อย่างเลวร้ายที่สุด เมื่อดาวเตะทัพ "มังกรแดง" มีชื่อเสียงจากการที่ไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยตลอด 24 เกมแรกในการลงสนามกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แต่ช่วงเวลาต่อมาโดยเฉพาะในฤดูกาล 2012-13 ที่แข้งวัย 25 ปีจัดการกระทุ้ง 21 ประตู และการเก็บชัยมากกว่าครึ่งของ "ไก่เดือยทอง" มาจากการโซโล่เดี่ยวของ เบล ก่อน เรอัล มาดริด ต้องหอบเงิน 85 ล้านปอนด์เพื่อแลกกับการดึงตัว เบล ออกจากรั้วไวท ฮาร์ท เลน 31. ยาป สตัม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (79 เกม-1 ประตู) การสถาปนาความยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยความสำเร็จกับทริปเปิ้ลแชมป์ในปี 1999 แน่นอนส่วนหนึ่งมาจากการเซ็นสัญญา สตัม จาก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในช่วงซัมเมอร์ 1996 สตัม ถือเป็นอีกหนึ่งยอดปราการหลัง, ฝีเท้ายอดเยี่ยม, แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ และเต็มไปด้วยความก้าวร้าว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอมรับว่าความเสียใจครั้งใหญ่ของเขาคือการขายอดีตกองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ให้กับ ลาซิโอ ในปี 2001 ด้วยราคา 16.5 ล้านปอนด์ หลังอัตชีประวัติของดาวเตะชาวดัตช์ที่เปิดเผยเกี่ยวกับการย้ายทีมของตัวเขาเองกับ "เฟอร์กี้" และเรื่องราวของเพื่อนร่วมทีมpic : gettyimages, zimbio and telegraph

"100 นักเตะดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก by Telegraph-Ep.4"

60. บรานิสลาฟ อิวาโนวิช เชลซี (184 เกม-18 ประตู) จากฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมตลอด 6 ปีหลังสุดของ อิวาโนวิช ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะลืมว่าก่อนหน้านี้กองหลังทีมชาติเซอร์เบียเกือบกลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นค่าตัวแพง (9.7 ล้านปอนด์จาก โลโคโมทีฟ มิสโก) ที่ต้องล้มเหลวกับชีวิตการค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อดาวเตะชาวเซิร์บไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่เกมเดียวในครึ่งซีซั่นแรกที่ "สิงห์บลูส์" และฤดูกาลต่อมาก็ไม่สามารถสอดแทรกเป็นขุมหลักของทีมได้ จนเกือบต้องย้ายออกจาก "เดอะ บริดจ์" ก่อนการมาถึงของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่มองเห็นบางอย่างในตัว "อิวา" ก่อนขยับจากเซ็นเตอร์-ฮาร์ฟร่างใหญ่กำยำกลายเป็นอีกหนึ่งแบ็กขวาที่ทำเกมรุกได้ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก และอีกหนึ่งกองหลังจอมทำประตู 59. ลี ดิกซั่น อาร์เซน่อล (305 เกม-9 ประตู) ดิกซั่น ถือเป็นอีกหนึ่งกองหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ อดีตฟูลแบ็กทีมชาติอังกฤษเป็นนักเตะที่มีส่วนผสมของร่างกายที่แข็งแรง ความขยัน และความสามารถเฉพาะตัวเพียงเล็กน้อยที่ทำให้ ดิกซั่น กลายเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ของ อาร์เซน่อล ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี โดย ดิกซั่น เป็นกองหลังที่แน่นอนมากๆในเกมรับที่ตัวรุกของคู่ต่อสู้ยากจะเอาชนะได้ และแม้จะถูกเย้ยหยันว่าจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับ "เดอะ กันเนอร์ส" ยุคใหม่ของ อาร์เซน เวนเกอร์ ทว่าสุดท้ายแล้ว ดิกซั่น ก็คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยกับทีมของกุนซือชาวเฟร้นซ์ 58. มาร์กแซล เดอไซยี่ เชลซี (158 เกม-6 ประตู) เดอไซยี่ อาจถูกมองว่าเป็นการเซ็นสัญญาที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษของพรีเมียร์ลีก ทั้งที่อดีตกองหลังทีมชาติฝรั่งเศสถือเป็นนักเตะโปรไฟล์ระดับสูงจากความสำเร็จกับ โอลิมปิก มาร์กเซย, เอซี มิลาน และทัพ "เลส์ เบลอส์" ก่อนที่ผลงานตลอด 6 ปีในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ จะทำให้อดีตปราการหลังเชื้อสายกานาได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง เมื่อ เดอไซยี่ มีบทบาทสำคัญมากๆในการยกระดับ เชลซี เดินหน้าสู่ความท้าทายที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามอายุของ เดอไซยี่ เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเป็นส่วนหนึ่งในทีม "สิงห์บลูส์" ยุคใหม่ของ โชเซ่ มูรินโญ่ 57. เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (56 เกม-29 ประตู) การเซ็นสัญญาของ คลิ้นส์มันน์ กับ สเปอร์ส ในปี 1994 ถือเป็นการเซ็นสัญญาที่มีนัยสำคัญอย่างมากที่ส่งสัญญาณให้เห็นว่าพรีเมียร์ลีกมีความสามารถในการดึงดูดเหล่าผู้เล่นที่ดีสุดของโลกมาค้าแข้งในเกาะอังกฤษได้ แม้หัวหอกชาวดอตช์จะใช้เวลาล่าตาข่ายในรั้วไวท์ ฮาร์ท เลน เพียงฤดูกาลเดียว แต่ก็เพียงพอให้ คลินส์มันน์ กลายเป็นขวัญใจของสาวก "ไก่เดือยทอง" จากลีลาการถล่มประตู และพา สเปอร์ส บินสูงต่อสู้กับเหล่าทีมหัวตารางของพรีเมียร์ลีกได้อย่างไม่เป็นรองในช่วงเวลานั้น 56. เลดลี่ย์ คิง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (268 เกม-10 ประตู) คิง ถือเป็นอีกหนึ่งเซ็นเตอร์แบ็กระดับท็อปคลาสของชนชาวอังกฤษ โดย คิง ได้รับการยอมรับจาก เธียร์รี่ อองรี ว่าเป็นกองหลังที่ดีที่สุดที่ตำนานกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสเคยเผชิญหน้าด้วย อดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษมีจุดเด่นในการเรื่องของการอ่านเกม และความแม่นยำในการสกัดบอล ยืนยันได้จากการโดนใบเหลืองเพียง 8 ครั้งตลอดอาชีพการค้าแข้ง แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับ สเปอร์ส ที่ฟูมฟักฝีเท้าของ คิง มาตั้งแต่อายุเพียง 13 ปีรวมทั้งทัพ "ทรี ไลออนส์" เมื่อ คิง ต้องแขวนสต๊ดก่อนเวลาอันควรเนื่องจากมีปีญหาอาการบาดเจ็บหัวเข่าเรื้อรัง 55. ปาทริซ เอวร่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (273 เกม-7 ประตู) หลังผ่านพ้นฝันร้ายระหว่าวเกมประเดิมสนามกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในแมนเชสเตอร์ดาร์บี้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และช่วงแรกสำหรับการปรับตัวกับทัพ "เร้ด เดวิลส์" เอวร่า พัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นขุมกำลังสำคัญของพลพรรค "ปีศาจแดง" และเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ได้รับการยอมรับอย่างมากในพรีเมียร์ลีก ก่อนย้ายไปเล่นกับ ยูเวนตุส เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2014 แบ็กซ้ายทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัยสำหรับช่วงเวลา 8 ปีของการค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พร้อมรับบทบาทรองกัปตันทีม และมีอิทธิพลอย่างสูงในห้องแต่งตัวของยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ 54. ซามี่ ฮูเปีย ลิเวอร์พูล (318 เกม-22 ประตู) หากลิสต์รายชื่อการเซ็นสัญญากองหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของพรีเมียร์ลีก แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ ฮูเปีย ที่ย้ายจาก วิลเล่ม ทเว สโมสรในฮอลแลนด์มาคุมแนวรับยังรั้วแอนฟิลด์ ด้วยค่าตัว 2.5 ล้านปอนด์ ในปี 1999 อดีตกัปตันทีมชาติฟินแลนด์ดูเหมือนว่าจะไม่เคยตื่นตระหนกกับทุกๆสถานการณ์ของเกม แทบจะไม่ค่อยมีปัญหาอากรบาดเจ็บ และรับมือได้อย่างดีกับบรรดากองหน้าที่ยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลี รวมทั้ง ฮูเปีย ยังประสบความสำเร็จมากพอตัวทีเดียวในเครื่องแบบ "หงส์แดง" 53. ปาโบล ซาบาเลต้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (173 เกม-7 ประตู) ซาบาเลต้า อาจจะไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ที่สุดที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เมื่อประวัติศาสตร์ของทัพ "เรือใบสีฟ้า" ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก มีผู้เล่นเพียงไม่กี่คนที่โดดเด่น และทำผลงานได้สม่ำเสมอมากไปกว่าแบ็กขวาทีมชาติอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่มากกว่าเงิน 8.7 ล้านยูโรที่ "ซิตี้" จ่ายให้กับ เอสปันญ่อล ในปี 2008 กองหลังชาวอาร์เจนไตน์กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้างความสำเร็จของยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ด้วยสไตล์การเล่นแบบฟูลแบ็คยุคใหม่ แต่ก็ไม่ได้บกพร่องในหน้าที่เกมรับของตัวเอง ทำให้ตลอดเวลา 7 ปีในชายคาเอติฮัด สเตเดี้ยม "ซาบา" เป็นอีกหนึ่งนักเตะแกนหลักที่ขาดไม่ได้ของผู้จัดการทีมทุกคนที่เข้ามารับงานบน "เรือใบสีฟ้า" 52. เฟร์นานโด ตอร์เรส ลิเวอร์พูล (102 เกม-65 ประตู) และ เชลซี (110 เกม-20 