breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

ไอดอลลูกหนัง! ไนกี้ ออกสตั๊ดเพื่อฉลองซีซั่นสุดเจ๋งของเจ็ทโด้

ไนกี้ แบรนด์กีฬาอันดับหนึ่งสำหรับใครหลายๆคน ได้ออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า "The Mercurial Vapor IX CR7 Special Edition" เพื่อเป็นการยกย่องและสรรเสริญ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าตัวเก่งของสโมสร เรอัล มาดริด เนื่องจากว่าเจ้าตัวทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ด้วยการคว้ารางวัล บัลลงดอร์ มาครองได้ รวมถึงถ้าทำอีกหนึ่งประตู เขาก็จะเป็น ผู้เล่นที่ทำสถิติยิงครบ 200 ประตูได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีม "ราชันชุดขาว" เลยนั่นเอง โดยรองเท้าสตั๊ดรุ่น "The Mercurial Vapor IX CR7 Special Edition" นี้นั้น ใช้สีเข้าที่ดูเรียบง่ายเป็นสีของตัวรองเท้า และเป็นสีรองเท้าที่เจ้า "เจ็ทโด้" ชอบใส่ แต่ที่พื้นรองเท้านั้น มีการใช้สีทองทั้งหมดเพื่อแสดงให้เห็นถึงความพิเศษและความหรูหราซึ่งแสดงตัวตนของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้อย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งที่ตัวรองเท้ามีการสกรีนคำว่า "CR7" ซึ่งเป็นคำย่อชื่อและเบอร์ที่ โรนัลโด้ ชื่นชอบเข้ามาอีกด้วย ซึ่ง เดนิส เดโควิช ผู้อำนวยการด้านการออกแบบของบริษัทไนกี้ กล่าวว่า "คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือนักเตะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นทำให้พวกเราอยากจะร่วมยินดีกับซีซั่นที่ยอดเยี่ยมของเขา ด้วยการออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นพิเศษมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยนั่นเอง" และนอกจากนั้นแล้ว รองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้นั้นยังเป็นรุ่น "ลิมิเตท" ที่ผลิตออกมาแค่ 100 คู่ในโลกเท่านั้น และทุกคู่จะมีหมายเลขกำกับอยู่ใต้รองเท้าทั้งหมด แต่ความพิเศษอีกอย่างนึง คือ ถ้าใครซื่อรองเท้าที่มีหมายเลขคู่ คือ 45 จะได้รับของรางวัลพิเศษอีกด้วย ในตอนแรกเจ้า "เจ็ทโด้" จะใส่รองเท้ารุ่น "The Mercurial Vapor IX CR7 Special Edition" นี้ลงสนามในเกมที่ เรอัล มาดริด ชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย โกปา เดล เรย์ กับ บาร์เซโลน่า เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บรบกวนเลยไม่สามารถลงสนามได้ และคาดว่าถ้าเจ้าตัวหายจากอาการบาดเจ็บเมื่อไหร่ก็จะใสสตั๊ดคู่นี้ลงประเดิมสนามทันที ซึ่งก็คือในเกมที่ เรอัล มาดริด เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไปได้ 1-0 ในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่สนาม ซานติเอร์โก เบอร์นาบิว โดยรองเท้ารุ่นนี้ซึ่งมีเพียง 100 คู่ในโลก ได้ออกวางขายครั้งแรกแล้วในวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งราคาก็สูงตามจำนวนของความเป็นรองเท้ารุ่นพิเศษนั่นเอง เรื่องโดย : คิมทัน pic by : chexosnews,soccerbible

