breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

UCL รอบ 16 ทีมสุดท้ายแห่งความทรงจำ

หลังจากห่างหายกันไปนาน ในที่สุด ฟุตบอล "ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย" ซึ่งเป็นรอบน็อคเอาท์ ก็กลับมาเตะกันอีกครั้งหลังเว้นวรรคไปนานกว่าสองเดือน ซึ่งผลเป็นอย่างไรหลายคนก็คงทราบดีกันแล้ว วันนี้ เราจะนำทุกท่านย้อนกลับไปดูถึง "รอบ 16 ทีมสุดท้าย" ในความทรงจำ 5 คู่ ที่สนุกตื่นเต้น เข้มข้น ดราม่าคละเคล้ากันไปหลายอารมณ์ ซึ่งจะมีคู่ไหนติดโผกันบ้างนั้น เราได้คัดสรรมาให้ท่านชมแล้ว ณ ที่นี้ 5.ชาลเก้ 1-1 ปอร์โต้ ปี 2008 (ประตูรวมสองนัด 1-1) แมตช์นี้อาจจะไม่น่าสนใจหรือยิ่งใหญ่นักในสายตาใครหลายคน แต่เป็นแมตช์ซึ่งถือว่า "แจ้งเกิด" เต็มตัว ของ "มานูเอล นอยเออร์" นายทวารร่างอวบชาวเยอรมัน ในนัดแรกนัด ชาลเก้ชนะมาก่อน 1-0 ก่อนไปเยือนปอร์โต้ในนัดที่สอง ซึ่งนัดนี้ มานูเอล นอยเออร์ โชว์ฟอร์มพระเอก เมื่อเซฟลูกยิงยาก ๆ ได้หลายสิบครั้ง แม้จะโดน "ลิซานโดร โลเปซ" กองหน้าตัวเก่งของปอร์โต้ ยิงประตูช่วงทดเวลาบาดเจ็บท้ายเกม ทำให้เกมสองนัดประตูรวมเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษและยืดเยื้อถึงยิงจุดโทษ ซึ่ง "นอยเออร์" ก็กลายเป็นพระเอกไปทันที เมื่อเซฟจุดโทษได้ถึงสองครั้ง พาทีมเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างสง่างาม 4.บาร์เซโลน่า 4-0 มิลาน ปี 2013 (ประตูรวมสองนัด 4-2) เมื่อ เอซี มิลาน ถูกประกบคู่เจอกับ บาร์เซโลน่า ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทำให้คู่นี้ถือเป็น ยักษ์ชนยักษ์อย่างแท้จริง แล้วก็เป็น มิลาน ที่ฟอร์มไม่ค่อยดีนักในช่วงนั้น ทำช็อกโลกชนะไปก่อนในนัดแรก 2-0 จากการทำประตูของ เควิน ปรินซ์ บัวเต็ง และ ซุลลี่ย์ มุนตารี่ สองดาวดังทีมชาติกาน่า ในแมตช์ที่มิลานเล่นได้ดีมาก แต่เมื่อนัดถึงนัดที่สอง ลิโอเนล เมสซี่ ก็จัดการถอนแค้นคืนด้วยการยิงคนเดียวสองประตูอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดาวิด บีญ่า จะมาบวกประตูที่สาม และยังไม่หนำใจเมื่อในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ฆอร์ดี้ อัลบา มายิงประตูปิดท้ายให้บาร์เซโลน่าชนะไปท่วมท้น 4-0 ส่งมิลานกลับบ้านไปก่อนอย่างรวดเร็ว นัดว่าเป็นการถอนแค้นที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ 3.อาร์เซน่อล 3-0 มิลาน ปี 2012 (ประตูรวมสองนัด 4-3) โอกาสของอาร์เซน่อลดูจะริบหรี่ เมื่อนัดแรกออกไปพ่ายมิลานที่ซาน ซิโร่ มาก่อนถึง 4-0 และทุกคนคิดว่าเกมคงจะจบลงแล้ว แต่ด้วยความคาดหวังจากแฟนบอล ทำให้อาร์เซน่อลต้องฮึดสู้อย่างเต็มที่ในนัดที่สอง แล้วเกมก็เป็นไปอย่างเร้าใจ เมื่อครึ่งแรกอาร์เซน่อลยิงประตูไป 3-0 ทำให้ความกดดันตกไปอยู่ที่มิลานแทน แต่สุดท้ายก็เป็นมิลานที่ยันสกอร์นี้เอาไว้ได้จนจบเกม แม้อาร์เซน่อลจะไม่เข้ารอบ แต่สำหรับแฟน ๆ การแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ไม่ยอมแพ้ ย่อมน่าพึงพอใจแล้ว 2.เชลซี 4-1 นาโปลี 2012 (ประตูรวมสองนัด 5-4) การที่ อังเดร วิลลาส โบอาส พาเชลซีไปแพ้นาโปลีมาก่อนในนัดแรก 3-1 ส่งผลให้โบอาสถูกไล่ออกทันที และโอกาสของเข้ารอบเชลซีก็ริบหรี่เต็มทน เมื่อคนมาแทนคือ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ้ กุนซือชั่วคราวที่เป็นอดีตนักเตะของทีมเอง และไม่เคยคุมทีมใหญ่มาก่อน แต่ด้วยการปลุกเร้าของ ดิ มัตเตโอ้ ทำให้นัดที่สอง เชลซีเหมือนเปลี่ยนเป็นอีกทีมหนึ่ง เมื่อ ดิดิเย่ร์ ดรอกบา และ จอห์น เทอรี่ โหม่งคนละประตูให้ทีมนำไปก่อน เกมดูเหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย เมื่อ อินแลร์ ยิงประตูให้นาโปลี ส่งผลให้เชลซีต้องเล่นยากขึ้น ก่อนที่จะได้ประตูจากจุดโทษของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ทำให้สกอร์รวมสองนัดเสมอกัน 3-3 ต้องต้องเวลาพิเศษ และเป็น ดิดิเย่ร์ ดรอกบา ที่พากองหลังนาโปลีออกทัวร์ก่อนจ่ายอย่างเหนือชั้นให้ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ยิงประตูให้ทีมชนะไป 4-1 อย่างเหลือเชื่อ 1.เชลซี 4-2 บาร์เซโลน่า ปี 2005 (ประตูรวมสองนัด 4-5) อันดับหนึ่งของฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายคงจะเป็นคู่ไหนไปไม่ได้แน่นอน นี่คือหนึ่งในแมตช์คลาสสิคตลอดกาลของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อ เชลซี ในยุคแรกของมูรินโญ่ ออกไปแพ้มาก่อนที่ คัมป์ นู 2-1 แต่เมื่อนัดที่สองเริ่มขึ้น เชลซี ยิงขึ้นนำไปก่อน 3 ประตูในช่วง 19 นาทีแรก แต่ โรนัลดิลโญ่ โชว์ฟอร์มสวยงาม เมื่อยิงคนเดียวสองประตูให้บาร์เซโลน่าไล่คืนมาอย่างทันควัน ซึ่งถ้าเกมจบลงสกอร์นี้ เชลซีจะตกรอบทันที และสุดท้ายก็เกิดดราม่าขึ้น เมื่อกัปตัน จอห์น เทอรี่ เติมเกมขึ้นมาโหม่งประตูในครึ่งหลัง ทำให้เชลซีชนะบาร์เซโลน่าไปอย่างเจ็บแสบด้วยผลประตูสองนัดรวม 5-4 ประตู เรื่องโดย : ปาร์ค จอร์ ฮี pic by : pesmitidelcalcio, gunnarsblog, dailymail, goal, skysports