ประตู) หากไม่นับช่วงเวลาในสีเสื้อ เชลซี พร้อมค่าตัว 50 ล้านปอนด์ การล่าตาข่ายของ ตอร์เรส กับ ลิเวอร์พูล เป็นยิ่งกว่าฝันร้ายของเหล่าผู้เล่นแนวรับฝั่งตรงข้าม สัญชาตญาณของศูนย์หน้าทีมชาติสเปนเป็นเหมือนการผสมผสานกันระหว่าง ไม่เคิ่ล โอเว่น กับ เธียร์รี่ อองรี น่าเสียดายที่จังหวะฝีเท้าการจบสกอร์ และความมั่นใจมากมายของหัวหอกชาวสแปนิชต้องสูญเสียไปหลังจากปี 2010 ในการลงมาค้าแข้งยังกรุงลอนดอน อย่างไรก็ตามทุกๆประตูที่ ตอร์เรส ทำได้กับ "หงส์แดง" และความสำเร็จกับ "สิงห์บลูส์" ก็เพียงพอให้ "เอล นินโญ่" เป็นอีกหนึ่งดาวยิงตัวฉกาจบนเวทีพรีเมียร์ลีก 51. มาร์ค ฮิวจ์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (111 เกม-35 ประตู), เชลซี (95 เกม-25 ประตู), เซาธ์แฮมป์ตัน (52 เกม-2 ประตู), เอฟเวอร์ตัน (18 เกม-1 ประตู) และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (21 เกม-1 ประตู) ความสามารถในการเจาะตาข่ายของ ฮิวจ์ เหนือชั้นกว่าที่จะหาศูนย์หน้าคนไหนมาเปรียบเทียบ แม้การค้าแข้งนอกเกาะอังกฤษจะออกมาล้มเหลวกับ บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค แต่ในเวทีพรีเมียร์ลีก อดีตหัวหอกทีมชาติเวลส์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนต้องย้ายออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไปอยู่กับ เชลซี ในปี 1995 เนื่องจากผู้จัดการทีมอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คิดว่า ฮิวจ์ เป็นส่วนที่เกินความต้องการของทัพ "เร้ด เดวิลส์" ซึ่งนั่นเป็นการดูแคลนที่ทำให้ ฮิวจ์ ยังทำผลงานได้ดีกับ "สิงห์บลูส์" 50. เลส เฟอร์ดินานด์ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส (110 เกม-60 ประตู), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (68 เกม-41 ประตู), ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (118 เกม-33 ประตู), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (14 เกม-2 ประตู), เลสเตอร์ ซิตี้ (29 เกม-12 ประตู) และ โบลตัน วันเดอเรอร์ส (12 เกม-1 ประตู) เฟอร์ดินานด์ สามารถทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอไม่ว่าเป็นกับต้นสังกัดใดก็ตาม อดีตหัวหอกทีมชาติอังกฤษกลายเป็นที่หวาดหวั่นในการรับมือสำหรับบรรดากองหลังฝ่ายตรงข้ามเสมอ เนื่องจากความแข็งแกร่งของร่ายกายในการเข้าปะทะที่ยากจะเอาชนะ และความสามารถในการฉีกกับดักล้ำหน้า ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวของพรีเมียร์ลีกมีศูนย์หน้าเพียงไม่กี่คนที่ทำได้ดีกว่า เฟอร์ดินานด์ 49. เอ็มมานูเอล เปอตีต์ อาร์เซน่อล (85 เกม-9 ประตู) และ เชลซี (55 เกม-2 ประตู) เปอตีต์ เป็นอีกหนึ่งนักเตะกุญแจสำคัญที่ทรงอิทธิพลสำหรับการปฏิวัติ อาร์เซน่อล ยุคใหม่ของกุนซือ อาร์เซน เวนเกอร์ ในปี 1996 อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสช่วยกำหนดบทบาทของกองกลางยุคใหม่ควบคู่ไปพร้อมกับ ปาคริค วิเอร่า คือการผสมผสานระหว่างทักษะความสามารถเฉพาะตัว ศักยภาพความแข็งแกร่งของร่างกาย และความสมดุลในการครองบอล อดีตห้องเครื่องชาวเฟร้นซ์คว้าดับเบิ่ลแชมป์ (พรีเมียร์ลีกกับเอฟเอ คัพ) กับ "ปืนใหญ่" ในฤดูกาล 1997-98 ก่อนย้ายไปเล่นกับ บาร์เซโลน่า ในปี 2000 และตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เวนเกอร์ ยังไม่สามารถค้นหานักเตะที่จะมาแทนตำแหน่งของ เปอตีต์ ได้ดีเพียงพอ 48. โซล แคมป์เบลล์ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (225 เกม-10 ประตู), อาร์เซน่อล (146 เกม-8 ประตู) พอร์ทสมัธ (95 เกม-2 ประตู) และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (7 เกม-0 ประตู) แน่นอนว่า "บิ๊ก โซล" เป็นอีกหนึ่งปราการหลังสุดแกร่งระดับหัวแถวของศึกพรีเมียร์ลีก แคมป์เบลล์ เริ่มต้นฝึกปรือฝีเท้าจนก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดกับ สเปอร์ส ก่อนย้ายทีมที่ทำให้เกิดการโต้เถียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก โดยการเซ็นสัญญากับ อาร์เซน่อล คู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนของ "ไก่เดือยทอง" ทำให้มีการทำหุ่นของ แคมป์เบลล์ ขึ้นเพื่อล้อเลียนตามท้องถนนที่ ท็อตแน่ม ต่อมาอดีตเซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติอังกฤษก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ "เดอะ กันเนอร์ส" รวมทั้งอยู่ในทีม "ปืนใหญ่" ชุดไร้พ่าย นอกจากนี้ในช่วงท้ายของอาชีพการค้าแข้ง แคมป์เบลล์ ยังทำผลงานได้ดีไม่ตกกับ พอร์ทสมัธ 47. ดาบิด ซิลบา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (137 เกม-22 ประตู) หากเป็นช่วง 2 ทศวรรษที่แล้ว มันเป็นความจริงที่ว่าฟุตบอลอังกฤษอาจไม่ตระหนักถึงเทคนิคความสามารถของ ซิลบา จอมทัพทีมชาติสเปนไม่ได้ทำประตูได้มากมาย ไม่ได้เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง แต่มันไม่ใช่ความผิดพลาดที่จะบอกว่า ซิลบา เป็นมิดฟิลด์ระดับอัจฉริยะ ในยุคของการแอสซิสต์ ดาวเตะชาวสแปนิช ถือว่าไม่เป็นรองใครในการทำทางให้เพื่อนร่วมทีมพังประตู ซิลบา สามารถแอสซิสต์ได้จากทุกพื้นที่ของสนามตั้งแต่เส้นแบ่งครึ่งสนามของฝั่งทีมตัวเองเป็นต้นไป รวมทั้งวิสัยทัศน์การสร้างสรรค์เกมบุกที่ทุกสโมสรยักษ์ใหญ่ต่างต้องการ 46. เดนนิส เออร์วิน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (296 เกม-18 ประตู) และ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (32 เกม-0 ประตู) เออร์วิน ถือเป็นการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อเทียบค่าตัวกันแบบปอนด์ต่อปอนด์ อดีตแบ็กซ้ายทีมชาติไอร์แลนด์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 7 สมัยสำหรับช่วงเวลาการค้าแข้ง 12 ปีในรั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กองหลังชาวไอริชโดดเด่นอย่างมากในเรื่องของเกมรับที่เหนี่ยวแน่น และไว้ใจได้เสมอ โดย เออร์วิน แทบจะไม่เคยประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน และนอกจากนี้ยังมีทีเด็ดสำหรับการเล่นลูกตั้งเตะทั้งจุดโทษ และฟรีคิก 45. ดไวต์ ยอร์ค แอสตัน วิลล่า (179 เกม-60 ประตู), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (96 เกม-48 ประตู), แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (60 เกม-12 ประตู), เบอร์มิงแฮม ซิตี้ (13 เกม-2 ประตู) และ ซันเดอร์แลนด์ (27 เกม-1 ประตู) หลังจากที่ถูกพบโดย แอสตัน วิลล่า ในยุคของผู้จัดการ เกรแฮม เทย์เลอร์ ระหว่างการทัวร์หมู่เกาะอินเดียตะวันตก ยอร์ค แจ้งเกิดกับ "สิงห์ผงาด" พร้อมได้รับฉายาสุดน่ารักอย่าง "เพชฌฆาตหน้าเปื้อนยิ้ม" ก่อน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องยอมควัก 12.6 ล้านปอนด์เพื่อดึงอดีตกองหน้าทีมชาติตรินิแดด แอนด์ โตเบโก้ มาล่าตาข่ายในชายคาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และแน่นอนว่า ยอร์ค เป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในการคว้าเทรเบิ่ลแชมป์ของพลพรรค "ปีศาจแดง" ฤดูกาล 1998-99 44. เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ฟูแล่ม (127 เกม-0 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (186 เกม-0 ประตู) ฟาน เดอร์ ซาร์ มีอาชีพการค้าแข้งในเวทีพรีเมียร์ลีกนานถึง 10 ปี แบ่งเป็น 4 ปีกับ ฟูแล่ม และ 6 ปีที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2009 อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติฮอลแลนด์สร้างสถิติของพรีเมียร์ลีกด้วยการไม่เสียประตูนาน 1,311 นาที อดีตนายด่านชาวดัตช์เถลิงบัลลังก์โทรฟี่พรีเมียร์ลีก 4 หน และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัยระหว่างการเฝ้าเสาในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นอกจากนี้ ฟาน เดอร์ ซาร์ ยังเข้ามาเติมเต็มให้ "เร้ด เดวิลส์" สำหรับช่วงเวลา 6 ปีสำหรับการขาดหายไปของ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล 43. ชาบี อลอนโซ่ ลิเวอร์พูล (143 เกม-14 ประตู) สัมผัสแรกของ อลอนโซ่ ในเกาะอังกฤษเป็นการเล่นที่สวยหรูสำหรับการวางบอลจากระยะ 30 หลาไปให้กับปีกขวาของทีม ลิเวอร์พูล วิสัยทัศน์การผ่านบอล และการคุมจังหวะเกมทำให้อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์คนใหม่บนเวทีพรีเมียร์ลีก อลอนโซ่ เป็นอีกหนึ่งกองกลางที่มีพรสวรรค์ในการผ่านบอลมากที่สุดในยุคปัจจุบัน และแดนกลางของทัพ "หงส์แดง" เกิดช่องโหว่ขึ้นทันทีที่ดาวเตะชาวบาส์กย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร เมื่อ 5 ปีที่แล้ว 42. ไมเคิ่ล โอเว่น ลิเวอร์พูล (216 เกม-118 ประตู), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (71 เกม-26 ประตู), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (31 เกม-5 ประตู) และ สโต๊ค ซิตี้ (8 เกม-1 ประตู) โอเว่น ก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดเต็มตัวได้อย่างรวดเร็วกับทั้งต้นสังกัด ลิเวอร์พูล และทีมชาติอังกฤษจากความสามารถในการวิ่ง 100 เมตรด้วยเวลาเพียง 10 วินาที และจบสกอร์ได้อย่างเฉียบคม ทว่า "เบบี้โกล" ต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันกับศูนย์หน้ารุ่นพี่ร่วมค่าย "หงส์แดง" อย่าง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้งตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้จุคพีคของอดีตดาวยิง เรอัล มาดริด จบลงรวดเร็วกว่าที่ควร 41. โคล้ด มาเกเลเล่ เชลซี (144 เกม-2 ประตู) บางที มาเกเลเล่ อาจเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก อดีตกองกลางทีมชาติฝรั่งเศสเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญกับความสำเร็จของ เชลซี ยุคแรกภายใต้การกุมบังเหียนของ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่บ่อยครั้งนักที่จะเห็น มาเกเลเล่ ขยับเติมเกมรุก เมื่อตำแหน่งที่ดีที่สุด และสร้างความอันตรายต่อทีมคู่แข่งได้มากที่สุดเป็นการยืนอยู่หน้าแผงแบ็กโฟร์ของตัวเอง รวมทั้งความสามารถในการคุมจังหวะจากรับเป็นรุก และการครองบอลที่เหนี่ยวแน่นpic : gettyimages, zimbio and telegraph

"100 นักเตะดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก by Telegraph-Ep.3"

80. พอล อินซ์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (116 เกม-19 ประตู), ลิเวอร์พูล (65 เกม-14 ประตู), มิดเดิลสโบรห์ (93 เกม-7 ประตู) และ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (32 เกม-2 ประตู) เป็นเรื่องซับซ้อนที่จะอธิบายถึงมิดฟิลด์หัวรุนแรงอย่าง อินซ์ ซึ่งอดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยในช่วงเวลา 6 ปีกับสีเสื้อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนย้ายไปค้าแข้งกับ อินเตอร์ มิลาน ในปี 1996 ทาบกลางกระแสข่าวความขัดแย้งกับผู้เป็นผู้จัดการทีมอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่วิจารณ์ อินซ์ ว่าไร้ซึ่งความกล้าระหว่างเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ บาร์เซโลน่า 2 ปีต่อมา อินซ์ กลับมาเล่นในเกาะอังกฤษกับ ลิเวอร์พูล ทว่าไม่ประสบความสำเร็จ 79. จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ลีดส์ ยูไนเต็ด (69 เกม-34 ประตู), เชลซี (136 เกม-69 ประตู), มิดเดิลสโบรห์ (58 เกม-22 ประตู) และ ชาร์ลตัน แอธเลติก (25 เกม-2 ประตู) ฮัสเซลเบงค์ ถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญของ ลีดส์ ในยุครุ่งเรือง ซึ่ง "ยูงทอง" เป็นต้นสังกัดแรกของอดีตกองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ในเวทีพรีเมียร์ลีก หลังจากก่อนหน้านี้ ฮัสเซลเบงค์ เคยมีประสบการณ์ล่าตาข่ายมาในโปรตุเกส ฮัสเซลเบงค์ มีชื่อเสียงมากทีเดียวในเรื่องของการจบสกอร์ที่เฉียบคม โดยหัวหอกชาวยิงกระทุ้งกว่า 250 ประตูตลอดอาชีพการค้าแข้ง และประสบความสำเร็จมากที่สุดกับ เชลซี และ มิดเดิลสโบรห์ 78. ลูคัส ราเดเบ้ ลีดส์ ยูไนเต็ด (197 เกม-0 ประตู) ถ้า เนลสัน แมนเดลา เป็นชื่อฮีโร่คนแรกที่คุณนึกถึงประเทศแอฟริกาใต้ ราเดเบ้ ก็เป็นเช่นเดียวกันในวงการฟุตบอล ราเดเบ้ เป็นขวัญใจของพื้นเมืองแอฟริกาใต้อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นเป็นแบบเดียวกับที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่ออดีตกองหลังทีมชาติแอฟริกาใต้เป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของ "ยูงทอง" นานนับทศวรรษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ลีดส์ อยู่ในพื้นที่ท็อปโฟร์ก่อนปี 2000 นอกจากนี้ ราเดเบ้ ยังเป็นแกนนำในการรณรงค์การเหยียดผิวอีกด้วย 77. ไมเคิ่ล คาร์ริค เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (101 เกม-5 ประตู), ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (64 เกม- 2 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (245 เกม-16 ประตู) เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เซ็นสัญญาคว้าตัว คาร์ริค มาคุมแดนกลางของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 14 ล้านปอนด์ จาก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เพื่อแทนที่ รอย คีน มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษประสบความสำเร็จคว้าแชมป์เมเจอร์ทุกรายการในการค้าแข้งที่ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ขาดก็เพียงแต่โทรฟี่ยูโรปา ลีก คาร์ริค อาจไม่มีความสามารถในการเป็นผู้นำพลพรรค "ปีศาจแดง" อย่าง คีน แต่การยืนระยะความคงเส้นคงวาของ คาร์ริค และการผ่านบอลอันแม่นยำก็เพียงพอให้ดาวเตะวัย 33 ปีกลายเป็นแกนหลักในแดนกลางของทัพ "เร้ด เดวิลส์" จนกระทั่งปัจจุบัน 76. เดวิด แบ็ตตี้ ลีดส์ ยูไนเต็ด (129 เกม-1 ประตู), แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (54 เกม-1 ประตู) และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (83 เกม-3 ประตู) แบ็ตตี้ อาจเป็นที่จดจำตลอดกาลจากการพลาดจุดโทษกับทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลก 1998 แมตช์พบอาร์เจนตินา แต่ไม่มีทางโต้แย้งว่าอาชีพการค้าแข้งของ แบ็ตตี้ เป็นไปในทิศทางที่น่าอัศจรรย์ เมื่อมิดฟิลด์ตัวรับพันธุ์ดุถือเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 1994-95 ของ แบล็คเบิร์น รวมทั้งเคยซิวแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิม ซีซั่น 1991-92 สมัยเล่นกับ ลีดส์ 75. ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ เชลซี (135 เกม-7 ประตู) คาร์วัลโญ่ เป็นอีกหนึ่งขุมกำลังหลักในแนวรับ เชลซี ในยุคแรกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ "สิงส์บลูส์" ผงาดแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีของสโมสร ฤดูกาล 2004-05 ปราหลังทีมชาติโปรตุเกสเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสงบเยือกเย็น และความแน่นอน ซึ่งมาพร้อมกับสไตล์การเล่นที่เกรียวกราว ดาวเตะชาวโปรตุกีสพัฒนาฝีเท้าอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นอีกหนึ่งเซ็นเตอร์แบ็กแถวหน้าของยุโรป ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อยืนจับคู่กับ จอห์น เทอร์รี่ และภายใต้การดูแลของ มูรินโญ่ 74. ทิม เคฮิลล์ เอฟเวอร์ตัน (226 เกม-56 ประตู) เดวิด มอยส์ ยกย่อง เคฮิลล์ ว่าเป็นการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของเขาที่กูดิสัน พาร์ค และนั่นไม่ใช่เรื่องเกิดความจริงเลย มิดฟิลด์ทีมชาติออสเตรเลียเปรียบเสมือน แฟร้งค์ แลมพาร์ด ของ เอฟเวอร์ตัน กับประสิทธิภาพในการสอดเข้ามาใส่สกอร์จากแถวสอง และแม้ว่าดาวเตะชาวออสซี่จะมีรูปร่างเล็ก และสูงเพียง 178 เซนติเมตร แต่ เคอิลล์ มีลูกโหม่งเป็นอีกหนึ่งทีเด็ดในการเจาะตาข่าย 73. ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ เอฟเวอร์ตัน (39 เกม-10 ประตู), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (129 เกม-46 ประตู), โบลตัน วันเดอเรอร์ส (17 เกม-2 ประตู) เบียร์ดสลีย์ ประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิมกับ ลิเวอร์พูล ก่อนย้ายมาค้าแข้งกับทีมคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษโดดเด่นอย่างมากในเรื่องของการสร้างสรรค์เกม และโอกาสทำประตูให้กับเพื่อนร่วมทีม ศูนย์หน้าที่ยืนอยู่ด้านหน้า เบียร์ดสลีย์ ทั้ง แกรี่ ลิเนเกอร์, แอนดี้ โคล และ เอียน รัช ต่างกระทุ้งตาข่ายเป็นกอบเป็นกำ เบียร์ดสลีย์ เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นอังกฤษที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในเรื่องของเทคนิคความสามารถเฉพาะตัว ลักษณะเดียวกันกับ ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า ในยุคปัจจุบัน 72. สตีฟ แม็คมานามาน ลิเวอร์พูล (240 เกม-41 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (35 เกม-0 ประตู) แม้รูปร่างดูสูงเก้งก้าง แต่ แม็คมานามาน เป็นปีกที่มีความสามารถสูงในการเลี้ยงบอลได้ดีมากๆ อดีตดาวเตะทีมชาติอังกฤษถือเป็นผู้เล่นที่ทำผลงานได้คงเส้นคงวาที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในช่วงทศวรรษที่ 90 ทว่า "แม็กก้า" กลับประสบความสำเร็บเพียงแชมป์เอฟเอ คัพ กับลีก คัพ อย่างละ 1 สมัย ก่อนย้ายไปหาความท้าทายครั้งใหญ่กับ เรอัล มาดริด 71. นิโคล่าส์ อเนลก้า อาร์เซน่อล (65 เกม-23 ประตู), ลิเวอร์พูล (20 เกม-4 ประตู), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (89 เกม-37 ประตู), โบลตัน วันเดอเรอร์ส (53 เกม-21 ประตู), เชลซี (125 เกม-38 ประตู) และ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน (12 เกม-2 ประตู) อเนลก้า อาจถูกมองว่าเป็น "ทหารรับจ้าง" ที่มาเล่นเพียงช่วงสั้นๆแล้วย้ายออกไป แต่บางทีอดีตดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศสอาจเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากความสามารถ และการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เมื่อแข้งชาวเฟร้นซ์สามารถรับบทบาทได้ทั้งศูนย์หน้าตัวเป้า, กองหน้าด้านข้าง, กองหน้าตัวต่ำ และทำหน้าที่ทำเกมเองในบางครั้ง หรือเล่นทุกตำแหน่งในแมตช์เดียว 70. ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (70 เกม- 27 ประตู), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (108 เกม-48 ประตู) และ ฟูแล่ม (51 เกม-19 ประตู) เหตุผลส่วนตัวที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ขับรถแล่นไปรับ เบอร์บาตอฟ จากสนามบินเมืองแมนเชสเตอร์เพื่อชิงตัวจาก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และอริร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเพราะความสุขุมเยือกเย็นของ เบิร์บ แม้จะถูกมองว่าขาดทีมเวิร์ค และเกียจคร้าน ทว่าอดีตกองหน้าทีมชาติบัลแกเรียยังสามารถทำประตูที่ยอดเยี่ยมได้มากมาย ไม่ใช่เพียงรางวัลรองเท้าทองคำพรีเมียร์ลีกที่การันตีในฤดูกาล 2010-11 69. นิคกี้ บัตต์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (207 เกม-21 ประตู), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (117 เกม-5 ประตู) และ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ (24 เกม-3 ประตู) บัตต์ ถือเป็นนักเตะประเมินค่าต่ำกว่าความสามารถที่แท้จริง เมื่อผลผลิตของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุด "คลาส ออฟ 92" ที่มีสไตลืการเล่นแข็งแกร่ง, เหนียวแน่น และการยิงไกล ซิวแชมป์ระดับเมเจอร์ 15 โทรฟี่กับทัพ "เร้ด เดวิลส์" ก่อนอำลารั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มารับปลอกแขนกัปตันทีมที่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และอยู่ตะบันเพลงแข้งกับ "สาลิกาดง" เป็นเวลา 6 ปี 68. ลูก้า โมดริช ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (127 เกม-13 ประตู) โมดริช อาจไม่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์เป็นชิ้นเป็นอันเลยในเกาะอังกฤษ เนื่องจากจอมทัพทีมชาติโครเอเชียย้ายมาร่วมทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในช่วงเวลาที่ทัพ "ไก่เดือยทอง" กำลังสร้างทีมจากทีมกลางตารางมาเป็นท็อป-ซิกซ์ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งวิสัยทัศน์การบัญชาเกม และเล่ห์เหลี่ยมเชิงลูกหนักต่างๆของมิดฟิลด์ชาวโครแอตเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่หล่อหลอมให้ สเปอร์ส ก้าวมาถึงทุกวันนี้ 67. มาร์ค โอเวอร์มาร์ส อาร์เซน่อล (100 เกม-25 ประตู) ฟอร์มฤดูกาลแรกของ โอเวอร์มาร์ส ที่ อาร์เซน่อล เข้าฝักสุด พร้อมทำประตูที่น่าจดจำในการเฉือนชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ตามด้วยประตูในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ เหนือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2-0 ก่อนช่วยพาทัพ "เดอะ กันเนอร์" ซิวดับเบิ่ลแชมป์ครั้งแรกของสโมสรกับโทรฟี่พรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ นอกจากผลงานที่เสมอสม่ำแล้ว อดีตปีกทีมชาติฮอลแลนด์ยังมีค่าเฉลี่ยงพังประตูที่วางใจได้ด้วยสถิติ 1 ประตูต่อแมตช์ 66. สตีฟ บรูซ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (148 เกม-11 ประตู) บรูซ อาจเป็นกองหลังที่ดีที่สุดที่ไม่เคยติดทีมชาติอังกฤษ แม้แต่นัดเดียว แต่แน่นอนว่า บรูซ เป็นตัวเลือกแรกของผู้จัดการทีม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รวมทั้งเป็นกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมซิวแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยกับพลพรรค "ปีศาจแดง" นอกจากนี้ดาวเตะชาวจอร์ดี้ยังช่วงซัด 2 ประตูสำคัญในช่วงท้ายฤดูกาล 1992-93 ให้ "เร้ด เดวิลส์" แซงคว้าชัยเหนือ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 2-1 พร้อมเข้าป้ายซิวโทรฟี่ในที่สุด 65. คาร์ลอส เตเวซ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (26 เกม-7 ประตู), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (64 เกม-19 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (113 เกม-58 ประตู) การข้ามฟากจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาลงเรือที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2009 กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินาผู้นี้คือคนที่จุดประกายไฟของอารมณ์เดือดดาลท่ามกลางการโต้เถียงกันของสองอริร่วมเมืองแมนเชสเตอร์ ทำให้ เตเวซ อาจถูกลืมไปเลยว่าเป็นอีกหนึ่งหักหอกที่เต็มไปด้วยพละกำลัง และทรงประสิทธิภาพมากที่สุดของเวทีพรีเมียร์ลีก ฟอร์มที่ร้อนแรงของ เตเวซ ที่ทัพ "เรือใบสีฟ้า" ส่วนหนึ่งอาจมาจากแรกกระตุ้นสมัยล่าตาข่ายในเครื่องแบบ "ปีศาจแดง" รวมทั้งข้อความที่ "Welcome to Manchester" 64. โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (235 เกม-91 ประตู) ศูนย์หน้าซูเปอร์ซับของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตดาวยิงทีมชาตินอร์เวย์ผู้ซึ่งเริ่มต้นแมตช์ด้วยการพิจารณาเกมที่ข้างซุ้มม้านั่งสำรองเพื่อวางแนวทางที่เขาจะสามารถเปลี่ยนเกมได้ ทำให้ โซลชา มีสามารถลั่นสกอร์ได้มากกว่าจำนวนนัดที่ลงสนาม แน่นอนว่าช่วงเวลาที่ดีสุดของ โซลชา เป็นการพังประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แซงเฉือน บาเยิร์น มิวนิค 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1998-99 ที่สังเวียนคัมป์ นู 63. ดาวิด ชิโนลา นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (58 เกม-6 ประตู), ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (100 เกม-12 ประตู), แอสตัน วิลล่า (32 เกม-3 ประตู) และ เอฟเวอร์ตัน (5 ประตู-0 ประตู) ชิโนลา ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่มีการเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยจินตนาการ, คล่องแคล่ว,ไหลลื่น และซัดหลายประตูที่น่าจดจำ ช่วงเวลาที่อดีตปีกทีมชาติฝรั่งเศสค้าแข้งกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ผู้จัดการทีมในตอนนั้นคือ จอร์จ เกรแฮม มักเลือกส่ง ชิโนลา ลงสนามหลังจากนาที 55 เป็นต้นไป เนื่องด้วยเหตุผลที่จะใช้ความสามารถของดาวเตะชาวเฟร้นซ์ได้คุ้มค่าที่สุด 62. ปีเตอร เช็ก เชลซี (327 เกม-0 ประตู) เช็ก พร้อมกับการสวมหมวกป้องกันศีรษะของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้นายด่านทีมชาติเซ็กเป็นผู้รักษาประตูที่น่าจดจำที่สุดในพรีเมียร์ลีก รวมทั้งเป็นเวลากว่าทศวรรษที่นายประตูวัย 32 ปีรักษาฟอร์มการเซฟได้อย่างคงเส้นคงวากับทัพ "สิงห์บลูส์" และแน่นอนว่า เช็ก เป็นอีกหนึ่งผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดโดยปราศจากข้อสงสัย พร้อมข้อสงสัยยาวนานที่ว่านายประตูคนใดจะมีคุณภาพเทียบเท่า เช็ก ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนที่ฤดูกาลนี้นายทวารพรสวรรค์อย่าง ติโบต์ กูร์กตัวส์ จะเข้ามาแทนที่ แต่แน่นอนว่าชื่อของ เช็ก ได้กลายเป็นอีกบทตำนานของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เป็นทีเรียบร้อยแล้ว 61. แกรี่ พัลลิสเตอร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (206 เกม-8 ประตู) และ มิดเดิลสโบรช์ (55 เกม-1 ประตู) พัลลิสเตอร์ เป็นอีกหนึ่งนักเตะแกนหลักเบื้องหลังความสำเร็จในยุคแรกของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อดีตปราการหลังทีมอังกฤษย้ายจาก มิดเดิลสโบรช์ มาคุมแนวรับยังถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยราคา 2.3 ล้านปอนด์ ซึ่งค่าตัวที่แพงที่สุดในโลกปี 1989 ก่อนย้ายออกไปในปี 1998 พร้อมทิ้งช่องว่างซึ่งไม่มีใครสามารถแทนที่ได้ในทีมของ เฟอร์กี้pic : gettyimages, zimbio and telegraph

"100 นักเตะดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก by Telegraph-Ep.2"

