breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ปีศาจแดงแดนโคนม "

คริสเตียน เอริคเซ่น มีข่าวว่าตกลงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แล้ว รอให้เรื่องนี้มีการยืนยันและประกาศอย่างเป็นทางการ มิดฟิลด์วัย 30 ปี ถือเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ เดนมาร์ก ในรอบหลายปีหลัง น่าเสียดายที่เหตุการณ์ที่เขาวูบไประหว่างศึกยูโร ทำให้เส้นทางอาชีพของเขาต้องชะงักไป ก่อนจะได้รับโอกาสจาก เบรนท์ฟอร์ด ให้ได้แสดงฝีเท้าอีกครั้ง ว่าเขายังเล่นฟุตบอลในระดับท็อปได้ ที่ผ่านมา เดนมาร์ก ผลิตนักเตะฝีเท้าดีออกมาประดับวงการลูกหนังได้อย่างต่อเนื่อง ว่ากันที่แชมป์เมเจอร์ พวกเขามีแชมป์เท่ากับทีมชาติฮอลแลนด์ นั่นก็คือ แชมป์ยูโร 1 สมัย นักเตะชาวเดนิช เคยไปมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในระดับสโมสรให้กับสโมสรต่างๆ มาแล้วมากมายเช่นเดียวกัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คือหนึ่งในนั้น เมื่อพวกเขาเคยมี "ผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก" ในช่วงหนึ่ง นั่นก็คือ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล เฝ้าเสา แต่ "บิ๊กพีท" ก็ไม่ใช่นักเตะเดนมาร์ก เพียงคนเดียวที่เคยรับใช้ตราสโมสรปีศาจแดง ที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด เคยมีนักเตะเดนมาร์ก ที่ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่มาแล้วกี่คน ลองไปไล่ดูกัน [1.] เยสเปอร์ โอลเซ่น 1984-1988 ปีกซ้ายรายนี้ย้ายมาจาก อาแจ็กซ์ เมื่อปี 1984 ด้วยวัย 23 ปี โดยขณะนั้นเขาก็เป็นสมาชิกทีมชาติเดนมาร์กไปแล้ว ไฮไลท์ของ โอลเซ่น สมัยอยู่อาแจ็กซ์คือ เขาเป็นคนที่ประสานงานกับ โยฮัน ครัยฟ์ ในการสร้างสรรค์การยิงจุดโทษสุดแปลกเป็นครั้งแรก เมื่อปี 1982 ช็อตนั้นเป็นจุดโทษที่ ครัยฟท์ แตะบอลออกข้างให้ โอลเซ่น วิ่งเข้ามาชิ่งคืนมาให้ ครัยฟ์ แปโล่งๆ เข้าไป ซึ่งตามกฎถือว่าทำได้ เพราะจุดโทษนับเป็น Indirect Freekick เมื่อย้ายมาอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็กลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งปีกซ้ายของทีม ในช่วงปี 1986 เขาเคยทะเลาะกับ เรมี่ โมเสส เพื่อนร่วมทีมจน รอน แอ็ทกินสัน จับขึ้นบัญชีขาย แต่ไม่นาน บิ๊กรอน ก็โดนปลด เมื่อ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาคุมทีมแทน ก็ให้ โอลเซ่น กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง เฟอร์กี้ ประทับใจ โอลเซ่น มากถึงขนาดที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจไม่ซื้อ จอห์น บาร์นส์ จากวัตฟอร์ด จน บาร์นส์ย้ายไปเป็นตำนานที่ลิเวอร์พูล ปี 1988 โอลเซ่น ในวัย 27 ปีก็ย้ายกลับบ้านเกิดไปเล่นให้ เนสต์เวด ทีมอาชีพทีมแรกของเขา ก่อนจะย้ายกลับมาเล่นในลีก เอิง กับบอร์กโดซ์ และก็อง ในเวลาต่อมา รวมแล้ว เยสเปอร์ โอลเซ่น เล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ด 4 ปี รวมทั้งสิ้น 176 นัด ทำได้ 24 ประตู [2.] จอห์น ซิเวอเบ็ค 1986-1987 แบ็กขวารายนี้ รุ่นราวคราวเดียว เกิดปีเดียวกันกับ เยสเปอร์ โอลเซ่น แต่ย้ายมาอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ทีหลัง 2 ปี รอน แอ็ทกินสัน เป็นคนคว้าตัว ซิเวอเบ็ค มาจากไวเล่ โบลด์คลุบ สโมสรบ้านเกิดของเขาในเดนมาร์กเลย ไฮไลท์ของ ซิเวอเบ็ค ในสีเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ด คือเขาทำประตูได้แค่ลูกเดียว นั่นคือการยิงฟรีคิกเป็นประตูชัย เฉือนชนะ ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส 1-0 ในปี 1986 ที่มันสำคัญคือ มันเป็นประตูแรกในการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างไรก็ตามในปี 1987 เฟอร์กี้ ก็บอกกับ ซิเวอเบ็ค ตรงๆ ว่าเขาไม่ใช่ตัวเลือกแรกในตำแหน่งแบ็กขวาอีกต่อไป ทำให้เขาย้ายไปเล่นในฝรั่งเศสกับ แซงต์ เอเตียน ต่อด้วย โมนาโก หลังจากช่วยทีมชาติเดนมาร์ก คว้าแชมป์ยูโร 1992 (เขาเล่นเป็นวิงแบ็กขวา) ซิเวอเบ็ค ก็ย้ายไปเล่นให้เปสคาร่า ก่อนกลับบ้านเกิดเล่นให้ ไวเล่ อีกครั้ง และมาแขวนสตั๊ดกับอาร์ฮุส ในปี 1997 ด้วยวัย 36 ปี [3.] ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล 1991-1999 ไม่ต้องอธิบายให้มากความสำหรับ "บิ๊กพีท" หนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีสุดตลอดกาลของวงการ และในช่วงพีค เขาคือเบอร์ 1 ของโลก ชไมเคิ่ล มีเชื้อสายโปแลนด์ ทางฝั่งพ่อ (ชื่อเต็มของเขาคือ ปีเตอร์ โบเลสลาฟ ชไมเคิ่ล) เฟอร์กี้ ซื้อมาจากบรอนด์บี้ ในปี 1991 ด้วยราคา 505,000 ปอนด์ กลายเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เขาเฝ้าเสาให้ทีมปีศาจแดงอยู่ 8 ปี รวม 398 นัด แถมทำได้ 1 ประตูด้วย ในเกมยูฟ่า คัพ ที่เจอกับ โรเตอร์ โวลโกกราด ในปี 1995 ปีเตอร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก 5 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย เขาย้ายไป สปอร์ติ้ง ลิสบอน หลังลงเล่นนัดสุดท้ายเป็นกัปตันทีมสร้างปาฏิหาริย์ที่คัมป์ นู ช่วยทีมได้ 3 แชมป์ในปี 1999 ก่อนจะกลับมาเล่นในอังกฤษอีกรอบกับ แอสตัน วิลล่า และแขวนสตั๊ดกับ แมนฯ ซิตี้ อริร่วมเมือง ในวันที่ยังไม่ค่อยได้ลืมตาอ้าปาก แต่ก็ทำให้แฟนผีบางส่วนรู้สึกเคืองๆ ชไมเคิ่ล อยู่เช่นกัน [4.] มัดส์ ทิมม์ 2002-2006 นี่คือดาวรุ่งพรสวรรค์ ในตำแหน่งกองหน้าและกลางรุก ที่เฟอร์กี้ ไปดึงตัวมาจากโอเดนเซ่ ตั้งแต่อายุ 16 ปี เมื่อปี 2000 ถ้าใครเคยเล่นเกม CM 01/02 มัดส์ ทิมม์ คือหนึ่งในดาวรุ่งที่นำมาปั้นจนเก่งได้เลย น่าเสียดายที่ในชีวิตจริง ไม่ใช่แบบนั้น เขาไม่สามารถทะลุขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้จริงๆ จังๆ เกมแรกและเกมเดียวที่ ทิมม์ ได้ลงเล่นให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ชุดใหญ่คือลงมาเป็นตัวสำรองในเกมรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันที่ 29 ตุลาคม 2002 ที่ออกไปแพ้ มัคคาบี้ ไฮฟา 0-3 เกมนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด เข้ารอบไปแล้ว และส่งสำรองลงเกือบทั้งทีม มัดส์ ทิมม์ โดนปล่อยยืมตัวทั้งกับ ไวกิ้ง, ลิน และวอลซอลล์ ก่อนอำลาถาวรกลับ โอเดนเซ่ ทีมในวัยเด็กเมื่อปี 2006 ต่อมาอารมณ์ติสต์แตก เขาหมดไฟกับฟุตบอล เลยแขวนสตั๊ดในปี 2009 กับสโมสรลิงบี้ ด้วยอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น แต่ก็มีข่าวว่ากลับมาเล่นให้ทีมระดับสมัครเล่นชื่อ เคอร์เทมินเด้ ในอีก 2 ปีต่อมา [5.] อันเดอร์ส ลินเดอการ์ด 2011-2015 ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับ เจสซี่ ลินการ์ด แค่นามสกุลคล้ายกันเฉยๆ โดยที่มือกาวรายนี้เคยเล่นให้ โอเดนเซ่ เช่นกัน แต่มาดังกับ อาเลซุนด์ ตลาดหน้าหนาว 2011 ลินเดอการ์ด ก็ย้ายเป็นทางการมาอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากตกลงกันได้ก่อนหน้านั้นแล้ว โดยเข้ามาเป็นแบ็กอัพให้กับ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ในปีสุดท้าย ทว่าเมื่อซัมเมอร์ 2011 น้าซาร์แขวนถุงมืออำลาทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไปเซ็นเอา ดาบิด เด เคอา เข้ามาเป็นมือ 1 นั่นทำให้ ลินเดอการ์ด ลงสนามน้อยมาก แต่เขาก็มีโอกาสเฝ้าเสาในพรีเมียร์ ลีก ถึง 10 นัดในฤดูกาล 2012/13 ปีสุดท้ายของเฟอร์กี้ และปีสุดท้ายที่แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก จนถึงตอนนี้ ปี 2015 ลินเดอการ์ด ก็โดนปล่อยตัวไปอยู่กับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน หลังจากทีมคว้า เซร์คิโอ โรเมโร่ เข้ามาอีกคน รวมแล้ว อันเดอร์ส ลินเดอการ์ด ลงเฝ้าเสาให้ทีมไป 29 นัดเท่านั้นตลอดช่วงเวลา 4 ปี แม้ว่าในสนามอาจไม่โดดเด่น แต่เมื่อมีงานกาล่า ของสโมสร นักเตะต้องใส่สูท หรือทักซีโด้ เขาจะเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดทันที เพราะมาดนายแบบมันฉายแววออกมาสุดๆ ถึงตรงนี้ รวมแล้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีนักเตะเดนมาร์ก ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ทั้งสิ้น 5 รายด้วยกัน หาก คริสเตียน เอริคเซ่น ย้ายมาจริง เขาจะเป็นแข้งแดนโคนมรายที่ 6 ที่เล่นให้กับทีมปีศาจแดง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" การตามตื๊อที่น่าผิดหวัง "

บาร์เซโลน่า - เฟรงกี้ เดอ ย็อง - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเดินหน้าต่อไปอย่างไม่รู้จุดสิ้นสุด ณ นาทีนี้ แฟนผีอยากให้การเจรจาครั้งนี้มันจบเร็วๆ จะ Yes หรือ No ก็ได้ แต่ไม่อยากยืดเยื้ออีกต่อไปแล้ว หลายคนยังมีภาพจำสุดหลอนมาจากเมื่อปี 2013 ที่บังเอิญ บางอย่างมันดันตรงกับในซัมเมอร์นี้ เริ่มตั้งแต่มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่, เปลี่ยนซีอีโอใหม่, มีโปรแกรมมาเตะปรีซีซั่นในประเทศไทย และ ตามจีบนักเตะของบาร์เซโลน่า ในเคสของเมื่อ 9 ปีก่อน ก็คือ เชส ฟาเบรกาส .... เริ่มต้นจากการที่ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หลังจากที่ยอดกุนซือสก็อตติช วางมือ ทิ้งทวนด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาล 2012/13 พร้อมๆ กันนั้น เอ็ด วู้ดเวิร์ด ก็ได้รับการโปรโมตขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแทน เดวิด กิลล์ ที่ก้าวลงจากตำแหน่งไปพร้อมกับ เซอร์ อเล็กซ์ ความคาดหวังสู่ยุคใหม่คือ มอยส์ - วู้ดเวิร์ด จะเป็นคู่หู ที่ทำงานเก่ง ผลักดันยูไนเต็ด ก้าวไปข้างหน้าแบบเดียวกับที่ เฟอร์กี้ - กิลล์ ได้ทำ งานแรกของทั้งคู่ แน่นอนว่าคือการเสริมทัพ มีนักเตะหลายรายที่ในภายหลัง มอยส์ เปิดเผยว่าเขาต้องการดึงมาร่วมทีม และได้มีการติดต่อกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แกเร็ธ เบล, โทนี่ โครส, ติอาโก้ อัลกันตาร่า แต่ที่เป็นข่าวชัดเจนที่สุดก็คือ เชส ฟาเบรกาส เอ็ด วู้ดเวิร์ด ประกาศลั่นว่าจะดึง เชส มาคุมแดนกลางของปีศาจแดงให้ได้ เรียกได้ว่ามีความมั่นใจในตัวเองสุดๆ กลางเดือนกรกฎาคม วู้ดเวิร์ด ผละออกจากแคมป์ปรีซีซั่นของทีมในออสเตรเลีย เพื่อบินกลับไปยุโรป เร่งเจรจาปิดดีลกับ ฟาเบรกาส ตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ ขณะนั้นแฟนผี มีความหวัง เชื่อว่าการทุ่มเงิน 40 ล้านปอนด์ คงเพียงพอให้บาร์ซ่า ปล่อย เชส ออกมาจากทีม ซึ่งต้องยอมรับว่า เชส เองก็ไม่ได้เป็นตัวจริง ตัวหลัก ตัวสำคัญอย่างสม่ำเสมอให้กับบาร์ซ่า ในเวลานั้น กองเชียร์ปีศาจแดง เห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของ วู้ดเวิร์ด แล้วก็เนื้อเต้น คิดว่าอีกไม่นาน เดี๋ยวก็จะได้เห็นข่าวปิดดีล ชูเสื้อกันแน่ๆ ทางด้านของ เดวิด มอยส์ เองก็ทำหน้าที่ของตัวเอง คือการติดต่อพูดคุยกับตัวนักเตะโดยตรง โน้มน้าวให้ย้ายมาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มอยส์ ได้โทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกับ เชส ไว้แล้ว 2 ครั้ง การพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี ทว่าเวลาผ่านไป ความกังวลเริ่มเข้ามาเกาะจิตใจของแฟนผี เพราะดีลยังไม่จบเสียที เกมนี้ยาวกว่าที่คิด ปัญหาในตอนนั้นคือ จริงๆ แล้ว บาร์เซโลน่า ก็ไม่อยากปล่อยออกไปเท่าไหร่นัก แต่เรื่องนี้ อาจคุยกันได้ด้วยการเพิ่มข้อเสนอ ทว่าที่หนักกว่าคือการทำให้ เชส ตัดสินใจย้ายมาให้ได้ เนื่องจาก "บาร์เซโลน่าคือฝันของเขา" (คุ้นๆ ไหม?) ถ้าเป็นไปได้ เชส ไม่อยากอำลาบาร์ซ่า ยกเว้นว่าเขาจะแน่ใจว่าที่นั่น เขาไม่ได้รับความสำคัญมากพอแล้วจริงๆ วันที่ 29 กรกฎาคม 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด อุ่นเครื่องทิ้งทวนที่เอเชีย กับสโมสรคิทฉี ในฮ่องกง แล้วก็บินกลับอังกฤษ วันที่ 1 สิงหาคม 2013 เดวิด มอยส์ ทำงานหนักต่อเนื่อง เขาขับรถไปสวอนซี เพื่อไปดูฟอร์มของ สวอนซี คู่แข่งทีมแรกที่จะเจอกันในพรีเมยร์ ลีก ฤดูกาลใหม่ วันนั้นสวอนซี จะเปิดบ้านลงเตะรอบคัดเลือกยูโรปา ลีกกับ มัลโม่ ระหว่างทางที่ขับรถ มอยส์ ก็แวะปั๊ม หยุดเติมน้่ำมัน หยุดเข้าห้องน้ำ แล้วก็โทรคุยกับ ฟาเบรกาส อีกครั้งพอดี มันคือบทสนทนาที่จะชี้เป็นชี้ตายดีลนี้ โดยที่ เชส ได้รับปากกับ เดวิด มอยส์ ว่าเขาพร้อมย้ายมาแมนฯ ยูไนเต็ด มาร่วมโปรเจ็คท์ใหม่ด้วยกัน แต่เขาขอ 1 ข้อแม้ ก่อนตัดสินใจ ข้อแม้ที่ว่าก็คือ เขาขอดูสถานะของตัวเองในนัดแรกของลา ลีกา ฤดูกาลใหม่ หากว่าเขาไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริง เขาจะขอขึ้นบัญชีขายกับทางบาร์ซ่า เพื่อย้ายมาร่วมงานกับ มอยส์ ที่ยูไนเต็ด วันที่ 6 สิงหาคม 2013 ทางแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ติดต่อไปหา ซานโดร โรเซลล์ ผู้อำนวยการของบาร์ซ่า ว่าต้องการได้ตัว ฟาเบรกาส มาร่วมทีมจริงๆ เรียกว่าเป็นการเปิดหน้าคุยกันตรงไปตรงมา มีการยื่นข้อเสนอเข้าไปด้วย โรเซลล์ อาจพิจารณาเรื่องการปล่อยตัว ปัจจัยสำคัญสุดก็คือเหลือการตัดสินใจของตัวนักเตะเองแล้ว โดยที่ บาร์เซโลน่าในปีนั้นก็มีเทรนเนอร์ใหม่คือ ตาต้า มาร์ตีโน่ นี่ก็อาจทำให้ เชส แอบมีความหวังว่าเขาจะได้เป็นตัวหลักของทีมได้บ้าง วันที่ 17 สิงหาคม 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด ลงเตะพรีเมียร์ ลีก นัดแรก ทีมของ มอยส์ โชว์ฟอร์มแกร่ง บุกไปถล่ม สวอนซี ถึง 4-1 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2018 นัดแรกของลา ลีกา มาถึง และเป็นวันที่ เดวิด มอยส์ ลุ้นสุดๆ พอเกมนั้นมาถึง ตาต้า ส่ง เชส ฟาเบรกาส ลงเป็นตัวจริง และกองกลางสแปนิช ก็โชว์ฟอร์มทำ 2 แอสซิสต์ พาทีมถล่มเลบันเต้ 7-0 เป็นอันว่า เดวิด มอยส์ ต้องผิดหวัง เมื่อ เชส กลายเป็นนักเตะคนสำคัญ เป็นตัวหลักในทีมบาร์ซ่าของ ตาต้า มาร์ตีโน่ เขาก็เลือกจะอยู่ที่ คัมป์ นู ต่อไป นั่นทำให้ดีลใหญ่ ดีลสำคัญที่มอยส์ต้องการมากที่สุด และ เอ็ด วู้ดเวิร์ด ก็ประกาศลั่นแบบไม่กลัวหน้าแหกว่าจะปิดดีลนี้ให้ได้ ต้องล่ม แฟนผีรับสภาพ พวกเขาชวดได้ตัว เชส ฟาเบรกาส มาร่วมทีม หลังจากตามตื๊อมาเป็นเดือนๆ จังหวะนรกก็คือเมื่อถึงตรงนั้น ตลาดนักเตะเหลือไม่ถึง 2 สัปดาห์แล้ว และการเป็นมือใหม่ของทั้ง มอยส์ และ วู้ดเวิร์ด ที่ตามตื๊อนักเตะคนเดียวมาทั้งซัมเมอร์ ไม่ได้มีแผน 2 รองรับในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวบัญชาเกม มารูยาน เฟลไลนี่ ถูกดึงเข้ามาในชั่วโมงสุดท้ายของ วันสุดท้ายในตลาดนักเตะซัมเมอร์นั้น กลายเป็นดีล เดียวที่ มอยส์ ได้มาร่วมทีม จริงๆ แล้ว เฟลไลนี่ ไม่ได้เป็นการซื้อแก้เก้อ มอยส์ ต้องการมิดฟิลด์ที่สามารถยืนช่วยเกมรุกได้ และ เฟลไลนี่ คือคนที่เขามองเอาไว้แล้ว เพราะรู้มือกันดีที่เอฟเวอร์ตัน แต่การที่เสียเวลาไปกับ เชส นานเกินไป ทำให้กระทบดีลอื่นๆ ทั้งหมด นี่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนหัด ไม่ประสา ของ วู้ดเวิร์ด ได้อย่างชัดเจนที่สุด แมนฯ ยูไนเต็ด คือสโมสรใหญ่ ไม่ใช่ที่ทดลองงานของใคร ดังนั้น จะเรียกได้ว่าการตั้ง วู้ดเวิร์ด ขึ้นมาเป็นซีอีโอ คอยดูแลสิ่งต่างๆ ทั้งหมด มอบอำนาจให้เต็มที่ จึงกลายเป็นการติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกของพวกเกลเซอร์สและสโมสร การวางแผนการเสริมทัพที่ผิดพลาด มัวแต่มุ่งมั่นรักเดียวใจเดียว ไม่มีแผนสำรอง สุดท้ายเลยจบที่ได้แค่ มารูยาน เฟลไลนี่ มารายเดียวในนาทีสุดท้ายของวันตลาดวาย ส่วน เชส อยู่กับบาร์ซ่าต่ออีกปีแล้วจึงย้ายกลับอังกฤษ แต่เป็นการย้ายมาอยู่กับเชลซี ที่มี โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทีม พร้อมช่วยเชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครอง เดวิด มอยส์ ได้ ฆวน มาต้า มาเสริมทัพตอนตลาดหน้าหนาว ถือว่าเซอร์ไพรส์มาก แต่เมื่อถึงจุดนั้น สิ่งต่างๆ มันย่ำแย่เกินกว่าจะแก้ไข มันผิดพลาดทั้งที่ตัวของเขากับสต๊าฟโค้ช ผิดพลาดที่ฝ่ายบริหาร ทำงานไม่ได้เรื่อง การตามตื๊อนักเตะคนเดียวมาตลอดซัมเมอร์ จนไม่มีความเด็ดขาด เด็ดเดี่ยว ทำให้กระทบชิ่งต่อการเตรียมทีมโดยภาพรวมทั้งหมด จะเอาหรือไม่เอา ต้องให้เด็ดขาดไปเลย ถ้าจะเอา เพราะมองว่าสำคัญจริง ก็ใส่ไป แต่ถ้าไม่ ก็รีบถอนตัวออกมา ไม่ต้องเสียเวลาและเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ มาถึงปี 2022 แฟนผีได้แต่ภาวนาว่า จะได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขออย่างเดียว อย่าให้เรื่องมันยืดเยื้อแล้วจบแบบในปี 2013 ก็พอ! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ปาร์ม่า 90s ไปไม่ถึงจุดหมาย "

ทุกวันนี้ ฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ถูกมองว่าคว้าแชมป์ยากขึ้น การแข่งขันมันสูงขึ้น ทีมเก่งๆ แกร่งๆ ไม่ได้มีแค่ท็อป 4 หรือ 5-6 ทีมอีกต่อไป ดูง่ายๆ ในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเปิดในเดือนสิงหาคมนี้ อาจจะมีแค่ แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล ที่ไม่ว่ายังไง จบติดท็อป 4 แน่ ส่วนที่เหลือ ยังมองไม่ออกว่าใครจะเข้าเส้นชัยบ้าง ทีมกลางๆ เสริมทัพกันน่าดูเพราะมีเงินเช่นกัน แล้วไม่ได้เล่นแบบไก่ก่า แต่ละทีมมีกุนซือดี บอลมีทรง และมีทีเด็ดกันทั้งนั้น มันทำให้นึกถึงฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ยุค 90 ยุคที่เรียกกันว่า ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม หมายถึงยุคอิตาลีครองเมือง เป็นลีกที่แกร่งที่สุด ดาวดังมารวมตัวกันที่นี่ แต่ละทีมมีเอกลักษณ์ มีสตาร์ประจำทีม ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน, โรม่า, ลาซิโอ, ฟิออเรนติน่า, ซามพ์โดเรีย, อูดิเนเซ่ และอีกทีมก็คือ ปาร์ม่า สำหรับสโมสรของอิตาลีแล้ว พวกเขามุ่งหมายไปที่การได้แชมป์เวลาไปเล่นฟุตบอลยุโรปก็จริง แต่เป้าหมายที่ถือเป็นสุดยอด คือการเหนือกว่าสโมสรร่วมลีกด้วยกันเองให้ได้ นั่นก็คือการคว้า "สคูเด็ตโต้" แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา วันเวลาแห่งความรุ่งเรืองของฟุตบอลอิตาลี มีครบทุกอย่าง และแน่นอนว่ามันถูกขับเคลื่อนด้วยพลังเงิน เศรษฐี คนใหญ่คนโต เจ้าของธุรกิจ ต่างเป็นเจ้าของสโมสรและอัดฉีดเงินส่วนตัวลงไปในสโมสรเต็มที่ ลีกอิตาลี จึงทุบทำลายสถิติค่าตัวนักเตะ ค่าจ้างนักเตะกันในทุกปี ในวันเวลาเหล่านี้เอง มีทีมแกร่งมากมาย ที่เต็มไปด้วยดาวดัง แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะคว้าแชมป์ เพราะความผิดพลาดในบางช่วงหรือบางเกม ในจังหวะไม่เป็นใจ ก็เพียงพอแล้วให้พวกเขาหมดสิทธิ์คว้าแชมป์ เป็นได้แค่พระรอง จะการันตีว่า เอาใหม่ ในฤดูกาลหน้าก็ไม่ง่าย เพราะทุกทีมก็แข็งๆ กันทั้งนั้น นอกจากทีมโซนล่างๆ จริงๆ ไม่มีวันจะผูกปีชนะกันได้ง่ายๆ ปาร์ม่า คืออีกหนึ่งในทีมที่ไม่เคยสมหวังกับสคูเด็ตโต้ ลองไล่ดูรายชื่อนักเตะของพวกเขา อาจจะข้องใจว่าทีมขนาดนี้เนี่ย ไม่เคยได้แชมป์ลีกเลย ปลายยุค 90s พวกเขาเคยมีทีมที่ประกอบด้วย จานลุยจิ บุฟฟ่อน, ลิลิย็อง ตูราม, ฟาบิโอ คันนาวาโร่, โรเบร์โต้ เนสเตอร์ เซนซินี่, อแล็ง โบโกซิย็อง, ดิโน่ บาจโจ้, ดิเอโก้ ฟูแซร์, เปาโล วาโนลี่, ฮวน เวรอน, เอร์นาน เครสโป, เอ็นริโก้ คิเอซ่า, ลุยจิ ซาร์ตอร์, สเตฟาโน่ ฟิออเร่, ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า, อาเบล บัลโบ, ลุยจิ อพอลโลนี่ เรียกว่ามีแต่สตาร์ระดับทีมชาติทั้งสิ้น อย่างที่บอกว่าการได้แชมป์ลีกอิตาเลี่ยนไม่ง่าย แต่การได้แชมป์บอลถ้วย เมื่อมีทีมระดับนี้ บางทีอาจง่ายกว่าด้วยซ้ำ เพราะแม้ไม่เคยได้แชมป์ลีก แต่ปาร์ม่ายุคนั้นได้แชมป์บอลถ้วยหลายรายการ โคปปา อิตาเลีย 3 สมัย ยูฟ่า คัพ (ยูโรปาลีก) 2 สมัย คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย (รองแชมป์อีก 1สมัย) ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 ครั้ง ยุครุ่งเรืองของปาร์ม่า ทีมดังแห่งแคว้น เอมิเลีย-โรมานญ่า เริ่มต้นจริงจังๆ คือในปี 1991 ยุคที่เศรษฐกิจโลกรุ่งเรืองเฟื่องฟูราวฟองสบู่ คาลิสโต้ ตานซี่ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารยักษ์ใหญ่ Parmalat ซึ่งเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ของท้องถิ่นเอง ก็ได้เข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร เป็นปีที่ 2 ที่ปาร์ม่า เลื่อนชั้นจาก เซเรีย บี ขึ้นมาสู่ เซเรีย อา และพวกเขาก็มีโค้ชเก่งอย่าง เนวิโอ สกาล่า คุมทีมอยู่แล้ว สโมสรคว้าตัวนักเตะอย่าง โทมัส โบรลิน ดาวเตะสวีดิช เข้ามาประสานงานกับ อเลสซานโดร เมลลี่ ดาวยิงประจำทีม จากนั้นพวกเขาก็ได้นักเตะระดับพรสวรรค์หลายรายไม่ว่าจะเป็น จานฟรังโก้ โซล่า, ฟาอุสติโน่ อัสปรีย่า, แซร์โจ้ แบร์ตี้, มัสซิโม่ คริปป้า ไปจนถึงกระชาก ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ซึ่งกำลังดังจาก USA94 มาร่วมทีมด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้นฟุตบอลอิตาลี มีกฎเข้มงวดเรื่องนักเตะต่างชาติ ในแต่ละเกม จะอนุญาตให้ส่งแข้งต่างชาติลงสนามได้ไม่เกิน 3 คน หมายความว่าต่อให้มีสตาร์ต่างชาติหลายราย ก็ส่งได้ไม่เกินเกมละ 3 ราย ปาร์ม่า เองแม้จะมีแข้งนอกเก่งๆ หลายคน แต่ก็ไม่สามารถส่งพร้อมกันได้หมด เนวิโอ สกาล่า อำลาทีมไปในปี 1996 และได้กุนซือหนุ่มไฟแรง ณ เวลานั้นอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ ในวัย 37 ปี มาคุมทีมแทน ในปีแรกของ อันเช่ นี่เอง กุนซือหนุ่มคนนี้ก็เกือบพาทีมสมหวัง ด้วยผลงานจบอันดับ 2 มีแต้มตามหลังแชมป์อย่างยูเวนตุส เพียง 2 คะแนนเท่านั้น มันน่าเสียดายก็เพราะ อันเช่ ใช้เวลาปรับจูนทีมนานไปหน่อยกว่าจะลงตัว เพราะ 13 นัดแรก ทีมชนะแค่ 3 นัดเท่านั้น หนักไปทางเสมอ 6 นัด และแพ้ 4 นัด ฤดูกาลต่อมา ผลงานเริ่มดร็อป เพราะอย่างที่ย้ำว่า ในกัลโช่ ยุคนั้น ไม่สามารถการันตีได้ว่า ผลงานดีปีนี้ ปีหน้าจะดีพอๆ กับปีเก่า อันเช่ ตัดสินใจไม่คว้าตัว โรแบร์โต้ บาจโจ้ มาร่วมทีม เพราะไม่อยากปรับระบบทีม ปีนั้น ปาร์ม่า จบเพียงอันดับ 6 ฤดูกาล 1998/99 ปาร์ม่า เลยมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง พวกเขาได้อัลแบร์โต้ มาเลซานี่ เข้ามาคุมทีมแทน อันเชล็อตติ พวกเขาได้แชมป์บอลถ้วย 2 รายการทันทีในปีนี้ คือ โคปปา อิตาเลีย และ ยูฟ่า คัพ แต่ในลีก ก็จบอันดับ 4 ยังไม่ถึงฝั่งฝันตามเคย ปาร์ม่า ภายใต้การคุมทีมของ มาเลซานี่ จบอันดับ 5 และอันดับ 4 ในอีก 2 ฤดูกาลต่อมา และได้รองแชมป์โคปปา อิตาเลีย 1 ครั้ง หลังจบปี 2000/01 มาเลซานี่ ก็อำลาตำแหน่งเทรนเนอร์ปาร์ม่า ครบ 10 ปีพอที่นับตั้งแต่ Parmalat ของ คาลิสโต้ ตานซี่ เข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร และสนับสนุนการเงิน ในช่วงนั้นเอง ทาง Parmalat ก็เริ่มมีปัญหาด้านการเงิน อาร์ริโก้ ซาคคี่ อุตส่าห์มาคุมทีมต่อก็ไม่ได้ผล ไปจนถึง ดาเนียล พาสซาเรลล่า และ เชซาเร่ ปรันเดลลี่ เป็นคนต่อมา จนถึงปี 2004 ราวปี 2002 คาลิสโต้ ตานซี่ และบริษัท เจอกับปัญหาเรื่องการฟอกเงิน และล้มละลาย ในที่สุด ปาร์ม่า ยุคทองก็ถึงการล่มสลายไปด้วย เมื่อไม่มีเงิน ทำให้สโมสรต้องจำใจปล่อยดาวดังไปอยู่กับทีมที่ใหญ่กว่า ในฤดูกาล 2007/08 ปาร์ม่า ก็จบด้วยการเป็นรองบ๊วย และตกชั้นสู่ เซเรีย บี ถือเป็นการสิ้นสุดยุคแห่งความเฟื่องฟูของทีมจัลโล่รอสซี่ แห่ง เอมิเลีย-โรมันญ่า อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อไล่ดูรายชื่อนักเตะในยุคทองของพวกเขา ก็อาจจะแปลกใจว่าทำไม ปาร์ม่าถึงไม่เคยได้สัมผัสสคูเด็ตโต้แม้แต่หนเดียว แต่ก็อย่างที่บอกว่า กัลโช่ ในยุคนั้นมันเต็มไปด้วยทีมแกร่ง และทุกทีมก็มีดาวดังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา และ 2 ทีมที่โดดเด่น มีความสมดุล และลงตัวมากกว่าทีมไหนๆ ก็คือ เอซี มิลาน กับ ยูเวนตุส ผลัดกันคว้าแชมป์เรื่อยมา กระทั่งถึงยุคยิ่งใหญ่ของ 2 ทีมแห่งโรม ช่วงปี 2000 แต่ไม่นาน มิลาน กับ ยูเว่ ก็กลับมาได้อย่างรวดเร็ว หากทุกอย่างไม่สมบูรณ์ ลงตัวจริงๆ ต่อให้มีนักเตะเก่งมากมาย ก็ไม่สามารถคว้าสคูเด็ตโต้ มาครอบครองได้เลย แม้มันจะเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งยวดก็ตามที โดยเฉพาะกับทีมอย่าง ปาร์ม่า รับชมคลิปเพิ่มอรรถรสความสนุก :: http://ow.ly/iUxb30snnlJ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" กฎนี้เพื่อเบ็คแฮม "

แกเร็ธ เบล เป็นนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์รายล่าสุดที่ย้ายไปเล่นในเมเจอร์ ลีก ซอคเก้อร์ สหรัฐอเมริกา แน่นอนว่าดาวเตะระดับท็อป ย่อมไม่เคยมี "ความฝัน" ที่จะเล่นในเมเจอร์ ลีก ในขณะที่ตัวเองยังอยู่ในช่วงพีค สภาพร่างกายสด ฟิตเปรี้ยะ ด้วยมาตรฐานฟุตบอลที่ยังห่างชั้นจากยุโรปหลายขุม ทำให้นักเตะดัง นักเตะเก่งจากยุโรป ที่แม้เลยช่วงพีคของอาชีพไปแล้ว ก็ยังไปหากินในสหรัฐได้แบบสบายๆ บางคนถึงกับกลับมาเล่นในยุโรปได้อีกด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เมเจอร์ ลีก อาจโดนมองเป็น "สถานีปลายทาง" ของนักเตะดัง แต่สำหรับวงการฟุตบอลที่นั่น มันคือของดีแล้ว แม้จะยอมรับว่าไม่ได้ของดี ที่มาในช่วงที่ดีสุดก็ตาม อย่างน้อย มันช่วยเพิ่มความคึกคัก ให้นักเตะที่นั่นได้เรียนรู้ และเป็นแรงดึงดูดทั้งเรื่องรายได้ และดึงดูดให้นักเตะเกรดดีๆ ที่อาจจะชั้นเชิงรองลงมาหน่อย สนใจจะย้ายมาเล่นในสหรัฐเพิ่มมากขึ้น อย่างที่ทราบกันว่า USA คือเจ้าพ่อเรื่องเอนเตอร์เทน และการโฆษณา ถ้าเป็นเรื่องของการทำให้ "คนหันขวับ" มามอง อเมริกา คือผู้เชี่ยวชาญอันดับ 1 ของโลก ในทุกๆ มิติของสังคม ไม่เว้นแม้แต่วงการกีฬา ซอคเก้อร์ คือของแสลงของพวกเขา อเมริกา อาจเป็นเจ้าโลกในกีฬาหลากหลายประเภท แต่นั่นไม่ใช่ฟุตบอล (ชาย) อีกทั้ง เมเจอร์ ลีก ซอคเก้อร์ (MLS) ก็เป็นลีกกีฬาอาชีพที่เป็นเกรดรอง ห่างชั้นจาก NFL (อเมริกันฟุตบอล), NBA (บาสเก็ตบอล), MLB (เบสบอล) การจะทำให้ MLS ดังขึ้นมา ทั้งเรื่องความสนใจ และมาตรฐานเกมการแข่งขัน