breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

สุดเจิด! อาดิดาส ออกสตั๊ดเมสซี่คอลเลคชั่นรุ่นใหม่รับบอลโลก

ใกล้เทศกาลฟุตบอลโลกเข้ามาทุกที แบรนด์กีฬาชื่อดังต่างๆก็ได้เตรียมออกอุปกรณ์กีฬารุ่นใหม่เพื่อต้อนรับศึกฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งมวลมนุษยชาติที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่ง อาดิดาส ก็ไม่พลาดที่จะเกาะกระแสนี้ โดยการออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า "Adidas Adizero Messi Battle Pack 2014" ซึ่งเป็นสตั๊ดที่ผลิตมาเพื่อให้ ลีโอเนล เมสซี่ กองหน้าระดับซุปตาร์ชื่อก้องโลก ได้สวใใส่ลงเล่นในศึกเวิลด์คัพ 2014 เพียงผู้เดียวเท่านั้น โดยสตั๊ดรุ่นนี้นั้น มีความพิเศษและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าได้รับแรงบัลดาลใจในการออกแบบสีรองเท้ามาจากสีของ "ธงชาติอาร์เจนติน่า" ซึ่งเป็นสัญชาติของหัวหอกตัวเก่งจากสโมสร บาร์เซโลน่า ดังนั้นเราจะได้เห็นสีฟ้าซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงความเป็น "อาร์เจนไตน์" ปรากฎเป็นสีหลักอยู่บนรองเท้าคู่นี้ นอกจากนั้นแล้วตัวรองเท้ายังมีการใช้สีขาวเพื่อให้ลายและสีบนรองเท้านั้นมีความโดดเด่นมากขึ้น รวมถึงมีการใช้สีดำเป็นลายพรางบริเวณข้างรองเท้า เพื่อสื่อถึงความเข้มแข็งและความโฉบเฉี่ยวที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก "นักรบเสือดาว" ที่อยู่ในสมัยเมโสโปเตเมีย ซึ่งพวกเขามีถิ่นฐานอยู่ที่หาดคาปาคาปาน่า ในประเทศบราซิลนั่นเอง อีกทั้งโลโก้ของ อาดิดาส ที่เป็น 3 ขีดนั้นยังใช้เป็นสีส้มสะท้อนแสงเพื่อเพิ่มลูกเล่นให้กับสตั๊ดคู่นี้อีกด้วย มาถึงส่วนของพื้นรองเท้านั้นใช้เป็นสีดำ และมีตัวอักษรคำว่า "Una Nacion" ซึ่งเป็นภาษาอาร์เจนติน่าที่แปลว่า (One Nation) หรือการเป็นชาติที่มีความเป็นหนึ่ง เพื่อเป็นการปลุกใจในการสู้ศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้ของ ลีโอเนล เมสซี่ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของรองเท้ารุ่นนี้นั่นเอง ส่วนเรื่องปุ่มสตั๊ดนั้น ทาง อาดิดาส ได้ใช้นวัตกรรมใหม่ในการผลิต เพื่อทำให้รองเท้าคู่นี้นั้น สามารถใส่ลงเล่นได้กับทุกสภาพสนาม ไม่ว่าจะเป็นในวันที่ฝนตกหนัก หรือมีหิมะโปรยปรายก็ตาม ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีกำหนดการณ์ที่ชัดเจนออกมาว่าสตั๊ดรุ่น "Adidas Adizero Messi Battle Pack 2014" จะออกสู่ท้องตลาดอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ ซึ่งถ้ามีความเคลื่อนไหว ผมจะรีบแจ้งให้ทราบทันที่นะครับ pic by : footyheadlines

9 อย่างที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Nike Superfly IV!