90.เชย์ กิฟเว่น แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (2 เกม-0 ประตู), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (354 เกม-1 ประตู), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (50 เกม-0 ประตู) และ แอสตัน วิลล่า (34 เกม-0 ประตู) บางทีการรับใช้ทีมชาติไอร์แลนด์มากที่สุดเป็นอันดับ 2 (128 นัด) เป็นรองเพียง ร็อบบี้ คีน (139 นัด) น่าจะเป็นเหตุผลที่ตอบอะไรได้บ้าง นายด่านชาวไอริชกลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วจากปฎิกิริยาการเซฟลูกยิงระยะสั้นของเขา กิฟเว่น ในสมัยดาวรุ่งต้องเผชิญหน้ากับเสียงวิจารณ์อย่างต่อเนื่องถึงการป้องกันลูกกลางอากาศ และการออกคำสั่งกับแนวรับในพื้นที่ของเขา ก่อนที่ข้อบกพร่องของ กิฟเว่น จะถูกปรับปรุงอย่างรวดเร็วมากขึ้นตามอายุ และประสบการณ์ พร้อมก้าวสู่ความท้าทายที่สูงขึ้นกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 89.เปาโล ดิ คานิโอ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ (41 เกม-15 ประตู), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (118 เกม-47 ประตู) และ ชาร์ลตัน แอธเลติก (31 เกม-4 ประตู) ดิ คานิโอ อาจเข้าใกล้ช่วงบั้นปลายอาชีพการล่าตาข่ายเมื่อมายังเกาะอังกฤษ หลังผ่านจุดดีที่สุดมาแล้วกับ ลาซิโอ, ยูเวนตุส, นาโปลี และ เอซี มิลาน โดยนอกเหนือจากฝีเท้าแล้วหัวหอกชาวอิตาเลี่ยนยังเป็นที่จดจำที่สุดสำหรับการเป็นนักเตะที่สร้างสีสันในสนาม และการโต้เถียงทั้งกับฝ่ายตรงข้าม และผู้ตัดสิน นอกจากนี้ ดิ คานิโอ กับสีเสื้อ เวสต์แฮม ยังเป็นผู้เล่นที่ถูกจดจำในฐานะผู้ทำประตูสุดสวยด้วยการลอยตัววอลเลย์ใส่ วิมเบอร์ดัน ในปี 2000 ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นประตูแห่งฤดูกาล และถูกยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งประตูที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก 88.เปเป้ เรน่า ลิเวอร์พูล (285 เกม-0 ประตู) เรน่า จัดการการเก็บสถิตรักษาคลีนชีท 100 จากการลงเฝ้าเสา 198 นัด นัดกับ ลิเวอร์พูล ได้รวดเร็วกว่า เรย์ เคลเมนซ์, บรูซ กร็อบเบลาร์ และ ทอมมี่ ลอว์เรนซ์ ผู้รักษาประตูระดับตำนานของ "หงส์แดง" และระหว่างปี 2005-09 ถือเป็นช่วงพีคที่สุดสำหรับนายด่านชาวสแปนิชกับการคว้ารางวัลถุงมือทองคำของพรีเมียร์ลีก 3 สมัย (2005–06, 2006–07 และ 2007–08) 87.โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ เชลซี (119 เกม-15 ประตู) ดิ มัตเตโอ ถือเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นระดับตำนานของ เชลซี อย่างไม่ต้องสงสัย พลังการขับเคลื่อนเกมของอดีตมิดฟิลดทีมชาติอิตาลีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับการคืนชีพของทัพ "สิงห์บลูส์" จากช่วงต้นยุคทศวรรษที่ 90 และยืนหยัดในการต่อสู้บนพื้นที่ 6 อันดับแรกของพรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการยิงไกล และความแม่นยำสำหรับการผ่านบอลยาวเป็นทีเด็ด ทำให้ ดิ มัตเตโอ เคยซัด 3 ประตูจากการลงสนาม 3 นัดชิงชนะเลิศที่สนานเวมบลีย์มาแล้ว (2 แมตช์เอฟเอ คัพ 1996–97 กับ 1999–2000 และ 1 เกมลีก คัพ 1997–98) ซึ่งทั้ง 3 เกมดังกล่าวต่างเป็นชัยชนะของ "สิงโตน้ำเงินคราม" 86.เดวิด เจมส์ ลิเวอร์พูล (214 ประตู-0 ประตู), แอสตัน วิลล่า (67 เกม-0 ประตู), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (64 เกม-0 ประตู), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (93 เกม-0 ประตู) และ พอร์ทสมัธ (134 ประตู-0 ประตู) เจมส์ เป็นผู้รักษาประตูที่มีสถิตรักษาคลีนชีทมากที่สุดของเวทีพรีเมียร์ลีกคือ 170 จากการลงเล่น 572 นัด และรั้งอันดับ 3 สำหรับผู้เล่นที่ลงสนามมากที่ในพรีเมียร์ลีกคือ 572 แมตช์ เป็นรองเพียง แฟร้งค์ แลมพาร์ด กับ ไรอัน กิ๊กส์ อดีตมือ 1 ทีมชาติอังกฤษลงเฝ้าเสาบนลีกสูงสุดเมืองผู้ดียาวนานกว่า 18 ปี และถึงแม้ว่า เจมส์ จะเคยก่อความผิดพลาดให้เห็นเป็นครั้งคราว แต่นี่เป็นอีกหนึ่งผู้รักษาประตูที่มีปฎิกิริยาการเซฟลูกยิงระยะใกล้ได้ดีที่สุดอีกคน 85.ไนเจล วินเทอร์เบิร์น อาร์เซน่อล (270 เกม-4 ประตู) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (82 เกม-1 ประตู) วินเทอร์เบิร์น เป็นขุมกำลังหลักของ อาร์เซน่อล ที่รับใช้สโมสรด้วยความภักดีอย่างยาวนานถึง 13 ปี ทำให้แน่นอนว่าปัจจุบัน วินเทอร์เบิร์น ถือเป็นอีกหนึ่งแบ็กซ้ายระดับตำนานของ "เดอะ กันเนอร์ส" และสำคัญที่สุด วินเทอร์เบิร์น มีผลงานที่ยอดเยี่ยมเสมอกับการทำหน้าที่ในแนวรับ ซึ่งระหว่างปี 1993-1998 อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษพลาดลงสนามกับพลพรรค "ปืนใหญ่" เพียง 15 นัดเท่านั้น 84.แกรม เลอ โซ เชลซี (154 เกม-4 ประตู), แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (129 เกม-7 ประตู) และ เซาธ์แฮมป์ตัน (44 เกม-1 ประตู) ความสมบูรณ์แบบในตำแหน่งฟูลแบ็กของ เลอ โซ เกิดขึ้นในช่วงพีคของอาชีพการค้าแข้งกับ แบล็คเบิร์น ด้วยการจบบนอันดับ 2 ของศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 1993-94 ต่อเนื่องด้วยการซิวแชมป์พรีเมียร์ลีก ในซีซั่นถัดมา (1994-95) กับ "กุหลาบไฟ" จากนั้นจึงย้ายกับมายัง เชลซี เป็นคำรบที่ 2 และประสบความสำเร็จกับเอฟเอ คัพ (1999-2000) กับลีก คัพ (1997-98) ก่อนอำลารั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังจบฤดูกาล 2002-03 เมื่อ "สิงห์บลูส์" เข้าสู่ยุคของ โรมัน อบราโมวิช 83.กุสตาโว่ โปเยต์ เชลซี (105 เกม-36 ประตู) และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (82 เกม-18 ประตู) โปเยต์ ถือเป็นอีกหนึ่งมิดฟิลด์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในยุโรปเมื่อย้ายมาค้าแข้งยังถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในปี 1997 หลังสร้างชื่อมากับทีมชาติอุรุกวัย และ เรอัล ซาราโกซ่า และกิตติศัพท์ของ โปเยต์ ยิ่งมากขึ้นอีกกับช่วงเวลาบนเกาะอังกฤษ ด้วยบทบาทเพลย์เมกเกอร์ที่ "สิงห์บลูส์" และค่าเฉลี่ยการเจาะตาข่าย 1 ประตูต่อ 4 นัดในพรีเมียร์ลีก ก่อนย้ายไปอยู่กับ สเปอร์ส อริร่วมกรุงลอนดอน 82.มาร์ติน คีโอว์น เอฟเวอร์ตัน (13 เกม-0 ประตู) และ อาร์เซน่อล (310 เกม-4 ประตู) ไม่มีเซ็นเตอร์-ฮาล์ฟมากมายนักที่สามารถเข้าไปอยู่ในใจของสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ได้อย่างแนบแน่น และยิ่งใหญ่นับตั้งแต่ยุคของกุนซือ จอร์จ เกรแฮม ถึง อาร์แซน เวนเกอร์ ได้เทียบเท่า คีโอว์น อดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษมาพร้อมสไตล์การเล่นที่หนักหน่วง, รุนแรง, ถึงลูกถึงคน และเหนียวแน่นในเกมรับ ซึ่งเปรียบไดกับว่าเขาเป็นภูผาอันแข็งแกร่งในแนวรับของทัพ "ปืนใหญ่" ก่อนอำลาฤดูกาลสุดท้ายกับ อาร์เซน่อล ด้วยการซิวโทรฟี่พรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2003-04 แบบไร้พ่าย พร้อมภาพเหตุการณ์ซึ่งเป็นที่จดจำในฤดูกาลด้วยกล่าวด้วยการแสดงอาการดีใจต่อหน้า รุด ฟาน นิสเตลรอย หลังอดีตหัวหอกทีมชาติฮอลแลนด์พลาดจุดโทษในเกมซึ่งจบลงด้วยผลสกอร์ 0-0 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 81.โจ ฮาร์ท แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (201 เกม-0 ประตู) และ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ (36 เกม-0 ประตู) ฮาร์ท ถือเป็นกุญแจสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สำหรับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2011-12 และ 2013-14 พร้อมก้วขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมชาติอังกฤษ อาจจัดว่านายด่านวัย 27 ปีเป็นนายประตูชาวอังกฤษฝีมือดีที่สุดในรอบทศวรรษ จากผลงานการเซฟที่วางใจได้ และแน่นอนในเกมใหญ่ รวมทั้งโดดเด่นในเวทีสโมสรยุโรป แม้ว่า "เรือใบสีฟ้า" จะยังแล่นได้ไม่ไกลมากนักในแชมเปี้ยนส์ ลีกpic : gettyimages, zimbio and telegraph

"100 นักเตะดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก by Telegraph-Ep.1"