ใส่แล้วชิว! อาดิดาส ออก เสื้อสำหรับใส่เล่นกีฬาสุดเย็นสบาย

ต้อนรับซัมเมอร์กันเลยทีเดียวสำหรับงานนี้ เมื่อ อาดิดาส แบรนด์สปอร์ตชื่อดังที่หลายๆคนรู้จักเป็นอย่างดี ได้ออกเสื้อที่เอาไว้ใส่สำหรับเล่นกีฬารุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า "Climachill" ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีในการผลิตแบบใหม่มาใช้ คือ นำเส้นใย 3d ไทเทเนียม มาเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตเสื้อรุ่นนี้ เพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึก "เบาสบาย" ในการเล่นกีฬาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน และที่สำคัญคือได้ เดวิด เบ็คแฮม อดีตซุปตาร์ของวงการลูกหนังมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้อีกด้วยนั่นเอง โดยทาง อาดิดาส นั้น ได้เล็งเห็นและทำการวิจัยออกมาแล้วว่า อุณหภูมินั้นมีส่วนสำคัญต่อผลงานของนักกีฬา ดังนั้นจึงมีการนำวัสดุที่เป็นตัวระบายความร้อนที่ดีที่สุดมาใช้เป็นครั้งแรก รวมถึงใช้อลูมีเนียมทรงกลมสำหรับการผลิตเสื้อผ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ร่างกายนั้นได้รับความรับอุณหมภูมิที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ในขณะที่สวมใส่เสื้อกีฬารุ่นนี้อีกด้วย และนอกจากนั้นอลูมีเนียมทรงกลมที่อยู่ตามแนวของเนื้อผ้าที่เป็นไทเทเนียมของเสื้อรุ่นนี้ "Climachill" นั้น จะช่วยเพิ่มความเย็นสบายในขณะที่สวมใส่ได้ถึง 36 เปอร์เซนต์ เพราะได้มีการทดสอบกันอย่างจริงจังในห้องทดลองพิเศษที่มีอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ซึ่งทาง เดวิด เบ็คแฮม ดาวเตะจอมปั่นฟรีคิกชื่อก้องโลก ได้กล่าวถึงเสื้อกีฬารุ่น "Climachill" ไว้ว่า "ในเวลาที่ผมต้องค้าแข้งในที่ๆมีอุณภูมิหนาวเย็นอย่างทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ รวมถึงตอนที่ผมไปค้าแข้งในประเทศที่มีอากาศค่อนข้างร้อนอย่างสหรัฐอเมริกานั้น ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าสภาพอากาศที่แตกต่างกันมีผลต่อนักกีฬาในหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องผลงานของนักกีฬา ดังนั้นการที่ อาดิดาส ได้ผลิตเสื้อกีฬารุ่น "Climachill" ออกมา จะทำให้นักกีฬามีสมาธิกับการแข่งขันมากขึ้น และสามารถโชว์ผลงานที่สุดยอดของตนเองออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นวันที่มีอุณหภูมิที่สูงขนาดไหนก็ตาม" เสื้อกีฬารุ่น "Climachill" เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทยในตอนนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งก็ได้ออกมาวางจำหน่างอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา และถ้าใครอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินต้าตัวนี้ สามารถเข้าไปชมต่อได้ที่ www.adidas.com รวมถึง Pro-Direct Running นั่นเอง pic by : soccerbible เรื่องโดย : คิมทัน

ยกเซต! ไนกี้ เผย สตั๊ดรุ่นFast Forwardฉลอง16ปีเมอร์คิวเรียล

ไนกี้ แบรนด์กีฬาชื่อก้องโลกของประเทศ สหรัฐอเมริกา ได้เผยสตั๊ดรุ่นใหม่ที่ทำออกมาเป็นคอลเลคชั่น เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 16 ปีของรองเท้าสตั๊ดรุ่นที่มีคนนิยมชมชอบมากที่สุดรุ่นหนึ่งของโลกนั่นก็คือ "Mercurial" โดยมีชื่อรุ่นว่า "Nike 2014 Mercurial Fast Forward Series" ที่ผลิตออกมารวดเดียว 4 คู่ ซึ่งน่าจะถูกใจสำหรับบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาฟุตบอลไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว โดยสตั๊ตคอลเลคชั่น "Nike 2014 Mercurial Fast Forward Series" ได้รับแรงบัลดาลใจมากจาก การนำรองเท้าสตั๊ดรุ่น Mercurial ที่เคยออกมาตลอดช่วง 16 ปี ทั้งในปี 1998 2002 2006 และ 2010 มาปรับปรุงใหม่ให้ดูทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังแฝงจุดเด่นและความเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าสตั๊ด Mercurial แต่ละรุ่น รวมถึงมีประวัติและพัฒนาการของรองเท้ารุ่นนั้นๆอยู่ที่พื้นรองเท้าด้วยนั่นเอง ซึ่งรุ่นแรกที่เผยโฉมออกมาก็คือรุ่น "Mercurial Fast Forward 98" ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก "Mercurial Vapor" ที่ออกมาจำหน่ายใน 1998 ซึ่งถือว่าเป็นรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Mercurial" รุ่นแรกที่มีการผลิตออกมาด้วย และนักเตะที่ใส่และเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์รองเท้ารุ่นนี้ก็คือ โรนัลโด้ กองหน้าตัวเก่งของทีมชาติ บราซิล ที่เรารู้จักกันดีในฉายา "เหยินใหญ่" นั่นเอง โดยมีจุดประสงค์ที่ทำรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อ ให้ย้อนไปเห็นถึงจุดเริ่มต้นของรองเท้าสตั๊ดที่ได้รับความนิยมอย่างสูงรุ่นนี้ และมีการปรับปรุงวัตถุดิบในการผลิดเพื่อให้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้นอีกด้วย ส่วนรุ่นที่ 2 ที่เผยโฉมออกมานั้นคือรุ่น "Mercurial Fast Forward 02" ที่ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Mercurial Vapor" ที่ออกมาในปี 2002 โดยมีจุดเด่นที่น้ำหนักของรองเท้าที่เบาและเหมาะกับผู้สวมใส่ที่ต้องการความคล่องแคล่วและเน้นความเร็ว และนอกจากนั้น ยังเป็นรองเท้ารุ่นที่ โรนัลโด้ กองหน้าฟันกระต่ายจากทีมแซมบ้าเจ้าเก่า ใส่ในฟุตบอลโลกปี 2002 นัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติ เยอรมัน และสามารถทำประตูได้ด้วย รวมถึงรองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้นั้นได้รับการออกแบบจาก แมคราเลน ยี่ห้อรถยนต์ชื่อดังที่มีชื่อเสียงด้านรถสูตรหนึ่งหรือ f1 มาช่วยพัฒนาด้วยนั่นเอง มาถึงรุ่นที่ 3 นั้นคือรุ่น "Mercurial Fast Forward 06" ที่ได้รับแรงบัลดาลใจมากจากรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Mercurial Vapor" ที่ออกมาจำหน่ายในปี 2006 ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นแรกที่มีการใช้เส้นใยของคาร์บอนเป็นส่วนประกอบในการผลิต เพื่อที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำประตูของนักเตะนั้นสูงมากขึ้นอีกด้วย รวมถึงเป็นรองเท้ารุ่นสุดท้ายที่ โรนัลโด้ หรือ "CR9" มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ และใช้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าตัวเก่งของสโมสร เรอัล มาดริด หรือ "CR7" มาเป็นพรีเซนเตอร์ของรองเท้ารุ่น "Mercurial Vapor" แทน ส่วนรุ่นสุดท้ายของ คอลเลคชั่นนี้นั้น คือรุ่น "Mercurial Fast Forward 10" ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Mercurial Vapor Superfly lI" ที่เผยโฉมครั้งแรกเมื่อศึกฟุตบอลโลกในปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่ง ครสเตียโน่ โรนัลโด้ รับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ รองเท้ารุ่น "Mercurial Vapor" เป็นรุ่นแรกอีกด้วย โดย "Fast Forward 10" นั้นมีการพัฒนาในด้านของพื้นรองเท้าที่มีการใช้เทคโนโลยี "flywire" ซึ่งเป็นการลดน้ำหนักรองเท้าที่ใช้ในรองเท้าทุกชนิดของแบรนด์ ไนกี้ ในปัจจุบันนั่นเอง และนี่คือทั้งหมดของรองเท้าสตั๊ดคอลเลคชั่น Nike 2014 Mercurial Fast Forward Series ซึ่งได้ออกมาจำหน่ายแล้วตามช็อปต่างๆทั่วโลก ถ้าใครสนใจสามารถไปหามาครอบครองกันได้เลย ส่วนถ้าอยากดูข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับรองเท้าสตั๊ดซีรี่ย์นี้ ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซด์ www.nike.com และ www.pro-direct soccer.com pic by : soccerbible เรื่องโดย : คิมทัน

