breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ไฮไลท์ของผีดิบ "

ฟุตบอลโลกคืบคลานเข้ามาใกล้แล้ว หลายคนคงมีความทรงจำเกี่ยวกับฟุตบอลโลกแตกต่างกันออกไป อาจเป็นครั้งที่ทีมเชียร์ได้ชูถ้วย อาจเป็นเกมที่สนุกเร้าใจ หรืออาจเป็นเกมที่ดุเดือดมีใบแดงมากมาย แม้แต่เกมที่น่ากังขา หนึ่งในโมเม้นต์ที่กลายเป็นภาพจำ และเป็นไอคอนิค ของวงการฟุตบอลโลกคือเรื่องราวของทีมชาติโรมาเนีย ในฟร้องซ์ 98 ทุกวันนี้ โรมาเนีย ไม่ใช่หนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งนักอีกต่อไปแล้ว ผิดกับในสมัยหนึ่งที่พวกเขามีนักเตะเก่งๆ มากมาย และได้ชื่อว่าเป็นทีมที่ไม่ค่อยมีใครอยากเผชิญหน้าด้วย ยุคทองของฟุตบอลโรมาเนีย อยู่ในช่วงทศวรรษที่ 1990s พวกเขาทำผลงานดีในฟุตบอลโลกมาหลายสมัยติด ตั้งแต่ 1990, 1994 และ 1998 ช่วงนั้นแข้งฝีเท้าดีมีเยอะ แคแรกเตอร์แข้งผีดิบค่อนข้างจัด คือมีความมั่นใจในตัวเองสูง ใจสู้ มีเหลี่ยมมีเชิง ดาวเตะอันดับ 1 ของโรมาเนีย ในตอนนั้นก็คือ จอร์จี้ ฮาจี้ เพลย์เมกเกอร์ร่างเล็ก ผู้ได้รับฉายา "มาราโดน่า แห่งคาร์พาเธี่ยน" นอกจากนั้นยังมี จอร์จี้ โปเปสคู, มิโอแดร็ก เบโลเดดิชี่, ฟลอริน ราดูโชยู, ดอริเนล มุนเตียนู, แดน เปเตรสคู, คอนสแตนติน กัลก้า, บอกดาน สเตเลีย นายทวารหัวโล้น, มาริอุส ลาคาตุส จนมาถึงยุค วิโอเรล มอลโดวาน, อาเดรียน อีลี่ เส้นทางในฟุตบอลโลกของ โรมาเนีย ในยุค 90s มีดังนี้ ปี 1990 เข้าไปแพ้จุดโทษไอร์แลนด์ ในรอบ 16 ทีม ปี 1994 เข้าถึงรอบ 8 ทีม อีกครั้งที่แพ้จุดโทษ หนนี้แพ้สวีเดน ปี 1998 เป็นครั้งที่น่าจดจำที่สุด แต่ไม่ใช่แค่เรื่องในสนาม ฟร้องซ์ 98 โรมาเนีย อยู่กลุ่มเดียวกับ โคลอมเบีย, อังกฤษ, ตูนิเซีย ก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่ม ทีมชาติโรมาเนีย มีการตกลงอะไรกันบางอย่างในบรรดานักเตะด้วยกันเอง และคนที่ออกมาเปิดเผยคือ อาเดรียน อีลี่ ซึ่งในเวลานั้นเป็นกองหน้าอยู่กับบาเลนเซีย "ในการประชุมแผนงาน 2 วันก่อนเกมแรกของเราที่เจอกับโคลอมเบีย เราถาม มิสเตอร์ยอร์ดาเนสคู (อังเคล ยอร์ดาเนสคู กุนซือของทีม) ว่าเขาจะโกนหัวเขามั้ยถ้าเราเข้ารอบหลังเตะจบ 2 นัด" "แล้วพอเขาตกลง เราตัดสินใจว่าถ้าเขาทำจริงๆ เราจะย้อมผมของเราด้วย แต่ก่อนอื่น เราต้องเอาชนะโคลอมเบีย กับอังกฤษให้ได้ก่อน" อีลี่ บอกว่านักเตะได้พูดคุยทีเล่นทีจริงกับ อังเกล ยอร์ดาเนสคู ไปแบบนั้น แต่ที่มันคลาสสิกคือนักเตะโรมาเนียทำได้จริงๆ เสียด้วย โรมาเนีย ชนะโคลอมเบีย 1-0 และเฉือนชนะอังกฤษ 2-1 ทำให้พวกเขาการันตีเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายทันทีทั้งที่เล่นไปเพียง 2 นัดเท่านั้น โดยเหลือเกมกับตูนิเซีย อีกนัด "หลังจากเราชนะอังกฤษ เราก็ทำให้ผู้จัดการทีมตัดผมของเขา จากนั้นก็ถึงตาเราที่จะทำตามสัญญาบ้าง ตอนแรก บางคนบอกว่าไม่อยากทำ แต่เราทุกคนตกลงกันแล้วไง เราจะทำด้วยกันเป็นทีม" "เราเลยไปหาพนักงานในโรงแรม พวกเขาช่างทำผมให้เราได้ 2 คนมาช่วยย้อมผมให้เราในตอนค่ำก่อนเกมเจอกับตูนิเซีย เราทำหลังจากซ้อมมื้อสุดท้ายเสร็จ ไม่มีใครเห็นพวกเรา" "คนในโรงแรมคิดว่าเราเป็นอีกทีมนึงตอนเรากลับมา แม้แต่ครอบครัวของพวกเราเองก็ช็อกกันสุดๆ" นักเตะตัดสินใจย้อมผมเป็นสีทอง โดยแม้แต่เหล่า WAGS พวกแฟนสาว และภรรยาของนักเตะที่เดินทางมาด้วยก็ไม่รู้ จนกระทั่งทำเสร็จแล้ว มีการเปิดเผยว่าเมียๆ แฟนๆ ของนักเตะบางคนโมโหมากที่นักเตะคนรักของพวกเขาไปย้อมผมแบบนั้น จอร์จี้ ไครโอเวียนู กองหน้าตัวสำรองของทีมชุดนั้นเผยว่า เขารู้สึกแย่มาก เพราะน้ำยาย้อมผม มันกัดหนังหัว ผมร่วงเป็นหย่อม และแสบไปหมดจนต้องนอนตะแคงในคืนนั้น วันรุ่งขึ้น โรมาเนีย เล่นต่ำกว่ามาตรฐานเสมอตูนิเซีย 1-1 แต่หลายคนมองว่าพวกเขาเข้ารอบไปแล้วก็เลยไม่ได้อะไรมาก กระทั่งรอบน็อคเอาท์ เจอโครเอเชีย ก็โดนจุดโทษในช่วงครึ่งแรกของ ดาวอร์ ซูเคอร์ เตะร่วงด้วยสกอร์ 1-0 การย้อมผมทองของโรมาเนีย ตอนนั้นสร้างความฮือฮามาก เพราะกว่าทุกคนจะรู้ก็เป็นวันแม็ทช์เดย์เจอกับตูนิเซียแล้วนั่นแหละ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โรมาเนีย ต้องเจอกับ โครเอเชีย อีกหนึ่งทีมสุดแกร่งของยุคนั้น ที่ต่อยอดมาตั้งแต่ ยูโร 96 เกมกับ โครเอเชีย เหล่านักเตะผีดิบ ก็ลงเล่นแบบหัวทองซูเปอร์ไซย่าต่อไป เพียงแต่ฟอร์มมันไม่ซูเปอร์ไซย่าไปด้วย ลงท้ายพวกเขาแพ้ให้โครเอเชีย 0-1 ตกรอบไปเพียงแค่นี้ หลายคนวิเคราะห์ว่าการมาทำอะไรเล่นๆ เช่นย้อมผม เป็นเหมือนการปลดความมุ่งมั่น ลดความเขม็งเกลียวของสมาธิลงไปโดยไม่รู้ตัว บวกกับความรู้สึก "กระอักกระอ่วน" สำหรับนักเตะบางคน ที่พอย้อมมาแล้วมันไม่สนุกเหมือนตอนทำ แถมบางคนโดนเมียด่าอีก แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะต่อให้เล่นเต็มที่ ก็ไม่ใช่จะเอาชนะโครเอเชีย ชุดนั้นได้ง่ายๆ ทัพตราหมากรุกชุดนั้น เกือบที่จะเอาชนะฝรั่งเศส แชมป์โลกในบั้นปลายได้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่โดนทีเด็ด โกลเด้นโกล ของ ลิลิย็อง ตูราม นับแต่นั้นมา คุณภาพนักเตะของโรมาเนีย ก็ดร็อปลงไปเยอะ พวกตัวหลักๆ จากยุค 90s เริ่มโรยรา รุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาทดแทนไม่ได้ หลังจาก ฟร้องซ์ 98 มาแล้ว ผลงานดีสุดของพวกเขาคือการเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในยูโร 2000 แต่สำหรับฟุตบอลโลก พวกเขาไม่เคยผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้อีกเลย แฟนบอลคงต้องเอาใจช่วยโรมาเนีย ในอีก 4 ปีข้างหน้า ในฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ/เม็กซิโก ว่าจะได้เห็นทัพผีดิบ ไปปรากฏตัวที่นั่นอีกหรือไม่? อย่าลืมติดตามไฮไลท์ทัพ "ผีดิบ" กันได้ที่ :: https://cutt.ly/gMvzUwL เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เอโต้ สู้เพื่อฝันจากชาติแอฟริกัน "

ไม่กี่วันก่อน ซามูแอล เอโต้ ออกมาทำนายว่าทีมชาติแคเมอรูนของเขา จะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้ และ พวกเขาจะเอาชนะโมร็อกโก อีกหนึ่งชาติจากทวีปแอฟริกาได้ในนัดชิงชนะเลิศ เอโต้ ตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะแล้ว เขามีความปราถนาอันแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ เขาเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงมาก และมีฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังภูมิใจในรากเหง้าจากแอฟริกาของเขาอย่างที่สุด เอโต้ เชื่อมั่นมาเสมอว่าฟุตบอลของกาฬทวีปนั้นไม่ได้เป็นรองใครเลย สามารถประสบความสำเร็จในระดับโลกได้แน่นอน เอโต้ กวาดแชมป์มากมายในฐานะนักเตะ ทำสถิติยิงประตูถล่มทะลาย จะมีนักเตะกี่คนที่คว้า ทริปเปิ้ลแชมป์ ได้กับ 2 สโมสรได้ใน 2 ฤดูกาลติดๆ กัน สิ่งที่เขาเจอมาในสมัยวัยรุ่นหล่อหลอม เอโต้ ให้แข็งแกร่ง และเชื่อมั่นในตัวเองแบบนี้ เรารู้กันดีว่าเขาดังกับ บาร์เซโลน่า และต่อด้วยอินเตอร์ แต่จุดเริ่มต้นในยุโรปของเขาคือ เรอัล มาดริด ซามูแอล เอโต้ ฟิลส์ เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลกับทีมอคาเดมี่ท้องถิ่นในดูอาล่า ประเทศแคเมอรูน ที่ชื่อสโมสร คัดจี สปอร์ตส์ อคาเดมี่ ต้นต้นปี 1997 ด้วยวัย 16 ปี เขาก็ถูกเรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งวงการลูกหนังโลก เซ็นมาร่วมทีม แต่แน่นอน ในฐานะดาวรุ่งอายุน้อยจากแอฟริกา เอโต้ จึงเริ่มต้นในทีมเยาวชนไปก่อน ด้วยการที่ ลา ลีกา ยังคงมีกฎเรื่องโควต้านักเตะนอกอียู (Non-EU) ไม่เกิน 3 คน ยิ่งทำให้โอกาสขึ้นทีมชุดใหญ่ยาก นอกเหนือจากที่เขายังอายุน้อย และโนเนม ช่วงนี้ เอโต้ เลยโดนส่งไปเล่นให้ทีม เรอัล มาดริด เบ (ทีมสำรอง) ไปก่อน แต่เมื่อทีมสำรองตกชั้นจาก เซกุนด้า (ดิวิชั่น 2) ไปสู่ เซกุนด้า เบ (ดิวิชั่น 3) ซึ่งในตอนนั้นยังไม่อนุญาตให้นักเตะนอกอียู ลงเล่น สุดท้ายเขาโดนปล่อยไปให้ เลกาเนส ยืมตัว ระหว่างที่เขาอยู่กับเรอัล มาดริด เบ นั่นเอง เอโต้ ได้สัมผัสถึงความไม่เป็นมิตร เขาบอกว่าเพื่อนร่วมทีม หรือโค้ช บางคนแทบไม่อยากมาทักทาย มายุ่งกับเขา เอโต้ เผยว่า 2 คนที่ดีต่อเขาจริงๆ กลับเป็น ฟาบิโอ คาเปลโล่ เทรนเนอร์ทีมชุดใหญ่และมือขวาอิตาโล่ กัลเบียติ ที่ให้โอกาสเขามาซ้อมกับทีมเรอัล มาดริด ชุดใหญ่ด้วย ปี 1998/99 คาเปลโล่ ไม่อยู่แล้ว ซึ่ง เอโต้ ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ ของ มาดริด แค่เกมเดียว แล้วก็โดนปล่อยไปให้ เอสปันญ่อล ยืมตัว แต่ที่นี่เขาก็ได้ลงแค่นัดเดียวเช่นกัน ปีต่อมา 1999/2000 เขาได้ลงเล่นใน ลา ลีกา 2 นัด กับใน ชปล. อีก 3 นัด และบอลถ้วยอีก 1 นัด ก่อนจะโดนปล่อยยืมตัวอีกรอบ หนนี้เป็น เรอัล มายอร์ก้า "ทีมชาวเกาะ" ที่ เรอัล มายอร์ก้า นี่เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ขณะนั้น มายอร์ก้า