สวยตั้งแต่โคตรเหง้า! อาดิดาส เผยไต๋ พัฒนาการของสตั๊ดรุ่น adiPURE

หลังจากที่ อาดิดาส แบรนด์กีฬาชื่อดังระดับโลกของประเทศ เยอรมัน ปล่อยสตั๊ดรุ่น "11Pro adiPURE Samba football" ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ล่าสุด ให้คนทั่วโลกได้ยลโฉมกันได้ไม่นานมานี้ แต่มีใครจะรู้หรือไม่ว่า "adiPure" นั้น ได้มีการสร้างมาแล้วถึง 5 เจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้ ดังนั้นในวันนี้เราจะพาไปดูกันว่า ก่อนจะมาเป็นสตั๊ดรุ่น adiPURE Samba เคยมีรุ่นไหนมาก่อนบ้าง รองเท้า adiPURE รุ่นแรกนั้น เกิดขึ้นในปี ค.ศ 2007 ซึ่ง อาดิดาส จัดทำรองเท้ารุ่นนี้ออกมาเพื่อเฉลิมฉลองให้กับปีที่เป็นประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของทำรองเท้าสตั๊ดที่เป็นรูปแบบของสมัยใหม่ โดย อาดิดาส ได้รับความร่วมมือจากสองแบรนด์ดังในการออกแบบ คือ Copa Mundial และ World Cup ทำให้รองเท้ารุ่นนี้ออกมาในรูปแบบที่ คลาสสิค รวมถึงเน้นในเรื่องความสะดวกสบายในการสวมใส่ด้วย ก็ยังใช้สีขาวและสีดำเป็นสีหลัก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นรองเท้ารุ่น adiPure อยู่ โดนรองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้นั้นมีนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลกเคยใช้งานมาแล้วทั้ง กาก้า แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ ซาบี อลอนโซ่ เป็นต้น ต่อมาในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2009 รองเท้าสตั๊ด adiPURE II ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยในรุ่นนี้นั้นมีจุดเด่นตรงที่มีลิ้นรองเท้าและส้นรองเท้าที่ช่วยลดแรงกระแทกได้มากขึ้นในเวลาลงสนาม รวมถึงทำสัญลักษณ์ของรุ่นให้เป็นสีทองเพื่อเป็นจุดเด่นมากขึ้น ซึ่ง adiPURE รุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกเจเนอเรชั่นที่เคยผลิตมาอีกด้วย และหลังจากที่ adiPURE II ออกมาได้เพียง 7 เดือน รองเท้าสตั๊ดรุ่น adiPURE III ก็ได้ออกตามมาติดๆ โดนเน้นที่การใช้สีขาว และดำเป็นสีหลักของรองเท้าเช่นเคย แต่ในรุ่นนี้ได้เน้นตรงสีขาว 3 ขีด ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ อาดิดาส ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้วัตถุดิบที่มีความเสถียรภาพในการผลิตมากกว่า 2 รุ่นที่ผ่านมา ทำให้รองเท้ามีความแข็งแกร่งทนทานมากขึ้น และมีนักฟุตบอลใช้สตั๊ดรุ่นนี้กันอย่างแพร่หลายในศึกฟุตบอลโลก ปี 2010 ที่ผ่านมา จนกระทั่งในเดือน ธันวาคม ปี 2010 adiPURE IV ก็ได้ออกมาให้คนทั่วโลกได้ยลโฉมกัน โดยในรุ่นนี้นั้น มีการใช้สีน้ำเงินที่บริเวณพื้นรองเท้าเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับรองเท้ามากขึ้น รวมถึงในรุ่นนี้มีการปรับน้ำหนักรองเท้าให้เหลือแค่เพียง 280 กรัม เพื่อความเบาสบายในการสวมใส่และความคล่องตัวของนักฟุตบอลมากขึ้นนั่นเอง สุดท้ายในเดือนมกราคม ปี 2012 ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กับรองเท้าสตั๊ดรุ่น adiPure ขึ้นคือ อาดิดาสได้ออกรองเท้า adiPure รุ่นใหม่ออกมาแต่ไม่ใช่ชื่อรุ่นว่า adiPURE V แต่เปลี่ยนเป็น 11Pro แทน ซึ่งในรองเท้ารุ่นนี้นั้น ทางอาดิดาสได้เพิ่มลูกเล่นโดยการใส่ miCoach ซึ่งเป็นไมโครชิพที่ถือเป็นเทคโนโลยีล่าสุดลงไปที่รองเท้ารุ่นนี้ และใช้หนังจิงโจ้มาเป็นวัตุดิบในการทำซึ่งทำให้รองเท้ารุ่นนี้มีความเบามากขึ้นไปกว่าเดิม รวมถึงเปลี่ยนมาใช้สีขาวเป็นสีบอดี้ของรองเท้าแทนสีดำด้วย ทั้งหมดนี้คือการพัฒนาการของรองเท้ารุ่น adiPURE ที่ถือว่าเป็นสตั๊ดที่นักฟุตบอลระดับโลกนิยมชมชอบในการใช้กันมาก ดังนั้นในฟุตบอลโลกที่จะถึงในปีหน้า เราคงจะได้เห็น "11Pro adiPURE Samba football" เป็นอาวุธคู่กายในการลุยศึก เวิลด์คัพ ของไอดอลลูกหนังหลายๆคนอย่างแน่นอน เรื่องโดย : คิมทัน pic by : soccerbible