หลังจากที่ทาง ไนกี้ แบรนด์ กีฬาชื่อดังได้ออกสตั๊ดที่เป็นรองเท้าแบบหุ้มข้อรุ่นแรกของโลกอย่าง Nike Superfly IV มานั้น เราอาจะแค่ได้เห็นรูปลักษณ์ภายนอกของรองเท้ารุ่นนี้ ซึ่งเราก็ได้ไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Nike Superfly IV จาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ CR7 พรีเซนต์เตอร์ของสตั๊ดรุ่นนี้ รวมถึง เดนิส เดโกวิช ผู้อำนวยการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัทไนกี้ ส่วนจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยครับ1. วันออกจำหน่าย : ไนกี้ ได้มีการเปิดให้สั่งซื้อรองเท้ารุ่นนี้ล่วงหน้าในวันที่ 26 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ส่วนวันที่จะออกขายตามช็อปทั่วโลกนั้น จะเป็นวันที่ 12 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นวันเดียวกับศึกฟุตบอลโลก ที่ประเทศบราซิล นั้นจะเริ่มแข่งขันกันเป็นวันแรกด้วย2. น้ำหนัก : รองเท้ารุ่นนี้นั้นตะเน้นความเบาเป็นพิเศษ โดยมีน้ำหนักแค่ 200 กรัมเท่านั้น ซึ่งเบากว่ารองเท้าสตั๊ด Superfly รุ่นเก่าถึง 45 กรัม เหมาะสำหรับคนชอบใช้สปีดในการเล่นฟุตบอลอย่างแท้จริง3. ราคา : โดยรองเท้ารุ่น Nike Superfly IV แบบตัวท็อปนั้น มีราคาประมาณ 230 ยูโร หรือถ้าตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 11,500 บาท ซึ่งถูกกว่ารองเท้า Superfly รุ่นก่อนถึง 50 ยูโร โดยในกี้ให้เหตุผลว่า ที่ลดราคาลงเนื่องจากต้องการของคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอดนั่นเอง 4. ไซด์รองเท้า : ปกติแล้วเลาใส่รองเท้าสตั๊ดนั้น คนจะนิยมใส่ให้เล็กกว่าเท้าของตัวเองประมาณครึ่งไซด์เพื่อให้เกิดความกระชับมากขึ้น แต่รองเท้ารุ่น Nike Superfly IV นี้นั้น คุณไม่จำเป็นต้องลดไซด์รองเท้าลงมา เนื่องจากว่าทาง ไนกี้ ได้ออกแบบมาให้สตั๊ดรุ่นนี้มีความพอดีกับเท้า ดังนั้นสมมุติว่าคุณใส่รองเท้า เบอร์ 9.5 คุณก็ซื้อรองเท้าเบอร์ 9.5 มาใส่ได้เลยนั่นเอง5. ปุ่มรองเท้า : โดยทาง ไนกี้ นั้น ได้มีการดีไซน์ให้ปุ่มรองเท้าของสตั๊ดรุ่นนี้ มีลักษณะเป็นแบบ "ใบมีด" มากขึ้น เพื่อทำให้เวลานักเตะวิ่งในสนามนั้น จะสามารถเกาะสนามได้ดีและทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีการเพิ่มปุ่มใบมีดไปที่บริเวณครึ่งเท้าหน้าเพื่อช่วยในเรื่องของการลงน้ำหนักเวลากระโดด ซึ่ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พรีเซนต์เตอร์ของสตั๊ดรุ่นนี้ เป็นคนขอให้เพิ่มจุดนี้ขึ้นมา6. เชือกรองเท้า : โดยรองเท้าสตั๊ดรุ่น Nike Superfly IV นี้นั้น ใช้เชือกรองเท้าแบบพิเศษที่มีชื่อว่า "The Brio Cables" ซึ่งเป็นเชือกที่มีความเหนียวแน่นเป็นพิเศษ เพื่อช่วยในความกระชับและตัดความรำคาญในการที่เชือกจะต้องหลุดบ่อยๆนั่นเอง7. วัสดุในการทำรองเท้า : สตั๊ดรุ่นนี้นั้น ใช้วัสดุที่เรียกได้ว่าเป็นของใหม่ล่าสุด นั่นก็คือ การใช้เส้นใยคาร์บอนที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม เพื่อช่วยในเรื่องการสัมผัสบอลของนักเตะให้มีความนุ่มนวลและติดเท้ามากขึ้น8. ผิวรองเท้า : โดยทาง ไนกี้ ได้ใช้นวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า "Nikeskin" มาใช้ในการผลิตรองเท้ารุ่นนี้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อ ให้นักฟุตบอลรู้สึกว่าสบายเท้าเวลาสวมใส่ เหมือนกับใส่รองเท้าไปเที่ยวหรือใส่รองเท้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั่นเอง9. การใส่ลงเล่นในสนาม : แม้ว่ารองเท้ารุ่น Nike Superfly IV จะมีการออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ แต่ก่อนหน้านั้น ก็จะมีการส่งให้กับทีมชาติที่ทาง ไนกี้ เป็นสปอนเซอร์ หรือนักเตะที่ต้องการลองใส่รองเท้ารุ่นนี้ ให้นำไปใส่ฝึกซ้อมหริอเล่นเกมกระชับมิตรก่อน เพื่อให้เกิดความคุ้นชินนั่นเอง และนี่คือ 9 ข้องที่ควรรู้เกี่ยวกับรองเท้าสตั๊ดรุ่น Nike Superfly IV ส่วนในสัปดาห์หน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น สามารถรอติดตามอ่านกันได้นะครับ pic by : footyheadlines