เบาสุดในโลก! อาดิดาส ออกสตั๊ดรุ่น F50 Crazylight เอาใจคนชอบสปีด

หลังจากที่เปิดตัวรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Samba Primeknit" ซึ่งเป็นสตั๊ดที่ใช้การถักในการผลิตรุ่นแรกของโลกเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาให้หลายคนได้ตะลึงงันกันมาแล้ว ล่าสุด อาดิดาส แบรนด์กีฬาชั้นนำของประเทศ เยอรมัน ก็ได้เปิดตัวรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า "adizero F50 Crazylight" ซึ่งเป็นรองเท้าที่เรียกได้ว่ามีความเบาที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกนี้เลยทีเดียว โดยรองเท้าสตั๊ดรุ่น "F50 Crazylight" นั้นมีจุดเด่นตรงที่ มีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 99 กรัมเท่านั้น ซึ่งเบากว่าสตั๊ดรุ่น f50 คอลเลคชั่นก่อนๆถึงเกือบ 50 กรัม เพราะทาง อาดิดาส มีความตั้งใจว่า อยากจะทำให้สตั๊ดรุ่นนี้มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก โดยมีการวิจัยกันที่ห้องแล็ปของประเทศอังกฤษตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว จนสามารถผลิตได้สำเร็จนั่นเอง ซึ่งถึงแม้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะมีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก แต่ทางทีมวิจัยได้ออกมากล่าวว่า ศักยภาพและความทนทานของตัวรองเท้านั้น ยังคงอยู่เหมือนเดิม เนื่องจากใช้วัตถุดิบในการผลิตที่ทันสมัยและมีความเบากว่าวัตถุดิบที่เคยใช้ในสตั๊ดรุ่นก่อนๆมาก ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าการรับการกระแทกหรือความแข็งแกร่งของตัวรองเท้าจะลดน้อยลงไป ส่วนเรื่องการดีไซน์นั้น ทาง อาดิดาส ได้ใช้ "หัวลูกศร" มาเป็นสัญลักษณ์ของรองเท้ารุ่นนี้ เนื่องจากต้องการสื่อถึงการ "พุ่งไปข้างหน้า" หรือการพัฒนาอยู่เสมอ รวมถึงใช้สีที่มีความตัดกันอย่างลงตัวอย่าง สีส้มสะท้อนแสงและสีเขียวอ่อน เป็นสีหลักของรองเท้ารุ่นนี้ อีกทั้งมีการแซมด้วยสีดำเพื่อเพิ่มความน่าเกรงขามของตัวรองเท้านั่นเอง นอกจากนั้นยังมีการใช้เทคโนโลยี "Speedtraxion outsole" ซึ่งเป็นการเคลือบตัวรองเท้า ซึ่งจะส่งผลให้การสัมผัสของรองเท้ากับลูกบอลนั้นจะมีความสมดุลและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้เทคโนโลยี "sprint frame" ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับส้นรองเท้า ทำให้มีการเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวกขึ้นและช่วยในเรื่องการทรงตัวเป็นอย่างมากอีกด้วย โดยพรีเซนต์เตอร์ของรองเท้ารุ่นนี้อย่าง แกเร็ธ เบล ปีกซ้ายตัวเก่งของสโมสร เรอัล มาดริด ได้ใส่สตั๊ดคู่นี้ลงเล่นเป็นครั้งแรก ในเกมที่ "ราชันชุดขาว" เปิดสนาม ซานติเอร์โก เบอร์นาบิว รับการมาเยือนของ ชาลเก้ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2 นั่นเอง ซึ่งดาวเตะวัย 24 ปี กล่าวว่า "รองเท้าสตั๊ดรุ่น Crazylight เป็นรองเท้าที่เหมาะกับคนชอบใช้ความเร็วกับผมมาก และผมหวังว่ามันจะช่วยให้ผมยิงประตูได้ในเกมกับ บาร์เซโลน่า วันอาทิตย์นี้นะ" รองเท้าสตั๊ดรุ่น F50 Crazylight จะมีการออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนเมษายนนี้ แต่ถ้าใครอยากจะดูข้อมูลเพิ่มเติมของรองเท้ารุ่นนี้ สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.Pro-DirectSoccer.com หรือ เว็บไซด์อย่างเป็นทางการของอาดิดาสได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เรื่องโดย : คิมทัน pic by : soccerbible

