breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" นิว เมสซี่ จากอิสราเอล "

มีนักเตะดาวรุ่งมากมายที่ถูกยกไปเทียบกับซูเปอร์สตาร์รุ่นพี่ ระดับตำนาน พร้อมกับมีฉายา "..คนใหม่" หรือ "นิว..." เพิ่มเติมมา อาร์เจนติน่า เคยมี "นิว มาราโดน่า" มากมายหลายคน แต่ไม่มีใครเคยใกล้เคียง จนมาถึง ลิโอเนล เมสซี่ แม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวแต่ เมสซี่ ก็กลายเป็นแข้งระดับโลกได้ดุจเดียวกับเสือเตี้ย และนั่นทำให้ เมสซี่ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของดาวรุ่งแทน "นิว เมสซี่" หรือ เมสซี่คนใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่แฟนบอลรอคอย นักเตะดาวรุ่งถูกยกเป็น "นิว เมสซี่" มาแล้วหลายคน ตั้งแต่ที่ตัวเมสซี่ เองยังอายุเพิ่ง 20 ต้นๆ เนื่องจาก เมสซี่ ดังและเก่งจริงๆตั้งแต่อายุ 18-19 ปี ไรอัน โกลด์ เคยถูกเรียกว่า เมสซี่ แห่งสก็อตแลนด์ เพราะรูปร่างเล็ก คล่องแคล่วเหมือนกัน ทาเคฟุสะ คุโบะ ก็เป็น เมสซี่ญี่ปุ่น ด้วยเหตุผลเดียวกันแถมเคยโตมาในลา มาเซีย อีกต่างหาก ฮวน อิตูร์เบ้ เคยเป็น "นิว เมสซี่" ด้วยเพราะเป็นแข้งอาร์เจนไตน์ แบบเดียวกัน ลีลาลากเลื้อยจัดจ้านเหมือนกัน แต่ครั้งหนึ่งคนที่โดนคาดหวังอย่างมากว่าจะเป็น เมสซี่คนใหม่ คือดาวเตะชาวอิสราเอลที่ชื่อ ไก อัสซูลิน ไก อัสซูลิน เกิดที่อิสราเอล และมีพรสวรรค์สูงมาตั้งแต่เด็ก ในปี 2003 ขณะอายุ 12 ปี ครอบครัวก็ลองเสี่ยง พาเด็กน้อย ไก เข้ามาทดสอบฝีเท้ากับบาร์เซโลน่า เหมือนจะเป็นใจเพราะบาร์ซ่า ตกลงรับ ไก อัสซูลิน เข้าสู่รั้ว ลา มาเซีย แบบเดียวกับที่ ลิโอเนล เมสซี่ เคยผ่านมาก่อน เด็กคนนี้มีความคล้ายกับเมสซี่ หลายอย่าง นอกจากเป็นเด็กต่างบ้านต่างเมืองที่เข้ามาอยู่ใน ลา มาเซีย เขาเป็นนักเตะรูปร่างเล็ก ในสมัยอายุยังน้อย มีทักษะสูง เลี้ยงบอลคล่องแคล่ว และโตมาจากลา มาเซีย ทำให้เขาเล่นได้แทบทุกตำแหน่งในแนวรุก โดยเฉพาะการเล่นริมเส้น หรือเป็นเพลย์เมกเกอร์อยู่หลังกองหน้าตัวเป้า ที่สำคัญ เขายังไว้ผมยาวระต้นคอ แบบเดียวกับที่ เมสซี่ เคยไว้สมัยเป็นดาวรุ่งอีกต่างหาก ในปี 2007 ขณะอายุ 16 ปี ไก อัสซูลิน ก็ขึ้นมาสู่ บาร์เซโลน่า เบ หรือทีมสำรองของบาร์ซ่าแล้ว ตอนนั้นเองที่บาร์ซ่า ตัดสินใจมอบสัญญาใหม่ 3 ปีให้เขา พร้อมกับเงื่อนไขค่าฉีกสัญญา 20 ล้านยูโร (ในสมัยนั้นก็ถือว่ามากพอสมควร กับเด็กที่ไม่เคยพิสูจน์ตัวเองในทีมชุดใหญ่เลย) ตอนนั้นโค้ชของ บาร์ซ่า เบ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นี่แหละ เมื่อ เป๊ป ได้รับการแต่งตั้งมาคุม บาร์เซโลน่า ชุดใหญ่ ก็มีข่าวว่าหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่เป๊ป จะดันขึ้นมาก็คือ ไก อัสซูลิน ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2008/09 ไก อัสซูลิน ได้รับบาดเจ็บหัวเข่า แน่นอนว่าโอกาสที่จะมีเซอร์ไพรส์สู่ทีมชุดใหญ่ก็ต้องหยุดชะงักไปก่อนอย่างน่าเสียดาย กระทั่งซัมเมอร์ 2009 เด็กหนุ่มวัย 18 ปีรายนี้ ก็ถูกเรียกตัวมาเข้าแคมป์กับทีมชุดใหญ่ด้วย โอกาสในทีมชุดใหญ่ของ อัสซูลิน มาถึงในวันที่ 28 ตุลาคม 2009 กับศึก โกปา เดล เรย์ เจอทีมอ่อนชั้นกว่าอย่าง กุลตูรัล เลโอเนซ่า เป๊ป ส่งเด็กคนนี้เป็นตัวจริง ก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 56 ให้ เอริค อบิดัล ลงเล่นแทน จริงๆ แล้ว ก่อนจะได้เล่นให้บาร์ซ่าชุดใหญ่ถึง 1 ปีครึ่ง ไก อัสซูลิน ก็ดังเปรี้ยงปร้างในบ้านเกิด เพราะเขาได้ลงเล่นให้ทีมชาติอิสราเอลชุดใหญ่ เมื่อเดือนมีนาคม 2008 ก่อนวันเกิดครบ 17 ปีของเขา 2 สัปดาห์ด้วยซ้ำ หากมองตรงนี้ มันควรจะเป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จของ ไก อัสซูลิน ที่จะเล่นให้ทีมชาติบ่อยขึ้น เล่นให้บาร์ซ่าชุดใหญ่บ่อยขึ้น แต่มันตรงกันข้าม หากมองกันว่า ความสามารถของเมสซี่ คือของจริง ส่วนพวก "นิว" ต้องพิสูจน์อีกเยอะ ยังมีสิ่งที่แตกต่างกันอีกเรื่อง และเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับดาวรุ่งทุกๆคน นั่นคือ ทัศนคติ ไก อัสซูลิน มั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนกลายเป็นอีโก้ ทั้งที่ตัวเองยังไม่เคยพิสูจน์อะไรให้เห็นเลย หลังจาก เป๊ป ไปแล้ว "บาร์ซ่า เบ" ก็ดึงหลุยส์ เอ็นริเก้ เข้ามาเป็นโค้ชคนใหม่ และ อัสซูลิน ก็ขัดแย้งกับ เอ็นริเก้ ทำให้ในฤดูกาล 2009/10 ซึ่งเป็นฤดูกาลสำคัญต่อเส้นทางอาชีพของเขา น่าผิดหวังอย่างมาก จะขึ้นชุดใหญ่ก็ยังไม่พร้อมเต็มที่ มาทะเลาะกับโค้ชทีมชุด เบ อีก เขาแทบไม่ได้ลงเล่นเต็มเกมให้กับบาร์ซ่า เบ เลย มีรายงานว่า ตอนนั้นบาร์ซ่า อยากต่อสัญญาใหม่กับเขา และส่งไปยืมตัวที่สโมสรอื่น เพื่อให้ อัสซูลิน ได้โอกาสลงเล่นเกมระดับอาชีพแบบเต็มๆ เพื่ออัพเลเว่ล แต่เจ้าตัว มองว่าเขาดีพอเล่นให้บาร์ซ่าชุดใหญ่แล้ว ไม่ต้องไปเล่นที่อื่น หลังจากความปั่นป่วนในสถานการณ์ตรงนี้ สัญญาของเขากำลังจะหมดลงในปี 2010 และมีข่าวว่าสโมสรใหญ่ๆ ทั่วยุโรปจับตามอง "นิว เมสซี่" จากอิสราเอล ผู้เติบโตมาจากลา มาเซีย คนนี้อยู่ สุดท้ายกลายเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ โรแบร์โต้ มันชินี่ ที่เซ็นไก อัสซูลิน ไปร่วมทีม เขามีรุ่นพี่ที่เคยอยู่ร่วมชายคาบาร์ซ่าอย่าง ยาย่า ตูเร่ ไปอยู่ที่นั่นก่อนแล้วด้วย ไก อัสซูลิน เซ็นกับแมนฯ ซิตี้ ในเดือนธันวาคม 2010 ด้วยสัญญา 2 ปีครึ่ง จำได้ว่าในช่วงเวลานั้นแฟนบอลแมนฯ ซิตี้ ไม่น้อยตื่นเต้นกับดีลนี้ เพราะเหมือนคว้าตัวสุดยอดดาวรุ่งจากบาร์ซ่ามาได้แบบฟรีๆ อีกครั้ง... น่าเสียดาย... ที่ อัสซูลิน สอบตก เขาโดนส่งไปให้ ไบรตัน ยืมตัว ลงเล่นไปแค่ 7 นัด และอีกครั้งที่เขาไม่ลงรอยกับโค้ช มีข่าวว่าเขาขัดแย้งกับ โรแบร์โต้ มันชินี่ ภายหลังในปี 2016 ไก อัสซูลิน ก็โบ้ยความผิดให้มันโช่ ทั้งที่ตอนนั้นทั้งเขาและมันโช่ ก็ไม่ได้อยู่ที่ แมนฯ ซิตี้ แล้วด้วยซ้ำ "ปัญหามันชัดเจนมากๆ มันก็คือผู้จัดการทีมมันชินี่ เขาไม่ให้โอกาสใครเลย เขาไม่ได้สนใจนักเตะอายุน้อย โดยเฉพาะกับผม" "ผมจำได้ในการซ้อม พวกเขา(มันโช่ และนักเตะ) เถียงกันและทะเลาะกัน ผมบอกได้เลยว่าเขามีปัญหากับทุกคน และไม่มีใครชอบเขาเลยที่นั่น แล้วคุณดูตอนนี้สิ พวกเขาทุกคนอยากเล่นให้ กวาร์ดิโอล่า และทุ่มเทเต็มที่" "ผมไม่ได้อยากย้ายจากแมนฯ ซิตี้ ผมอยากอยู่ต่อ แต่มันชินี่ ก็อยู่ต่อเช่นกัน เพราะเขาได้แชมป์ลีกในนาทีสุดท้ายเมื่อปีก่อนหน้านั้น" "บอร์ดบริหารบอกว่า พวกเขาไม่ใช่คนที่จะตัดสินใจสุดท้าย แต่เป็นมันชินี่ และเขาบอกผมว่าเขาไม่ต้องการผม และไม่บอกเหตุผลผมด้วยว่าทำไมผมไม่ได้ลงเล่นเลยให้ทีมชุดใหญ่ ดังนั้นผมเลยตัดสินใจกลับสเปน" ในปี 2012 หลังหมดสัญญากับ แมนฯ ซิตี้ เขาก็กลับสเปนอีกครั้ง จากสุดยอดดาวรุ่ง ไก อัสซูลิน ในวัย 21 ปี ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ ราซิ่ง ซานตานเดร์ ใน ลีกา 2 ที่นี่กลายเป็นสโมสรแรกที่เขาได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพแบบเต็มๆ เขาลงสนามให้ ราซิ่ง ไปทั้งหมด 25 นัด และทำได้ 3 ประตู ฤดูกาลต่อมา กรานาด้า ตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีม แต่ก็ส่งเขาลงไปเล่นกับ เอร์กูเลส แบบยืมตัวในระดับ ลีกา 2 อีกครั้ง เขาเล่นให้เอร์กูเลส ได้ดีทีเดียว ทำให้ได้ย้ายทีมแบบถาวรมาเล่นให้ เรอัล มายอร์ก้า แต่เป็นอีกครั้งที่ ไก อัสซูลิน ได้รับโอกาสลงเล่นน้อยมาก จากนั้นเขาก็กลายเป็นนักเตะจอมพเนจรแบบเต็มตัว ทั้งที่เพิ่งอายุ 20 ต้นๆ ไปทดสอบฝีเท้ากับ เรนเจอร์ส, ย้ายไป ฮาโปเอล เทล อาวีฟ ในบ้านเกิด, ซาบาเดลล์ ในลีกา 2 สเปน, ไครัต ในลีก คาซัคสถาน ไร้สังกัด เซ็นกับ โปลี ยาซี่ ในลีกรองโรมาเนีย ก่อนจะเล่นในระดับ ดิวิชั่น 4 ของอิตาลี กับสโมสรเกรม่า และ อูนิโปเมเซีย ล่าสุด เขาไร้สังกัดอีกครั้ง ปัจจุบันนี้ ไก อัสซูลิน เพิ่งอายุ 31 ปี แต่ก็กลายเป็นนักเตะที่ถูกลืม ตั้งแต่ปี 2008 ที่ประเดิมทีมชาติชุดใหญ่ด้วยวัยไม่เต็ม 17 ปีดี เขาก็ไม่เคยกลับไปเล่นให้อิสราเอลชุดใหญ่อีกเลย แน่นอน นักเตะเก่งๆ ตอนเด็กหลายคนก็มีชะตากรรมแบบนี้ แต่หลายคนแม้ไม่ดัง ก็ยังประคองตัวเล่นในลีกระดับสูง มีเส้นทางอาชีพที่พอใช้ได้ ไก อัสซูลิน คือ "นิว เมสซี่" ที่น่าเสียดาย เพราะเขามีเส้นทางในวัยเด็กที่คล้ายคลึงกับ เมสซี่ ตัวจริงมากๆ ยกเว้นสิ่งที่มันสอนกันไม่ได้ และสิ่งนั้นมีผลต่ออาชีพนักฟุตบอลอย่างที่สุด นั่นคือทัศนคติการทำงาน จากความหวังของคนทั้งชาติ จากความหวังที่แฟนบอลบาร์ซ่า ตื่นเต้น กับพรสวรรค์และศักยภาพเต็มเปี่ยม เขาทิ้งมันไปทั้งหมดด้วยทัศนคติบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง รับชมคลิปกันได้เลย : https://cutt.ly/p0NP996 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แชมป์โลกที่ห่างจากคำว่าเต็ง "

