breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" บาติสตูต้ากับม้าขาว "

เอดินสัน คาวานี่ คือซูเปอร์สตาร์ชาวอุรุกวัยคนล่าสุดที่มาโชว์ฝีเท้าในพรีเมียร์ ลีก ก่อนหน้านั้นเราเคยผ่านตากับ กุสตาโว่ โปเยต์ จนมาถึง ดีเอโก้ ฟอร์ลัน และ หลุยส์ ซัวเรซ หากจะย้อนไปหานักเตะอุรุกวัยคนแรกที่ได้มาเล่นบนเวทีลีกสูงสุดอังกฤษ คนแรกในพรีเมียร์ ลีก ต้องย้อนไปในปี 1994 โน่นเลยทีเดียว นักเตะอุรุกวัยคนแรกที่ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ ลีก หลายคนอาจไม่รู้จักชื่อ เขาคือ อาเดรียน ปาซ ซึ่งย้ายมาเล่นให้อิปสวิช ในปี 1994 ตอนนั้นทีมงานของทีมม้าขาว เดินทางไปถึงอเมริกาใต้ เพื่อเฟ้นหานักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีม พวกเขากลับมาอังกฤษพร้อมกับ อาเดรียน ปาซ จาก เอสตูเดียนเตส ในลีกอาร์เจนติน่าเมื่อเดือนกันยายนปี 1994 เกมประเดิมสนามในพรีเมียร์ ลีก นัดแรกของกองหน้าวัย 28 ปี ก็เรียกว่าฮือฮาเลย นั่นคือ การเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอิปสวิชชนะไป 3-2 อีกต่างหาก อย่างไรก็ดีที่ อิปสวิช เซ็นเอา ปาซ มาร่วมทีม ก็เพราะตามรายงานข่าวคือ พวกเขาพลาดการคว้าตัวกองหน้าชื่อดังคนหนึ่ง กองหน้าคนนั้นก็คือ กาเบรียล บาติสตูต้า! ต้องย้อนไปก่อนว่า บาติโกล์ โดนฟิออเรนติน่าเซ็นมาจากโบคา จูเนียร์ เมื่อปี 1991 เขากลายเป็นกองหน้าตัวความหวังของทีมทันที แต่ฟิออเรนติน่า ดันเจอช่วงเวลาย่ำแย่ ในฤดูกาล 1992/93 พวกเขาตกชั้นไปสู่เซเรีย บี เฉยเลย แม้ตกชั้นแต่ บาติสตูต้า ไม่คิดย้ายทีม เขายังลุยต่อกับทีมวิโอล่า และในปี 1993/94 ก็ยิงจนฟิออเรนติน่า คว้าแชมป์เซเรีย บี เลื่อนชั้นกลับขึ้นมาได้สำเร็จในทันที จากนั้นก็ถึงเวลาของฟุตบอลโลก USA94 ที่สหรัฐอเมริกา ที่นี้ ลองกลับไปดูทางฝั่งของ อิปสวิช กันบ้าง อิปสวิช ได้ตำนานของเวสต์แฮม อย่าง จอห์น ไลออลล์ มาคุมทีมในปี 1990 พอปี 1991/92 เขาพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้อย่างยอดเยี่ยม นั่นเท่ากับว่า อิปสวิช คือหนึ่งในทีมที่ได้ร่วมสังคายนาใน "พรีเมียร์ ลีก" ฤดูกาลแรกสุดคือปี 1992/93 เขานำทีมทำผลงานดีเยี่ยมเลยในครึ่งซีซั่นแรก ตอนเดือนม.ค. 1993 เคยขึ้นถึงอันดับ 4 แต่หลังจากนั้นฟอร์มกลับรูดแบบน่าเกลียด สุดท้ายจบอันดับ 16 ฤดูกาลต่อมา 1993/94 จอห์น ไลออลล์ มีตำแหน่งผู้จัดการทีมก็จริง แต่เขาดูแลอยู่ข้างหลังโดยสโมสรแต่งตั้งให้ มิค แม็คกิฟเว่น มือขวาของเขาขึ้นมาเป็นเฮดโค้ช คุมทีมตัวจริง ปรากฏว่าทรงออกมาเหมือนเดิมเลย คือครึ่งซีซั่นแรกผลงานแจ่ม พอครึ่งซีซั่นหลังฟอร์มเละเทะ จนจบด้วยอันดับ 19 (สมัยนั้นมี 22 ทีม) รอดตกชั้นหวุดหวิด โดยเกมสุดท้ายต้องขอบคุณเชลซี ที่เอาชนะเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ให้ 3-2 ถ้าทีมดาบคู่มีแต้ม อิปสวิช จะตกชั้นแทนเลย สโมสรมองเห็นปัญหาชัด พวกเขาไม่ใช่ทีมที่เกมรับทุเรศทุรังนัก เสีย 58 ประตูจาก 42 นัด ไม่น่าเกลียดนัก ทีมใกล้ๆ กันเสียระดับ 60 กว่าลูกทั้งสิ้น แต่ปัญหาของพวกเขาคือเกมรุก เพราะยิงได้แค่ 35 ประตูเท่านั้น น้อยสุดในลีก นั่นคือที่มาของการที่อิปสวิช ต้องการหากองหน้าฝีเท้าดีมาร่วมทีม จบฤดูกาลนั้น มิค แม็คกิฟเว่น ก็ถอยลงมาเป็นผู้ช่วยเหมือนเดิม ทำให้ จอห์น ไลออลล์ กลับมาคุมทีมเต็มตัวอีกครั้งและเขาก็ตามหากองหน้า เป้าหมายของพวกเขา ดันไม่ธรรมดา เพราะเล็งไปที่ บาติสตูต้า อย่างที่บอก หลังพาฟิออเรนติน่าเลื่อนชั้น เขาก็ไปลุยบอลโลก และยิง 4 ประตูใน USA94 ตอนนั้นชื่อเสียงของ บาติโกล เริ่มดังขึ้นมาแล้ว ในอิตาลี ลีกที่แกร่งสุด ณ ตอนนั้น จริงๆ แล้ว จอห์น ไลออลล์ ติดต่อโทนี่ ค็อตตี้ ศิษย์เก่าสมัยเวสต์แฮม ก่อนแต่เขาตอบปฏิเสธ นั่นทำให้หวยไปตกกับ บาติโกล์ ตอนนั้นมีกระแสชัดเจนว่า สโมสรเล็งกองหน้าบิ๊กเนมเอาไว้ แต่ไม่รู้ว่าใคร สื่อที่เล่นข่าวนี้ก่อนเลยคือ อิปสวิช อีฟว์นิ่ง สตาร์ สื่อดังประจำองถิ่น ที่พาดหัวตามมาเลยว่า "IT'S BATISTUTA" บาติสตูต้าเว้ยพวกเราที่อิปสวิชเล็งอยู่ ต่อมา สื่อหลักอย่าง The Independent ก็เล่นข่าวนี้ ชนิดที่ใส่รายละเอียดยิบโดยนักข่าวฟุตบอลชื่อดังเวลานั้น เทรเวอร์ เฮย์เล็ตต์ ข่าวลงวันที่ 2 กันยายน 1994 ดิ อินดีเพนเดนท์ พาดหัวข่าวนั้นว่า "Ipswich chase Argentines" "อิปสวิช ตามล่าแข้งอาร์เจนไตน์ส" ในเนื้อข่าวเกริ่นว่า อิปสวิช ตามล่า 2 แข้งอาร์เจนไตน์ หนึ่งคือ ออสการ์ รุจเจรี่ ปราการหลังวัย 32 ปี ซึ่งเล่นกับ ซาน ลอเรนโซ่ ในขณะนั้น เขาเคยได้แชมป์โลกปี 1986 และเข้าชิงบอลโลก 1990 มาแล้ว เพิ่งอำลาทีมชาติหลังจบ USA94 หมาดๆ อีกราย แน่นอนตามเนื้อข่าวบอกว่า จอห์น ไลออลล์ นั้นกำลังตามล่ากองหน้า กาเบรียล บาติสตูต้า ข่าวไปถึงขั้นระบุรายละเอียดด้วยว่า บาติสตูต้า ไม่แฮปปี้ที่ฟิออเรนติน่า และทั้งสองสโมสรตกลงค่าตัวกันล่วงหน้าได้แล้วที่ 2.9 ล้านปอนด์ ซึ่งจะเป็นสถิติการซื้อของสโมสรอิปสวิชด้วย ในยุคนั้น ข้อมูลข่าวสารยังไม่ได้หาเสพกันง่ายนัก คนทั่วไป ไม่มีทางจะไถทวิตเตอร์ หรือเปิดเฟซบุค อัพเดตข่าววงในอะไรได้เลย แม้แต่จะหาอินเทอร์เน็ตเล่นยังยากมากๆ ดังนั้น ข่าวที่เสพกันง่ายสุดคือหนึ่งทางทีวี วิทยุ และสองคือการอ่านหนังสือพิมพ์ แม้ข่าวนี้ออกมาจะทำให้แฟนบอลตื่นเต้น แต่พวกเขาก็มองไปถึงความจริงที่ว่า เทรเวอร์ เฮย์เล็ตต์ นักข่าวคนที่เขียนข่าวนี้ เป็นแฟนบอลนอริช นอริช กับอิปสวิช คือคู่อริ เป็นดาร์บี้แม็ทช์ที่เรียกกันว่า "อีสต์ แองเกลียน ดาร์บี้" ระหว่างสองทีมใหญ่แห่งอีสต์ แองเกลีย ก็คือนอริช แห่งนอร์ฟอล์ค และอิปสวิชแห่งซัฟเฟิล์ค แฟนบอลเชื่อกันว่า เฮย์เล็ตต์ เขียนข่าวนี้มาเพื่อแกล้งให้อิปสวิช ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเฉยๆ ทำนองว่าเป็นแค่ทีมระดับนี้ แต่บังอาจจะไปตามล่าบาติสตูต้า เลยเชียวหรือ อีกทั้งเหตุผลที่บอกว่า บาติโกล์ ไม่แฮปปี้ ไม่น่าเป็นไปได้ หากเป็นเมื่อ 1 ปีก่อนที่ทีมตกชั้นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ เขาก็ยิงจนพาทีมเลื่อนชั้น กลับมาได้เล่นในเซเรีย อา แล้ว มันไม่น่ามีอะไรไม่พอใจ แน่นอน ไม่เคยมีใครไปสัมภาษณ์ตัวของ บาติโกล เองเลย ว่าข่าวนี้มันยังไงกันแน่ที่ว่าพูดคุยกับอิปสวิช อย่างที่บอกว่าพอไม่ได้ตัว บาติสตูต้า ขึ้นมาตามข่าว ในที่สุด อิปสวิช ก็ไปเลือกเซ็นกับ อาเดรียน ปาซ ที่มีผลงานแค่ 1 ประตู ก่อนจะย้ายออกไปเล่นในจีนกับ เซี่ยงไฮ้ ปู่ตง ทันทีในอีก 1 ปีต่อมา แต่สำหรับอิปสวิช พวกเขามีผลงานที่ย่ำแย่จริงๆ หนนี้แย่ตั้งแต่ต้นซีซั่นเลยด้วย ไม่ใช่มาแย่ครึ่งหลัง มีเกมน่าพอใจแค่ 2 เกม คือการเปิดบ้านเอาชนะ 2 ทีมใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด 3-2 (เกมที่ ปาซ ประเดิมสนาม) และ ลีดส์ 1-0 นอกจากนั้นแพ้เกือบทุกเกม พอเดือนธันวาคม 1994 จอห์น ไลออลล์ ก็ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม หนนี้อิปสวิช ไม่ได้มีปัญหาแค่เกมรุก ที่ยิงไปแค่ 36 ตุงจาก 42 นัด แต่เกมรับก็มีปัญหา เพราะพวกเขาเสียถึง 93 ประตูจาก 42 นัด คนจดจำอิปสวิช ปีนี้ในฐานะทีมที่โดน แมนฯ ยูไนเต็ด เอาคืน ขยี้ไปถึง 9-0 นั่นเอง พวกเขาเป็นบ๊วย ตกชั้นไปตามระเบียบ ส่วน กาเบรียล บาติสตูต้า ฤดูกาลนั้นกดไป 26 ประตูใน เซเรีย อา คว้าดาวซัลโวไปครอง และกลายเป็นสตาร์ระดับโลกอย่างแท้จริงไปนับแต่นั้น อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" รังนิคกับ 4-3-3 "

ช่วงนี้กระแสเรื่องของ ราลฟ์ รังนิค มาแรงมาก โดยเฉพาะสื่ออังกฤษที่แทบไม่ค่อยได้รู้เรื่องราว หรือการทำงานอะไรของชายวัย 63 ปีคนนี้มากนัก ก็ต้องพยายามขุดคุ้ยหาข้อมูลมาให้มากที่สุด พวกเขามักเล่นประเด็นที่ว่า รังนิค คือแรงบันดาลใจของโค้ชเยอรมันยุคใหม่มากมาย โดยเฉพาะเรื่องการของการเพรสซิ่ง ไม่ว่าจะเป็น เยอร์เก้น คล็อปป์ หรือโธมัส ทูเคิ่ล ทูเคิ่ล เคยเป็นนักเตะภายใต้การคุมทีมของ รังนิค ตอนอยู่ที่สโมสรอูลม์ ขณะที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ตอนมาคุมดอร์ทมุนด์ แรกๆ เมื่อปี 2008 ได้ดวลกับ รังนิค และประทับใจแนวทางการทำงานของกุนซือรุ่นพี่ จนนำไปปรับเปลี่ยนในแบบฉบับของตัวเอง แฟนบอลส่วนใหญ่ มารู้จัก ราลฟ์ รังนิค เอาตอนคุม ฮอฟเฟ่นไฮม์ นี่เอง ตอนนี้ สื่อนำเอาแนวทางการเล่น แผนการเล่นของ รังนิค ที่นิยมใช้ออกมาวิเคราะห์ ไม่นับเรื่องของปรัชญา ที่เขาอยากให้ทีมเล่นเกมเพรสซิ่ง, ทำให้เร็ว และเปิดบอลขึ้นหน้าไม่ใช่เปิดออกข้างหรือถ่ายบอลกลับหลัง แผนการเล่นนั้น สื่ออังกฤษบอกว่าแผนโปรดของเขาคือ 4-2-2-2 หรือที่เยอรมัน เรียกว่า 4-4-2 แบบดับเบิ้ล 6 ก็คือมิดฟิลด์ตัวรับ (เบอร์ 6) 2 คนตรงกลาง ความจริงแล้ว รังนิค ไม่ใช่เทรนเนอร์ที่เป็นระดับไฮโพรไฟล์มาตั้งแต่แรก เพียงแต่เขามีความจริงจัง และชัดเจนในสมอง เกี่ยวกับแนวทางที่เขาอยากให้ทีมเล่น เขาคุม สตุ๊ทการ์ท ทีมสำรองสมัยเป็นหนุ่ม อายุ 20 กว่าขวบ เขาเริ่มมาจริงจังในการคุมทีมคือปี 1995 กับ รอยท์ลิงเง่น แล้วก็มาที่อูลม์ ทีมใหญ่ทีมแรกของเขาคือสตุ๊ทการ์ท ช่วงปี 1999-2000 แต่ก็ไม่ได้มีผลงานจับต้องได้เท่าไหร่นัก จากนั้นมาคุมฮันโนเวอร์อยู่ 3 ปี กระทั่งปี 2004 เป็นครั้งแรกที่เขาได้จับทีมระดับบิ๊กจริงๆ นั่นก็คือการคุมชาลเก้ และปีนั้นเขาพาทีมได้รองแชมป์บุนเดสลีกา มันเป็นครั้งแรกที่ รังนิค ได้รับการจับตาจากแฟนบอลกระแสหลัก ตอนนั้นเขาชื่นชอบ 4-4-2 