หุุ้มข้อเจอหุ้มแข้ง! อาดิดาส เผย สตั๊ดเชื่อมถุงเท้าคู่แรกของโลก

ไม่มีใครยอมใครเลยจริงๆสำหรับงานนี้ หลังจากที่ ไนกี้ แบรนด์กีฬาชื่อดังจากประเทศอเมริกา ได้ออกสตั๊ดรุ่น "Nike Magista" ซึ่งเป็นสตั๊ดหุ้มข้อรุ่นแรกของโลกมาได้ไม่ทันไร อาดิดาส แบรนด์กีฬาชื่อดังจากประเทศเยอรมัน ก็ได้ออกรองเท้าสตั๊ดรุ่น "Adidas Primeknit FS" ออกมา ซึ่งถือว่าเป็นการช็อคโลกมากกว่าเดิมอีก เนื่องจากว่า เป็นรองเท้าสตั๊ดที่มีการเย็บติดกันกับถุงเท้าเลยนั่นเอง โดยเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา อาดิดาส ได้ฤกษ์ปล่อย รองเท้าสตั๊ด รุ่นพิเศษ ให้ชาวโลกได้ยลโฉมกัน ภายใต้สโลแกน all-in-one knitted football boot and sock hybrid หรือ รองเท้าสตั๊ดที่มีลักษณะพิเศษ คือ "นำถุงเท้ามาถักให้ติดกับตัวรองเท้าที่ใช้วิธีการถักในการผลิต" ซึ่งนอกจากรองเท้าจะใช้วิธีการถักในการผลิต ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน อีกส่วนที่น่าสนใจ คือ ถุงเท้าที่เชื่อมต่อจากรองเท้าสตั๊ดถัก หรือ ‘sock silhouette’ นั้น ออกแบบมาโดยใช้เส้นใยพิเศษที่จะช่วยป้องอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าได้เป็นอย่างดี และจะลดแรงกระแทกปะทะในเกมการแข่งขัน รวมถึง เพื่อความสบายในการสวมใส่ตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงหน้าแข้ง นอกจากนี้ถุงเท้ายังช่วยในการสัมผัสลูกบอลและเท้าของนักเตะมากกว่ารองเท้าแบบดั้งเดิมอีกด้วย ดร.มาร์คัส บรันแมน รองประธานกรรมการอาวุโส อาดิดาส โกลบอล ฟุตบอล กล่าวถึง อาดิดาส ไพร์มนิต เอฟเอส ว่า “หลังจากเปิดตัว แซมบ้า ไพร์มนิต รองเท้าฟุตบอลถักคู่แรกของโลก ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้เราก็อดไม่ได้ที่จะอวดโฉมผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตอย่างอาดิดาส ไพร์มนิต เอฟเอส โดยการเปิดตัวดังกล่าวนับว่า เป็นสินค้าฟุตบอลของอาดิดาสชิ้นล่าสุด ที่จะออกมาสะเทือนวงการกีฬาและยังสร้างความเป็นผู้นำให้กับ อาดิดาส ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแห่งวงการฟุตบอลด้วยนั่นเอง” แต่ในขณะนี้ รองเท้าสตั๊ดรุ่น "Adidas Primeknit FS" ยังอยู่ในกระบวนการออกแบบและยังเป็นรูปแบบแนวความคิด ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการประสานงานของ อาดิดาส กับนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลกในการทดสอบผลิตภัณฑ์ และคาดว่าจะวางจำหน่ายได้ภายในสิ้นปีนี้ เรื่องโดย : คิมทัน pic by : soccerbible

