breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" บันทึกยับๆ ของปีศาจแดง "

ทันทีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกไปแพ้เบรนท์ฟอร์ด 0-4 สถิติเลวร้ายต่างๆ ถูกขุดขึ้นมาเพียบ ผลงานตั้งแต่ปลายฤดูกาลที่แล้ว ต่อยอดมาถึงฤดูกาลนี้มันย่ำแย่เกินบรรยาย เรียกว่าแฟนทีมอื่นที่เคยล้อ เคยแซว ยังไม่อยากล้อแล้ว เพราะไม่มีสภาพจะให้ล้อ จากบันทึกสถิติ นับตั้งแต่เปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ ลีก ทีมปีศาจแดง แพ้คู่แข่งมากสุดคือด้วยสกอร์ห่าง 5 ประตู ฤดูกาลที่แล้วเกิดขึ้นกับการแพ้ลิเวอร์พูล 0-5 ย้อนไปปีก่อนหน้า 2020/21 นั้นคือแพ้ สเปอร์ส 1-6 สกอร์เดียวกันนี้เกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อแพ้แมนฯ ซิตี้ ในเกมที่ บาโลเตลลี่ โชว์เสื้อสกรีนว่า Why always me? ในรอบ 10 ปีหลังมันเกิดขึ้น 3 หน แต่ก่อนหน้านั้นมันแทบไม่เกิดขึ้นเลย เพราะทีมระดับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันวานที่รุ่งโรจน์ อาจมีหลุดแพ้บ้างก็ด้วยสกอร์ห่าง 3 ลูก เคยมีให้เห็น แต่ก็น้อยเต็มที จะโดนใครยิงห่างถึง 5 ประตูมันเป็นไปแทบไม่ได้เลย... แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี! ฤดูกาล 1999/2000 เรียกว่าปีหลังได้ 3 แชมป์ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ได้ดี 9 นัดแรก ไม่แพ้ใคร นำเป็นจ่าฝูงอย่างแข็งแกร่ง พอถึงนัดที่ 10 อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พวกเขาออกไปโดน เชลซี ถล่มแหลก 5-0! แต่นั่นก็ไม่ใช่นัดแรกที่ แมนฯ ยูไนเต็ด โดนคู่แข่งถล่มถึง 5-0 ในเกมพรีเมียร์ ลีก ย้อนไปตอนที่ฤดูกาล 1992/93 เปิดฉาก เป็นปีแรกที่เปลี่ยนมาเป็น พรีเมียร์ ลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ของเฟอร์กี้ แพ้รวด 2 เกมแรก เป็นการแพ้ให้กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-2 ตามด้วยแพ้เอฟเวอร์ตัน คาบ้าน 0-3 หลังจบ 2 เกมนี้ พวกเขาจมบ๊วย ทว่าจากนั้น ปีศาจแดงของเฟอร์กี้ กลับมาทำผลงานได้ดี จนเข้าป้ายเป็นแชมป์ในที่สุด เป็นแชมป์ลีกหนแรกของสโมสร หลังจากรอมานาน 26 ปี หลังจากแพ้เอฟเวอร์ตัน 0-3 ตอนต้นซีซั่น 1992/93 แล้ว พวกเขาไม่เคยแพ้ใครในพรีเมียร์ ลีก ด้วยสกอร์ห่างถึง 3 ประตูอีกเลย จนมาถึงวันปีใหม่ 1 มกราคม 1996 ที่ออกไปโดน สเปอร์ส ถล่ม 4-1 กระทั่ง ฤดูกาล 1996/97 มาถึง ช่วงนั้นทีมที่ขับเคี่ยวแย่งแชมป์กับปีศาจแดงคือ นิวคาสเซิ่ล และทีมสาลิกาดง ก็จัดการทุ่มค่าตัวสถิติโลก 15 ล้านปอนด์ เพื่อคว้า อลัน เชียเรอร์ มาร่วมทีมในหน้าร้อนปี 1996 รสชาติแรกที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มอบให้กับ "ฮ็อตช็อต" ในสีเสื้อนิวคาสเซิ่ล ก็คือความพ่ายแพ้ย่อยยับ ในศึก แชริตี้ ชิลด์ (คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ปัจจุบัน) ยูไนเต็ด ในฐานะดับเบิ้ลแชมป์ ต้องมาเตะกับ นิวคาสเซิ่ล ที่มาในฐานะรองแชมป์ลีก ปรากฏว่า ปีศาจแดง เล่นด้วยความดุดันมั่นใจ เป็นฝ่ายถล่ม นิวคาสเซิ่ล ที่มี เชียเรอร์ ยืนตัวจริง คู่กับ เลส เฟอร์ดินานด์ ไปถึง 4-0 ทีมของ เฟอร์กี้ เริ่มต้นปี 1996/97 แบบค่อยๆ เข้าเกียร์ ไม่ได้เร่งร้อนอะไร 9 นัดแรก ชนะ 5 เสมอ 4 ยังไม่พ่ายแพ้ใคร โดยนัดที่ 9 คือการเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ 1-0 ด้วย จนมาถึงนัดที่ 10 ของซีซั่น มันเป็นการไปเยือน เซนต์ เจมส์ พาร์ค ของนิวคาสเซิ่ล วันที่ 20 ตุลาคม 1996 เกมนั้น เควิน คีแกน เอาจริงสุดๆ ต้องการล้างแค้นแบบทบต้นทบดอก ทั้งจากฤดูกาลที่แล้ว และความพ่ายแพ้ใน แชริตี้ ชิลด์ "คิง เคฟ" จัดเต็มกับเกมรุก นอกจากปีกอย่าง ร็อบ ลี กับ ดาวิด ชิโนล่า แล้ว ยังเติม ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่์ย์ ไปเป็นตัวรุก สนับสนุนคู่หน้าอย่าง เลส เฟอร์ดินานด์ กับ อลัน เชียเรอร์ อีกด้วย ฝั่งของแมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหาตรงที่ รอย คีน และ ไรอัน กิ๊กส์ ไม่ฟิต เฟอร์กี้ ให้ รอนนี่ ยอห์นเซ่น มายืนมิดฟิลด์ตัวรับคู่กับ นิคกี้ บัตต์ โดยที่ พอล สโคลส์ เป็นสำรอง (ขณะนั้น ตำแหน่งของ สโคลส์ จริงๆ คือกองหน้า) ส่วนปีกก็ใช้ คาเรล โพบอร์สกี้ ลงยืนฝั่งซ้าย โดยที่ เบ็คแฮม ยืนขวา และมี เอริค คันโตน่า กับขวัญใจคนใหม่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เป็นคู่หอก เริ่มเกม นิวคาสเซิ่ล เป็นฝ่ายบุกใส่ทันที อาวุธอันตรายของแมนฯ ยูไนเต็ด คือเกมสวนกลับที่ฉับไว แต่เกมนี้นอกจากตัวไม่สมบูรณ์แล้ว นิวคาสเซิ่ล ยังเพรสซิ่งเร็ว เข้ารุมแย่งบอลตั้งแต่ในแดนปีศาจแดง ซึ่งทำให้เกมสวนกลับแทบไม่เป็นผล ทุกอย่างเริ่มต้นจากลูกเตะมุม นาทีที่ 12 ดาร์เรน พีค็อค โหม่งบอลข้ามเส้นเข้าไปให้เจ้าถิ่นนำ 1-0 นาที 30 ดาวิด ชิโนล่า โชว์ความยอดเยี่ยม รับบอลตรงสามเหลี่ยมกรอบเขตโทษ แล้วกลับตัวยิงด้วยขวาเสียบเสาไกลอย่างงดงาม 2-0 ในครึ่งหลัง เชียเรอร์ ที่ยังไม่มีสกอร์ ก็มาช่วยให้ทีมได้ประตู 3-0 เขากระชากหนี เดนิส เออร์วิน ไปสุดเส้นแล้วเปิดโด่งมาให้ เลส เฟอร์ดินานด์ เทกตัวโขกเช็ดคานเข้าไปอย่างพอดิบพอดี นาทีที่ 75 "ฮ็อตช็อต" ก็เริ่มนับ 1 กับการยิงแมนฯ ยูไนเต็ด ในสีเสื้อนิวคาสเซิ่ล เริ่มต้นจาก เบียร์ดสลี่ย์ มีช่องกดเต็มข้อในกรอบโทษ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ปัดออกมา เลส เฟอร์ดินานด์ ล้มตัวยิงซ้ำ ชไมเคิ่ล ยังลุกมาปัดได้ แต่ดาบสาม เชียเรอร์ ตามมากระหน่ำ หนนี้ ชไมเคิ่ล เซฟไม่ไหว เป็น 4-0 แต่ลูกยิงที่กลายเป็นภาพจำคือลูกที่ 5 ในนาทีที่ 83 จากฝีเท้าของ ฟิลิปป์ อัลแบร์ ปราการหลังชาวเบลเยี่ยม ซึ่งถือเป็นกองหลังที่ล้ำยุคในตอนนั้น คือเขาเป็นกองหลังที่เล่นบอลบนพื้นดี มีส่วนในการเปิดเกมรุก เขาเติมขึ้นมาเล่นบอลในแนวรุก รับบอลจากด้านข้าง แล้วชิพจากระยะ 25 หลา ข้ามตัว ชไมเคิ่ล ที่เผลอ ออกนอกเส้นมากไปหน่อย กลายเป็นประตูสุดสวยที่ฝังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเด็ดขาด 5-0 มันเป็นความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับที่สุดที่ทีมของเฟอร์กี้เคยเจอในตอนนั้น แพ้หนนี้ แพ้แบบนี้ต่อคู่แข่งแย่งแชมป์โดยตรงทำให้เหมือนเกิดสูญญากาศขึ้นในทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ยังช็อคต่อด้วยการออกไปโดนเซาธ์แฮมป์ตัน ขยี้ 6-3 และตามด้วยแพ้เชลซี คาบ้าน 1-2 ทีมของ เฟอร์กี้ แพ้ 3 นัดรวดในลีก มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคพรีเมียร์ ลีก แต่ในยุคนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด คือทีมที่แข็งแกร่ง แคแรกเตอร์ดีทั้งกุนซือและผู้เล่น ไม่นาน พวกเขาก็กลับมารวมสติ เริ่มต้นด้วยเฉือนอาร์เซน่อล 1-0 และไร่พ่ายในลีกไปอีก 4 เดือน ลงท้ายฤดูกาลนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด จึงป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ ส่วนในยุคนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าความพ่ายแพ้ย่อยยับ จะกินเวลาแค่ไหนกว่าที่นักเตะจะฟื้นกลับมาได้ เพราะมันกลายเป็นของง่ายไปแล้วที่คู่แข่งจะยิงพวกเขา 3-4 ลูก อ้อ.. แล้วก็ต้องทิ้งทวนว่า จะด้วยบังเอิญหรืออะไรก็ตาม แต่ความพ่ายแพ้ด้วยสกอร์ห่าง 5 ประตูของแมนฯ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ ลีก จนถึงตอนนี้ 5 ครั้ง มันเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ทั้งสิ้น! มาติดตามคลิปเพิ่มประสบการณ์ความสนุกกับบทความได้เลย :: https://citly.me/CU4nZ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แข้งผู้ดีในปารีส "