มีหนุ่มท้องถิ่นวัย 37 ปีที่มีมันสมองและวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมนามว่า มาเตว อเลมานี่ นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการเทคนิค และเป็นฝ่ายบริหารด้วย ปัจจุบัน อเลมานี่ ก็คือผู้อำนวยการฟุตบอลของบาร์เซโลน่า นั่นเอง กับ มายอร์ก้า เอโต้ได้รับความไว้วางใจ ลงเล่นต่อเนื่อง เขาทำไป 6 ประตูจาก 13 นัด นั่นทำให้ในฤดูกาล 2000/01 ด้วยวัย 19 ปี เรอัล มายอร์ก้า เลยตัดสินใจควักเงิน 4.4 ล้านปอนด์ เป็นสถิติสโมสร เซ็นสัญญากับ เอโต้ ภายใต้การดูแลของ มาเตว อเลมานี่ ซึ่งขณะนี้ กลายมาเป็นประธานสโมสรเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม มีการเปิดเผย ณ ตอนนั้นว่า เรอัล มาดริด ยังมีเงื่อนไขถือกรรมสิทธิ์ในตัว เอโต้ อยู่ 50% นั่นหมายความว่าหากจะมีการย้ายตัวครั้งต่อไป มาดริด ต้องมีสิทธิ์ในการพิจารณาด้วย เมื่อกลายเป็นนักเตะ มายอร์ก้า เต็มตัว เอโต้ ก็เริ่มโชว์ฟอร์มถล่มประตูอย่างต่อเนื่อง และพ้องกับในทีมชาติ ที่ เอโต้ สอดแทรกขึ้นมาเป็นตัวหลักของแคเมอรูน และเริ่มลั่นสกอร์ให้แคเมอรูน ต่อเนื่องเช่นกัน ภายใต้สีเสื้อของ มายอร์ก้า นี่แหละที่ เอโต้ เริ่มโชว์ศักยภาพเต็มที่ เขาบอกว่า เขาอยากประสบความสำเร็จ อยากคว้าแชมป์ อยากมีรายได้ดีๆ อยากเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียง ดาวยิงทีมชาติแคเมอรูน ยิงพาชาวเกาะ คว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ ในปี 2003 เขามักทำแสบใส่ เรอัล มาดริด เสมอเมื่อเจอกัน เอโต้ ยิง 1 ประตูช่วย มายอร์ก้า บุกไปถล่ม มาดริด 5-1 ในฤดูกาล 2002/03 จากนั้นในฤดูกาลถัดมา เขาทำอีก 2 ประตู ในช่วงท้ายฤดูกาล ทำให้ ทีมชาวเกาะบุกชนะ มาดริด อีกครั้ง 3-2 และเป็นอีกหนึ่งเกมที่ทำให้ทีมชุดชาวชวดแชมป์ ลา ลีกา ซัมเมอร์ปี 2004 มาถึง ตอนนั้น เอโต้ เพิ่งกดไป 17 ประตูจาก 32 นัดให้กับ มายอร์ก้า มาหมาดๆ เป็นสถิติดาวยิงจากทีมเล็ก ที่ถือว่าสูงมากๆ นั่นทำให้เขากลายเป็นที่ต้องการของตลาดทันที บาร์เซโลน่า ภายใต้การนำของประธาน โจน ลาปอร์ต้า ติดต่อเข้ามาทันที ในขณะที่ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ก็ใช้สิทธิ์ 50% เดินเข้ามาเพื่อขอซื้อตัวเขากลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของ เรอัล มาดริด แบบเต็มตัว 100% อีกครั้ง มันเลยกลายเป็นการพูดคุยกันของ 3 ฝ่ายโดย 3 ประธานชั้นยอดคือ ลาปอร์ต้า, เปเรซ และ มาเตว อเลมานี่ การตัดสินใจ ตกเป็นของ ซามูแอล เอโต้ เอโต้ ตัดสินใจเลือกบาร์เซโลน่า ในท้ายที่สุด เพราะตอนนั้น บาร์ซ่า ยื่นข้อเสนอน่าสนใจที่สุดทั้งเรื่องของการเงิน และการันตีโอกาสลงเล่น ผิดกับทาง มาดริด ที่จะเซ็นเขา ก่อนปล่อยให้ มายอร์ก้า ยืมตัวอีก 1 ฤดูกาล เนื่องจากเวลานั้น โควต้านักเตะนอกอียู ของ มาดริด มันเต็มเอี๊ยด ยัดลงไม่ได้อีกแล้วด้วย เมื่อเจอแบบนี้ เอโต้ ก็รู้เลยว่า หากเขากลับ มาดริด คงเจอกับสถานการณ์เดิมๆ ที่เคยเจอสมัยเป็นดาวรุ่ง ทั้งการปฏิบัติต่อเขาที่เหมือนไม่เคารพกัน จนเขารู้สึกว่า มาดริด นั้นไม่ค่อยเห็นค่าของนักเตะแอฟริกันผิวดำ ทั้งเรื่องของโอกาสลงสนามที่ มาดริด เน้นพวกดาวดังมีชื่อเสียงมากกว่า สุดท้ายบาร์เซโลน่า ก็ยอมจ่าย 24 ล้านยูโร ให้มายอร์ก้า เพื่อคว้าตัวเขาไปร่วมทีม ภาพลักษณ์ของ เอโต้ เลยเปลี่ยนไปตลอดกาล เขาคือศัตรูของ มาดริด แบบเต็มตัว เขายิงกระจุยให้บาร์เซโลน่า ปีแรกกดไป 25 ตุงในลา ลีกา และยิงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มี แฟรงค์ ไรจ์การ์ด คุมทีมจนมาถึงยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในปี 2008/09 สถิติของ เอโต้ กับบาร์ซ่า คือ 108 ประตูจาก 144 นัดใน ลา ลีกา และรวมแล้ว 130 ประตูจาก 199 นัดในทุกรายการ ใครเคยดู เอโต้ ในชุดบาร์ซ่า ซึ่งเป็นตอนที่เขาพีค จะเห็นเลยว่า นี่คือหนึ่งในกองหน้าที่ดีสุดในโลกเวลานั้น แข็งแรง เร็ว สปีดต้นจัดจ้าน จบสกอร์ได้คม เกมใหญ่ทำประตูได้เสมอ แถมเขามีทัศนคติในสนามที่ยอดเยี่ยมคือเต็มที่ทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ แล้วยังขยันช่วยเพรสซิ่ง ช่วยไล่บอลอีกด้วย กระทั่งปี 2009/10 เอโต้ ก็ย้ายไปเล่นให้ อินเตอร์ มิลาน เมื่อทาง บาร์ซ่า เลือกที่จะคว้าเอา ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จากอินเตอร์ สวนทางมาแทนแถมต้องจ่าย 45 ล้านยูโร ให้กับ อินเตอร์ แถมไปด้วย เอโต้ ประกาศตั้งแต่วันแรกที่ย้ายไปอินเตอร์ เมื่อโดนเปรียบเทียบกับ อิบราฮิโมวิช เขาบอกว่า เขาคือซามูแอล เอโต้ และไม่ต้องเปรียบเทียบตัวเขากับใครๆ ผลงาน และแชมป์ที่เขาคว้าได้ที่ผ่านมา มันพิสูจน์คุณค่าของเขาได้แล้ว มันเป็นเรื่องจริง ปีแรกกับอินเตอร์ เขาก็มีส่วนในการช่วยทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ คว้า 3 แชมป์ทันที และเอาคืน บาร์ซ่า ที่ดูเหมือนจะมองข้ามตัวเขากลายๆ ด้วยการเขี่ยบาร์ซ่า ตกรอบรองฯ ชปล. ได้ด้วย ต้องบอกว่าหลังจากอินเตอร์ไปแล้ว เอโต้ ดูเหมือนจะเดินหน้าหาเรื่องของการเงินมากกว่าแล้ว เขาเล่นให้ อันจิ มาคัชคาล่า ทีมที่กำลังรวยจัดๆ ตอนนั้น และเล่นให้เชลซี, เอฟเวอร์ตัน, ซามพ์โดเรีย ในช่วงสั้นๆด้วย แม้จะอายุ 34-35 แต่ เอโต้ ก็ยังยิงระเบิดในลีกตุรกี เมื่อย้ายมาเล่นให้ อันตัลยาสปอร์ และคอนยาสปอร์ ก่อนที่เขาจะมาแขวนสตั๊ดกับ กาตาร์ เอสซี ในฤดูกาล 2018/19 ด้วยวัย 38 ปี เส้นทางอาชีพของ ซามูแอล เอโต้ เต็มเปี่ยมไปด้วยการผจญภัย สเปน, อิตาลี, รัสเซีย, อังกฤษ, ตุรกี, กาตาร์ เขาคว้าแชมป์มากมายทั้งระดับสโมสร และกับทีมชาติแคเมอรูน ที่ได้แชมป์โอลิมปิก กับ แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2 สมัย เอโต้ ได้รางวัลส่วนตัวเต็มไปหมด ทั้งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา, ติดทีมยอดเยี่ยมของ ยูฟ่า และฟีฟ่า, ดาวยิงปิชิชี่, กองหน้าแห่งปีของยูฟ่า, กระทั่ง"แอสซิสต์"มากสุดของ ชปล. ในฤดูกาลหนึ่ง พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้มีดีแต่จบสกอร์ สิ่งที่ เอโต้ ปราถนาในวัยเด็ก เขาทำมันได้ครบถ้วนแล้ว แต่ในฐานะนักเตะตัวแทนจากทวีปแอฟริกา เขายังภาวนาอยากเห็นหนึ่งสิ่ง เขาอยากเห็นชาติจากแอฟริกา โดยเฉพาะแคเมอรูน ของเขาเอง พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ฟุตบอลของกาฬทวีปก็ไม่เป็นรองชาติไหนๆ ปัจจุบัน เอโต้ นั่งแท่นประธานสหพันธ์ฟุตบอลแคเมอรูน เขาต้องการใช้ประสบการณ์ และความสามารถที่มีทั้งหมด ช่วยวงการฟุตบอลในอีกบทบาทหนึ่งเพื่อให้ความฝันนั้นของเขาเป็นจริง คลิปลีลาของ ซามูเอล เอโต้ >> https://cutt.ly/mMkHpkB ******************** เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" สเปอร์ส ของแสลงของมิลาน "

การจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายมีการเจอกันของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ กับ เอซี มิลาน อยู่ด้วย สเปอร์ส ฤดูกาลนี้ ยังไม่คงเส้นคงวา ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ขณะที่ มิลาน คืนชีพขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีหลัง และปีที่แล้วก็เป็นแชมป์สคูเด็ตโต้ ภายใต้การคุมทีมของ สเตฟาโน่ ปิโอลี่ มองโดยภาพรวม มิลาน คือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 50s ซึ่งพวกเขาเริ่มประสบความสำเร็จ มิลาน แทบไม่เคยมีช่วงย่ำแย่ติดต่อกันนานเลย พวกเขามีช่วงที่รุ่งเรืองสุดคือทศวรรษที่ 80s-90s แต่ก่อนหน้านั้น พวกเขาก็มีแชมป์ติดมือเรื่อยๆ ไม่แปลกใจที่พวกเขาได้แชมป์ใบใหญ่ยุโรปถึง 7 สมัย ในยุค 60s ต่อจนถึงต้น 70s มิลานยังแข็งแกร่งและกวาดแชมป์มากมาย มันก็เป็นช่วงที่ สเปอร์ส เองก็รุ่งเรืองทางฝั่งเกาะอังกฤษเช่นเดียวกัน แม้ สเปอร์ส จะประสบความสำเร็จน้อยกว่ามาก แต่เรื่องน่าทึ่งก็คือ ทั้งสองทีมนี้เจอกันในเกมทางการทั้งสิ้น 4 นัด เอซี มิลาน ไม่เคยเอาชนะ สเปอร์ส ได้เลย หนล่าสุดที่เจอกันคือใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบนี้แหละ ย้อนไปในปี 2010/11 ฤดูกาลนั้น เป็นครั้งแรกที่ สเปอร์ส ได้เข้ามาเล่นในถ้วยใหญ่ยุโรป ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มันคือสิ่งที่แฟนไก่เดือยทองรอคอยมานาน พวกเขาไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าได้เข้าร่วม และเล่นอย่างเต็มความสามารถ อีกทั้งการอยู่รอบแบ่งกลุ่มร่วมกับทีมที่มีประสบการณ์ในฟุตบอลยุโรปเยอะกว่าพวกเขาอย่าง อินเตอร์ มิลาน แชมป์เก่า, ทเวนเต้ แชมป์ดัตช์ และ แวร์เดอร์ เบรเมน ก็ยังไม่แน่ว่าจะผ่านเข้าไปได้ สุดท้าย แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ก็นำสเปอร์ส เข้ารอบได้จริงๆ แถมเป็นแชมป์กลุ่มเสียด้วย พร้อมกับการแจ้งเกิดของ แกเร็ธ เบล ในรอบน็อคเอาท์ พวกเขาต้องเจอกับ เอซี มิลาน