สุโค่ย!! Nike Magista รองเท้าพันธุ์ใหม่ของวัยมันส์

"ฟุตบอลจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป" เริ่มต้นของคลิปโปรโมทรองเท่ารุ้นใหม่จาก "ไนกี้" ทำเอาผมหัวเราะอย่างไม่แยแสและคิดว่าคงไม่พ้นรูปแบบเดิมๆอย่างแน่นอน แต่เมื่อได้ดูลึกๆแล้ว "Nike Magista" ทำเอาผมต้องอึ้งไปโดยทันที!! ไนกี้ แบรนด์กีฬาชั้นนำระดับโลก ได้ทำการออกสตั๊ดสุดจ๊าบรุ่นใหม่ให้ได้ยลโฉมกันเป็นที่เรียบร้อย ด้วยรุ่น "Nike Magista" ที่จะออกมาแทนรุ่น CTR360 ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของใครหลายคน ด้วยดีไซน์ที่ออกมาได้โคตรลํ้าแบบฉบับไม่เหมือนใครของรองเท้าตัวใหม่จากยี่ห้อดังกล่าว งานนี้รับรองครับว่าจะทำให้คนรักฟุตบอลหลายรายต้องยอมสยบหามาครอบครองให้ได้เลยทีเดียว ลักษณะที่โดดเด่นของเจ้า Nike Magista คือเป็นรองเท้าที่หุ้มข้ออย่างมิดชิด แต่แฝงไปด้วยความสะดวกสบายราวกับสวมใส่ถุงเท้า ด้วยเทคโนโลยีใหม่ Flyknit และการออกแบบให้เป็นลักษณะผิวหนังชั้นที่ 2 จะทำให้เชื่อมั่นได้เลยว่ารองเท้าคู่นี้จะทำให้คุณรู้สึกสบายเท้าอย่างที่ไม่เคยได้รับจากสตั๊ดคู่ไหนของคุณมาก่อนอย่างแน่นอน แถมลักษณะการถักทอก็ออกแบบมาได้อย่างสวยงามด้วยการใช้วิธีการถักแบบ 3 มิติ ที่จะส่งผลให้เกิดแรงเสียดทานในการเลี้ยงลูก การจับลูกบอลและการพังประตูได้ดีขึ้น ส่วนการป้องกันนํ้าและความเย็น ทีมงานไนกี้ยังได้พัฒนาโปรแกรมแบบพิเศษ NIKESKIN เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ไว้อีกด้วย ส่วนเทคโนโลยี ACC หรือ All Condition Control ก็ถูกนำมาใช้ในรองเท้าคู่นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ปัญหาความเฉอะแฉะและเปียกชื้นนั้น จะไม่มีให้เห็นเป็นแน่ ทาง อันเดรส อิเนียสต้า มิดฟิลด์จอมเทคนิก บาร์เซโลน่า ถึงกับต้องออกมากล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อรองเท้าคู่นี้เลยทีเดียวว่า "ความพอดีของรองเท้าคู่นี้ทำเอารู้สึกว่าไม่ได้สวมใส่สตั๊ดอยู่เลยทีเดียว มันทำให้ผมเคลื่อนที่ได้ตามที่ต้องการและมอบความมั่นใจให้กับตัวของผมเป็นอย่างมาก" โดย Nike Magista จะเปิดให้เหล่าแข้งดางดังระดับโลกได้สวมใส่อย่างเป็นทางการในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 ที่แดนแซมบ้า ช่วงซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน ส่วนวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการคาดว่าจะมีขึ้น วันที่ 29 พฤษภาคมนี้pic by : soccerbible