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2014-15 คือซีซั่นที่ 23 นับตั้งแต่ลีกสูงสุดของอังกฤษเปลี่ยนชื่อจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปี 1992 โดยตลอดระยะเวลา 23 ปีที่ผ่านมามีบรรดาผู้เล่นทั้งในสหราชอาณาจักร และต่างชาติมากหน้าหลายตาหมุนเปลี่ยนจากยุคหนึ่งสู่อีกยุคหนึ่งมาตะบันเพลงแข้งบนเวทีแห่งนี้ มีทั้งนักเตะผู้ที่สร้างชื่อ และล้มเหลว แน่นอนเหล่าแข้งที่ประสบความสำเร็จย่อมได้รับการจดจำ และนี้คือ 100 ผู้เล่นที่ดีสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก จากการจัดอันดับของ "The Telegraph" ซึ่งวันนี้ "CHEERBALL.com" ขอนำเสนอ "100 นักเตะดีสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก ตอนนี้ 1 100. จอห์น บาร์นส์ ลิเวอร์พูล (162 เกม-22 ประตู), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (27 เกม-6 ประตู) และ ชาร์ลตัน แอธเลติก (12 เกม-0 ประตู) บาร์นส์ อาจมีระยะเวลาการค้าแข้งที่ดีที่สุดในช่วงที่ลีกสูงสุดของอังกฤษยังใช้ชื่อเดิมว่าดิวิชั่น 1 ซึ่งอดีตปีกทีมชาติอังกฤษเข้าสู่ช่วงท้ายสำหรับอาชีพการเล่นในตอนต้นของพรีเมียร์ลีก ทว่าไม่มีใครปฎิเสธถึงฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของ บาร์นส์ กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงกลางทศวรรษที่ 80 - ต้นทศวรรษที่ 90 รวมทั้งยังคงเป็นขุมกำลังหลักในทัพ "หงส์แดง" ช่วงแรกสำหรับการแข่งขันบนเวทีพรีเมียร์ลีก ยุคของกุนซือ รอย อีแวนส์ แม้ช่วงเวลาดังกล่าวยอดทีมแห่งเมอร์ซีย์ไซด์จะประสบความสำเร็จเพียงแชมป์ลีก คัพ สมัยเดียวก็ตาม (1994–95) 99. สก็อตต์ ปาร์คเกอร์ ชาร์ลตัน แอธเลติก (110 เกม-8 ประตู), เชลซี (15 เกม-1 ประตู), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (55 เกม-4 ประตู), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (109 ประตู-9 ประตู), ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (50 เกม-0 ประตู) และ ฟูแล่ม (29 เกม-2 ประตู) ปาร์คเกอร์ มีสไตล์การเล่นแบบนักเตะอังกฤษยุคก่อนทั้งการต่อสู้ด้วยพละกำลังตลอดทั้งเกม, ความเหนียวแน่น และความแข็งแกร่งของร่างกาย ซึ่งไม่จำเป็นเป็นต้องใช้เทคนิคความสามารถเฉพาะตัว ปาร์คเกอร์ ยืนหยัดตะบันเพลงแข้งในพรีเมียร์ลีกนานกว่า 15 ปี พร้อมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก (2004–05) และลีก คัพ (2004–05) กับ "สิงส์บลูส์" แม้จะไม่มีส่วนร่วมกับทีมมากนักก็ตาม ส่วนกับทีมชาติอังกฤษ ปาร์คเกอร์ มีโอกาสลงสนามรับใช้ชาติเพียง 18 นัด เนื่องจาการแข่งขันในแดนกลางทัพ "ทรีไลออนส์" ที่มีตัวเลือกซึ่งเหนือกว่า ปาร์คเกอร์ อยู่มาก 98. ฟิล เนวิลล์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (263 เกม-5 ประตู) และ เอฟเวอร์ตัน (242 เกม-4 ประตู) ตลอด 18 ปีของ เนวิลล์ ผู้น้องค้าแข้งให้เพียงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน ด้วยสไตล์การเล่นที่ขยันทุ่มเท เล่นได้ตามแทคติกของผู้จัดการทีม และสามารถเล่นที่หลากหลากตำแหน่งทั้งแบ็กขวา, แบ็กซ้าย และ มิดฟิลด์ตัวกลาง ทำให้ เนวิลล์ ยืนระยะเป็นตัวหลักได้ทั้งที่ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" รวมทั้งในช่วงแรกกับ "เร้ด เดวิลส์" 97. ทิม ฮาวเวิร์ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (45 เกม-5 ประตู) และ เอฟเวอร์ตัน (304 เกม-1 ประตู) ฮาวเวิร์ด สามารถพิสูจน์ตัวเอง และกลายเป็นที่ยอมรับที่ เอฟเวอร์ตัน หลังย้ายออกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งไม่สามารถแจ้งเกิดได้จากการมารับหน้าที่เฝ้าเสาต่อจาก ฟาเบียน บาร์เตซ ทำให้ตอนนี้ ฮาวเวิร์ด ถือเป็นอีกหนึ่งผู้รักษาประตูที่เหนียวแน่น และเชื่อถือได้ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก และแน่นอนว่าในทีมชาติสหรัฐอเมริกา ฮาวเวิร์ด ก็ยึดตำแหน่งมือ 1 ได้ยาวนานกว่า 10 ปี 96. เฟรดดี้ ลุงเบิร์ก อาร์เซน่อล (216 เกม-46 ประตู) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (25 เกม-2 ประตู) อีกหนึ่งตำนานของ อาร์เซน่อล ในชุดไร้พ่าย ฤดูกาล 2003-04 แม้ช่วงเวลาดังกล่าวอดีตปีกทีมชาติสวีเดนจะอยู่ภายใต้ร่มเงาซูเปอร์สตาร์อย่าง เธียร์รี่ อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์ และ ปาทริค วิเอร่า แต่ ลุงเบิร์ก ก็ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่เล่นได้โดเด่นเสมอ ซึ่งมาพร้อมกับฟอร์มที่เสมอต้นเสมอปลาย และมักทำผลงานได้ดีในเกมบิ๊กแมตช์ รวมทั้งลั่นสกอร์สำคัญอีกมากมายให้กับ "เดอะ กันเนอร์ส" 95. มิชาเอล บัลลัค เชลซี (105 เกม-17 ประตู) "ไกเซอร์น้อย" เลือกย้ายสู่ เชลซี ยุคที่รั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์ เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ หลังหมดสัญญากับ บาเยิร์น มิวนิค ทามกลามความสนใจจาก เรอัล มาดริด กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมกับความความหวังระดับสูงลิบเมื่อ บัลลัค ถือเป็นอีกหนึ่งมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในเยอรมัน และทวีปยุโรป โดยตลอดระยะเวลา 4 ปีในกรุงลอนดอนอดีตจอมทัพ "อินทรีเหล็ก" งัดฟอร์มยอดเยี่ยมมากที่สุดของตัวเองออกมาในปีสุดท้ายกับ "สิงห์บลูส์" ในฤดูกาล 2009-10 ในยุคของกุนซือ คาร์โล อันเชล็อตติ สำหรับการคว้าดับเบิลแชมป์คือพรีเมียร์ลีก กับเอฟเอ คัพ และแน่นอนว่าเทรนเนอร์ชาวอิตาเลียนต้องตระหนักรู้ถึงฝีเท้าของ บัลลัค ได้เป็นอย่างดี เมื่อซีซั่นต่อมา "สิงโตน้ำเงินคราม" ต้องจบฤดูกาลแบบมือเปล่า 94. เควิน ฟิลลิปส์ ซันเดอร์แลนด์ (139 เกม-61 ประตู), เซาธ์แฮมป์ตัน (64 เกม-22 ประตู), แอสตัน วิลล่า (23 เกม-4 ประตู), เบอร์มิงแฮม ซิตี้ (33 เกม-5 ประตู) และ คริสตัล พาเลซ (4 เกม-0 ประตู) ฟิลลิปส์ เพิ่งประกาศแขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาล 2013-14 กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในวัย 41 ปี พร้อมปิดฉากด้วยโทรฟี่แชมป์เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฟิลลิปส์ เป็นศูนย์หน้าซึ่งมีการจบสกอร์ในกรอบเขตโทษที่วางใจได้ทีเดียว ทำให้ช่วงระยะเวลาการล่าตาข่ายของเขายาวนานกว่า 20 ปี โดยช่วงเวลาดีที่สุดของ ฟิลลิปส์ เกิดขึ้นในซีซั่น 1999–2000 ในสีเสื้อ ซันเดอร์แลนด์ ด้วยการคว้ารางวัลรองเท้าทองคำหรือดาวซิลโวสูงสุดของยุโรปจากการตะบัน 30 ประตู ซึ่ง่สวนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับคู่หูในแดนหน้าของเขาอย่าง ไนออลล์ ควินน์ อดีตดาวยิงทีมชาติไอร์แลนด์ 93. เจย์-เจย์ โอโคชา โบลตัน วันเดอเรอร์ส (124 เกม-14 ประตู) อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติไนจีเรียเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากหลังถูกกุนซือ แซม อัลลาไดซ์ เซ็นสัญญาคว้าตัวมายัง โบลตัน และด้วยสไตล์การเล่นที่เต็มไปด้วยเทคนิคหวือหวา ทำให้ โอโคชา กลายเป็นขวัญใจอย่างทันควันของสาวก "เดอะ ทร็อตเตอร์" และแม้ช่วงเวลาดังกล่าว โอโคชา จะโชว์ฟอร์มได้อย่างสม่ำเสมอ ทว่า โบลตัน กลับไม่มีผลงานที่ไปชิ้นเป็นอันมากนัก 92. ร็อบบี้ คีน โคเวนทรี ซิตี้ ( 31 เกม-12 ประตู), ลีดส์ ยูไนเต็ด (46 เกม-13 ประตู), ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (238 เกม-91 ประตู), ลิเวอร์พูล (19 เกม-5 ประตู), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (9 เกม-2 ประตู) และ แอสตัน วิลล่า (6 เกม-3 ประตู) กองหน้ากัปตันทีมชาติไอร์แลนด์อาจตกอยู่สถานะผู้เล่นที่ค่อนข้างถูกมองเรื่องของความสามารถ อย่างไรก็ตามสถิติการยิงประตูของเขาที่ โคเวนทรี ซิตี้, ลีดส์ และ สเปอร์ส ก็ทำให้หัวหอกตัวเก๋าชาวไอริชเป็นอีกหนึ่งดาวยิงที่ความคงเส้นคงวามากที่สุดของเวทีพรีเมียร์ลีก และถึงแม้ว่า คีน จะมีช่วงเวลา 7 เดือนที่น่าผิดหวังกับ ลิเวอร์พูล และในสีเสื้อ ท็อตแน่ม แข้งทัพ "ยักษ์เขียว" เป็นที่รักของสาวก "ไกเดือยทอง" เสมออย่างไมต้องสงสัยจากทั้งผลงานบนพื้นสนาม และความทุ่มเทแบบไม่มีหมดตลอด 90 นาที 91. คริส ซัตตัน นอริช ซิตี้ (79 เกม-33 ประตู), แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (130 เกม-47 ประตู), เชลซี (28 เกม-1 ประตู), เบอร์มิงแฮม ซิตี้ (10 เกม-1 ประตู) และ แอสตัน วิลล่า (8 เกม-1 ประตู) กลายเป็นโชคชะตาของ ซัตตัน ที่จะต้องถูกนำไปเปรียบเทียบกับ อลัน เชียร์เรอร์ แม้การโต้เถียงจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะ โดยความสามารถที่ยอดเยี่ยมของเขาเป็นอีกส่วนสำคัญ และช่วยซัด 15 ประตูช่วยให้ แบล็คเบิร์น คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 1994–95 มายังถิ่นอีวู้ด พาร์ค โดยการเป็นพาร์ทเนอร์ล่าตาข่ายกับ เชียร์เรอร์ (34 ประตู) ทั้งที่ 3 ซีวั่นก่อนหน้านี้ที่ นอริช ซัตตัน เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก โดยการประสานงานที่ลงตัวของ ซัตตัน กับ เชียร์เรอร์ ถือเป็นคู่หู่น่ากลัวมากในช่วงเวลาดังกล่าวจากการผสมผสานกันระหว่างศักยภาพความแข็งแกร่งของร่างกาย, ความรวดเร็ว และการกระทุ้งตาข่ายที่เฉียบขาด ก่อนที่ในปี 1999 เชลซี จะเลือกจ่าย 10 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวไปยังชายคาสแตมฟอร์ด บริดจ์ ทว่า ซัตตัน กลับยิงเพียงประตูเดียว และย้ายออกจากรุงลอนดอนในปีต่อมาpic : gettyimages, zimbio and telegraph

รวม 3 แข้งดังคว้ารางวัลผู้เล่นแห่งเดือนแดนผู้ดีสูงสุดตลอดกาล