มาร์คัส แรชฟอร์ด อยู่ดีๆ ก็มีข่าวว่าได้รับความสนใจจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวแค่เบาๆ บางๆ แต่ดูเหมือนในครั้งนี้ข่าวจะดูหนักแน่นมากขึ้น ไม่ว่าจะมีบทสรุปอย่างไร แต่ที่น่าสนใจก็คือ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง มีนักเตะอังกฤษเคยไปเล่นให้พวกเขาหรือไม่ ให้ตอบเลยตอนนี้ แฟนบอลบางท่านอาจใช้เวลาแป้บเดียวก็คงนึกออก นั่นก็คือ เดวิด เบ็คแฮม ต้นปี 2013 เบ็คแฮม แยกทางกับ แอลเอ แกแล็กซี่ และบนวัย 37 ย่าง 38 ปี เบ็คส์ ก็เลือกย้ายมาเล่นกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง สำหรับ PSG มันคือการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ตอนนั้นกลุ่มทุนกาตาร์เทคโอเวอร์สโมสรมาพักนึงแล้ว มีนักเตะเก่งๆ มากมายแล้ว แต่การมีเบอร์ 1 ของวงการฟุตบอล ในแง่ของแบรนดิ้ง อย่าง เบ็คแฮม เข้ามา มีแต่วินกับวิน ด้าน เบ็คแฮม เองก็มีใจกุศล รายได้ที่เขารับจาก เปแอสเช เขาไม่เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง เขามอบให้การกุศลทั้งหมด เบ็คส์ ลงสนามให้ ปารีส ไปทั้งหมด 14 นัดในทุกรายการแล้วก็แขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาล แต่ เดวิด เบ็คแฮม ก็ไม่ใช่นักเตะอังกฤษคนแรกของ เปแอสเช อดีตรุ่นพี่ ที่เคยเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกราย เคยมาเล่นที่ เปแอสเช มาแล้ว ก่อนหน้าเขาถึง 26 ปี นั่นก็คือ เรย์ วิลกิ้นส์ วิลกิ้นส์ ย้ายจากเชลซี มาเป็นตัวหลักให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ถึง 5 ปี ในฐานะมิดฟิลด์ตัวกลางสายเชิงที่เปิดบอลแม่น ต่อมาก็ย้ายไปเล่นให้กับยักษ์อิตาลีอย่าง เอซี มิลาน ในปี 1984 พอปี 1987 มีนักเตะอย่าง โรแบร์โต้ โดนาโดนี่, อัลเบริโก้ เอวานี่ เข้ามาทำให้ วิลกิ้นส์ ในวัย 31 ปี ตัดสินใจโยกไปเล่นให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยุคนั้น เปแอสเช ตั้งลำเป็นทีมใหญ่ของฝรั่งเศส พวกเขาได้แชมป์ลีก เอิง ในปี 1986 แต่ก็จบที่ 7 ในปีต่อมา และ วิลกิ้นส์ ก็เข้าไปพอดี น่าเสียดายที่ไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะมี กาเบรียล กัลเดรอน กองกลางอาร์เจนไตน์ และ ซาเฟ็ต ซูซิช แข้งชาวบอสเนียน ขวางทางอยู่ สุดท้าย วิลกิ้นส์ เล่นแค่ราวครึ่งฤดูกาล ก็ต้องย้ายกลับเกาะบริเตน มาอยู่กับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส จริงๆ แล้วยุค 80s เป็นช่วงที่นักเตะอังกฤษ หรือแข้งสหราชอาณาจักรจากลีกอังกฤษไปเล่นลีกต่างชาติหลายราย พวกนักเตะดังๆ เช่น มาร์ค เฮทลี่ย์, มาร์ค ฮิวจ์ส, ลอรี่ คันนิ่งแฮม, คริส วอดเดิ้ล, แกรี่ ลินิเกอร์ ซึ่งทำให้ภาพจำของคนส่วนใหญ่ คิดว่าช่วงนั้นเป็นช่วงแรกๆ ที่นักเตะอังกฤษตระเวนไปเล่นทั่วยุโรปลีกใหญ่ๆ และนั่นก็เป็นผลทำให้ชื่อของ แจนท์เซ่น เดอร์ริค ถูกลืมไป... แจนท์เซ่น เดอร์ริค คือนักเตะอังกฤษคนแรกที่เล่นให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ในทีมชุดใหญ่ทางการ เขาเล่นเป็นปีก และกองหน้า โด่งดังกับสโมสรบริสตอล ซิตี้ ทีมในบ้านเกิดบริสตอล ตั้งแต่ปี 1959 จนถึงปี 1971 ขณะนั้นเขาอายุ 28 ปี ก็ได้รับการติดต่อมาจาก ปารีส แซงต์ แชร์แมง เปแอสเช นั้นเป็นสโมสรที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เพราะนักธุรกิจในเมืองหลวง ต้องการให้ ปารีส มีสโมสรฟุตบอลระดับท็อป ให้เหมือนกับเมืองหลวงอื่นๆ ในยุโรป เดิมทีมี ปารีส แอฟเซ แต่ก็ไม่อลังการงานสร้างเพียงพอ ว่าแล้ว ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็เลยถือกำเนิดขึ้นในปี 1970 หมายความว่าเพียงปีเดียวหลังจากก่อตั้งสโมสร พวกเขาก็ติดต่อดึงตัว แจนท์เซ่น เดอร์ริค ไปร่วมทีมทันที เดอร์ริค เปิดเผยว่า ค่าจ้างนักเตะในยุคนั้นมันไม่ได้มากมายมหาศาลอย่างทุกวันนี้ ฟุตบอลก็เป็นแค่อาชีพธรรมดาๆ ที่ค่าจ้างไม่ได้แตกต่างจากอาชีพทั่วไปนัก เขาตัดสินใจย้ายไปเล่นในฝรั่งเศส ก็เพราะเงินมากกว่า เขารับที่ บริสตอล สัปดาห์ละ 30 ปอนด์ แต่ เปแอสเช เสนอให้เขาสัปดาห์ละ 60 ปอนด์ เขาเลยตอบตกลง เปแอสเช ก่อตั้งปี 1970 และลงเล่นฟุตบอลอาชีพฤดูกาลแรกคือ 1970/71 ในลีกรอง แล้วสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที ทำให้เลื่อนชั้นสู่ ลีก เอิง ในปี 1971/72 นั่นหมายความว่า แจนท์เซ่น เดอร์ริค คือนักเตะอังกฤษคนแรกแน่นอน ที่ไปเล่นให้เปแอสเช และเล่นในลีกสูงสุดฤดูกาลแรกของสโมสรเลยด้วย น่าเสียดายที่เขาก็ไม่ได้ลงสนามมากนัก ก่อนจะกลับอังกฤษหลังอยู่เพียงปีเดียว เขากลับมาเล่นให้ บาธ ซิตี้ (ซึ่งก็อยู่ใกล้กับ บริสตอล) ก่อนจะแขวนสตั๊ดในปี 1975 แล้วหันมาทำงานเกี่ยวกับการขายรถยนต์ ทุกวันนี้ แจนท์เซ่น เดอร์ริค ยังมีชีวิตอยู่ อายุ 79 ปี และยังสุขภาพดีสมวัย เขาคือนักฟุตบอลชาวอังกฤษคนแรกที่เล่นให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง อย่างแท้จริง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ฮูเปีย ดีลสุดคุ้มของลิเวอร์พูล "

มีนักเตะหลายคนในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก ที่ย้ายตัวด้วยราคาไม่แพง แต่กลับสร้างผลงานยอดเยี่ยม กลายเป็นการเซ็นสัญญาสุดคุ้มค่า หนึ่งในนั้นคือกรณีของลิเวอร์พูลในซัมเมอร์ปี 1999 เมื่อพวกเขาคว้าตัวกองหลังร่างยักษ์ชาวฟินแลนด์นามว่า ซามี่ ฮูเปีย มาร่วมทีม เชราร์ อุลลิเย่ร์ ได้รับการแต่งตั้งมาคุมทีมร่วมกับ รอย อีแวนส์ ในปี 1998 แต่ไม่นาน อีแวนส์ ก็อำลาไป ทำให้ อุลลิเย่ร์ กลายเป็นผู้จัดการทีมคนเดียวแบบเต็มตัว ดังนั้นหน้าร้อนปี 1999 เป็นครั้งแรกที่ อุลลิเย่ร์ จะได้ปรับโครงสร้างและตบแต่งทีมด้วยตัวเอง ร็อบ โจนส์, สตีฟ แม็คมานามาน, ออยวิน ลีออนฮาร์ดเซ่น, บยอร์น ทอเร่ ควาร์เม่, เดวิด เจมส์, พอล อินซ์, คาร์ล ไฮน์ซ รีดเล่ อำลาทีมไป แน่นอนว่าต้องมีพวกขาเข้า ติตี้ กามาร่า, สเตฟาน อองโชซ์, ซานเดอร์ เวสเตอร์เฟลด์, วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์, ดีทมาร์ ฮามันน์ ทุกคนพาเหรดเข้าสู่ทีม ยังมีอีกหนึ่งตำแหน่งที่ถือว่าสำคัญมาก และจริงๆ แล้ว ลิเวอร์พูล ตามดูมานาน นั่นก็คือเซนเตอร์แบ็กระดับท็อป แมนฯ ยูไนเต็ด มี ยาป สตัม, เชลซี มี มาร์กแซล เดอไซญี่, อาร์เซน่อล ก็ได้ โอเล็กซ์ ลุซนี่ ที่ผลงานดีกับ ดีนาโม เคียฟ เข้ามาเสริม ลิเวอร์พูล จัดการจ่ายเงิน 2.6 ล้านปอนด์ให้กับสโมสรเล็กๆ ในลีกฮอลแลนด์อย่าง วิลเล่ม ทเว เพื่อเซ็นเอาเซนเตอร์แบ็กทีมชาติฟินแลนด์นามว่า ซามี่ ฮูเปีย มาร่วมทีม นี่เป็นนักเตะที่ลิเวอร์พูลซื้อถูกสุดในหน้าร้อนนั้น ไม่นับ เอริค ไมเยอร์ กองหน้าดัตช์ที่ได้มาแบบฟรีเอเยนต์ เรื่องราวที่ลิเวอร์พูลไปสนใจ ฮูเปีย เกิดขึ้นหลายเดือนก่อนหน้านั้น มันเป็นช่วงกลางฤดูกาล 1998/99 อยู่ดีๆ ก็มีช่างภาพวีดีโอรายหนึ่ง เข้ามากระซิบชี้เป้าให้พวกเขา จากปากคำของ ปีเตอร์ โรบินสัน ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของสโมสร "มันเป็นช่วงกลางฤดูกาล 1998/99 ตอนที่มีเสียงเคาะประตูออฟฟิศของผมที่แอนฟิลด์" "ผมไม่เคยเจอหนุ่มคนนี้มาก่อน เขาเข้ามาและแนะตัวเองว่าเป็นช่างกล้องวีดีโอ ที่ไปถ่ายงานฟุตบอลมาทั่วยุโรป เขารู้ว่าเรากำลังมองหากองหลังแข็งแกร่งอยู่ และก็แนะนำว่าให้เราไปเช็กฟอร์ม ซามี่ ซึ่งตอนนี้กำลังเล่นอยู่ที่ วิลเล่ม หนึ่งในทีมเล็กของลีกดัตช์" "นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ผมส่งต่อข้อความนี้ไปให้ เชราร์ (อุลลิเย่ร์) และ 5 เดือนต่อมา ทีมสต๊าฟฟ์ของเราก็เดินทางไปฮอลแลนด์เพื่อดูเขาเล่นหลายต่อหลายครั้ง" "เรารู้ว่าซันเดอร์แลนด์ก็สนใจในตัวเขา และมีมุมมองทั่วๆ ไปที่มีต่อเขาด้วยรูปร่างของเขา ซามี่ อาจจะช้าเกินไปสำหรับเกมฟุตบอลอังกฤษ แต่นั่นไม่ใช่ความเห็นของทีมงานเรา" รอน เยทส์, ฟิล ธอมป์สัน และทอม ซอนเดอร์ ที่เสียไปแล้ว รวมถึง ปาทริซ แบร์ชส์ ทุกคนคิดว่าเขาเป็นนักเตะที่เรากำลังตามหาอยู่ และเมื่อ เชราร์ ยืนยันเรื่องนี้ เราก็เลยเริ่มเจรจาเพื่อคว้าเขามายังแอนฟิลด์" ตอนที่ ฮูเปีย ย้ายมาลิเวอร์พูล ก็กลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะถือว่ายุคนั้น ไม่ได้มีอินเทอร์เน็ตแพร่หลาย ไม่ได้มีวิกิพีเดีย ไม่ได้มี ยูทูบ นักเตะชาวฟินแลนด์ ที่เล่นให้ทีมเล็กๆ ในลีกดัตช์ คนทั่วไปไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ไม่ใช่แค่เมืองไทย แต่สื่อและแฟนบอลอังกฤษก็ด้วยในตอนนั้นที่อ่านชื่อเขาไม่ถูก Sami Hyypia ซามี่ น่ะอ่านได้ แต่นามสกุลนี่สิ จะอ่านว่าอะไร มีทั้ง "ไฮเปีย", "ฮีเปีย" ก่อนที่จะมาถูกแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักภาษาฟินแลนด์ว่า "ฮูเปีย" ซึ่งใกล้เคียงที่สุดแล้ว ย้ายมาปุ๊บ ฮูเปีย ใช้เวลาไม่นานก็ปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้ เขาสูงถึง 193 ซม. แน่นอนว่าไม่ใช่กองหลังที่มีความเร็ว แต่ ฮูเปีย เข้าสกัดหนักหน่วง แม่นยำ ทางบอลดี มีความเก๋า และโดดเด่นที่สุดคือลูกกลางอากาศ และมีความเป็นผู้นำ ไม่นาน เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองกัปตันทีมต่อจาก เจมี่ คาร์ราเกอร์ และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ซึ่งสองคนนี้บางครั้งเจ็บ บ่อย ทำให้ ฮูเปีย ก็ได้สวมปลอกแขนลงสนาม ปี 2001 เขากับ ฟาวเลอร์ สลับกันเป็นกัปตันทีม ช่วยลิเวอร์พูลคว้า 3 แชมป์บอลถ้วย ทั้ง เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และยูฟ่า คัพ ต่อมาในปี 2002 เมื่อ เร้ดแน็ปป์ ย้ายทีมทำให้ ฮูเปีย ในวัย 29 ปี ได้รับปลอกแขนเป็นกัปตันทีมถาวร แต่มันกลับทำให้ฟอร์มของเขาไม่ดีอย่างเก่า เดือนตุลาคม 2003 สโมสรตัดสินใจให้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด รับปลอกแขนไปแทน ฮูเปีย กลับมาเป็นรองกัปตัน และมันเหมือนยกความกดดันออกไปทำให้ ปราการหลังฟินแลนด์ กลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง ปี 2004/05 เมื่อ ราฟา เบนิเตซ เข้ามาคุมทีม ปรับเอา เจมี่ คาร์ราเกอร์ จากแบ็ก มาเป็นเซนเตอร์ เข้าคู่กับ ฮูเปีย มันคือการค้นพบครั้งสำคัญ เพราะเคมีของทั้งคู่ลงตัวมาก คาร์ร่า จะเป็นตัวชนพร้อมหวด ฮูเปีย คอยดักเก็บ ทั้งภาคพื้นและบนอากาศ ปีนั้นเอง