ไอดอลลูกหนัง! ไนกี้ ออกสตั๊ดเพื่อฉลองซีซั่นสุดเจ๋งของเจ็ทโด้

ไนกี้ แบรนด์กีฬาอันดับหนึ่งสำหรับใครหลายๆคน ได้ออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า "The Mercurial Vapor IX CR7 Special Edition" เพื่อเป็นการยกย่องและสรรเสริญ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าตัวเก่งของสโมสร เรอัล มาดริด เนื่องจากว่าเจ้าตัวทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ด้วยการคว้ารางวัล บัลลงดอร์ มาครองได้ รวมถึงถ้าทำอีกหนึ่งประตู เขาก็จะเป็น ผู้เล่นที่ทำสถิติยิงครบ 200 ประตูได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีม "ราชันชุดขาว" เลยนั่นเอง โดยรองเท้าสตั๊ดรุ่น "The Mercurial Vapor IX CR7 Special Edition" นี้นั้น ใช้สีเข้าที่ดูเรียบง่ายเป็นสีของตัวรองเท้า และเป็นสีรองเท้าที่เจ้า "เจ็ทโด้" ชอบใส่ แต่ที่พื้นรองเท้านั้น มีการใช้สีทองทั้งหมดเพื่อแสดงให้เห็นถึงความพิเศษและความหรูหราซึ่งแสดงตัวตนของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้อย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งที่ตัวรองเท้ามีการสกรีนคำว่า "CR7" ซึ่งเป็นคำย่อชื่อและเบอร์ที่ โรนัลโด้ ชื่นชอบเข้ามาอีกด้วย ซึ่ง เดนิส เดโควิช ผู้อำนวยการด้านการออกแบบของบริษัทไนกี้ กล่าวว่า "คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือนักเตะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นทำให้พวกเราอยากจะร่วมยินดีกับซีซั่นที่ยอดเยี่ยมของเขา ด้วยการออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นพิเศษมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยนั่นเอง" และนอกจากนั้นแล้ว รองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้นั้นยังเป็นรุ่น "ลิมิเตท" ที่ผลิตออกมาแค่ 100 คู่ในโลกเท่านั้น และทุกคู่จะมีหมายเลขกำกับอยู่ใต้รองเท้าทั้งหมด แต่ความพิเศษอีกอย่างนึง คือ ถ้าใครซื่อรองเท้าที่มีหมายเลขคู่ คือ 45 จะได้รับของรางวัลพิเศษอีกด้วย ในตอนแรกเจ้า "เจ็ทโด้" จะใส่รองเท้ารุ่น "The Mercurial Vapor IX CR7 Special Edition" นี้ลงสนามในเกมที่ เรอัล มาดริด ชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย โกปา เดล เรย์ กับ บาร์เซโลน่า เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บรบกวนเลยไม่สามารถลงสนามได้ และคาดว่าถ้าเจ้าตัวหายจากอาการบาดเจ็บเมื่อไหร่ก็จะใสสตั๊ดคู่นี้ลงประเดิมสนามทันที ซึ่งก็คือในเกมที่ เรอัล มาดริด เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไปได้ 1-0 ในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่สนาม ซานติเอร์โก เบอร์นาบิว โดยรองเท้ารุ่นนี้ซึ่งมีเพียง 100 คู่ในโลก ได้ออกวางขายครั้งแรกแล้วในวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งราคาก็สูงตามจำนวนของความเป็นรองเท้ารุ่นพิเศษนั่นเอง เรื่องโดย : คิมทัน pic by : chexosnews,soccerbible

ใส่แล้วชิว! อาดิดาส ออก เสื้อสำหรับใส่เล่นกีฬาสุดเย็นสบาย

ต้อนรับซัมเมอร์กันเลยทีเดียวสำหรับงานนี้ เมื่อ อาดิดาส แบรนด์สปอร์ตชื่อดังที่หลายๆคนรู้จักเป็นอย่างดี ได้ออกเสื้อที่เอาไว้ใส่สำหรับเล่นกีฬารุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า "Climachill" ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีในการผลิตแบบใหม่มาใช้ คือ นำเส้นใย 3d ไทเทเนียม มาเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตเสื้อรุ่นนี้ เพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึก "เบาสบาย" ในการเล่นกีฬาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน และที่สำคัญคือได้ เดวิด เบ็คแฮม อดีตซุปตาร์ของวงการลูกหนังมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้อีกด้วยนั่นเอง โดยทาง อาดิดาส นั้น ได้เล็งเห็นและทำการวิจัยออกมาแล้วว่า อุณหภูมินั้นมีส่วนสำคัญต่อผลงานของนักกีฬา ดังนั้นจึงมีการนำวัสดุที่เป็นตัวระบายความร้อนที่ดีที่สุดมาใช้เป็นครั้งแรก รวมถึงใช้อลูมีเนียมทรงกลมสำหรับการผลิตเสื้อผ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ร่างกายนั้นได้รับความรับอุณหมภูมิที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ในขณะที่สวมใส่เสื้อกีฬารุ่นนี้อีกด้วย และนอกจากนั้นอลูมีเนียมทรงกลมที่อยู่ตามแนวของเนื้อผ้าที่เป็นไทเทเนียมของเสื้อรุ่นนี้ "Climachill" นั้น จะช่วยเพิ่มความเย็นสบายในขณะที่สวมใส่ได้ถึง 36 เปอร์เซนต์ เพราะได้มีการทดสอบกันอย่างจริงจังในห้องทดลองพิเศษที่มีอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ซึ่งทาง เดวิด เบ็คแฮม ดาวเตะจอมปั่นฟรีคิกชื่อก้องโลก ได้กล่าวถึงเสื้อกีฬารุ่น "Climachill" ไว้ว่า "ในเวลาที่ผมต้องค้าแข้งในที่ๆมีอุณภูมิหนาวเย็นอย่างทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ รวมถึงตอนที่ผมไปค้าแข้งในประเทศที่มีอากาศค่อนข้างร้อนอย่างสหรัฐอเมริกานั้น ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าสภาพอากาศที่แตกต่างกันมีผลต่อนักกีฬาในหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องผลงานของนักกีฬา ดังนั้นการที่ อาดิดาส ได้ผลิตเสื้อกีฬารุ่น "Climachill" ออกมา จะทำให้นักกีฬามีสมาธิกับการแข่งขันมากขึ้น และสามารถโชว์ผลงานที่สุดยอดของตนเองออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นวันที่มีอุณหภูมิที่สูงขนาดไหนก็ตาม" เสื้อกีฬารุ่น "Climachill" เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทยในตอนนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งก็ได้ออกมาวางจำหน่างอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา และถ้าใครอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินต้าตัวนี้ สามารถเข้าไปชมต่อได้ที่ www.adidas.com รวมถึง Pro-Direct Running นั่นเอง pic by : soccerbible เรื่องโดย : คิมทัน