แจ่มแมวไปเลยเพ่! อาดิดาส เผยโฉม Copa Mundial หลากสีเอาใจนักสะสม

อาดิดาส แบรนด์กีฬาชื่อดังของประเทศ เยอรมัน ได้ออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ที่ทำให้หลายคนต้องตะลึง โดยมีชื่อว่า "Samba Copa Collection" ซึ่งเป็นการนำรองเท้าสตั๊ดรุ่น Copa Mundial ที่มีสีขาว-ดำ เป็นเอกลัษณ์ และผลิตออกมาครั้งแรกเมื่อ 31 ปี ก่อน มาปรับเปลี่ยนรูปแบบโดยการใส่สีสันใหม่จำนวน 5 แบบลงไปที่รองเท้า โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ในช่วงกลางปีนี้นั่นเอง โดยรองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้นั้น ได้นำเอาความมีสีสันที่อยู่ในวัฒนธรรมของชาว "แซมบ้า" มาผนวกกับความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลของผู้คนในชาติ จนกลายเป็นรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ที่แค่มองก็แวบเดียวรู้แล้ว ว่าได้ออกแบบมีาจากประเทศไหน รองเท้าสตั๊ดรุ่น "Samba Copa Collection" นั้นมีทั้งหมด 5 สีใหม่ คือ ส้มสะท้อนแสง-ม่วง-ดำ,ชมพู-ขาว-เขียว,เขียวสะท้อนแสง-ดำ-ส้ม,ม่วงสะท้อนแสง-ขาว-ชมพู และ น้ำเงินสะท้อนแสง-ขาว-ส้มซึ่งสีเหล่านี้ก็คือสีที่ชาวบราซิลเลี่ยน นิยมใช้กันทั้งในเรื่อง เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือ สถาปัตยกรรมต่างๆ แต่ว่าก็ยังมีสี "ขาวและดำ" ซึ่งเป็นกลิ่นอายของรองเท้าสตั๊ดรุ่น Copa Mundial อยู่ในทุก 5 สีใหม่ รวมถึงมีขีด3 ขีดบริเวณข้างๆรองเท้า ที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของแบรนด์ อาดิดาส ให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนเดิม และจากการที่รองเท้ารุ่น Copa Mundial เป็นที่นิยมในการใช้งานของนักเตะระดับโลก ทั้ง ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นบาวเออร์ มิเชล พลาตินี่ รวมถึง คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ทำให้รองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้ สามารถขายได้ถึง 10 ล้านคู่ทั่วโลก และทำสถิติรองเท้าที่ข่ายดีที่สุดในโลกอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า อาดิดาส อยากจะผลิตรองเท้าคู่นี้ออกมาเป็นแบบ ลิมิเต็ด อิดิชั่น เพื่อตอกย้ำความนิยมอีกครั้งนั่นเอง ส่วนในเรื่องของวัสดุนั้น อาดิดาส ใช้วัสดุอย่างดีในการการผลิต ไม่ว่าจะเป็นพื้นของรองเท้า ที่มีการฉีดโพลียูรีเทน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยในเรื่องการยึดติดลงไป ส่งผลให้รองเท้ารุ่นนี้ มีความแข็งแกร่งของพื้นรองเท้าเป็นพิเศษ รวมถึงใช้หนังจิงโจ้ที่เรียกว่า "K Leather" ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการผลิตรองเท้า ซึ่งจะช่วยในเรื่องความเบาสบาย และการสัมผัสกับลูกบอลที่นุ่นนวลมากขึ้นอีกด้วย และความพิเศษของรองเท้ารุ่นนี้อีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นการผลิตออกมาเอาใจนักสะสม ที่ชื่นชอบผลงานความคลาสสิคของรองเท้ารุ่น Copa Mundial อยู่แล้ว และอยากจะมีรองเท้ารุ่นนี้ไว้ในครอบครองในสีอื่นบ้างเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เพราะตั้งแต่ อดิ ดาสเลอร์ ผู้ดีไซน์รองเท้ารุ่นนี้ รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์กีฬา อาดิดาส ได้จากดโลกนี้ไปเมื่อปี 1978 ก็ยังไม่มีการพัฒนารองเท้ารุ่นนี้ ต่อจากการเป็นสีขาว-ดำ ที่เราเคยเห็นกันตั้งแต่ครั้งแรกเลยสักครั้งนั่นเอง สำหรับใครที่สนใจรองเท้ารุ่น "Samba Copa Collection" นั้น ตอนนี้ได้เริ่มมีการออกมาจัดจำหน่ายแล้วตามท้องตลาดแล้ว หรือจะเข้าไปดูข้อมูลและรูปภาพเพิ่มเติมได้ที่ www.Pro-Direct Soccer.com pic by : soccerbible