ลิเวอร์พูล ก็พลิกล็อก สร้างปาฏิหาริย์ที่อิสตันบุล คว้าแชมป์ ชปล. มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ แม้อายุเริ่มเยอะ แต่ ฮูเปีย ก็ลงสนามให้ลิเวอร์พูลมาโดยตลอด ข้อดีคือเขาไม่เคยบาดเจ็บหนักเลย ลงเล่นเกือบครบทุกนัดในพรีเมียร์ ลีก แทบทุกฤดูกาล กระทั่งปี 2006/07 ลิเวอร์พูล มีการเปลี่ยนแปลง แดเนียล แอ็กเกอร์ ย้ายมา แล้วก็มี มาร์ติน สเคอร์เทล เข้ามา ทำให้ ฮูเปีย ในวัย 34-35 ได้ลงสนามน้อยลง กระนั้น ราฟา เบนิเตซ ก็ยังยืนยันว่าประสบการณ์ของ ฮูเปีย จะสอนน้องๆ ได้ และต่อสัญญาออกไปจนปี 2009 หลังจากจบฤดูกาล 2008/09 ด้วยวัย 37 ปี ซามี่ ฮูเปีย ก็อำลาลิเวอร์พูล ย้ายไปเล่นให้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น รวมแล้ว ฮูเปีย รับใช้ลิเวอร์พูล 10 ปีเต็ม ลงเล่นทุกรายการ 464 นัด และทำได้ถึง 35 ประตูจากตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก เขาช่วยให้หงส์แดงคว้าแชมป์ ยุฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย, ยูฟ่า คัพ 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 2 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ อีก 2 สมัย แม้จะไม่มีแชมป์พรีเมียร์ ลีก เพราะเป็นยุคที่ลิเวอร์พูล ยังไม่มีความสม่ำเสมอมากพอ แต่สิ่งที่ ฮูเปีย ได้แสดงออกมาตลอดการเล่นให้ลิเวอร์พูล คือการเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีสุดของพรีเมียร์ ลีก ในยุคนั้น ด้วยค่าตัวเพียง 2.6 ล้านปอนด์ที่ลิเวอร์พูลจ่ายให้ วิลเล่ม ทเว มันคุ้มค่าทุกเพนนี อย่างไม่ต้องสงสัยเลย ร่วมรับชมคลิปความสุดคุ้มของ ฮูเปีย กันได้ที่ :: https://citly.me/nt8bT เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" นิวคาสเซิ่ล น้องใหม่สายห้าว "

โดยทั่วไปแล้ว ทีมน้องใหม่ที่เลื่อนชั้นจากลีกรอง ขึ้นสู่ลีกสูงสุด โดยเฉพาะ พรีเมียร์ ลีก มักจะถูกวางตัวให้เป็น "ทีมเต็ง" ที่จะตกชั้นกลับลงไปอยู่เสมอๆ มันไม่ใช่ทุกครั้งไปที่น้องใหม่จะย่ำแย่ ทำผลงานไม่ได้เรื่องจนตกชั้นไปสบายๆ ตามคาด เพราะมีให้เห็นหลายครั้งที่ทีมน้องใหม่ กลับทำผลงานได้ดี ดีเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดเลยทีเดียว เรามองแค่ในฟุตบอลอังกฤษก็มีให้เห็นหลายครั้ง เช่น ซันเดอร์แลนด์ในปี 1999/2000, ลีดส์ ในปี 2020/21 แต่ที่ต้องยกนิ้วให้อย่างแท้จริงคือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในปี 1993/94 ภายใต้การคุมทีมของ เควิน คีแกน ฤดูกาลนั้น นิวคาสเซิ่ล เลื่อนชั้นขึ้นมาแล้วจบถึงอันดับ 3 เลยทีเดียว ... ปลายทศวรรษ 70s เป็นยุคตกต่ำของนิวคาสเซิ่ล เมื่อพวกเขาตกไปอยู่ใน ดิวิชั่น 2 (ลีกรอง ปัจจุบันคือ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ) และคงค้างอยู่ในนั้นหลายปี แม้จะกลับขึ้นมาได้ในปี 1984/85 แต่ไม่กี่ปีก็ร่วงตกชั้นไปอีกครั้ง กระทั่งในปี 1990 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อ เซอร์ จอห์น ฮอลล์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แห่งแดนอีสาน ทำการเทคโอเวอร์สโมสร นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ตอนแรกการเทคโอเวอร์นี้ถูกประธานสโมสรเดิม กอร์ดอน แม็คคีก ต่อต้านเต็มที่ แต่ในที่สุด เซอร์ จอห์น ฮอลล์ ก็ทำสำเร็จ ภายใต้การบริหารของเขา เป้าหมายแรกคือการพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุด (ขณะนั้นคือ ดิวิชั่น 1) กุนซือคนเก่า จิม สมิธ โดนปลดในเดือนมีนาคม 1991 ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาคุมทีมคือ ออสวัลโด้ "ออสซี่" อาร์ดิเลส อดีตตำนานกองกลางของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ชาวอาร์เจนติน่า ออสซี่ เปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีเล่นฟุตบอลของนิวคาสเซิ่ล จากยุคของ "เดอะ บอลด์ อีเกิ้ล" จิม สมิธ ที่เป็นฟุตบอลอังกฤษโบราณ ถูกปรับเปลี่ยนให้มาเน้นฟุตบอลบนพื้น เป็นจุดเริ่มต้นที่จะต่อยอดไปได้ในภายหลัง นอกจากนั้นยังเป็นช่วงที่ นิวคาสเซิ่ล กล้าดันเด็ก พวกดาวรุ่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ลี คลาร์ก, สตีฟ ฮาวี่ย์, สตีฟ วัตสัน, อลัน ธอมป์สัน, ร็อบบี้ เอลเลียต น่าเสียดายที่คุณภาพโดยรวมของนิวคาสเซิ่ล ยังไม่ดีนัก พวกเขาเลยจบเพียงอันดับ 11 ปีต่อมา 1991/92 คือจุดเปลี่ยนแท้จริง ออสซี่ อาร์ดิเลส เริ่มถึงทางตัน ในเดือนกุมภาพันธ์ 1992 เขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่ง เพราะทีมกำลังสุ่มเสี่ยงที่จะตกไปอยู่ในดิวิชั่น 3 การเดินหมากตาต่อไป ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เซอร์ จอห์น ฮอลล์ เรียกประชุมบอร์ดและยืนยันว่าให้ใจเย็น โครงสร้างหนี้ถูกจัดการได้ และมีงบให้กุนซือเสริมทัพ คนที่ถูกแต่งตั้งมาคุม ในขณะนั้น แบบสัญญาระยะสั้น เป้าหมายแค่ให่ยังอยู่รอดใน ดิวิชั่น 2 ต่อไปได้ คนคนนั้นก็คือ เควิน คีแกน คีแกน เคยเป็นขวัญใจชาวจอร์ดี้ เมื่อย้ายมาเล่นให้นิวคาสเซิ่ล ในช่วงปี 1982-84 อีก 9 วัน คีแกน จะอายุครบ 41 ปี เขาก็ตอบตกลงรับงานคุมนิวคาสเซิ่ล โดยตั้งแต่แขวนสตั๊ดในปี 1985 เขาก็ไม่ได้ทำงานกับฟุตบอลโดยตรงอีกเลย นี่คืองานแรกในฐานะกุนซือของ "คิง เคฟ" งานเดียวที่เขาบอกว่าสามารถโน้มน้าวเขาให้กลับสู่วงการฟุตบอล คีแกน พาทีมรอดตกชั้นได้จริงๆ แม้จะจบอันดับ 20 จาก 24 ทีมก็ตาม ฤดูกาลต่อมา 1992/93 เป็นปีแรกที่ลีกสูงสุดแยกตัวไปบริหารเอง และเปลี่ยนชื่อเป็น พรีเมียร์ ลีก ทำให้ลีกรอง ใช้ชื่อ ดิวิชั่น 1 และบริหารโดย อิงลิช ฟุตบอล ลีก (EFL) ต่อไป ปีนี้เองที่ คีแกน ได้คุมทีมเต็มๆ เป็นฤดูกาลแรก บอร์ดบริหารให้การสนับสนุน เสริมทัพด้วย พอล เบรซเวลล์, จอห์น เบเรสฟอร์ด, แบร์รี่ เวนิสัน, ร็อบ ลี ในช่วงหน้าร้อน เป็นเงินทั้งหมด 1,850,000 ในยุคนั้นถือว่าเยอะพอดู โดยเฉพาะทีมลีกรอง ไม่เพียงแค่นั้น หนึ่งในดีลสำคัญเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 1993 (ยุคนั้นยังไม่มีตลาดนักเตะ เปิดปิด เป็นช่วงๆ) นั่นคือการดึงกองหน้านามว่า แอนดี้ โคล มาร่วมทีมเป็นสถิติสโมสร 1,750,000 ปอนด์จาก บริสตอล ซิตี้ แอนดี้ โคล ยิงไป 12 ประตูจาก 12 นัดให้ทีมในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลนั้น มี แอนดี้ โคล กับ เดวิด เคลลี่ เป็นกองหน้า แดนกลาง กาวิน พีค็อค, ร็อบ ลี ช่วยกันยิง มี พอล เบรซเวลล์ และ ไบรอัน คิลไคลน์ คอยสนับสนุน แนวรุกระดับนี้ให้ นิวคาสเซิ่ล คว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 ไปครองแบบสบายๆ ด้วยการมี 96 คะแนน จาก 46 นัด และยิงได้ถึง 92 ประตู ฤดูกาล 1993/94 คือบททดสอบสำคัญ เพราะพวกเขาได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี พวกเขากำลังห้าวสุดขีด สไตล์การเล่นของ นิวคาสเซิ่ล คือเน้นเกมรุก ฟุตบอลเอนเตอร์เทน บุกมัน จนได้รับฉายาว่า "ทีมผู้สร้างความหรรษา" The Entertainers ซัมเมอร์ 1993 เควิน คีแกน ก็ไม่อยู่เฉย จัดการเสริมทัพเพื่อรับศึกพรีเมียร์ ลีก เป็นครั้งแรก เขาเสีย เดวิด เคลลี่ ไปให้ วูล์ฟส์ ในราคา 750,000 ปอนด์ และ กาวิน พีค็อค ไปให้ เชลซี ในราคา 1,250,000 ปอนด์ ถือเป็นการทำธุรกิจที่ยอดเยี่ยม เพราะเงินจำนวนนั้นทำให้ คีแกน สามารถคว้าตัว ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ มาจากเอฟเวอร์ตันได้ในราคา 1,500,000 ปอนด์ เบียร์ดสลี่ย์ เคยเล่นกับ คีแกน มาแล้วในปี 1983/84 ที่นิวคาสเซิ่ล นี่แหละ ก่อนที่ เบียร์ดสลี่ย์ จะย้ายไปดังกับลิเวอร์พูล และเอฟเวอร์ตัน ขณะนี้อายุ 32 ปี ไม่ถือว่าแก่เกินไปนัก แอนดี้ โคล กับคู่กับ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ โดยมีตัวหนุนอย่าง ร็อบ ลี และ สก็อตต์ เซลเลอร์ส แข้งถนัดซ้าย บวกพลังหนุ่มของ ลี คลาร์ก และ สตีฟ ฮาวี่ย์ มี พอล เบรซเวลล์ ดูแลกลางสนาม แม้จะออกสตาร์ทด้วยการแพ้ 2 นัดรวด แต่เมื่อปรับจูนทีมกันได้ นิวคาสเซิ่ล ก็เริ่มคายพิษสง เริ่มจากการบุกเสมอแมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 ได้ในนัดที่ 3 ของฤดูกาล จากนั้นมาจนถึงบ็อกซิ่ง เดย์ พวกเขาแพ้อีกแค่ 3 นัดเท่านั้น พวกเขาชนะเอฟเวอร์ตัน 2 นัดเหย้าเยือน, ถล่มลิเวอร์พูล 3-0 ถล่มเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ 4-0 แอนดี้ โคล กับ เบียร์ดสลี่ย์ ยิงกระจาย แต่ คีแกน ก็รู้ว่าทีมที่มี มันไม่เพียพอ ดังนั้นในเดือนมกราคม -มีนาคม 1994 นิวคาสเซิ่ล เลยมือเติบ ใช้เงินแบบคนรวย เขาคว้าตัว คริส ฮอลแลนด์ กองกลางจากเปรสตัน ในราคาแสนเดียว แต่ต่อมาเสริมปีก รูเอล ฟ็อกซ์ จากนอริช ในราคาถึง 2,225,000 ปอนด์ และตามด้วย ดาร์เรน พีค็อค กองหลังจากคิวพีอาร์ (ไม่ได้เป็นอะไรกับ กาวิน พีค็อค ที่พวกเขาปล่อยไปตอนซัมเมอร์) ในราคาถึง 2,700,000 ปอนด์ นิวคาสเซิ่ล กลับมารันผลงานยอดเยี่ยมตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงจบฤดูกาล ด้วยการชนะ 10 เสมอ 2 แพ้ 2 มันมีทั้งเกมขยี้สวินดอน 7-1, บุกอัดเวสต์แฮม 4-2, บุกชนะลิเวอร์พูล 2-0, ตบวิลล่า 5-1 และปิดท้ายด้วยการเอาชนะอาร์เซน่อล 2-0 แอนดี้ โคล ยิงในพรีเมียร์ ลีก ถึง 34 ประตู คว้าดาวซัลโวรองเท้าทองคำไปครอง และยังได้รางวัล นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ อีกด้วย (ตอนนั้นอายุ 22 ปี) รวมทุกรายการ คิง โคล กระหน่ำไป 41 ประตูในฤดูกาลนี้ ม้าแก่อย่าง เบียร์ดสลี่ย์ ก็ไม่ธรรมดา เพราะกดไป 21 ประตูในลีก เกมรุกของนิวคาสเซิ่ลยอดเยี่ยมที่สุด พวกเขาเป็นทีมที่ยิงได้เยอะสุดถึง 82 ประตู มากกว่าแชมป์อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด เสียอีก (แมนฯ ยูฯ ทำได้ 80ประตู) ที่สำคัญ พวกเขาเก็บได้ถึง 77 คะแนน จาก 42 นัด (เทียบกับปัจจุบันที่มี 20 ทีม เตะ 38 นัด เท่ากับ 70 คะแนน) และจบสูงถึงอันดับ 3 เลยด้วย ยุคนั้นโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีให้เฉพาะทีมแชมป์เท่านั้น นิวคาสเซิ่ล ที่จบอันดับ 3 เลยได้ไปเพียงแค่ ยูฟ่า คัพ ซึ่งเป็นถ้วยเล็ก (ปัจจุบันคือ ยูโรปา ลีก) ด้วยมาตรฐานของพวกเขา ถ้าเป็นตอนนี้ จบอันดับ 3 แล้วละก็ นิวคาสเซิ่ล ก็ได้สิทธิ์ไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในทันที เพียงปีเดียวที่เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ ลีก นี่คือความยอดเยี่ยมของนิวคาสเซิ่ลยุคนั้น เพราะอีก 2 ปีต่อมา พวกเขาก็ท้าทายบัลลังก์แชมป์ และเกือบสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครองได้แล้วด้วย ถ้าไม่เพียงพลาดท่าในช่วงไม่กี่นัดสุดท้ายของฤดูกาลจนโดน แมนฯ ยูไนเต็ด ปาดหน้าเข้าวิน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เอลาโน่ ฮีโร่แมนฯ ซิตี้ "

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือหนึ่งในสโมสรที่มีนักเตะบราซิลมาประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งของอังกฤษ แฟร์นานดินโญ่, เอแดร์ซอน, กาเบรียล เชซุส ถือว่าสอบผ่านระดับยอดเยี่ยม ยังมีพวกที่พอไปไหวอย่าง แฟร์นานโด, โรบินโญ่, โช, ดานิโล่ พวกมาตอนโรย ไมค่อน กับ ซิลวินโญ่ แต่ในบรรดาผู้เล่นชาวบราซิลยุคบุกเบิก ที่สามารถบรรจุตัวเองเข้าไปอยู่ในใจของเหล่า "เดอะ ซิตีเซ่นส์" ได้ก็คือมิดฟิลด์ตัวรุกผิวขาว ที่ชื่อว่า เอลาโน่ บลูแมร์ ในฤดูกาล 2007/08 แมนฯ ซิตี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร เข้าเทคโอเวอร์สโมสรได้สำเร็จ รวมทั้งแต่งตั้งกุนซือมือปืนรับจ้างระดับยอดฝีมืออย่าง สเวน โกรัน อีริคส์สัน เข้ามาคุมทีม ไม่เพียงแค่นั้น ยุคสมัยที่ยังไม่มีกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ ทำให้ แมนฯ ซิตี้ เริ่มคิดการณ์ใหญ่ด้วยการเสริมทัพอย่างหนักแบบไม่เคยเป็นมาก่อน หลายปีก่อนหน้านั้น ซิตี้ เคยทำสถิติสโมสร คว้า นิโกล่าส์ อเนลก้า มาด้วยราคาถึง 13 ล้านปอนด์ ในปี 2002 ซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่หลังจากนั้นพวกเขามักเซ็นตัวละไม่เกิน 2-3 ล้านปอนด์ แถมบางปี ล่อแต่พวกฟรีเอเยนต์ทั้งนั้น ซิตี้ ไม่ใช่ทีมร่ำรวย ยิ่งเมื่อเทียบกับอริสีแดง ยูไนเต็ด ยิ่งอยู่คนละโลก แต่เมื่อมีเจ้าของใหม่ชาวไทย พวกเขากลับทุ่มคว้ามาทีเดียว 8 คนรวดในหน้าร้อน 2007 โรลันโด้ เบียงคี่, เวดราน ชอร์ลูก้า, เกลสัน แฟร์นานเดส, มาร์ติน เปตรอฟ, ฆาเบียร์ การ์ริโด้ ไปจนถึง วาเลรี่ โบยินอฟ เด็กเทพจากฟิออเรนติน่า ขวัญใจคอเกม CM/ FM ยังมี 2 นักเตะบราซิลพ่วงเข้ามาด้วย หนึ่งคือ จีโอวานนี่ แนวรุกที่เคยมาเล่นกับบาร์เซโลน่ามาแล้ว (รายนี้ฟรี) อีกคนก็คือ เอลาโน่ บลูแมร์ ตัวรุกวัย 26 ปี จาก ชัคตาร์ โดเนทส์ ในราคา 8 ล้านปอนด์ ทั้งหมดนี้ รวมมูลค่าถึง 40 ล้านปอนด์เลยทีเดียว นับมามหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อนสำหรับสโมสรระดับ แมนฯ ซิตี้ ในตอนนั้น เอลาโน่ เป็นมิดฟิลด์เชิงรุก เล่นได้หลากหลายตำแหน่ง ทั้งตรงกลางและด้านข้าง ตำแหน่งถนัด หากเป็นยุคนี้ อาจเรียกว่า เล่นได้ทั้งเบอร์ 8 และเบอร์ 10 แมนฯ ซิตี้ กับการทุ่มทุนระดับนั้น และมีกุนซือระดับ สเวน ทำให้พวกเขาออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม เอลาโน่ ได้เป็นตัวหลักของทีมทันที แมนฯ ซิตี้ คว้าชัย 3 นัดรวด และ เอลาโน่ ทำแอสซิสต์ได้ทั้ง 3 นัด ชัยชนะดังกล่าวประกอบด้วย ชนะเวสต์แฮม 2-0, ชนะดาร์บี้ 1-0 และ เฉือน แมนฯ ยูไนเต็ด คู่แข่งร่วมเมืองได้อย่างยอดเยี่ยม 1-0 โดย เอลาโน่ จ่ายให้ จีโอวานนี่ เพื่อนร่วมชาติยิงไกลอย่างสวยเข้าไป พวกเขามาสะดุด แพ้อาร์เซน่อล และแบล็คเบิร์น หวุดหวิด ใน 2 เกมต่อมา แต่จากนั้นพวกเขาก็รันผลงานยอดเยี่ยม ชนะ 4 เสมอ 1 ในอีก 5 นัดถัดไป 10 เกมแรกในพรีเมียร์ ลีก ที่ลงสนามให้ ซิตี้ เอลาโน่ ก็กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลทันที เขาทำไป 5 แอสซิสต์ กับ 4 ประตู ในตอนนั้น ตรงกลางของ ซิตี้ มีจอมเก๋า ดีทมาร์ ฮามันน์ ประคอง แต่อีกคนคือ ไมเคิ่ล จอห์นสัน เด็กปั้นที่กำลังได้รับคำชื่นชมจากทั่วทิศ ไมเคิ่ล จอห์นสัน กับ เอลาโน่ เล่นเข้าขากันอย่างเหลือเชื่อ และกลายเป็นคู่ขวัญของแฟนบอล ผลงานของ ซิตี้ ก็ดีจนถึงขนาดที่แฟนบอลฝันถึงการจบท็อป 4 ได้ไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฝันที่กำลังสวยงามต้องมาสะดุดลง ปลายปี 2007 ก่อนคริสต์มาส ไม่กี่วัน ไมเคิ่ล จอห์นสัน ได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องพักไปถึง 2 เดือน กลายเป็นว่าช่วงนั้น 10 นัด แมนฯ ซิตี้ ชนะเพียงแค่ 2 เกมเท่านั้น เมื่อไม่มี จอห์นสัน ฟอร์มของ เอลาโน่ ก็ดูจะดร็อปลงไปด้วย เหมือนขาดคู่หูที่รู้ใจ ช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล ผลงานของ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่ฟื้น ส่วนหนึ่งคือเรื่องสภาพจิตใจ เพราะนักเตะส่วนใหญยังขาดประสบการณ์ในการเล่นเพื่อลุ้นอันดับหัวตาราง อีกส่วนก็คือการที่โมเมนตัมมันหายไป นับแต่ช่วงผลัดเปลี่ยนปี จากอันดับท็อป 4 ผลงานก็ร่วงลงมาเรื่อยๆ มีข่าวว่า สเวน จะโดนปลด 3 นัดสุดท้าย ซิตี้ แพ้ฟูแล่ม 2-3 , แพ้ลิเวอร์พูล 0-1 และนัดสุดท้าย พวกเขาโดน มิดเดิลสโบรช์ ขยี้ถึง 8-1 !! ฤดูกาลจบได้ 3 สัปดาห์ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ก็โดนปลด โดยสโมสรใช้คำว่าจากกันด้วยความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย ตอนนั้นเองที่สื่ออังกฤษโจมตีเจ้าของสโมสรในทำนองว่า คิดยังไงถึงปลด สเวน เพราะอย่างน้อย พวกเขาก็จบอันดับ 9 และที่ผ่านมา ทรงบอลมันมีอยู่แล้ว ควรเอาไว้ต่อยอด สุดท้าย ด้วยปัญหาหลายอย่าง แมนฯ ซิตี้ ก็เปลี่ยนมือจนได้ 1 กันยายน 2008 เป็นทางการว่า กลุ่ม อาบู ดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ของ เชคห์ มันซูร์ ก็เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร เป็นการเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริงเต็มรูปแบบ แม้ผลงานของทีมในปี 2007/08 จะเหมือนรถไฟเหาะ แต่ส่วนตัวของ เอลาโน่ ถือว่าดีจนแฟนๆ ชอบ 38 นัดทุกรายการ ทำไป 10 ประตูกับ 8 แอสซิสต์ เมื่อเข้าสู่ยุคของทุนอาหรับ พวกเขาก็ประกาศศักดา ต้องการสร้างสเตทเมนท์ทันที ด้วยการทุ่มเงิน 32 ล้านปอนด์ ดึงเอา โรบินโญ่ มาจากเรอัล มาดริด ไม่เพียงแค่นั้น พวกเขาพร้อมทุ่ม พร้อมสู้ทุกราคากับนักเตะดาวดังทุกคนที่สมัครใจอยากย้ายมาเล่น โรบินโญ่ คือนักเตะเกรดดีสุดก็จริง แต่ก่อนหน้านั้น สโมสรก็คว้า โช กองหน้า อีกหนึ่งนักเตะบราซิลเข้ามา รวมไปถึงนักเตะอายุน้อย ที่ในภายหลัง จะกลายมาเป็นกำลังหลักของทีมอย่าง แว็งซองต์ ก็องปานี, ปาโบล ซาบาเลต้า ด้วย การเข้ามาของนักเตะใหม่หลายคน และเปลี่ยนกุนซือจาก สเวน มาเป็น มาร์ค ฮิวจ์ส นั่นทำให้ เอลาโน่ ไม่ได้มีสถานะเป็นตัวจริงถาวรอีกต่อไป หลายครั้งที่เขาเป็นสำรอง แมนฯ ซิตี้ จบที่อันดับ 10 ขณะที่ผลงานส่วนตัว เขาทำได้ 8 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ น่าเสียดายที่ แมนฯ ซิตี้ ไม่หันหลังกลับแล้ว พวกเขากลายเป็นทีมเงินถุงเงินถังตัวจริง ซัมเมอร์ 2009 พวกเขาทุ่มมหาศาลถึง 118.5 ล้านปอนด์ เซ็นเอาดาวดังอย่าง แกเร็ธ แบร์รี่, โรเก้ ซานตา ครูซ, คาร์ลอส เตเวซ, เอมานูเอล อเดบายอร์, โคโล ตูเร่, ซิลวินโญ่ และ โจลีออน เลสค็อตต์ เข้ามาสู่ทีม ขณะที่ เอลาโน กลายเป็นผู้โชคร้ายที่โดนปล่อยออกจากทีม เขาโดนเซ้งไปให้ กาตาลาซาราย ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ เท่ากับตอนที่เขาย้ายมาเมื่อ 2 ปีก่อน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ใน 2 ปีกับเสื้อสีฟ้าของแมนฯ ซิตี้ ของเขา มันเป็นยุคเปลี่ยนผ่าน จากทีมไร้เงิน ไร้ความสำเร็จ มาสู่มือเจ้าของชาวไทย และต่อไปยังกลุ่มอาบู ดาบี ที่สร้างทีมจนแข็งแกร่งทุกวันนี้ นักเตะ 1 รายที่อยู่ร่วมฉากเหตุการณ์ที่ว่ามานี้ กลายเป็น Cult Hero หรือขวัญใจของแฟนบอลอย่างแท้จริง เขาก็คือ เอลาโน่ บลูแมร์ กองกลางชาวบราซิลรายนี้เอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดีนาโม เคียฟ ชุดเทพ ชปล. "