ผสมผสานสูตรใหม่กับ PUMA Evo Power

เปิดตัวให้ยลโฉมยั่วน้ำลายกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับเจเนอเรชั่นใหม่ของรองเท้าสตั๊ดยี่ห้อเสือกระโดด 'พูม่า' ซึ่งในรุ่นใหม่นี้ผสมผสานชื่อของตัวสายสปีดอย่าง PUMA Evo Speed และ PUMA Power Cat เข้าด้วยกัน โดยในรุ่น Evo Power นั้นได้เหล่าซูปเปอร์สตาร์ระดับโลกมากมายเลือกที่จะสวมใส่ลงสนามไม่ว่าจะเป็น เชส ฟาเบรกาส, มาริโอ บาโลเตลลี่, มาร์โค รอยส์ และ เธียรี่ อองรี การออกแบบรองเท้าในครั้งนี้ทาง พูม่า นำนวัตกรรมโฉมใหม่ล่าสุดของพวกเขาออกมาเพื่อให้ดาวเตะที่สวมใส่นั้นรู้สึกธรรมชาติและเปรียบเสมือนว่าพวกเขาเตะเท้าเปล่าในสนามการแข่งขันโดยประกอบไปด้วยAdapLite Upper : การใช้ ไมโครไฟเบอร์ แบบด้านเดียวเพื่อให้ยืดหยุ่นมากที่สุด และสามารถโค้งงอได้ตามต้องการAccuFoam : การเสริมโฟมลงไปเพื่อช่วยให้การเตะนั้นแม่นยำมากขึ้นPebax outsole & G.S.F (Gradual Stability Frame) : การลดน้ำหนักรองเท้าให้เบาสบายมากที่สุด ส่วนทางด้านปุ่มสตั๊ดนั้นเป็นการผสมผสานกันระหว่างปุ่มรูปทรงกรวยและปุ่มใบมีด เพื่อความมั่นคงและการเคลื่อนที่ที่คล่องแคล่ว เช่นเดียวกับ EVERFit นั้นถูกทำมาให้กระชับและมีสัมผัสที่นุ่งนวลเพื่อการเคลื่อนไหวให้ดีมากยิ่งขึ้น "รองเท้าอันนี้มีความแตกต่างจากเดิมอย่างมาก มันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น มันมีทรงที่ธรรมชาติให้เข้ากับเท้าผมมากๆและมันช่วยให้ผมสามารถยิงได้รุนแรงขึ้นอีกด้วย" เชส ฟาเบรกาส ดาวเตะของ บาร์เซโลน่า กล่าวถึงรองเท้าที่เป็น สปอนเซอร์หลักให้กับเขา เช่นเดียวกับ มาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกสุดเกรียนของ "ปีศาจแดงดำ" เอซี มิลาน ที่ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุผลในการย้ายค่ายมาสวมใส่พูม่านั้นก็เพราะเจ้ารุ่น EvoPower นี่เอง "ผมเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวพูม่า และรองเท้าตัวนี้นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ผมตกลงเซ็นสัญญากับพวกเขา EvoPower สร้างความประทับใจให้กับผมตั้งแต่วันแรกที่ผมสวมใส่ลงฝึกซ้อม ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ สิ่งที่พูม่าบอกกับผมมันเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง" "ความยืดหยุ่นของมันช่วยให้ผมครอบครองบอลได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับการยิงที่มันทำให้ผมยิงได้แรงและมีน้ำหนักขึ้นอย่างเหลือเชื่อ" โดยรองเท้า EvoPower รุ่นนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้pic : footballboots, footyheadlines, mirror

ความธรรมดา ที่ ไม่ธรรมดา ของผู้ชายที่ชื่อ "โชเซ่ มูรินโญ่"