UCL รอบ 16 ทีมสุดท้ายแห่งความทรงจำ

หลังจากห่างหายกันไปนาน ในที่สุด ฟุตบอล "ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย" ซึ่งเป็นรอบน็อคเอาท์ ก็กลับมาเตะกันอีกครั้งหลังเว้นวรรคไปนานกว่าสองเดือน ซึ่งผลเป็นอย่างไรหลายคนก็คงทราบดีกันแล้ว วันนี้ เราจะนำทุกท่านย้อนกลับไปดูถึง "รอบ 16 ทีมสุดท้าย" ในความทรงจำ 5 คู่ ที่สนุกตื่นเต้น เข้มข้น ดราม่าคละเคล้ากันไปหลายอารมณ์ ซึ่งจะมีคู่ไหนติดโผกันบ้างนั้น เราได้คัดสรรมาให้ท่านชมแล้ว ณ ที่นี้ 5.ชาลเก้ 1-1 ปอร์โต้ ปี 2008 (ประตูรวมสองนัด 1-1) แมตช์นี้อาจจะไม่น่าสนใจหรือยิ่งใหญ่นักในสายตาใครหลายคน แต่เป็นแมตช์ซึ่งถือว่า "แจ้งเกิด" เต็มตัว ของ "มานูเอล นอยเออร์" นายทวารร่างอวบชาวเยอรมัน ในนัดแรกนัด ชาลเก้ชนะมาก่อน 1-0 ก่อนไปเยือนปอร์โต้ในนัดที่สอง ซึ่งนัดนี้ มานูเอล นอยเออร์ โชว์ฟอร์มพระเอก เมื่อเซฟลูกยิงยาก ๆ ได้หลายสิบครั้ง แม้จะโดน "ลิซานโดร โลเปซ" กองหน้าตัวเก่งของปอร์โต้ ยิงประตูช่วงทดเวลาบาดเจ็บท้ายเกม ทำให้เกมสองนัดประตูรวมเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษและยืดเยื้อถึงยิงจุดโทษ ซึ่ง "นอยเออร์" ก็กลายเป็นพระเอกไปทันที เมื่อเซฟจุดโทษได้ถึงสองครั้ง พาทีมเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างสง่างาม 4.บาร์เซโลน่า 4-0 มิลาน ปี 2013 (ประตูรวมสองนัด 4-2) เมื่อ เอซี มิลาน ถูกประกบคู่เจอกับ บาร์เซโลน่า ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทำให้คู่นี้ถือเป็น ยักษ์ชนยักษ์อย่างแท้จริง แล้วก็เป็น มิลาน ที่ฟอร์มไม่ค่อยดีนักในช่วงนั้น ทำช็อกโลกชนะไปก่อนในนัดแรก 2-0 จากการทำประตูของ เควิน ปรินซ์ บัวเต็ง และ ซุลลี่ย์ มุนตารี่ สองดาวดังทีมชาติกาน่า ในแมตช์ที่มิลานเล่นได้ดีมาก แต่เมื่อนัดถึงนัดที่สอง ลิโอเนล เมสซี่ ก็จัดการถอนแค้นคืนด้วยการยิงคนเดียวสองประตูอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดาวิด บีญ่า จะมาบวกประตูที่สาม และยังไม่หนำใจเมื่อในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ฆอร์ดี้ อัลบา มายิงประตูปิดท้ายให้บาร์เซโลน่าชนะไปท่วมท้น 4-0 ส่งมิลานกลับบ้านไปก่อนอย่างรวดเร็ว นัดว่าเป็นการถอนแค้นที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ 3.อาร์เซน่อล 3-0 มิลาน ปี 2012 (ประตูรวมสองนัด 4-3) โอกาสของอาร์เซน่อลดูจะริบหรี่ เมื่อนัดแรกออกไปพ่ายมิลานที่ซาน ซิโร่ มาก่อนถึง 4-0 และทุกคนคิดว่าเกมคงจะจบลงแล้ว แต่ด้วยความคาดหวังจากแฟนบอล ทำให้อาร์เซน่อลต้องฮึดสู้อย่างเต็มที่ในนัดที่สอง แล้วเกมก็เป็นไปอย่างเร้าใจ เมื่อครึ่งแรกอาร์เซน่อลยิงประตูไป 3-0 ทำให้ความกดดันตกไปอยู่ที่มิลานแทน แต่สุดท้ายก็เป็นมิลานที่ยันสกอร์นี้เอาไว้ได้จนจบเกม แม้อาร์เซน่อลจะไม่เข้ารอบ แต่สำหรับแฟน ๆ การแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ไม่ยอมแพ้ ย่อมน่าพึงพอใจแล้ว 2.เชลซี 4-1 นาโปลี 2012 (ประตูรวมสองนัด 5-4) การที่ อังเดร วิลลาส โบอาส พาเชลซีไปแพ้นาโปลีมาก่อนในนัดแรก 3-1 ส่งผลให้โบอาสถูกไล่ออกทันที และโอกาสของเข้ารอบเชลซีก็ริบหรี่เต็มทน เมื่อคนมาแทนคือ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ้ กุนซือชั่วคราวที่เป็นอดีตนักเตะของทีมเอง และไม่เคยคุมทีมใหญ่มาก่อน แต่ด้วยการปลุกเร้าของ ดิ มัตเตโอ้ ทำให้นัดที่สอง เชลซีเหมือนเปลี่ยนเป็นอีกทีมหนึ่ง เมื่อ ดิดิเย่ร์ ดรอกบา และ จอห์น เทอรี่ โหม่งคนละประตูให้ทีมนำไปก่อน เกมดูเหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย เมื่อ อินแลร์ ยิงประตูให้นาโปลี ส่งผลให้เชลซีต้องเล่นยากขึ้น ก่อนที่จะได้ประตูจากจุดโทษของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ทำให้สกอร์รวมสองนัดเสมอกัน 3-3 ต้องต้องเวลาพิเศษ และเป็น ดิดิเย่ร์ ดรอกบา ที่พากองหลังนาโปลีออกทัวร์ก่อนจ่ายอย่างเหนือชั้นให้ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ยิงประตูให้ทีมชนะไป 4-1 อย่างเหลือเชื่อ 1.เชลซี 4-2 บาร์เซโลน่า ปี 2005 (ประตูรวมสองนัด 4-5) อันดับหนึ่งของฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายคงจะเป็นคู่ไหนไปไม่ได้แน่นอน นี่คือหนึ่งในแมตช์คลาสสิคตลอดกาลของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อ เชลซี ในยุคแรกของมูรินโญ่ ออกไปแพ้มาก่อนที่ คัมป์ นู 2-1 แต่เมื่อนัดที่สองเริ่มขึ้น เชลซี ยิงขึ้นนำไปก่อน 3 ประตูในช่วง 19 นาทีแรก แต่ โรนัลดิลโญ่ โชว์ฟอร์มสวยงาม เมื่อยิงคนเดียวสองประตูให้บาร์เซโลน่าไล่คืนมาอย่างทันควัน ซึ่งถ้าเกมจบลงสกอร์นี้ เชลซีจะตกรอบทันที และสุดท้ายก็เกิดดราม่าขึ้น เมื่อกัปตัน จอห์น เทอรี่ เติมเกมขึ้นมาโหม่งประตูในครึ่งหลัง ทำให้เชลซีชนะบาร์เซโลน่าไปอย่างเจ็บแสบด้วยผลประตูสองนัดรวม 5-4 ประตู เรื่องโดย : ปาร์ค จอร์ ฮี pic by : pesmitidelcalcio, gunnarsblog, dailymail, goal, skysports