จำเป็นจะต้องดึงเอานักเตะสตาร์มาร่วมทีมให้ได้ พวกเขาเคยทำสมัยเป็นลีกฟุตบอลอเมริกาเหนือ ในยุค 70s ที่มีการดึงเอาแข้งอย่าง เปเล่, ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์, จอร์จ เบสต์, บ็อบบี้ มัวร์ ไปเล่น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว จนกระทั่งมาในช่วงกลางยุค 2000s สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ เรื่องของเงินๆ ทองๆ ด้วยการที่ MLS เป็นลีกที่เงินไม่ได้เยอะนัก แต่ก็ยังใช้มาตรฐานแบบกีฬาอเมริกาคือ มี Salary Cap หรือเพดานเงิน ที่จะใช้ในแต่ละปี แล้วเพดานค่าจ้างเหล่านี้ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเกิน ทั้งทีมต่อปี ราว 2 ล้านกว่าเหรียญ ขณะที่ซูเปอร์สตาร์ใน NBA รับคนเดียว ปีละ 20-30-40 ล้านเหรียญเข้าไปแล้ว หนึ่งในคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องเหล่านี้คือ เดวิด เบ็คแฮม เบ็คแฮม อาจไม่ได้มีฝีเท้าระดับสุดยอดที่จะลุ้นคว้าบัลลง ดอร์ ทุกๆ ปี แต่ เบ็คส์ มีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่หน้าตาอย่างเดียว เขาโดน Underrated ด้วยซ้ำ ชื่อเสียงกับหน้าตาของเขา มันกลบความสามารถเชิงฟุตบอลของเขา เบ็คส์ โดนมองว่ามีดีแค่เปิดบอลกับฟรีคิก แต่นี่คือนักเตะประเภทที่อาจจะเก่งแค่ 2-3 อย่าง แต่เขาเชี่ยวชาญ 2-3 อย่างที่ว่า ชนิดขั้นสุด เป็นนักเตะมีทีเด็ด ดีกว่านักเตะที่ทำได้ 7-8 อย่าง แต่ไม่โดดเด่นแม้แต่อย่างเดียว นอกจากนั้น เขายังมีความเป็นผู้นำ, ฟิต, ทำงานเป็นทีม และมันสมองด้านฟุตบอลของเขาเพียวๆ ก็ไม่เป็นรองใคร ทั้งหมดทั้งมวลของเบ็คแฮม มันทำให้เขากลายเป็น "แม่เหล็ก" ในโลกลูกหนัง ชื่อเสียงของเบ็คแฮม มันหมายถึงรายได้มหาศาล และนั่นคือสิ่งที่จะมีผลอย่างมากต่อที่ไหนก็ตาม ที่เขาย่างกรายเข้าไปใช้ชีวิต หลังออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้ว เดวิด เบ็คแฮม มีส่วนโดยอ้อม ต่อกฏทางการเงิน ถึง 2 ประเทศ จนถูกนำมาเรียกกันว่า กฎของเบ็คแฮม เลยทีเดียว เราย้อนไปในปี 2005 ก่อน ตอนนั้น เบ็คแฮม มาเล่นในสเปน กับ มาดริด ได้ 2 ปีแล้ว สเปน มีแนวคิดที่จะดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ พวกคนทำงานในระดับสูง เงินเดือน รายได้สูงๆ ให้ทำงานในสเปน ได้ต่อไป พวกเขาจึงมีพระราชกฤษฎีกา เกี่ยวกับ "ภาษี" ออกมาในปี 2005 คร่าวๆ คือ เดิมที หากคนต่างชาติ มาพักอาศัยทำงานในสเปน 183 วันขึ้นไปต่อปี พวกเขาจะถูกให้กลายเป็น ผู้พักอาศัยที่ต้องเสียภาษีให้รัฐบาลสเปน รายได้ทุกทาง ไม่ว่าจะรายได้จากในสเปน หรือรายได้อื่นๆ ที่รับมาจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก จะถูกนับเข้ามาคิดตอนจ่ายภาษีทั้งหมด ภาษีเป็นอัตราก้าวหน้าด้วย อาจจะเริ่มต้นที่ 24% ไปจบที่ 43% เลยทีเดียว เจอแบบนี้ ทำให้คนเก่งๆ รายได้สูง อาจไม่อยากมาทำงานในสเปนแบบยาวๆ เพราะโดนคิดภาษีทุกทางจนเหงื่อตก พระราชกฤษฎีกาใหม่ในตอนนั้นจึงออกมาช่วย ด้วยการให้คนเหล่านี้ สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นผู้พักอาศัยแบบเสียภาษีในสเปน หรือไม่ หากไม่ .. พวกเขาจะมีทางเลือกในการเสียภาษี นั่นคือรายได้ที่มาจากนอกสเปน จะไม่ถูกนำมาคิดภาษี จะต้องจ่ายภาษีเฉพาะรายได้ที่มาจากในสเปนเท่านั้น แถม จะคิดแบบภาษีคงตัวคือที่ 24% อีกต่างหากด้วย โดยจะอนุญาตให้คิดภาษีแบบเอื้อประโยชน์แบบนี้เป็นระยะเวลา 6 ปีแรกของการมาทำงานในสเปน คนที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้คือพวกคนต่างชาติรายได้สูง ที่มาทำงานในสเปน โดยเฉพาะพวกนักเตะต่างชาติตัวดังๆ นั่นเอง และ เบ็คแฮม คือหนึ่งในนั้น นั่นทำให้กฎหมายการเสียภาษีแบบนี้ถูกเรียกว่า "กฎหมายเบ็คแฮม" หรือ "Beckham Law" แม้ในทางการมันจะถูกเรียกว่า พระราชกฤษฎีกา ฉบับ 687/2005 ก็ตาม เบ็คแฮม จะหมดสัญญากับ มาดริด ในปี 2007 ตอนระหว่างฤดูกาล 2006/07 แอลเอ แกแล็กซี่ ก็เริ่มติดต่อเข้ามา แน่นอน เมื่อพูดถึงเรื่องการดึงนักเตะดังๆ จากยุโรป เรื่องเงินคือปัญหาใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะนักเตะระดับ เบ็คแฮม อีกด้วย ทางเมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ ก็รู้ดีในเรื่องนี้ แต่พวกเขาก็อยากยกระดับลีกให้ดียิ่งขึ้น ได้รับความสนใจมากขึ้น การจะเอาพวกซูเปอร์สตาร์มา แต่ละทีมคงเพดานเงิน หรือ Salary Cap ทะลุกระจุย คนเดียวก็คงเกินไปไม่รู้เท่าไหร่ ว่าแล้วในปี 2007 ทาง MLS เลยออกกฎมาช่วย หนึ่งในนั้นคือกฎที่เรียกว่า "กฎนักเตะพิเศษ" Designated Player Rule หมายความว่าอะไร? หมายความว่า แต่ละทีม สามารถเซ็นนักเตะตัวละครพิเศษเข้ามาได้ 1 คน จากที่ไหนก็ได้ ถ้าซื้อตัวดังจากลีกยุโรป เงินที่ใช้ในการ "ซื้อ" นักเตะเหล่านี้ จะไม่ถูกคิดรวมเข้าในรายการใช้จ่ายประจำปี ส่วนเรื่องค่าเหนื่อย จะถูกหักใน Salary Cap ไม่เกิน 400,000 เหรียญ นอกเหนือจากนั้น เจ้าของทีมสามารถจ่ายเองได้เต็มที่ ยกตัวอย่างในกรณีของเบ็คแฮม ตอนนั้น Salary Cap ต่อทีมในเมเจอร์ลีก อยู่ที่ราวๆ 2.1 ล้านเหรียญ แต่เบ็คแฮม คนเดียว ก็กดไป 6.5 ล้านเหรียญต่อปีแล้ว แต่ค่าจ้างของเบ็คแฮม