ปิดท้ายซีรี่ส์ช่วงฟุตบอลโลกกันด้วยเรื่องของ "เต็ง" กันบ้าง ที่อังกฤษ อัตราต่อรองแชมป์โดยบริษัทรับพนันถูกกฎหมาย แบรนด์ต่างๆ มักเท่ากัน หรือห่างกันก็นิดเดียว และอันดับตัวเต็งก็เหมือนกันทั้งนั้น สำหรับครั้งนี้ อาร์เจนติน่า แชมป์โลก ไม่ได้มาในฐานะเต็ง 1 พวกเขาโดนตั้งอัตราต่อรองที่ 11/2 (แทง 2 จ่าย 11 ไม่รวมทุน) โดยทีมเต็ง 1 ก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่มคือ บราซิล 7/2 ทีมจอมเซอร์ไพรส์แห่งฟุตบอลโลกหนนี้อย่าง โมร็อกโก นั้นถูกตั้งอัตราต่อรองไว้ถึง 200/1 โอกาสคว้าแชมป์ในทางปฏิบัติแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลย คำถามก็คือ แล้วทีมชาติไหน คือเต็งที่ห่างที่สุด ที่ดันกลายมาเป็นแชมป์โลกได้ในบั้นปลาย เมื่ออ้างอิงจากบริษัทรับพนันถูกกฎหมาย เท่าที่ค้นหลักฐานอัตราต่อรองกันได้ชัดเจนคือ นับตั้งแต่ปี 1966 เป็นต้นมานั้น ต้องบอกว่าฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ แม้แต่ทีมที่โดนมองว่าห่วยที่สุด ก็มีอัตราต่อรองแชมป์ที่ไม่ได้จ่ายโหดแบบฟุตบอลลีก เราเคยมี เลสเตอร์ ที่อัตรา 5,000/1 สร้างเรื่องช็อคโลกมาแล้ว (จนบริษัทรับพนันถูกกฏหมาย ไม่กล้าออกราคาบ้าบอแบบนี้อีก) เนื่องจากบอลทัวร์นาเมนต์ "ดวง" เล็กๆ อาจช่วยได้บ้าง ขอให้กระเสือกกระสนเข้ารอบน็อคเอาท์ไปให้ได้เถอะ พอต่อจากนั้นบอลนัดเดียวรู้เรื่อง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ผิดกับฟุตบอลลีกที่ "ดวง" แทบไม่ช่วยเลย ถ้าคุณไม่เก่งจริง เพราะมันต้องเจอกันหมดครบทุกทีม และต้องการความคงเส้นคงวาอย่างมาก "ดวง" จะมีผลก็แค่เฉพาะทีมแกร่งๆ ที่ลุ้นแชมป์กันแค่ทีมสองทีม ที่จุดเล็กๆ น้อยๆ ส่งผลตัดสินแชมป์ได้ในท้ายที่สุด แต่สำหรับทีมรอง จะหวังพึ่งโชคนิดๆ หน่อยๆ แล้วเป็นแชมป์ เลิกฝัน! แต่ถึงอย่างนั้น ท้ายที่สุดแล้ว การเจอกับทีมแข็งไปเรื่อยๆ มันก็จะโดนน็อคเข้าสักวัน ชาติเล็กๆ จึงมักเต็มที่ตกม้าตายที่รอบรองชนะเลิศนี่แหละ คำตอบต่อคำถามด้านบนว่า ชาติไหน ที่เป็นเต็งห่างสุดแล้วได้แชมป์โลก ... ชาตินั้นคือ "อิตาลี" อิตาลี คือราชาของการหักปากกาเซียนอย่างแท้จริง พวกเขาคือชาติที่มัก defy the odds หรือเอาชนะด้วยการโดนมองว่าไม่น่าทำได้อยู่เสมอ ตอนปี 2006 ทีมของ มาร์เซโล่ ลิปปี้ ถูกวางเป็นเต็งรองๆ ด้วยอัตรา 8/1 โดนมองว่าเป็นรองแม้กระทั่งอังกฤษด้วยซ้ำ เพราะอังกฤษตั้งไว้ที่ 13/2 ขณะที่เต็งแชมป์คือบราซิล ที่อัตรา 3/1 เพราะตอนนั้นบราซิล มีทั้ง กาก้า ตอนพีค, โรนัลดินโญ่ ตอนพีค, โรนัลโด้ เหยินใหญ่ และ อาเดรียโน่ อิตาลี ไม่ได้มีทีมที่เล่นได้น่าเกรงขาม เหมือนตอนปี 2002 ที่พวกเขาแพ้เกาหลีใต้ นักเตะดาวดังยุคทองเริ่มอายุเยอะ แตะเลข 3 กันหลายคน ฟอร์มก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ สุดท้าย ลิปปี้ ก็พาอิตาลี เข้าไปชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส (ซึ่งโดนมองเป็นเต็งที่ห่างออกไปยิ่งกว่าเสียอีกที่ 12/1) แล้วก็อย่างที่เรารู้กันดี อิตาลี เอาชนะฝรั่งเศสในการดวลจุดโทษ ในเกมที่ ซิเนดีน ซีดาน โดนไล่ออก ปิดฉากการค้าแข้งแบบมีรอยด่างพร้อยเล็กๆ กระนั้น อิตาลี ปี 2006 ที่มีอัตราต่อรอง จ่าย 8 เท่า (8/1) ก็ยังไม่ใช่ที่สุด เพราะยังมี อิตาลี 1982 อยู่อีก ฟุตบอลโลก 1982 ที่สเปนเป็นเจ้าภาพ มีความแปลกนิดหน่อย รอบสุดท้ายมีทีมเข้าร่วม 24 ทีม รอบแบ่งกลุ่มรอบแรก 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม จะคัดเอาอันดับ 1 และ 2 เข้าสู่รอบต่อไป แต่รอบต่อไปที่มันมี 12 ทีม ยังน็อคเอาท์ไม่ได้เพราะไม่ลงล็อค วิธีการคือ เป็นรอบแบ่งกลุ่มอีกครั้ง แต่หนนี้ มี 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม และจะคัดเอาอันดับ 1 ของแต่ละกลุ่มเท่านั้น ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ ซึ่งก็คือรอบรองชนะเลิศ อิตาลี ตอนนั้นภายใต้การคุมทีมของ เอ็นโซ่ แบร์ซอต พวกเขามาในสภาพที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้แชมป์ กองหน้าอย่าง เปาโล รอสซี่ ก็เพิ่งโดนแบนจากฟุตบอลไปเกือบ 2 ปี ตลอด 18 เดือน ก่อนหน้าฟุตบอลโลก อิตาลี ชุดนี้ลงเล่น 12 นัด ในรายการต่างๆ รวมถึงเกมอุ่นเครื่อง ปรากฏว่าพวกเขาชนะแค่ 2 นัดเท่านั้น คือเกมอุ่นเครื่องกับบัลแกเรีย และเบียดชนะลักเซมเบิร์ก 1-0 ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก อิตาลี โดนมองว่ามีโอกาสเป็นแชมป์น้อยมาก บริษัทรับพนันถูกกฏหมายตั้งอัตราต่อรองแชมป์ของอิตาลีไว้ที่ 18/1 หรือจ่าย 18 ต่อเลยทีเดียว ส่วนทีมเต็งแชมป์ คือบราซิล ราคาต่อรองแบบจ๋ามากๆ คือ 15/8 เรียกว่าจ่ายไม่ถึง 2 ต่อ คิดดูเอาเอง เนื่องจากบราซิล มีนักเตะเก่งๆ เพียบเหมือนเดิมโดยเฉพาะแดนกลางที่เปี่ยมคุณภาพสุดๆคือ ฟัลเกา, ซิโก้ และ โซคราเตส ในรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก อิตาลี เสมอรวดมัน 3 นัด ทั้งกับ โปแลนด์, แคเมอรูน และเปรู ยิงได้ 2 เสีย 2 แต่พวกเขาก็เข้ารอบมาได้ เพราะอันที่จริง เกมส่วนใหญ่ก็ออกเสมอกันทั้งนั้น จุดเปลี่ยนสำคัญคือ โปแลนด์ทุบเปรู 5-1 ทำให้ อิตาลี จบด้วยการเป็นอันดับ 2 เข้ารอบตามโปแลนด์ไป ทว่ารอบแบ่งกลุ่มรอบสอง อิตาลี เจองานช้าง แบบโคตรช้าง พวกเขาอยู่ร่วมกลุ่มกับ อาร์เจนติน่าแชมป์เก่า และบราซิล ทีมเต็ง 1 ของทัวร์นาเมนต์ รอบแรกบราซิล ก็โชว์โหดให้เห็น 3 นัด ยิงไป 10 ประตู เสียแค่ 2 ลูกเท่านั้น เปิดมานัดแรก อิตาลี เจอกับอาร์เจนติน่า และพวกเขาก็คว้าชัยชนะนัดแรกของฟุตบอลโลกหนนี้ให้กับตัวเองได้ ด้วยการชนะทัพฟ้าขาวไป 2-1 จากประตูของ มาร์โก ตาร์เดลลี่ และ อันโตนิโอ คาบรินี่ เปาโล รอสซี่ ยังคงโชว์ฟอร์มไม่ออก เกมที่ 2 อาร์เจนติน่า โดนบราซิลอัด 3-1 นั่นเท่ากับอาร์เตนติน่า ตกรอบแน่นอนแล้ว แพ้รวด 2 นัด ทีมเข้ารอบ ต้องไปตัดสินันในนัดสุดท้าย มันเป็นการเจอกันของอิตาลี และบราซิล แล้วก็มันก็เป็นเกมที่จุดประกายให้กับอิตาลี และโดยเฉพาะ เปาโล รอสซี่ รอสซี่ ทำประตูแรกของตัวเองในฟุตบอลโลกได้สำเร็จ แต่ไม่ใช่แค่ลูกเดียว เขาทำแฮททริกใส่บราซิล ช่วยให้ อิตาลี เฉือนเต็ง 1 ด้วยสกอร์ 3-2 อิตาลี พลิกล็อคเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ เขี่ยบราซิลเต็งแชมป์ตกรอบ เมื่อเข้าถึงรอบน็อคเอาท์ รอบรองชนะเลิศ อิตาลีเจอกับโปแลนด์ ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกันในรอบแบ่งกลุ่มแรก แต่ถึงตรงนี้ก็ไม่มีอะไรมาหยุด เปาโล รอสซี่ ได้อีกแล้ว กองหน้าจากยูเวนตุส ทำคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้อิตาลีเอาชนะโปแลนด์ 2-0 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ คู่แข่งของพวกเขาในนัดชิง ก็คือเยอรมันตะวันตก ทีมที่ตั้งแต่ยุค 70s เป็นต้นมา ถือเป็นชาติที่มีมาตรฐานสูงสุดๆ นักเตะก็แข็งแกร่งสุดๆ แล้วก็อีกเช่นกัน อิตาลี อาศัยความเฉียบขาดในการเข้าทำ เปาโล รอสซี่ เบิกสกอร์แรกในนาทีที่ 57 จากนั้นตามด้วย มาร์โก ตาร์เดลลี่ และ อเลสซานโดร อัลโตเบลลี่ ทีมนำห่าง 3-0 ในนาทีที่ 81 แม้ว่า พอล ไบรท์เนอร์ จะตีไข่แตก 1-3 ให้เยอรมันตะวันตกในนาทีที่ 83 แต่ก็ทำได้แค่นั้น อิตาลี คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ของตัวเองมาครองได้ที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ท่ามกลางแฟนบอลกว่า 90,000 คน นี่คือแชมป์โลกที่มีอัตราต่อรองห่างไกลจากคำว่าเต็งมากที่สุด ด้วยอัตรา 18/1 ปล. ถ้าพูดถึง ยูโร มีเรื่องราวเทพนิยาย 2 ครั้ง เดนมาร์ก ในปี 1992 อัตราต่อรองคือ 20/1 และสุดท้าย กรีซ ในปี 2004 อัตราต่อรองแชมป์ของพวกเขาคือ 150/1 เลยทีเดียว เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ตำนานตัวจริงยิงทุกนัด "