ข้าวหลามตัด หรือไดมอนด์ เพียงปีเศษ เขาก็แยกทางกับชาลเก้ ระหว่างนี้เองที่เขาได้ซุ่มสร้างชื่อขึ้นมาใหม่จากลีกร่าง ตอนนั้น ดีทมาร์ ฮ็อพพ์ เจ้าของทีมฮอฟเฟ่นไฮม์พยายามดันทีมขึ้นสู่ลีกสูงสุดให้ได้ เขาวางโปรเจ็คท์ระยะยาว และมองว่า รังนิค คือคนที่ใช่ ฮอฟเฟ่นไฮม์ สมัยยังอยูในเรกิโอนาลลีกา ยื่นโปรเจ็คท์น่าสนใจจนทำให้ ราลฟ์ รังนิค ตกลงคุมทีมตอนปี 2006/07 เพียงปีเดียวเขาก็นำทีมเลื่อนชั้นสู่ ลีกา 2 ได้ทันที และอยู่ในลีกา 2 ได้เพียงปีเดียว ฮอฟเฟ่นไฮม์ ภายใต้การคุมทีมของเขาก็ทะยานสู่บุนเดสลีกาได้ทันทีเช่นกัน นั่นหมายความว่าเมื่อขึ้นมาสู่บุนเดสลีกาในปี 2008/09 มันคือการเลื่อนชั้นแบบรวดเดียวของฮอฟเฟ่นไฮม์ภายใต้การคุมทีมของ รังนิค แถมนั่นยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ ที่ได้เล่นบนลีกสูงสุดด้วย ในช่วง 5-6 ปีหลัง เราเชื่อมโยงรังนิค เข้ากับอาณาจักรฟุตบอลของ เร้ดบุลล์ เขาทำงานให้กับ เร้ดบุลล์ หลากหลายบทบาท ทั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายฟุตบอลของอาณาจักรนี้ ที่สำคัญ เขาเคยรับบทเป็นเทรนเนอร์ด้วยตัวเองถึง 2 ครั้งด้วยกัน ในปี 2015/16 เขานำ แอร์เบ ไลป์ซิก เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้เป็นครั้งแรก และปี 2018/19 เขาก็ลงมาคุมทีมด้วยตัวเองอีกครั้ง เมื่อ ราลฟ์ ฮาเซนฮึทเทิ่ล อำลาไปคุมเซาธ์แฮมป์ตัน ทำให้เขาควบทั้ง ผอ.ฟุตบอล และเทรนเนอร์ไปด้วยกันเลย ปีนั้น ไลป์ซิก จบอันดับ 3 ของบุนเดสลีกา การทำทีม ไลป์ซิก ในช่วงหลังนี้เองที่เขานิยมใช้ระบบ 4-4-2 แบบ ดับเบิ้ล 6 อย่างที่คนติดภาพกัน แต่ระหว่างซีซั่น รังนิค ก็ปรับแผนบ้างเป็นบางครั้ง เราจึงเคยเห็น ไลป์ซิกเล่น 3-1-4-2 หรือ 5-3-2 ด้วยในบางเกมหรือแม้แต่ 4-3-3 ก็มีให้เห็น ซึ่งต้องบอกว่า 4-3-3 นี้แหละคือสูตรที่สร้างชื่อให้กับ รังนิค ตอนคุมฮอฟเฟ่นไฮม์ ด้วยผลงานการพาทีมเล็กๆ (แต่เงินหนา) เลื่อนชั้นติดๆ กัน แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นทีมระดับหมู่บ้านที่ชื่อฮอฟเฟ่นไฮม์เป็นครั้งแรกบนเวทีบุนเดสลีกาปี 2008/09 ทำให้สื่อเรียก ราลฟ์ รังนิค ว่า "พ่อมด" ภายใต้โปรเจ็คท์ที่เขาดูแล ฮอฟเฟ่นไฮม์ ไม่ได้ซื้อนักเตะดัง แต่ซื้อนักเตะอายุไม่เยอะ แต่ฝีเท้าดี พวกที่คนยังไม่รู้จัก นักเตะที่ตัดสินใจย้ายมาอยู่กับทีมตั้งแต่ลีกรอง จนกระทั่งขึ้นสู่ลีกสูงสุดด้วยกัน เมื่อขึ้นสู่บุนเดสลีกาปีแรก ก็เกิดปรากฏการณ์ทันที ฮอฟเฟ่นไฮม์ ภายใต้การคุมทีมของ รังนิค โชว์ผลงานสุดยอด จบด้วยการเป็นแชมป์ครึ่งฤดูกาลแรก ก่อนเบรกหนีหนาว ทีมชุดนั้นของ รังนิค หลายคนยังจำได้ดี ผู้รักษาประตู ดาเนียล ฮาส แนวรับมี อันเดรียส เบ็ค, มัทธิอัส ไยส์เลอร์, มาร์วิน คอมพ์เพอร์, อันเดรียส อิแบร์ตส์แบร์เกอร์ กองกลาง 3 คนประกอบด้วย ลุยซ์ กุสตาโว่, คาร์ลอส เอดูอาร์โด้ และ เซยัด ซาลิโฮวิช บางครั้งอาจมี โทเบียส ไวส์ สอดแทรกหากต้องการเน้นเกมรับ แนวรุกสามตัวประกอบด้วย ชิเนดู โอบาซี่, เดมบา บา และ เวอัด อิบิเซวิช อิบิเซวิช ดาวยิงบอสเนี่ยน สร้างชื่อทันที 17 นัดแรกบนเวทีบุนเดสลีกา เขาทำไปถึง 18 ประตูกับอีก 7 แอสซิสต์ ระบบ 4-3-3 ที่ในเยอรมัน ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีทีมเล่น แต่ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในฐานะทีมน้องใหม่กล้าเล่น และทำออกมาได้ดีมากๆ ฟุตบอลของพวกเขาไม่ได้ละเอียด เนี้ยบ เนียน แต่เต็มไปด้วยพลัง และความรวดเร็ว ทีมน้องใหม่แต่กล้าเล่นเกมรุกใส่ทุกทีมที่เผชิญหน้า ด้วยผลงานแบบนี้ ทำให้คนย้อนไปถึงปี 1997 ที่ไกเซอร์สเลาเทิร์น เลื่อนชั้นขึ้นมาแล้วคว้าแชมป์ได้ทันที เพียงแต่ไกเซอร์ฯ ก็คือทีมใหญ่ พวกเขาแค่ตกชั้นไปแป้บเดียว ผิดกับฮอฟเฟ่นไฮม์ ที่ถูกปลุกปลั้นมาไม่กี่ปี ด้วยความตั้งใจและเงินทุนของดีทมาร์ ฮ็อพพ์ เศรษฐีซอฟท์แวร์ ที่สมัยเด็กเคยเป็นเด็กฝึกของสโมสรมาก่อนเท่านั้นเอง แต่โชคก็ไม่เป็นของฮอฟเฟ่นไฮม์ เพราะตอนเบรกหนีหนาว เวดัด อิบิเซวิช ดันเจ็บหนักในตอนเข้าแคมป์ ทำให้ต้องพักยาวตลอดฤดูกาลที่เหลือ การขาดหายไปของ อิบิเซวิช ส่งผลต่อฮอฟเฟ่นไฮม์มาก ระบบไม่สมดุล ตัวจบสกอร์เบอร์ 1 ขาดหายไป ขนาดทีมของพวกเขายังเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับทีมใหญ่ๆ แม้ 11 ตัวแรกจะดีมากๆ ก็ตาม ฮอฟเฟ่นไฮม์ เริ่มสะดุดในครึ่งซีซั่นหลัง จบเพียงอันดับ 7 เท่านั้น แต่หากไม่มองว่าครึ่งซีซั่นแรกพวกเขาคือจ่าฝูง น้องใหม่ที่จบอันดับ 7 ก็ยอดเยี่มมากๆ แล้ว นี่คือผลงานของ พ่อมดรังนิค ต้นปี 2011 รังนิค ก็ตัดสินใจลาออก เพราะขัดแย้งกับบอร์ดบริหาร ที่ว่ากันว่า เริ่มขายนักเตะตัวหลักของทีมออกไป นักเตะที่เขาหวงแหนไว้เป็นแกนหลัก ไม่ว่าจะเป็น คาร์ลอส เอดูอาร์โด้, เดมบา บา และ ลุยซ์ กุสตาโว่ ซึ่งรายนี้เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย เมื่อปล่อยไปให้กับ บาเยิร์น มิวนิค อริร่วมลีก แม้จะอำลาทีมออกมากลางคัน แต่ผลงานและชื่อเสียงของ รังนิค ที่ทำไว้กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ก็ทำให้เขาถูกยกกลายเป็นกุนซือชั้นยอดของเยอรมันไปในทันที เขาเข้ามารับงานชาลเก้ อีกครั้งในอีก 2 เดือนต่อมาแบบกลางคัน เมื่อ เฟลิกซ์ มากัธ โดนปลด ผลงานคือนำ ชาลเก้ พลิกชนะ อินเตอร์ มิลาน ได้เหลือเชื่อด้วยสกอร์ 5-2 และ 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กระทั่งมาแพ้ในรอบรองชนะเลิศให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในแบบที่สู้ความเจนจัดและเด็ดขาดไม่ได้ ชาลเก้ หนนี้ของเขาเล่นทั้ง 4-4-2 ทั้งคู่กลางสองคน ทั้งแบบข้าวหลามตัด รวมไปถึงการเจอกับปีศาจแดงที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เขาก็งัด 4-3-3 กลับมาใช้อีกครั้งด้วยแต่ก็ต้านไม่ไหว แม้ภาพที่หลายคนมอง รังนิค ในช่วงหลังจะเล่น 4-4-2 เป็นหลัก ปรับเปลี่ยนแค่ระบบของกองกลาง แต่เมื่อย้อนไปดูจริงๆ แล้ว 4-3-3 ยังเป็นอีกระบบที่เขาชื่นชอบและถนัด โดยเฉพาะเมื่อต้องการเปิดโหมดเกมรุกเต็มพิกัด น่าสนใจว่าสุดท้ายแล้ว งานใหม่ของเขา เราจะได้เห็นฟุตบอลในรูปแบบไหนจาก"พ่อมด" วัย 63 ปีคนนี้ อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แชมป์จากกุนซือมวยแทน "

การเปลี่ยนผู้จัดการทีม บางครั้งอาจต้องใช้เวลาในการเสาะหา บางครั้งก็หยิบเอาคนใกล้ตัว ขึ้นมานั่งแทนดื้อๆ แต่ก็มีหลายครั้งที่ "มวยแทน"เหล่านี้ สามารถทำผลงานได้ดีเกินคาด จนกลายเป็นเรื่องเล่าในหน้าประวัติศาสตร์สโมสรไป ยกตัวอย่างเช่นในปี 1982 ที่แอสตัน วิลล่า ฤดูกาล 1980/81 รอน ซอนเดอร์ส นำทีมสิงห์ผงาด วิลล่า คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 71 ปี เขากลายเป็นผู้จัดการทีมชั้นนำ นั่นทำให้ปี 1981/82 วิลล่า ได้ผ่านเข้าไปเล่นใน ยูโรเปี้ยน คัพ หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี ผลงานในลีกปีนั้นของวิลล่า กลับไม่เปรี้ยงปร้างอย่างเคย รอน ซอนเดอร์ส มีปัญหานอกสนามเพราะขัดแย้งกับบอร์ด ทำให้สุดท้ายแยกทางกันตอนเดือนกุมภาพันธ์ 1982 รอน เบนดัลล์ ประธานสโมสรแต่งตั้งให้ โทนี่ บาร์ตัน ผู้ช่วยของ ซอนเดอร์ส ขึ้นมาคุมทีมแทน ทั้งที่ บาร์ตันเองไม่เคยคุมทีมไหน แบบเป็นทางการมาก่อนเลย เขามักทำงานเป็นหนึ่งในสต๊าฟฟ์โค้ช หรือแมวมองเท่านั้น แต่ก็อย่างที่รู้กัน บาร์ตัน พาทีมจากที่ตกลงไปอยู่ในโซนหนีตกชั้น มาจบกลางตารางที่อันดับ 11 และที่คลาสสิกที่สุดคือ เขาพาทีมคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ แอสตัน วิลล่า ผ่าน ดีนาโม เคียฟ และ อันเดอร์เลชท์ ในรอบ8 ทีมและรอบรอง โดยไม่เสียประตูเลย ก่อนจะเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่เยอรมัน 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศที่ร็อทเทอร์ดัม จากประตูชัยของ ปีเตอร์ วิธ อดีตกุนซือทีมชาติไทยนั่นเอง โทนี่ บาร์ตัน ได้รับความไว้วางใจให้คุมทีมต่อในฤดูกาลถัดมาก็จริง แต่เบื้องบนมีการปรับเปลี่ยน เมื่อ ดั๊ก เอลลิส เข้ามาเป็นประธานสโมสรแทนที่ รอน เบนดัลล์ ดั๊ก เอลลิส ได้ฉายาว่าจอมเชือด (Deadly Doug) เพราะเขาปลดกุนซือเป็นว่าเล่น โทนี่ บาร์ตัน คือเหยื่อรายแรกของ เอลลิส เมื่อโดนปลดออกจากตำแหน่งในปี 1984 แต่กระนั้น ผลงานการพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปของเขา ก็กลายเป็นที่จดจำของแฟนวิลล่าตลอดไป อย่างไรก็ดี หากจะถามหาสโมสรที่มักประสบความสำเร็จกับกุนซือประเภทมวยแทน สโมสรนั้นเห็นจะเป็นเชลซี ในปี 2007 ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ โดนปลดอย่างสุดเซอร์ไพรส์ในรอบแรก โรมัน อับราโมวิช ก็แต่งตั้ง อัฟราม แกรนท์ เข้ามาคุมทีมแทนชั่วคราว แกรนท์ พาทีมไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2008 ซึ่งน่าเสียดายหากว่า จอห์น เทอร์รี่ ไม่ลื่นตอนยิงจุดโทษ และยิงลูกนั้นเข้า เชลซี คงได้ฉลองแชมป์ยุโรปสมัยแรกไปแล้ว ภายใต้การคุมของกุนซือขัดตาทัพอย่าง แกรนท์ เคสที่สอง ไม่ต้องรอนาน เพียงฤดูกาลถัดมาเท่านั้น ปี 2008/09 เชลซี ตั้ง หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ มาคุมทีมแต่ผลงานไม่เป็นไปดังหวัง กุมภาพันธ์ 2009 เลยจัดการปลดกุนซือแซมบ้าออกจากตำแหน่ง คนที่เข้ามาแทนในฐานะ Interim Manager หรือผู้จัดการทีมชั่วคราวคือ กุส ฮิดดิงค์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นกุนซือทีมชาติรัสเซียอยู่เลย