ยกเซต! ไนกี้ เผย สตั๊ดรุ่นFast Forwardฉลอง16ปีเมอร์คิวเรียล

ไนกี้ แบรนด์กีฬาชื่อก้องโลกของประเทศ สหรัฐอเมริกา ได้เผยสตั๊ดรุ่นใหม่ที่ทำออกมาเป็นคอลเลคชั่น เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 16 ปีของรองเท้าสตั๊ดรุ่นที่มีคนนิยมชมชอบมากที่สุดรุ่นหนึ่งของโลกนั่นก็คือ "Mercurial" โดยมีชื่อรุ่นว่า "Nike 2014 Mercurial Fast Forward Series" ที่ผลิตออกมารวดเดียว 4 คู่ ซึ่งน่าจะถูกใจสำหรับบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาฟุตบอลไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว โดยสตั๊ตคอลเลคชั่น "Nike 2014 Mercurial Fast Forward Series" ได้รับแรงบัลดาลใจมากจาก การนำรองเท้าสตั๊ดรุ่น Mercurial ที่เคยออกมาตลอดช่วง 16 ปี ทั้งในปี 1998 2002 2006 และ 2010 มาปรับปรุงใหม่ให้ดูทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังแฝงจุดเด่นและความเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าสตั๊ด Mercurial แต่ละรุ่น รวมถึงมีประวัติและพัฒนาการของรองเท้ารุ่นนั้นๆอยู่ที่พื้นรองเท้าด้วยนั่นเอง ซึ่งรุ่นแรกที่เผยโฉมออกมาก็คือรุ่น "Mercurial Fast Forward 98" ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก "Mercurial Vapor" ที่ออกมาจำหน่ายใน 1998 ซึ่งถือว่าเป็นรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Mercurial" รุ่นแรกที่มีการผลิตออกมาด้วย และนักเตะที่ใส่และเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์รองเท้ารุ่นนี้ก็คือ โรนัลโด้ กองหน้าตัวเก่งของทีมชาติ บราซิล ที่เรารู้จักกันดีในฉายา "เหยินใหญ่" นั่นเอง โดยมีจุดประสงค์ที่ทำรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อ ให้ย้อนไปเห็นถึงจุดเริ่มต้นของรองเท้าสตั๊ดที่ได้รับความนิยมอย่างสูงรุ่นนี้ และมีการปรับปรุงวัตถุดิบในการผลิดเพื่อให้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้นอีกด้วย ส่วนรุ่นที่ 2 ที่เผยโฉมออกมานั้นคือรุ่น "Mercurial Fast Forward 02" ที่ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Mercurial Vapor" ที่ออกมาในปี 2002 โดยมีจุดเด่นที่น้ำหนักของรองเท้าที่เบาและเหมาะกับผู้สวมใส่ที่ต้องการความคล่องแคล่วและเน้นความเร็ว และนอกจากนั้น ยังเป็นรองเท้ารุ่นที่ โรนัลโด้ กองหน้าฟันกระต่ายจากทีมแซมบ้าเจ้าเก่า ใส่ในฟุตบอลโลกปี 2002 นัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติ เยอรมัน และสามารถทำประตูได้ด้วย รวมถึงรองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้นั้นได้รับการออกแบบจาก แมคราเลน ยี่ห้อรถยนต์ชื่อดังที่มีชื่อเสียงด้านรถสูตรหนึ่งหรือ f1 มาช่วยพัฒนาด้วยนั่นเอง มาถึงรุ่นที่ 3 นั้นคือรุ่น "Mercurial Fast Forward 06" ที่ได้รับแรงบัลดาลใจมากจากรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Mercurial Vapor" ที่ออกมาจำหน่ายในปี 2006 ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นแรกที่มีการใช้เส้นใยของคาร์บอนเป็นส่วนประกอบในการผลิต เพื่อที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำประตูของนักเตะนั้นสูงมากขึ้นอีกด้วย รวมถึงเป็นรองเท้ารุ่นสุดท้ายที่ โรนัลโด้ หรือ "CR9" มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ และใช้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าตัวเก่งของสโมสร เรอัล มาดริด หรือ "CR7" มาเป็นพรีเซนเตอร์ของรองเท้ารุ่น "Mercurial Vapor" แทน ส่วนรุ่นสุดท้ายของ คอลเลคชั่นนี้นั้น คือรุ่น "Mercurial Fast Forward 10" ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Mercurial Vapor Superfly lI" ที่เผยโฉมครั้งแรกเมื่อศึกฟุตบอลโลกในปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่ง ครสเตียโน่ โรนัลโด้ รับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ รองเท้ารุ่น "Mercurial Vapor" เป็นรุ่นแรกอีกด้วย โดย "Fast Forward 10" นั้นมีการพัฒนาในด้านของพื้นรองเท้าที่มีการใช้เทคโนโลยี "flywire" ซึ่งเป็นการลดน้ำหนักรองเท้าที่ใช้ในรองเท้าทุกชนิดของแบรนด์ ไนกี้ ในปัจจุบันนั่นเอง และนี่คือทั้งหมดของรองเท้าสตั๊ดคอลเลคชั่น Nike 2014 Mercurial Fast Forward Series ซึ่งได้ออกมาจำหน่ายแล้วตามช็อปต่างๆทั่วโลก ถ้าใครสนใจสามารถไปหามาครอบครองกันได้เลย ส่วนถ้าอยากดูข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับรองเท้าสตั๊ดซีรี่ย์นี้ ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซด์ www.nike.com และ www.pro-direct soccer.com pic by : soccerbible เรื่องโดย : คิมทัน