ที่คุมทีมโดย มัสซิมิลิอาโน่ อัลเลกรี และพวกเขากำลังคั่วแชมป์สคูเด็ตโต้ แน่นอน สเปอร์ส ยังโดนมองว่าเป็นรอง แต่มาถึงขั้นนี้พวกเขาไม่มีอะไรต้องกลัว เลกแรกเล่นที่ ซาน ชิโร่ ปรากฏว่า สเปอร์ส บุกไปชนะได้เฉยเลย 1-0 จากประตูชัยในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของ ปีเตอร์ เคร้าช์ มันเป็นจังหวะสวนกลับ แอร่อน เลนน่อน ใช้ความเร็วกระชากหาย ก่อนเปิดให้ เคร้าช์ ยิงโล่งๆ เข้าไป เลกสอง พวกเขายันเสมอได้ 0-0 ที่ไวท์ ฮาร์ท เลน ทำให้ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่หนนี้ ต้องเจอกับของแข็ง นั่นคือ เรอัล มาดริด ของมูรินโญ่ แล้วต้านไม่ไหว พ่ายไปด้วยสกอร์รวม 0-5 นั่นคือครั้งล่าสุดที่ สเปอร์ส ได้เจอกับ เอซี มิลาน ในเกมทางการ หากจะย้อนไปถึงครั้งแรกที่เจอกัน มันเป็น 2 เกม ในรอบตัดเชือกของ ยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 1971/72 ครั้งนั้น มิลาน มาในฐานะรองแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา พวกเขามีดาวเด่นอย่าง จานนี่ ริเวร่า สุดยอดแนวรุกทีมชาติอิตาลี, ปิเอริโน่ ปราติ กองหน้าที่ยิงระเบิด นายด่านคือ ฟาบิโอ คูดิชินี่ คุณพ่อของ คาร์โล คูดิชินี่ มีกองหลังทีมชาติเยอรมันตะวันตกอย่าง คาร์ล-ไฮน์ซ ชเนลลิงเงอร์ และมีแดนกลางตัวเก่งคือ โรเมโอ เบเน็ตติ ที่สำคัญ พวกเขามีกุนซือที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อคาเตนัคโช่ อย่าง เนเรโอ ร็อคโค่ ผู้พามิลาน คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ มาครองถึง 2 สมัยก่อนหน้านี้แล้ว ส่วน สเปอร์ส ในเวลานั้นก็ยังเป็นทีมหัวแถวของอังกฤษ แม้จะห่างจากการได้แชมป์ ดิวิชั่น 1 มานานถึง 10 ปี พวกเขามีกุนซือที่ถูกยกย่องว่ายิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของสโมสร บิลล์ นิโคลสัน ผู้ที่ตลอดการคุมทีม เขาคุมสเปอร์ส ทีมเดียวตั้งแต่ปี 1958-1974 ขุมกำลังของพวกเขามี แพท เจนนิ่งส์ มือกาวไอร์แลนด์เหนือ ที่เป็นตำนานของทั้ง สเปอร์ส และอาร์เซน่อล มีกองหลังอย่าง ซิริล โนว์ส, โจ คินเนียร์ กองกลาง สตีฟ เพอร์รี่แมน, อลัน มัลเลอรี่ แต่ละคนค้าแข้งให้สเปอร์ส ยาวนาน ส่วนแดนหน้าหลังจาก จิมมี่ กรีฟส์ อำลาไปก่อนหน้านี้ พวกเขาก็ฝากความหวังไว้ที่ มาร์ติน ชิเวอร์ส บวกกับ มาร์ติน ปีเตอร์ส กองกลางชุดแชมป์โลก 1966 ที่เซ็นมาจาก เวสต์แฮม ในขณะที่ มิลาน เป็นทีมที่เน้นแท็คติก เหนียวแน่น นักเตะมีชั้นมีเชิง สเปอร์ส คือทีมสไตล์อังกฤษ ที่มีอาวุธอยู่ที่ปีกและคู่กองหน้า อีกสายหนึ่ง รอบคัดเชือกเป็นการเจอกันระหว่าง เฟเรนช์วารอส ทีมแข็งจากฮังการี และ วูล์ฟแฮมป์ตัน อีกหนึ่งตัวแทนจากอังกฤษ ช่วงนั้น ทีมหมาป่าแห่งมิดแลนด์ส ถือเป็นทีมระดับหัวแถวของอังกฤษเช่นกัน พวกเขาปราบ ยูเวนตุส มาได้ด้วยในรอบ 8 ทีมสุดท้าย เกมแรกเตะกันที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน ก่อนเมื่อวันที่ 5 เมษายน 1972 ช่วงแรก มิลาน บุกได้ดีกว่า และออกนำไปก่อนจากการยิงสุดสวยของ โรเมโอ เบเน็ตติ แต่ สตีฟ เพอร์รี่แมน กลายเป็นฮีโร่ให้ สเปอร์ส ด้วยทีเด็ดเก็บตกยิงไกลจากแถวสอง ส่องเข้าไป 2 ประตู โดยเฉพาะประตูชัย 2-1 ในครึ่งเวลาหลัง เรียกเสียงเชียร์ลั่นสนาม หลังจากแพ้เลกแรก มิลาน ต้องการชัยชนะในเลกสองที่ ซาน ชิโร่ เพียงแต่งานของพวกเขาก็ยากเป็น 2 เท่าตั้งแต่ต้นเกมเมื่อ สเปอร์ส บุกมานำ 1-0 ในนาทีที่ 7 จาก อลัน มัลเลอรี่ ในครึ่งหลัง มิลาน มาได้ประตูตีเสมอจากจุดโทษของ จานนี่ ริเวร่า นาทีที่ 69 แต่ก็ไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ จบเกมเสมอ 1-1 รวมสองนัด สเปอร์ส เป็นฝ่ายชนะด้วยสกอร์ 3-2 ทำให้ทีมไก่เดือยทอง เข้าไปชิงชนะเลิศ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศของพวกเขาก็คือ วูล์ฟแฮมป์ตัน อริร่วมลีกที่เอาชนะ เฟเรนช์วารอส มาได้ในอีกสาย สุดท้าย สเปอร์ส ก็เอาชนะ วูล์ฟส์ หลังเตะครบ 2 นัด ด้วยสกอร์ 3-2 อีกครั้ง แล้วก็คว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ในฤดูกาลนั้นไปครองได้อย่างยอดเยี่ยม นั่นคือบทสรุปการเจอกันของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และ เอซี มิลาน ที่ผ่านมา 4 นัด สเปอร์ส ชนะ 2 เสมอ 2 ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ มิลาน เลย เราต้องมารอดูกันว่าในฤดูกาลนี้ มิลาน จะลบล้างสถิติน่าผิดหวังนี้ได้หรือไม่... เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" การปราบผีสู่แชมป์ของวิลล่า "

ในที่สุด แอสตัน วิลล่า ก็เอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ที่ วิลล่า พาร์ค ของตัวเองเสียที เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ 19 สิงหาคม 1995 โน่นเลย คราวนั้น วิลล่า ก็คว้าชัยด้วยสกอร์ 3-1 เช่นกัน หลังเกมนัดนี้เองที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยุคปล่อยดาวดังอายุเยอะ และดันเด็กๆ คลาส ออฟ 92 ขึ้นมาเต็มตัวของ เฟอร์กี้ โดนปรามาสว่า "คุณไม่มีทางได้แชมป์อะไร ด้วยเด็กๆ หรอก" ก่อนที่ปลายฤดูกาลนั้น ยูไนเต็ด จะทำดับเบิ้ลแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ นับแต่นั้นมา แมนฯ ยูไนเต็ด กับ วิลล่า ก็กลายเป็นบอลวันเวย์ เรียกว่าเจอกันที่ไหน เมื่อไหร่ ปีศาจแดง มักเคี้ยววิลล่า ได้ตลอด หากย้อนไปก่อนหน้านั้นอีก 1 ปี วิลล่า ก็เคยเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยสกอร์ 3-1 เช่นกัน และมันเป็นหนึ่งในเกมชัยชนะที่น่าจดจำที่สุดของ วิลล่า ที่มีเหนือทัพอสูรแดง มันคือนัดชิงชนะเลิศ ลีก คัพ ฤดูกาล 1993/94 ที่เวมบลีย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 1994 เฟอร์กี้ เข้ามาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 1986 แทนที่ รอน แอ็ทกินสัน ที่โดนปลดออกไป หลังจากตั้งลำได้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็กลายเป็นทีมแข็งแกร่งมากๆ ในอังกฤษ มีลุ้นทุกถ้วยทุกปีอยู่ช่วงต้นยุค 90s เพราะเฟอร์กี้ เน้นทุกถ้วยในตอนนั้น นั่นก็รวมถึงถ้วยเล็กสุดอย่าง ลีก คัพ ด้วย ในปี 1991 เข้าชิง ได้รองแชมป์ แพ้ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในปี 1992 ได้แชมป์ เอาชนะ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ พอปี 1994 ก็ได้เข้าชิงอีก เจอกับ วิลล่า นี่เอง กุนซือของ เว้นส์เดย์ ที่เอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดชิงปี 1991 ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น รอน แอ็ทกินสัน และในครั้งนี้ นัดชิงปี 1994 "บิ๊กรอน" ก็เป็นคนคุม แอสตัน วิลล่า เข้ามาเจอกับ เฟอร์กี้ อีกครั้ง พร้อมจะฝากรอยแผลเอาไว้ให้คนที่มาคุมแทนที่เขาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ได้ นัดชิงหนนี้ วิลล่า ได้สิทธิ์เป็นเจ้าบ้าน ท่ามกลางแฟนบอล 77,231 คนที่เวมบลีย์ แมนฯ ยูไนเต็ด มาในฐานะทีมเยือน หนนั้นพวกเขาใส่ชุดเยือนสีเขียว-เหลือง ซึ่งเป็นชุดเยือนปีที่เน้นออกแบบย้อนยุคถึงสมัย นิวตัน ฮีธ ด้วย เรียกได้ว่า เฟอร์กี้ มีทีมที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในเวลานั้นลงชิงถ้วย ยกเว้นเพียง ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล นายด่านมือ 1 ที่ติดโทษแบน โอกาสตกเป็นของ เลส ซี่ลี่ย์ จอมเก๋า ส่วนที่เหลือ พอล ปาร์กเกอร์, สตีฟ บรูซ, แกรี่ พัลลิสเตอร์, เดนิส เออร์วิ่น เป็นแบล็กโฟร์ แดนกลาง อันเดร แคนเชลสกี้ส์, รอย คีน, พอล อินซ์ และ ไรอัน กิ๊กส์ เป็นกองกลาง คู่หอก มาร์ค ฮิวจ์ส กับ เอริค คันโตน่า สมัยนั้นใส่สำรองได้ 3 คนมี แกรี่ วอลช์ (GK), ลี ชาร์ป และ ไบรอัน แม็คแคลร์ ฝั่งวิลล่า นอกจาก บิ๊กรอน แอ็ทกินสัน แล้ว พวกเขายังมีอดีตแข้งผี อยู่ร่วมทีมอีก นั่นก็คือ พอล แม็คกรัธ หนึ่งในนักเตะที่เก่งจริงๆ แต่มีปัญหาเรื่องการดื่ม ไม่มีวินัย ส่งผลต่อเรื่องอาการเจ็บ จนเฟอร์กี้ ไม่คิดเก็บไว้ อีกรายก็คือ มาร์ค บอสนิช นายด่านจอมหนึบนั่นเอง บอสนิช ถูกแมนฯ ยูไนเต็ด เซ็นมาจากออสเตรเลีย ตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่แทบไม่ได้ลงสนาม จนกลับบ้านไปซิดนี่ย์ และกลับมาอังกฤษในปี 1992 กับแอสตัน วิลล่า นี่แหละ ที่เหลือพวกเขามีแบ็กซ้ายสายลุยอย่าง สตีฟ สตอนตัน กองกลาง แอนดี้ ทาวน์เซนด์ แนวรุกมี ดีน ซอนเดอร์ส หอกเวลช์ อดีตแข้งลิเวอร์พูล และ ดาเลี่ยน แอ็ทกินสัน กองหน้าผิวสี ที่เป็นทีเด็ดมากๆ ดูเหมือนว่าเมื่อไหร่ที่เจอกัน บิ๊กรอน มักจะสร้างความยากลำบากให้ เฟอร์กี้ ได้ตลอด ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ทีมที่เป็นต่ออย่าง ยูไนเต็ด กลับมาโดน วิลล่า ออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 26 จาก ดาเลี่ยน แอ็ทกินสัน ที่หลุดเข้าไปดีดบอลเข้าประตูง่ายๆ ในครึ่งหลังนาทีที่ 