ในที่สุด ลิโอเนล เมสซี่ ก็ผ่านเข้าสู่ The Promised Land หรือดินแดนแห่งพันธสัญญาได้สำเร็จ ด่านสุดท้ายคือแชมป์โลก! ฟอร์มของเมสซี่ กลายเป็นหัวใจสำคัญในแนวรุกของอาร์เจนติน่าชุดนี้ และแม้จะยิงโอเพ่นเพลย์น้อย จุดโทษเสียเยอะ แต่เขาก็ยิงมาตลอดแทบทุกนัด สื่อออนไลน์ของเมืองนอกบางสำนัก รีบโพสต์ว่า "เมสซี่ คือนักเตะคนแรกที่ทำประตูได้ทุกนัดของรอบน็อคเอาท์ ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ" เมสซี่ ยิง 1 ประตูใส่ออสเตรเลีย ในรอบ 16 ทีม ยิงจุดโทษ 1 ประตูใส่ฮอลแลนด์ในรอบ 8 ทีม ยิง 1 จุดโทษใส่โครเอเชีย ในรอบรองชนะเลิศ และยิง 1 จุดโทษ 1 โอเพ่นเพลย์ใส่ฝรั่งเศส ในรอบชิง เป็นความยอดเยี่ยมทั้งของทีมและส่วนตัว เพียงแต่มันผิดตรงที่ เมสซี่ ไม่ใช่นักเตะคนแรกที่ทำได้แบบนี้ ในปี 1982 เปาโล รอสซี่ ก็เคยทำได้มาแล้ว เมื่อยิงจนพาอิตาลี คว้าแชมป์โลก เพียงแต่ฟุตบอลโลก 1982 รอบน็อคเอาท์มีแค่รอบรองชนะเลิศ กับรอบชิงชนะเลิศ มันก็อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากเพราะแค่ 2 นัด (จริงๆ รอสซี่ ยิงแฮททริกใส่บราซิล ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม รอบ 2 ด้วย ทำให้อิตาลี ได้เข้ารอบน็อคเอาท์แบบสุดมัน) นั่นอาจจะน้อยเกินไปและรูปแบบของฟุตบอลโลกก็พิลึกไปสักนิด หากจะถามหาคนที่ยิงรอบน็อคเอาท์ทุกรอบคนแรก และอันที่จริง ทำประตูได้ในทุกนัดของฟุตบอลโลกหนนั้นเลยด้วยซ้ำ นักเตะคนนั้นก็คือ แจร์ซินโญ่ ปีกทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลก 1970 ยอดทีมตลอดกาลแห่งโลกลูกหนัง ฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโก มีทั้งหมด 16 ทีมเข้าร่วมการแข่งขัน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม บราซิล อยู่กลุ่ม 3 ร่วมกับ อังกฤษแชมป์เก่า, โรมาเนีย และเช็กโกสโลวาเกีย เกมแรก บราซิลถล่มเช็กโกสโลวาเกีย 4-1 โดยที่ แจร์ซินโญ่ ทำคนเดียว 2 ประตู แจร์ซินโญ่ เป็นปีกขวาจากโบตาโฟโก้ เขาร่างกายไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่แข็งแรงมากๆ ทักษะล้นเหลือแบบฉบับตัวรุกแซมบ้ายุคนั้น เลี้ยงบอลเก่ง เร็วจัด และทำประตูได้ดีมาก ที่บราซิล 1970 ถูกยกเป็นเบอร์ 1 ตลอดกาล ก็เพราะเต็มไปด้วยผู้เล่นตัวเทพจากสโมสรต่างๆ ในบราซิล เปเล่ จากซานโต้ส และ ทอสเทา จาก ครูไซโร่ เป็นคู่หน้า ปีกคือแจร์ซินโญ่ และ ริเวลิโน่ จากโครินเธียนส์ ตรงกลางคือเกอร์สัน จากเซา เปาโล โดยมี โกลโดอัลโด้ จากซานโต๊ส ตัดเกมให้ เกมนัดที่ 2 บราซิล เฉือนชนะอังกฤษ แชมป์เก่า1-0 จากประตูชัยของ แจร์ซินโญ่ และนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม แจร์ซินโญ่ ทำอีก 1 ประตู ช่วยทีมเฉือนโรมาเนีย 3-2 เมื่อเข้าถึงรอบน็อคเอาท์ จาก 16 ทีมก็เหลือ 8 ทีมแล้ว ดังนั้น น็อคเอาท์จึงเริ่มที่รอบก่อนรองชนะเลิศ บราซิล เจอกับเปรู เพื่อนร่วมทวีปที่นำมาโดย เตโอฟิโล กูบียาส ดาวยิงระดับตำนานของเปรู ที่ในอีก 8 ปีให่หลังเขาจะคว้าดาวซัลโวบอลโลก 1978 ผลคือบราซิลถล่มไป 4-2 โดยที่ แจร์ซินโญ่ ทำได้ 1 ประตู รอบรองชนะเลิศ อีกครั้งที่ทัพแซมบ้าเจอกับทีมร่วมทวีป หนนี้คืออุรุกวัย และเกมรุกของบราซิลก็ยังร้อนแรง ไล่ยิงแซง 3 ประตูรวดชนะไป 3-1 แจร์ซินโญ่ ทำได้อีก 1 ประตู ในรอบชิงชนะเลิศ ทัพเซเลเซา ของกุนซือหนุ่มวัย 38 ปี มาริโอ ซากัลโล่ เจอกับ อิตาลี อิตาลี ชุดนั้นจริงๆ ไม่ธรรมดา เพราะมีตัวดังๆ เพียบ กัปตันทีม จานชินโต้ ฟัคเค็ตติ แบ็กซ้าย แดนกลางเก่งทุกคน มาริโอ แบร์ตินี่, อันเจโล่ โดเมงกินี่ แนวรุกอย่าง ซานโดร มาซโซล่า กองหน้าคือ ลุยจิ "จิจี้" ริว่า และ โรแบร์โต้ โบนินเซนญ่า เปเล่ พังประตูให้ บราซิลออกนำ 1-0 แต่ โบนินเซนญ่า ตีเสมอ 1-1 ก่อนจบครึ่งแรก ทว่าในครึ่งหลัง บราซิลชุดนี้ ก็โชว์ให้เห็นว่าทำไมพวกเขาถึงได้รับยกย่องเป็นทีมที่ดีสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก นักเตะที่เต็มไปด้วยสตาร์ล้นทีม เพลย์เมกเกอร์ ดาวยิง ดาวดังของสโมสรใหญ่ๆ ในประเทศ มารวมตัวกัน เล่นทีมเดียวกันได้ อย่างกลมกล่อมไม่น่าเชื่อ เกอร์สัน พังประตู 2-1 ตามด้วย แจร์ซินโญ่ ที่ทำประตูได้อีกแล้ว ปิดท้ายด้วยประตู 4-1 ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในประตูที่ยอดเยี่ยมสุดของฟุตบอลโลก จากกัปตันทีม คาร์ลอส อัลแบร์โต้ บราซิล คว้าชัยชนะเหนืออิตาลี 4-1 พร้อมทำสถิติเป็นชาติแรกที่ได้แชมป์โลก 3 สมัย แจร์ซินโญ่ ลงเล่นครบทั้ง 6 นัด ทำประตูได้ทุกนัด รวมแล้ว 7 ประตู แต่เขาก็ไม่ใช่ดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ เพราะยังมี แกร์ด มุลเลอร์ แห่งเยอรมันตะวันตก ที่กระทุ้งไปถึง 10 ประตู อย่างไรก็ตาม แจร์ซินโญ่ คือคนแรกและคนเดียวที่ทำประตูได้ทุกนัด จากนัดแรกจนถึงการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ภายหลังเมื่อแขวนสตั๊ด แจร์ซินโญ่ ก็ผันตัวมาเป็นแมวมอง และโค้ช โดยหนึ่งในการค้นพบที่ยอดเยี่ยมตลอดกาลของเขาก็เกิดขึ้นในปี 1990 ขณะนั้นเขาเป็นโค้ชให้ทีมเยาวชนที่ชื่อ เซา คริสโตเวา และได้เห็นฝีเท้าของดาวรุ่งวัย 14 ปีรายหนึ่ง เขาได้แนะนำให้ ครูไซโร่ หนึ่งในต้นสังกัดเก่าของเขาคว้าตัวเด็กคนนี้ไปร่วมทีม และในที่สุด ครูไซโร่ ก็จัดการเซ็นดาวรุ่งรายนี้มาร่วมทีม เด็กคนนั้นเป็นกองหน้าที่มีพรสวรรค์สุดยอด เขามีชื่อว่า "โรนัลโด้ หลุยซ์ นาซาริโอ เด ลิม่า" หรือ โรนัลโด้ R9 นั่นเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" โมดริช : การซื้อยอดแย่แห่งปี "

ตอนนี้ทุกคนยกย่อง ลูก้า โมดริช ในฐานะมิดฟิลด์อันดับต้นๆ ของโลก แม้จะอายุเยอะ 37 ปี แต่ยังโชว์ฟอร์มได้สุดยอดอย่างสม่ำเสมอมาหลายปี แถมการวางตัว วิถีการเป็นนักเตะของเขายังทำให้เป็นหนึ่งในนักเตะที่หาคนเกลียดได้ยาก เจ้าของบัลลง ดอร์ ปี 2018 ค่อยๆ ยกระดับตัวเองขึ้นมาและรักษาผลงานแบบนี้ได้มานานหลายปี แต่ครั้งหนึ่ง เชื่อหรือไม่ว่า โมดริช เคยโดนโหวตเป็น "การซื้อสุดห่วยแห่งปีของ ลา ลีกา" มาแล้ว ถ้าใครทันได้เล่นเกม FM ช่วงที่ โมดริช ยังเป็นมิดฟิลด์ดาวรุ่งอยู่กับ ดินาโม ซาเกร็บ คงจำได้ว่านี่คือ "วันเดอร์คิด" ในเกม ตำแหน่งของ โมดริช ตอนนั้นคือ มิดฟิลด์ตัวรุก และกองกลางตัวรุกริมเส้น ที่เล่นได้ทั้งซ้ายและขวา ในชีวิตจริง หลังจากเป็นกำลังหลักให้โครเอเชีย บุกมาน็อคอังกฤษถึงบ้าน 2-3 ในรอบคัดเลือกยูโร 2008 เขาก็ได้ย้ายมาเล่นให้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หลังจบศึกยูโรหนนั้น กองกลางร่างเล็ก กลายเป็นส่วนสำคัญของทีมที่ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ พาสเปอร์ส คว้าตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ตำแหน่งของ โมดริช ที่สเปอร์ส ต้องบอกว่าหลากหลายมาก ทั้งกลางรุกเบอร์ 10 ทั้งมิดฟิลด์เบอร์ 8 ยืนคู่กลาง ไปจนถึงยืนริมเส้น ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ไม่ว่าจะเล่นตรงไหน โมดริช ก็ไม่อิดออด เขาทำได้ดี และแสดงให้เห็นถึงมันสมองฟุตบอล สิ่งที่โมดริช ถนัดและนำมาสู่สเปอร์ส คือการเลี้ยงบอลด้วยทักษะเทคนิค ไม่ใช่อาศัยความเร็วกระชากสไตล์แกเร็ธ เบล หรือ แอรอน เลนน่อน การผ่านบอลทั้งสั้นยาวที่แม่นยำ และการยืนตำแหน่งที่เหมาะสมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางสนามหรือเกมรุก น่าเสียดายที่ภาพรวมของสเปอร์ส ไม่คงเส้นคงวา โมดริช ก็มีข่าวย้ายทีม โดยมี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สนใจอย่างจริงจัง เพียงแต่เวลานั้น สเปอร์ส ตั้งราคาไว้สูงถึง 30 ล้านปอนด์ ดูเหมือนว่า ยูไนเต็ด จะสู้ราคานี้ไม่ไหว ซัมเมอร์ 2012 อีกหนึ่งทีมที่ให้ความสนใจในตัว โมดริช อย่างจริงจังก็คือ เรอัล มาดริด ของ โชเซ่ มูรินโญ่ มูรินโญ่ เพิ่งพาทีมราชันชุดขาวคว้าแชมป์ ลา ลีกา ด้วยการทำแต้มเป็นประวัติศาสตร์ 100 คะแนน, ยิงได้ 121 ประตู เสีย 32 ประตู ผลต่าง +89 สิ่งหนึ่งที่ มูรินโญ่ รู้สึกว่าขาดไป เมื่อเทียบกับอริอย่าง บาร์เซโลน่า คือมิดฟิลด์ชาญฉลาด ผู้สามารถทำให้ทุกอย่างลื่นไหลและแน่นอนมั่นคง "ผมผลักดันเต็มที่เพื่อให้ เรอัล มาดริด เซ็น โมดริช เพราะเขาคือทุกอย่างที่เราต้องการสำหรับทีม เทคนิค, วิสัยทัศน์, คิดไว, เขาสามารถเล่นบอลยาว หรือสั้นก็ได้, ยิงจากนอกกรอบเขตโทษ, เขารู้ว่าจะเพรสอย่างไร, เขาฉลาดในการยืนตำแหน่งและมีความกระฉับกระเฉง เราต้องการทุกอย่างนั่นที่เรอัล มาดริด" ในที่สุด เรอัล มาดริด ก็สมหวัง ลูก้า โมดริช เปิดตัวเป็นนักเตะในชุดขาว แต่เส้นทางช่วงแรกของเขาไม่สวยอย่างที่หวัง ต้นฤดูกาล 2012/13 มาดริด ออกสตาร์ทไม่ดีเลย เสมอ 1 แพ้ 1 ก่อนที่ โมดริช จะเข้ามาและออกสตาร์ทลงเล่นไม่เต็มเกมช่วยทีมชนะกรานาด้า 3-0 นัดต่อมาเขาเป็นตัวสำรอง ทีมแพ้เซบีย่า 0-1 ก่อนที่จากนั้น โมดริช จะค่อยๆ เป็นตัวจริงพ้องกับผลงานที่ดีขึ้นมาเรื่อยๆของทีม ด้วยการที่ออกสตาร์ทไม่ได้สวยงามดังหวังของ มาดริด ตรงกันข้ามกับ บาร์เซโลน่า ที่ออกสตาร์ทอย่างหรู 19 นัดแรก ชนะ 18 เสมอ 1 โดยที่เกมหลุดเสมอก็คือเสมอ เรอัล มาดริด นั่นเอง ด้วยสกอร์ 2-2 ผลงานแบบนี้ของทีมรัก บวกกับผลงานโดยส่วนตัวของ โมดริช ที่ยังไม่ฉายแสงมากนัก ทำให้แฟนบอลมาดริด ไม่พอใจมากกับฟอร์มการเล่น โมดริช เองให้สัมภาษณ์กับสื่อบ้านเกิด ว่ารู้ดีถึงความคาดหวังเมื่อเล่นให้ มาดริด ซึ่งเป็นสโมสรใหญ่ เขาเองก็ยังอยู่ในช่วงปรับตัว และมั่นใจว่าจะทำผลงานให้ออกมาดีได้แน่ โมดริช ยืนในตำแหน่งมิดฟิลด์คู่กลาง ในระบบ 4-2-3-1 ที่โชเซ่ มูรินโญ่ ชื่นชอบ เขาทำได้แค่ 1 ประตูกับ 1 แอสซิสต์จากครึ่งซีซั่นแรก นั่นทำให้เมื่อ MARCA สื่อดังของกรุงมาดริดเปิดโหวตว่า ใครคือการซื้อที่ย่ำแย่ที่สุดประจำฤดูกาลนี้ของ ลา ลีกา หวยเลยไปออกที่โมดริช เขาได้รับการโหวตจากแฟนๆ ให้เป็นการซื้อที่ห่วยสุด มากถึง 32% เลยทีเดียว (ตามมาด้วย อเล็กซ์ ซง ของบาร์เซโลน่า) แฟนบอลคาดหวังประตู และแอสซิสต์ แต่ โมดริช ไม่ใช่นักเตะแบบ เมซุต โอซิล เพื่อนร่วมทีม ซึ่งเป็นเพลย์เมกเกอร์ธรรมชาติ จัดแอสซิสต์เป็นว่าเล่น อันที่จริงแล้ว โมดริช เป็นนักเตะในไทป์เดียวกับ ชาบี เอร์นานเดซ ของบาร์เซโลน่า สถิติประตู+แอสซิสต์ โดยตรงของ ชาบี ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่สิ่งที่เขาทำให้กับแดนกลางของทีมคือการบัญชาเกม นักเตะเช่นนี้ทำให้เกมของคุณนิ่ง ชัวร์ และกำหนดช้า เร็ว ได้หมด ขึ้นอยู่กับปลายเท้าของเขา และนักเตะประเภทนี้มีมันสมองชั้นเลิศ สามารถมองเห็นจังหวะที่น้อยคนจะเห็น บอลจากเท้าสามารถเกิดเพลย์มหัศจรรย์ได้ทันที ครึ่งหลังของซีซั่นนั้น โมดริช ค่อยๆ ยกระดับผลงานของตัวเองดีขึ้นมากลายเป็นตัวจริงต่อเนื่อง เขาทำอีก 2 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ มาดริด ปราชัยอีกแค่เกมเดียวเท่านั้น แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ เนื่องจากครึ่งซีซั่นแรก แต้มตามห่างบาร์ซ่า มากเกินไป ส่วนใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาก็ตกรอบรองชนะเลิศ พ่ายให้กับ ดอร์ทมุนด์ ไปด้วยสกอร์รวม 2-3 นั่นทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ อำลาตำแหน่งหลังจบฤดูกาลนั้น ทั้งที่เซ็นกันไว้ถึงปี 2016 หากการแยกทางของ มูรินโญ่ ดูเหมือนจะกลายเป็นผลดีสำหรับ โมดริช แม้ว่าทั้งคู่จะร่วมงานกันได้เป็นอย่างดีและ มูรินโญ่ ก็ยกย่องฝีเท้าของ โมดริช อย่างมาก แต่ปีต่อมา คาร์โล อันเชล็อตติ เข้ามาคุมทีม "อันเช่" ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเรอัล มาดริด จากการเล่น 4-2-3-1 มาเป็น 4-3-3 และระบบนี้ก็เอื้อประโยชน์ต่อ โมดริช อย่างมาก เขาเล่นร่วมกับ ซามี่ เคดิร่า ผู้ทำหน้าที่ผึ้งงาน และ อังเคล ดิ มาเรีย ที่ถอยลงมายืนแดนกลางฝั่งซ้าย ส่วน โมดริช ฝั่งขวา การไม่มี "เบอร์ 10" อยู่ด้านบน ยิ่งทำให้ โมดริช มีอิสระมากยิ่งขึ้น และมีส่วนร่วมกับเกมรุกมากยิ่งขึ้น ตอนนั้นเองที่ โมดริช ค่อยๆ ปล่อยทีเด็ดออกมาอย่างต่อเนื่อง เขาทำให้กองกลางของมาดริด แน่น แน่นอน และไหลลื่น เขาคือ "ตัวแก้ปัญหา" หมายความว่าเขาจะเคลื่อนที่ไปทั่ว ทั้งช่วยตัวรับ และตัวรุก คิดไม่ออก โดนบีบ โดนเพรสซิ่ง ผ่านบอลมาให้เขา เดี๋ยวโมดริช จะพาบอลออกไปจากพื้นที่เสี่ยงให้เอง และนำมันไปยังคนที่มีโอกาสเล่นได้มากกว่า แถมมีลูกจ่ายที่เหนือความคาดหมายมาให้เห็นเป็นระยะๆ ลูก้า โมดริช ค่อยสร้างรอยประทับของตัวเองในสีเสื้อ เรอัล มาดริด นับแต่นั้น เขาพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ในทันทีที่ อันเช่ มาคุมทีม และยังได้เพิ่มอีก 4 สมัยในเวลาต่อมา จากมิดฟิลด์ที่เคยโดนโหวตเป็นการซื้อที่ยอดแย่แห่งปี กลายมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ทุกคนให้การยอมรับอย่างในปัจจุบัน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดวลโทษครั้งแรกของฟุตบอลโลก "

ฟุตบอลโลกคราวนี้มีการเตะจุดโทษกันเยอะ การลุ้นจุดโทษเราได้เห็นผู้รักษาประตูที่เซฟดีๆ หลายคน ในประวัติศาสตร์ มี 2 ครั้งที่ในนัดชิงชนะเลิศถูกตัดสินด้วยการดวลเป้า คือ USA94 ระหว่างบราซิล กับอิตาลี และในปี 2006 ระหว่าง อิตาลี และฝรั่งเศส สมัยก่อน ในรอบน็อคเอาท์ หากมีการเสมอ จะเตะรีเพลย์ ต่อมามีระบบต่อเวลาพิเศษ 30 นาที แต่หากยังเสมอก็จะต้องเตะรีเพลย์กันอีก กระทั่งมีการนำระบบการดวลจุดโทษมาใช้ ฟุตบอลโลกสมัยแรกที่นำการดวลจุดโทษเข้ามาบรรจุใช้คือ 1978 ที่อาร์เจนติน่า เพียงแต่ในครั้งนั้น ไม่มีคู่ไหนลากยาวไปถึงต้องดวลเป้าเลย เกมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่มีการตัดสินด้วยการดวลจุดโทษคือรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1982 ที่สเปน ระหว่าง เยอรมันตะวันตก กับฝรั่งเศส เกมนั้น ถือว่าตื่นเต้นระทึกใจสุดๆ พลิกไปพลิกมา ด้วยทั้งสองทีมก็เต็มไปด้วยนักเตะระดับหัวแถวของยุโรป ฝรั่งเศส นำโดยเพลย์เมกเกอร์กัปตันทีมอย่าง มิเชล พลาตินี่ บวกกับ อแล็ง ชิแรส และ ฌอง ติกาน่า ไปจนถึงกองหลังอย่าง มาริอุส เทรซอร์ ส่วนฝั่งเยอรมันตะวันตกมี พอล ไบรท์เนอร์, อูลี่ ชตีลีเก้, ปิแอร์ ลิทท์บาร์สกี้, เคลาส์ ฟิชเชอร์ และมีสำรองอย่าง ฮอร์สท์ ฮรูเบช และ คาร์ล ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ ปิแอร์ ลิทท์บาร์สกี้ ช่วยให้อินทรีเหล็กออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 17 แต่อีก 10 นาทีต่อมา ฝรั่งเศสก็ตีเสมอจากจุดโทษของ พลาตินี่ เกม 90 นาที จบด้วยสกอร์ 1-1 ต้องไปว่ากันที่การต่อเวลาพิเศษ และเป็น ฝรั่งเศส ที่นำห่างถึง 3-1 จาก มาริอุส เทรซอร์ นาทีที่ 92 และ อแล็ง ชิแรสส์ นาที 98 สกอร์แบบนี้ มันคงยากที่จะพลิกล็อก ฝรั่งเศส น่าจะได้เข้าชิงชนะเลิศแต่ นั่นไม่ใช่ในการเจอกับเยอรมันในยุคก่อน เยอรมันตะวันตก ตามทวงคืน 2-3 จาก คาร์ล ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ ในนาทีที่ 102 ก่อนที่ เคลาส์ ฟิชเชอร์ จอมเหินหาว จะตีลังกายิงตีเสมอ 3-3 ในนาทีที่ 108 สุดท้ายต้องไปว่ากันที่การดวลจุดโทษ มันจบด้วยชัยชนะของเยอรมันตะวันตก ทีมที่ขึ้นชื่อว่าใจแข็ง เยือกเย็น และนิ่งที่สุดราวเครื่องจักร นี่คือการดวลจุดโทษตัดสินครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1982 ที่ ราม่อน ซานเชซ ปิซฆวน ในเซบีย่า แต่ประเด็นของเกมนี้ ที่มันดราม่ายิ่งกว่าการดวลจุดโทษ คือเหตุการณ์ในนาทีที่ 60 ระหว่างที่สกอร์ยัง 1-1 มันคือหนึ่งในการเล่นที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในสนามฟุตบอล ในเวทีระดับฟุตบอลโลก โดยที่เป็นภาพจำของแฟนบอลมาจนถึงทุกวันนี้ นาทีที่ 50 ฝรั่งเศสของกุนซือ มิเชล อิดัลโก้ เปลี่ยนตัวเอา แบร์กนาร์ แช็งกินี่ ออกและส่ง ปาทริค บาติสตง ลงไปแทนในแดนกลาง นาทีที่ 60 มิเชล พลาตินี่ จ่ายบอลสุดสวยจากกลางสนามให้ บาติสตง หลุดเข้าไปลุ้นประตู โดยมีกองหลังเยอรมันวิ่งมาประคอง และนายทวาร ฮารัลด์ "โทนี่" ชูมัคเกอร์ พุ่งออกมาพยายามตัดบอล ต้องบอกว่า ในวันนั้น ชูมัคเกอร์ ที่ปกติเล่นดุดันอยู่แล้ว กลับมีท่าทางที่แข็งกร้าว ดุดันกว่าปกติ ตั้งแต่ช็อตก่อนหน้านี้ เขาก็แถมฟาดท่อนแขนเข้าใส่ บาติสตง มาทีนึงแล้ว ในจังหวะปัญหามาถึง บาติสตง กระโดดเข้าไปดีดบอลแต่ไม่ตรงกรอบ เพราะโดนบีบมาจากทั้งสองด้าน ขณะที่บอลลอยออกไปแล้ว ชูมัคเกอร์ ที่จริงๆ สามารถเบรกได้ เขากลับกระโดดเลยเข้าใส่ บาติสตง แล้วเอี้ยวตัวยกเข่าขึ้นมาข้างหนึ่ง กระแทกเข้าใส่แข้งฝรั่งเศสแบบเต็มๆ ภาพตัดมาคือ บาติสตง นอนนิ่ง จนเพื่อนร่วมทีมชาติฝรั่งเศศเข้ามาดูอาการ ไม่มีนักเตะเยอรมันเข้ามาเช็กอาการเลย ส่วน ชูมัคเกอร์ ก็เอาบอลไปเตรียมเตะเปิด ถอยไปยืนท้าวเอวรอ ช็อตนี้ผู้ตัดสิน ชาร์ลส์ คอร์เฟอร์ ชาวฮอลแลนด์ไม่ได้เป่าฟาวล์ ไม่ได้ให้ใบแดง ใบเหลือง ใบอะไรแก่ โทนี่ ชูมัคเกอร์ ทั้งสิ้น เป็นเพียงการเตะเปิดออกมาจากกรอบเขตโทษ เขาพยายามเข้าสอบถามกับไลน์แมน บ็อบ วาเลนไทน์ ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ ในตอนนั้นว่าเห็นอะไรหรือไม่ ก็ปรากฏว่าไม่เห็นเช่นกัน คือ ทังผู้ตัดสินและไลน์แมน จ้องไปที่บอลเป็นหลัก โดยช็อตดังกล่าว บอลมันออกจากเท้าไปแล้ว ทำให้ทุกคนจ้องตามบอล ก่อนที่ ชูมัคเกอร์ จะชนเข้าใส่ บาติสตง หลังจากปฐมพยาบาล ฝรั่งเศส ก็ต้องเปลี่ยนตัวทันที บาติสตง โดนหามออกจากสนาม คริสติย็อง โลเปซ ลงมาแทน ผลการตรวจคือ บาติสตง ฟันหักไป 2 ซี่ และซี่โครงร้าว 3 ซี่ รวมถึงมีอาการกระทบกระเทือนศรีษะ ซึ่งสุดท้ายมันทำให้เขามีอาการเจ็บหลัง เรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ หลังจบเกม ชูมัคเกอร์ ยังให้สัมภาษณ์ด้วยความโอหัง เมื่อนักข่าวบอกว่าคู่แข่งฟันหัก 2 ซี่ "ถ้าแค่ฟันหัก เดี๋ยวผมจ่ายค่าทำฟันให้เอง" การกระทำครั้งนี้ บวกกับการที่สุดท้ายฝรั่งเศสแพ้จุดโทษ ทำให้ ฮารัลด์ "โทนี่" ชูมัคเกอร์ กลายเป็นศัตรูแห่งชาติของชาวฝรั่งเศส ผู้นำ 2 ประเทศแลกเปลี่ยนข้อความกันเพื่อหาทางออกเพราะกลัวจะเกิดความตรึงเครียดระหว่างประชาชนทั้ง 2 ชาติ ตอนนั้นหนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสให้มีการโหวต ปรากฏว่า ชูมัคเกอร์ คือคนเยอรมันที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดที่สุดแซงหน้า ฮิทเลอร์ ไปแล้ว ในภายหลังมีการจัดให้ ชูมัคเกอร์ ได้เข้าพบกับ บาติสตง เพื่อเคลียร์ใจกัน แม้มันจะผ่านไปได้ไม่ราบรื่นนักเพราะนักข่าวฝรั่งเศสมารอทำข่าวด้วย โดยที่ ชูมัคเกอร์ คิดว่าจะเป็นการเข้าพบส่วนตัว ด้าน บาติสตง เขาบอกว่า มันจบไปแล้วสำหรับเขา เขาให้อภัยเรียบร้อย หลังจากได้พบปะพูดคุยกัน ส่วน ชูมัคเกอร์ เองยอมรับว่า มันคือครั้งเดียวในอาชีพที่เขารู้สึกเป็นไอ้ขี้ขลาด การกระทำของเขา และเพื่อนร่วมทีมเยอรมัน ที่ไม่มีใครเข้าไปสอบถามอาการของคู่แข่งหลังจบเกมเลย ถือเป็นการกระทำที่น่าผิดหวังมาก ในใจลึกๆ เขายอมรับว่ากลัว บาติสตง จะหนัก จนโคม่าเช่นกัน แต่ไม่มีใครของทางฝั่งเยอรมันกล้าพอที่จะเข้าไปสอบถาม หรือเยี่ยมเยียนเลย นั่นคือยุคสมัยของการตัดสินในสมัยเก่า ก่อนเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาท หากเป็นปัจจุบัน ช็อตแบบนี้แน่นอนว่า ชูมัคเกอร์ คงโดนใบแดง และอาจโดนแบนยาว และนั่นก็อาจทำให้ฝรั่งเศส ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับอิตาลีแล้วก็เป็นได้ มันคือเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมาตลอดเกี่ยวกับฟุตบอลโลก จนมันแทบจะกลบ "การดวลจุดโทษ" ครั้งแรกของฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในเกมนัดนี้ไปเลย รับชมคลิปกันได้เลยที่ :: https://cutt.ly/N0kyZh5 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" โมร็อกโก คลาส ออฟ 98 "

"โมร็อกโก คือทีมระดับท็อปของแอฟริกาในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ผมไปกาซาบลังก้า ไปดูพวกเขาเล่นก่อน (ฟุตบอลโลก) รอบสุดท้ายมาถึง และมันเป็นประเทศที่บ้าคลั่งฟุตบอลสุดๆ" "พวกเขาเป็นประเทศที่มีประชากร 36 ล้านคน ผมต้องทำตัวให้เชี่ยวชาญเรื่องภูมิศาสตร์เพราะผมต้องหาข้ออ้างมาตอบสื่ออย่างพวกคุณไง" นี่คือการให้สัมภาษณ์หลายปีต่อมาของ เครก บราวน์ อดีตผู้จัดการทีมชาติสก็อตแลนด์ ผู้พาทีมไปเล่นฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 ที่ฝรั่งเศส เนื่องจากว่า เครก บราวน์ กับทัพตาร์ตัน ของเขาโดนสื่อในบ้านเกิดพาดหัวว่า "แพ้อย่างน่าอาย" ให้กับโมร็อกโก 0-3 ในฟร้องซ์ 98 ฟร้องซ์ 98 เป็นเวทีแจ้งเกิดให้นักเตะหลายคน และหลายคนที่ว่าก็คือผู้เล่นทีมชาติโมร็อกโก ด้วย เหมือนอย่างเช่นในฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 ตอนนี้ที่ "สิงโตแอตลาส" โมร็อกโก สร้างประวัติศาสตร์ทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้อย่างยอดเยี่ยม ตลอดเส้นทางของวงการฟุตบอลโมร็อกโก พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมฟุตบอลโลกในช่วงแรกเพราะยังโดนฝรั่งเศสยึดเป็นเมืองขึ้น ครั้งแรกที่โมร็อกโก ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายคือปี 1970 แล้วก็เว้นมาจนถึงปี 1986 ที่พวกเขามีพลิกล็อกเอาชนะโปรตุเกส จนได้ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โมร็อกโก มาเข้ารอบสุดท้ายในปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา โดยที่นักเตะของพวกเขาในยุค 80s-90s ช่วงแรก เล่นในลีกภายในประเทศเป็นหลัก มีหยิบมือเดียวที่เล่นในยุโรป และไม่ได้เล่นให้ทีมใหญ่ด้วย ผิดกับในฟร้องซ์ 98 ที่พวกเขาสร้างผลงานน่าประทับใจ จากทั้งหมด 22 คนในชุดลุยบอลโลก มีถึง 15 รายที่เล่นในยุโรป โดยมีทั้งคนที่เล่นให้ ปอร์โต้, เบนฟิก้า และ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า ไปจนถึง แรนส์ และ 1860 มิวนิค โมร็อกโก อยู่กลุ่มเดียวกับ บราซิล ทีมเต็ง 1 ที่นำโดย โรนัลโด้ R9 ที่พีคสุดขีด - นอร์เวย์ ของเอกิล โอลเซ่น ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของพวกเขา มี ทอเร่ อันเดร โฟล, โซลชาร์, รอนนี่ ยอห์นเซ่น, เฮนนิ่ง เบิร์ก, สตาเล่ โซลบัคเค่น, ออยวินด์ ลีออนฮาร์ดเซ่น - แล้วก็ สก็อตแลนด์ ซึ่งมีนักเตะดังหลายรายอย่าง จิม เลห์ตัน, โคลิน เฮนดรี้, เควิน กัลลาเกอร์, จอห์น คอลลินส์, พอล แลมเบิร์ต, แม็ทท์ เอลเลียตต์ เกมแรกเปิดมา บราซิล แชมป์เก่าเปิดหัวเฉือนชนะสก็อตแลนด์ 2-1 ในเกมที่ทัพตาร์ตัน ทำผลงานได้ดี สร้างความลำบากให้บราซิลไม่น้อย ด้าน โมร็อกโก ก็ต้องเจอ นอร์เวย์ ซึ่งภาพรวมนั้น นอร์เวย์ โดนมองว่าดีกว่า ขณะที่ โมร็อกโก โดนมองที่อัตราแชมป์ 250/1 เรียกว่าแทบจะเป็นบ๊วยๆ อยู่แล้ว แต่ก็อย่างที่ เครก บราวน์ กุนซือสก็อตแลนด์บอกในภายหลังว่าเขาได้ไปสเกาท์ โมร็อกโก มาแล้ว (ในยุคที่การหาเทปการเล่น ข้อมูล หาได้ยาก ไม่มีอินเตอร์เน็ตแพร่หลาย ไม่มีระบบวีดีโอออนไลน์ และเว็บไซต์สถิติต่างๆ) โมร็อกโก สามารถขึ้นนำ นอร์เวย์ 2 ครั้ง 2 ครา แต่ก็โดนตีเสมอได้ จนจบเกมที่ 2-2 ชื่อของ ซาลาเฮดดีน บาสเซียร์ กองหน้านั้นรู้จักกันดีอยู่แล้ว รวมถึงปราการหลังกัปตันทีมอย่าง นูเรดดีน เนเบ็ต แต่คนที่สร้างชื่อขึ้นมาคือปีก 2 ข้าง ซึ่งจี๊ดจ๊าด จัดจ้าน ยูสเซฟ ชิปโป้ และ มุสตาฟา ฮัดจิ ในขณะที่ยุคนั้น นักเตะเกือบทั้งหมดใส่สตั๊ดสีดำ จะมีสีแซมเยอะหน่อยคือ พรีเดเตอร์ แอคเซเลอเรเตอร์ ที่วางจำหน่ายในปีนั้น (เบ็คแฮม, เดล ปิเอโร่ และซีดาน ใส่) ทว่าโมร็อกโก สร้างสีสันด้วยรองเท้าพูม่า สีแดง ใส่โดย มุสตาฟา ฮัดจิ และ นูเรดดีน เนย์เบ็ต และ สีเหลืองที่ใส่โดย การิบ อัมซีน ต้องบอกว่า บราซิล นั้นคาดหมายว่าเข้ารอบแน่ๆ อีก 2 ทีมที่มีโอกาสตามเข้าไปคือ นอร์เวย์ ไม่ก็สก็อตแลนด์ ขณะที่ โมร็อกโก โดนมองเป็นแค่ตัวแปร ยากจะเข้ารอบ เมื่อนัดที่ 2 มาถึง สก็อตแลนด์ ก็เคี้ยวนอร์เวย์ ไม่ลง เสมอกันไป 1-1 แต่ทางด้าน โมร็อกโก เจอเกมบังคับแพ้ เพราะดวลกับบราซิล แน่นอน พวกเขาต้านไม่ไหวโดน โรนัลโด้, ริวัลโด้ และ เบเบโต้ รัวคนละเม็ด ให้บราซิลชนะ 3-0 ก่อนเกมสุดท้าย บราซิล ที่ชนะรวด 2 นัดมี 6 แต้มเต็มก็เข้ารอบไปแล้ว โมร็อกโก มี 1 แต้ม, สก็อตแลนด์ 1 แต้ม, นอร์เวย์ 2 แต้ม ตามทรง บราซิล น่าจะเอาชนะนอร์เวย์ได้ นั่นทำให้เกมระหว่าง โมร็อกโก กับ สก็อตแลนด์ เหมือนเป็นเกมชิงตั๋วเข้ารอบ เพราะหากใครชนะ คงจะตามบราซิลเข้าไปทันที โมร็อกโก ทำให้ เครก บราวน์ ต้องโดนสื่อตราหน้าว่าอับอาย เพราะสก็อตแลนด์ แม้จะครองบอลเยอะกว่า พยายามหาโอกาสยิงได้มาก แต่ก็ไม่ได้มีความเฉียบคม ผิดกับ โมร็อกโก ซึ่งมีเกมเข้าทำเร็ว สวนกลับที่น่ากลัว โดย 2 ปีกอย่าง ชิปโป้ และ มุสตาฟา ฮัดจิ ผลคือ โมร็อกโก ถล่มสก็อตแลนด์ไป 3-0 จากการทำ 2 ประตูของ ซาลาเฮดดีน บาสเซียร์ และ อเดลจาลิล ฮัดดา อีก 1 ตุง ดับความฝันเข้ารอบของเหล่าตาร์ตันอาร์มี่เสียสนิท น่าเสียดายนิดเดียว ตรงที่ผลอีกคู่ ดันไม่เป็นใจให้พวกเขา.... บราซิล ที่เข้ารอบไปแล้ว พวกเขาส่งสำรองลง 2-3 ราย แต่ยังมี โรนัลโด้ นำแนวรุก อีกทั้งเกมผ่านไปเรื่อยๆ บราซิล ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบอะไร ให้เสี่ยงเหนื่อยเสี่ยงเจ็บ น่าทึ่งตรงที่ ก่อนเกมนัดนี้ บราซิล เคยเจอกับ นอร์เวย์ มา 2 เกม ไม่เคยเอาชนะทีมไวกิ้งได้เลย ปี 1997 อุ่นเครื่องกัน บราซิล ก็โดน นอร์เวย์ ทุบไปถึง 4-2 เอกิล โอลเซ่น ขึ้นชื่อเป็นกุนซือเน้นเกมรับ บอลโบราณ อาศัยรูปร่างความแข็งแรงของนักเตะเป็นจุดเด่น เรียกว่าสร้างความลำบากให้ทีมทักษะดีมาแล้วมากมาย นาทีที่ 78 แฟนบอลโมร็อกโก ถ้าเป็นทุกวันนี้คงทวีต และโพสต์เฟซบุค กันให้กระจุย เพราะพวกเขานำสก็อตแลนด์ 2-0 และอีกคู่ บราซิล ก็ออกนำนอร์เวย์ 1-0 จากเบเบโต้ นาทีที่ 83 นอร์เวย์ ตามตีเสมอบราซิล 1-1 จาก ทอเร่ อันเดร โฟล ซึงตอนนั้น โมร็อกโก ก็ยังเข้ารอบตามเวลาเรียลไทม์ นาทีที่ 89 เวลากำลังจะหมดอยู่แล้ว นอร์เวย์ ที่บังคับบุก ก็เปิดบอลจากด้านซ้ายเข้ามา จูเนียร์ บายาโน่ เทกตัวแย่งโขกกับ ทอเร่ อันเดร โฟล แล้วล้มลงไป ผู้ตัดสินดันเป่าเป็นจุดโทษให้ นอร์เวย์ ทันที จากภาพช้า บายาโน่ มีเอาแขนไปเกี่ยวแขน ของ โฟล ไว้เล็กน้อย แต่มันก็ไม่ได้หนักและแรงพอที่จะทำให้ดาวยิงร่างโย่ง ล้มลงไปได้เลย แต่กล้องมุมหนึ่งจับภาพว่า บายาโน่ มีดึงเสื้อเอาไว้ด้วย สุดท้าย เยทิล เร็คดาล สังหารจุดโทษเป็นสกอร์ 2-1 ทำให้ นอร์เวย์ คว้าชัยชนะจากบราซิล 2-1 ผลการแข่งขันนี้ เท่ากับว่า โมร็อกโก ต้องตกรอบอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่พวกเขาทำผลงานได้ดีมากๆ ดีจนได้รับคำชื่นชมเกินคาด หลังจบฟุตบอลโลกฟร้องซ์ 98 ทำให้นักเตะโมร็อกโก ได้รับการจับตามองหลายราย จามาล เซลลามี่ ย้ายจากทีมในบ้านเกิดไปเบซิคตัส, ลาห์เซน อับรามี่ ย้ายไปเกนเคลอร์บิลิจี ในตุรกี อับเดลจาลิล ฮัดดา ย้ายมาเล่นในสเปนกับ สปอร์ติ้ง กิฆอน ยุสเซฟ ชิปโป้ กับ มุสตาฟา ฮัดจิ ก็ย้ายมาเป็น Cult Hero ให้กับโคเวนทรี ในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ นั่นคือเรื่องราวของทีมชาติโมร็อกโก ในครั้งสุดท้ายจริงๆ ที่พวกเขาสร้างผลงานในฟุตบอลโลกให้คนได้ตื่นตาตื่นใจกับผลงานของพวกเขา แม้มันจะไปไม่ได้ไกลเท่ากับรุ่นน้องของพวกเขา ที่กำลังทำให้เห็นอยู่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็ตาม เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แพ้นัดแรกสู่แชมป์โลกของสเปน "

การจะไปถึงแชมป์โลก ในเชิงทฤษฎีแล้ว สามารถแพ้ได้ 2 นัด แต่นั่นหมายถึงทุกอย่างต้องเข้าทางอย่างที่สุด ในเชิงปฏิบัติแล้ว เต็มที่เลยคือแพ้ได้นัดเดียว และแน่นอน มันต้องเกิดขึ้นในรอบแบ่งกลุ่ม เมื่อไหร่ก็ตามที่เข้าสู่รอบน็อคเอาท์ ความผิดพลาด ที่ส่งให้ทีมแพ้ หมายถึงกลับบ้านทันที ไม่มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา การแพ้ 1 นัด สามารถเกิดขึ้นได้ในรอบแบ่งกลุ่ม อาจเป็นการที่ชนะแล้ว 2 นัดแรก การันตีเข้ารอบ นัดสุดท้ายส่งสำรองลงทิ้งทวน พักตัวหลัก หรืออาจแพ้ทีมที่แกร่งสุดในกลุ่ม แต่ก็เอาตัวรอดด้วยการชนะทีมที่เหลืออีก 2 ทีม แล้วพอเข้ารอบน็อคเอาท์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทีมชาตินั้นๆ ก็อาจไปถึงแชมป์ แต่สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการไม่ได้ไปต่อมากที่สุดคือการแพ้ตั้งแต่นัดแรกของทัวร์นาเมนต์! การแพ้ตั้งแต่เกมเปิดหัว มันอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจ และในเชิงฟุตบอล มันเป็นการบีบว่า เกมนัดต่อไป จะพลาดไม่ได้อีกแล้ว อาจทำให้นักเตะลงสนามเล่นนัดที่ 2 และ 3 ด้วยความเกร็ง กลัวพลาดมากกว่าเดิม จนไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างที่ควร หากจะมีตัวอย่างของทีมที่ทำได้ ... แพ้นัดแรกของทัวร์นาเมนต์ แต่สุดท้ายก้าวไปถึงแชมป์ ทีมนั้นก็คือสเปน ในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ ที่มี บิเซนเต้ เดล บอสเก้ คุมทีม บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ได้รับเครื่องราชย์ ได้รับการแต่งตั้งยศเป็น มาร์ควิส ด้วยผลงานพาสเปนคว้าแชมป์เมเจอร์ 2 รายการติดต่อกันคือ ฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2012 ไม่มีใครกังขาความสามารถทั้งในเชิงแท็คติกและจิตวิทยาในการคุมนักเตะดาวดังของลุงแก การได้แชมป์ฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ คือการขึ้นสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลสเปน มันคือแชมป์โลกสมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสเปน พวกเขาประเดิมด้วยการแพ้สวิตเซอร์แลนด์ 0-1 อย่างสุดพลิกล็อก ท่ามกลางกลุ่มที่ประกอบด้วยอีก 2 ทีมคือ ฮอนดูรัส และชิลี แต่ เดล บอสเก้ ยังมั่นใจในทีมและการเล่น เขาบอกนักเตะว่า เราชนะอีก 6 นัดก็เป็นแชมป์โลกแล้ว เรียกว่าเป็นการมองไปที่นัดต่อนัด อย่าไปมองอดีต อย่าไปคิดถึงแผนการระยะไกลมากนัก หลังจากแพ้นัดแรกต่อสวิตเซอร์แลนด์ พวกเขาก็กลับมาเล่นได้อย่างที่้ต้องการ เอาชนะฮอนดูรัส 2-0 และ ชิลี 2-1 ผ่านเข้ารอบไปจนได้ เมื่อถึงรอบน็อคเอาท์ สเปน ก็เฉือนโปรตุเกส 1-0 ตามด้วยเชือดปารากวัยอีก 1-0 ทรงบอลของสเปน ต่อบอลกันแม่นยำเท้าต่อเท้าไม่ต้องพูดถึง พวกเขาเล่นไม่ได้ดุดันจัดจ้านเหมือนในยูโร 2008 แต่เน้นความแน่นอนขึ้นอย่างมาก เมื่อถึงรอบรองชนะเลิศ สเปน ก็ย้ำแค้นเยอรมันจากนัดชิงยูโร 2008 ด้วยการเฉือนไปอีก 1-0 ถึงตรงนี้ พวกเขาเหลืออีกเพียง 1 ด่าน นั่นคือทีมชาติฮอลแลนด์ในนัดชิงชนะเลิศ ทัพดัตช์ครั้งนั้นมีกุนซืออย่าง เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ เขาทำบอลได้ไม่สนุกนัก เมื่อดูจากมาตรฐานของฮอลแลนด์ที่เน้นเกมบุก แต่ทว่า ฮอลแลนด์ก็ไม่เคยได้แชมป์โลก ทั้งที่เล่นบุก เกมสนุกมาตลอด บางครั้ง ผลการแข่งขันก็สำคัญกว่าทรงบอล ดังนั้น ฟาน มาร์ไวค์ จึงเน้นเรื่องนี้มากๆ สเปน จะประมาทไม่ได้เลย เมื่อนัดชิงชนะเลิศมาถึง หาก เดล บอสเก้ จะต้องขอบคุณใครสักคนที่นอกเหนือจากทีมงาน,นักเตะ และแฟนบอล คงต้องเป็นชายที่ชื่อ สลาเวน บิลิช "ในวันนั้น ผมตื่นมาเตรียมพร้อมสำหรับเกมเหมือนปกติ ผมไม่มีความกังวลในแง่ของอารมณ์ร่วมในวันนั้นเลย มันเป็นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก มันไม่มีทางที่จะกระตุ้นอะไรให้นักเตะมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว" เดล บอสเก้ เล่าถึงวันนัดชิงชนะเลิศกับฮอลแลนด์ที่โจฮันเนสเบิร์ก "ทีมงานของผมและผมบอกพวกนักเตะว่าเราไม่ใช่ทหาร เด็กๆ ในสเปนคงยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้มาอยู่ตรงที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ และพวกเขาต้องสนุกกับเกมในฐานะนักฟุตบอล" "เฆซุส นาบาส เป็นอาวุธลับของเรา สเปนไม่ค่อยได้เล่นด้วยการมีปีก ตอนที่เราเข้ามาคุมทีม และเรารู้ว่าความเร็วของเขาทางฝั่งขวาจะสร้างปัญหาให้ จิโอ ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ ซึ่งเล่นมาเต็ม 90 นาทีแล้ว และกำลังเล่นเกมสุดท้ายในฐานะนักฟุตบอล" เขาเล่าถึงการปรับทีมด้วยการส่ง นาบาส ลงมาแทน เปโดร เพื่อเล่นงานแบ็กซ้ายกัปตันทีมดัตช์ในครึ่งหลัง แม้จะยังทำอะไรกันไม่ได้ ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที ตรงนี้เองที่ความตึงเครียดเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเหตุการณ์ในอดีตก็กลับเข้ามาในหัวของ เดล บอสเก้ "เมื่อในที่สุด อันเดรส อิเนียสต้า ยิงได้ ผมรู้สึกว่าเราใกล้ที่จะทำความฝันได้สำเร็จแล้ว แต่สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวของผมคือ สลาเวน บิลิช" "ในการประชุมผู้จัดการทีมหลัง ยูโร2008 บิลิช ยอมรับว่าในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศของโครเอเชียเจอกับตุรกี เขาใช้พลังเยอะเกินไปในการฉลองประตูที่ทีมยิงได้ แทนที่จะปรับแท็คติกเพื่อปิดเกมให้ได้ในช่วงไม่กี่วินาทีที่เหลือของเกม" "จากนั้นอึดใจเดียว นักเตะตุรกียิงเสียบมุมเข้าไปเลย และตุรกี ก็เขี่ยโครเอเชีย ตกรอบ" ถึงตรงนี้ ถ้าใครยังจำกันได้ โครเอเชีย ตอนยูโร 2008 ภายใต้การคุมทีมของ บิลิช คือทีมที่แข็งแกร่ง ครบทั้งประสบการณ์และความสด