แต่ด้วยสายสัมพันธ์ของเสี่ยหมีกับสมาคมฟุตบอลบ้านเกิด ก็ได้ตัว ฮิดดิงค์ มาช่วยงาน ผลงานของ ฮิดดิงค์ ยอดเยี่ยมมาก ในลีกจากที่เขามาคุมทีมจนจบฤดูกาลคือชนะทุกนัด ยกเว้นแค่ 2 นัดที่แพ้ กับเสมอ อย่างละนัด ทำให้ตามแมนฯ ยูไนเต็ด กับลิเวอร์พูล ไม่ทัน ลองนึกภาพว่าถ้า ฮิดดิงค์ มาเร็วกว่านี้อีก 1-2 เดือน สองทีมสีแดง คงต้องเหนื่อยกันมากกว่านี้ ที่สำคัญในบอลถ้วย ฮิดดิงค์ ไม่มือเปล่า เขาพาเชลซี ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ได้ในนัดชิงชนะเลิศ ส่วนในฟุตบอลยุโรป เชลซี "เกือบ" จะได้เข้าไปล้างแค้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในนัดชิงแล้ว ถ้าใครยังจำกันได้ เชลซีแพ้ให้ บาร์ซ่า ในรอบรองชนะเลิศ ในเกมสุดเดือด ที่ผู้ตัดสิน ทอม เฮนนิ่ง โอเวรโบ ไม่ยอมเป่าจุดโทษให้เชลซี หลายต่อหลายหน ก่อนจะโดน อิเนียสต้า ยิงประตูอเวย์โกล ในนาทีที่ 90+3 จนทำให้ ดร็อกบา กับบัลลัค โมโหสุดขีด ฮิดดิงค์ ถูกดึงมาช่วยทีมอีกหนในปี 2015/16 หลังปลดมูรินโญ่ เพราะแพ้กระจุย 9 จาก 16 นัดแรก แม้หนนี้จะไม่มีแชมป์ แต่เขาก็ทำให้ เชลซี ไต่กลับมาจบกลางตาราง และมีผลงานที่แน่นอน มั่นคงขึ้นในครึ่งหลังของฤดูกาล เคสต่อมาคือกรณีของ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ หนึ่งในสถานการณ์คลาสสิก "ถ้ากุนซือชั่วคราวทำผลงานดีจะทำยังไง?" ในเคสของ ฮิดดิงค์ มันชัดเจนว่าเขาต้องไปคุมทีมชาติรัสเซียต่อ และ เชลซี ก็มีแผนไว้รองรับแล้ว ก็แยกทางกันไปตามสัญญาเดิมที่วางเอาไว้ ทว่ากับ ดิ มัตเตโอ มันแตกต่างออกไป ในฐานะอดีตเด็กเก่า ดิ มัตเตโอ ตอนนั้นเป็นกุนซือหนุ่มฝีมือดีมาก คุม เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน พาทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ในฤดูกาล 2010/11 บนเวทีพรีเมียร์ ลีก แบ็กกี้ส์ เริ่มมีช่วงแย่ติดกันหลายนัด ทำให้เขาโดนปลดตอนเดือนกุมภาพันธ์ 2011 หน้าร้อนนั้นเอง เชลซี แต่งตั้ง อันเดร วิลลาช โบอาช เข้ามาคุมทีมหลังปลด คาร์โล อันเชล็อตติ และสโมสรก็ดึงตัว ดิ มัตเตโอ ที่กำลังว่างงานเข้ามาเป็นผู้ช่วยของ โบอาช โบอาช เป็นกุนซือหนุ่มไฟแรงมาจากปอร์โต้ ทฤษฎีแน่น ความมั่นใจในตัวเองสูง เข้ามาแล้วก็ไม่ยืดหยุ่นให้เข้ากับขนบเดิมๆ บ้าง สุดท้ายผลงานแย่ อยู่ไม่ไหว โดนปลด ก่อนโดนปลด โบอาช ทำผลงานค้างไว้คือใน ชปล. รอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกแรก แพ้นาโปลี 3-1 ดิ มัตเตโอ ถูกดันขึ้นมาเป็นกุนซือชั่วคราว "จนถึงจบฤดูกาล" งานแรกที่ทำได้ดีคือการพลิกนรก เอาชนะนาโปลี 4-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ จากนั้น ในรอบรองชนะเลิศ ดิ มัตเตโอ ก็ล้างอายให้กับ ฮิดดิงค์ เมื่อปี 2009 ได้สำเร็จ เขาพาทีมเอาชนะบาร์เซโลน่า อย่างสุดสะใจ โดยเฉพาะเลกสอง ที่เหลือ 10 คนแต่บุกไปเอาผล 2-2 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แล้วก็แน่อน ไฮไลท์คือการดวลจุดโทษเอาชนะบาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงฯ ซึ่งปีนั้นเตะที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า บ้านของบาเยิร์น เองเลยด้วย มันกลายเป็นแชมป์ยุโรปสมัยแรกของเชลซี! ไม่เพียงแค่แชมป์ยุโรป แต่ ดิ มัตเตโอ ยังคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้อีกรายการด้วย พาเชลซีเอาชนะลิเวอร์พูล 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ เป็นการปิดฉากการเป็นกุนซือชั่วคราวอย่างยิ่งใหญ่ ทันใดนั้น กระแสจากแฟนบอลก็เริ่มตีขึ้นมา เป็นเหมือนการกดดันให้บอร์ดมอบสัญญาถาวรให้ ดิ มัตเตโอ ไปเลย สุดท้าย สโมสรก็แต่งตั้งเขาขึ้้นมาคุมทีมถาวรจริงๆ ปี 2012/13 ภายใต้การคุมทีมของ ดิ มัตเตโอ เชลซี ออกสตาร์ทฤดูกาลได้ดีสุดๆ 8 นัดแรก ชนะ 7 เสมอ 1 กระทั่งเกมถัดมาคือการรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมนั้นกลายเป็นจุดด่างพร้อยอีกจนได้ มันคือเกมที่ มาร์ค แคล็ทเท่นเบิร์ก ไล่ เฟร์นานโด ตอร์เรส กับ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ออกจากสนาม เชลซี เหลือ 10 คน และเป็นชัยชนะของแมนฯ ยูไนเต็ด 3-2 หลังเกม จอห์น โอบี มิเกล และเชลซี กล่าวหา มาร์ค แคล็ทเท่นเบิร์ก ว่าพูดเหยียดผิว ซึ่งภายหลังถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง ความพ่ายแพ้นัดนี้ และความปั่นป่วนที่ตามมา ดูจะกลายเป็นจุดหักเห เพราะเชลซี เสมอ 2 และแพ้อีก1 นัดในลีก และเมื่อ ดิ มัตเตโอ พาทีมออกไปแพ้ ยูเว่ 0-3 ในรอบแบ่งกลุ่ม ชปล. เขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2012 การคุมทีมในฐานะ "ตัวจริง" ของเขาอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ไม่ต้องรอนาน เคสผู้จัดการทีมชั่วคราวของ เชลซี มาถึงทันทีหลังปลด ดิ มัตเตโอ ขณะนั้น ราฟา เบนิเตซ ว่างงาน เขาว่างงานตั้งแต่โดนอินเตอร์ มิลาน ปลดตอนปี 2010 เป็นเวลา 2 ปีที่ ราฟา รอโอกาสของเขา เชลซี แต่งตั้งให้ เบนิเตซ มาคุมทีมจนจบฤดูกาล ทันใดนั้นก็มีกระแสต่อต้านจากแฟนบอลทันที ทั้งการเป็นอริกันมาก่อนตอนคุมลิเวอร์พูล ทั้งความล้มเหลวตอนคุม อินเตอร์ ทำให้หลายคนยี้ แต่ ราฟา ก็พิสูจน์คุณค่าของเขาจนได้ ใช้ผลงานเป็นคำตอบ เชลซี ค่อยๆ คืนฟอร์ม ราฟา พาทีมจบอันดับ 3 ตามหลังแมนฯ ซิตี้ รองแชมป์เพียง 3 คะแนนเท่านั้น ที่สำคัญ เขายังพาเชลซีได้แชมป์ยุโรปถ้วยเล็กอีก 1 รายการ เมื่อเอาชนะ เบนฟิก้า 2-1 คว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก มาครอง นั่นทำให้เชลซี เป็นสโมสรแรกของอังกฤษ ที่ได้แชมป์หลักของยูฟ่า ครบทั้ง 3 รายการคือ คัพ วินเนอร์ส คัพ, ยูโรเปี้ยน คัพ/ชปล. และ ยูฟ่า คัพ/ยูโรปา ลีก เบนิเตซ อำลาเชลซีหลังจบฤดูกาลนั้น เขาเปลี่ยนใจแฟนบอลเชลซี จากที่เกลียด ให้กลายเป็นประทับใจได้สำเร็จ ก่อนจะไปรับงานคุม นาโปลี เมื่อหมดสัญญาชั่วคราวฉบับนี้ การหาผู้จัดการทีมชั่วคราวมาคุมทีม ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ตัวอย่างมีให้เห็นว่าหลายครั้งมันลงเอยอย่างสวยงามด้วยซ้ำ เพียงแต่ประวัติศาสตร์ก็คอยเตือนเราชัดเจนว่า ชั่วคราวคือชั่วคราว คิดให้ดีหากจะมอบสัญญาถาวรให้ เพราะบางครั้งมันก็อาจจบไม่สวยได้เช่นกัน อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ลาออกอย่างลูกผู้ชาย "

สโมสรหนึ่ง อาจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์บางอย่างได้ เช่นการต้องเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน เนื่องจากไม่ได้คาดการณ์ไว้ หรือแผนที่วางไว้มันเกิดผิดพลาดขึ้นมา ต้องอาศัยการตัดสินใจเฉพาะหน้าที่รวดเร็ว และฉับไวที่สุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะตัดสินใจช้ากว่าจะแยกทางกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ตัวของ โซลชาร์ เองก็ยังไม่มีความคิดจะลาออกด้วยตัวเอง ทั้งที่ทุกอย่างมันฟ้องว่างานนี้ ไม่น่าจะมีอะไรดีขึ้นมานานแล้ว หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงกุนซือที่น่าประทับใจ ในแง่ของสโมสรเกิดขึ้นกับ คริสตัล พาเลซ ในเดือนตุลาคม 2013 ต้องย้อนไปเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านั้นคือในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2012/13 พาเลซ ตั้งเป้าในการเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีก หลังตกชั้นมาเกือบ 10 ปี พาเลซ มี ดั๊กกี้ ฟรีดแมน คุมทัพ พวกเขาเริ่มต้นด้วยการแพ้ 3 เกมรวด แต่จากนั้นก็เริ่มลงล็อก 11 นัดต่อมา พวกเขาชนะ 8 เสมอ 3 ไม่แพ้ใครเลย ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ทีมที่จะเลื่อนชั้น มักต้องมีช่วงเข้าเบรกแบบ อินวินซิเบิ้ล ใครก็เอาชนะไม่ได้แบบนี้ ขณะที่ทุกอย่างกำลังจะเป็นไปได้ด้วยดี ดั๊กกี้ ฟรีดแมน กลับโดน โบลตัน วันเดอเรอร์ส เข้ามาจีบ เขาตัดสินใจกระโดดหนีจาก พาเลซ ไป โบลตัน เฉยเลย นั่นทำให้ สตีฟ แพริช เจ้าของและประธานสโมสรของ คริสตัล พาเลซ ถึงกับมึน แพริช เป็นแฟนบอลพาเลซ อยู่ก่อนแล้ว เมื่อทำธุรกิจประสบความสำเร็จ ก็เข้ามาซื้อหุ้นสโมสร และสำหรับเขา ฟรีดแมน คือคนโปรด เนื่องจากฟรีดแมน สมัยเป็นนักเตะก็คือกองหน้าตัวเก่ง เป็นขวัญใจแฟนบอลพาเลซอยู่แล้ว พอมาคุมทีมก็เริ่มทำผลงานได้ดีด้วย แต่เมื่อสถานการณ์บังคับ แพริช ก็ต้องทำอะไรบางอย่าง ว่าแล้วเลยติดต่อไปยัง เอียน ฮอลโลเวย์ กุนซือคนเก่งของ แบล็คพูล เอียน ฮอลโลเวย์ ทำบอลคนละสไตล์กับ ฟรีดแมน เลย แต่นั่นก็ทำให้ แพริช แอบชื่นชอบ เพราะอยากเห็นฟุตบอลที่เล่นสวย และได้ผลการแข่งขันที่ดีด้วย ขณะที่ ฟรีดแมน เน้นรับแน่น เอาชัวร์ไว้ก่อน แต่มันดันเข้าทางนักเตะพาเลซ ชื่อเสียงของ ฮอลโลเวย์ ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างตอนทำแบล็คพูล เล่นมันมาก เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ในปี 2010/11 แม้จะตกชั้นภายในปีเดียว แต่หลายคนประทับใจ ฮอลโลเวย์ เองก็ตัดสินใจสละเรือที่ แบล็คพูล เพื่อมารับงานที่ พาเลซ เลยทันทีเช่นกัน เมื่อมาถึง ในการให้สัมภาษณ์ เขาบอกชัดเจนว่าเขาไม่สามารถรับปากได้ว่าทีมจะเลื่อนชั้น แต่สิ่งที่เขารับปากคือเขาจะทำให้นักเตะพาเลซ เล่นเต็มที่ เคารพสีเสื้อของพาเลซ และจะทำให้ทีมเล่นในแนวทางที่เขาวางไว้ ช่วงแรก เขาพยายามปรับให้ทีมเล่นพาสซิ่งมากขึ้น เล่นเกมบุกมากขึ้น นักเตะยังไม่ค่อยคุ้นเคย เพราะเขามองว่าหากจะประสบความสำเร็จ จะเอาแต่เล่นแผนรถบัส มันไม่มีทางเลย แม้ผลงานจะล้มลุกคลุกคลาน ไม่ได้เข้าเบรกยาวๆ แต่สุดท้าย เขาก็พาทีมจบอันดับ 5 ได้สิทธิ์เข้าเพลย์ออฟ ต้องยอมรับว่ากว่าที่ ฮอลโลเวย์ จะซื้อใจแฟนบอลพาเลซ และตัวของ สตีฟ แพริช เองได้เต็มๆ ก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่ กระทั่งมาถึงเกมเพลย์ออฟ นี่เอง ตามเวย์ของรอบเพลย์ออฟ อันดับ 3 เจอกับอันดับ 6 คือ วัตฟอร์ด vs เลสเตอร์ ส่วนอันดับ 4 เจอกับ อันดับ 5 นั่นเท่ากับว่า พาเลซ จะได้เจอกับ ไบรตัน พาเลซ - ไบรตัน เป็นอริกันอยู่แล้ว นี่คือคู่ปรับที่คลาสสิกอีกคู่ในวงการฟุตบอลอังกฤษ แม้จะอยู่กันคนละถิ่น แต่มีถนนสาย M23 เชื่อม ทำให้มันถูกเรียกว่า M23 ดาร์บี้ หากพาเลซ จะชนะทีมไหนแล้วสะใจที่สุด ทีมนั้นก็คงต้องเป็น ไบรตัน เกมแรก พาเลซ เล่นในบ้านก่อน ผลจบลงด้วยสกอร์ 0-0 กุสตาโว่ โปเยต์ กุนซือของไบรตัน ทำท่ามั่นอกมั่นใจมาก เพราะเชื่อว่าเกมเลกสอง พวกเขาจะเอาชนะได้ในบ้านตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวร้ายคือการที่ เกล็น เมอร์เรย์ ดาวซัลโวประจำทีม พาเลซ ได้รับบาดเจ็บในเกมแรก ต้องชวดการลงสนามในช่วงที่เหลือของเพลย์ออฟ เลกสองต้องไปเล่นนอกบ้าน แถมไม่มีกองหน้าตัวเก่ง พาเลซ จะทำอย่างไร หนึ่งในทีมงานของ ฮอลโลเวย์ คือ ทิม โค ซึ่งเป็นสเกาท์หนุ่ม ฝีมือดี เขาเช็กการเล่นของคู่แข่งละเอียด และมาบอกข้อมูลที่มีค่ามาก "ดูนี่สิ ออลลี่ (ฮอลโลเวย์) นี่มันสำคัญสุดๆ" ข้อมูลที่ได้มาคือ 30% ของการขึ้นบอลของ ไบรตัน จะต้องผ่านปีกตัวเก่งคือ คาเซงก้า ลัวลัว นั่นทำให้ พาเลซ หุบเอาปีกเข้ามาตัดการผ่านบอลไปยัง ลัวลัว และมันได้ผล ยิ่งไปกว่านั้น วิลฟรีด ซาฮา คืออีกหนึ่งอาวุธเด็ด จริงๆ แล้ว ตอนมกราคม 2013 วิลฟรีด ซาฮา ได้ถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซื้อไปร่วมทีมแล้วด้วยราคา 10 ล้านปอนด์ เป็นการซื้อสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ด้วย ทว่าทีมปีศาจแดง ตกลงให้ พาเลซ ยืมตัว ซาฮา ไปใช้งานจนจบฤดูกาล เนื่องจากตัวของ ซาฮา ต้องการเช่นนั้นด้วย ฮอลโลเวย์ บอกกับ ซาฮา ก่อนเกมว่า เมื่อไหร่ที่ปีกอีกฝั่งคือ ยานนิค โบลาซี่ ตั้งท่าจะครอสเข้ามา ให้ ซาฮา วิ่งตัดหลังแบ็กเข้าไปในกรอบเขตโทษ "ตัดหลังฟูลแบ็กเข้าไปในข้างในนะพวก ตัดเข้าในถ้าอีกฝั่งกำลังจะเปิดบอล ตรงนั้นแกจะได้ยิงประตูแน่ๆ" เกมเลกสองที่ ดิ เอเม็กซ์ บ้านของไบรตัน มันเป็นไปตามที่ เอียน ฮอลโลเวย์ คิดไว้ทุกอย่าง ตัดการขึ้นบอลของไบรตันได้ และสุดท้าย วิลฟรีด ทำ 2 ประตู พาทีมชนะ 2-0 จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ประตู 1-0 เป็นการเข้าทำแบบที่ ฮอลโลเวย์ บอกไว้เป๊ะๆ คือ โบลาซี่ ครอสจากซ้ายเข้ามาให้ ซาฮา ตัดเข้าในมาโขกหน้าปากประตู พาเลซ ได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศเพลย์ออฟกับ วัตฟอร์ด เพื่อชิงตั๋วใบสุดท้ายในการเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก วัตฟอร์ด ของจานฟรังโก้ โซล่า จบอันดับ 3 พวกเขาคือทีมที่ดูดีกว่า พาเลซ พวกเขามีเกมรุกยอดเยี่ยมที่สุดในลีก ภายใต้การทำทีมของโซล่า ทีมแตนอาละวาดเล่นเกมรุกได้ดีมากๆ โดยมี มาเตย์ วีดร้า กับ ทรอย ดีนี่ย์ เป็นคู่หอกอันตราย อย่างไรก็ตาม ฮอลโลเวย์ มองเห็นจุดอ่อนของวัตฟอร์ด นั่นคือกองหลังอิตาเลี่ยนอย่าง มาร์โก คาสเซ็ตติ แม้จะมีดีกรี เล่นให้โรม่ามานาน แต่เขาอายุ 36 ปีแล้ว นั่นทำให้ ฮอลโลเวย์ สั่งให้ วิลฟรีด ซาฮา เล่นงานไปที่ คาสเซ็ตติ ตลอดทั้งเกม แม้จะเสมอกัน 0-0 ใน 90 นาที แต่พอเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ คาสเซ็ตติ ก็ไปดึง ซาฮา ล้มในเขตโทษ กลายเป็นจุดโทษของพาเลซ และเป็น เควิน ฟิลลิปส์ กองหน้าจอมเก๋า สังหารไม่พลาด มันกลายเป็นประตูชัยให้ พาเลซ เอาชนะวัตฟอร์ด 1-0 เลื่อนชั้นได้สำเร็จจริงๆ คริสตัล พาเลซ เริ่มต้นฤดูกาล 2013/14 ในฐานะทีมพรีเมียร์ ลีก ความเปลี่ยนแปลงแรกก่อนเลยก็คือ พวกเขามีการเสริมทัพเยอะมาก นักเตะใหม่ ถูกดึงเข้ามารวมถึง 14 รายด้วยกัน! มันเกิดความตื่นเต้น และตระหนกในการรับมือเกมระดับพรีเมียร์ ลีก ทำให้ สตีฟ แพริช ร้อนรนมากจนเกินไป ผลคือ พาเลซ แพ้ 6 จาก 7 นัดแรก ชนะแค่เกมเดียว พอถึงเกมที่ 8 วันที่ 21 ตุลาคม 2013 พาเลซ โดน ฟูแล่ม บุกมาอัดยับถึง เซลเฮิร์สท์ พาร์ค ถึง 4-1 หลังจบเกม เอียน ฮอลโลเวย์ เข้าไปพูดคุยกับ สตีฟ แพริช ทันที เขาบอกเลยว่า เขาขอลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม เนื่องจากรู้ดีว่าไม่สามารถพาทีมหลุดออกจากหล่มนี้ได้ เขารู้ดีว่าด้วยสถานการณ์ตอนนี้ และศักยภาพของเขา หากทู่ซี้ทำงานต่อไป คริสตัล พาเลซ จะมีแต่แย่กับแย่ และอาจตกชั้นได้ นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้น สตีฟ แพริช รีบปฏิเสธทันที ท่านประธานหนุ่มยืนยันว่าพร้อมจะสู้ไปด้วยกัน เขายังเชื่อมั่นในตัว เอียน ทว่า ฮอลโลเวย์ ให้เหตุผลน่าสนใจ เขาไม่อยากเห็น พาเลซ ตกชั้น เพราะรู้ดีในการจะเลื่อนชั้นจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ มาสู่ พรีเมียร์ ลีก มันเป็นงานที่ยากแค่ไหน ถ้าตกชั้นไปหนนี้ ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะกลับขึ้นมาได้อีก เขาไม่สามารถรับปากกับ แพริช ได้ว่า เขาจะทำทีมอยู่รอด เมื่อเขาไม่มั่นใจ มันเป็นการดีกว่าที่จะไม่ฝืน เพราะเท่ากับเป็นการผิดคำพูดถ้ามันไม่ได้ผล หลากหลายเหตุผลที่ทำให้ พาเลซ มีผลงานแย่ในตอนนั้น ทั้งการที่ วิลฟรีด ซาฮา ต้องย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ด, ทั้งการซื้อตัวใหม่เข้ามามากเกินไป จนสปิริตในทีมมันไม่กลมเกลียวอย่างเดิม และการพยายามเล่นเกมรุกในสไตล์ของฮอลโลเวย์ มันไม่ได้ผล คุณจะเดินแลกหมัดกับทีมในพิกัดเดียวกันได้ แต่คุณไปแลกหมัดกับทีมไซส์ใหญ่กว่า มีแต่ตายกับตาย นี่คือเกมระดับพรีเมียร์ ลีก ไม่ใช่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ การลาออกจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ เอียน ฮอลโลเวย์ จะทำให้พาเลซได้ในตอนนั้น หลังจากแต่ละฝ่ายกลับไปนอนคิด ในที่สุด สตีฟ แพริช ก็ตกลง และยอมรับการลาออกของ เอียน ฮอลโลเวย์ โทนี่ พูลิส คือคนที่ พาเลซ ดึงมาคุมทีมแทน นี่คือคนที่เหมาะสมที่สุด พูลิส ถนัดในการพาทีมเล็กๆ อยู่รอด และวิธีการของเขาอาจไม่สวยงาม แต่มันได้ผล นั่นคือสิ่งที่ พาเลซ ต้องการที่สุด ณ ตอนนั้น แต้มสำคัญกว่าสไตล์การเล่น ในที่สุด มันก็ถูกพิสูจน์ว่าได้ผล โทนี่ พูลิส พาทีมอยู่รอดสบายๆ จบอันดับ 11 แต่เขาก็เลือกลาออก ก่อนฤดูกาลใหม่เปิดแค่ไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ เอียน ฮอลโลเวย์ พาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเมื่อปี 2013 จนถึงตอนนี้ พาเลซ ยังไม่เคยตกชั้นอีกเลย แม้จะมีหวาดเสียวบ้าง แต่สุดท้าย พวกเขาก็เอาตัวรอดได้เสมอ ท่ามกลางการเปลี่ยนกุนซือมาแล้วหลายต่อหลายคน "ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่ถูกต้องสำหรับมุมของพาเลซ ด้วยอะไรก็ตาม ดั๊กกี้ ต้องการย้ายออก ผมโดนดึงมาคุมทีมแทน พอผมอำลาไป โทนี่ (พูลิส) ก็เข้ามา ผมดีใจที่ได้เห็นแบบนี้ในช่วงชีวิตผม ผมมีช่วงเวลาที่ดีในสโมสรที่ยอดเยี่ยมอย่าง พาเลซ ซึ่ง พูลิส คือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานนั้น และผมบอกกับ สตีฟ ไปแล้วตอนเราถกเถียงกัน" "ถ้าผมสัญญาอะไรกับคุณไว้ อย่างเช่น ผมจะไปถึงที่นั่นตรงเวลา ผมแม่งจะไปถึงตรงเวลาโว้ย เพราะมันสำคัญมาก ผมถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้ ถ้าคุณรู้ว่าผมโตมายังไงนะ พ่อผมจะไม่ยอมให้ผมพูดอย่างหนึ่ง แล้วทำอีกอย่างแน่นอน" "แต่ สตีฟ ทำงานได้ดีในการเป็นประธานสโมสรของเขา และผมภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาของเขา" "ด้วยการที่ผมพูดตรงๆ กับ สตีฟ ไปเลยว่าผมไม่แน่ใจว่าผมสามารถทำให้เราอยู่รอดได้ และเขาไม่อยากได้ยินคำพูดนี้ ผมโทษเขาไหม? ไม่หรอก ส่วนหนึ่งในตัวผมก็อยากจะย้อนกลับไป เพื่อจะไม่พูดคำเหล่านั้นกับเขา แต่ชีวิตเป็นแบบนี้แหละ เขาตัดสินใจและเขาก็ประสบความสำเร็จมาตลอด ผมดีใจกับเขาและสโมสรอย่างยิ่ง" "มันเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์ในชีวิตผม ผมยังมีเสื้อของ เควิน ฟิลลิปส์ พร้อมกับเหรียญรางวัลแขวนอยู่ด้วย ติดอยู่บนผนังบ้านผม และทุกวันที่ผมเล่นปาเป้า มันก็แขวนอยู่ตรงข้างๆ นั่นแหละ มันเป็นส่วนในชีวิตผม ผมรู้สึกขอบคุณกับโอกาสที่ สตีฟ มอบให้กับผม" กับเหตุการณ์ในครั้งนั้น สตีฟ แพริช ก็ออกมายกย่องการตัดสินใจที่ตรงไปตรงมาของ เอียน ฮอลโลเวย์ เขาบอกว่าเขาไม่มีความคิดที่จะแยกทางกันเลย แต่ในที่สุดก็เข้าใจในเหตุผล และการกระทำของ เอียน ก็น่ายกย่อง "ผมคิดว่าเขาเป็นคนที่น่าทึ่ง เป็นคนที่ก้าวออกมาและทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คงไม่ทำกันหรอก เขาบอกว่า 'ฟังนะ เราต้องคุยกันเรื่องสถานการณ์ทีม ผมไม่คิดว่ามันได้ผล ผมไม่ชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ผมคิดว่ามันอาจจะดีกว่ากับการที่มีคนอื่นมาคุมทีม คนที่ทำทีมเล่นในสไตล์ซึ่งนักเตะตอบสนองได้ดีกว่า' ตัวผมเองคิดว่า นั่นคือบุคคลที่กล้าหาญอย่างมากที่พูดออกมาแบบนี้ คนส่วนใหญ่ก็คงคุมทีมต่อไป รับเงินต่อไป นี่พูดตรงๆ นะ" เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผิดแผน เอียน ฮอลโลเวย์ เลือกที่จะลาออกเอง เมื่อรู้ดีว่าเขาไม่สามารถเข็นทีมไปได้ไกลกว่านี้ พาทีมออกจากสถานการณ์ย่ำแย่ไม่ได้ มันไม่ใช่การยอมแพ้ แต่มันเป็นการมองผลประโยชน์ของทีมเป็นหลัก มันคือการไม่สามารถผิดคำพูดได้ และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกอย่างลูกผู้ชาย ******************* อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เวนเกอร์ No Sauce "