76 สกอร์กลายเป็น 2-0 เริ่มจากฟรีคิกตรงกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย เควิน ริชาร์ดสัน กัปตันทีมวิลล่า กึ่งยิงกึ่งผ่านมาที่เสาแรก ดีน ซอนเดอร์ส แหย่ขาเปลี่ยนทางบอลผ่านมือ เลส ซีลี่ย์ เข้าไปเลย แต่ขึ้นชื่อว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ยอมตายง่ายๆ อยู่แล้ว นาทีที่ 83 ก็ไล่มาเป็น1-2 จากลูกเตะมุมที่ เออร์วิ่น เปิดเข้าไป มีตัวหวดกลับมาเข้าทาง มาร์ค ฮิวจ์ส ยิงตุงตาข่าย ดูเหมือน แมนฯ ยูไนเต็ด จะกลับมาได้ อย่างกับเกมล่าสุดนี่แหละเมื่อสกอร์เป็น 2-1 แต่ในวันนั้นก็มีเหตุพลิกผันอีกจนได้ นาทีสุดท้าย โทนี่ เดลีย์ ปีกซ้ายวิลล่า หลุดไปยิงชนเสา บอลมาเข้าทาง ดาเลี่ยน แอ็ทกินสัน ได้ยิงคล้ายๆ กับที่ เจค็อบ แรมซี่ย์ ยิงเกมล่าสุด แต่บอลมันไปโดนแขนของ อันเดร แคนเชลสกี้ส์ ที่ยืนคุมเส้น วิลล่า ได้จุดโทษและ "แคนแคน" โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ดีน ซอนเดอร์ส สังหารจุดโทษเข้าไป เป็นประตูที่ 2 ของตัวเอง และเป็นสกอร์ฝัง 3-1 ให้ วิลล่า เอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด และคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ รอน แอ็ทกินสัน นำ วิลล่า ย้ำแค้นใส่ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในนัดชิงลีก คัพ ได้อีกครั้ง ในฤดูกาลต่อมา รอน แอ็ทกินสัน ไปคุม โคเวนทรี ต่อด้วยกลับมาคุม เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ อีกหน และสุดท้ายมาคุม น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ช่วงสั้นๆ โดยสโมสรสุดท้ายในอาชีพการคุมทีมของ บิ๊กรอน ก็คือ ฟอเรสต์ นี่แหละ และการเจอกันหนนี้ระหว่างตัวเขา กับ เฟอร์กี้ จบลงด้วยการที่ ฟอเรสต์ โดน ยูไนเต็ด ขยี้ 8-1 เป็นครั้งสุดท้ายที่ยอดกุนซือสองคนได้ดวลกัน ถึงอย่างนั้น รอน แอ็ทกินสัน ก็ถือเป็นผู้จัดการทีมที่มีสถิติดีทีเดียวยามดวลกับ เฟอร์กูสัน จากทั้งหมด 17 นัด ชนะ 6 เสมอ 2 แพ้ 9 เลส ซี่ลี่ย์ ลงเล่นนัดนี้เป็นนัดสุดท้ายให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนย้ายไปแบล็คพูล และตระเวนไปทีมเล็กๆ อีกหลายทีม แล้วมาเป็นโค้ชผู้รักษาประตูให้เวสต์แฮม เขาเสียชีวิตด้วยหัวใจวายในปี 2001 ขณะอายุเพียง 43 ปีเท่านั้น มาร์ค บอสนิช ยังทำผลงานให้ วิลล่า ได้ยอดเยี่ยมต่อเนื่องมาหลายปี และในที่สุดเขาก็โดน แมนฯ ยูไนเต็ด เซ็นมาร่วมทีมอีกครั้งในปี 1999 ในฐานะตัวแทนของปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ที่อำลาไป น่าเสียดายที่ บอสนิช ยังคงไร้วินัย และขาดความสม่ำเสมอ เขาโดนปัดตกเป็นตัวสำรองในปีต่อมาเมื่อ ฟาเบียง บาร์กเตซ ย้ายมาแทน ดาเลี่ยน แอ็ทกินสัน หนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของวิลล่า ในเกมดังกล่าว เขาเป็นจอมเพนจร ย้ายไปเล่นให้ เฟเนร์บาห์เช่, เม็ทซ์, แมนฯ ซิตี้ และตระเวนมาเล่นในเอเชีย ทั้งตะวันออกกลาง และในเกาหลีใต้ ก่อนแขวนสตั๊ดในปี 2001 น่าเศร้า ในปี 2016 ที่ผ่านมานี่เอง เขามีปัญหาในครอบครัว ขู่ฆ่าคนในครอบครัว ทำให้ตำรวจมาในที่เกิดเหตุ และตัดสินใจหยุดเขาด้วยการยิงปืนไฟฟ้า แต่มันกลับทำให้ แอ็ทกินสัน เกิดอาการหัวใจวาย เสียชีวิตลง ด้วยวัย 48 ปี ส่วน รอน แอ็ทกินสัน หลังเลิกคุมทีมในปี 1999 ก็มาทำงานทีวีบ้าง ปัจจุบัน บิ๊กรอน ยังมีสุขภาพที่ดีตามวัย 83 ปีของเขา นี่คือหนึ่งในกุนซือที่ทำฟุตบอลได้สนุก และโด่งดังมากๆ ในยุค 80s-90s และขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งบอลถ้วยอีกคนหนึ่งอย่างแท้จริง ติดตามรับชมคลิปความมันส์ย้อนเวลากันได้ที่ :: https://cutt.ly/8N91mgg เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เปลี่ยนตัวจนทีมเสียเปรียบ "

เอริค เทน ฮาก โดนมองด้วยสายตาสุดฉงนกับการเปลี่ยนตัวเอา แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ลงไปยืนกองหน้าในช่วงท้ายเกมที่บุกไปชนะ เรอัล โซเซียดาด 1-0 แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการอีก 1 ประตู เพื่อยิงให้ชนะขาด จะได้แซงเป็นแชมป์กลุ่ม แต่ เทน ฮาก เลือกส่ง แม็กไกวร์ ลงไปเพื่อลุ้นจากลูกโด่ง ส่วนใหญ่มองด้วยความตลกขบขัน เพราะสุดท้ายมันไม่ได้ผล แต่ถ้ามันได้ผลขึ้นมาทุกอย่างก็คงกลับตาลปัตร กุนซือเก่งๆ หลายคน เคยใช้กลยุทธ์ง่ายๆ ตรงไปตรงมาแบบนี้มาแล้ว แม้มันดูประหลาด โชเซ่ มูรินโญ่ ทำประจำ คิดอะไรไม่ออกส่ง มารูยาน เฟลไลนี่ ไปยืนหน้า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เคยส่ง ริโอ เฟอร์ดินานด์ ไปยืนกองหน้า, เยอร์เก้น คล็อปป์ เคยเปลี่ยนเอา สตีเว่น คอลเกอร์ ลงมาเป็นกองหน้าในเกมที่ตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2016 ฤดูกาลที่แล้ว โรนัลด์ คูมัน ตอนช่วงท้ายๆ ก่อนโดนปลดจากการคุมบาร์เซโลน่า ก็เคยส่ง เคราร์ด ปีเก้ ลงไปยืนกองหน้ามาแล้วในช่วง 15 นาทีสุดท้าย ในเกมเสมอกรานาด้า 1-1 ที่คัมป์ นู ย้อนไปในปี 2005 แมนฯ ซิตี้ ก่อนยุคน้ำมันตะวันอออกลาง ก็เคยมีช็อตสุดประหลาดเพราะกุนซือสจ๊วร์ต เพียร์ซ ตัดสินใจเปลี่ยน นิคกี้ วีเวอร์ นายทวารเบอร์ 2 ลงไปเฝ้าเสา พร้อมกับดัน เดวิด เจมส์ โกล์มือ 1 ไปเล่นกองหน้ามาแล้ว ในเกมเจอ มิดเดิลสโบรช์ เกมนั้นเกือบได้ผลเพราะสุดท้าย แมนฯ ซิตี้ มาได้จุดโทษตอนทดเจ็บ แต่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ดันยิงไม่เข้า แต่อีกหนึ่งการเปลี่ยนตัวที่ถือว่าเป็นบทสรุปของกุนซือชื่อดังรายหนึ่ง เกิดขึ้นในฤดูกาล 2003/04 เคลาดิโอ รานิเอรี่ ขณะที่ยังเป็นผู้จัดการทีมเชลซี ในฤดูกาล 2003/04 โรมัน อับราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์ และยังไม่รีบเปลี่ยนตัวกุนซือ เขายังให้โอกาส รานิเอรี่ คุมทีมไปก่อน นอกจากจะให้คุมทีมต่อแล้วยังอัดฉีดเงินเสริมทัพกระจุยกระจายชนิดที่พรีเมียร์ ลีก ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ความกดดันมันถาโถมเข้าใส่ รานิเอรี่ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแน่นอนว่าเป้าหมายของเสี่ยหมี คือต้องแชมป์ และต้องเล่นฟุตบอลให้น่าดึงดูด ผสมผสานเข้ากับการมีนักเตะหน้าใหม่เข้ามาหลายราย มันต้องใช้เวลาในการปรับให้ลงตัว และไหนจะเป็นการหาสมดุลของการใช้งานนักเตะอีก รานิเอรี่ ตอนนั้นเลยเปลี่ยนแปลงทีมบ่อยมาก เปลี่ยนทั้งนักเตะ ทั้งแผนการเล่น จนเดาทางแทบไม่ออกว่า 11 ตัวจริงของเชลซี ในเกมที่กำลังจะมาถึงนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร สื่ออังกฤษเลยตั้งฉายาให้เขาว่า "The Tinkerman" เพราะการเปลี่ยนทีมแหลกแบบนี้เอง อย่างไรก็ตาม เชลซี ก็เป็นทีมที่ "เข้าใกล้" อาร์เซน่อลมากที่สุดในการแย่งแชมป์ เพราะแมนฯ ยูไนเต็ด แชมป์เก่าก็เริ่มเข้าสู่ยุคผลัดใบ มิหนำซ้ำ รานิเอรี่ ยังพาเชลซี ทำผลงานได้ดีในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์สบายๆ และเอาชนะ สตุ๊ทการ์ท ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนเอาชนะ อาร์เซน่อล อริร่วมลีก ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ดับความฝันของ อาร์แซน เวนเกอร์ ในการเป็นเจ้ายุโรป เพราะตอนนั้น อาร์เซน่อล คือหนึ่งในทีมที่แกร่งสุดของยุโรปจริงๆ รานิเอรี่ นำเชลซี เข้ามาถึงรอบตัดเชือก โดยในตอนนั้น พวกเขาโดนยกให้เป็น "เต็ง 1" ที่จะคว้าแชมป์แล้ว คู่แข่งของพวกเขาในรอบนี้คือ โมนาโก ขณะที่อีกสาย ก็มีแค่ ปอร์โต้ กับ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า ที่ภาพรวมก็ยังเป็นรองเชลซีอยู่ (โดยยังไม่มีใครตระหนักถึงความเก่งของ ปอร์โต้ และโชเซ่ มูรินโญ่ มากนัก) เลกแรกของรอบตัดเชือกนี่เอง เชลซี ต้องไปเยือน โมนาโก ก่อนที่ สต๊าด หลุยส์ II เป็นเกมที่สนุก เจ้าบ้านนำก่อนจากลูกโหม่งของ ดาร์โด เปอร์โซ่ กองหน้าโครแอต แต่จากนั้น เอร์นาน เครสโป ก็ตีเสมอให้เชลซีได้สำเร็จ พักครึ่ง รานิเอรี่ เริ่มเปลี่ยนตัวหนแรก ฮวน เวรอน โดนส่งไปยืนริมเส้นด้านซ้ายแทนที่ เยสเปอร์ กรุนชาร์ ที่เป็นปีกธรรมชาติ นาทีที่ 53 ความได้เปรียบของเชลซีมาถึง อาคิส ซิคอส มิดฟิลด์โมนาโก ไปหลงเหลี่ยม โคล้ด มาเกเลเล่ ฟาดมือไปที่หลังคอของมาเก ทำให้โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม นั่นทำให้ โมนาโก เหลือ 10 ตัว ถึงจุดนี้ หากคุณเป็นกุนซือเชลซี ย่อมมองถึงชัยชนะ เพราะได้เปรียบตัวผู้เล่น แถมข้างสนามก็ยังมีตัวเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์, อาเดรียน มูตู, โจ โคล เราอาจมองถึงการเปลี่ยนเอากลางรับออกสักคน เพื่อส่งตัวรุกลงไปเลย ? แต่ "The Tinkerman" คิดลึกไปกว่านั้น รานิเอรี่ ตัดสินใจถอดแบ็กขวาอย่าง มาริโอ เมลคิอ็อตต์ ออกมา ในนาทีที่ 62 อาจจะเพราะมีใบเหลืองติดตัว? ถ้าไม่อยากเสี่ยงมากอาจจะส่ง เฌเรมี่ ที่เล่นแบ็กขวาได้ และมีเกมรุกที่ดีลงไป? เปล่าเลย รานิเอรี่ เลือกส่ง จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ กองหน้าอาชีพลงไปเล่นในตำแหน่งปีก พร้อมกับขยับ สก็อตต์ พาร์เกอร์ จากแดนกลางลงไปยืนแบ็กขวา คลาสสิกไปกว่านั้นคืออีก 7 นาทีต่อมา สก็อตต์ พาร์เกอร์ ก็โดนถอดออกอยู่ดี และเขาส่งดาวรุ่งในเวลานั้นอย่าง โรเบิร์ต ฮูธ ซึ่งเป็นกองหลังร่างยักษ์ลงไปแทน เท่ากับตอนนี้ ทีมขาดสมดุลย์สุดๆ กองหลังมี เวย์น บริดจ์, มาร์กแซล เดอ ไซญี่, จอห์น เทอร์รี่, โรเบิร์ต ฮูธ แดนกลางมี แฟรงค์ แลมพาร์ด, ฮวน เวรอน, มาเกเลเล่ ตัวรุกมีกองหน้าแท้ๆ ถึง 3 คนคือ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น, เครสโป และ ฮัสเซลเบงค์ มันไม่รู้จะเล่นออกมายังไง เกมริมเส้นก็บอดสนิท มีนักเตะมากกว่าในสนาม แทนที่จะทำให้ทีมได้เปรียบ รานิเอรี่ กลับเปลี่ยนตัวจนทีมกลับมาเสียเปรียบได้เฉย นอกจากจะยิงไม่ได้แล้วยังมาโดนทีเด็ดของ เฟร์นานโด มอริเอนเตส ยิงให้โมนาโก พลิกนำอีกครั้ง 2-1 ในนาทีที่ 78 อีก 5 นาทีต่อมา ความเลวร้ายก็ซ้ำเติมเชลซีเข้าไปอีกเพราะพวกเขาเปลี่ยน ลูโดวิช ชูลี่ ออกส่ง ชาบานี่ นงด้า ลงมาแทน แล้ว นงด้า ก็ยิงประตูให้ โมนาโกหนีเป็น 3-1 ได้เลยจากสัมผัสบอลแรกของเขาในเกมนี้ จบเกม เชลซี บุกมาพ่าย 1-3 แบบงงๆ รานิเอรี่โดนตั้งคำถามเยอะมากจากการตัดสินใจเปลี่ยนตัวของเขาในครึ่งหลัง ที่มันน่าปวดหัวไปกว่านั้นคือในเลกสอง เชลซี ยังมีโอกาสพลิกเข้ารอบชิงชนะเลิศ ถ้าพวกเขาชนะโมนาโก ได้ด้วยสกอร์ 2-0 พอดี หรือชนะด้วยสกอร์ห่าง 3 ประตูในกรณีที่ โมนาโก ยิงได้ รานิเอรี่ จัดทีมลงบวก และออกนำ 2-0 ได้จริงๆ ภายในนาทีที่ 44 ซึ่งหากจบครึ่งแรกตรงนี้ ก็คงอุ่นใจ แต่กลับกลายเป็นว่าทดเจ็บครึ่งแรก พวกเขาโดน โมนาโก ไล่มา 1-2 พอครึ่งหลังก็มาโดน มาริเอนเตส ตัวแสบเข้าให้อีก จบเกมเลยเสมอ 2-2 ชวดเข้าชิง ทั้งที่ว่ากันตามตรงพวกเขาเป็นทีมที่มีขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุดแล้วใน 4 ทีมที่เหลือ ซึ่งปีนั้น อย่างที่เราทราบ เอฟซี ปอร์โต้ ของ มูรินโญ่ ก็คว้าแชมป์ไปครองด้วยการเอาชนะโมนาโก นี่แหละ 3-0 ในนัดชิง และจากนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ นี่แหละที่โดนเสี่ยหมี ดึงมาคุมเชลซีแทนที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่! ดูคลิปเพิ่มความสนุกกันได้ที่ :: https://cutt.ly/0NMVbEI เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เส้นทางระทึกของสเปอร์ส "

รอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว นัดสุดท้ายในหลายๆ ครั้งของหลายๆ ทีมมักเป็นเกมที่ต้องลุ้นชนิดขอปาฏิหาริย์ เพื่อให้ตัวเองได้ผ่านเข้ารอบต่อไป ทีมที่รอดเข้ารอบน็อคเอาท์แบบเหลือเชื่อในนัดสุดท้าย บ่อยหนจะไปสร้างผลงานยอดเยี่ยมเกินคาด มันเหมือนว่าพวกเขาได้ตายแล้วเกิดใหม่ หนึ่งในครั้งที่น่าจดจำที่สุดคงเป็นเมื่อ 4 ฤดูกาลที่แล้ว และทีมทีมนั้นคือ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ต้องย้อนความทรงจำกันเล็กน้อยว่า สเปอร์ส จบฤดูกาล 2017/18 ด้วยการเป็นอันดับ 3 พวกเขาเป็นรองแค่ แมนฯ ซิตี้ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้น ในขณะที่สโมสรกำลังก่อสร้าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยมใกล้เสร็จ เงินลงไปที่นั่นเยอะ ทำให้ในซัมเมอร์ 2018 แทนที่ แดเนียล เลวี่ จะเจียดเงินมาให้ โปเช็ตติโน่ เสริมทัพ เพื่อยกระดับทีมขึ้นไปอีกหนึ่งก้าว มันกลับตรงกันข้าม หน้าร้อน 2018 เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ไม่ได้เสริมทัพเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ได้เงินมาใช้แม้แต่เพนนีเดียว เขาใช้เพียงนักเตะชุดเดิม การลงทุนล่าสุดของทีมคือการซื้อ ลูคัส มูร่า มาจากเปแอสเช ตอนตลาดหน้าหนาว มกราคม 2018 นั่นอาจเป็นการมองของ เลวี่ ว่าคือการซื้อล่วงหน้าสำหรับหน้าร้อนไปแล้ว จะยังไงก็ตาม มันกลับกลายเป็นการซื้อล่วงหน้าที่มีส่วนสำคัญยิ่งต่อฤดูกาลใหม่ที่กำลังมาถึง ความท้าทายรอสเปอร์ส อยู่ทันทีในรอบแบ่งกลุ่ม แชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะพวกเขาอยู่ในกลุ่มหิน ร่วมกับ บาร์เซโลน่า, อินเตอร์ มิลาน และ พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น เปิดมานัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม สเปอร์ส ต้องไปเยือน อินเตอร์ มิลาน ในขณะที่อีกคู่ บาร์ซ่า ไม่มีปัญหาในการทุบ พีเอสวี 4-0 แต่เกมที่ มิลาน มีดราม่า สเปอร์ส อุตส่าห์ออกนำจาก คริสเตียน เอริคเซ่น แต่มาโดนทีเด็ดลูกยิงสุดสวยของ เมาโร อีการ์ดี้ ตีเสมอท้ายเกม ไม่แค่นั้น ช่วงทดเจ็บยังมาโดน มาติอัส เวซิโน่ ขึ้นโหม่งทำให้แพ้ไป 1-2 โปรแกรมของสเปอร์ส ยังโหด เพราะนัดที่ 2 พวกเขาต้องเล่นที่เวมบลีย์ ในขณะที่รอให้สนามใหม่ของตัวเองคอมพลีต พวกเขาเจอกับบาร์เซโลน่า และไม่สามารถต้านทานเกมรุกของทีมเยือนที่มี เมสซี่ กับคูตินโญ่ นำทัพได้ สเปอร์ส แพ้ไป 2-4 อีกคู่ อินเตอร์ บุกไปคว้าชัยเหนือพีเอสวี 2-1 นั่นทำให้ คนมองกันว่า เห็นทีกลุ่มนี้คงเป็น บาร์ซ่า กับ อินเตอร์ ที่เข้ารอบ เพราะชนะรวดทั้งคู่ และสเปอร์ส แพ้รวด ไม่ต่างจากพีเอสวี ที่เป็นจอมแจกแต้ม สถานการณ์ของสเปอร์ส ยังเลวร้ายในนัดที่ 3 เพราะพวกเขาบุกไปทำได้แค่เสมอ พีเอสวี 2-2 ทั้งที่ออกนำในครึ่งหลังจาก แฮร์รี่ เคน แต่ก่อนหมดเวลา 3 นาทีพวกเขาโดน ลุค เดอ ย็อง ตีเสมอเสียอย่างนั้น ด้านบิ๊กแม็ทช์ บาร์ซ่า ก็คว่ำ อินเตอร์ มิลานไป 2-0 เท่ากับตอนนี้ เพาเวอร์แรงกิ้ง ของกลุ่มโดนจัดอย่างไม่เป็นทางการว่า บาร์ซ่า คือพี่ใหญ่ ผ่านไปครึ่งทางรอบแบ่งกลุ่ม 3 นัด สถานการณ์เป็นแบบนี้ บาร์ซ่า 9 คะแนน อินเตอร์ 6 คะแนน สเปอร์ส 1 คะแนน พีเอสวี 1 คะแนน คนไม่มอง พีเอสวี ทั้งที่ตามทฤษฎี พวกเขายังมีโอกาสเข้ารอบพอๆ กับ สเปอร์ส ด้วยซ้ำ ไม่มีใครคิดว่าสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะเป็นตัวแปรสำคัญ วันเริ่มต้นนับหนึ่งปาฏิหาริย์ของ สเปอร์ส มาถึงเอาในนัดที่ 4 สเปอร์ส เปิดบ้านเจอกับพีเอสวี และเพียง 2 นาที พวกเขากลับโดน ลุค เดอ ย็อง พังประตูให้ พีเอสวีนำก่อน 1-0 โปเช็ตติโน่ สั่งลูกทีมลุยแหลกแบบไม่ต้องแคร์อะไรแล้ว พวกเขาสร้างโอกาสยิงมากมายแต่ก็ยังไม่ได้ประตู ลูกยิงของ เคน, ซน, เดเล่ อัลลี่, เอริคเซ่น ไม่ผ่านมือ เยรูน ซูท มือกาว พีเอสวี เลย จนกระทั่ง 15 นาทีสุดท้าย พอช เปลี่ยนตัวส่งเอาทาร์เก็ตแมนอย่าง เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ศูนย์หน้าจอมเก๋าลงสนามมาช่วย เพียง 3 นาทีในสนาม ยอเรนเต้ ก็แผลงฤทธิ์เขาพักบอลให้ แฮร์รี่ เคน ยิงตีเสมอได้สำเร็จ ผลเสมอไม่เพียงพอแน่หากยังหวังเข้ารอบ สเปอร์ส ลุยหนัก ในขณะที่ พีเอสวี เองก็ยังมีหวัง ทั้งสองทีมอยากได้ 3 แต้มจากเกมนี้ แต่สเปอร์ส ทำสำเร็จ ก่อนหมดเวลาแค่นาทีเดียว เบน เดวีส ก็ขึ้นมาครอสจากสุดเส้นหลังทางซ้ายไปเสาสอง แฮร์รี่ เคน ขึ้นโขกกดลงพื้น บอลกระดอนโดนกองหลังพีเอสวี เปลี่ยนทางเข้าประตูไป มันกลายเป็นชัยชนะนัดแรกของ สเปอร์ส ด้วยสกอร์ 2-1 อีกคู่ที่ ซาน ชีโร่ ทั้ง อินเตอร์ และบาร์ซ่า แบ่งแต้มกันไป 1-1 ราวกับผลการแข่งขันนี้เพียงพอสำหรับทุกฝ่าย สถานการณ์หลังผ่านไป 4 นัด บาร์ซ่า 10 คะแนน อินเตอร์ 7 คะแนน สเปอร์ส 4 คะแนน พีเอสวี 1 คะแนน บาร์เซโลน่า การันตีเข้ารอบแล้ว พีเอสวี ตกรอบแล้ว นั่นทำให้อยู่ที่ว่า อินเตอร์ กับ สเปอร์ส คือสองทีมที่ต้องแย่งกันเข้ารอบ แต่สถานการณ์ของ สเปอร์ส นั้นยากกว่ามาก พวกเขาต้องเจอกับ อินเตอร์ ต่อด้วยบาร์ซ่า โดยที่ต้องเริ่มด้วยการต้อง "ชนะเท่านั้น" ในเกมกับ อินเตอร์ ต่อให้ ชนะอินเตอร์ พวกเขาก็ต้องมาลุ้นนัดสุดท้ายอีก เพราะพวกเขาต้องเจอกับ บาร์ซ่า ส่วน อินเตอร์ เจอกับพีเอสวี ซึ่งเป็นงานที่ง่ายกว่า หากจะมีอะไรที่พอจะเข้าทางสเปอร์ส อยู่บ้างก็คือ ช่วงเวลาดังกล่าว อินเตอร์ มีความระส่ำระสายนอกสนาม เพราะกำลังมีการเทคโอเวอร์ เอริค ธอเฮียร์ กำลังโดน สตีเว่น จาง ประธานคนปัจจุบันซื้อสโมสรไป 28 พฤศจิกายน 2018 วันดีเดย์ มาถึง สเปอร์ส เปิดเวมบลีย์ เจอกับ อินเตอร์ เป้าหมายเดียวคือต้อง "ชนะเท่านั้น" เกมนี้ อินเตอร์ มาเล่นแบบกล้าๆ กลัวๆ ในขณะที่สเปอร์ส ไม่มีอะไรจะเสีย โปเช็ตติโน่ สั่งลุยทันที สเปอร์ส ครองบอลมากกว่า โอกาสลุ้นประตูจะแจ้งมีมากกว่า แต่สกอร์ก็ยังตรึงอยู่ 0-0 จนกระทั่ง ท้ายเกมอีกแล้ว และฮีโร่ของพวกเขาในวันนี้ก็คือ คริสเตียน เอริคเซ่น เขาเติมขึ้นมารับบอลจาก เดเล่ อัลลี่ในเขตโทษแล้วยิงจากในเขตโทษเข้าไป เป็นการยิงอินเตอร์ได้ทั้งสองนัดที่เจอกัน ช่วยให้ สเปอร์ส ชนะ 1-0 เท่ากับว่าเมื่อถึงตอนนี้ ผ่านไป 5 นัด สเปอร์ส กลับขึ้นไปอยู่อันดับ 2 แทน มี 7 คะแนนเท่ากันก็จริง จาก "เฮด ทู เฮด" ที่ดีกว่า อินเตอร์ เพราะขณะนั้นยังใช้ อเวย์โกล์ (อินเตอร์ ชนะ 2-1 ในบ้าน, สเปอร์ส ชนะ 1-0 ในบ้าน) แม้สถานการณ์ของ สเปอร์ส จะกลับมาอยู่ในกำมือตัวเอง ก่อนเกมนัดสุดท้าย แต่ในนัดสุดท้าย งานของพวกเขากับ อินเตอร์ ยากง่ายต่างกันเยอะเลย สเปอร์ส ต้องไปเยือนบาร์เซโลน่า ที่เข้ารอบไปแล้ว อินเตอร์ เล่นในบ้านเจอกับพีเอสวี ที่ตกรอบไปแล้ว บาร์ซ่า นั้นส่งสำรองเพียบทั้ง การ์เลส อาเลนญ่า, มูนีร์, โธมัส แฟร์มาเล่น, มิรันด้า, เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น แม้แต่ อาร์ตูร์ เมโล่ ก็ไม่ใช่ตัวหลักถาวร เรียลไทม์คือ - นาทีที่ 7 บาร์เซโลน่า ที่ส่งสำรองเยอะ กลับออกนำสเปอร์ส 1-0 ด้วยการออกสตาร์ทเกมที่สบายๆ และเหนือชั้นกว่า จาก เดมเบเล่ - นาทีที่ 13 พีเอสวี กลับเป็นฝ่ายพลิกนำ อินเตอร์ ไปก่อน 1-0 ทั้งที่รูปเกมเป็นรอง - นาทีที่ 73 อินเตอร์ ที่ไล่ขย่ม พีเอสวี อยู่ข้างเดียว ก็ตามตีเสมอสำเร็จ 1-1 จาก เมาโร อีการ์ดี้ ถึงตรงนี้่ อินเตอร์ จะเข้ารอบ อินเตอร์ ไล่ทุบ เปิดฉากบุก สร้างโอกาสยิงเป็นชุดๆ แต่ยังเจาะประตูแซงนำใส่ พีเอสวี ไม่สำเร็จ กระทั่งเข้าสู่ท้ายเกมอีกครั้ง เป็นเวลาทอง ที่สเปอร์ส ทำประตูสำคัญๆ มาตลอดที่ผ่านมา - นาทีที่ 85 จุดเริ่มต้นเส้นทางพระเอกของ ลูคัส มูร่า ก็มาถึง เมื่อโผล่เข้ามาชาร์จลูกเปิดของ แฮร์รี่ เคน ตีเสมอให้สเปอร์ส สำเร็จ 1-1 มันกลายเป็นประตูสุดสำคัญ เพราะอีกคู่ อินเตอร์ มิลาน เอาชนะ พีเอสวี ไม่ได้ แม้จะมีโอกาสยิง 23 ครั้ง ต่อ 6 ครั้ง ก็ตาม มันกลายเป็นปาฏิหาริย์สำหรับสเปอร์ส ที่พลิกนรกเข้ารอบมาได้สำเร็จ ทั้งที่เมื่อผ่านไป 3 เกม หรือ 4 เกม โอกาสเข้ารอบของพวกเขาต้องพึ่งทั้งฝีมือและโชคดวง อย่างมหาศาล เมื่อเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ ถึงตอนนั้น สเปอร์ส ก็ไม่สนอะไรแล้ว พวกเขาไม่มีอะไรจะเสีย โปเช็ตติโน่ เริ่มมีทีมที่เหมาะสมกับฟุตบอลยุโรป แม้ว่า ซน , เคน, เอริคเซ่น, อัลลี่ จะเป็นตัวหลัก แต่เขามี ลูคัส มูร่า และ ยอเรนเต้ ที่สามารถเปลี่ยนโฉมของเกมได้ สเปอร์ส ทุบ ดอร์ทมุนด์ 3-0 และ 1-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เข้ารอบไปอย่างสบายๆ กระทั่งรอบ 8 ทีม คนก็มองว่าพวกเขาน่าจะต้องหยุดเส้นทางไว้แค่นี้ เมื่อเจอกับตัวเต็งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สเปอร์ส กลับสร้างดราม่าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดบ้านเฉือน ซิตี้ ก่อน 1-0 จากนั้นในเลกสองมันคือหนึ่งในเกมที่มันที่สุด ดราม่าที่สุดของฤดูกาล นาทีที่ 4 ซิตี้ นำ 1-0 จากสเตอร์ลิ่ง นาทีที่ 7 สเปอร์ส ตีเสมอ 1-1 จาก ซน ฮึง มิน นาทีที่ 10 สเปอร์ส แซงนำ 2-1 จาก ซนนี่ บอย คนเดิม นาทีที่ 11 แบร์นาร์โด้ ตีเสมอให้ ซิตี้ 2-2 นาทีที่ 21 ซิตี้ แซงนำอีก 3-2 จาก สเตอร์ลิ่ง ... ถึงตรงนี้ สเปอร์ส ยังเข้ารอบด้วยอเวย์โกล นาทีที่ 59 ซิตี้ ได้ประตูสำคัญ 4-2 จาก เอล กุน ... ซิตี้ จะเข้ารอบ นาทีที่ 73 สเปอร์ส ไล่มา 3-4 จาก เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ... สเปอร์ส กลับมาเข้ารอบอีกครั้งด้วยอเวย์โกล ทดเวลาบาดเจ็บ ซิตี้ ได้ประตูหนีห่าง 5-3 จาก สเตอร์ลิ่ง แต่เช็ก VAR หลังจากที่ทั้งสนามรวมถึง เป๊ป ดีใจกันสุดเหวี่ยง ปรากฏว่าเป็นจังหวะล้ำหน้า ทำให้ สเปอร์ส รอดพ้นจากการเสียประตู และพวกเขาเข้ารอบด้วยอเวย์โกลจริงๆ เส้นทางปาฏิหาริย์ของ สเปอร์ส ยังเดินหน้าต่อเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ พวกเขาต้องเจอกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม หากมองตอนนี้ อาแจ็กซ์ อาจไม่ใช่ทีมที่ต้องกลัวขนาดนั้น แต่ อาแจ็กซ์ ปี 2019 คือทีมพลังหนุ่มจอมเซอร์ไพรส์ของ เอริค เทน ฮาก พวกเขามี ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค, มัทไธส์ เดอ ลิกท์, เฟรงกี้ เดอ ย็อง, ฮาคีม ซิเย็ค, ดูซาน ทาดิช ที่กำลังร้อนแรงสุดๆ อาแจ็กซ์ ทุบทั้ง เรอัล มาดริด แชมป์เก่า และอัดจอมเก๋าอย่าง ยูเวนตุส มาด้วยผลงานที่น่าเหลือเชื่อ จนได้มาเจอกับ สเปอร์ส ทีมของ เอริค เทน ฮาก พิสูจน์ว่าพวกเขาเล่นได้ดีแค่ไหน ด้วยการบุกชนะ สเปอร์ส 1-0 ในเลกแรกและตอนนั้น พวกเขาใช้สนาม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม แล้วด้วย คนทำประตูคือ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค กลับไปเล่นที่อัมสเตอร์ดัม ในเลกสอง โอกาสของ สเปอร์ส ยิ่งน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อโดน เดอ ลิกท์พังประตูใส่ตั้งแต่ 5 นาททีแรก ตามด้วยโดน ฮาคีม ซิเย็ค กดเป็น 2-0 อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา จบครึ่งแรก สเปอร์ส ตาม 2-0 สกอร์รวมตาม 3-0 หนทางเดียวที่จะกลับมาได้คือ หนึ่งต้องไม่เสียประตูอีกแล้ว และสอง ต้องยิง 3 ประตูเป็นอย่างน้อย! ต้องบอกว่า สเปอร์ส นั้นไม่มี แฮร์รี่ เคน ลงเล่นมาตั้งแต่เลกสองที่เจอกับ แมนฯ ซิตี้ แล้ว เพราะได้รับบาดเจ็บ โปเช็ตติโน่ ต้องใช้ ซน กับ ลูคัส มูร่า ยืนคู่หน้ามาหลายนัด รวมถึงนัดนี้ แต่เขาไม่เปลี่ยนเอา มูร่า ออก สิ่งที่ พอช ทำคือแลกหมัดเต็มที่ ไม่มีอะไรเสียแล้ว วิคเตอร์ วานยาม่า โดนเปลี่ยนออกและส่ง เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ลงไปแทน ครึ่งหลัง 10 นาที มูร่า ได้บอลหลุดไปยิงเป็น 1-2 จุดประกายความหวังได้สำเร็จ หากจะมีจุดอ่อนสำหรับ อาแจ็กซ์ คือพวกเขาเป็นทีมเด็ก ประสบการณ์ไม่เยอะ เมื่อสถานการณ์กดดัน เมื่อ "มีอะไรจะต้องเสีย" ความเกร็ง อาจเกิดขึ้นได้ นาทีที่ 59 ความไม่เข้าใจกันของผู้รักษาประตูกับกองหลังทำให้ไปกั๊กบอลกันเองส่งผลให้ ลูคัส มูร่า ฉกบอลไปได้แล้วตวัดยิงตีเสมอเป็น 2-2 ให้สเปอร์ส ถึงตอนนั้น อาแจ็กซ์ เริ่มเล่นผิดฟอร์มไปหลายนาที ก่อนจะค่อยๆ กลับมาตั้งลำได้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้บุกแหลก หรือเล่นห้าวหาญแบบเดิม เพราะตอนนี้พวกเขายังเข้ารอบ แต่ถ้าพลาดโดนอีกตุง เท่ากับจะแพ้ ตกรอบด้วยอเวย์โกลทันที ความฝันเข้าชิงที่เหลืออีกแค่ก้าวเดียวจะสลายไป ผิดกับ สเปอร์ส ที่ไม่มีอะไรจะเสีย พวกเขาน่าจะตกรอบไปตั้งนานแล้ว ผ่านรอบแบ่งกลุ่มแบบกระเสือกกระสน ต้องพึ่งผลคู่อื่น, ผ่านแมนฯ ซิตี้ ด้วย VAR เซฟแบบเส้นยาแดง และเกมวันนี้ พวกเขาก็โดนนำก่อนถึง 2-0 ในนาทีที่ 90+6 ลูคัส มูร่า ก็จารึกชื่ออยู่ในหัวใจของแฟนบอลสเปอร์ส เมื่อเขาได้บอลสะกิดจาก เดเล่ อัลลี่ หลุดเข้ายิงเสียบโคนเสา ให้สเปอร์ส พลิกนรกกลับมาชนะ 3-2 อย่าลืมรับชมคลิป ปาฎิหาริย์ของสเปอร์ส กันได้ที่ :: https://cutt.ly/nNUJf0z เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ไร้พ่ายเมื่อเล่นในบ้าน "

เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เสียสถิติไร้พ่าย เมื่อลงเล่นตัวจริง ในเกมลีกที่แอนฟิลด์ไปแล้วด้วยจำนวน 70 นัดติดต่อกัน เมื่อลิเวอร์พูลแพ้ลีดส์ 1-2 ทว่ามันก็ไม่ได้เป็นการลดคุณค่าของปราการหลังชาวดัตช์แต่อย่างใด 70 เกมไม่แพ้ใคร มันเป็นตัวเลขที่สุดยอดมากๆ เรื่องการไม่แพ้ในบ้านแล้วละก็ ครั้งหนึ่งต้องยกให้กับ โชเซ่ มูรินโญ่ ทุกวันนี้ มูรินโญ่ ไปคุมโรม่า ออร่าของเขาอาจจะลดทอนลงไปบ้าง ผิดกับในยุครุ่งเรือง ที่คำว่า "แพ้" แทบจะสะกดไม่เป็นสำหรับเขา โดยเฉพาะ "เกมเหย้า" โชเซ่ มูรินโญ่ คือเจ้าของสถิติ คุมทีมไร้พ่ายเกมลีกในบ้านยาวนานถึง 9 ปีเต็ม เป็นจำนวน 150 นัด! กินเวลาตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2002 ไปสิ้นสุดลงเอาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2011 ผ่านทั้งการคุม ปอร์โต้, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน และ เรอัล มาดริด ในช่วงเวลาเหล่านี้ งานแรกของ มูรินโญ่ ในฐานะเทรนเนอร์คือการคุม เบนฟิก้า ช่วงสั้นๆ ตอนปลายปี 2000 จากนั้น มาคุม อูนิเอา เลยเรีย อยู่ครึ่งฤดูกาล จนถึงมกราคม 2002 แล้วตอนนั้นเองที่เขาโดนยักษ์ใหญ่อย่างปอร์โต้ คว้าตัวมาคุมทีม ก่อนวันเกิดครบ 39 ปีของเขาเพียง 3 วัน เขาแพ้เกมลีกในบ้าน ให้กับ ไบร่า มาร์ 2-3 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2002 จากนั้น ก็ไม่เคยแพ้อีกเลย ในการคุมปอร์โต้ เป็นเวลา 2 ปีเศษ จนถึงปี 2004 ต่อด้วยการคุม เชลซี จนถึงกันยายน 2007 และไปคุม อินเตอร์ มิลาน อยู่ 2 ปี ช่วงปี 2008 - 2010 ก็ไม่แพ้ใครยามลงเล่นเกมลีกเป็นทีมเหย้า กระทั่งมาคุม เรอัล มาดริด ในปี 2010/11 เขามาพลาดท่าแพ้ให้กับ สปอร์ติ้ง กิฆอน 0-1 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2011 ที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ตลอดช่วงเวลา 9 ปีนี้ มีหลักไมล์สำคัญเกมไหนบ้าง ที่ช่วยให้เกิดสถิติดังกล่าว เริ่มจาก ความพ่ายแพ้นัดส่งท้าย จนถึงนัดหยุดสถิติ @ 23 กุมภาพันธ์ 2002 (ปอร์โต้ 2 - ไบร่า มาร์ 3) มูรินโญ่ เพิ่งคุมปอร์โต้ ได้แค่เดือนเดียว แต่ทีมก็กำลังทำผลงานดีต่อเนื่อง