กระแส "ผู้เล่นประจำเดือน" ประจำลีกผู้ดีกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง หลัง แฮร์รี่ เคน ดาวรุ่งจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มพีคอย่างสุดๆด้วยการคว้ารางวัลดังกล่าวมาเป็นหนที่สองติดต่อกัน ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, เดนนิส เบิร์กแคมป์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ทำมาได้สำเร็จ แต่ผู้ที่ทำผลงานในรางวัลนี้ได้ดีที่สุดตลอดกาลทั้ง 3 รายจะเป็นใครกันบ้างและผลงานเป็นอย่างไร มาติดตามกันได้เลยครับ!1. สตีเว่น เจอร์ราร์ด ( 6 สมัย) สตีเว่น เจอร์ราร์ด กัปตันทีม ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบันเลยทีเดียว หลังรับใช้ "หงส์แดง" มาตั้งแต่สมัยเยาว์วัย ซึ่งการลงเล่นรับใช้ถิ่น แอนฟิลด์ ภายใต้ทีมชุดใหญ่ในลีกมามากถึง 497 นัดและพังตาข่ายไปได้ 117 ประตูก็เป็นสิ่งที่สะท้อนความยอดเยี่ยมของแข้งรายนี้อยู่แล้ว ทั้งยังมีบทบาทสำคัญร่วมกับ ทีมชาติอังกฤษ ในฐานะกัปตันทีม ก่อนที่จะปิดฉากลงเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมาอีกด้วย จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักที่เจ้าตัวจะกลายมาเป็นผู้คว้ารางวัล "นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน" มาได้ถึง 6 สมัยด้วยกันนั่นเองลำดับรางวัลผู้เล่นประจำเดือนแดนผู้ดีที่คว้ามาได้ 1. มีนาคม ปี 20012. มีนาคม ปี 20033. ธันวาคม ปี 20044. เมษายน ปี 20065. มีนาคม ปี 20096. มีนาคม ปี 20142.เวย์น รูนีย์ ( 5 สมัย) เวย์น รูนีย์ หรือกัปตันรายล่าสุดประจำสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาย้ายมาจาก เอฟเวอร์ตัน เข้ามารับใช้ถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวสูงถึง 25.6 ล้านปอนด์ พร้อมด้วยวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น ก่อนจะเปิดตัวได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมแรกด้วยการช่วย "ปีศาจแดง" ถล่ม เฟเนร์บาเช่ ไปด้วยสกอร์มากถึง 6-2 ซึ่งเจ้าตัวก็เป็นผู้ซัดแฮตทริกในเกมนี้นั่นเอง โดยล่าสุด "หมูรูน" ก็ลงเล่นให้กับ "เรด เดวิลส์" บนลีกสูงสุดแดนผู้ดีไปแล้ว 331 นัด พร้อมพังตาข่ายไปได้มากถึง 168 ประตู ทั้งยังเป็นหนึ่งในนักเตะสำคัญของ ทีมชาติอังกฤษ ยุคปัจจุบันอีกด้วยลำดับรางวัลผู้เล่นประจำเดือนแดนผู้ดีที่คว้ามาได้ 1.กุมภาพันธ์ ปี 20052. ธันวาคม ปี 20053. มีนาคม ปี 20064.ตุลาคม ปี 20075. มกราคม ปี 20103.โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ( 5 สมัย) โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัล "ผู้เล่นประจำเดือน" มาได้มากถึง 5 สมัย เช่นเดียวกันกับ รูนีย์ โดยเจ้าตัวได้โชว์ฝีเท้าอย่างเจิดจรัสมาตั้งแต่สมัยรับใช้ อาร์เซน่อล ด้วยการลงเล่นในลีก ระหว่างปี 2004-2012 พร้อมซัดตาข่ายไปมากถึง 96 ประตู ก่อนที่จะย้ายมายัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบสุดช็อคในปี 2012 และกลายมาเป็นนักเตะที่ทำประตูดาวซัลโวช่วยให้ "ปีศาจแดง" คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จตั้งแต่ปีแรกด้วยการยิงไปถึง 26 ประตู นอกจากนี้ทราบหรือไม่ว่าเขายังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ผู้เล่นที่ดีที่สุดของโลกจากหนังสือพิมพ์ "The Guardian" ในปี 2013 อีกด้วยลำดับรางวัลผู้เล่นประจำเดือนแดนผู้ดีที่คว้ามาได้ 1. พฤศจิกายน ปี 20052. ตุลาคม ปี 20093.ตุลาคม ปี 20114. ธันวาคม ปี 20125. เมษายน ปี 2013Credit Pic : Getty Image, Mirror

"10 ช่วงเวลาสำคัญของ ราอูล กับราชันบลูส์"

ร่วมทัพ ชาลเก้ 28 กรกฎาคม 2010 ราอูล กอนซาเลซ เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการย้ายจาก เรอัล มาดริด มาล่าตาข่ายกับ ชาลเก้ ด้วยสัญญา 2 ปีในยุคของเทรนเนอร์ เฟลิกซ์ มากัธ พร้อมเปิดตัวต่อหน้าสาวก "เดอะ รอยัล บลูส์" ในถิ่นเฟลตินส์ อารีน่า และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในฐานะซูเปอร์ตัวใหม่ของยอดทีมแห่งเมืองเกลเซ่นเคียร์เช่น หมายเลข 7 สีน้ำเงิน ราอูล ยังคงสวมหมายเลข 7 กับทัพ "ราชันสีน้ำเงิน" ซึ่งเป็นเบอร์สัญลักษณ์ที่ ราอูล ใส่สังหารประตูกับ "ราชันชุดขาว" ระหว่าง 1996-2010 หลังการย้ายออกแบบยืมตัวไปยัง โบคุม ของ ลูอิส โฮลท์บี้ เจ้าของเบอร์เสื้อคนก่อน ประเดิมสกอร์ การเริ่มต้นชีวิตการของ ราอูล ในเวทีบุนเดสลีกาอาจไม่ได้สวยหรูมากนัก เมื่ออดีตศูนย์หน้าทีมชาติสเปนต้องรอถึงการลงสนามแมตช์ที่ 6 ในบุนเดสลีกากับ ชาลเก้ จึงจะสามารถพังประตูได้ โดยเป็นการทำประตูตีเสมอ 2-2 ในช่วง 3 นาทีสุดท้ายของเกมกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ประตูสำคัญ 2 มีนาคม 2011 เกมรอบรองชนะเลิศศึกเดเอฟเบ โพคาล ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ ชาลเก้ จบลงด้วยชัยชนะแบบหวุดหวิด 1-0 ของทีมยักษ์ใหญ่แห่งเมืองเกลเซ่นเคียร์เช่น โดยประตูโทนประตูเดียวของแมตช์นี้เกิดจากการขึ้นโขกลูกเตะมุมของ ราอูล คว้าแชมป์แรก ราอูล ซิวโทรฟี่แรกในการล่าตาข่ายยังเมืองเบียร์ในปีแรก ด้วยการคว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ซีซั่น 2010-11 สำหรับชัยชนะ 5-0 เหนือ ดุยส์บวร์ก ในนัดชิงชนะเลิศ แม้ทั้ง 5 ประตูจะไม่มี ราอูล เป็นผู้ทำประตูเลยก็ตาม ยิง 2 แมตช์ติด ราอูล ซัด 2 ประตูจากการลงสนาม 2 แมตช์เหย้า-เยือนในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ฤดูกาล 2010-11 กับ อินเตอร์ มิลาน โดยลูกแรกเป็นการยิงที่สังเวียนจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า ช่วยให้ "ราชันสีน้ำเงิน" บุกถล่มแชมป์เก่า "ยูซีแอล" ปีก่อนอย่างเจ้า "งูใหญ่" 5-2 ก่อนกดลูกที่ 2 ในรังเฟลตินส์ อารีน่า ด้วยชัยชนะ 2-1 3 แฮตทริค 2 ฤดูกาลในบุนเดสลีกา ราอูล จัดการซัด 3 แฮตทริคป้อนทัพ "ราชันสีน้ำเงิน" โดย 2 จาก 3 แฮตทริคของกัปตันทีม "โลส บลังกอส" เป็นกระทุ้งใส่ แวร์เดอร์ เบรเมน (ชนะ 4-0 ซีซั่น 2010-11 กับ ชนะ 5-0 ซีซั่น 2011-12) อัจฉริยแห่งการจบสกอร์ ราอูล ช่วยทำ 2 ประตูในทัพ "เดอะ รอยัล บลูส์" เปิดบ้านไล่ต้อน ฮันโนเวอร์ 3-0 โดย 1 จาก 2 ประตูในแมตช์ดังกล่าวนี้อดีตหัวหอกชาวสแปนิชแสดงให้เห็นถึงทักษะอย่างเดียวกับที่เคยทำให้เห็นกันบ่อยครั้งสมัยเล่นกับ เรอัล มาดริด ด้วยการดึงบอลหลบ รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์ ผู้รักษาประตูของ ฮันโนเวอร์ ด้วยเท้าซ้าย ก่อนสังบอลเสียบตาข่ายด้วยเท้าขวา ประตูสั่งลา ราอูล ยิงประตูสุดท้ายในสีเสื้อ ชาลเก้ ในแมตช์ที่ 33 ของศึกบุนเดสลีกา ฤดูกาล 2011-12 โดยเป็นเกมที่ "ราชันสีน้ำเงิน" เปิดรังเฟลตินส์ อารีน่า ถล่มเอาชนะ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน 4-0 ปิดฉากกับ ชาลเก้ หลังช่วงระยะเวลา 2 ปีกับการค้าแข้งในเมืองเกลเซ่นเคียร์เช่น 19 เมษายน 2012 ราอูล กอนซาเลซ ประกาศอำลาทัพ ชาลเก้ เมื่อหมดสัญญา 2 ปี พร้อมฝากผลงานลั่นสกอร์ 40 ประตูจากการลงสนาม 96 นัดในทุกรายการกับ "เดอะ รอยัล บลูส์" และ ชาลเก้ ได้ยกเลิกหมายเลข 7 เพื่อเป็นเกียรติให้กับดาวยิงเลือดกระทิง ก่อนที่ปี 2013 เบอร์ 7 จะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งกับ มักซ์ ไมเยอร์ เพลย์เมกเกอร์ดาวรุ่งของทีมpic : kicker.de

"10 สตาร์สหราชอาณาจักรกับความสำเร็จนอกเกาะอังกฤษ"

เกล็น ฮ็อดเดิ้ล (โมนาโก) หลังช่วงเวลา 12 ปีในการค้าแข้งกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ พร้อมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย และยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีก) 1 สมัย ฮ็อดเดิ้ล เลือกย้ายไปอยู่กับ โมนาโก ในปี 1987 หลังสโมสรสัญชาติอังกฤษโดนแบนสำหรับการแข่งขันฟุตบอลรายการสโมสรยุโรปจากกรณีโศกนาฏกรรมที่เฮย์เซล สเตเดี้ยม ฤดูกาลแรกที่ฝรั่งเศส ฮ็อดเดิ้ล ประสานงานร่วมกับ มาร์ค แฮทลี่ย์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษช่วยให้ทีมของเทรนเนอร์ อาร์เซน เวนเกอร์ ซิวแชมป์ลีก เอิง ซีซั่น 1987-88 ฤดูกาลต่อมาฟอร์มของ ฮ็อดเดิ้ล ยังร้อนแรงต่อเนื่อง เมื่อกระทุ้งถึง 20 ประตูในทุกรายการทั้งที่เลานในตำแหน่งมิดฟิลด์ ทว่าผลงานของต้นสังกัดรัฐโมนาโกจะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม ก่อนที่ซีซั่นสุดท้าย ฮ็อดเดิ้ล จะปิดฉากช่วงเวลา 4 ปีในเมืองน้ำหอมด้วยการพา โมนาโก คว้าแชมป์แฟร้นช์ คัพ ในปี 1991 และกลับมาเล่นในเกาะอังกฤษกับ สวินดอน ทาวน์ และ เชลซี เดวิด เบ็คแฮม (เรอัล มาดริด, แอลเอ กาแลคซี่, เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง) อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษประสบความสำเร็จทุกอย่างกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนย้ายสู่ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 