ช่วงเวลานี้ ฟุตบอลสโมสรยุโรปทุกรายการมีการแข่งขันกันแล้ว มันอยู่ในช่วงของ "รอบคัดเลือก" สมัยก่อนนี้ ตอนที่โควต้าเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม มีให้เฉพาะแชมป์ลีก ส่วนทีมรองแชมป์ลีก หรืออันดับต่ำกว่านั้น ถ้าจะไปเล่น ก็ต้องผ่านรอบคัดเลือกกันก่อน ดังนั้นเรามักได้เห็นทีมใหญ่ๆ ลงเตะในรอบคัดเลือก เจอทีมเล็กๆ จากลีกแปลกๆ อยู่เป็นระยะๆ สมัยนี้ รอบคัดเลือกมีหลายรอบ ตั้งแต่รอบ 1 ไปจนถึงรอบเพลย์ออฟ ยุคก่อนที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก มีโควต้าเพียง 16 หรือ 24 ทีม แม้แต่สิทธิ์ในการมาเล่นรอบคัดเลือกก่อนก็ยังน้อย เพราะลีกรอง ลีกเล็ก ถ้าไม่ใช่แชมป์ลีกจริงก็หมดสิทธิ์ แม้แต่แชมป์ลีกอย่าง "ดีนาโม เคียฟ" ยังต้องเตะรอบคัดเลือกตั้งแต่รอบแรก! ลีก ยูเครน ถือได้ว่าเป็นลีกเกรดรอง โดยเฉพาะเมื่อย้อนไปในฤดูกาล 1998/99 ฟุตบอลยูเครน เปล่งประกายเต็มตัวก็หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 ปีต่อมา ฟีฟ่า และยูฟ่า ก็รับรองให้ ทีมชาติยูเครน สามารถร่วมทำการแข่งขันรายการต่างๆ ในนามประเทศตัวเองได้อย่างเป็นทางการ ลีกยูเครน ก็แยกตัวออกมาจากลีกของโซเวียต แต่ทีมใหญ่อย่าง ดีนาโม เคียฟ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะนักเตะของพวกเขาส่วนใหญ่ก็เป็นยูเครเนี่ยนอยู่แล้ว ดีนาโม เคียฟ เคยได้แชมป์แม้แต่สมัยยังรวมโซเวียต พวกเขาเป็นแชมป์ลีกโซเวียตถึง 13 สมัย เมื่อยูเครน แยกตัวออกมา ตั้งลีกเองในปี 1992/93 เป็นต้นมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดีนาโม เคียฟ จะแกร่งแค่ไหน พวกเขากวาดแชมป์ลีกรวดมาต่อเนื่อง ปี 1998/99 พวกเขาได้เข้าร่วม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้งก็จริง แต่ต้องเตะตั้งแต่รอบคัดเลือกรอบแรก ไม่มีปัญหาสำหรับ ดีนาโม เคียฟ เมื่อพวกเขาถลุง แบร์รี่ ทาวน์ คู่แข่งจากเวลส์ ไปด้วยสกอร์รวม 10-1 หลังเตะกัน 2 นัด รอบที่ 2 ซึ่งเป็นรอบสำคัญ หากผ่านได้ ก็จะได้สิทธิ์เล่นรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งสมัยนั้น มี 6 กลุ่ม (24 ทีม) มีเพียงแชมป์ลีกใหญ่ 7 ลีกตามสัมประสิทธิ์ของ ยูฟ่า เท่านั้นที่ได้ไปรอบในรอบแบ่งกลุ่ม ณ ตอนนั้น ได้แก่ ยูเวนตุส, ไกเซอร์สเลาเทิร์น, บาร์เซโลน่า, ล็องส์, อาแจ็กซ์, อาร์เซน่อล, ปอร์โต้ บวกกับ เรอัล มาดริด ซึ่งเป็นแชมป์เก่า รวม 8 ทีม ที่เหลืออีก 16 ทีม ต้องคัดทางรอบคัดเลือกไม่ว่าจะเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด, บาเยิร์น มิวนิค, อินเตอร์ มิลาน ต่างก็ต้องมาตามเส้นทางนี้ ดีนาโม เคียฟ ก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง เมื่อเตะรอบคัดเลือกรอบ 2 เอาชนะ สปาร์ต้า ปราก แชมป์จากเช็ก ไปแบบตื่นเต้น ด้วยการดวลจุดโทษ หลังเสมอ 2 นัด 1-1 (ผลัดกันแพ้ชนะ 1-0) เมื่อเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม ไม่มีใครมอง ดีนาโม เคียฟ มากนัก พวกเขาคือทีมจากยุโรปตะวันออก ที่ขึ้นชื่อเรื่องนักเตะเทคนิคดี และมีสภาพร่างกายแข็งแรง แต่ยุคที่ข้อมูลยังเข้าถึงแฟนบอลทั่วไปได้น้อย ดีนาโม เคียฟ โดนมองข้ามเล็กๆ กลุ่ม E คือที่สิงสถิตของ ดีนาโม เคียฟ อยู่ร่วมกับ ล็องส์, อาร์เซน่อล และ พานาธิไนกอส ยุคนั้น ทีมที่จะเข้ารอบน็อคเอาท์มี 8 ทีม จาก 6 กลุ่ม นั่นหมายความว่า ต้องเป็นแชมป์กลุ่มเท่านั้น หรือไม่ก็ลุ้นการเป็นอันดับ 2 ที่ดีที่สุด เพียง 2 จาก 6 กลุ่ม ที่จะได้ผ่านเข้ารอบ ดีนาโม เคียฟ ชุดนั้น คุมทัพโดยยอดกุนซือในตำนาน วาเลรี่ โลบานอฟสกี้ ผู้เคยปลุกปั้น โอเล็ก บล็อกกิ้น, อิกอร์ เบลานอฟ จนคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ มาแล้ว ส่วนที่กำลังมีอยู่ในมือ คือหนุ่มน้อยวัย 22 ปี ซึ่งโลกยังไม่รู้จักมากนัก นามว่า อันเดร เชฟเชนโก้ ขุมกำลังที่เหลือเต็มไปด้วยผู้เล่นตัวทีมชาติอย่าง โอเล็กซานเดอร์ ชอฟคอฟสกี้ นายทวาร กัปตันคือกองหลัง โอเล็กซ์ ลุซนี่, คู่หน้าของ เชฟเชนโก้ คือ เซอร์เก เรบรอฟ และมีดาวเตะทีมชาติจอร์เจีย คาคา คาลัดเซ่ ร่วมทัพอยู่ด้วย เปิดมาในเกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ดีนาโม เคียฟ พลาดท่าออกไปแพ้ พานาธิไนกอส 1-2 เรบรอฟ เป็นคนยิงประตูให้ทีมออกนำก่อนด้วย เกมต่อมา พวกเขาเปิดบ้านเสมอล็องส์ 1-1 เชฟเชนโก้ ยิงนำนาทีเดียวก็โดนตีเสมอ จุดพลิกผันของพวกเขาคือเกมที่ 3 ที่ต้องออกไปเยือนไฮบิวรี่ ของ อาร์เซน่อล เกมกำลังจะจบ พวกเขากำลังจะแพ้แต่ เซอร์เก เรบรอฟ ก็ตีเสมอ 1-1 ได้ในช่วงทดเจ็บ หลังจากนั้น เป็นโปรแกรมที่เล่นในบ้านเยอะกว่าแล้ว พวกเขาโชว์ฟอร์มดุ อัดอาร์เซน่อล 3-1 เรบรอฟ กับ เชฟเชนโก้ ทำคนละประตู อีกลูกมาจาก โอเล็กซานเดอร์ โฮลอฟโก้ เมื่อความมั่นใจมา ดีนาโม ก็หยุดไม่อยู่ พวกเขาล้างแค้น พานาธิไนกอส 2-1 เรบรอฟ ทำอีก 1 ลูก อีกลูกมาจากการสกัดเข้าประตูตัวเองของแข้งทีมเยือน เกมสุดท้าย พวกเขาต้องไปเยือน ล็องส์ ซึ่งมี 8 แต้มเท่ากัน ใครชนะ จะได้แชมป์กลุ่ม และผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ หนนี้ เคียฟ ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย คาลัดเซ่, วลาดิสลาฟ วาชชุค พาทีมนำ2-0 แม้ วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ จะยิงให้ล็องส์ไล่มา 1-2 แต่ท้ายเกม เชฟเชนโก้ ก็ตอกฝาโลง 3-1 คว้าชัยให้ ดีนาโม เคียฟ สำเร็จ และผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ ถึงตอนนี้ ทุกสายตาต้องหันมามอง ดีนาโม เคียฟ กันใหม่ โดยเฉพาะคู่กองหน้าสุดอันตรายอย่าง เรบรอฟ และ เชฟเชนโก้ ทว่ารอบน็อคเอาท์ ดีนาโม เคียฟ กลับต้องมาเจอกับ เรอัล มาดริด แชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับโลก ความมั่นใจและความห้าวของ ดีนาโม นาทีนั้น ทำให้พวกเขาเล่นอย่างไม่เกรงกลัว เชฟเชนโก้ ฉายรัศมีกลบกองหน้าทุกคนในทัวร์นาเมนต์ เขาพังประตูให้ทีมบุกไปนำ มาดริด 1-0 แต่มาโดน เปแดร็ก มิยาโตวิช ตีเสมอ จบเกมที่ 1-1 ใน เบร์นาเบว เลกสอง ได้เล่นในบ้าน ที่กรุงเคียฟ ท่ามกลางแฟนบอลแน่นขนัดถึง 81,500 คน อันเดร เชฟเชนโก้ ซึ่งสวมเสือเบอร์ 10 ในขุดสีขาวของ ดีนาโม เคียฟ เหมาคนเดียว 2 ประตู ทำให้ทีมดังจากยูเครน พลิกล็อก คว้าชัย 2-0 ถีบเรอัล มาดริด ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ตามเส้นทาง รอบรองชนะเลิศ เข้มข้นอย่างที่สุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ารอบน็อคเอาท์มาในฐานะอันดับ 2 ที่ดีที่สุด หลีกเลี่ยงการพบกับ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันมา โดยปีศาจแดง ซึ่งยังไม่แพ้ใครเลยจนถึงตอนนี้ ต้องวัดกับ ยูเวนตุส นั่นทำให้ บาเยิร์น มิวนิค คือคู่แข่งของ ดีนาโม เคียฟ สิ่งที่ บาเยิร์น แตกต่างจาก มาดริด คือพวกเขาเป็นทีมเล่นด้วยระบบระเบียบ สภาพจิตใจแข็งแกร่ง นักเตะมีความฟิตและแข็งแรงทั้งทีม ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฝีเท้าและความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นหลายคน นำโดย สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก, มาริโอ บาสเลอร์, เมห์เม็ต โชลล์ ความเก๋าของ โอลิเวอร์ คาห์น และโลธ่าร์ มัทเธอุส และความกัดไม่ปล่อยของ เยนส์ เยเรมีส เกมแรก ที่เคียฟ เจ้าถิ่นโชว์ฟอร์มดุเดือดน่ากลัว เป็นฝ่ายออกนำ 2-0 จากการเหมาของ อันเดร เชฟเชนโก้ อีกแล้ว แต่ บาเยิร์น ก็เหมือนทีมเยอรมันทั้งหลาย ในวินาทีสำคัญ ประตูเดียว อาจส่งผลให้โมเมนตัมของเกมเปลี่ยนได้ ก่อนหมดครึ่งแรกอึดใจเดียว มิชาเอล ทาร์นาต ก็พังประตูไล่มา 1-2 วิตาลี่ โคซอฟสกี้ ช่วยให้ เคียฟ หนีไปเป็น 3-1 หลังกลับมาเล่นกันใหม่ได้แค่ 5 นาที ทว่า บาเยิร์น ตายยากอีกครั้ง สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก ทวงคืน 2-3 ก่อนที่ยักษ์ใหญ่ คาร์สเท่น ยังเคอร์ จะตีเสมอให้ทีมเสือใต้ ก่อนหมดเวลาเพียง 2 นาทีเท่านั้น ทีมเสือใต้ในตอนนั้น เป็นทีมแพ้ยากมาก (ตอนนี้ก็เป็น) หากเวลายังไม่หมด ห้ามประมาทพวกเขาเด็ดขาด นักเตะทั้งทีมประสบการณ์ล้นเหลือ แถมพวกเขายังมีเทรนเนอร์ที่ถือเป็นยอดฝีมือ ผู้เคยพาดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์รายการนี้มาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเก่งทั้งแท็คติกและจิตวิทยา นามว่า อ็อตมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ เลกสอง เสือใต้ได้เล่นในบ้านที่โอลิมปิก สเตเดี้ยม กรุงมิวนิค วาเลียนซินต์ บยัลเควิช มิดฟิลด์ชาวเบลารุส หลุดไปยิงติดเซฟของ โอลิเวอร์ คาห์น และ คาห์น ก็ต้องปัดลูกโขกเตะมุมข้ามคานไปอีกครั้ง เป็นเกมที่ เคียฟ เริ่มต้นได้ดีทีเดียว ทว่านาทีที่ 35 มาริโอ บาสเลอร์ ก็โชว์ความฉมังในการยิงโค้งจากกรอบ 18 หลา บอลพุ่งหนีมือ ชอฟคอฟสกี้ ชนเสาเด้งเข้าประตูไปให้ บาเยิร์น นำ 1-0 ความยากของเกมนี้สำหรับ ดีนาโม คือพวกเขาต้องพลิกกลับมาชนะเท่านั้น เนื่องจาก บาเยิร์น ตุนอเวย์โกล์ ไว้ถึง 3 ประตูจากเกมแรก โอลิเวอร์ คาห์น โผล่มาในจังหวะสำคัญเสมอ ออกมาปิดมุมลูกยิงของ เรบรอฟ ได้อีกครั้ง บาเยิร์น เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ เมื่อได้เล่นในเกมที่ถนัดแต่ อเล็กซานเดอร์ ซิคเลอร์ และตัวสำรอง อาลี ดาอี ก็โยนโอกาสหนีห่างทิ้งไป อันเดร เชฟเชนโก้ แสดงให้เห็นความอันตราย เมื่อโยกแหวก 2 แนวรับบาเยิร์น เข้าเขตโทษ แต่จังหวะจบสกอร์ด้วยขวา เขายิงเบาเกินไป โอลิเวอร์ คาห์น ล้มตัวรับง่ายดาย มันคือความผิดหวังของทั้งตัวเขาเอง และกับทีม เพราะในที่สุด บาเยิร์น ก็คว้าชัย 1-0 ดีนาโม เคียฟ ผ่านมาถึงรอบรองชนะเลิศได้อย่างเซอร์ไพรส์ที่สุดแล้ว เพราะพวกเขาเริ่มต้นตั้งแต่รอบคัดเลือกรอบแรก แต่เมื่อมองที่คุณภาพของเกมการเล่น คุณภาพของนักเตะ มันน่าเสียดายที่อีกนิดเดียวพวกเขาก็จะได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ปีนั้นอย่างที่เราทราบกัน บาเยิร์น เข้าไปชิงกับแมนฯ ยูไนเต็ด และฉากจบที่กลายเป็นตำนานที่คัมป์ นู ด้วยฟอร์มของนักเตะเคียฟชุดนั้น ทำให้พวกเขาได้แยกย้ายกันไปหากินในทีมใหญ่ อันเดร เชฟเชนโก้ ถูก เอซี มิลาน ทุ่มเงินซื้อทันทีหลังจบฤดูกาลนั้น และกลายมาเป็นตำนานของ ซาน ชิโร่ พร้อมกับเป็นนักเตะคนที่ 3 ของกุนซือ วาเลรี่ โลบานอฟสกี้ ที่คว้าบัลลง ดอร์ มาครองได้สำเร็จ เชว่า ก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าระดับโลกเต็มตัวในสีเสื้อมิลาน เซอร์เก เรบรอฟ ในความเป็นจริง คนยูเครน ยกให้เขาเหนือกว่า เชฟเชนโก้ ด้วยซ้ำในเรื่องการจบสกอร์ แต่แพ็คเกจโดยรวม เชว่า ดูดีกว่า โดยเฉพาะสภาพร่างกาย รูปร่าง และความเร็ว เรบรอฟ ย้ายมาเล่นกับ สเปอร์ส ในปี 2000 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เขากลับไป ดีนาโม เคียฟ อีกครั้งในปี 2005 คาค่า คาลัดเซ่ ก็ตาม เชฟเชนโก้ มาอยู่ที่มิลาน ในปี 2001 โอเล็กซ์ ลุซนี่ ขณะนั้นอายุ 31 ปีแล้ว ย้ายมาเล่นให้อาร์เซน่อล น่าเสียดายที่เขาย้ายมาช้าเกินไป ความเร็วของฟุตบอลอังกฤษ ทำให้เขาโดนมองว่าเป็นกองหลังที่ดีมากนัก และไม่ได้เป็นตัวจริงสม่ำเสมอ แต่ก็ยังลงเล่นให้ทีมถึง 110 นัด ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก 1 สมัย เอฟเอ คัพ อีก 1 สมัย รับชมคลิปเพิ่มความสนุกกันได้เลยที่ :: http://ow.ly/PbVn30speNy เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แชมป์ของลีดส์แฮททริกของก็องโต้ "

สำหรับแฟนบอลอังกฤษ สัญญานเตือนชัดเจนที่สุดว่าฤดูกาลใหม่กำลังจะเปิดนั่นก็คือเกมชิงโล่การกุศล "คอมมิวนิตี้ ชิลด์" มันคือ "ซูเปอร์ คัพ" โดยพฤตินัย เพราะเป็นการเจอกันของแชมป์ฟุตบอลลีก กับ แชมป์ฟุตบอลถ้วย ของฤดูกาลก่อน เมื่อเกมนี้เตะขึ้น หมายความว่าอีก 1 สัปดาห์ ฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก ก็จะบรรเลงเพลงแข้งกันอีกครั้ง ยาวไปอีก 9 เดือน ล่าสุด ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์เอฟเอ คัพ ก็เป็นฝ่ายคว้าโล่การกุศลนี้ไปครองด้วยการเอาชนะแชมป์ลีกอย่าง แมนฯ ซิตี้ ไป 3-1 ถือเป็นเกมที่สนุกตื่นเต้น เหมาะแก่การเป็นเกมชิมลางก่อนพรีเมียร์ ลีก เปิดอย่างที่สุด ตลอดประวัติศาสตร์ของเกมชิงโล่นี้ มีหลายต่อหลายครั้งที่สนุกตื่นเต้น เร้าใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเวอร์ชั่นเมื่อปี 1992 สมัยนั้น ยังเรียกว่า "แชริตี้ ชิลด์" ที่ทำให้เราแปลตรงตัวได้ว่า โล่การกุศล (Charity Shield) เนื่องจากเดิมที เอฟเอ หรือสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ได้ยื่นเรื่องไว้กับคณะกรรมการองค์กรการกุศล (Charity Commision) และนำชื่อ แชริตี้ มาใช้เป็นชื่อการแข่งขัน เพราะเงินที่ได้จากการขายตั๋วและขายหนังสือโปรแกรมของเกมนี้ จะถูกนำไปบริจาคให้องค์กรการกุศลต่างๆ ทว่าในปี 2002 คณะกรรมการองค์กรการกุศล พบว่าฝ่ายจัดการแข่งขัน มีความล่าช้า และไม่ชัดเจน ในเรื่องการแจกแจงว่ารายได้นั้นจะบริจาคให้ที่ไหน อะไรยังไง จนมีการเรียกคืนชื่อ "แชริตี้" นั่นทำให้เอฟเอ ต้องเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "คอมมิวนิตี้ ชิลด์" (Community Shield) หรือ เกมการแข่งขันเพื่อสังคม แทน และใช้ชื่อนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ดี เราก็ยังคุ้นเคยกันในภาคภาษาไทยว่า โล่การกุศล อยู่เช่นเดิม ในปี 1992 มันเป็นการเจอกันของ ลีดส์ ยูไนเต็ด แชมป์ลีกสูงสุด และลิเวอร์พูล แชมป์เอฟเอ คัพ มันถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านพอดี เพราะฤดูกาล 1992/93 ลีกสูงสุดของอังกฤษ แยกตัวออกจากฟุตบอลลีก มาตั้งเป็น เดอะ พรีเมียร์ ลีก จัดการบริหารรายได้กันเอง และเปลี่ยนชื่อลีกเป็น "พรีเมียร์ ลีก" แทนที่จะเป็น ดิวิชั่น 1 ตามเดิม นั่นหมายความว่า ลีดส์ คือทีมสุดท้ายที่ได้แชมป์ลีกสูงสุดในระบบเดิม ในชื่อเดิมว่า ดิวิชั่น 1 เกมนี้เตะกันที่เวมบลีย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1992 ลีดส์ ภายใต้การคุมทีมของ ฮาวเวิร์ด วิลคินสัน มาในชุดเก่งสีขาวล้วน นายทวารเป็น จอห์น ลูคิช แบ็กโฟร์ประกอบด้วย จอน นิวซั่ม, คริส แฟร์คลัฟ, คริส ไวท์, โทนี่ โดริโก้ กองกลางถือว่าแข็งแกร่ง ร็อด วัลเลซ ปีกขวา ตรงกลาง เดวิด แบ็ตตี้ กับ แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ ที่ภายหลังจะได้ย้ายมาเล่นให้ลิเวอร์พูล ส่วนปีกซ้ายเป็น แกรี่ สปีด ผู้ล่วงลับ คู่หน้า ลี แชปแมน ประสานงานกับ เอริค คันโตน่า ก็องโต้ เพิ่งย้ายมาเล่นให้ลีดส์ในเดือนมกราคม 1992 นี่เอง ใช้เวลาไม่นาน ก็กลายเป็นขวัญใจแฟนลีดส์ มีส่วนช่วยให้พวกเขาเบียดแมนฯ ยูไนเต็ด เข้าป้ายเป็นแชมป์ ดิวิชั่น 1 โดยไม่มีใครคาดเดาและคิดล่วงหน้าได้เลยว่านับจากเกมนี้อีกเพียง 3 เดือนเศษ คันโตน่า จะย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และสร้างตำนานไว้ที่นั่น ทางฝั่งลิเวอร์พูลที่มี แกรม ซูเนสส์ คุมทีม ก็มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ ลิเวอร์พูลปล่อย แบร์รี่ โจนส์, เรย์ เฮาจ์ตัน, แบร์รี่ เวนิสัน ออกไปจากทีม (ภายหลัง ดีน ซอนเดอร์ส ก็ด้วย) จากนั้นก็ซื้อ เดวิด เจมส์ นายทวารดาวรุ่งหนุ่มพุ่งแรงเข้ามา นี่คืออนาคต ซูเนสส์ กล่าว ยังมี พอล สจ๊วร์ต, ทอร์เบน พีชนิค (ภายหลังมี สติก อิงเก้ บียอร์นบี้) ซูเนสส์ จัดทีมให้ บรูซ กร็อบเบลาร์ เฝ้าเสา แนวรับประกอบด้วย ไมค์ มาร์ช, นิค แทนเนอร์, มาร์ค ไรท์ และ เดวิด เบอร์โรว์ส แดนกลาง มาร์ค วอลเทอร์ส ยืนปีกขวา ปีกซ้าย รอนนี่ โรเซนธาล ตรงกลาง พอล สจ๊วร์ต ได้ประเดิมให้ทีมทันทีหลังย้ายมาหมาดๆ เล่นคู่กับ รอนนี่ วีแลน ส่วนคู่หน้าเป็น 2 หอกเลือดมังกรแดงคือ เอียน รัช และ ดีน ซอนเดอร์ส นาทีที่ 26 ร็อด วัลเลซ ได้บอลแทงจาก แบ็ตตี้ หลุดโล่งมาทางซ้าย เขาดึงรอจังหวะในกรอบเขตโทษแล้วเปิดเข้ากลางให้ เอริค คันโตน่า กดเต็มข้อไม่เหลือ 1-0 ของลีดส์ แต่อีกเพียงไม่ถึง 10 นาที ลิเวอร์พูล ก็ตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะเปิดสุดเส้นหลังของ รอนนี่ โรนเซนธาล มาที่เสาสอง เอียน รัช ยืนโขกเหน่งๆ 1-1 นาทีที่ 43 กำลังจะหมดครึ่งแรกอยู่รอมร่อ ลีดส์ มาพลิกนำอีกครั้ง 2-1 จากฟรีคิกระยะเกือบ 30 หลาเยื้องฝั่งขวาของเขตโทษ โทนี่ โดริโก้ วิ่งมายิงเต็มหลังเท้า บอลพุ่งแฉลบบล็อก แล้วเข้าประตูไปอย่างจนปัญญาของ กร็อบเบลาร์ ครึ่งหลังลิเวอร์พูล ลงมาบุกหนัก นาทีที่ 65 ก็ตีเสมอได้สำเร็จ ในจังหวะที่ มาร์ค วอลเทอร์ส ตะบันจากหน้าเขตโทษไปติดบล็อกกองหลังแต่ ดีน ซอนเดอร์ส จมูกไว ปรี่เข้าซ้ำดาบสองตุงตาข่าย 2-2 นาทีที่ 77 ลีดส์ ออกนำอีกครั้ง แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ สาดฟรีคิกจากทางฝั่งซ้ายเข้าไปในเขตโทษ เอริค คันโตน่า เทกตัวโหม่งบอลไปโดนเพื่อนร่วมทีม กระดอนกลับมาเข้าทาง ก็องโต้ เลยยิงตูมเดียวเข้าไปเป็น3-2 อีก 10 นาทีต่อมา ร็อด วัลเลซ ไปเก็บบอลได้ตรงมุมธงพอดีก่อนบรรจงเปิดมาหน้าปากประตู คันโตน่า เทกตัวเหนือ รอนนี่ โรเซนธาล แล้วโขกเน้นๆ เป็น 4-2 และมันคือ แฮททริกของกองหน้าชาวฝรั่งเศสรายนี้ นั่นคือแฮททริกแรก ในการเล่นฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการของ คันโตน่าด้วย ก่อนหมดเวลา 1 นาที เกิดความตื่นเต้นขึ้น เพราะลิเวอร์พูลไล่มา 3-4 จากลูกเตะมุมทางขวา บอลมาตกเข้าทาง มาร์ค ไรท์ เติมขึ้นมายิงยัดไปเสาแรก บอลไม่ได้แรงนัก ตรงนั้นมี กอร์ดอน สตรัคคั่น ซึ่งลงมาเป็นตัวสำรองของลีดส์ ยืนคุมเสาอยู่ สตรัคคั่น พยายามครองบอลแต่มันดันค่อยๆ ปลิ้นไปทีละนิดตามจังหวะการขยับขาของเขา แล้วทะลักข้ามเส้น กลายเป็นประตูไปเฉยเลย ทว่าช่วงที่เหลือลิเวอร์พูล ก็ไม่สามารถตามตีเสมอได้สำเร็จ จบเกม ลีดส์ เป็นฝ่ายคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 4-3 หนึ่งในเกมสุดตื่นเต้น และแฟนบอลได้เห็นแฮททริกของ เอริค คันโตน่า ในเสื้อสีขาว มันเป็นครั้งสุดท้ายที่ลีดส์ คว้าชัยชนะได้ที่สนามเวมบลีย์อีกด้วย (สมัยนั้นยังเป็นเวมบลีย์เก่า) หลายคนมองว่า แชริตี้ ชิลด์ หรือ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ไม่นับเป็นแชมป์เมเจอร์ แต่จะนับหรือไม่นับก็ตาม นั่นกลับกลายเป็นแชมป์รายการสุดท้ายจนถึงตอนนี้ของลีดส์ หากนับการแข่งขันในระดับสูง ร่วมรับชมคลิปความสนุกกับ "ก็องโต้" ได้ที่ :: http://ow.ly/9vHk30sp8Lv เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดาวรุ่งผู้เบียดเชียเรอร์เป็นสำรอง "