อันโตนิโอ คอนเต้ เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของสเปอร์ส งานแรกที่เขาทำคือสั่งนักเตะซ้อมดับเบิ้ลเซสชั่น เพื่อปรับความฟิต และปรับให้เข้ากับระบบการเล่นของเขาทันที อีกอย่างที่ คอนเต้ ทำคือสั่งแบนอาหารบางอย่างรวมถึงเครื่องปรุงอย่างซอสมะเขือเทศ (Ketchup) ซอสมะเขือเทศมีปริมาณน้ำตาลสูง โซเดี้ยมสูง อย่าว่าแต่กับนักกีฬาอาชีพเลย คนปกติ จริงๆ แล้วก็ไม่ควรบริโภคเยอะ ผู้จัดการทีมหลายคน อาจจะสั่งห้ามรับประทานอาหารอย่างชิพส์, พิซซ่า หรือขนมอบเบเกอรี่ ทั้งหลายที่มีน้ำตาล เนย หวานเค็มมากๆ ในช่วงเวลาเท่านั้นเท่านี้ก่อนแข่ง น้ำอัดลมเป็นสิ่งหนึ่งที่โดนห้ามอยู่แล้ว เพราะมันคือการซดน้ำเชื่อมอัดแก๊สดีๆ นี่เอง แต่บางคนก็เข้มงวดไปกว่านั้นอีก ซอสมะเขือเทศ เครื่องปรุงรส หลายๆ ชนิดอย่างเช่น บราวน์ซอส ที่คนอังกฤษนิยมกันมากก็ถูกสั่งห้าม และว่าไปจริงๆ แล้ว คอนเต้ ไม่ใช่กุนซือคนแรกที่เข้มงวดเรื่องเหล่านี้ คอนเต้ ไม่ใช่คนแรกแน่นอน ฟาบิโอ คาเปลโล่ ได้ชื่อเป็นโค้ชจอมเฮี้ยบ เขาชัดเจน ตรงไปตรงมา และระเบียบวินัยจัดในทุกเรื่อง นี่คือหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ตอนคุมทีมชาติอังกฤษ เขาก็สั่งแบนซอสชนิดต่างๆ บนโต๊ะอาหาร รวมถึงเนยด้วย เพราะเมือมีขนมปัง ส่วนใหญ่มักปาดเนยมาทา เพื่อเพิ่มรสชาติ รสสัมผัสเป็นปกติ แต่มันคือแคเลอรี่ ที่เพิ่มมาโดยไม่จำเป็น หรือไม่ต้องย้อนไปไหนไกล ที่สเปอร์ส เองนี่แหละ ตอนปี 2007 ฆวนเด้ รามอส เข้ามาเป็นกุนซือสเปอร์ส ยุคนั้น ในอังกฤษก็ผ่านการมีกุนซือต่างชาติมาเยอะแล้ว วัฒนธรรมการคุมอาหาร วิทยาศาสตร์การกีฬาเริ่มแพร่หลาย แต่นโยบายเข้มงวดของ ฆวนเด้ รามอส ก็ยังทำให้สื่อเอาไปเล่นเป็นข่าวใหญ่ ฆวนเด้ รามอส แบนซอสมะเขือเทศอย่างเดียวไม่ว่า เขาแบนกระทั่งเกลือ กับพริกไทย ซึ่งเป็นเครื่องปรุงพื้นฐานบนโต๊ะอาหารฝรั่ง การเหยาะเกลือ "เล็กน้อย" ไม่ได้แย่เกินไปนัก และทำให้นักเตะกินอาหารได้ง่ายขึ้น สิ่งที่มีบนโต๊ะอาหารนักเตะสเปอร์ส ตอนนั้นคืออาหารจืด ไก่จืดๆ จนมีเสียงบ่นอย่างหนัก ปีแรกของ รามอส เขานำทีมคว้าแชมป์ ลีก คัพ ปี 2008 (แชมป์ล่าสุดของสเปอร์ส จนถึงตอนนี้) แต่พอเข้าปีที่สองได้แค่ 2 เดือน ผลงานแย่จนเขาโดนปลด แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ เข้ามาคุมทีมแทน มีรายงานว่าบอก วันแรกที่ จ่าแฮร์รี่ เข้ามาในห้องอาหารที่สนามซ้อม เขาถือขวดซอสมะเขือเทศ มาขวดนึง วางบนโต๊ะ แล้วพูดว่า "ฉันได้ยินว่าพวกนายหิวกันมานานใช่ไหมเด็กๆ" เร้ดแน็ปป์ ถูกพิสูจน์ว่าทำทีมเล่นได้สนุก จนผ่านเข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ด้วยซ้ำ แกเป็นคนยุคคาบเกี่ยว ที่ยังมองว่าการยืดหยุ่นนิดๆ หน่อยๆ เป็นการทำให้นักเตะไม่เครียด และมีความสุขในการทำงาน มันมีเรื่องอีกเยอะที่ต้องซีเรียสมากกว่าการคุมอาหารจนเข้มงวดเกินไป อย่างเช่นเบสิค การรับส่งบอล "ผมเห็นนักเตะมากมายวิ่งเต็มที่ได้ตลอด 90 นาทีและพวกเขาก็กิน พาย, ชิพส์, ถั่วบด หรืออะไรก็ตามในช่วง 2 ชั่วโมงครึ่งก่อนเกมแข่ง แต่ละคนก็แตกต่างกัน มันเป็นเรื่องดีนะที่เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสแล้วในตอนนี้ แต่ถ้าคุณผ่านบอลยังไม่ตรงเลย แบบนี้ก็ไม่ไหว" แต่หากถามหาคนที่เข้ามาบุกเบิกเรื่องอาหารการกิน และฟิตเนส อย่างเป็นมืออาชีพ เน้นวิทยาศาสตร์การกีฬาบนเวทีฟุตบอลอังกฤษจริงๆ จังๆ คนแรก คงต้องยกให้ อาร์แซน เวนเกอร์ ย้อนไปตอนที่ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้ามาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด ทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของนักเตะปีศาจแดงยุคนั้น แต่หลักๆ เน้นไปที่เรื่องการ "ดื่ม" เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก นักเตะอังกฤษยุคนั้น ซดเหล้าเบียร์กันเป็นปกติ ปลายปี 1996 เมื่อ เวนเกอร์ เดินทางมาจากญี่ปุ่น เข้ามาคุมอาร์เซน่อล เขาไปไกลกว่านั้น เวนเกอร์ ปรับเปลี่ยนวิธีการซ้อม, วิธีการเล่นฟุตบอล, การหานักเตะราคาถูกๆ จากต่างแดน สิ่งเหล่านี้พลิกโฉมฟุตบอลอังกฤษไปอย่างมากมาย จนแม้แต่ เฟอร์กี้ เองก็ต้องยอมรับ และปรับตัวตาม อีกหนึ่งสิ่งที่ เวนเกอร์ เข้ามาเปลี่ยนคือเรื่องอาหารการกิน Diet ของนักเตะ ผู้เล่นอาร์เซน่อล เดิมทีไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องนี้ นี่ยังไม่นับเริ่องดื่มเบียร์ ดื่มเหล้า ที่นำโดยแข้งเก๋าๆ เช่นกัปตันทีมโทนี่ อดัมส์ พฤติกรรมของนักเตะอาร์เซน่อล ยังมีเรื่องของการดื่มน้ำอัดลม กินลูกกวาดของหวาน และช็อคโกแลตแท่ง จำพวก Mars, Sneakers ก่อนเกมหลังเกมอีกต่างหาก แน่นอนว่ารวมถึงเครื่องปรุงบนโต๊ะอาหารบางจำพวกด้วย เรื่องนี้ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น เคยออกมายอมรับ "เขาสั่งแบนทุกอย่าง หลังการซ้อม เราจะขึ้นไปกินข้าวกันที่ชั้นบน และมันมีแต่ ปลา, ไก่ ทั้งหมดจืดชืด" "ตอนเราออกไปเล่นเกมเยือน เรามักเดินทางด้วยรถไฟกันบ่อยมาก และคุณมักเห็นพนักงานชาย หรือสุภาพสตรี ที่เดินเข็นรถมา ที่ถามว่าจะรับเค้กหรืออะไรมั้ย และเวนเกอร์จะยืนขึ้นมา แล้วยกนิ้วขึ้นมาส่ายเพื่อห้ามทันที" เกมแรกของ เวนเกอร์ คือการนำทีมบุกไปเยือน อีวู้ด พาร์ค ของ แบล็คเบิร์น เขานำทีมกลับออกมาด้วยชัยชนะ 2-0 และบนรถโค้ชขากลับ นักเตะโอดครวญอยากได้ช็อคโกแลตแท่งมากินตามที่เคยทำกันมานานจนเป็นนิสัย "ผมเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของผู้เล่น ซึ่งไม่ง่ายเลยกับทีมที่นักเตะอายุเฉลี่ย 30 ปี ในเกมแรก นักเตะร้อง 'เราอยากได้ช็อคโกแลต Mars ของเรา!' ตอนพักครึ่ง ผมถามนักกายภาพของผม แกรี่ ลูวิน 'ไม่มีใครพูดอะไรเลย พวกเขาเป็นอะไรกัน?' เขาตอบว่า 'พวกนั้นหิวน่ะ' เนื่องจากผมไม่ได้ให้พวกเขากินช็อคโกแลตแท่งก่อนเกม มันตลกมาก" เวนเกอร์ ย้อนความหลังถึงสมัยแรกที่เขาเข้ามาคุมอาร์เซน่อลใหม่ๆ การที่เขาไปคุมทีมในญี่ปุ่น รับประทานอาหารแบบญี่ปุ่นอยู่บ้าง ทำให้เขานำมันมาปรับใช้กับการทำทีมฟุตบอล "ผมคิดว่าในอังกฤษ พวกคุณบริโภคน้ำตาลและเนื้อแดง กันมากเกินไป กินผักกันไม่มากพอ" เวนเกอร์ เอ่ยตรงไปตรงมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษ เขาสั่งห้ามไม่ให้โรงอาหารในสโมสรเสิร์ฟเบอร์เกอร์กับชิพส์ อีกต่อไป โดยเปลี่ยนมาเป็นปลา, ไก่, ผักนึ่ง และมันฝรั่งที่ไม่ผ่านกระบวนการทอด แทน แม้แต่ของหวานหลังอาหารอย่างแอปเปิ้ล พาย ก็โดนทำให้ "คลีน" ขึ้นลดพวกน้ำตาล และตัดคัสตาร์ดออกไปจากชิ้นพาย การควบคุมเรื่องอาหารของเวนเกอร์แบบนี้ เหล่านักเตะอาร์เซน่อล เรียกมันว่า "เอวิย็อง-บร็อคโคลี่" หมายถึงดื่มแต่น้ำแร่เอวิย็อง (หรือเอเวียง) กับกินผักบร็อคโคลี่เยอะๆ โดย เอียน ไรท์ หัวหอกจอมเก๋าเป็นคนริเริ่มคำพูดนี้ เพราะเขาออกมาบ่นว่าทุกจาน มีแต่บร็อคโคลี่ๆๆๆ แนวทางของ เวนเกอร์ ถูกพิสูจน์ว่าได้ผลทันที เพราะในปีที่ 2 ของการคุมทีม หรือปีแรกที่ทำทีมเต็มฤดูกาล เขาก็นำอาร์เซน่อล ปาดหน้าแมนฯ ยูไนเต็ดคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้เลย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ อาร์เซน่อล ยุคใหม่ ที่เล่นฟุตบอลสวยงาม มีประสิทธิภาพ และนักเตะมีความฟิต กระฉับกระเฉงตลอดเวลาที่ลงสนาม ในภายหลัง หลายทีมเปิดกว้างรับวิธีคิดเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา และโภชนาการที่เคร่งครัดมากขึ้น ทำให้ความได้เปรียบเรื่องตรงนี้ค่อยๆ ถูกตัดทอนลง แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม สำหรับวงการฟุตบอลอังกฤษแล้ว อาร์แซน เวนเกอร์ คือผู้บุกเบิกในเรื่องไดเอ็ตของนักฟุตบอลอย่างแท้จริง อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" นาทีบาปของฝรั่งเศส "

โปรตุเกสของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดนเซอร์เบีย ทำแสบในนาทีสุดท้าย จากการโหม่งของ อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช ประตูชัยของทัพเซิร์บเกมนี้ ทำให้พวกเขาฉกตั๋วบินสู่กาตาร์ในปีหน้ามาจากมือโปรตุเกสแบบดื้อๆ ส่งผลให้โปรตุเกสต้องไปเล่นเพลย์ออฟแทน เพลย์ออฟโซนยุโรป จะมีทั้งหมด 12 ทีม แบ่งเป็น 3 สาย สายละ 4 ทีม โดยแต่ละสายจะเตะน็อคเอาท์เอาแค่ทีมเดียวไปฟุตบอลโลก นั่นหมายความว่า โอกาสของโปรตุเกสคือ 1 ใน 4 เท่านั้น เป็นงานหนักไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี การพลาดหนนี้ ยังถือว่ามี"โอกาส" ให้แก้ตัว โดยที่ทุกอย่างอยู่ในกำมือของตัวเอง แม้จะยากสักหน่อยก็ตามที เรื่องของการพลาดในช่วงท้ายเกม นาทีสุดท้าย หรือทดเจ็บ จนทำให้ชวดได้ไปฟุตบอลโลก คงไม่มีครั้งไหนที่แฟนๆ จะจดจำได้เท่ากับ ฝรั่งเศส และฟุตบอลโลก USA94 อีกแล้ว ฟุตบอลโลก USA94 โควต้าของทีมจากยุโรป มีทั้งหมด 12 ทีม บวกกับอีก 1 ทีมเป็นโควต้าของแชมป์เก่า ซึ่งก็คือเยอรมัน วิธีการเตะรอบคัดเลือกคือจะแบ่งเป็น 6 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะคัดเอา อันดับ 1 และอันดับ 2 ได้ไปฟุตบอลโลกเลย ส่วนที่เหลือ "ตกรอบ" ไม่มีเพลย์ออฟใดๆ ทั้งสิ้น ฝรั่งเศส อยู่ในรอบคัดเลือกกลุ่ม 6 ร่วมกับ สวีเดน, บัลแกเรีย, ออสเตรีย, ฟินแลนด์ และอิสราเอล บทสรุปลงท้ายคือ สวีเดน และบัลแกเรีย ผ่านเข้ารอบ ขณะที่ฝรั่งเศส จบด้วยอันดับ 3 อดไปฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา ! เกมที่ทุกคนจำได้คือเกมสุดท้ายเตะกันวันที่ 17 พฤศจิกายน 1993 หรือเมื่อ 28 ปีที่แล้วพอดี ฝรั่งเศสเปิด ปาร์ก เดส์ แพร็งส์ รับการมาเยือนของ บัลแกเรีย ก่อนแข่ง ฝรั่งเศสมี 13 คะแนน จาก 9 นัด (สมัยนั้นชนะยังได้ 2 คะแนน) ส่วน บัลแกเรีย มี 12 คะแนน จาก 9 นัดเท่ากัน หมายความว่าฝรั่งเศสขอแค่ไม่แพ้ พวกเขาก็จะตามสวีเดนเข้ารอบไปทันที ตรงกันข้าม บัลแกเรีย ต้องการชัยชนะสถานเดียวเท่านั้นเพื่อแซงทีมตราไก่คว้าตั๋ว เล่นในบ้านตัวเอง แฟนบอลมาเต็มสนาม และขอแค่ไม่แพ้ แต่ความคลาสสิกก็บังเกิด เอริค คันโตน่า อุตส่าห์พาทีมออกนำก่อนในนาทีที่ 31 แต่ก็นำได้ไม่นาน เอมิล คอสตาดินอฟ ก็ตีเสมอให้บัลแกเรียได้สำเร็จ กระทั่งในนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน เสมอกัน 1-1 ฝรั่งเศส ได้ฟรีคิกทางฝั่งขวา ลูกนี้ หากในปัจจุบัน เราคงเห็นการเล่นเพื่อฆ่าเวลา แทนที่จะเน้นเล่นรัดกุมเพื่อยันผลเสมอ พอเตะฟรีคิกสั้น ดาวิด ชิโนล่า ตัวสำรองที่ลงมาได้ราว 20 นาที ก็อยู่ดีๆ ครอสบอลข้ามไปทางขวาดื้อๆ โดยตรงนั้นไม่มีนักเตะฝรั่งเศสอยู่สักคนเดียว นาทีสุดท้าย แค่รักษาสกอร์ ครองบอลให้จบเกม ก็ไปบอลโลกแล้ว แต่ ชิโนล่า เปิดพลาดโดนบัลแกเรีย ที่ไม่มีอะไรจะเสีย บุกขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย บอลมาถึง เอมิล คอนตาดินอฟ คนเดิม ที่วอลเล่ย์เสยใต้คานเข้าไปอย่างเหลือเชื่อ อารมณ์เดียวกับที่โปรตุเกสโดนเซอร์เบียพังประตูในนาทีบาปแบบนี้เลย บัลแกเรีย ได้ไปบอลโลก ฝรั่งเศสตกรอบ ดาวิด ชิโนล่า โดนพายุคำด่ากระหน่ำใส่ หากเป็นปัจจุบัน รับรองว่าเขาต้องโดนไซเบอร์บุลลี่ จนทนไม่ไหวแน่ คนโฟกัสกันที่ "นาทีสุดท้าย" ของเกมกับบัลแกเรีย แต่ในความเป็นจริง ฝรั่งเศสผิดพลาดในนาทีบาปแบบนี้มาตลอด 3 นัดหลังสุดของรอบคัดเลือก ความบรรลัยของพวกเขาเพียงถูกตอกฝาโลงด้วยประตูของบัลแกเรียในนัดที่ 10 ของรอบคัดเลือก แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาพลาดแบบเดียวกันนี้มาแล้ว นัดที่ 8 ของพวกเขาออกไปเยือนสวีเดน อุตส่าห์ออกนำก่อนจาก ฟร้องค์ โซเซ่ แต่มาโดน มาร์ติน ดาห์ลิน กระทุ้งประตูตีเสมอในนาทีที่ 89 แต้มหายไป 1 แต้ม (จาก 2 เหลือ 1) ถ้าย้อนไปดูลูกที่พวกเขาเสีย สวีเดน นั้นแทงยาวจากกลางสนาม ผ่านทั้งกองกลาง กองหลังจน มาร์ติน ดาห์ลิน หลุดเข้าไปยิงประตู มันคือความผิดพลาดของการยืนตำแหน่ง และการซักซ้อมในเกมรับที่ชัดเจนมาก นัดที่ 9 เล่นในบ้าน หนนี้เจออิสราเอล นำอยู่ 2-1 มาโดนตีเสมอในนาทีที่ 83 แล้วพอนาทีที่ 90 มาโดน อิสราเอล ยิงแซง 3-2 แต้มหายไปอีก 1 แต้มดื้อๆ มันคือการเล่นเกมรับที่หละหลวม ขาดความเป็นระบบระเบียบ และการไม่มีสมาธิในจังหวะนาทีสำคัญ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฝรั่งเศสอดไปฟุตบอลโลก และเป็นสิ่งที่ฝรั่งเศสขาดหายไปตลอดในช่วงกลางทศวรรษที่ 90s ทั้งที่เมื่อมองที่ขุมกำลัง ฝรั่งเศสยุคนั้นเต็มไปด้วยนักเตะระดับสตาร์ แข้งพรสวรรค์ล้นทีม นักเตะที่ทำงานหนักให้ทีมก็มี ไล่มาตั้งแต่ โลร็องต์ บล็องก์, มาร์กแซล เดอไซญี่, ดิดิเย่ร์ เดช็องส์, เอมมานูเอล เปอตีต์, ฟร้องค์ โซเซ่, เรนัลด์ เปโดรส, ยูริ จอร์เกฟฟ์, ดาวิด ชิโนล่า, ฌอง ปิแอร์ ปาแป็ง และ เอริค คันโตน่า ช่วงนั้น สวีเดน กับบัลแกเรีย ก็อยู่ในยุคพีคของพวกเขา แต่สำหรับฝรั่งเศสที่มีแข้งระดับท็อปคลาสเต็มทีม มันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเข้ารอบสุดท้ายสถานเดียว หลังความผิดพลาดนี้กุนซืออย่าง เชราร์ อุลลิเย่ร์ ก็ตัดสินใจลาออก ก้าวลงจากตำแหน่งเพราะไม่สามารถนำทีมที่ "ควรจะ" เข้ารอบไปได้แบบไม่ยากเย็น ต้องตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก สมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส แต่งตั้งให้ เอเม่ ฌักเก้ต์ มือขวาของ อุลลิเย่ร์ ขึ้นมานั่งตำแหน่งเทรนเนอร์ "ชั่วคราว" ไปก่อน แต่ก็ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมของ ฌักเก้ต์ ในช่วงเกมอุ่นเครื่องหลายนัด ทำให้สมาคมตัดสินใจมอบสัญญาใหม่ แต่งตั้ง เอเม่ ฌักเก้ต์ เป็นกุนซือถาวรไปเลย มันกลายเป็นการตัดสินที่ถูกต้องของสมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส ฌักเก้ต์ คิดใหม่ทำใหม่ เขารู้ดีว่าฝรั่งเศสมีนักเตะศิลปิน แต่การเล่นเป็นทีม การรวมเป็นหนึ่งมีน้อย เขาค่อยๆ ตัดชื่อพวกแข้งพรสวรรค์แต่ไม่เหมาะกับทีมและไม่มีวินัยในเกมออกไป เขาค่อยๆ สร้างทีมที่เขาเชื่อใจขึ้นมาทีละนิด และให้นักเตะเหล่านี้เป็นแกนหลักยาวมาจนในที่สุด 4 ปีต่อมาฝรั่งเศส ในฐานะเจ้าภาพก็ได้แชมป์โลกสมัยแรกภายใต้การคุมทีมของ เอเม่ ฌักเก้ต์ นี่เอง อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" รอยแผลจากสมันน้อย "

อังกฤษบุกไปถล่มสมันน้อย ซาน มาริโน่ ได้ตามคาด แต่ที่มันเกินคาดก็คือสกอร์ ที่ไปไกลถึง 10-0 สถิติชนะมากสุดตลอดกาลของทีมชาติอังกฤษคือการเอาชนะไอร์แลนด์ ด้วยสกอร์ 13-0 ตั้งแต่เมื่อปี 1882 โน่นเลย และอีกนัดคือ 13-2 ในปี 1899 นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สถิติชนะขาดลอยสุดของทัพสิงโตคำรามคือการบุกไปชนะโปรตุเกส 10-0 ถึงลิสบอน เมื่อปี 1947 และบุกไปชนะสหรัฐอเมริกา ด้วยสกอร์ 10-0 เท่ากันในเดือนพฤษภาคม 1964 การที่ทีมต่างๆ ในยุโรป สามารถถล่มเอาชนะซาน มาริโน่ ได้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ถ้าทีมชาตินั้นๆ เป็นชาติที่มีฟุตบอลอาชีพเป็นเรื่องเป็นราวหน่อย ซาน มาริโน่ เป็นเพียงประเทศเล็กๆ อยู่ในดินแดนประเทศอิตาลี เรียกว่าเป็น "จุลรัฐ" มีพื้นที่แค่ 61 ตารางกิโลเมตร หรือเพียง ครึ่งเดียวของเกาะพะงัน เรียกว่าเอาประเทศซาน มาริโน่ มาใส่ในเกาะพะงันของบ้านเราได้ 2 ประเทศ พวกเขามีประชากรเพียง 3 หมื่น 3 พันคน เศษๆ เท่านั้น แน่นอนว่านักเตะของพวกเขาเป็นแบบกึ่งอาชีพ จะมีที่เล่นอาชีพอยู่บ้างก็เล่นในลีกต่ำๆ ของอิตาลี ซาน มาริโน่ เริ่มตั้งทีมชาติและลงเล่นฟุตบอลในนามทีมชาติอย่างเป็นทางการหนแรกเมื่อปี 1990 หรือเพียงแค่ 31 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง พวกเขาเป็นทีมอันดับที่ 210 ของโลก ตามฟีฟ่า แรงกิ้ง พูดภาษาให้เข้าใจง่ายคือ "อันดับสุดท้าย" ของโลกนั่นแหละ จนถึงตอนนี้ ซาน มาริโน่ ลงสนามมาแล้ว 183 นัดในทุกรายการ เท่าที่มีการบันทึกเอาไว้อย่างเป็นทางการ รู้ไหมว่าพวกเขา "ชนะ" แค่นัดเดียวเท่านั้นในประวัติศาสตร์ของทีมชาติ มันคือการเอาชนะลิคเทนสไตน์ 1-0 ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อปี 2004 นอกจากนั้นพวกเขาเสมอไป 7 นัด ส่วนอีก 175 นัดคือแพ้! ตลอด 183 นัดของพวกเขา ซาน มาริโน่โดนยิงรวมถึง 762 ประตู หรือเฉลี่ยแล้วโดนยิงนัดละ 4 ลูกกว่าๆ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่หนแรกที่พวกเขาโดนยิงถึงเลข 2 หลัก ที่ผ่านมา ซาน มาริโน่ เคยโดนเยอรมันยิง 13 ลูกเมื่อปี 2006 เป็นสถิติแพ้เยอะสุด แต่ยังเคยโดน โครเอเชีย, โปแลนด์, เบลเยี่ยม ยิง 10 ลูกมาแล้ว และฮอลแลนด์ ก็เคยยิงพวกเขา 11-0 ขณะที่ ซาน มาริโน่ เองทำประตูคู่แข่งได้เพียง 26 ลูกเท่านั้นในประวัติศาสตร์ชาติ แม้จะมีสถิติสุดย่ำแย่ น่าหดหู่แค่ไหน แต่ทุกนัดที่ลงสนาม ซาน มาริโน่ ไม่เคยเล่นเหยาะแหยะ ไม่เคยเล่นแบบซังกะตายหรือ หงุดหงิดไล่หวดคู่แข่งตั้งใจให้เจ็บหนัก พวกเขารู้ดีว่าในโลกฟุตบอลระดับมืออาชีพแล้ว พวกเขาเป็นรอง แต่มันคือโอกาสดีที่จะได้ดวลแข้งกับเหล่าดาวดังระดับโลกที่ มักจะวนเวียนสับเปลี่ยนกันเข้ามาไล่ขย่มพวกเขา ไม่ในเกมคัดยูโร ก็คัดบอลโลกแบบนี้ แล้วหนึ่งใน 26 ประตูที่ ซาน มาริโน่ ทำได้ มันเคยเป็นหนึ่งในประตูที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เพราะมันคือสถิติประตูที่ยิงได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก รวมรอบคัดเลือกและรอบสุดท้าย ด้วยเวลาเพียง 8.3 วินาทีเท่านั้น กระทั่งเพิ่งถูก คริสติย็อง เบนเตเก้ ทำลายลงเมื่อปี 2017 ในเกมที่เบลเยี่ยมเจอยิบรอลตาร์ ด้วยเวลา 8.1 วินาที เจ้าของสถิติยิงเร็วในครั้งนั้นคือ ดาวิเด้ กูอัลติเอรี่ และเหยื่อของเขาคือทีมชาติอังกฤษนี่เอง! เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1993 ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1994 นัดสุดท้ายพอดี ขณะนั้น อังกฤษต้องหวังให้ฮอลแลนด์ ที่เตะอีกคู่ออกไปแพ้โปแลนด์ ส่วนพวกเขาเองต้องยิงซาน มาริโน่ ให้ขาดเกิน 7 ประตูขึ้นไป เกมนั้นเตะกันที่ เรนาโต้ ดัลลาร่า ของโบโลนญ่า ซึ่ง ซาน มาริโน่ ยืมใช้เป็นสนามเหย้าเพราะรองรับแฟนบอลได้มากและมีมาตรฐานที่ดีกว่า เสียงนกหวีดเริ่มเกมปุ๊บ ซาน มาริโน่ ได้เขี่ยบอล พวกเขาบุกขึ้นไปทันที แต่บอลแทงทะลุขึ้นมาของพวกเขาโดน สจ๊วร์ต เพียร์ซ บังทางเอาไว้ได้ เพียร์ซ เลยดีดบอลคืนหลังกะให้ เดวิด ซีแมน แต่น้ำหนักขาดไปเยอะเลย ดาวิเด้ กูอัลติเอรี่ ที่สปีดมาจากด้านหลังจึงแซงเข้าไปจิ้มบอลโดยไม่ต้องคิด ส่งบอลลูกนั้นสวนตัว เดวิด