สวยตั้งแต่โคตรเหง้า! อาดิดาส เผยไต๋ พัฒนาการของสตั๊ดรุ่น adiPURE

หลังจากที่ อาดิดาส แบรนด์กีฬาชื่อดังระดับโลกของประเทศ เยอรมัน ปล่อยสตั๊ดรุ่น "11Pro adiPURE Samba football" ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ล่าสุด ให้คนทั่วโลกได้ยลโฉมกันได้ไม่นานมานี้ แต่มีใครจะรู้หรือไม่ว่า "adiPure" นั้น ได้มีการสร้างมาแล้วถึง 5 เจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้ ดังนั้นในวันนี้เราจะพาไปดูกันว่า ก่อนจะมาเป็นสตั๊ดรุ่น adiPURE Samba เคยมีรุ่นไหนมาก่อนบ้าง รองเท้า adiPURE รุ่นแรกนั้น เกิดขึ้นในปี ค.ศ 2007 ซึ่ง อาดิดาส จัดทำรองเท้ารุ่นนี้ออกมาเพื่อเฉลิมฉลองให้กับปีที่เป็นประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของทำรองเท้าสตั๊ดที่เป็นรูปแบบของสมัยใหม่ โดย อาดิดาส ได้รับความร่วมมือจากสองแบรนด์ดังในการออกแบบ คือ Copa Mundial และ World Cup ทำให้รองเท้ารุ่นนี้ออกมาในรูปแบบที่ คลาสสิค รวมถึงเน้นในเรื่องความสะดวกสบายในการสวมใส่ด้วย ก็ยังใช้สีขาวและสีดำเป็นสีหลัก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นรองเท้ารุ่น adiPure อยู่ โดนรองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้นั้นมีนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลกเคยใช้งานมาแล้วทั้ง กาก้า แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ ซาบี อลอนโซ่ เป็นต้น ต่อมาในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2009 รองเท้าสตั๊ด adiPURE II ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยในรุ่นนี้นั้นมีจุดเด่นตรงที่มีลิ้นรองเท้าและส้นรองเท้าที่ช่วยลดแรงกระแทกได้มากขึ้นในเวลาลงสนาม รวมถึงทำสัญลักษณ์ของรุ่นให้เป็นสีทองเพื่อเป็นจุดเด่นมากขึ้น ซึ่ง adiPURE รุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกเจเนอเรชั่นที่เคยผลิตมาอีกด้วย และหลังจากที่ adiPURE II ออกมาได้เพียง 7 เดือน รองเท้าสตั๊ดรุ่น adiPURE III ก็ได้ออกตามมาติดๆ โดนเน้นที่การใช้สีขาว และดำเป็นสีหลักของรองเท้าเช่นเคย แต่ในรุ่นนี้ได้เน้นตรงสีขาว 3 ขีด ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ อาดิดาส ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้วัตถุดิบที่มีความเสถียรภาพในการผลิตมากกว่า 2 รุ่นที่ผ่านมา ทำให้รองเท้ามีความแข็งแกร่งทนทานมากขึ้น และมีนักฟุตบอลใช้สตั๊ดรุ่นนี้กันอย่างแพร่หลายในศึกฟุตบอลโลก ปี 2010 ที่ผ่านมา จนกระทั่งในเดือน ธันวาคม ปี 2010 adiPURE IV ก็ได้ออกมาให้คนทั่วโลกได้ยลโฉมกัน โดยในรุ่นนี้นั้น มีการใช้สีน้ำเงินที่บริเวณพื้นรองเท้าเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับรองเท้ามากขึ้น รวมถึงในรุ่นนี้มีการปรับน้ำหนักรองเท้าให้เหลือแค่เพียง 280 กรัม เพื่อความเบาสบายในการสวมใส่และความคล่องตัวของนักฟุตบอลมากขึ้นนั่นเอง สุดท้ายในเดือนมกราคม ปี 2012 ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กับรองเท้าสตั๊ดรุ่น adiPure ขึ้นคือ อาดิดาสได้ออกรองเท้า adiPure รุ่นใหม่ออกมาแต่ไม่ใช่ชื่อรุ่นว่า adiPURE V แต่เปลี่ยนเป็น 11Pro แทน ซึ่งในรองเท้ารุ่นนี้นั้น ทางอาดิดาสได้เพิ่มลูกเล่นโดยการใส่ miCoach ซึ่งเป็นไมโครชิพที่ถือเป็นเทคโนโลยีล่าสุดลงไปที่รองเท้ารุ่นนี้ และใช้หนังจิงโจ้มาเป็นวัตุดิบในการทำซึ่งทำให้รองเท้ารุ่นนี้มีความเบามากขึ้นไปกว่าเดิม รวมถึงเปลี่ยนมาใช้สีขาวเป็นสีบอดี้ของรองเท้าแทนสีดำด้วย ทั้งหมดนี้คือการพัฒนาการของรองเท้ารุ่น adiPURE ที่ถือว่าเป็นสตั๊ดที่นักฟุตบอลระดับโลกนิยมชมชอบในการใช้กันมาก ดังนั้นในฟุตบอลโลกที่จะถึงในปีหน้า เราคงจะได้เห็น "11Pro adiPURE Samba football" เป็นอาวุธคู่กายในการลุยศึก เวิลด์คัพ ของไอดอลลูกหนังหลายๆคนอย่างแน่นอน เรื่องโดย : คิมทัน pic by : soccerbible