ไม่น่าเชื่อว่ากองหน้าเบอร์ 1 ของทีมชาติอังกฤษและตำนานของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เคยโดนดร็อปเป็นตัวสำรอง เพียงเพื่อให้ดาวรุ่งวัย 20 เป็นตัวจริงแทน รุด กุลลิท ตำนานทีมชาติฮอลแลนด์ ย้ายมาเล่นให้เชลซี ในภายหลังก็ขึ้นมาคุมทีมสิงห์บลูส์ ควบตำแหน่ง ผู้เล่น/ผู้จัดการทีม ในฤดูกาล 1998/99 เปิดมาไม่นาน นิวคาสเซิ่ล ปลด เคนนี่ ดัลกลิช ออกจากตำแหน่ง และได้เลือก กุลลิท เข้ามาคุมทีมแทน กุลลิท เคยเอ่ยใน ยูโร 1996 เรียกทีมที่เล่นฟุตบอลได้สวยงามว่า "Sexy Football" เซ็กซี่ฟุตบอล เขาบอกว่าจะทำนิวคาสเซิ่ล ให้เล่นได้ในสไตล์นี้ ฤดูกาลแรกที่คุมทีม นิวคาสเซิ่ล จบอันดับ 13 ฤดูกาลต่อมา 1999/2000 เซ็กซี่ฟุตบอลของ กุลลิท เริ่มต้นได้ไม่ดีเอาเสียเลย นิวคาสเซิ่ล แพ้รวด 3 นัดแรก ต่อแอสตัน วิลล่า, สเปอร์ส และเซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนจะมาเสมอวิมเบิลดัน 3-3 ช่วงนั้นเองที่ กุลลิท กับ อลัน เชียเรอร์ ซึ่งเป็นกองหน้าตัวความหวัง เป็นกัปตันทีม และมีอิทธิพลในห้องแต่งตัวอย่างมาก ดันทะเลาะกันเอง เกมต่อไปที่รออยู่ถือเป็นเกมสำคัญสุดๆ เพราะมันคือการเปิดบ้านเซนต์ เจมส์ พาร์ค เจอกับอริตลอดกาลอย่างซันเดอร์แลนด์ นี่อาจชี้ชะตาหลายอย่าง หนึ่งชี้ชะตากุลลิท, สองชี้ชะตาทีม หากชนะได้ กำลังใจจะกลับมามหาศาล แต่ถ้าแพ้อีก มันคือความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด และกำลังใจนักเตะคงดำดิ่ง ฤดูกาลนั้น นิวคาสเซิ่ล มีกองหน้าระดับประสบการณ์ ผ่านดีกรีความสำเร็จมาแล้วทั้ง อลัน เชียเรอร์, เควิน กัลลาเกอร์ และ ดันแคน เฟอร์กูสัน ทว่ากองหน้าตัวจริงที่ รุด กุลลิท ส่งลงเป็นตัวจริงในเกมชี้ชะตากับซันเดอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 1999 คือ พอล โรบินสัน ดาวรุ่งวัย 20 ปี! พอล โรบินสัน คนนี้ ไม่ใช่ผู้รักษาประตูของ สเปอร์ส และแบล็คเบิร์น ซึ่งเคยเป็นมือ 1 ทีมชาติอังกฤษ และไม่ใช่ พอล โรบินสัน อดีตกองหลังวัตฟอร์ดและเวสต์บรอมวิช แต่อย่างใด แม้ชื่อจะเหมือนกัน และอายุรุ่นเดียวกันก็ตาม พอล โรบินสัน คนนี้เป็นกองหน้าที่นิวคาสเซิ่ลคว้ามาจาก ดาร์ลิงตัน เมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้ ที่คลาสสิกคือ หมอนี่เกิดที่ซันเดอร์แลนด์ และครอบครัวทั้งบ้านเชียร์ซันเดอร์แลนด์หมด ตัวเองก็เชียร์ซันเดอร์แลนด์ แต่เลือกย้ายมาเล่นให้อริตลอดกาลอย่าง นิวคาสเซิ่ล เพราะเหตุผลด้านฟุตบอลล้วนๆ หมอนี่ลงเล่นนัดแรกคือเป็นสำรองในเกมเปิดฤดูกาลที่แพ้ วิลล่า 0-1 จากนั้นเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมเสมอ วิมเบิลดัน 3-3 ซึ่งก็เป็นเกมก่อนเจอซันเดอร์แลนด์นัดนี้แหละ โรบินสัน ในวัย 20 ปี ลงเป็นกองหน้าตัวจริงคู่กับตัวรุกโครแอต เจ้าของเสื้อหมายเลข 10 อย่าง ซิลวิโอ มาริช ซึ่งทีมเพิ่งซื้อมาในซัมเมอร์นี้เอง เกมผ่านมาถึงนาทีที่ 28 พอล โรบินสัน ก็ตอบแทนความไว้วางใจของ กุลลิท ด้วยการดีดบอลทะลุช่องให้ คีรอน ดายเออร์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงประตู พา "เดอะ แม็กพายส์" ออกนำ 1-0 นั่นเป็นประตูแรกของ ดายเออร์ ในสีเสื้อนิวคาสเซิ่ลด้วย หลังจากเพิ่งย้ายมาจากอิปสวิช ในซัมเมอร์นั้นเช่นกัน ครึ่งหลัง นาทีที่ 57 กุลลิท ก็ถอด โรบินสัน ออกแล้วส่ง ดันแคน เฟอร์กูสัน ลงไปแทน จากนั้นไม่ถึง 10 นาที ซันเดอร์แลนด์ก็ตีเสมอได้เลยจาก ไนออล ควินน์ นาทีที่ 72 กุลลิท ถอด ซิลวิโอ มาริช ออกแล้วส่ง อลัน เชียเรอร์ ลงไป เหมือนดวงจะแตกเพราะจากนั้น 3 นาที เควิน ฟิลลิปส์ ก็พังประตูให้ซันเดอร์แลนด์แซงนำ 2-1 และกลายเป็นประตูชัยของทีมแมวดำ มันคือจุดจบของนิวคาสเซิ่ล และ รุด กุลลิท อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อกุนซือดัตช์ ให้สัมภาษณ์หลังเกม กุลลิท ออกปากชม พอล โรบินสัน ว่าเล่นได้ดี แต่เกมเปลี่ยนไปเมื่อเขาส่ง ดันแคน เฟอร์กูสัน และ อลัน เชียเรอร์ ลงสนาม แม้ว่า เชียเรอร์ จะมีความเป็นมืออาชีพสูง แต่ทุกคนรู้ดีว่า "บิ๊กอัล" มีอิทธิพลแค่ไหนต่อนิวคาสเซิ่ล 3 วันหลังความพ่ายแพ้ รุด กุลลิท ก็ประกาศอำลาตำแหน่ง ลาออกจากเก้าอี้กุนซือที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค ทันที สำหรับ โรบินสันเอง เขาชื่นชมสองรุ่นพี่อย่าง เชียเรอร์ และ บิ๊กดังค์ อย่างมาก เพราะทั้งคู่มีความเป็นมืออาชีพ คิดเพื่อทีมก่อนเพื่อตัวเอง ไม่ได้รู้สึกแย่เลยเมื่อเห็นเขาเป็นตัวจริงก่อน ตัวของ โรบินสัน นั้น เขาเผยว่าเขาไม่ได้เซอร์ไพรส์ที่ได้ลงตัวจริง เพราะเขามองว่าเขาเล่นดีในเกมกับวิมเบิลดัน ก็ถูกแล้วที่จะได้โอกาสลงเล่น เวลานั้น พอล โรบินสัน วัยเพัยง 20 ปี กำลังห้าวสุดขีด และเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงมากๆ ในสนาม โรบินสัน อาจจะยังยิงประตูไม่ได้ แต่เขาก็มีแอสซิสต์ และแนวทางการเล่นก็ต่างไปจากกองหน้าคนอื่นๆ คือเขาเป็นนักเตะที่เคลื่อนที่ได้ดี มีความคล่องแคล่ว แตกต่างจาก เชียเรอร์ และ เฟอร์กูสัน ที่เป็นหน้าเป้าเบอร์ 9 แท้ๆ หลังจาก รุด กุลลิท โดนปลด สโมสรก็ให้ สตีฟ คลาร์ก มาคุมทีมชั่วคราวอยู่ 2 นัด โดน แมนฯ ยูไนเต็ด ถล่ม 5-1 ตามด้วยแพ้เชลซี 0-1 เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ได้รับการแต่งตั้งมาเป็นกุนซือถาวรคนใหม่ เกมแรกของปู่บ็อบ คือการนำ นิวคาสเซิ่ล ซึ่งเป็นบ๊วยอยู่ในเวลานั้น ด้วยผลงานแพ้ 6 เสมอ 1 จาก 7 เกมแรก เจอกับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ทีมรองบ๊วย อลัน เชียเรอร์ ได้กลับมาเป็นตัวจริง ไฟในตัวของ "ฮ็อตช็อต" กลับมาร้อนแรงเมื่อ บ็อบบี้ ร็อบสัน มาคุมทีม เกมแรกนี้ นิวคาสเซิ่ล ก็ถล่ม เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ไปกระจุย 8-0 และ เชียเรอร์ ทำคนเดียว 5 ประตู!!! แน่นอนสำหรับ พอล โรบินสัน เขาก็ต้องกลับไปนั่งสำรองตามระเบียบ ฤดูกาลนั้น โรบินสัน ลงเป็นตัวสำรองอีกบางนัด แต่ไม่เคยเป็นตัวจริงอีกเลย เขาทำประตูได้ลูกเดียวในศึก ยูฟ่า คัพ หลังจบฤดูกาล เขาตัดสินใจย้ายลงใต้ไปเล่นกับวิมเบิลดัน ด้วยความหวังจะได้ลงสนามมากขึ้น เป็นตัวจริงมากขึ้น ด้วยความมั่นใจในฝีเท้าตัวเอง แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เขามีอากาศโฮมซิก คิดถึงบ้าน คิดถึงดินแดนภาคอีสานถิ่นเกิด เขาแทบไม่ได้ลงสนามเลย วิมเบิลดันที่ตกชั้นก็ไม่เคยฟื้นขึ้นมาอีก และสุดท้ายสโมสรก็ยุบไปในปี 2004 พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น มิลตัน คีย์นส์ ดอนส์ ในเวลาต่อมา พอล โรบินสัน อำลา วิมเบิลดันในปี 2003 และตระเวนเล่นกับ แบล็คพูล, ฮาร์ทลี่พูล, ยอร์ค ซิตี้, วิทลี่ย์ เบย์ ก่อนมาแขวนสตั๊ดกับ ทอร์คีย์ ในปี 2006 ด้วยวัยเพียง 27-28 ปีเท่านั้น จากนั้น เขาก็กลับมาเล่นเป็นฟุตบอลสมัครเล่นบ้างกับอีกหลายๆ ทีมจนถึงปี 2016 มิหนำซ้ำ ไม่กี่ปีมานี้เขาเคยโดนฟ้องร้องเป็นบุคคลล้มละลาย เพราะมีปัญหาเรื่องหนี้สิน พอล โรบินสัน ยอมรับว่าตอนเปลี่ยนผ่านจากนิวคาสเซิ่ล มาวิมเบิลดัน เขามีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจและใช้เงินฟุ่มเฟือย ซื้อของทิ้งๆ ขว้างๆ จนในที่สุดก็มีปัญหาการเงิน อย่างไรก็ตาม เขายังปล่อยมุก อำตัวเองอยู่เสมอ เมื่อถูกสัมภาษณ์ถึงเกมคลาสสิก "ไทน์-เวียร์ ดาร์บี้" ที่เขาได้ลงตัวจริง เบียด อลัน เชียเรอร์ เป็นสำรอง "ผมพูดเสมอว่า เรายังนำ 1-0 นะ ตอนผมโดนเปลี่ยนตัวออก!" เขาพูดพร้อมหัวเราะ ใช่ ความพ่ายแพ้ในเกมนั้นไม่ใช่ความผิดของเขาเลย น่าเสียดายแทนเขามากกว่าที่ไม่สามารถต่อยอดเส้นทางอาชีพให้ไปได้ไกลกว่านั้นได้ ความมั่นใจตัวเองเป็นเรื่องดี แต่หากมีมากเกินไปจนไม่สนบริบทรอบข้างเลย บางครั้งมันก็นำมาซึ่งเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ไม่อยากย้ายแต่ต้องย้าย "