เบาสุดในโลก! อาดิดาส ออกสตั๊ดรุ่น F50 Crazylight เอาใจคนชอบสปีด

หลังจากที่เปิดตัวรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Samba Primeknit" ซึ่งเป็นสตั๊ดที่ใช้การถักในการผลิตรุ่นแรกของโลกเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาให้หลายคนได้ตะลึงงันกันมาแล้ว ล่าสุด อาดิดาส แบรนด์กีฬาชั้นนำของประเทศ เยอรมัน ก็ได้เปิดตัวรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า "adizero F50 Crazylight" ซึ่งเป็นรองเท้าที่เรียกได้ว่ามีความเบาที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกนี้เลยทีเดียว โดยรองเท้าสตั๊ดรุ่น "F50 Crazylight" นั้นมีจุดเด่นตรงที่ มีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 99 กรัมเท่านั้น ซึ่งเบากว่าสตั๊ดรุ่น f50 คอลเลคชั่นก่อนๆถึงเกือบ 50 กรัม เพราะทาง อาดิดาส มีความตั้งใจว่า อยากจะทำให้สตั๊ดรุ่นนี้มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก โดยมีการวิจัยกันที่ห้องแล็ปของประเทศอังกฤษตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว จนสามารถผลิตได้สำเร็จนั่นเอง ซึ่งถึงแม้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะมีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก แต่ทางทีมวิจัยได้ออกมากล่าวว่า ศักยภาพและความทนทานของตัวรองเท้านั้น ยังคงอยู่เหมือนเดิม เนื่องจากใช้วัตถุดิบในการผลิตที่ทันสมัยและมีความเบากว่าวัตถุดิบที่เคยใช้ในสตั๊ดรุ่นก่อนๆมาก ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าการรับการกระแทกหรือความแข็งแกร่งของตัวรองเท้าจะลดน้อยลงไป ส่วนเรื่องการดีไซน์นั้น ทาง อาดิดาส ได้ใช้ "หัวลูกศร" มาเป็นสัญลักษณ์ของรองเท้ารุ่นนี้ เนื่องจากต้องการสื่อถึงการ "พุ่งไปข้างหน้า" หรือการพัฒนาอยู่เสมอ รวมถึงใช้สีที่มีความตัดกันอย่างลงตัวอย่าง สีส้มสะท้อนแสงและสีเขียวอ่อน เป็นสีหลักของรองเท้ารุ่นนี้ อีกทั้งมีการแซมด้วยสีดำเพื่อเพิ่มความน่าเกรงขามของตัวรองเท้านั่นเอง นอกจากนั้นยังมีการใช้เทคโนโลยี "Speedtraxion outsole" ซึ่งเป็นการเคลือบตัวรองเท้า ซึ่งจะส่งผลให้การสัมผัสของรองเท้ากับลูกบอลนั้นจะมีความสมดุลและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้เทคโนโลยี "sprint frame" ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับส้นรองเท้า ทำให้มีการเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวกขึ้นและช่วยในเรื่องการทรงตัวเป็นอย่างมากอีกด้วย โดยพรีเซนต์เตอร์ของรองเท้ารุ่นนี้อย่าง แกเร็ธ เบล ปีกซ้ายตัวเก่งของสโมสร เรอัล มาดริด ได้ใส่สตั๊ดคู่นี้ลงเล่นเป็นครั้งแรก ในเกมที่ "ราชันชุดขาว" เปิดสนาม ซานติเอร์โก เบอร์นาบิว รับการมาเยือนของ ชาลเก้ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2 นั่นเอง ซึ่งดาวเตะวัย 24 ปี กล่าวว่า "รองเท้าสตั๊ดรุ่น Crazylight เป็นรองเท้าที่เหมาะกับคนชอบใช้ความเร็วกับผมมาก และผมหวังว่ามันจะช่วยให้ผมยิงประตูได้ในเกมกับ บาร์เซโลน่า วันอาทิตย์นี้นะ" รองเท้าสตั๊ดรุ่น F50 Crazylight จะมีการออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนเมษายนนี้ แต่ถ้าใครอยากจะดูข้อมูลเพิ่มเติมของรองเท้ารุ่นนี้ สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.Pro-DirectSoccer.com หรือ เว็บไซด์อย่างเป็นทางการของอาดิดาสได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เรื่องโดย : คิมทัน pic by : soccerbible

หุุ้มข้อเจอหุ้มแข้ง! อาดิดาส เผย สตั๊ดเชื่อมถุงเท้าคู่แรกของโลก

ไม่มีใครยอมใครเลยจริงๆสำหรับงานนี้ หลังจากที่ ไนกี้ แบรนด์กีฬาชื่อดังจากประเทศอเมริกา ได้ออกสตั๊ดรุ่น "Nike Magista" ซึ่งเป็นสตั๊ดหุ้มข้อรุ่นแรกของโลกมาได้ไม่ทันไร อาดิดาส แบรนด์กีฬาชื่อดังจากประเทศเยอรมัน ก็ได้ออกรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Adidas Primeknit FS" ออกมา ซึ่งถือว่าเป็นการช็อคโลกมากกว่าเดิมอีก เนื่องจากว่า เป็นรองเท้าสตั๊ดที่มีการเย็บติดกันกับถุงเท้าเลยนั่นเอง โดยเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา อาดิดาส ได้ฤกษ์ปล่อย รองเท้าสตั๊ด รุ่นพิเศษ ให้ชาวโลกได้ยลโฉมกัน ภายใต้สโลแกน all-in-one knitted football boot and sock hybrid หรือ รองเท้าสตั๊ดที่มีลักษณะพิเศษ คือ "นำถุงเท้ามาถักให้ติดกับตัวรองเท้าที่ใช้วิธีการถักในการผลิต" ซึ่งนอกจากรองเท้าจะใช้วิธีการถักในการผลิต ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน อีกส่วนที่น่าสนใจ คือ ถุงเท้าที่เชื่อมต่อจากรองเท้าสตั๊ดถัก หรือ ‘sock silhouette’ นั้น ออกแบบมาโดยใช้เส้นใยพิเศษที่จะช่วยป้องอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าได้เป็นอย่างดี และจะลดแรงกระแทกปะทะในเกมการแข่งขัน รวมถึง เพื่อความสบายในการสวมใส่ตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงหน้าแข้ง นอกจากนี้ถุงเท้ายังช่วยในการสัมผัสลูกบอลและเท้าของนักเตะมากกว่ารองเท้าแบบดั้งเดิมอีกด้วย ดร.มาร์คัส บรันแมน รองประธานกรรมการอาวุโส อาดิดาส โกลบอล ฟุตบอล กล่าวถึง อาดิดาส ไพร์มนิต เอฟเอส ว่า “หลังจากเปิดตัว แซมบ้า ไพร์มนิต รองเท้าฟุตบอลถักคู่แรกของโลก ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้เราก็อดไม่ได้ที่จะอวดโฉมผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตอย่างอาดิดาส ไพร์มนิต เอฟเอส โดยการเปิดตัวดังกล่าวนับว่า เป็นสินค้าฟุตบอลของอาดิดาสชิ้นล่าสุด ที่จะออกมาสะเทือนวงการกีฬาและยังสร้างความเป็นผู้นำให้กับ อาดิดาส ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแห่งวงการฟุตบอลด้วยนั่นเอง” แต่ในขณะนี้ รองเท้าสตั๊ดรุ่น "Adidas Primeknit FS" ยังอยู่ในกระบวนการออกแบบและยังเป็นรูปแบบแนวความคิด ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการประสานงานของ อาดิดาส กับนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลกในการทดสอบผลิตภัณฑ์ และคาดว่าจะวางจำหน่ายได้ภายในสิ้นปีนี้ เรื่องโดย : คิมทัน pic by : soccerbible