ซีแมน เข้าประตูไปในเวลาแค่ 8.3 วินาทีเท่านั้น "ผมไม่มีวันลืมโมเมนต์นั้นเลย ผมฝันถึงมัน แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง มันยากสำหรับเราในการจะยิงประตูทีมไหนสักทีม ไม่ต้องพูดถึงทีมใหญ่อย่างอังกฤษเลยด้วยซ้ำ" กูอัลติเอรี่ ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2012 หลังเหตุการณ์ผ่านไปถึง 19 ปี เกมนั้น อังกฤษใช้เวลาไม่นานก็รัวคืน ก่อนถล่มไป 7-1 แต่ก็ไม่เพียงพอ เพราะอีกคู่ ฮอลแลนด์ไม่พลาดบุกชนะโปแลนด์ 3-1 ส่งผลให้อังกฤษต้องตกรอบ อดไปเล่นฟุตบอลโลก USA94 เกรแฮม เทย์เลอร์ กุนซือทีมชาติอังกฤษโดนถล่มเทะ จนสุดท้ายอำลาตำแหน่ง เดอะ ซัน นำเขาไปล้อว่าเป็นกุนซือหัวผักกาด (Turnip head) ที่มีหัวผักกาดเทอร์นิป แทนที่จะเป็นสมอง ทำนองนั้น เกรแฮม เทย์เลอร์ ยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ แต่จำชื่อนักเตะ ซาน มาริโน่ ที่ยิงประตูใส่อังกฤษของเขาไม่ได้ "ตอนที่บอลเข้าประตูไป ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และพูดเบาๆ กับตัวเองว่า พระเจ้า โปรดบอกลูกทีว่าลูกทำสิ่งใดผิดไป" "ผมหัวเราะกับมันได้แล้วตอนนี้ เพราะมันคือเรื่องจริง ปกติแล้ว ผมสามารถยอมรับได้กับผลการแข่งขันทุกรูปแบบ และทุกประตู แต่ คือผมหมายถึง เราเตะกันไปแค่ 8 วินาทีเองนะ ผมรู้ว่าเราจะกลับมาชนะได้แน่ แต่คุณลองนึกสิถ้าเป็นตัวคุณเอง 'มันเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นวะเนี่ย?'" "ชื่อของเขา(กูอัลติเอรี่) ไม่ได้ติดอยู่ในความทรงจำของผมนะ แต่ผมจำประตูนั้นได้เป็นฉากๆ เลยแม้จนเดี๋ยวนี้ ผมยังนึกภาพ สจ๊วร์ต กับ เดวิด ซีแมน และนักเตะซาน มาริโน่ ที่แซงขึ้นมาแล้วยิงลูกนั้นเข้าไปได้ ผมเห็นเลยว่ามันกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าแต่ผมก็ยังหยุดยั้งมันไม่ได้" "โชคดีแก่นักเตะคนนั้นนะ ยังไงก็เถอะ ผมหวังให้เขาโชคดี" ตอนนั้น ดาวิเด้ กูอัลติเอรี่ อายุแค่ 23 ปี เล่นให้กับทีมยูเวเนส ทีมในซาน มาริโน่ นั่นแหละ ซึ่งแน่นอนว่านักเตะซานมาริโน่ ต้องมีอาชีพ "ปกติ" หาเลี้ยงปากท้องด้วย ไม่กี่ปีต่อมา กูอัลติเอรี่ ก็เริ่มต้นธุรกิจเปิดร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเขาก็บริหารมันไปได้ด้วยดี ควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอล จนกระทั่งเขาแขวนสตั๊ดตอนปี 2009 ด้วยวัย 38 ปี ทุกวันนี้ คนยังพูดถึงประตูนี้กันอยู่ ในฐานะที่เป็นประตูเร็วสุด และเป็นประตูที่ทีมอย่าง ซาน มาริโน่ ยิงใส่ทีมใหญ่อย่างอังกฤษได้ ทุกคนรู้ว่า ซาน มาริโน่ ต้องเละแน่ แต่การยิงใส่อังกฤษ ก็ทำให้แฟนบอลชาติอื่นหัวเราะเยาะใส่อังกฤษได้แล้ว "ที่นี่ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับประตูนั้นเท่าไหร่หรอก แต่ในอังกฤษ มันเป็นเรื่องใหญ่เลย" กูอัลติเอรี่ ให้สัมภาษณ์ "แม้จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ยังมีแฟนบอลบางคนที่มาจากทั่วโลก มายังร้านของผม ถ่ายรูปกับผมและเอาเสื้อมาให้ผมเซ็น" "แล้วตอนที่น้องชายผมไปเที่ยวสก็อตแลนด์ในวันหยุด พวกเขามารู้ว่าเขาเป็นใคร ก็เลยซื้อเบียร์ซื้ออาหารเลี้ยงน้องผมกันใหญ่เลย แต่นั่นเป็นน้องชายผมนะ ไม่ใช่ตัวผมหรอก" สำหรับ ซาน มาริโน่ แค่นี้ก็ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะกับนักเตะคนที่สามารถทำประตูประวัติศาสตร์นั้นได้จริงๆ จังหวะ ซาน มาริโน่ ยิงอังกฤษ : http://ow.ly/BJct30s0NI6 ******************** อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" บทเรียนจากเทวดาของอาแจ็กซ์ "

ผู้สันทัดกรณีจำนวนไม่น้อยยกให้ โยฮัน ครัยฟ์ เป็นนักเตะที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อวงการฟุตบอล เพราะไม่เพียงแค่เป็นนักฟุตบอลที่เก่งระดับขั้นเทพ แต่ยังมีมุมมองต่อฟุตบอลเกินกว่านักเตะธรรมดาทั่วไป เขาผันตัวมาเป็นโค้ชก็ประสบความสำเร็จ บาร์เซโลน่า ยุคใหม่ ได้รับการวางรากฐานฟุตบอลจาก โยฮัน ครัยฟ์ นี่เอง เขาเป็นตัวแทนของชาวดัตช์, อาแจ็กซ์ และบาร์เซโลน่า ทว่าสโมสรสุดท้ายในการค้าแข้งของนักเตะเทวดา กลับเป็น เฟเยนูร์ด ร็อทเทอร์ดัม อริตลอดกาลของ อาแจ็กซ์ ทีมที่เป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา ในปี 1978 ครัยฟ์ ในวัย 31 ปีเจอมรสุม ต้องเลิกเล่นทีมชาติ ครอบครัวโดนขู่ฆ่า เขาย้ายไปเล่นในสหรัฐอเมริกา เล่นอยู่ที่นั่น 3 ปี ในที่สุด ครัยฟ์ ก็เดินทางกลับยุโรป มีหลายสโมสรให้ความสนใจ ว่ากันว่าเขาต้องการกลับมาสัมผัสเกมฟุตบอลยุโรป เพราะต้องการเรียกความฟิต และความเฉียบคมกลับมา เพื่อหวังติดทีมชาติอีกครั้งไปลุยฟุตบอลโลก 1982 ปี 1981 เขากลับมาเลบันเต้ ทีมในลีกา 2 ในช่วงนั้น แต่ก็เล่นแค่ไม่กี่เดือน จึงกลับ อาแจ็กซ์ อีกรอบ เขากลายเป็นเหมือนพี่ใหญ่ เป็นเหมือนทหารชำนาญศึกที่มาคอยสอนประสบการณ์น้องๆ ซึ่ง อาแจ็กซ์ ก็มีทีมที่แข็งแกร่งมาต่อเนื่องอยู่แล้ว หนึ่งในนักเตะที่เขาได้เล่นร่วมด้วย ต่อมากลายเป็นศิษย์น้อง เป็นเพื่อนที่สนิทกับเขาในช่วงชีวิตที่เหลือนั่นก็คือ มาร์โค แวน บาสเท่น "เพชฌฆาตพรายกระซิบ" "ในตอนนั้น เขากลับมาในฐานะดาวดัง ผมโตมาด้วยการดูเกมของอาแจ็กซ์ ทีมยิ่งใหญ่ของเขาและในทีมชาติ มันทำให้ผมมีไฟ" "ผมภูมิใจมากและมีความสุขมากที่เรารู้จักกันและกันเป็นอย่างดี หลังจากผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่อาแจ็กซ์ เราก็เป็นเพื่อนกัน และเขากลายมาเป็นครูของผมด้วย มันวิเศษจริงๆ" "แต่แล้ว เขาก็ย้ายไปเฟเยนูร์ด และเราก็ต้องกลายมาเป็นคู่แข่งกัน" แวน บาสเท่น กล่าวถึงเหตุการณ์หน้าร้อนปี 1983 ครัยฟ์ กับการคัมแบ็กรอบ 2 ที่อาแจ็กซ์ ก็ไม่ได้ลงเล่นทุกนัด เป็นตัวที่ทีมขาดไม่ได้เหมือนสมัยยังหนุ่มๆ แล้ว แม้ทีมจะได้แชมป์ลีก เอเรดิวิซี่ 2 สมัยติดและดัตช์ คัพ อีก 1 สมัย หน้าร้อนปี 1983 อาแจ็กซ์ ตัดสินใจว่าจะไม่ต่อสัญญากับ ครัยฟ์ ในวัย 36 ปีออกไป โดยมองว่าแก่เกินไป และน้ำหนักเกิน แถมสัญญาแพง แม้ว่า ครัยฟ์ จะเคยเก่ง แต่สภาพเวลานี้ ย้ายออกก็ไม่น่าจะส่งผลอะไรกับทีม ฝ่ายบริหารของอาแจ็กซ์คิดแบบนี้ ทำให้ โยฮัน ครัยฟ์ เจ็บปวดมาก เขาต้องการอยู่กับทีมต่อ แต่เมื่อรอจนนาทีสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติม เขาจึงตัดสินใจในสิ่งที่ไม่มีใครคิด นั่นคือย้ายไปเล่นให้กับอริตลอดกาลของอาแจ็กซ์ นั่นคือ เฟเยนูร์ด ช่วง 20 กว่าปีหลัง คู่แข่งชิงความสำเร็จหลักๆ ของอาแจ็กซ์คือพีเอสวี ก็จริง แต่ในเรื่องความรู้สึกเป็นศัตรูอย่างรุนแรงแล้ว มันคือคู่ระหว่าง อาแจ็กซ์-เฟเยนูร์ด เสมอมา การย้ายไปอยู่กับ เฟเยนูร์ดของ ครัยฟ์ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนักเตะแห่งร็อทเทอร์ดัม ก็มองว่า ครัยฟ์ นอกจากจะมาจากคู่อริแล้ว ยังมองว่ามาขำๆ อาศัยชื่อเสียงเก่าๆ หากิน คงไม่ได้จริงจังอะไร "โยฮัน คือมิสเตอร์อาแจ็กซ์ เขาย้ายมาเฟเยนูร์ด ก็เพราะอาแจ็กซ์ ไม่ได้ยื่นข้อเสนอให้นั่นแหละ นักเตะหลายคนมีปัญหาเรื่องนี้ในตอนแรก" ซาค โทรสท์ กองหลังตัวหลักของเฟเยนูร์ด เปิดเผยถึงความรู้สึกตอนแรก ความรู้สึกของแข้งเฟเยนูร์ด ก็อย่างหนึ่ง แต่อีกอย่างคือตัวของ โยฮัน ครัยฟ์ เขาเอาจริงเอาจังมาก ตั้งเป้าที่จะพิสูจน์ว่าอาแจ็กซ์คิดผิด ในการกลับมาเข้าแคมป์ซ้อมกันวันแรก แต่ละคนไม่รู้จะทำตัวยังไง หรือคาดหวังอะไรที่ได้เจอกับนักเตะใหม่อย่าง โยฮัน แต่ผลการทดสอบร่างกายในวันนั้น เขาคือคนที่ฟิตที่สุด ... ในวัย 36 ปี ช่วงซัมเมอร์ระหว่างพักร้อน โยฮัน ครัยฟ์ ตีเทนนิสทุกวัน และเมื่อเข้าแคมป์ซ้อม เขาเป็นคนนำทุกๆ คนออกวิ่ง 6 กิโลเมตรในทุกๆ เช้าผ่านป่า มันคือภาพของความเอาจริงเอาจังมุ่งมั่น "มันน่าเหลือเชื่อ ร่างกายเขาไม่มีไขมันแม้แต่ออนซ์เดียว เขาโฟกัสไปที่ชัยชนะ แน่นอน ผมมองออกว่าเขาต้องใช้ความพยายามแค่ไหน แต่คุณต้องการอะไรล่ะในวัย 36 ปี?" "ยอมรับเลย มันว้าว มากๆ แป้บเดียวทุกคนก็แฮปปี้กับเขาและทุกคนยกย่องเขา" เป้าหมายของ ครัยฟ์ คือการเล่นให้เฟเยนูร์ด เพื่อเผชิญหน้ากับ อาแจ็กซ์ ใช้เวลาเล็กน้อยกว่าที่ เฟเยนูร์ด จะอ้าแขนรับแนวทาง รูปแบบการเล่นของเขา และเมื่อสองทีมเจอกันครั้งแรกในลีก เดือนกันยายน 1983 อาแจ็กซ์ ก็ทุบ เฟเยนูร์ด 8-2 อาแจ็กซ์ นำก่อนถึง 3-0 แต่ เฟเยนูร์ด ก็ไล่มาเป็น 2-3 กำลังลุ้นประตูตีเสมอ แต่แล้วพอโดน 4-2 ก่อนทำให้ยุบ สุดท้ายแพ้เละ จริงๆ แล้วก่อนโดน 4-2 เกมสูสีด้วยซ้ำ เฟเยนูร์ด สามารถครองเกมได้ มีโอกาส แต่ปิดไม่ลง และอาแจ็กซ์ ก็มีจอมสังหารอย่าง มาร์โค แวน บาสเท่น ซึ่งทำแฮททริกได้ในวันนั้น ฝ่ายบริหารของอาแจ็กซ์ยิ้มออก พวกเขาคิดว่าพวกเขาคิดถูกแล้ว อาแจ็กซ์ Move On จาก โยฮัน ครัยฟ์ ไปแล้ว ซาค โทรสท์ บอกว่าหลังจบเกม โยฮัน ครัยฟ์ เข้ามากระตุ้นเพื่อนร่วมทีม "โยฮัน บอกผมว่า ไม่ว่าแพ้ 0-1 หรือ 2-8 มันก็แต้มเท่าเดิมนั่นแหละ" ในความจริงแล้ว เฟเยนูร์ด ยังอยู่ในขั้นตอนการเรียนรู้วิถีแห่งโยฮัน เกมนี้เจอกันตั้งแต่ต้นซีซั่น มันเร็วไปหน่อย ส่วนอาแจ็กซ์ นั้นได้อานิสงค์ที่เขาทิ้งไว้ให้อยู่แล้ว เลยสบายๆ "เวลาคุณดู โยฮัน เล่นฟุตบอล คุณก็ประทับใจอยู่แล้ว แต่เมื่อคุณลงเล่นร่วมกับเขา มันน่าเหลือเชื่อ ในตอนแรก มันยากสำหรับคนอื่นๆ ที่จะเข้าใจโยฮัน เพราะเขาไม่ได้คิดล่วงหน้า 1-2 ขั้น แต่เขาคิดล่วงหน้า 3-4 ขั้น" ขณะที่อาแจ็กซ์ มี 2 ขุนพลหนุ่มอย่าง แวน บาสเท่น และ โรนัลด์ คูมัน ทางฝั่งเฟเยนูร์ด เองก็มีเช่นกัน