ถ้าหากพูดถึงผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียง ฝีมือ และมีทั้งคนรักและคนเกลียดมากที่สุดในปัจจุบัน....คุณจะนึกถึงใคร? แน่นอนครับหนึ่งในนั้นที่คุณนึกถึง จะต้องมีชื่อของ "โชเซ่ มูรินโญ่" หรือ "เดอะ แฮปปี้ วัน" อย่างแน่นอน เพราะนอกจากความสำเร็จในด้านการคุมทีม ที่เขาทำให้เห็นกันอย่างชัดเจนแล้ว เขาคนนี้ยังมีมุมมองและประสบการณ์ในการใชีชีวิตทั้งในโลกของลูกหนัง และโลกแห่งความจริง ที่อีกหลายคนยังไม่เคยเห็น ดังนั้นในวันนี้ เรามาทำความรู้จักกันถึงแก่นแท้ของผู้ชายที่ชื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ กันดีกว่า โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มเข้าสู่วงการลูกหนังในปี ค.ศ 1992 จากการเป็นล่ามแปลภาษาโปรตุเกสให้กับ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมของสโมสร สปอร์ติ้ง ลิสบอน อยู่ในช่วงนั้น และด้วยความสนิมสนมกับกุนซือ รวมถึงความอยากที่จะเข้าไปอยู่ในวงการฟุตบอลอย่างเต็มตัวของเขา ทำให้ในเวลาต่อมา เขาได้เลื่อนขั้นไปเป็น "ผู้ช่วยผู้จัดการทีม" และติดตาม "ปู่บ็อบ" ไปอยู่กับทีม บาร์เซโลน่า ทีมยักษ์ใหญ่จากสเปน จนกระทั่งในปี ค.ศ 1996 เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ได้ออกจากถิ่น คัปน์ นู เพื่อที่จะไปรับงานคุมทีม พีเอสวี ไฮลด์โอเฟ่น ในประเทศฮอลแลนด์ แต่ทาง มูรินโญ่ ก็ยังอยู่กับทีม "เจ้าบุญทุ่ม" ต่อไป โดยการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของ หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่ "ปู่บ็อบ" ซึ่งในระหว่างที่เขาตักตวงประสบการณ์อยู่กับทีม "บาร์ซา" นั้น ทีมก็ได้แชมป์มาครองหลายถ้วย ทั้ง สแปนิชคิงส์คัพ ซุปเปอร์คัพ และ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ หรือ ถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปัจจุบัน โดยทาง มุรินโญ่ กล่าวเอาไว้ว่า การได้ทำงานกับยอดโค้ชทั้ง 2 คนนั้น ถือว่าเป็นสิ่งทีดีมาก เพราะเขาได้ทั้ง ประสบการณ์เกี่ยวกับการวางแผนการเล่น และการคุมลูกทีมลงฝึกซ้อมจากที่นี่นั่นเอง ซึ่งการที่กุนซือผู้นี้ได้ประสบการณ์เกี่ยวกับการวางแผนการเล่น และการคุมลูกทีมลงฝึกซ้อมนั้น เจ้าตัวกล่าวว่า ถือเป็นจุดที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในอาชีพ ผู้จัดการทีม เพราะ ผู้จัดการทีมส่วนใหญ่จะเลือกที่เป็นคนวางแผน หรือ ไม่ก็เป็นคนที่คุมลูกทีมฝึกซ้อม เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งอาจจะทำให้พลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆไป และอาจส่งผลถึงความพ่ายแพ้ของทีมก็เป็นได้ หลังจากนั้นเป็นเวลา 4 ปี ความฝันที่จะเป็นผู้จัดการทีมอย่างเต็มตัวของเขาก็เป็นจริง เมื่อเขาได้รับข้อเสนอจาก เบนฟิก้า ทีมชื่อดังในประเทศบ้านเกิดของเขา ติดต่อมาให้ไปคุมทีมแทนที่ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส ซึ่งเขาก็ตอบตกลงทันที แต่เส้นทางในเป็นผู้จัดการทีมของเขานั้น มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด เนื่องจากว่า เขาถูกปลดออกจากเก้าอี้กุนซือ หลังจากที่คุมทีมไปเพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้น เนื่องจากทีมมีผลงานที่แย่กว่าที่ทางบอร์ดบริหารของทีมตั้งใจเอาไว้ แต่ว่าเขาก็ว่างงานไม่นาน เพราะผลงานการคุมทีมของเขา ไปเข้าตาของสโมสร ปอร์โต้ และเขากลับมารับงานคุมทีมอีกครั้งในปี 2001และเจ้าตัวก็ได้สร้างผลงานได้อย่างประทับใจ โดยการพาทีมไปเล่นในฟุตบอล ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จภายในฤดูกาลเดียว และคุมทีมคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลที่ 2 ด้วยสถิติชนะ 27 เสมอ 5 และแพ้แค่ 2 เกมเท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากที่ได้แชมป์ลีกแล้ว เขายังพาทีมคว้าแชมป์ "โปรตุเกสคัพ" รวมถึง "ยูฟ่าคัพ" ได้อีก ทำให้ในฤดูกาลนั้น ปอร์โต้ สามารถคว้าทริปเปิลแชมป์ได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า เขาสามารถพาทีมคว้า 3 แชมป์ได้ หลังจากเขาเข้ามาคุมทีมเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น และอีกปีต่อมา กุนซือชาวโปรตุกีสก็พาทีม ปอร์โต้ คว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ จากการเอาชนะทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลาคอรุนญ่า โอลิมปิค ลียง และโมนาโกในรอบชองชนะเลิศ 3-0 ทำให้เขาได้ความสนใจจากหลายๆทีมในยุโรป ที่ต้องการดึงตัวเขาไปคุมทัพ ซึ่ง มูรินโญ่ กล่าวว่า "ในตอนนั้น เขามีทีมที่อยากจะไปคุมอยู่ 2 สโมสร นั่นก็คือ ลิเวอร์พูล กับ เชลซี แต่ที่เขาเลือก เชลซี ก็เพราะ อยากจะพาทีมประสบความสำเร็จโดยไร้ข้อครหา ว่า เป็นทีมที่ใช้เงินเพื่อซื้อความสำเร็จ" ทำให้ในฤดูกาลถัดมา คือ ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ 2004 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งจาก โรมัน อับราโมวิช เจ้าของสโมสร เชลซี คนใหม่ ให้มานั่งเก้าอี้กุนซือ และเพียงฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีม "สิงโตพันล้าน" ทีมก็สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก โดยมีคะแนนในการเป็นแชมป์ที่สูงสุด ตั้งแต่มีการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมา รวมถึง แชมป์ลีกคัพ ซึ่งเป็นการคว้าดับเบิลแชมป์ ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เจ้าตัวเข้ามาคุมทีม แต่หลังจากที่เขาเข้ามาคุมทีม "สิงห์บลู" ได้เพียง 3 ฤดูกาลเท่านั้น ในปี 2007 สิ่งที่ทำให้วงการลูกหนังต้องตะลึงก็เกิดขึ้น เมื่อ ทางสโมสร เชลซี ได้ออกมาแถลงว่า ได้ประกาศแยกทางกับ โชเซ่ มูรินโญ่ เรียบร้อย ด้วยความยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเนื่องจากในปีนั้นทีมโชว์ผลงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็มีอีกกระแสข่าวออกมาว่า การที่ เชลซี ตัดสินใจแยกทางกับ "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" เป็นเพราะว่า เจ้าตัวไปมีปัญหาส่วนตัวกับ "อากู๋" หรือ โรมัน อับราโมวิช เจ้าของสโมสร ทำให้เขาต้องระเห็ดออกจากถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปในที่สุด อย่างไรก็ตาม กุนซือที่มีฝีมืออย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ นั้นไม่มีทางที่จะตกงานได้นาน เพราะหลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ถึง 1 ปี เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ สโมสร อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญา 3 ปี แทนที่กุนซือคนเก่าอย่าง โรเบอร์โต้ มันชินี่ ที่โดนปลดออกไป และสามารถพาทีมคว้าแชมป์แรกได้อย่างรวดเร็ว คือ แชมป์ซูปเปอร์ โคปา อิตาเลีย โดยการเอาชนะการดวลจุดโทษทีม โรม่า ไปได้ ในปีเดียวกันนั่นเอง โดยความแสบสันต์ของ "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ก็เริ่มต้นทันที หลังจากมาคุมทีมในอิตาลีได้ไม่นาน ซึ่งวีรกรรมแรกที่เขาได้ทำเกิดขึ้นในปี 2009 โดยเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ กล่าวหาสื่ออิตาลีว่า เป็นพวกที่ชอบ "ค้าประเวณีทางปัญญา" ทำให้เจ้าตัวถูกหลายสื่อในประเทศแบนไปช่วงระยะหนึ่งเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเขาจะมีพฤติกรรมนอกสนามที่ค่อนข้างจะ "ขวานผ่าซาก" แต่ฝีมือการคุมทัพนั้นก็ถือว่าไม่ธรรมดา เนื่องจากว่า เจ้าตัวสามารถพาทีม "งูใหญ่" คว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เข้ามาทำทีมนั่นเอง และเขายังสามารถที่จะปราบพยศของนักเตะที่ได้ชื่อว่า "เกรียน" อันดับต้นๆของโลก ทั้ง มาริโอ บาโลเตลลี่ และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ได้่อยู่หมัด โดยหัวหอกทีมชาติ สวีเดน เคยกล่าวในหนังสืออัตชีวประวัติของตนเองเกี่ยวกับ มูรินโญ่ ไว้ว่า "เขาเป็นคนที่ใส่ใจและสนใจในตัวนักเตะภายใต้บังคับบัญชาของเขาเสมอ รวมถึงเขาจะกระตุ้นเราทุกครั้งก่อนลงสนาม ด้วยการนำวิดีโอนักที่เราเล่นไม่ดีมาเปิดให้ดู และพูดให้เราอับอายและสิ้นหวัง แต่สุดท้าย เขาก็จะกลับมากระตุ้นให้เรามีพลังมากกว่าเดิมอีกครั้ง" ซึ่งการที่เขามีความสามารถพิเศษในการชักจูงนักเตะทั้งหลาย ให้วิ่งทะลุกำแพงมาเพื่อเขาคนเดียว มันทำให้เปรียบเสมือนเป็น "ลายเซ็น" ในการคุมทีมของเขาอีกอย่างนึง เพราะ "ความสัมพันธ์ส่วนตัว" ที่เขาสร้างขึ้นมานั้น มันจะทำให้นักเตะภักดีกับเขาตลอดไป และเคล็ดลับสำคัญที่ มูรินโญ่ ใช้เพื่อการปราบพยศนักเตะทั้งหลายก็คือ สิ่งง่ายๆที่เรียกว่า "ความซื่อสัตย์" นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเวลาไปที่ไหน เจ้าตัวก็มักจะมีแต่คนเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทุกครั้งทั้งในและนอกสนามฟุตบอลนั่นเอง ต่อมาในปี 2010 หลังจากประสบความสำเร็จในถิ่น จูเซ็ปเป้ เมซซ่า อย่างมากมาย เส้นทางในการเป็นกุนซือของเขาก็ต้องพลิกผันอีกครั้ง เพราะเขาได้รับการติดต่อจากทีมยักษ์ใหญ่ของโลก อย่าง เรอัล มาดริด ให้ไปคุมทีมแทนที่ของ มานูเอล เปเยกรินี่ ที่ถูกปลดออกไป ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ยากจะปฎิเสธ ทำให้ "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ตัดสินใจอำลาทีม "งูใหญ่" และรับงานคุมทีม "ราชันชุดขาว" ด้วยสัญญา 4 ปีด้วยกัน แต่พฤติกรรมความ "ห่าม" ของเขาก็ยังตามมาถึงแดน กระทิงดุ โดยในปี 2011 เหตุการณ์ที่ทุกคนน่าจะจำกันได้ก็คือ เขาได้ใช้นิ้วไปจิ้มตา ตีโต้ บีลาโนบา ผู้ช่วยโค้ชของทีม บาร์เซโลน่า ในศึก ซูปเปอร์คัพ ทำให้หลายคนมองว่า โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีมที่ชอบความรุนแรงและเน้นการใช้กำลัง ส่งผลให้แฟนบอลของทีม "ราชันชุดขาว" นั้น แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่สนับสนุน มูรินโญ่ กับ ฝ่ายที่ต่อต้าน มูรินโญ่ นั่นเอง และเจ้าตัวก็โดนกระแสกดดันมาเรื่อยๆ เพราะในปี 2013 เขาได้จับ อิเคร์ กาซิยาส ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะที่แฟนๆ เรอัล มาดริด ไปนั่งเป็นตัวสำรอง รวมถึงมีข่าวว่า เขาทะเลาะเบาะแว้งกับนักเตะหลายคนในทีม ทั้ง เซร์คิโอ รามอส เปเป้ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำให้แม้เจ้าตัวจะพาทีมประสบความสำเร็จหลายรายการ ทั้ง แชมป์ สแปนิช ซุปเปอร์ คัพ และ แชมป์ ลาลีกา ลีก แต่มันไม่ทำให้ความ "แสบสันต์" และ ความ "ห่าม" ของเขาในสายตาแฟนบอลทั้งหลายลดลงไปได้เลย จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายของ มูรินโญ่ กับ สโมสร ก็เกิดขึ้นหลังจากที่ทีมกระเด็นตกรอบ ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2012/2013 เนื่องจากหลังจบเกม เจ้าตัวได้ออกมากล่าวว่า "เขาอยากจะกลับไปอยู่ในที่ๆใครๆก็รักเขา" และช่วงจบฤดูกาล มูรินโญ่ และมาดริด ก็แยกทางกันด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้ง 2 ฝ่ายนั่นเอง อย่างไรก็ตาม "ที่ๆทุกคนรัก" ในความหมายของเขาก็คือ เชลซี ซึ่งทุกคนคิดว่าเป็นทีมที่เหมาะกับสไตล์และแผนการเล่นของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่สุดแล้ว ทำให้ โรมัน อับราโมวิช ได้โทรศัพท์ไปหา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ด้วยตนเองว่า อยากจะให้กุนซือชาวโปรตุกีสผุ้นี้ กลับมาคุมทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" อีกครั้ง ซึ่งมีหรือที่ ผู้จัดการวัย 50 ปีผู้นี้จะปฎิเสธโอกาสในการ "กลับบ้าน" อีกครั้ง ทำำให้ก่อนเปิดฤดูกาลของศึกพรีเมียร์ลีก 2013/2014 โช่เซ่ มูรินโญ่ ก็ได้เซ็นสัญญาคุมทีม เชลซี อีกครั้ง เป็นเวลา 4 ปี และในวันที่เซ็นสัญญาเปิดตัว เขาได้บอกกับบรรดานักข่าวว่า ต่อไปนี้ ขอให้เรียกเขาว่า "เดอะ แฮ็ปปี้ วัน" แทนที่ "เดอ สเปเชี่ยล วัน" เนื่องจากว่าตอนนี้ เขาได้กลายเป็นเพียงผู้ชายคนนึงที่กำลังมีความสุขมากนั่นเอง ถึงแม้ว่า เขาจะเปลี่ยนเป็นชื่อไหนก็ตาม แต่ประสบการณ์ด้านการคุมทีมที่เรียกได้ว่า "ดุเด็ด" และ "เผ็ดมันส์" อย่างยิ่งยวดของเขานั้น ก็น่าจะทำให้ใครหลายๆคนยอมรับว่า เขาคือหนึ่งในกุนซือที่แฟนบอลทั่วโลก "จดจำ" ได้ แม้อาจจะไม่ได้รับการ "ยอมรับ" ก็ตาม แต่บางทีการที่เป็นคนถูก "จดจำ" ก็คงน่าจะเพียงพอสำหรับอธิบายทุกอย่างของผู้ชายที่มีชื่อว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ได้่อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว เรื่องโดย : คิมทัน pic by : ronaldo 7 mourinhofans thesportsinmind mundodeportivo sofoot mirror intermailland thevideprinter telegraph the guardian blogfcb express standard skysport