สุโค่ย!! Nike Magista รองเท้าพันธุ์ใหม่ของวัยมันส์

"ฟุตบอลจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป" เริ่มต้นของคลิปโปรโมทรองเท่ารุ้นใหม่จาก "ไนกี้" ทำเอาผมหัวเราะอย่างไม่แยแสและคิดว่าคงไม่พ้นรูปแบบเดิมๆอย่างแน่นอน แต่เมื่อได้ดูลึกๆแล้ว "Nike Magista" ทำเอาผมต้องอึ้งไปโดยทันที!! ไนกี้ แบรนด์กีฬาชั้นนำระดับโลก ได้ทำการออกสตั๊ดสุดจ๊าบรุ่นใหม่ให้ได้ยลโฉมกันเป็นที่เรียบร้อย ด้วยรุ่น "Nike Magista" ที่จะออกมาแทนรุ่น CTR360 ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของใครหลายคน ด้วยดีไซน์ที่ออกมาได้โคตรลํ้าแบบฉบับไม่เหมือนใครของรองเท้าตัวใหม่จากยี่ห้อดังกล่าว งานนี้รับรองครับว่าจะทำให้คนรักฟุตบอลหลายรายต้องยอมสยบหามาครอบครองให้ได้เลยทีเดียว ลักษณะที่โดดเด่นของเจ้า Nike Magista คือเป็นรองเท้าที่หุ้มข้ออย่างมิดชิด แต่แฝงไปด้วยความสะดวกสบายราวกับสวมใส่ถุงเท้า ด้วยเทคโนโลยีใหม่ Flyknit และการออกแบบให้เป็นลักษณะผิวหนังชั้นที่ 2 จะทำให้เชื่อมั่นได้เลยว่ารองเท้าคู่นี้จะทำให้คุณรู้สึกสบายเท้าอย่างที่ไม่เคยได้รับจากสตั๊ดคู่ไหนของคุณมาก่อนอย่างแน่นอน แถมลักษณะการถักทอก็ออกแบบมาได้อย่างสวยงามด้วยการใช้วิธีการถักแบบ 3 มิติ ที่จะส่งผลให้เกิดแรงเสียดทานในการเลี้ยงลูก การจับลูกบอลและการพังประตูได้ดีขึ้น ส่วนการป้องกันนํ้าและความเย็น ทีมงานไนกี้ยังได้พัฒนาโปรแกรมแบบพิเศษ NIKESKIN เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ไว้อีกด้วย ส่วนเทคโนโลยี ACC หรือ All Condition Control ก็ถูกนำมาใช้ในรองเท้าคู่นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ปัญหาความเฉอะแฉะและเปียกชื้นนั้น จะไม่มีให้เห็นเป็นแน่ ทาง อันเดรส อิเนียสต้า มิดฟิลด์จอมเทคนิก บาร์เซโลน่า ถึงกับต้องออกมากล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อรองเท้าคู่นี้เลยทีเดียวว่า "ความพอดีของรองเท้าคู่นี้ทำเอารู้สึกว่าไม่ได้สวมใส่สตั๊ดอยู่เลยทีเดียว มันทำให้ผมเคลื่อนที่ได้ตามที่ต้องการและมอบความมั่นใจให้กับตัวของผมเป็นอย่างมาก" โดย Nike Magista จะเปิดให้เหล่าแข้งดางดังระดับโลกได้สวมใส่อย่างเป็นทางการในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 ที่แดนแซมบ้า ช่วงซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน ส่วนวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการคาดว่าจะมีขึ้น วันที่ 29 พฤษภาคมนี้pic by : soccerbible