37.5 ล้านยูโรในช่วงซัมเมอร์ปี 2003 ลูกหม้อของ "ปีศาจแดง" มีประสบการณ์ทั้งขึ้น-ลงในการค้าแข้งยังเมืองกระทิง โดยเฉพาะฤดูกาลสุดท้าย เบ็คแฮม ต้องถูกตัดออกจากทีมชุดใหญ่ของ "ราชันชุดขาว" หลังเซ็นสัญญาล่วงหน้ากับ แอลเอ กาแลคซี่ ในเดือนมกราคม 2007 ก่อนกลับมาเป็นขุมกำลังสำคัญของกุนซือ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ช่วยให้ยอดทีมแห่งกรุงมาดริดซิวแชมป์ลา ลีกา ซีซั่น 2006–07 ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ส่วนช่วงเวลา 5 ปีในสหรัฐอเมริกา เบ็คแฮม ซิวแชมป์เมเจอร์ ลีก ซอคเกอร์ 2 สมัย และย้ายกลับมาเล่นด้วยสัญญายืมตัว 2 ครั้งกับ เอซี มิลาน และปิดฉากอาชีพการค้าแข้งด้วยการเฉลิงบัลลังก์แชมป์ลีก เอิง ฝรั่งเศส ซีซั่น 2012–13 กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แกเร็ธ เบล (เรอัล มาดริด) ปีกทีมชาติเวลส์ย้ายออกจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หลัง เรอัล มาดริด ยอมจ่ายค่าตัวเป็นสถิติโลกถึง 85 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4.2 พันล้านบาท) เพื่อรับตัว เบล ไม่ตะบันเพลงแข้งในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2013 และเพียงซีซั่นแรกในกรุงมาดริดดาวเตะชาวเวลช์จัดการซัด 22 ประตูจากการลงสนามในทุกรายการกับ "ราชันชุดขาว" พร้อมกับการกวาดแชมป์ทั้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, โกปา เดล เรย์, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิล์ด คัพ มายังรั้วเบร์นาเบว พอล แลมเบิร์ต (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) แลมเบิร์ต กลายเป็นผู้เล่นชาวสก็อตคนแรกที่คว้าแชมป์สโมสรยุโรปกับทีมต้นสังกัดต่าประเทศ เมื่ออดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสก็อตแลนด์คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในฤดูกาล 1996–97 ซึ่งเป็นการเอาชนะ ยูเวนตุส ในนัดชิงชนะเลิศที่เต็มไปด้วยสตาร์ทคับทีมทั้ง ซีเนอดีน ซีดาน, ดิดิเยร์ เดชองส์, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ และ ชิโร่ เฟร์เรร่า โดย แลมเบิร์ต แจ้งเกิดกับ มาเธอร์เวลล์ ก่อนถูก "เสือเหลือง" ในยุคของเทรนเนอร์ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ ดึงตัวไปเล่นยังเวทีบุนเดสลีกา เยอรมัน ทว่าเพียงปีเดียวในเมืองเบียร์กับแชมป์ "บิ๊กเอียร์" ซีซั่นต่อมา แลมเบิร์ต เลือกกลับมาเล่นในบ้านเกิดกับ เซลติก เดวิด แพล็ตต์ (บารี่, ยูเวนตุส และ ซามพ์โดเรีย) แพล็ตต์ ถูก บารี่ ดึงตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 5.5 ล้านยูโร ในปี หลังฟอร์มยอดยี่ยมในฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลีเป็นเจ้าภาพ เมื่อ แพล็ต เป็นแกนหลักของทีมชาติอังกฤษในยุคกุนซือ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน กับคว้าอันดับ 4 ในเวิลด์ คัพ ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวมาครอง ฤดูกาลแรกกับการค้าแข้งในเวทีเซเรีย อา อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษได้รับเกียติสวมปลอกแขนกัปตันทีมพร้อมช่วยทำ 11 ประตู แต่สุดท้ายไม่สามารถพา บารี่ อยู่รอดบนลีกสูงสุดในซีซั่น 1991-92 ฤดูกาลต่อ แพล็ตต์ ถูก ยูเวนตุส ดึงตัวไปร่วมทีม ทว่ากองกลางทัพ "ทรี ไลออนส์" มีโอกาสลงสนามเพียง 16 นัดในทีมเจ้า "ม้าลาย" ยุคของเทรนเนอร์ โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ทำให้ในปี 1993 แพล็ตต์ เลือกย้ายมาเข้าสังกัดของ ซามพ์โดเรีย พร้อมได้ร่วมทีมกับ โรแบร์โต้ มันชินี่, รุด กุลลิท และ อัตติลิโอ ลอมบาร์โด โดย แพล็ตต์ ลั่นสกอร์ 17 ประตูจากการลงสนาม 55 นัดในเซเรีย อา กับช่วงเวลา 2 ที่ทัพ "ลา ซามพ์" พร้อมซิวแชมป์โคปปา อิตาเลีย ในปี 1994 และกลับเกาะอังกฤษมาเล่นกับ อาร์เซน่อล และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ คริส วอดเดิ้ล (โอลิมปิก มาร์กเซย) วอดเดิ้ล ประสบความสำเร็จอย่างมากตลอดระยเวลา 3 ปีในสีเสื้อ โอลิมปิก มาร์กเซย หลังย้ายออกจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มาค้าแข้งในเมืองน้ำหอมด้วยคาตัว 4.5 ล้านปอนด์ ในปี 1989 ระหว่างช่วง 3 ฤดูกาลในรั้วสต๊าด เวโลโดม อดีตปีกซ้ายทีมชาติอังกฤษคว้า 3 แชมป์ลีก เอิง และฤดูกาล 1990-91 วอดเดิ้ล เกือบซิวถ้วยแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทว่าต้องปราชัยในการดวลจุดโทษของนัดชิงชนะเลิศต่อ เร้ด สตาร์ เบลเกรด แต่นั่นก็เพียงพอให้เหล่าสาวก "โอแอ็ม" โหวตให้อดีตดาวเตะทัพ "สิงโตคำราม" เป็นนักเตะที่ดีที่สุดในรอบศตวรรษของสโมสรในปี 1998 อันดับ 2 เป็นรองเพียง ฌอง-ปิแอร์ ปาแป็ง อดีตหัวหอกทีมชาติฝรั่งเศสเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ปี 1991 สตีฟ แม็คมานามาน (เรอัล มาดริด) แม็คมานามาน ย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล มาร่วมทีม เรอัล มาดริด แบบไม่มีค่าตัวปี 1999 และกลายเป็นแกนหลักในแดนกลางของ "ราชันชุดขาว" ในยุคของเทรนเนอร์ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ อย่างรวดเร็ว ซีซั่นแรกในกรุงมาดริดอดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พร้อมรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในนัดชิงชนะเลิศ หลังวอลเลย์อย่างสุดสวยใส่ บาเลนเซีย กับชัยชนะ 3-0 ที่สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ ตลอดช่วงเวลา 3 ปีในชายคาซานติอาโก้ เบร์นาเบว แม็คมานามาน ซิวแชมป์ลา ลีกา 2 สมัย พร้อมปิดฤดูกาลสุดท้ายด้วยการยกถ้วย "บิ๊กเอียร์" อีกครั้งในปี 2002 ก่อนย้ายกลับมาบ้านเกิดในต้นสังกัด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แกรี่ ลิเนเกอร์ (บาร์เซโลน่า) เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษเป็นผู้เซ็นสัญญาคว้าตัว ลิเนเกอร์ จาก เอฟเวอร์ตัน ไปล่าตาข่ายในถิ่นคัมป์ นู ด้วยค่าตัว 2.7 ล้านปอนด์ ในปี 1986 หลังคว้ารางวัลโกลเดน ชู หรือดาวซัลโวสูงสุด (6 ประตู) ในฟุตบอลโลก 1986 ศูนน์หน้าทีมชาติอังกฤษประสบความสำเร็จในเวทีลา ลีกา สเปน สำหรับฤดูกาลแรกมากทีเดียวด้วยการตะบัน 21 ประตูกับ "บาร์ซ่า" ทว่าสุดท้าย "อาซูกราน่า" จบซีซั่นแบบไม่มีโทรฟี่แชมปติดมือ ก่อนที่ฤดูกาลต่อมา ลิเนเกอร์ จะคว้าแชมป์โคปปา เดล เรย์ ในปี 1988 และคัพ วินเนอร์ส์ คัพ ในปีถัดมา และกลับมาเกาะอังกฤษมาอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เควิน คีแกน (ฮัมบูร์ก) คีแกน กลายเป็นผู้เล่นสหราชอาณาจักรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดสำหรับการค้าแข้งในเยอรมัน เมื่ออดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษย้ายสู่ ฮัมบูร์ก ในปี 1977 จาก ลิเวอร์พูล โดยฤดูกาลแรกในเวทีบุนเดสลีกา คีแกน ต้องประสบความยากลำบากในการปรับตัว และยังโดนแบนช่วงกลางซีซั่นจากกรณีความรุนแรงระหว่างแมตช์กระชับมิตรกับ ลึอเบ็ค แต่ฤดูกาลดังกล่าวอดีตดาวยิงทัพ "ทรี ไลออนส์" ยังยิงได้ถึง 12 ประตู พร้อมซิวบัลลงดอร์ปี 1978 ซีซั่นถัดมา คีแกน ถือเป็นขุมกำลังสำคัญในการพา "สิงห์เหนือ" ชูถาดแชมป์บุนเดสลีกา ฤดูกาล 1978–79 ซึ่งเป็นการยุติการรอคอยกว่า 19 ปีของสโมสร และ คีแกน ยังโดดเด่นจนครองรางวัลบัลลงดอร์อีกสมัย ก่อนปิดฉากปีสุดท้ายในเมืองเบียร์ด้วยการนำ ฮัมบูร์ก ผ่านเช้าชิงชนะเลิศศึกยูโรเปี้ยน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ในซีซั่น 1979-80 ทว่าต้องปราชัยต่อ น็อตติ้งแฮม ฟอแรสต์ และโยกกลับอังกฤษสู่อ้อมอก เซาธ์แฮมป์ตัน ตามด้วย นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จอห์น ชาร์ลส์ (ยูเวนตุส และ โรม่า) อดีตดาวเตะทีมชาตเวลส์ได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะต่างชาติที่ดีที่สุดในรอบ 100 ปีของทัพ "เบียงโคเนรี่" ในปี 1997 เหนือตำนานจากฝรั่งเศสทั้ง มิเชล พลาตินี่ และ ซีเนอดีน ซีดาน โดย ชาร์ลส์ ถูกเจ้า "ม้าลาย" คว้าตัวจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด มาล่าตาข่ายในเมืองตูริน ด้วยค่าตัว 65,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติการบ้านทีมในปี 1957 อดีตแข้งทัพ "มังกรแดง" ประเดิมลั่นสกอร์ได้ตั้งแต่แมตช์แรกกับ เฮลลาส เวโรน่า และจบฤดูกาลแรกด้วยการกระทุ้ง 28 ประตู และประเดิมคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ในปีแรก รวมแล้ว ชาร์ลส์ ซิวสคูเด็ตโต้ 3 สมัย และโคปปา อิตาเลีย 2 สมัย ตลอดระยะเวลา 5 ปีในอิตาลี ก่อนย้ายกลับซบ ลีดส์ ยูไนเต็ด และมีโอกาสลงสนามเพียง 11 นัด จึงถูก โรม่า ดึงกลับมายังเซเรีย อา อีก 1 ฤดูกาลpic : zimbio, telegraph