สวรรค์ชั้น 7 กับ 7 แข้งสาวที่ต้องทำให้คุณไม่อยากคลาดสายตา

ในโลกแห่งลูกหนังนั้นน้อยคนนักที่จะได้มีโอกาสดูการฟาดแข้งของเหล่าดาวเตะ แม่เนื้ออ่อนทั้งหลายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลว่า ไม่มีการถ่ายทอดสดเท่าที่ควร หรือแม้แต่การเล่นนั้นมันยังไม่ดุดันและเร้าใจเท่ากับผู้ชาย .... แต่ทว่าวันนี้ทาง Cheerball.com ขอนำเสนอ 7 แข้งสาวสวยชวนฝันที่จะทำให้ผู้ชายคอบอลอย่างเราอยากที่จะเข้าไปชมการแข่งขัน ซักครั้งอย่างแน่นอนจากการจัดอันดับของ ftbpro !7. Alexia Ptellas สาว สวยวัย 19 ปี ในตำแหน่งดาวยิงรายนี้ของสเปน เป็นคนที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้เนื่องจากว่าด้วยหน้าตาของเธอรวมไป ถึงฝีเท้าในสนามที่ไม่ธรรมดาเลย ซึ่งตอนนี้เธอเล่นอยู่กับ บาร์เซโลน่า ทีมดังก้องโลกนั่นเอง6. Nayeli Rangel แข้ง สาววัย 21 ปีรายนี้กำลังโด่งดังอย่างมากในประเทศบ้านเกิดของเธอเองอย่าง เม็กซิโก ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมทุกๆคนต่างให้ความสนใจกับเธอ ซึ่งตอนนี้ Rangel ค้าแข้งอยู่กับสโมสร Sky Blue FC ในลีกฟุตบอลหญิงอาชีพที่เม็กซิโกนั่นเอง5. Louisa Nécib ใน ปัจจุบันนี้ Nécib ถูกยกย่องให้เป็นผู้เล่นหญิงในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดของฝรั่งเศส ซึ่งเธอเพรียบพร้อมทุกอย่างทั้งลีลาความสามารถในสนามและรูปร่างหน้าตาของเธอ ปัจจุบันเธอรับใช้ให้กับสโมสร โอลิมปิค ลียง พร้อมประสบความสำเร็จมากมายทั้งแชมป์ลีก 5 สมัยและ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก อีก 2 สมัยเลยทีเดียว4. Ellyse Perry ประวัติ ของเธอคนนี้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียวเมื่อ Perry นั้นเป็นนักกีฬาหญิงของออสเตรเลียทั้ง 2 ชนิดนั่นก็คือ คริคเก็ตต์ และ ฟุตบอล นั่นเอง และที่สำคัญเธอเพิ่งจะอายุเพียง 23 ปีเท่านั้นอีกต่างหาก ! ปัจจุบันเธอเล่นให้กับ ซิดนี่ย์ เอฟซี และเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติ ออสเตรเลีย ตั้งแต่ปี 2007 หรือตั้งแต่เธออายุ 17 ปี !!3. Laisa Andrioli มิดฟิลด์สุดเซ็กซี่ชาวบราซิเลี่ยนรายนี้ถูกยกให้เป็น 1 ใน 100 นักกีฬาหญิงที่สวยที่สุดในรอบ 100 ปีเลยทีเดียว ซึ่งพอดูรูปแล้วก็ไม่สงสัยเลยว่าทำมเธอถึงได้รับการยกย่องแบบนี้ ปัจจุบันเธอยังคงเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติบราซิลชุดใหญ่อีกต่างหาก2. Kaylyn Kyle Kyle เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลหญิงที่โด่งดังอย่างมากของ แคนนาดา ด้วยลีลาและฝีเท้าเธอช่วยให้ทีมชาติแคนนาดาคว้าเหรียญทองแดงมาได้ใน โอลิมปิค ลอนดอน 2012 ที่ผ่านมานี่เอง ปัจจุบันเธอค้าแข้งอยู่ใน สหรัฐอเมริกากับทีมอย่าง Boston Breakers1. Alex Morgan ดาว ยิงสาวสวยวัย 24 ปีของ สหรัฐอเมริกา รายนี้โชว์ผลงานได้อย่างสุดยอดในโลกลูกหนัง เธอช่วยให้ สหรัฐอเมริกา คว้าเหรียญทองในโอลิมปิค 2012 ที่ลอนดอน มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่พร้อมกับในปัจจุบันเธอกระทุ้งประตูในนามทีมชาติไป แล้วถึง 44 ลูกจาก 70 นัด และตอนนี้เธอก็ค้าแข้งอยู่กับ Portland Thorns FCpic : bigsoccer, calcioweb, lazygirls, viranesque.tumblr, ozzienews, rantsports

โคตรแจ่ม! อาดิดาส เผยโฉมลูกบอลที่ใช้แข่งบอลโลก 2014 นาม"บราซูก้า"