จะหักใน Salary Cap เพียง 400,000 อีก 6.1 ล้านเหรียญ เอาเงินจากกระเป๋าเจ้าของทีมจ่ายได้เลย ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด วิธีแบบนี้เองที่ทำให้ทีมในเมเจอร์ลีก สามารถคว้านักเตะดังๆ มาร่วมทีมได้โดยไม่ต้องกลัวเรื่องเพดานค่าจากที่โดนกำหนดเอาไว้ ในปีแรกของการออกกฎ "นักเตะพิเศษ" มาช่วยนี้ มีแค่ 4 ทีมที่ใช้ นั่นคือ นิว ยอร์ค เร้ดบูลล์ส (เคลาดิโอ เรย์น่า), ชิคาโก้ ไฟเยอร์ (เคลาเตม็อค บลังโก้), เอฟซี ดัลลัส (เดนิลสัน) และ แอลเอ แกแล็กซี่ กับรายของ เบ็คแฮม นั่นทำให้กฎนักเตะพิเศษนี้ ถูกเรียกชื่อเล่นตาม เบ็คแฮม อีกครั้ง ในชื่อ "Beckham Rule" ต้องเรียกว่า มันได้ผล เพราะนับแต่นั้นมา เมเจอร์ ลีก ซอคเก้อร์ เติบโตขึ้น แม้จะโดนค่อนขอดว่า เบ็คแฮม จะมีแรงดึงดูดพอที่จะยกระดับลีกหรือไม่ แต่มันก็ได้ผล จากนั้นมีนักเตะดังจากยุโรปอีกมากมายที่เข้าไปหากินในอเมริกา นักเตะอเมริกันเองก็พัฒนาขึ้น ยกระดับฝีเท้าขึ้น เป้าหมายในการที่เด็กรุ่นใหม่จะเอาดีด้านการเป็นนักกีฬา "ซอคเก้อร์" มีมากขึ้น ความฝันคือการไปเล่นในยุโรป แต่ถ้าเริ่มต้นจากเมเจอร์ ลีก ก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด ขณะนี้ แทบทุกทีมมีนักเตะที่เซ็นด้วยกฎพิเศษ "Beckham Rule" กันทั้งนั้น พวกตัวดังล่าสุดที่ย้ายไปนอกจาก แกเร็ธ เบล แล้วก็มี แซร์ดาน ชาคิรี่, ดักลาส คอสต้า, ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เป็นต้น นี่คือแรงกระเพื่อม ที่ เดวิด เบ็คแฮม มีต่อเรื่องกฎทางการเงินของ 2 ประเทศ ทั้ง สเปน (โดยรวม) และสหรัฐอเมริกา (เฉพาะเรื่องฟุตบอล) แม้จะไม่โดยตรงก็ตาม ทว่า ทั้ง 2 ครั้ง กฎใหม่ก็ถูกเรียกด้วยชื่อเล่นว่า กฎของเบ็คแฮม เหมือนๆ กัน แสดงให้เห็นถึงความเป็นสตาร์ของเขาว่ามีพลังมากแค่ไหน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" 69 เบอร์นี้ก็มีคนใส่ "

พูดถึงเบอร์เสื้อของนักเตะ เราก็มักมีภาพติดตาเบอร์สำคัญๆ เพราะมักเป็นเบอร์เสื้อของนักเตะเก่งๆ โดยเฉพาะเบอร์ 10 นี่มีแต่พวกระดับซูเปอร์สตาร์ใส่ คนที่นิยามเบอร์ 10 ก็ไล่ตั้งแต่ เปเล่, มาราโดน่า, พลาตินี่, ซีดาน จนมาถึง เมสซี่ พวกเบอร์ 2 และ 3 ก็เป็นเบอร์ของพวกกองหลังโดยเฉพาะตำแหน่งแบ็ก คาฟู, มัลดินี่ เป็นต้น เบอร์ 9 แน่นอนว่าเป็นหมายเลขของดาวยิง โรนัลโด้ เหยินใหญ่ ถูกติดกาวตราช้างกับเบอร์นี้ จนเป็นที่มาของชื่อเล่น R9 หมายเลข 7 ก็มักเป็นตัวรุกจำพวกปีก ไม่ว่าจะเป็น เบ็คแฮม มาถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่บางทีก็เป็นกองหน้าตัวจี๊ด ตังแต่ยุคของ เคนนี่ ดัลกลิช, หลุยส์ ซัวเรซ ที่ลิเวอร์พูล และ อันเดร เชฟเชนโก้ พวกหมายเลขเสื้อเกิน 11 ไปแล้วก็มีที่ติดตาเช่น 12 ของ มาร์โก แวน บาสเท่น กับ เธียร์รี่ อองรี แต่หลายทีมยกเบอร์ 12 ไว้ อ้างว่าเป็นหมายเลขของแฟนบอล ที่หมายถึง "นักเตะคนที่ 12" เบอร์ 16 สายมิดฟิลด์ตัวห้องเครื่อง เป็นของ รอย คีน เบอร์ 23 มี เดวิด เบ็คแฮม นำมาทำให้ดังตอนอยู่เรอัล มาดริด ตามกฎแล้ว นักเตะสามารถเลือกเสื้อเบอร์ใดก็ได้ไปจนถึง 99 ตัวเลข 2 หลัก อย่างไรก็ดีมันก็มีเบอร์เสื้อบางเบอร์ที่อาจจะเซนซิทีฟ ไปสักหน่อย มันกระอักกระอ่วนที่จะใส่ ยกตัวอย่างเช่น "เบอร์ 69" เหตุผล? คงไม่ต้องอธิบายมากนักกับหมายเลข 69 ว่าทำไม มันค่อนข้างกระอักกระอ่วน เพราะมันออกแนว 18+ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยมีปีระเด็นนี้มาแล้ว ในปี 1995 ตอนที่ เฟอร์กี้ คว้าตัว แอนดี้ โคล มาจากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็ได้มอบเสื้อหมายเลข 9 ให้กับ โคล ใส่ทันที เป็นเบอร์ของดาวยิง นั่นทำให้ ไบรอัน แม็คแคลร์ ลูกทีมคนโปรด คนสก็อต บ้านเดียวกัน ซึ่งเป็นเจ้าของเบอร์ 9 เดิม กลายเป็นไม่มีเบอร์ใส่ เฟอร์กี้ พยายามเอาใจบอกว่า เบอร์ที่เหลือที่ว่าง เลือกเอาได้เลยตามใจชอบ แม็คแคลร์ ตอบสั้นๆ ว่า "โอเค งั้นผมเอาเบอร์ 69 ขอบคุณ" แต่เฟอร์กี้ ไม่ชอบใจ ไม่อยากให้มีนักเตะใส่เบอร์นี้ลงสนาม ทำให้มีการต่อรอง เจรจากันหลายวัน ก่อนที่จะมาลงเอยที่ แม็คแคลร์ ได้เบอร์ 13 ไปสวมใส่แทน ไม่ใช่แค่แมนฯ ยูไนเต็ด สโมสรส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีใครใช้เบอร์ 69 นี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย มันเคยมี แล้วเป็นนักเตะดังด้วย นั่นก็คือ บิเซนเต้ ลิซาราซู แบ็กซายจอมลุยทีมชาติฝรั่งเศส ลิซาราซู แจ้งเกิดและดังมากับบอร์กโดซ์ เขา เป็นฝรั่งเศสก็จริง แต่เป็นฝรั่งเศสที่มีเชื้อสายบาสก์ (แบบเดียวกับ อายเมริก ลาปอร์กต์) นั่นทำให้เขาได้ย้ายไปเล่นให้ แอธเลติก บิลเบา ได้ในปี 1996/97 หลังจากนั้นเองที่ผลงานเข้าตา จนทำให้ บาเยิร์น มิวนิค คว้ามาร่วมทีม และ ลิซาราซู ก็สถาปนาตัวเองเป็นกำลังหลักของบาเยิร์น กลายเป็นหนึ่งในแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในยุโรป เดิมที ลิซาราซู ก็ใส่เบอร์ 3 เป็นเบอร์ประจำ ไม่แตกต่างอะไรจากแบ็กซ้ายส่วนใหญ่ หลังจากอยู่กับ บาเยิร์น มา 7 ปี ช่วยทีมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา 4 สมัย, เดเอฟเบ โพคาล 3 