จากเจอกับทีมที่อ่อนชั้นกว่าอย่างไบร่า มาร์ ไม่น่ามีปัญหา แต่ปัญหาก็เกิดเพราะ จอร์ช อันดราเด้ ดันโดนใบแดงตั้งแต่นาทีที่ 25 ทำให้สุดท้าย ปอร์โต้ ต้องไล่ตามตีเสมอ 2-2 กะว่าอย่างน้อยก็ไม่แพ้ แต่แล้วนาทีที่ 85 ฟารี่ ฟาย กองหน้าเซเนกัล ของ ไบร่า มาร์ ก็มาทำประตูดับชีพปอร์โต้เป็น 3-2 @ 25 สิงหาคม 2002 (ปอร์โต้ 2 - เบเลเนนส์ 2) หลังจบฟุตบอลโลกที่เอเชีย เกมลีกก็กลับมาเตะ ปอร์โต้ ตั้งใจจะทวงแชมป์ มูรินโญ่ ในวัยหนุ่มก็มุ่งมั่นสุดๆ เพียงแค่นัดแรกของซีซั่น ทุกอย่างก็เกือบพัง ปอร์โต้ โดน เบเลเนนส์ บุกมานำ 2-1 ในนาทีที่ 88 ทำท่าว่าจะแพ้ตั้งแต่เปิดม่าน แต่แล้วในนาทีที่ 90+7 เอ็ดการาส ยานเคาส์คาส หอกร่างยักษ์ชาวลิทัวเนีย ก็ตีเสมอให้ปอร์โต้ได้สำเร็จ @ 10 ธันวาคม 2006 (เชลซี 1 - อาร์เซน่อล 1) ฤดูกาลที่ 3 ของ มูรินโญ่ กับเชลซี เป็นปีที่พวกเขาสะดุดมากกว่าทุกที และแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ร้อนแรงมากๆ อาร์เซน่อลของเวนเกอร์ คือคู่ปรับที่ มูรินโญ่ ชอบชวนทะเลาะด้วยทั้งในและนอกสนาม หนนี้ มาติเยอ ฟลามินี่ ทำประตูให้อาร์เซน่อลบุกมานำเชลซี ที่เดอะ บริดจ์ ในนาทีที่ 78 โอกาสแพ้มีสูง แต่สถิติไร้พ่ายในบ้านยังคงถูกยืดออกไป เมื่อ ไมเคิ่ล เอสเซียง ยิงไกลสุดสวยตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ @ 31 พฤษภาคม 2009 (อินเตอร์ 4 - อตาลันต้า 3) นัดสุดท้ายในการเล่นอาชีพของ หลุยส์ ฟิโก้ และเป็นเกมส่งท้ายของฤดูกาลกัลโช่ เซเรีย อา โดยที่ อินเตอร์ นั้นคว้าแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว ความมุ่งมั่น สมาธิอาจไม่เต็มร้อย แต่แน่นอนว่าไม่มีใครอยากแพ้ในนัดฉลองแชมป์ส่งท้ายในบ้านแบบนี้ ทว่า อตาลันต้า เป็นฝ่ายแซงนำ 3-2 ในช่วงครึ่งหลัง เกมเข้าสู่ 10 นาทีสุดท้ายแล้ว เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ ก็ตีเสมอเป็น 3-3 และจากนั้นอีกนาทีเดียว ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก็ทำประตูชัย 4-3 ให้ทีมของ มูรินโญ่ ยังบอกโลกว่าข้าตายยากต่อไป @ 9 มกราคม 2010 (อินเตอร์ 4 - เซียน่า 3) อีกหนึ่งเกมคลาสสิกของฤดูกาล 3 แชมป์ของอินเตอร์ ภายใต้การคุมทีมของ มูรินโญ่ นัดนี้ผลัดกันยิงผลัดกันตาม แต่เป็น เซียน่า ที่แซงนำ 3-2 ในช่วงครึ่งหลัง และสกอร์ตรึงไว้ตรงนี้กระทั่งนาทีที่ 88 หมายความว่าสถิติไร้พ่ายเกมเหย้าของ มูรินโญ่ กำลังจะถูกหยุดลง แต่มันเป็นปีที่เหลือเชื่ออยู่แล้ว อินเตอร์ได้ฟรีคิก 35 หลา เวสลี่ย์ สไนเดอร์ ยิงชนโคนเสาเข้าประตูไปตีเสมอ 3-3 ได้สำเร็จ อินเตอร์ ไม่พอใจแค่นั้น พวกเขาบุกต่อในช่วงทดเจ็บ 90+3 และแล้วเป็น วอลเตอร์ ซามูเอล ที่เติมขึ้นมาได้บอลยิงในกรอบเขตโทษเป็นประตูชัย 4-3 @ 2 เมษายน 2011 (เรอัล มาดริด 0 - สปอร์ติ้ง กิฆอน 1) ทุกอย่างย่อมมีจุดสิ้นสุดเสมอ สถิติไร้พ่ายเกมลีกในบ้านของ มูรินโญ่ ก็เช่นกัน มันเกิดขึ้นในเกมที่พวกเขาสมควรชนะจริงๆ เพราะกำลังไล่ล่าแชมป์อยู่กับบาร์เซโลน่าของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า แต่กลายเป็นว่า มาดริด กลับพลิกล็อกพังคาบ้านต่อ กิฆอน 0-1 นักเตะที่หยุดสถิติไร้พ่ายเกมเหย้าของ มูรินโญ่ เอาไว้ได้ที่ 150 นัด กินเวลา 9 ปีกับ 4 สโมสรคือ มิเกล เด ลาส กวยบาส มิดฟิลด์ของ กิฆอน วัย 24 ปีในเวลานั้น ซึ่งเคยเล่นให้กับ แอตเลติโก้ มาดริด มาก่อน หลังจากนั้นเป็นต้นมา มูรินโญ่ ก็ไม่เคยคุมทีมได้เหนียวแน่น แข็งแกร่ง แพ้ยากโดยเฉพาะเล่นในบ้านแบบนี้อีกเลย เพราะมันเป็นสถิติที่น่าเหลือเชื่อเอามากๆ ทว่าตลอดช่วงเวลาดังกล่าว บวกกับการคัมแบ็กคุมเชลซี หน 2 ก็ทำให้ มูรินโญ่ เป็นเจ้าของสถิติที่ กินเนสส์ บุค บันทึกเอาไว้ถึง 2 รายการ - ไร้พ่ายในเกมพรีเมียร์ ลีก ยามเล่นในบ้านยาวนานสุด 77 นัด - ไร้พ่ายในเกมลีก (รวมทุกสโมสร) ยามเล่นในบ้านยาวนานสุด 9 ปี สถิติแบบนี้ ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แน่นอน ร่วมรับชมคลิปกันได้เลยที่ :: https://cutt.ly/VNRQdJG เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เรื่องใหญ่เพราะความเมา "

เราเคยได้รับรู้เรื่องราวที่นักฟุตบอลอาชีพดื่มจนเมาแล้วไปก่อเรื่อง ทั้งโดยเจตนาหรือไม่ ก็ตามมามากมายแล้ว ส่วนจะหนักหรือเบาก็แล้วแต่สถานการณ์ แต่เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นความลับอยู่หลายปี จนเพิ่งมาเปิดเผยไม่กี่ปีมานี้ คือเรื่องของ อลัน เชียเรอร์ ดาวยิงระดับตำนานของนิวคาสเซิ่ล และทีมชาติอังกฤษ กับ คีธ จิลเลสพี ปีกตัวจี๊ดเพื่อนร่วมสโมสร เรื่องนี้มี 2 เวอร์ชั่นแตกต่างกัน เพราะคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรงมี 2 คน แต่บทสรุป ลงเอยเหมือนกัน คีธ จิลเลสพี ย้ายมานิวคาสเซิ่ล เพราะเป็นส่วนหนึ่งของดีลที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เซ็นเอา แอนดี้ โคล ไปในเดือนมกราคม 1995 จากนั้นอีก 18 เดือน อลัน เชียเรอร์ ก็ย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัวสถิติโลก 15 ล้านปอนด์ กลางเดือนมกราคม 1997 หลังจากที่ "ฮ็อตช็อต" อยู่กับนิวคาสเซิ่ลได้แค่ครึ่งฤดูกาล สโมสรก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการทีม เคนนี่ ดัลกลิช เข้ามาแทนที่ เควิน คีแกน ที่ตัดสินใจอำลาทีมไป เพราะเจอกับสถานการณ์ที่กดดันมายาวนานจนเขารู้สึกว่าไม่สามารถเข็นทีมไปได้มากกว่านี้แล้ว ดังนั้น เมื่อมีช่วงเวลาว่างระหว่างฤดูกาล "คิง เคนนี่" ก็ให้นักเตะไปเบรกกันทันทีเป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อลดความเครียด และเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ โดยปลายทางอยู่ที่ดับลิน ไอร์แลนด์ ดัลกลิช ไม่ได้เดินทางไปคุมนักเตะด้วยตัวเอง แต่เขาส่ง เทอร์รี่ แม็คเดอร์ม็อตต์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ซึ่งเป็นมือขวามาตั้งแต่ยุค เควิน คีแกน นำนักเตะไปแทนเขา เรื่องที่เกิดขึ้นในดับลิน เวอร์ชั่นของ เชียเรอร์ มีดังนี้ "มันมี เวอร์ชั่นของผม และเวอร์ชั่นของคีธ แต่ของผมนี่เป็นเรื่องจริง เพราะตอนนั้น คีธ โคตรเมา เขาไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น" "เราไปดับลินกัน 3-4 วัน เคนนี่ พาเราไปที่นั่น คือ จริงๆ เขาส่ง เทอร์รี่ แม็คเดอร์ม็อตต์ ไปคุมเราน่ะ ซึ่งนั่นคือความผิดพลาดแรกแล้ว" "ในช่วงบ่ายวันแรก เราได้เคอร์ฟิวถึง 1 ทุ่ม พอราวๆ 18.30 น. ตอนนั้นเราดื่มกันมาได้ 4-5 ชั่วโมงแล้ว พวกนักเตะก็หันมามองที่ผมในฐานะที่เป็นกัปตันทีม และพวกเขาบอกว่า 'เรายังไม่อยากกลับ', 'เรายังไม่อยากกลับโรงแรม' ผมเลยพูดขึ้นว่า 'มี 2 ทาง ถ้าเราไม่กลับกันหมด ก็ต้องอยู่กันหมดนี่แหละ' ผมคิดว่า ยังไงเสีย เขา (แม็คเดอร์ม็อตต์) คงไม่ปรับเงินเราได้ทุกคน หรือไม่สามารถไล่เรากลับกันทุกคนได้หรอก" "ดังนั้นเราเลยตัดสินใจอยู่ต่อแล้ว เครื่องดื่มก็เริ่มแรงขึ้นๆ และ คีธ ก็ตัดสินใจโง่ๆ เขาคว่ำโต๊ะที่มีแก้ววางอยู่เต็มล้มระเนระนาดแล้วไปกวาดแก้วบนบาร์ตกแตกหมด นั่นคือหนแรกนะ" "พนักงานผู้หญิงก็เข้ามาทำความสะอาด และผมบอกไปอย่างโมโหว่า 'คีธ มึงหลุดละนะ ไปช่วยคุณผู้หญิงเขาเคลียร์พื้นเลยไป" "อีก 1 ชั่วโมงให้หลัง โต๊ะก็เต็มไปด้วยแก้วอีกรอบ แล้วหมอนั่นก็ทำเหมือนเดิมอีกครั้ง" ตรงนี้เองที่เรื่องราวเริ่มไม่เหมือนกัน เวอร์ชั่นที่ คีธ จิลเลสพี มาเล่าที่หลังนั้น เขาบอกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ และโต๊ะก็ไม่ได้มีแก้ววางอยู่มากมายอะไรเลย "ผมทำพวกจานชามช้อนส้อมตกจากโต๊ะโดยไม่ได้ตั้งใจ เขา (เชียเรอร์) ก็มองมาที่ผมแล้วบอกว่า 'เก็บซะ' ซึ่งผมไม่ชอบวิธีที่เขามาพูดแบบนี้" อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเรื่องราวแบบไหน บทสรุปก็คือทั้งสองคนต่างเขม่นกัน และแน่นอน มันถูกกระพือด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ใส่เข้าไปเป็นเวลาหลายชั่วโมงตั้งแต่ช่วงกลางวัน เชียเรอร์ เล่าต่อว่า "ผมจ้องไปที่เขาหนนี้แล้วบอกว่า 'ออกไปข้างนอก' เราเลยเดินออกประตูไป ผมใส่ก่อนเลย และเขาต่อยผมเข้าที่ท้ายทอย เขาซัดผมเข้าจังๆ หมัดนึงเลยหละ" อีกครั้งที่เวอร์ชั่นของ จิลเลสพี ต่างไปจากของเชียเรอร์ "ผมบอกว่า ได้ 'งั้นไปเจอข้างนอกมั้ยล่ะ' แล้วเขาก็ตกลงรับคำท้า ผมไม่คิดว่าเขาจะเอาไง แต่ตอนนั้นผมถอยไม่ได้แล้ว เราเลยออกไปนอกร้าน" จิลเลสพี บอกว่าเขาตัดสินใจเปิดก่อน เพราะรู้ว่าถ้าโดนก่อนก็คงเสร็จเนื่องจาก เชียเรอร์ ตัวใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า แต่สุดท้าย เขาก็พลาดโดนอยู่ดี "ผมเหวี่ยงไปหมัดนึง แล้วพลาด เขาก็ต่อยผม และผมก็กู๊ดไนท์เลย" ด้านของ เชียเรอร์ บอกว่าพอเริ่มต่อยกันเขาก็โมโหจนหน้ามืด เลยใส่เต็มที่ "ผมหันไปหวดเขาเข้าเต็มๆ ผมเห็นเขาล้มกลิ้งๆๆ ไปข้างหลังและหัวกระแทกเข้ากับคอนกรีต" เลือดไหลออกมาจากหัวของ จิลเลสพี "ผมคิดในใจ 'พระเจ้า ฉันโดนจับข้อหาฆ่าคนตายที่นี่แหงๆ'" "สตีฟ ฮาววี่ย์ เป็นคนแรกที่มาถึง แล้วพูดว่า 'พระเจ้า เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย?'" "ผมบอกว่า 'ไม่รู้ว่ายังไงแต่หมอนั่นหัวไปฟาดกระถางต้นไม้หวะ' ผมพูดต่อ 'ฉันไปก่อนดีกว่า เพราะตำรวจกำลังมาแล้ว รถฉุกเฉินก็กำลังมา ฉันขอกลับโรงแรมก่อน'" ตำรวจมาถึง คนอื่นๆ ในทีมก็เล่าเรื่องโกหกไป โดยที่ เชียเรอร์ ชิ่งไปก่อนแล้ว เขาคือกัปตันทีมชาติอังกฤษ มันคงไม่สวยแน่ถ้าความจริงถูกเปิดเผย "สตีฟ กลับไปที่โรงแรม แล้วบอกกับ ร็อบ ลี ว่าทุกอย่างโอเคแล้ว เขาบอกกับตำรวจว่ามันเป็นการชนแล้วหนี ตำรวจเลยวิ่งวุ่นทั่วดับลิน เพื่อหาคนที่ชนผมล้ม" จิลเลสพี เล่า คีธ จิลเลสพี ต้องนอนโรงพยาบาลหนึ่งคืน เช้าวันต่อมา เชียเรอร์ ก็มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะกันกับเรื่องโง่ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเมื่อกลับไปอังกฤษและลงเล่นในช่วงฤดูกาลที่เหลือ เมื่อทั้งสองคนได้ลงสนามด้วยกัน นิวคาสเซิ่ล แพ้อีกแค่เกมเดียวเท่านั้น คือเป็นศึกเอฟเอ คัพ รอบ 4 ต่อน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 0-1 ส่วนในลีก นิวคาสเซิ่ล ไม่แพ้ใครเลยเมื่อทั้ง เชียเรอร์ และ จิลเลสพี ลงเล่นด้วยกัน ภายหลัง ทั้งคู่ก็ได้แยกย้ายกันไปมีเส้นทางของตัวเอง ปลายปี 1998 จิลเลสพี โดนปล่อยไปให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส อดีตต้นสังกัดของ เชียเรอร์ ส่วน เชียเรอร์ เองก็อยู่โยงกับนิวคาสเซิ่ล จนแขวนสตั๊ดเมื่อปี 2006 และกลายเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

"อำลาคู่หูร็อบเบอรี่"

ย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว อาร์เยน ร็อบเบน เลิกฟุตบอลอย่างเป็นทางการ หลังจากเคยแขวนสตั๊ดแล้วกลับมาเล่นอีกกับ โครนิงเก้น สโมสรที่เคยปั้นเขาขึ้นมา ไม่กี่วันที่ผ่านมา ฟร้องค์ ริเบรี่ ก็ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการด้วยวัย 39 ปี นับว่าเป็นการปิดฉากเรื่องราวของคู่หู "ร็อบเบอรี่" แห่งบาเยิร์น มิวนิค อย่างเด็ดขาด คู่หู "ร็อบเบอรี่" เป็นการเล่นคำของแฟนบอลบาเยิร์น มิวนิค ที่เอาชื่อของ ร็อบเบน + ริเบรี่ ก็พอดีคำว่า ร็อบเบอรี่ มันแปลได้ว่า โจร หรือหัวขโมย พวกเขาเลยทำป้ายผ้าเป็นรูปการ์ตูนของทั้งคู่ ใส่หน้ากากปิดหน้าเหมือนโจร และสวมผ้าคลุม เป็นคู่หู Partners in crime ที่พร้อมจะฉกชิงแต้ม บุกเข้าไปทำประตูใส่คู่แข่ง การเล่นร่วมกันของ ร็อบเบน กับ ริเบรี่ เป็นหนึ่งในคู่หูริมเส้นที่อันตราย และมีประสิทธิภาพที่สุดของวงการฟุตบอล ทั้งคู่เล่นด้วยกัน 10 ฤดูกาลเต็ม ช่วยกันพาบาเยิร์น กวาดแชมป์กระจุย บุนเดสลีกา 8 สมัย, เดเอฟเบ โพคาล 5 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย ทั้งคู่ เล่นด้วยกันทั้งหมด 187 นัด ผ่านบอลให้กันและกันยิง 37 ประตู โดยแบ่งเป็น ร็อบเบน จ่ายให้ ริเบรี่ ยิง 9 ประตู ส่วน ริเบรี่ จ่ายให้ ร็อบเบน ยิงถึง 28 ประตู อาจเป็นตัวเลขที่ดูไม่เยอะ 37ประตูจาก 187 นัด แต่ต้องบอกว่านี่เป็นการจ่ายให้กันและกันโดยตรง ไม่นับแต่ละคนแอสซิสต์ให้พวกกองหน้าหรือเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ หรือการเลี้ยง แหวก ลากตัดมายิงอีก เมื่อดูจากสถิติของ บาเยิร์น เมื่อทั้งคู่ลงเล่นด้วยกัน ทีมยิงได้ถึง 516 ประตู เสียแค่ 167 ประตู รวมแล้ว ทั้งสองคนยิงรวมกัน 268 ประตู (ริเบรี่ 124 ประตู, ร็อบเบน 144 ประตู) และ 283 แอสซิสต์ (ริเบรี่ 182 แอสซิสต์, ร็อบเบน 101 แอสซิสต์) ริเบรี่ นั้นย้ายมาที่ บาเยิร์น ก่อน 2 ปี คือย้ายมาจาก โอลิมปิก มาร์กเซย เมื่อปี 2007 จากนั้น ปี 2009 ร็อบเบน ก็ย้ายมาจาก เรอัล มาดริด บาเยิร์น ซื้อ ริเบรี่ มาในฐานะปีกที่กำลังแรงของฝรั่งเศส ในตอนนั้น เขาใช้เวลาหลายปี ตระเวนเล่นไปหลายทีม ก่อนมาเปรี้ยงกับ มาร์กเซย นี่แหละ ค่าตัวของเขา 25 ล้านยูโร ตอนนั้นเป็นสถิติสโมสร ขณะที่ ร็อบเบน นั้นในทางตรงข้าม เหมือน บาเยิร์น ไปซื้อของแบรนด์เนมมือ 2 ที่เจ้าของดูจะไม่อยากเก็บไว้เท่าไหร่นัก ร็อบเบน ดังมาตั้งแต่อายุน้อยที่ พีเอสวี ย้ายมาเชลซี ก็ดี แต่พอไป เรอัล มาดริด แม้ผลงานจะไม่ได้แย่ แต่ มาดริด ไม่ได้มองว่า ร็อบเบน คือตัวความหวังของทีม มาดริดอยู่ในช่วงไล่กำจัดสายดัตช์ พวก สไนเดอร์, ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ไปจนถึง ร็อบเบน ค่อยๆ โดนขายออกไป เกมแรกที่ ร็อบเบน กับ ริเบรี่ เล่นด้วยกันคือวันที่ 29 สิงหาคม 2009 และเพียงเกมเดียวก็ได้เรื่องทันที ริเบรี่ จ่ายให้ ร็อบเบน ทำ 2 ประตูในเกมที่เอาชนะโวล์ฟสบวร์ก ไป 3-0 พร้อมๆ กับที่ ร็อบเบน ย้ายมา กุนซือของ บาเยิร์น เวลานั้นก็คือ หลุยส์ ฟาน กาล คนบ้านเดียวกันพอดี ฟาน กาล ปรับบาเยิร์น มาเล่นแบบ 4-2-3-1 หรือ 4-4-1-1 อย่างเต็มตัว การดันเด็กอย่าง โฮลเกอร์ บาดชตูเบอร์, โธมัส มุลเลอร์ ขึ้นมา และปรับเอา บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ไปเล่นมิดฟิลด์ตัวกลาง ทำให้ บาเยิร์น เริ่มยุคใหม่อย่างลงตัวรวดเร็ว เมื่อมีกองกลางที่ครบเครื่องอย่าง ฟาน บอมเมล กับ ชไวนี่ และดัน มุลเลอร์ ไปยืนหน้า หรือหน้าต่ำเล่นร่วมกับ โคลเซ่, โกเมซ หรือ โอลิช นั่นเท่ากับปีกสองข้างคือ ริเบรี่ กับ ร็อบเบน เลยจูนกันติดได้ไนเวลาไม่นาน เพราะทุกอย่างมันลงล็อกหมดแล้ว ทั้งคู่ช่วยกันยิง ช่วยกันจ่าย จนพา บาเยิร์น ทะลุไปถึงนัดชิง ชปล. แต่น่าเสียดายที่แพ้ อินเตอร์ มิลาน ของ มูรินโญ่ ทว่าตอนนั้น บาเยิร์น ถือเป็นทีมที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ แค่นั้นก็ยอดเยี่ยมแล้ว จากนั้นเมื่อ ฟาน กาล โดนปลดออกไปได้ ปู่จุ๊ปป์ ไฮน์เกส มาคุมทีม บาเยิร์น ก็ยิ่งแข็งแกร่ง ฟุตบอลของปู่จุ๊ปป์ ไม่ได้ซับซ้อน แต่เน้นประสิทธิภาพสไตล์เยอรมัน ฟุตบอลแข็งแกร่ง แข็งแรง รวดเร็ว ดุดัน ปี 2011/12 บาเยิร์น ก็ทะลุไปชิง ชปล. ได้อีกครั้ง และได้เล่นที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า ด้วย มันเจ็บปวดตรงที่ บาเยิร์น ทั้งที่กำลังจะชนะในเวลาอยู่แล้วแต่มาโดน ดร็อกบา ตีเสมอท้ายเกมจนลากไปแพ้จุดโทษ ชวดแชมป์อย่างน่าเสียดาย ทว่าปี 2012/13 ไม่มีใครหยุด บาเยิร์น มิวนิค ได้อีกแล้ว พวกเขายิง ยิง และยิงจนคว้า 3 แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะนัดสำคัญคือนัดชิงชนะเลิศ ชปล. ที่พวกเขาอกหักมาเมื่อปีที่แล้่ว หนนี้ได้เข้าชิงไปเจอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมที่ร้อนฉ่าเช่นกันของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ประตูชัย 2-1 ของบาเยิร์น เกิดขึ้นในนาทีที่ 89 บอลวางยาวจากกลางสนาม ริเบรี่ เอาบอลลงตรงในกรอบเขตโทษด้วยความที่รู้ใจตามเซนส์ ริเบรี่ ตอกส้นให้ ร็อบเบน โฉบมาเอาบอลแล้วตวัดยิงผ่านตัว โรมัน ไวเดนเฟลเลอร์ เข้าไป มันน่าจะเป็นประตู จ่าย-ยิง ให้กันโดยตรงของคู่หู ร็อบเบอรี่ ที่สำคัญที่สุดแล้ว ประตูชัยในนัดชิงชปล.! แม้ว่าปีนั้น ร็อบเบน จะประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ ลงเล่นได้เพียงครึ่งเดียวของโปรแกรม แต่กลับเป็นปีที่เขามีผลงานเฉลี่ยต่อนัดยอดเยี่ยมมาก ร็อบเบน ทำไป13 ประตู 13 แอสซิสต์จาก 31 นัดในทุกรายการ ขณะที่ ริเบรี่ 43 นัด กดไป11 ประตู และแอสซิสต์ถึง 23 ครั้ง เป็นปีที่ ริเบรี่ ถูกชงให้คว้าบัลลง ดอร์ น่าเสียดายที่มันตกเป็นของ โรนัลโด้ หากจะมีจุดที่เป็นตำหนิของคู่หู "ร็อบเบอรี่" อาจเป็นเรื่องของสภาพร่างกาย ทั้งสองคนไม่เคยลงเล่นเต็มฤดูกาลให้ บาเยิร์น เลย ทุกปีต้องมีช่วงเจ็บเล็กๆน้อยๆ บ้าง เจ็บพักยาวบ้าง โดยเฉพาะขวบปีหลังๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจเด็ดขาด อำลาทีมไปในหลังจบฤดูกาล 2018/19 ขณะนั้น ร็อบเบน อายุ 34 ส่วน ริเบรี่ 35 ร็อบเบน ตัดสินใจเลิกเล่นทันที แต่แล้วในปี 2020 เขาก็หวนกลับมาเรียกความฟิต และเซ็นสัญญากับ โครนิงเก้น ทีมแรกของเขาสมัยเล่นอาชีพใหม่ๆ ทว่าเล่นเพียงปีเดียวก็แขวนสตั๊ดอย่างถาวร เขายังออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้หันมาเอาดีด้านวิ่ง เขาวิ่งจบฟูลมาราธอน เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ริเบรี่ เลือกย้ายไปเล่นให้ ฟิออเรนติน่า 2 ฤดูกาล และตามด้วย ซาแลร์นิตาน่า เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก่อนจะพบว่าตัวเองต้องสู้กับอาการเจ็บอีกครั้ง ทำให้เขายกเลิกสัญญา และประกาศแขวนสตั๊ดบนวัย 39 ปี ต้องมารอดูว่าหลังจากนี้ ริเบรี่ จะใช้ชีวิตหลังเลิกเล่นฟุตบอลไปทำอะไร แต่ที่แน่ๆ มันคือการจบยุคของคู่หู "ร็อบเบอรี่" อย่างเป็นทางการ หนึ่งคู่หูริมเส้นที่ดี และอันตรายที่สุดในวงการฟุตบอลอยู่นานถึง10 ปี เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117