มีทั้งความแกร่งและเทคนิค พวกเขาน็อคอังกฤษตกรอบคัดเลือกคาเวมบลีย์ ในเกมที่ สตีฟ แม็คลาเรน ยืนกางร่มในมือมีถ้วยชาอุ่นๆ ทั้งที่นักเตะกำลังวิ่งกันรากเลือดในสนามที่ฝนตกแฉะเปื้อนโคลน ในทัวร์นาเมนต์นั้น โครเอเชีย เล่นรอบแบ่งกลุ่มได้แข็งแกร่ง ชนะรวด 3 นัด หนึ่งในนั้นคือการเอาชนะเยอรมันได้ด้วย พอเข้ารอบน็อคเอาท์ พวกเขามาเจอตุรกี เกมจบ 0-0 ต้องต่อเวลาออกไปเหมือนกัน ปรากฏว่านาทีที่ 119 ลูก้า โมดริช ตักบอลจากสุดเส้นหลังเข้ามาให้ อิวาน คลาสนิช โหม่งเข้าไป แคมป์โครแอต ฉลองกันใหญ่ ฉลองกันสุดบ้าคลั่ง แม้แต่คนพากย์ทางทีวียังพูดเลยว่า นี่เป็นประตูที่ส่งโครเอเชียเข้ารอบตัดเชือก... เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วินาทีเอง ตอนนั้นตุรกี ไม่มีอะไรจะเสีย รุสตู เรคเบอร์ เตะเปิดบอลยาวจากแดนตัวเองเข้าไปในกรอบเขตโทษโครแอต แล้วจะด้วยจังหวะบอลมันเป็นใจหรือพระเจ้าเขียนบทไว้ก็ตาม บอลลูกนั้นมันมาตกตรงหน้า เซมีห์ เซนเติร์ก ที่จัดการวอลเล่ย์ด้วยซ้ายแบบไม่ต้องคิดมาก บอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมชนิดที่ทำเอาโครเอเชียช็อคกันทั้งทีม เจอเข้าแบบนี้ สติสตังไปหมดแล้ว และสุดท้ายพอเข้าช่วงดวลจุดโทษ คงเดาไม่ยาก โครเอเชีย ยิง 4 เข้าแค่ 1 ส่วน ตุรกี ยิงเข้าหมดทั้ง 3 คน บทเรียนของ สลาเวน บิลิช ที่นำมาแบ่งปันกันในหมู่กุนซือนี่เอง ทำให้เป็น words of wisdom คำแนะนำที่มีประโยชน์ เป็นคำพูดเตือนใจต่อ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ เขาสั่งให้ลูกทีมมีสมาธิในช่วง 3-4 นาทีที่เหลือ "ดังนั้น ในจังหวะนั้น เรื่องของ บิลิช มีผลกระทบต่อผมทันที ยังเหลืออีก 4 นาที แม้ว่าอีกฝั่งจะเหลือ 10 คน เราก็ต้องระวัง ไม่ฉลองจนลืมตัว เราต้องเน้นในช่วง 4 นาทีที่เหลือ ... และเราทำสำเร็จ" บิเซนเต้ เดล บอสเก้ เสกให้สเปน คว้าแชมป์โลกสมัยแรกของประเทศชาติได้สำเร็จ ทั้งที่แพ้ตั้งแต่นัดแรก จิตวิทยา การรู้จักวางแผนตามเกมไปทุกนาที ไม่มีประมาทหรือหลุดสมาธิ คือสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อการประสบความสำเร็จในฟุตบอลทัวร์นาเมนต์เช่นนี้ และอีกอย่าง นั่นคือข้อตักเตือนจากความผิดพลาดของผู้อื่น ที่ เดล บอสเก้ นำมาใช้ได้อย่างเห็นผล นี่คืออีกหนึ่งปัจจัยที่โค้ชทุกคนควรจดจำเอาไว้ให้ดี รับชมคลิปคลิ๊ก :: https://cutt.ly/B0yGdXe เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แชมป์โลกจอมฝืดแห่งตราไก่ "

ฝรั่งเศส ยังเดินหน้าสู่เส้นทางการป้องกันแชมป์โลกอย่างแข็งแกร่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมรุกของพวกเขาลงตัวมากๆ คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กลับมาโชว์ฟอร์มเทพในสีเสื้อ เลส์ เบลอส์ ขณะที่ เดมเบเล่ กับ กรีซมันน์ ก็กลับชาติมาเกิดเมื่อเทียบกับฟอร์มในระดับสโมสรที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อีกคนที่กลายเป็นตัว Joker ไปแล้วนั่นก็คือ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ บนวัย 36 ปี ประตูที่ทำได้ในเกมกับโปแลนด์ ส่งผลให้ ชิรูด์ กลายเป็นเจ้าของสถิติดาวยิงสูงสุดของทีมชาติฝรั่งเศสคนใหม่ แซงหน้า ติตี้ อองรี ไปแล้ว ฟุตบอลโลกหนนี้ ชิรูด์ มีประตูมาฝากด้วย ผิดกับเมื่อ 4 ปีก่อน ถ้ายังไม่ลืม ในฟุตบอลโลก 2018 ชิรูด์ คือตัวหลัก เป็นหน้าเป้าลงเล่นทุกนัดบนเส้นทางสู่แชมป์โลก แต่กลับยิงไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว (ทำไป 2 แอสซิสต์) ชิรูด์ โดนค่อนขอด หัวเราะเยาะทำนองว่าเป็นกองหน้าทีมแชมป์ซะเปล่า แต่กลับทำประตูไม่ได้ อันที่จริงแล้ว เขามีคุณค่าต่อแผนการเล่นของ เดช็องส์ อย่างมาก คือเป็น Target Man คอยพักบอล เก็บบอล เล่นลูกโด่ง และเชื่อมเกม ด้วยความเป็นนักเตะไม่เห็นแก่ตัว ทว่าเมื่อไม่มีสกอร์เลย ย่อมโดนแซวเป็นปกติ ว่าแล้ว ชิรูด์ ก็โดนยกไปเทียบกับกองหน้ารุ่นพี่เมื่อปี 1998 อย่าง สเตฟาน กีวาร์ช ฟร้องซ์ 98 ดิดิเย่ร์ เดช็องส์ นี่แหละคือกองกลางกัปตันทีมฝรั่งเศส ผู้ได้ชูถ้วยแชมป์โลกสมัยแรกให้กับประเทศชาติ ครั้งนั้น กองหน้าของฝรั่งเศส ยิงกันไม่เยอะเท่าไหร่ เป็นพวก 2 ดาวรุ่งอย่าง เธียร์รี่ อองรี กับ ดาวิด เทรเซเก้ต์, คริสตอฟ ดูการ์รี แล้วก็ กีวาร์ช บวกหน้าต่ำกึ่งมิดฟิลด์รุกอย่าง ยูริ จอร์เกฟฟ์ ในรายของ กีวาร์ช ซึ่งสวมเบอร์ 9 ลงเล่น โดนค่อนขอดมากสุด เพราะพลาดการลงสนามแค่เกมเดียว ที่เหลือลงหมด แต่ดันยิงไม่ได้ ยิ่งในนัดชิงกับบราซิล ที่เขามีโอกาสหลายหน โดยเฉพาะช็อตที่หลุดเดี่ยวไปยิงติดเซฟ ทัฟฟาเรล ยังดีที่ฝรั่งเศสชนะขาดลอย 3-0 20 ปีต่อมา โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็โดนมองในสภาพเดียวกัน เมื่อเลส์ เบลอส์ ได้แชมป์โลกที่รัสเซีย เพียงแต่ภาพของ ชิรูด์ ถูกอธิบายด้วยเรื่องของแท็คติก แถมผลงานในสโมสรก็ไม่ได้เลวร้าย ทำให้คนเข้าใจบทบาทของเขามากขึ้นแม้จะยิงไม่ได้ ผิดกับตอน กีวาร์ช ลงเล่น ตอนนั้นเขาโดนตราหน้าอย่างหนักว่าเป็นกองหน้าสายฝืด ทั้งที่จริง เอเม่ต์ ฌักเก้ต์ บอกเองว่าบทบาทของกีวาร์ช มีมากกว่าแค่เรื่องยิงประตู สเตฟาน กีวาร์ช เป็นคนเบรอตง เกิดที่กงการ์กโน่ ในแคว้นบริตตานี่ เล่นบอลแล้วมาดังกับแก็งก็อง ก่อนย้ายมาโอแซร์ แต่ยังไม่เปรี้ยง จากนั้นไปแรนส์ ที่เขาเริ่มยิงกระจุย จนติดทีมชาติฝรั่งเศสครั้งแรกด้วยวัย 27 ปี ตอนปี 1997 เกมแรกในนามทีมชาติ กีวาร์ช ลงเล่นครบ 90 นาที และทำประตูได้เลยด้วย เป็นเกมอุ่นเครื่องชนะแอฟริกาใต้ 2-1 ผลงานที่ดีทำให้ โอแซร์ คว้าตัวกลับมาร่วมทีม หนนี้เองที่ฟอร์มของ กีวาร์ช ร้อนแรงจน เอเม่ต์ ฌักเก้ต์ ต้องเรียกตัวมาติดทีมชาติชุดลุยบอลโลกเพราะกดไป 21 ประตูจาก 32 นัดใน ลีก เอิง เพียงแต่ก่อน ฟร้องซ์ 98 จะเริ่ม แฟนๆของนิวคาสเซิ่ล ก็ได้ตื่นเต้น เพราะกุนซืออย่าง เคนนี่ ดัลกลิช จ่ายเงิน 3.6 ล้านปอนด์ คว้าตัวกองหน้ารายนี้มาร่วมทีมเรียบร้อยแล้ว หลังจบบอลโลก เขามีภาพของจอมฝืดติดตัวมา แต่ในเกมแรกที่ประเดิมให้ นิวคาสเซิ่ล ก็ทำประตูได้ทันที เป็นการยิงใส่ ลิเวอร์พูล ชีวิตหลังบอลโลก ทำท่าจะกลับมาสวยงาม น่าเสียดายที่เขาลงเล่นได้แค่ 4 นัด ก็พอดี ดัลกลิช โดนปลด รุด กุลลิท เข้ามาคุมทีมแทนก็จัดการขาย กีวาร์ช ไปให้กับ เรนเจอร์ส ทันที ทั้งที่มาอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน ผลงาน 1 ประตูจาก 4 นัด ไปอยู่กับเรนเจอร์ส ก็ไม่ถึงกับเปรี้ยง แต่ก็ไม่เลวนัก 5 ประตูจาก 14 นัด ช่วยทีมได้แชมป์ก่อนโยกกลับ โอแซร์ อีกครั้งในปี 1999 จนถึงปี 2001 สถิติการทำประตูก็ใช้ได้ 25 ลูกจาก 60 นัด ต่อมาเขาไปแขวนสตั๊ดตอนปี 2002 กับ แก็งก็อง อีกหนึ่งทีมเก่า สเตฟาน กีวาร์ช ไม่ได้เป็นนักเตะอย่างสมัยนี้ที่ทำตัวเด่นดัง เอาภาพลักษณ์มาขายก่อนเรื่องในสนาม พอเขาแขวนสตั๊ด ก็เงียบหายกลับไปใช้ชีวิตปกติ พอดีแม่ของเขาป่วยหนักด้วยเลยย้ายมาเล่นกับ แก็งก็อง "ก็พอดีตอนนั้นแม่ผมเสีย และผมต้องดูแลพ่อ เพราะท่านไม่มีใครเลย ท่านเป็นผู้ชายในยุคก่อนที่ไม่ได้ทำเรื่องต่างๆ เองเช่น ทำอาหาร หรือพวกงานเอกสาร ผมเลยย้ายไปอยู่กับท่าน" "แล้วจากนั้นก็มีคนมาติดตั้งระบบหม้อต้มที่บ้าน (สำหรับน้ำอุ่นในประเทศหนาว เพื่อใช้ได้ทั้งบ้าน) ปรากฏว่าเขาเป็นเพื่อนในวัยเด็กของผม" "ผมหยอกเขาไปว่า ผมจะเป็นเซลส์ให้บริษัททำสระว่ายน้ำของเขาเอง มันคงเหมือนมีอะไรไปสะกิดเขา เพราะวันต่อมาเขาก็โทรมาหา เราคุยกัน และตอนนี้ผมก็ทำงานกับบริษัทเขามาตลอด" พอแขวนสตั๊ด กลับไปดูแลแม่และพ่อที่บ้านเกิด ก็พอดี กีวาร์ช ได้เจอกับเพื่อนเก่าสมัยเด็กซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเกี่ยวกับระบบน้ำ สร้างสระว่ายน้ำชื่อ TANGUY ก็เลยทำงานกับบริษัทของเพื่อนเสียเลย "แค่เพราะผมเคยได้แชมป์โลก ไม่ได้หมายความว่าผมจะทำงานอย่างอื่นไม่ได้ ทุกคนควรจะได้ทำงานที่พวกเขาต้องการ" "เบอร์มือถือผมก็โชว์อยู่หน้าเว็บไซต์ของบริษัท และยังคงมีแฟนๆ โทรมาเข้าเครื่องผมเพื่อร้องเพลงบอลโลกที่ฝรั่งเศสให้ฟังอยู่เลย" "ครั้งแรกที่ผมไปพบลูกค้า ถ้าพวกเขาเป็นแฟนฟุตบอล มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะใช่เวลาครึ่งชั่วโมงคุยเรื่องสระว่ายน้ำ แล้วอีกชั่วโมงคุยเรื่องฟุตบอล" "มันเป็นเรื่องดี มันทำให้คุณได้สัมผัสกับแพสชั่นของผู้คน