หลังจากใช้เวลา 2 ปีครึ่ง และผ่านการทดสอบจากนักเตะระดับโลกถึง 600 คน ยกตัวอย่างเช่น นักเตะจากสโมสร เอซี มิลาน,บาเยิร์น มิวนิค และ ลีโอเนล เมสซี่ "อาดิดาส" เจ้าพ่อแบรนด์กีฬาจากประเทศ เยอรมณี ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวฟุตบอลที่จะใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ซึ่งมีชื่อว่า "บราซูก้า" อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว โดยการออกแบบเจ้าลูกบอล "บราซูก้า" ลูกนี้นั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ความต้องการที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นประเทศ บราซิล ให้ได้มากที่สุด ผ่านการใช้สีสันและลวดลายบนลูกฟุตบอล ซึ่งทำให้เรารู้ว่า ในดินแดน "แซมบ้า" นั้น เต็มไปด้วยความสนุกสนานและความหลงใหลในการกีฬาฟุตบอลของคนในชาติ นอกจากนั้น ชื่อ "บราซูก้า" ก็ได้รับการโหวตมาจากแฟนๆฟุตบอลชาว "บราซิลเลี่ยน" ถึง 1 ล้านคนอีกด้วย รวมถึงเทคโนโลยีในการผลิตลูกบอลรุ่นนี้นั้น ได้นำจุดเด่นของลูกฟุตบอลของ อาดิดาส 3 รุ่นก่อนหน้านี้ ทั้ง แทงโก้(ใช้ในฟุตบอลยูโร 2012) คาฟูซ่า (ใช้ในศึกคอนเฟดเดอเรชั่นคัพ 2013) และ ลูกฟุตบอลที่ใช้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย ทำให้ กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่ง "บราซูก้า" นั้น จะมีลักษณะพิเศษตรงที่ รอยตะเข็บของลูกบอลนั้น มีการเชื่อมต่อกันแบบเป็นรูป "บูมเมอแรง" มากยิ่งขึ้น ทำให้ลูกบอลนั้นจะลอยตัวอยู่ในอากาศด้วยสภาวะที่นิ่งกว่าเดิม รวมถึง ผิวลูกบอลที่มีความขรุขระเล็กน้อย เพื่อให้ลูกบอลสัมผัสกับพื้นสนามหญ้าได้สมดุลมากขึ้นไปอีกขั้น ดาเนียล อัลเวส ฟูลแบ็กตัวเก่งของทีมชาติ บราซิล ได้มีการพูดถึงเจ้า "บราซูก้า" เอาไว้ว่า "ความประทับใจแรกเมื่อผมได้สัมผัสกับลูกฟุตบอลรุ่นนี้ คือ ความรู้สึกที่ลูกฟุตบอลมันมีความเสถียรมากขึ้น ซึงทำให้ง่ายต่อการครองบอล และ จ่ายบอลบนพื้นสนาม รวมถึง การเล่นลูกกลางอากาศด้วย ซึ่งทางอาดิดาส ได้ออกแบบมาอย่างดี เพื่อใช้ในการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของโลก นั่นก็คือ ฟุตบอลโลก 2014 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปีหน้า" ซึ่งทาง อาดิดาส ได้เปิดตัวลูกฟุตบอลรุ่น "บราซูก้า" เป็นครั้งแรกบน 'ทวิสเตอร์' และจะส่งเจ้าลูกบอลลูกนี้นั้น ไปให้กับประเทศและนักเตะทั่วโลก เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสถึงความสุดยอดของนวัตกรรมในวงการลูกหนังที่พัฒนาขึ้นมาอีกขั้น ก่อนศึกฟุตบอลโลก 2014 นัดแรก จะระเบิดศึกกันในเดือน มิถุนายน ปีหน้านั่นเอง ถ้าใครสนใจเกี่ยวกับลูกบอลรุ่น "บราซูก้า" เพิ่มเติม สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซด์ www.pro-direct soccer.com นะครับ pic by : soccerbible

เฟี้ยวเงาะ! ไนกี้ เปิดตัว ชุดแข่งใหม่ "ตราไก่" สไตล์วินเทจ

หลังจากที่ทีมชาติ ฝรั่งเศส สามารถพลิกสถานการณ์เอาชนะทีมชาติ ยูเครน ไปได้ 3-0 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนยุโรป นัดเพลย์ออฟ เมื่อคืนที่ผ่านมา และผ่านเข้าเล่นรอบสุดท้าย ที่บราซิล ในช่วงกลางปีหน้าได้สำเร็จ บริษัท ไนกี้ และ สมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส หรือ "FFF" ก็ได้ร่วมกันเปิดตัว ชุดแข่งใหม่ของทีม "ตราไก่" ที่มีการออกแบบที่เป็นธรรมชาติ และแสดงถึงความภาคภูมิใจในความเป็นชาติของตนเอง ในการออกแบบชุดแข่งรูปแบบใหม่ของทีม "เลส์ เบลอส์" นั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดแข่งขันในปี 1958 โดยต้องการให้นักเตะในทีมทุกคนรู้สึกเหมือนกับว่า ได้กลับไปสู่ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของชาติในตอนนั้นอีกครั้ง รวมถึงการออกแบบ "ตราไก่" ดีไซน์ใหม่ ที่แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่น ความเป็นอิสระ และความภาคภูมิใจในชาติ ซึ่งสัญลักษณ์ของทีมอันนี้ จะอยู่ที่บริเวณหน้าอกข้างซ้าย รวมถึงยังมีลายธงชาติ ฝรั่งเศส อยู่ด้านในปกขอสีขาว เพื่อเน้นย้ำความเป็นชาติให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังมีการใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ของ ไนกี้ ในการผลิตชุดแข่งเพื่อใช้สู้ศึกฟุตบอลโลก 2014 ชุดนี้ โดยมีการวิจัยเพื่อให้ได้เนื้อผ้าที่มีความสะดวกสบายเวลาใส่และมีรูระบายให้สามารถขับเหงื่อออกมาได้ดี เพื่อให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศ บราซิล ที่ค่อนข้างร้อนกว่าในยุโรป รวมถึง ใช้กางเกงสีขาวและถุงเท้าที่มีสีแดง เพื่อให้เข้ากับเสื้อสีกรมท่านั่นเอง สำหรับใครที่สนใจสินค้าที่จะดูชุดแข่งใหม่ของทีมชาติ ฝรั่งเศส เพิ่มเติม สามารถไปดูได้ที่ www.worldsoccertalkshop.com