รุด กุลลิท กำลังห้าวหาญสุดขีด เขาเล่นร่วมกับ โยฮัน ครัยฟ์ ช่วยกันพาเฟเยนูร์ด ไร้พ่าย 14 นัดติดต่อกัน เมื่อทั้งคู่มาดวลกันอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 1984 ที่ร็อทเทอร์ดัม ตอนนั้น ขั้วอำนาจก็เปลี่ยนไปแล้ว เพราะก่อนนัดนี้ เฟเยนูร์ด ก็เขี่ยอาแจ็กซ์ ตกรอบบอลถ้วย เวลาแห่งการล้างแค้นมาถึง ต่อหน้าแฟนบอล 58,000 คนใน เดอ ไคป์ เมื่อ รุด กุลลิท ทำประตูแรก และ ครัยฟ์ ทำประตูที่สอง ให้ เฟเยนูร์ด ถล่มอาแจ็กซ์ 4-1 บอร์ดบริหารหัวเราะไม่ออกอีกต่อไป โยฮัน ครัยฟ์ มองออก อาแจ็กซ์ นั้นมีคุณภาพนักเตะที่ดีกว่าก็จริง แต่ตอนนี้ เฟเยนูร์ด มีการเล่นเป็นทีมที่เหนือกว่า การเคลื่อนไหวสอดประสานกัน ขณะที่อาแจ็กซ์ เล่นด้วยความสามารถเฉพาะตัว ไม่มีระบบ ไร้แบบแผน และขาดผู้นำที่แท้จริง ฤดูกาลนั้น จบลงด้วยการที่ เฟเยนูร์ด ทำดับเบิ้ลแชมป์ได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ พวกเขาได้แชมป์ลีกเอเรดิวิซี่ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี และได้แชมป์ ดัตช์ คัพ มาครองด้วย หลังห่างหายไป 4 ปี หลังจบฤดูกาล โยฮัน ครัยฟ์ ก็อำลาสังเวียนหญ้า เขาแขวนสตั๊ดในวัย 37 ปี นักเตะและทีมเฟเยนูร์ด ที่เคยตั้งข้อสงสัยในตัวเขาเมื่อ 1 ปีก่อน กลับรู้สึกว่า เขาคือผู้นำของทีม ครัยฟ์ เข้ามาปรับโครงสร้าง ปรับปรุงแนวทางการเล่นให้เฟเยนูร์ด เดินสู่เส้นทางใหม่ เขาบอกว่า หน้าที่ของเขาจบแล้ว เฟเยนูร์ด ไม่จำเป็นต้องมีเขาก็เดินหน้าต่อไปได้แล้ว แต่เขาคิดผิด เมื่อเขาอำลาทีม เลิกเล่น นักเตะเฟเยนูร์ด ยังรู้สึกว่าขาดหายอะไรไปบางอย่าง อาแจ็กซ์ กลับมาทวงบัลลังก์ คืนได้อีกครั้ง และมันต้องใช้เวลาอีกถึง 9 ปี กว่า เฟเยนูร์ด จะได้แชมป์ลีกครั้งต่อไป ส่วน โยฮัน ครัยฟ์ เอง ความเป็นอริกับทีมเก่าก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเพียง 1 ปีให้หลังคือปี 1985 เขาก็กลับสู่อาแจ็กซ์ ไปรับบทผู้จัดการทีม ระหว่างช่วง 3 ปีนี้ ครัยฟ์ นำทีมคว้าแชมป์ดัตช์ คัพ 2 สมัย และแชมป์ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ อีก 1 สมัย สำหรับตัวเขาแล้ว การย้ายไป 1 ปีที่ เฟเยนูร์ด คือการสั่งสอนบทเรียนให้กับอาแจ็กซ์ อย่างเพียงพอแล้วนั่นเอง อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แชมป์ลีกกับการไร้พ่าย "

นับตั้งแต่ยุคพรีเมียร์ ลีก เป็นต้นมา อาร์เซน่อล คือสโมสรเดียวจนถึงตอนนี้ที่เป็นแชมป์แบบไร้พ่าย พรีเมียร์ ลีก มอบโทรฟี่พิเศษ เป็นถ้วยแชมป์สีทองให้เอาไปประดับไว้ที่ตู้โชว์สโมสรได้เลย การทำแบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ล่าสุดการที่ลิเวอร์พูลแพ้ให้เวสต์แฮม 2-3 เท่ากับว่าฤดูกาลนี้ไม่ว่าใครจะเป็นแชมป์ จะไม่มีทีมไหน ไร้พ่ายอีกต่อไปอย่างเป็นทางการ เพราะทีมหงส์แดงคือทีมสุดท้ายที่ยังไม่แพ้ใคร การไร้พ่าย ไม่ได้จะเป็นการการันตีว่าจะเป็นแชมป์เสมอไป หลายครั้งทีมที่แพ้ยาก อาจจะหลุดเสมอเยอะได้เช่นกัน ในลีกสูงสุดของตุรกีในฤดูกาล 1985/86 กาลาตาซาราย เคยสร้างสถิติที่ แต่กลับไม่น่าจดจำเอาเลย กาลาตาซาราย ขณะนั้นมีปรมาจารย์ จุ๊ปป์ แดร์วัล โค้ชชาวเยอรมัน ผู้นำทีมอินทรีเหล็กคว้าแชมป์ยูโร 1980 และรองแชมป์โลก 1982 เป็นคนคุมทีม ตลอด 36 นัดในเกมลีก กาลาตาซาราย ไม่แพ้ใครเลย ชนะ 20 เสมอ 16 แพ้ 0 เก็บแต้มได้56 คะแนน (ในยุคที่ชนะได้ 2 คะแนน) ยิงได้ 57 ประตู เสีย 20 ประตู = ผลต่าง +37 แต่พวกเขาต้องพลาดแชมป์ให้กับ เบซิคตัส อริตัวฉกาจอีกทีม ที่แม้จะแพ้ 2 นัด และมีคะแนนเท่ากันคือ 56 คะแนน แต่กลับมีผลต่างประตูได้เสียทีดีกว่า คือ +44 เกมตัดสินสำคัญคือการเจอกันเองในนัดที่ 32 ตอนนั้น กาลาตาซาราย เป็นเจ้าบ้านด้วย ออกนำก่อนด้วย แต่ในช่วง 15 นาทีสุดท้ายมาโดน เบซิคตัส ตีเสมอ การแบ่งแต้มกันนัดนี้้่ กลายเป็นแต้มสำคัญสำหรับเบซิคตัส ในท้ายที่สุดจริงๆ สำหรับลีกเล็กๆ หรือลีกที่แข่งกันไม่กี่นัด การที่มีทีมไร้พ่ายเกิดขึ้นได้ง่าย หรือจะมีทีมไร้พ่ายเกินกว่า 1 ทีมก็เป็นไปได้เช่นกัน อย่างในลีกสูงสุดบราซิลเมื่อปี 1977/78 สมัยนั้น ยังเป็นระบบแบ่งกลุ่มตามภูมิภาค ถึง 3 เฟส แล้วคัดเอา 4 ทีมสุดท้ายมาเตะแบบน็อคเอาท์ ปรากฏว่า อัตเลติโก้ มิเนยโร่ กับ โบตาโฟโก้ ไม่แพ้ใครเลย กระทั่งในการเตะเฟสสุดท้ายของการแบ่งกลุ่ม ทั้งสองทีมอยู่ร่วมกลุ่มกันเอง ก็ยังไม่มีทีมไหนเจอความพ่ายแพ้ อย่างไรก็ดี อัตเลติโก้ มิเนยโร่ ทำแต้มได้มากกว่า เลยได้ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ ทำให้ โบตาโฟโก้ ที่ไม่แพ้ใครเลยตังแต่เฟสแรก รวมแล้ว 18 นัด ต้องตกรอบ ขณะที่ อัต.มิเนยโร่ ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน พวกเขาเข้าไปชิงชนะเลิศกับ เซา เปาโล เกมจบลงด้วยสกอร์ 0-0 หมายถึง อัต มิเนยโร่ ก็ไม่แพ้ใครเลยในเวลาปกติ ทั้งซีซั่น เพียงแต่เมื่อเสมอก็ต้องเตะจุดโทษ และเป็น เซา เปาโล ที่แม่นกว่า เลยคว้าแชมป์ไปครอง มันกลายเป็นซีซั่นที่ทัง อัตเลติโก้ มิเนยโร่ กับ โบตาโฟโก้ ไม่แพ้ใครเลย แต่ทั้งสองทีมก็ไม่ใช่ทีมที่เป็นแชมป์ โดยแชมป์อย่าง เซา เปาโล แพ้มาทั้งหมด 2 นัดในรอบแบ่งกลุ่มก่อนหน้านี้นั่นเอง ในไต้หวัน ฟุตบอลลีกฤดูกาล 2011 ก็มีถึง 2 ทีมที่ไม่แพ้ใคร นั่นคือ ไต้พาวเวอร์ เอฟซี กับ ต้าตุง เอฟซี ซึ่งแชมป์ตกเป็นของ ไต้พาวเวอร์ แต่มันก็มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากฤดูกาลเตะกันแค่ 12 นัดเท่านั้น หากจะถามหา เรื่องการที่ทีมไร้พ่ายในลีกระดับท็อปของยุโรป ที่คลาสสิกสุด น่าจะต้องเป็นลีกสูงสุดโปรตุเกส หรือ พรีเมยร่า ลีกา ฤดูกาล 2012/13 ปีนั้น เอฟซี ปอร์โต้ กับ เบนฟิก้า ขับเคี่ยวแย่งแชมป์กันมาอย่างสูสี ทั้งคู่ไม่แพ้ใครเลย ทั้งคู่เกมรับดี เกมรุกแจ่ม แทบจะไม่ได้แตกต่างกันเลยด้วยซ้ำ มองกันว่าอาจต้องลุ้นกันชนิดตัดสินด้วยภาพถ่าย ฟุตบอลลีกโปรตุเกส เตะกันทั้งหมด 30 นัด ตอนผ่านไป 27 นัดตารางคะแนนเป็นแบบนี้ 1. เบนฟิก้า ชนะ 23 เสมอ 4 แพ้ 0 : ได้ 72 เสีย 16 : 73 คะแนน 2. ปอร์โต้ ชนะ 21 เสมอ 6 แพ้ 0 : ได้ 63 เสีย 12 : 69 คะแนน ทั้งสองทีมยังไม่แพ้ใคร ซีซั่นยังเหลืออีก 3 นัด ความคลาสสิกคือมีโปรแกรมเจอกันเอง 1 นัด แต่กับการที่ เบนฟิก้า นำอยู่ 4 แต้ม ต่อให้แพ้ หากเก็บเกมที่เหลือได้ พวกเขาก็ยังแชมป์อยู่ดี เรื่องมันมาพลิกเอาในเกมที่ 28 เพราะปอร์โต้ ทำได้ตามเป้าเอาชนะ นาซิออนาล 3-1 แต่ว่า เบนฟิก้า ดันทำได้แค่เสมอเอสโตริล 1-1 ทำให้แต้มกระชั้นเข้ามาเหลือตามกันแค่ 2 คะแนน ไฮไลท์ของซีซั่น อยู่ที่นัดที่ 29 หรือนัดรองสุดท้าย เพราะมันเป็นเกมที่ต้องเจอกันเอง เล่นที่ เอสตาดิโอ ดู ดราเกาของปอร์โต้ เสียด้วย เป้าหมายของสองทีมต่างกันโดยสิ้นเชิง เอฟซี ปอร์โต้ ต้องการเอาชนะเพื่อให้มีแต้มแซง การลุ้นแชมป์จะอยู่ในกำมือของตัวเอง ขณะที่ เบนฟิก้า ขอเพียงไม่แพ้ โอกาสแชมป์ก็จะยังสดใส เกมนี้ เบนฟิก้า ออกนำก่อนด้วยจาก ลิม่า กองหน้าชาวบราซิลในนาทีที่ 18 ทว่าปอร์โต้ ก็เอาคืนได้เร็วเป็น 1-1 ในนาทีที่ 24 ซิลเวสเตร วาเรล่า เกมดำเนินต่อไปถึงนาทีสุดท้าย ก็ยังเสมอกันด้วยสกอร์เดิม เบนฟิก้า รอเพียงเสียงนกหวีดดัง แค่นั้นจริงๆ ทว่าบอลจากทางฝั่งซ้ายของปอร์โต้ หักเข้ามาในกรอบเขตโทษ ตอนนาทีที่ 90+1 เคลวิน ปีกแซมบ้าวัย 19 ปีของ ปอร์โต้ จับบอลหนึ่งจังหวะแล้วตวัดยิงด้วยซ้ายทันที บอลเจ้ากรรมพุ่งเรียดไปเสียบโคนเสาไกลอย่างเหลือเชื่อ มันกลายเป็นประตู 2-1 ของปอร์โต้ ภาพตัดไปข้างสนาม จอร์ช เชซุส กุนซือของเบนฟิก้า ทรุดลงไปกองกับพื้น เขารู้ดีว่า เบนฟิก้าของเขากำลังจะแพ้ และนั่นจะทำให้ ปอร์โต้ แซงนำ 1 คะแนนบนตารางคะแนน สถานการณ์ลุ้นแชมป์จะพลิกผันทันที ปอร์โต้ คว้าชัยได้สำเร็จจริงๆ จากประตูในช่วงทดเจ็บของ เคลวิน ซึ่งหลังจากนั้นตัวนักเตะก็ไม่สามารถแจ้งเกิดกับทีมได้ด้วยซ้ำ ถูกปล่อยยืมตัวไปทีมโน้นทีมนี้ แต่ประตูนั้นมันมีค่ากับปอร์โต้สุดๆ นัดสุดท้ายของฤดูกาล ทั้งสองทีมต่างก็คว้าชัยชนะได้ และนั่นหมายความว่า ปอร์โต้ แซงเข้าป้ายเป็นแชมป์ โดยเป็นแชมป์แบบไร้พ่าย ส่งผลให้ เบนฟิก้า ที่แพ้เพียงแค่นัดเดียวตลอดฤดูกาล ต้องอกหักอย่างเจ็บปวดที่สุด แฟนบอลอาจจะยังจำเรื่องราวของเบนฟิก้า และจอร์ช เชซุส ในฤดูกาลนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะเบนฟิก้า 2012/13 คือทีมที่เล่นได้น่าอัศจรรย์มากๆ แต่พวกเขาจบด้วยการเป็น "เทรเบิ้ล รองแชมป์" 3 วันให้หลังจากเกมแพ้ ปอร์โต้ พวกเขาก็ต้องเตะนัดชิงชนะเลิศ ยูโรปา ลีก กับเชลซี ซึ่งขณะนั้นมี ราฟา เบนิเตซ คุมทีม มันเป็นอีกครั้งที่ เบนฟิก้า พังในช่วงทดเจ็บ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ทำประตูชัยให้ เชลซี ชนะ 2-1 ในนาทีที่ 90+3 ไม่เพียงแค่นั้น 10 วันต่อมา เบนฟิก้า มีโอกาสได้อะไรปลอบใจสำหรับฤดูกาลนั้น ด้วยการลงเตะนัดชิงชนะเลิศ โปรตุกีส คัพ เจอกับวิตอเรีย กิมาไรช์ นิโกลัส ไกตัน ทำประตูให้ เบนฟิก้า ออกนำก่อน ในเกมที่พวกเขาสมควรชนะ แต่สุดท้ายก็มาตกม้าตายเหมือนเดิม โดน 2 ประตูในนาทีที่ 79 และ 81 ของ กิมาไรช์ แซงชนะ 2-1 ดื้อๆ สกอร์ 2-1 ทั้งกับ ปอร์โต้, เชลซี และ กิมาไรช์ แถมเป็นการโดนในช่วงท้ายเกมทั้งหมด 3 นัดนี้ส่งผลให้ เบนฟิก้า เป็นเพียงแค่พระรองทั้งสามรายการ ทั้งที่พวกเขาอาจสร้างประวัติศาสตร์ เป็นแชมป์ทั้ง 3 รายการนี้ได้ด้วยซ้ำ อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------