แจ่มแมวไปเลยเพ่! อาดิดาส เผยโฉม Copa Mundial หลากสีเอาใจนักสะสม

อาดิดาส แบรนด์กีฬาชื่อดังของประเทศ เยอรมัน ได้ออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ที่ทำให้หลายคนต้องตะลึง โดยมีชื่อว่า "Samba Copa Collection" ซึ่งเป็นการนำรองเท้าสตั๊ดรุ่น Copa Mundial ที่มีสีขาว-ดำ เป็นเอกลัษณ์ และผลิตออกมาครั้งแรกเมื่อ 31 ปี ก่อน มาปรับเปลี่ยนรูปแบบโดยการใส่สีสันใหม่จำนวน 5 แบบลงไปที่รองเท้า โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ในช่วงกลางปีนี้นั่นเอง โดยรองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้นั้น ได้นำเอาความมีสีสันที่อยู่ในวัฒนธรรมของชาว "แซมบ้า" มาผนวกกับความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลของผู้คนในชาติ จนกลายเป็นรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ที่แค่มองก็แวบเดียวรู้แล้ว ว่าได้ออกแบบมีาจากประเทศไหน รองเท้าสตั๊ดรุ่น "Samba Copa Collection" นั้นมีทั้งหมด 5 สีใหม่ คือ ส้มสะท้อนแสง-ม่วง-ดำ,ชมพู-ขาว-เขียว,เขียวสะท้อนแสง-ดำ-ส้ม,ม่วงสะท้อนแสง-ขาว-ชมพู และ น้ำเงินสะท้อนแสง-ขาว-ส้มซึ่งสีเหล่านี้ก็คือสีที่ชาวบราซิลเลี่ยน นิยมใช้กันทั้งในเรื่อง เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือ สถาปัตยกรรมต่างๆ แต่ว่าก็ยังมีสี "ขาวและดำ" ซึ่งเป็นกลิ่นอายของรองเท้าสตั๊ดรุ่น Copa Mundial อยู่ในทุก 5 สีใหม่ รวมถึงมีขีด3 ขีดบริเวณข้างๆรองเท้า ที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของแบรนด์ อาดิดาส ให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนเดิม และจากการที่รองเท้ารุ่น Copa Mundial เป็นที่นิยมในการใช้งานของนักเตะระดับโลก ทั้ง ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นบาวเออร์ มิเชล พลาตินี่ รวมถึง คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ทำให้รองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้ สามารถขายได้ถึง 10 ล้านคู่ทั่วโลก และทำสถิติรองเท้าที่ข่ายดีที่สุดในโลกอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า อาดิดาส อยากจะผลิตรองเท้าคู่นี้ออกมาเป็นแบบ ลิมิเต็ด อิดิชั่น เพื่อตอกย้ำความนิยมอีกครั้งนั่นเอง ส่วนในเรื่องของวัสดุนั้น อาดิดาส ใช้วัสดุอย่างดีในการการผลิต ไม่ว่าจะเป็นพื้นของรองเท้า ที่มีการฉีดโพลียูรีเทน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยในเรื่องการยึดติดลงไป ส่งผลให้รองเท้ารุ่นนี้ มีความแข็งแกร่งของพื้นรองเท้าเป็นพิเศษ รวมถึงใช้หนังจิงโจ้ที่เรียกว่า "K Leather" ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการผลิตรองเท้า ซึ่งจะช่วยในเรื่องความเบาสบาย และการสัมผัสกับลูกบอลที่นุ่นนวลมากขึ้นอีกด้วย และความพิเศษของรองเท้ารุ่นนี้อีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นการผลิตออกมาเอาใจนักสะสม ที่ชื่นชอบผลงานความคลาสสิคของรองเท้ารุ่น Copa Mundial อยู่แล้ว และอยากจะมีรองเท้ารุ่นนี้ไว้ในครอบครองในสีอื่นบ้างเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เพราะตั้งแต่ อดิ ดาสเลอร์ ผู้ดีไซน์รองเท้ารุ่นนี้ รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์กีฬา อาดิดาส ได้จากดโลกนี้ไปเมื่อปี 1978 ก็ยังไม่มีการพัฒนารองเท้ารุ่นนี้ ต่อจากการเป็นสีขาว-ดำ ที่เราเคยเห็นกันตั้งแต่ครั้งแรกเลยสักครั้งนั่นเอง สำหรับใครที่สนใจรองเท้ารุ่น "Samba Copa Collection" นั้น ตอนนี้ได้เริ่มมีการออกมาจัดจำหน่ายแล้วตามท้องตลาดแล้ว หรือจะเข้าไปดูข้อมูลและรูปภาพเพิ่มเติมได้ที่ www.Pro-Direct Soccer.com pic by : soccerbible