ไอดอลลูกหนัง! ไนกี้ เปิดตัว ชุดกีฬาคอลเลคชั่น "เจ็ทโด้" รุ่นใหม่

หลังจากที่มีกระแสมาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุด ไนกี้ แบรนด์กีฬา "เครื่องหมายถูก" ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวชุดกีฬารุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไลฟ์สไตล์และฝีมือในสนาม ของนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ซึ่งนั่นก็คือ "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" โดย "The new Nike CR7 collection" เป็นชุดกีฬาที่ใช้การออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้า เพราะออกแบบมาจากความเป็นตัวตนทั้งในสนามและนอกสนามของ "เจ็ทโด้" โดยเฉพาะ ดังนั้น เรามาดูตัวอย่างสินค้าในคอลเลคชั่นนี้กันดีกว่า ว่ามีชิ้นไหนที่น่าสนใจบ้าง? 1.Nike CR7 Leather Track Jacket เป็นเสื้อแจ็คเก็ตหนังที่ใช้ความประณีตในการตัดเย็บอย่างมาก เพราะทำมาจากหนังแกะ 100 เปอร์เซนต์ เพื่อให้ความนุ่มนวลและเบาสบายมากขึ้นในการสวมใส่ รวมถึงมีกระเป๋าข้างหน้าของเสื้อที่ให้ความอบอุ่นได้ดี ดังนั้น ถ้าคุณชอบเสื้อแจ็คเก็ตที่มีสไตล์และคุณภาพเช่นนี้ สามารถหาซื้อกันได้แล้ว สนนราคาประมาณ 10625 บาท 2.Nike CR Hero and CR Core Tees ถ้าคุณคิดว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เท่แล้ว และคุณต้องการที่จะเท่กว่า ดาวเตะจากสโมสรเรอัล มาดริด ผู้นี้ ไนกี้ ขอเสนอ เสื้อยืดสองสีสองสไตล์ที่จะทำให้คุณกลายเป็นดาวเด่น โดย The CR Hero และ CR Core Tees เป็นเสื้อที่มีความโดดเด่นตรงมีใบหน้าของ "เจ้าโด้" และมีข้อความ CR Core Tees สกรีนอยู่บนเสื้อตามลำดับ และออกแบบมาพอดีตัวสำหรับผู้สวมใส่ด้วย 3.Nike CR7 Graphic Top ไนกี้ เคยออกแบบเสื้อกีฬาสำหรับการฝึกซ้อมที่มีความโดดเด่นมามากมาย แต่เสื้อรุ่น Nike CR7 Graphic Top จะสร้างความแตกต่างที่ฉีกแนวไปจากเดิม โดยมีการสกรีนลายกาแล็คซี่ลงบนเสื้อยืดสีดำ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การเล่นฟุตบอลของนั่นเป็นมีความอิสระ เหมือนเล่นอยู่ในกาแล็คซี่อันกว้างใหญ่นั่นเอง 4.Nike CR7 Reversible Jacket เป็นเสื้อแจ็คเก็ตที่มีน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการใส่เพื่ออบอุ่นร่างกายทั้งก่อนเล่นและหลังเล่นกีฬา ซึ่งมีการออกแบบโดยใช้สีดำเป็นสีของเสื้อ สีน้ำเงินเข้มตกแต่งบริเวณแขนเสื้อ และสีเทาเป็นสีของสัญลักษณ์ไนกี้บนเสื้อ รวมถึงมีคำว่า "CR7" โดดเด่นอยู่ที่บริเวณด้านหลังเสื้อด้วย 5.Nike CR7 Mercurial Lite Shinpads and Nike CR7 Offensive Compact Backpack ชิ้นแรกเป็นสนับแข้งที่มีลวดลายสวยงาม โดยเป็นลายกาแล็คซี่ ที่ให้ความรู้สึกที่อิสระและสวยงามเหมือนกับเสื้อสำหรับซ้อมกีฬารุ่น Nike CR7 Graphic Top ส่วนชิ้นต่อมา เป็นกระเป๋าเป้ ที่มีความอเนกประสงค์และดีไซน์สวยงาม เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือใส่สิ่งของที่ใช้ในการเล่นกีฬาก็ได้ สำหรับใครที่สนใจสินค้าชิ้นไหนใน The new Nike CR7 collection นี้ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ pro-directsoccer.com pic by : Soccerbible

ไนกี้ นำเทรนด์! เผยคอลเล็คชั่นฝึกซ้อมสุดโดน ต้อนรับลมหนาว‏

หลังจากเข้าช่วงฤดูหนาวมาได้ไม่นาน บริษัท ไนกี้ แบรนด์อุปกรณ์กีฬาชื่อดังของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้ออกคอเลคชั่นเสื้อผ้ารวมถึงอุปกรณ์กีฬาที่เกี่ยวข้องกับการฝึกซ้อม ฟุตบอล ทั้ง รองเท้า กระเป๋า ถุงเท้า และอื่นๆ มาใหม่ เพื่อให้เข้ากับฤดูกาล โดยให้ชื่อคอลเคชั่นนี้ว่า Hi-Vis Collection Hi-Vis Collection เป็นคอลเลคชั่นของเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาฟุตบอลที่เน้นใช้ประโยชน์ในการฝึก ซ้อม โดยจะเน้นใช้สีที่มีความสว่าง เช่น สีเขียวสะท้อนแสง สีเขียวมะนาว และสีม่วงสะท้อนแสง เพื่อจะสื่อให้เห็นว่า เวลาที่นักฟุตบอลใส่เสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ของคอเลคชั่นนี้แล้วนั้น ก็จะเปรียบเสมือนสายฟ้าที่โลดแล่นอยู่ในสนามแข่งขัน ซึ่งในคอเลคชั่นนี้ก็จะประกอบไปด้วย สนับแข้ง,เสื้อแจ็กเก็ต,เสื้อและกางเกงรัดกล้ามเนื้อ,เสื้อยืดมกางเกง ผ้า,กระเป๋า และ ลูกฟุตบอล แต่สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำหรับคอลเลคชั่นนี้ คือ เสื้อรัดกล้ามเนื้อสำหรับนักกีฬารูปแแบบใหม่ หรือ New Nike Pro Combat Hyperwarm โดยออกแบบมาเพื่อทำให้ร่างกายได้รับความอบอุ่นจากการฝึกซ้อมในสภาพอากาศที่ หนาวเหน็บมากขึ้น รวมถึงเป็นเสื้อมีน้ำหนักเบา ซึ่งจะสามารถเพิ่มความคล่องตัวให้กับนักกีฬามากขึ้นกว่าเสื้อยี่ห้ออื่นเป็นเท่าตัว นอกจากนี้ เสื้อรัดกล้ามเนื้อรุ่น New Nike Pro Combat Hyperwarm ยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกอย่างนึง คือ เป็นเสื้อที่ไม่เปียกฝนและหิมะ รวมถึงดูดซับเหงื่อได้ดี ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย แม้ในประเทศที่มีอุณหภูมิสูง เสื้อตัวนี้ก็สามารถที่จะทำให้อุณหภูมิของร่างกายอยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ถือเป็นคุณสมบัติพิเศษ ที่เป็นจุดขายของเสื้อรุ่นนี้เลยทีเดียว โดยทาง ไนกี้ ได้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เป็นพรีเซนเตอร์ให้เสื้อรุ่นนี้ ซึ่งกองหน้าจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง กล่าวว่า "New Nike Pro Combat Hyperwarm เป็นเสื้อที่ผมจะขาดไม่ได้ในเวลาที่ผมลงซ้อมหรือแข่งขันในช่วงฤดูหนาว เพราะ จะช่วยให้ผมรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น และทำให้ผมมีความพร้อมกับการแข่งขันในทุกเกม" ถ้าใครสนใจ เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาที่เกี่ยวข้องกับการฝึกซ้อมฟุตบอลคอลเลคชั่นนี้ สามารถไปดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ www.Pro-Direct Socce.com pic by : soccerbible