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับอนาคตที่สับสน หลังจบฤดูกาล เขาโผล่ในคลิปที่พูดถึงฤดูกาลใหม่ และหวังจะได้ร่วมงานกับโค้ชใหม่อย่าง เอริค เทน ฮาก ทุกอย่างดูลงตัว ต่างก็แยกย้ายกันไปรับใช้ชาติหรือพักช่วงหน้าร้อน ก่อนมาเจอกันอีกตอนเข้าแคมป์ปรีซีซั่น ปรากฏว่าไม่ถึงเดือน โรนัลโด้ ประกาศว่าอยากย้ายออกจากแมนฯ ยูไนเต็ด และปล่อยให้เรื่องทุกอย่างอยู่ในหมอกควัน ท่ามกลางเหตุผลเกี่ยวกับครอบครัว ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นเช่นไร ที่ชัดเจนแล้วก็คือ โรนัลโด้ ต้องการแยกทางกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในทางตรงกันข้าม นักเตะดังบางคนได้ย้ายออก ทั้งที่ความต้องการคืออยู่ต่อ หนึ่งในเคสที่คลาสสิกคือ กาก้า จาก เอซี มิลาน ไปยัง เรอัล มาดริด ในซัมเมอร์ปี 2009 ครั้งที่กลุ่มทุนอาบู ดาบี เข้ามาเทคโอเวอร์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่มีกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ เรียกว่ามีเงินเท่าไหร่ ใส่ไปเต็มๆ ได้เลย พวกเขาอยาก "สร้างสเตทเมนท์" ด้วยการซื้อนักเตะดังเข้ามาร่วมทีมให้ได้ พวกเขาได้ โรบินโญ่ มาร่วมทีม แต่นั่นยังไม่เพียงพอ แมนฯ ซิตี้ ต้องการนักเตะระดับโลกอย่างแท้จริง มกราคม 2009 พวกเขาติดต่อไปยัง เอซี มิลาน พร้อมจ่าย 100 ล้านยูโร เพื่อเซ็น กาก้า มาร่วมทีม และประเคนค่าเหนื่อย 500,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ให้ แต่ทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้น แฟนบอลมิลาน มารวมตัวกันบริเวณที่พักอาศัยของเขาจำนวนมาก เมื่อได้ยินข่าวนี้ และข่าวว่า ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นายกรัฐมนตรีอิตาลี และเจ้าของสโมสรมิลาน อาจรับข้อเสนอจาก แมนฯ ซิตี้ กาก้า ปรากฏตัวที่หน้าต่าง พร้อมกับชูเสื้อมิลาน จากนั้นก็สวมมัน แตะที่ตราสโมสร พร้อมกับยิ้มให้แฟนๆ เพื่อบอกว่า เขาจะไม่ย้ายไปจากที่นี่ ทุกคนรู้ดีว่า มิลาน รัก กาก้า และ กาก้า ก็รัก มิลาน ขณะนั้น มิลาน อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จากแชมป์ยุโรป มาสู่การผลัดเปลี่ยน นักเตะหลายคนผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว เริ่มมีโรยราบ้าง ที่สำคัญ สถานะทางการเงินของสโมสรมีปัญหา ตลอดครึ่งปีนั้น มีข่าวกาก้า ย้ายทีมบ่อยมาก และทีมหนึ่งที่เข้ามาโยงก็คือ เรอัล มาดริด เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่เล่นเกมยาว พวกเขาเริ่มหยอดใส่นักเตะเป้าหมาย ให้สื่อช่วยประโคมข่าว ปูทางมานาน ก่อนเริ่มการเจรจาจริงจัง ปกติแล้ว กาก้า ไม่ใช่นักเตะที่ชอบแสดงความเป็นซูเปอร์สตาร์ เขาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์อะไรมากมายนัก แต่การที่เขาตกเป็นข่าวว่าจะย้ายออกจาก มิลาน ทำให้โดนรบกวนหนัก จนต้องออกมาพูด หลังจากฤดูกาล 2008/09 จบลง "ผมจะขอพูดเป็นหนสุดท้าย ผมไม่ต้องการย้ายจาก มิลาน ในตอนนี้ผมขออยู่เงียบๆ เพราะผมไม่ต้องการให้ถูกตีความหมายผิด" "สำหรับแฟนรอสโซเนรี่นับล้าน ผมบอกแล้วว่าผมตัดสินใจแล้ว ผมบอกว่าผมอยากอยู่ที่นี่ ตอนนี้ ได้โปรดปล่อยให้ผมอยู่อย่างสงบ" "ขอบคุณพระเจ้าที่เราได้สิทธิ์เล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เราคิดถึงมันมาก และผมก็คิดถึงมัน ผมอยากคว้าแชมป์ต่อไปกับมิลาน ผมอยู่ต่อที่มิลาน และนี่คือบทสรุปของ ณ วันนี้" แม้จะได้ยินการยืนยันจากปากของนักเตะคนโปรดเอง แต่แฟนมิลาน ก็ไม่เบาใจนัก เนื่องจากหนนี้ อีกฝ่ายไม่ใช่แมนฯ ซิตี้ ยุคเศรษฐีใหม่หรือสามล้อถูกหวย แต่เป็น เรอัล มาดริด ที่สำคัญ เป็น เรอัล มาดริด ภายใต้ชายที่ชื่อ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เปเรซ กลับมาเป็นประธานสโมสร เรอัล มาดริด คำรบสองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2009 และจากนั้น ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมาก เปเรซ เดินหน้านโยบายนี้ทันที ตลอดเดือนมิถุนายนนั้นข่าวของ กาก้า กับ มาดริด มีมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในที่สุด มิลาน ก็ตัดสินใจขายดาวเตะคนเก่งวัย 27 ปี ให้กับ เรอัล มาดริด จนได้ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก 67 ล้านยูโร หรือราว (57-58 ล้านปอนด์) มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในช่วงเวลานั้น กาเอตาโน่ เปาลิลโล่ เอเยนต์ของ กาก้า ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ในภายหลัง "จะบอกความจริงกับคุณนะ กาก้า ไม่เคยอยากย้ายออกจากเอซี มิลานเลย เขาโอเคมากๆ ในมิลาน ทั้งตัวเขาและครอบครัว อย่างไรก็ตาม สโมสรก็ขายเขา และเวลานั้น เรอัล มาดริด คือทางออกที่ยอดเยี่ยม (สำหรับทุกฝ่าย)" "ถ้าทุกอย่างขึ้นอยู่กับ มิลาน ละก็ พวกเขาคงรับข้อเสนอ 100 ล้านยูโรจากแมนฯ ซิตี้ไปแล้ว แต่ กาก้าปฏิเสธที่จะย้ายด้วยไง" อย่างที่บอกว่าในช่วงเวลานั้น การเงินของ มิลาน คือสิ่งที่ต้องคิดคำนึง ฝ่ายฟุตบอล ไม่สามารถมีอำนาจในการตัดสินใจได้ทั้งหมด เพราะสุดท้าย เงินก็มีส่วนสำคัญในการรันสโมสร "(อาเดรียโน่) กัลเลียนี่ (ซีอีโอ มิลาน) ไม่อยากขายเขาเลย แต่นั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาคนเดียว แน่นอน เรอัล มาดริด ยังเป็นเรอัล มาดริดเสมอ เราไม่ได้พูดถึงทีมไหนก็ได้นะ แต่ที่เขาได้รับในสเปน มันก็ไม่ได้มากไปกว่าที่ เอซี มิลาน ให้เขาเลย" "ทุกๆ ปี เรอัล มาดริด จะถามเข้ามาว่าจะขาย กาก้า มั้ย แต่มิลาน ก็ไม่เคยคิดขายเขา และเขาก็พูดเสมอว่าเขาไม่อยากย้ายออกจากเอซี มิลาน นั่นคือแผนงานเดิมอยู่แล้วนะ" " ผมจำได้ว่าหลังเกมสุดท้ายของ มิลาน ในฟลอเรนซ์ ในฤดูกาล 2009 เขาต้องไปเล่นให้ทีมชาติบราซิล เขาเอาไปแค่เป้ใบเดียวเอง เขาบอกผมว่า เราจะมาเจอกันที่สนามบิน มัลเปนซ่า (ในมิลาน) ภายใน 1 เดือน แต่ มิลาน ก็จำใจขายเขาให้ เรอัล มาดริด ตอนเขายังอยู่ที่บราซิล" วันที่ 30 มิถุนายน 2009 กาก้า ก็เปิดตัวในฐานะนักเตะคนใหม่ของ เรอัล มาดริด เขาสลับจากเสื้อแดงดำเบอร์ 22 ของ มิลาน มาสู่เสื้อขาวเบอร์ 8 ที่มาดริด สำหรับ กาก้า แล้ว เขาเข้าใจดีว่าที่มิลาน มันเกิดอะไรขึ้น สโมสร จำเป็นต้องขายเขา เพื่อพยุงการเงิน และตัวเขาเอง หากต้องย้าย อย่างน้อยก็ได้ย้ายมาอยู่กับทีมอย่าง เรอัล มาดริด แม้ว่าหากเลือกได้ เขาคงอยากอยู่ที่ มิลาน ลงเล่นในซาน ชีโร่ ตลอดไป "มิลาน ในตอนนั้น ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะขายใครออกไปเลย พวกเขาจะขายก็ต่อเมื่อนักเตะร้องขอขึ้นบัญชีย้ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งกรณีนั้นมันเคยเกิดขึ้นกับเชฟเชนโก้ ที่ย้ายไปเชลซี" "ส่วนกรณีของผมมันแตกต่างออกไป นี่เป็นครั้งแรกที่สโมสรเปิดประตูให้กับข้อเสนอ ซึ่งมาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้" "เดิมทีผมตัดสินใจอยู่ต่อ แต่เมื่อมิลาน เปิดประตูที่จะขายผม ผมก็เลยต้องขอเงื่อนไขว่า ถ้าผมจะต้องอำลาจากรอสโซเนรี่ ละก็ มันต้องเป็นการเล่นให้ เรอัล มาดริด นั่นคือสโมสรเดียวที่ผมจะยอมย้ายออกจาก มิลาน" "ในตอนปิดฤดูกาล การเจรจาก็เริ่มต้นขึ้น ฟลอเรนติโน่ เปเรซ โทรหา กัลเลียนี่ หลายครั้งเพื่อขอซื้อผม หลังจากมิลาน เปิดประตูการเจรจากับซิตี้ในเดือนมกราคม ทำให้ เรอัล โทรหาพ่อผม ผมตอบตกลง หนักแน่นว่าการไปเล่นให้ เรอัล มาดริด คือความต้องการของผม" "การมาถึง เรอัล มาดริด ของผมมันยอดเยี่ยมมาก ผมเชื่อในการเลือกของตัวเอง ผมได้ค่าจ้างน้อยกว่าที่ผมได้รับที่มิลานด้วยซ้ำ แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ผมจะได้แชมป์น้อยกว่า" "ค่าจ้างมันน้อยกว่าที่ผมจะเลือกย้ายไปแมนเชสเตอร์ (ซิตี้) ด้วยซ้ำ ผมพิจารณาเรื่องเงินนะ แต่มันไม่เคยเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจของผมเลย" สถานการณ์ทำให้ กาก้า ต้องย้าย และหากย้าย ปลายทางเดียวของเขาคือ เรอัล มาดริด เท่านั้น ไม่มีสโมสรอื่น แม้ว่าเงินจะน้อยกว่าที่มิลาน และไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าย้ายไป แมนฯ ซิตี้ เขาจะได้เยอะเพียงใด อายุ 27 ปี มันควรเป็นช่วงพีคสุดในอาชีพ แต่ฟอร์มและผลงานของ กาก้า ในสีเสื้อมาดริด กลับไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด กาก้า ยังมาเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขาต้องพลาดการลงสนามไปหลายเดือนอีกด้วย เขาลงสนามให้ มาดริด ใน ลา ลีกา ไปทั้งหมด 85 นัด ทำได้ 23 ประตู ยิ่งในปี 2010/11 แม้ร่างกายจะไม่เต็มร้อย แต่การทำ 7 ประตูจาก 14 นัดก็ถือว่าสูงมาก ดูจากตัวเลข มันไม่เลวเลยทีเดียว แต่มันไม่น่าพอใจ เพราะนี่คือกาก้า นักเตะที่เซตมาตรฐานของตัวเองไว้สูงเหลือเกิน สภาพร่างกาย สภาพจิตใจ รูปแบบการเล่น และอาจจะมีอีกบางปัจจัย ทำให้ กาก้า ไม่ระเบิดเหมือนอย่างสมัยเล่นให้ มิลาน อีกเลย นี่คือนักเตะที่ไม่ต้องการย้ายออกจากทีม แต่มีความจำเป็นที่จะต้องย้าย กาก้า เป็นเจ้าของสถิติโลกได้เพียง 1 สัปดาห์ เรอัล มาดริด ก็จัดการทุบสถิตินั้นลงทันทีด้วยมือตัวเองอย่างราบคาบ วันที่ 6 กรกฎาคม 2009 พวกเขาก็ประกาศการเซ็นสัญญา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จากแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117