แทนที่จะคุยแต่เรื่องสระว่ายน้ำๆๆๆ พวกเขาชอบแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง" ทุกวันนี้ กีวาร์ช มีชีวิตที่เรียบง่ายในบ้านเกิด เขาใช้เวลาว่างตกปลาเป็นงานอดิเรก และยังมีช่องทีวีของฝรั่งเศสตามไปสัมภาษณ์เขาเรื่อยๆ อย่างล่าสุดที่ฝรั่งเศสได้แชมป์โลก 2018 ก็มีการไปสัมภาษณ์ กีวาร์ช ในบรรยากาศฉลองแชมป์ ซึ่งก็มีคนมาร่วมเข้าฉาก ตั้งแต่ผู้ใหญ่ยันเด็ก มันแสดงให้เห็นว่าสำหรับคนท้องถิ่น สเตฟาน กีวาร์ช ก็ยังเป็นนักเตะแชมป์โลกของพวกเขา เพียงแต่เปลี่ยนจากนักฟุตบอล มาทำงานบริษัทสระว่ายน้ำแค่นั้นเอง กีวาร์ช ยอมรับเองว่า เขาไม่ถนัดในการอยู่ท่ามกลางแสงสี ท่ามกลางการเป็นจุดสนใจ เขาชอบอยู่เมืองที่เงียบสงบ มันสบายใจมากกว่า "ผมสามารถหายใจได้โล่งที่นี่ ผมเป็นประเภทคนบ้านนอกมากกว่า" นั่นคือชีวิตที่เลือกแล้วของ สเตฟาน กีวาร์ช อดีตกองหน้าชุดแชมป์โลกของฝรั่งเศส แต่ถ้าว่ากันตามตรง การได้แชมป์ลีกสูงสุด 2 ครั้งกับ 2 สโมสร, 1 แชมป์โลก, สถิติ 147 ประตูจากการเล่นฟุตบอลอาชีพ 304 นัด และเคยคว้าดาวซัลโวลีก เอิง 2 สมัย ก็ไม่ได้ถือว่าแย่เลย สำหรับคนที่โดนมองว่าเป็นจอมฝืด ว่าไหม? อย่าลืมรับชมคลิปแบบไม่มีฝืดได้ที่ :: https://cutt.ly/817G4M2 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" อาร์เจนติน่า กับทรงผมยาว "

เป้าหมายของ อาร์เจนติน่า ยังคงอยู่ข้างหน้า และเข้าใกล้ไปอีกก้าว หลังเอาชนะออสเตรเลีย 2-1 ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ลิโอเนล เมสซี่ แต่อีกหนึ่ง ลิโอเนล ก็ควรได้รับคำชมเช่นกันนั่นคือ สกาโลนี่ โค้ชของทีมชุดนี้ สกาโลนี่ สมัยเป็นนักเตะเขาเล่นทีมชาติแค่ 7 นัดเท่านั้นเอง เคยติดทีมไปลุยฟุตบอลโลก 1 สมัย คือในปี 2006 ซึ่งนั่นก็เป็นบอลโลกสมัยแรกของ เมสซี่ ในวัย 19 ปีด้วย อาร์เจนติน่า ได้แชมป์โลกสมัยสุดท้ายคือเมื่อปี 1986 โน่นเลย ตั้งแต่ เมสซี่ ยังไม่เกิด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาทำได้ดีที่สุดก็แค่ "เกือบ" เท่านั้นในปี 2014 ภายใต้การคุมทีมของ อเลฮานโดร ซาเบย่า ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขาไม่ได้เล่นฟุตบอลเร้าใจอะไร เน้นผลการแข่งขัน ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกมีสถิติชัดเจนว่า ไม่เคยมีแชมป์โลกชาติไหน ใช้โค้ชเป็นคนต่างชาติเลย อาร์เจนติน่า เองเคยใช้โค้ชต่างชาติเพียงคนเดียว คือ เฟลิเป้ ปาสคุชชี่ ชาวอิตาเลี่ยน ในปี 1934 โน่นเลย ต่อจากนั้นมาพวกเขาใช้คนในตลอด เนื่องจากอาร์เจนติน่าเองก็มีความมั่นใจในฟุตบอลของตัวเองสูงเช่นกัน พวกเขาไม่จำเป็นต้องเอาคนนอกมาคุมทีม เซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ กับ คาร์ลอส บิลาร์โด้ เป็น 2 คนที่เคยได้แชมป์โลก แต่โค้ชคนอื่นๆ ก็มีฝีมือ ไม่ว่าจะเป็น อัลฟิโอ บาซิเล่, โฮเซ่ เปเกร์มัน, มาร์เซโล บิเอลซ่า, เคราร์โด้ มาร์ตีโน่ บ้างก็เน้นเกมรุก บ้างเน้นรัดกุม แต่ก็มีบางคน ที่เน้นเรื่องระเบียบวินัยมาก่อนใครอื่น โค้ชคนนั้นก็คือ ดาเนียล พาสซาเรลล่า สมัยเป็นนักเตะ พาสซาเรลล่า เป็นกองหลังระดับตำนานของอาร์เจนติน่า เขาคือกัปตันทีมชุดแชมป์โลก 1978 เล่นยาวมาจนอยู่ในทีมชุดแชมป์ปี 1986 ด้วย ตอนยังเป็นผู้เล่นนอกจากฝีเท้าแล้ว พาสซาเรลล่า ยังขึ้นชื่อเรื่องความเป็นผู้นำ และความเอาจริงเอาจัง ตรงไปตรงมาและเข้มแข็งมาก เขาเกลียดความเหยาะแหยะ รุ่มรวย ไร้สาระ หลังจบฟุตบอลโลก 1994 ซึ่งอาร์เจนติน่าแพ้ โรมาเนีย ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย อัลฟิโอ บาซิเล่ ก็อำลาตำแหน่ง ซึ่งคนที่เข้ามาคุมทีมแทนก็คือ พาสซาเรลล่า นี่เอง เดิมที อาร์เจนติน่า เต็มไปด้วยนักเตะเก่งๆ ดังๆ อีโก้สูง การคุมทีมแบบนี้ ไม่ง่าย โค้ชแต่ละคนก็มีวิธีแตกต่างกันออกไปในการบริหารทรัพยากรนักเตะในทีม ซึ่งสำหรับ พาสซาเรลล่า เขาใช้วิธีแบบเข้มงวด ใครไม่ยอมรับกฎระเบียบของเขา ก็ออกไป ไม่ได้มาติดทีมชาติเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีฝีเท้าดีแค่ไหน ยุค 90s จนถึงต้น 2000s หนึ่งในแฟชั่นของนักเตะ โดยเฉพาะพวกนักเตะละติน และยุโรปใต้ คือการไว้ผมยาว แล้วก็ใช้สายรัด คาดผมเวลาลงสนาม เพื่อไม่ให้มันฟูฟ่อง บังหน้าบังตา นักเตะอาร์เจนติน่า เองก็เช่นกัน กาเบรียล บาติสตูต้า ก็ไว้ผมยาว, เคลาดิโอ คานิกเกีย ก็ด้วย และอีกรายคือ เฟร์นานโด เรดอนโด้ เรดอนโด้ คือมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุค 90s เพราะนอกจากจะตัดเกมเก่งแล้ว เขายังมีทักษะสุดยอด พาบอลขึ้นหน้าไปได้สง่างามราวเพลย์เมกเกอร์ จ่ายบอลฉลาด ที่สำคัญ เรดอนโด้ คือนักเตะที่โคตรเท่ หน้าตาดี ไว้ผมยาว และมาดดีมากๆ ในบอลโลก 94 เรดอนโด้ เป็นตัวจริงให้อาร์เจนติน่า ทุกนัด แต่หลังจากที่แต่งตั้ง ดาเนียล พาสซาเรลล่า มาคุมทีม เรื่องราวก็พลิกผันไปในทันที อย่างที่บอกว่าวิธีการของ พาสซาเรลล่า คือวินัยจัด เข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง หนึ่งในกฎข้อแรกๆ ของเขาเลยก็คือ ห้ามนักเตะไว้ผมยาว ห้ามสวมตุ้มหู และแอนตี้โฮโมเซ็กช่วล เรียกว่าใครมาทำตัวรักสวยรักงาม นักเตะรักสวยรักงาม ก็ไปไกลๆ จากทีมชาติได้เลย หากอยากเล่นให้อาร์เจนติน่า ก็ต้องไปตัดผม เฟร์นานโด เรดอนโด้ โดนหางเลขไปเต็มๆ แน่แบบนี้ แต่สิ่งที่ทำคือ เรดอนโด้ ไม่แคร์ “กูไม่ตัดผม” เรดอนโด้ ประกาศชัด นั่นทำให้เขาไม่โดนเรียกติดทีม ไม่ได้ไปบอลโลก ฟร้องซ์98 มันน่าเสียดายสำหรับอาร์เจนติน่า ตรงที่ช่วงเวลานั้น เรดอนโด้ กำลังพีคสุดๆ ย้ายจากเตเนรีเฟ่ มา เรอัล มาดริด แล้ว แม้ภายหลัง พาสซาเรลล่า บอกว่าเขาเรียกมา 2 หนแต่เรดอนโด้ก็อ้างเหตุผลต่างกันออกไป เมื่อไม่อยากมา ก็ไม่ต้องมา ทางด้าน เรดอนโด้ ก็บอก ไม่เข้าใจว่าการไว้ผมยาวมันจะเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นยังไง? กาเบรียล บาติสตูต้า ก็โดนหางเลข เพราะดูเหมือนว่า ต่อให้เรียกมาติดทีมแต่ บาสติสตูต้า เป็นแค่ตัวสำรอง ทั้งที่เขาคือดาวยิงเบอร์ 1 ของประเทศแท้ๆ สักพัก บาติสตูต้า ก็จำใจ ทนรำคาญไม่ไหว เลยไปหั่นผมให้สั้นลงหน่อย แม้มันจะยังยาวอยู่ แต่ก็อยู่ในระดับที่ พาสซาเรลล่า ยอมรับได้ ก็มีแต่ เรดอนโด้ ที่ไม่ยอมโดยเด็ดขาด เขาบอกว่า บางที อีก 5-10 ปีจากนี้ เขาอาจเสียใจที่ทำแบบนี้ แต่ขณะนี้ เขาพร้อมนั่งดูอาร์เจนตินาบนโซฟาที่บ้าน จริงๆ แล้วผลงานของ พาสซาเรลล่า ในการคุมอาร์เจนติน่าสู้ศึก ฟร้องซ์ 98 ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว พวกเขาไปตกรอบ 8 ทีมเพราะแพ้ให้ฮอลแลนด์ จากลูกยิงสุดคลาสสิกของ เบิร์กแคมป์ ในนาทีสุดท้าย แน่นอนสำหรับอาร์เจนติน่า มันไม่เพียงพอต่อความคาดหมาย ดังนั้น พาสซาเรลล่า จึงอำลาตำแหน่งหลังจบศึกฟร้องซ์ 98 มาร์เซโล่ บิเอลซ่า คือโค้ชที่ได้รับการแต่งตั้งมาคุมทีมแทน ซึ่ง "เอล โลโก้" ก็เรียก เรดอนโด้ กลับมาติดอีกนัดสองนัด จากนั้น เรดอนโด้ ก็ไม่ได้เล่นให้ทีมชาติอีกเลย ขณะที่ในระดับสโมสร เรดอนโด้ ยังโชว์ฟอร์มสุดยอด พามาดริด ยุครอยต่อก่อนกาลาคติกอส คว้าแชมป์ ชปล. 2 สมัย โดยเฉพาะแฟนผี ยังจำลูกตอกส้นสุดเส้นหลังแล้วเปิดให้ ราอูล ยิงจ่อๆ ได้ดี ภายหลัง เรดอนโด้ ก็ตัดผมสั้นจนได้ แต่มันเกิดจากความสมัครใจของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากโดนใครบังคับเพื่อให้ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ นักเตะอาร์เจนติน่า ยุคหลังจากนั้น ก็มีพวกไว้ผมยาว คาดผม เล่นให้ทีมชาติตามมาอีกหลายคน บาติสตูต้า ก็กลับมาไว้ยาวขึ้น, เคลาดิโอ คานิกเกีย ก็ถูกเรียกกลับมา, อาเรียล ออร์เตก้า ก็กลับมาไว้ผมยาว, เอร์นาน เครสโป ก็พุ่งขึ้นมา, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, มาติอัส อัลเมยด้า, ดีเอโก้ ปลาเซนเต้, ฮวน ปาโบล โซริน จนมาถึง ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่ แม้กระทั่งช่วงแรกๆ ที่ขึ้นมาเล่นฟุตบอลอาชีพ ลิโอเนล เมสซี่ นี่แหละที่ก็เคยไว้ผมยาว ต้องคาดผมลงสนามเช่นกัน ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นตอนนั้น ดาเนียล พาสซาเรลล่า จะเมินเรียกตัว เมสซี่ มาติดทีมเพราะเหตุผลเรื่องผมยาวเกินควรหรือเปล่า? เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117