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 1 สมัย "ลิซ่า" ก็อำลาสโมสรไปด้วยวัย 35 ปี ตอนซัมเมอร์ปี 2004 ลิซาราซู แยกทางจาก บาเยิร์น กลับฝรั่งเศสไปเล่นให้ โอลิมปิก มาร์กเซย ในฤดูกาล 2004/05 ด้วยสัญญา 2 ปี ทว่าเล่นกับ มาร์กเซย ได้แค่ครึ่งฤดูกาล เขาก็พบว่า การปรับตัว และการเล่นให้ มาร์กเซย มันไม่มีความสุขเอาเสียเลย ลิซ่า เลยติดต่อกลับไปยัง อูลี่ เฮอเนสส์ ผู้บริหารคนเก่งของ บาเยิร์น ทำให้ บาเยิร์น ตัดสินใจคุยกับ มาร์กเซย และคว้าตัว ลิซาราซู กลับมายังมิวนิคอีกครั้ง เดิมที บาเยิร์น มีแผนเอาไว้ว่าแบ็กซ้ายคนใหม่ของทีมในอนาคตก็คือ ฟิลลิปป์ ลาห์ม ที่ปล่อยให้ สตุ๊ทการ์ท ยืมตัว 2 ปีจนเฉิดฉาย จะกลับมายังสโมสรในซัมเมอร์ปี 2005 การได้ ลิซาราซู คนคุ้นเคยกลับมาช่วยทีมอีกอย่างน้อยครึ่งฤดูกาล ก่อน ลาห์ม จะกลับมาจากยืมตัว ก็เป็นความคิดที่ดี ลิซาราซู เลยเซ็นสัญญาระยะสั้น 6 เดือนกับ บาเยิร์น จนถึงจบฤดูกาล 2004/05 ปัญหาก็คือ ตอนที่ ลิซาราซู ย้ายออกไปในซัมเมอร์ 2004 บาเยิร์น ก็คว้าตัว ลูซิโอ เซนเตอร์แบ็กชาวบราซิลมาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น แล้ว ลูซิโอ ก็ขอเบอร์ 3 ที่ว่างอยู่พอดี ไปสวมใส่ เมื่อ ลิซาราซู กลับมาเบอร์ 3 ของเขาก็ไม่ว่างซะแล้ว ทำให้ต้องเลือกเบอร์อื่นแทน คิดไปคิดมา ลิซาราซู ก็ขอเลือกเบอร์ 69 นี่แหละ เหตุผลไม่ใช่เป็นเรื่องทะลึ่ง 18+ แต่อย่างใด แต่มันเป็นเพราะความบังเอิญที่ว่า เขาเกิดในปี 1969, สูง 169 เซนติเมตร และน้ำหนัก 69 กิโลกรัม นั่นทำให้ ลิซาราซู กลายเป็นเจ้าของเสื้อเบอร์ 69 ที่ บาเยิร์น มิวนิค ย้ายมาแล้วก็ลงเล่นไป 19 นัดในทุกรายการช่วงครึ่งซีซั่นนั้น ได้แชมป์บุนเดสลีกา ควบ เดเอฟเบ โพคาล โดยเขาเป็นตัวจริงในนัดจริง เดเอฟเบ โพคาล นี่ด้วย ภาพที่ ลิซาราซู ฉลองแชมป์กับบาเยิร์น ด้านหลังเสื้อปักหมายเลข 69 เลยเป็นภาพจำของแฟนๆ ไปโดยปริยาย หลังจบฤดูกาลนั้น บาเยิร์น พอใจกับผลงานของลิซาราซูมาก ก็เลยต่อสัญญากันไปอีก 1 ปี แต่ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ เขาเป็นตัวสำรองมากกว่าตัวจริง เนื่องจาก ฟิลิปป์ ลาห์ม กลับมาแล้ว แม้จะเป็นตัวสำรองส่วนใหญ่ แต่ ลิซาราซู ก็ยังลงเล่นให้ บาเยิร์น ไปถึง 27 นัดในฤดูกาล 2005/06 ช่วยทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อีกครั้ง บิเซนเต้ ลิซาราซู หมดสัญญากับ บาเยิร์น ในซัมเมอร์ปี 2006 เขาเลยตัดสินใจแขวนสตั๊ดทันทีหลังจบฤดูกาลนั้นด้วยวัยย่าง 37 ปี นี่คือนักเตะระดับท็อปเทียร์ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเสื้อเบอร์ 69 อย่างแท้จริง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อโรนัลดินโญ่เมินผีเลือกบาร์ซ่า "

ถึงตรงนี้ การชักเย่อระหว่างแมนฯ ยูไนเต็ด กับ บาร์เซโลน่า ในการเจรจาซื้อขาย เฟรงกี้ เดอ ย็อง ก็ผ่านมานานเหลือเกินแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา 2 สโมสรใหญ่นี้ ได้เคยมีการทำธุรกิจซื้อขายกันมาหลายครั้ง ความสัมพันธ์อยู่ในขั้นดี ไม่เคยขัดแย้งหรือคัดง้างกันเท่าไหร่ แต่ก็มีบ้าง ที่เคยมองเป้าหมายเดียวกัน แย่งนักเตะกัน ซึ่งโลกฟุตบอลก็เขียนบทเอาไว้แบบนี้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องเมื่อปี 2003 เรื่องนี้มันเหมือนโดมิโน่ ที่ส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอดๆ เริ่มจากหลังจบเกมเอฟเอ คัพ ที่แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ต่ออาร์เซน่อล 0-2 ในห้องแต่งตัว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หงุดหงิดจนเตะรองเท้าสตั๊ดแล้วดันลอยไปโดนคิ้วของ เดวิด เบ็คแฮม จนแตก เบ็คแฮม ฮึดฮัดใส่เจ้านายทันทีจนเพื่อนร่วมทีมต้องมาห้าม วันรุ่งขึ้น เบ็คส์ คาดผม แปะพลาสเตอร์เป็นรูปกากบาทเล็กๆ เพื่อโชว์แผล ทำให้สื่อขุดเรื่องนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเองที่ เฟอร์กี้ รู้แล้วว่า เบ็คแฮม ต้องไปหลังจบฤดูกาล 2002/03 เพราะก้าวข้ามเส้นที่ขีดเอาไว้แล้ว ในหน้าร้อนปี 2003 มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่างพอดี หนึ่งในนั้นคือโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งประธานสโมสรบาร์เซโลน่าคนใหม่ โจน ลาปอร์ต้า ในวัยหนุ่ม มาพร้อมกับแคมเปญที่ต้องการดึงซูเปอร์สตาร์เข้ามาเพื่อยกระดับทีม และนำบาร์ซ่ากลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ลาปอร์ต้า ประกาศว่าหากเขาได้เป็นประธานสโมสร เดวิด เบ็คแฮม จะเดินเข้าสู่คัมป์ นู ภายในวงเล็บว่า เบ็คแฮม ไม่ได้เป็นเป้าหมายเดียว รองลงไปคือ เธียร์รี่ อองรี และ โรนัลดินโญ่ ทางแมนฯ ยูไนเต็ด พวกเขาเล็งเป้า โรนัลดินโญ่ ดาวเตะแซมบ้าวัย 23 ปี ของเปแอสเชเอาไว้ ณ ตอนนั้น ดินโญ่ ดังทั่วโลกแล้ว จากผลงานใน ฟุตบอลโลก 2002 โดยเฉพาะลูกที่ยิงฟรีคิกเกินคาดใส่อังกฤษรอบ 8 ทีมสุดท้าย แมนฯ ยุไนเต็ด เดินหน้าเข้าหา โรนัลดินโญ่ เต็มตัว เรียกว่าเป็นตัวเต็งที่จะคว้าดาวเตะบราซิลรายนี้ไปร่วมทีม ขณะเดียวกันนั้น บาร์เซโลน่า ก็ยื่นข้อเสนอจำนวนถึง 25 ล้านปอนด์ (ราว 37 ล้านยูโร) มาเพื่อขอซื้อ เดวิด เบ็คแฮม แบบนี้คือเข้าทาง แมนฯ ยูไนเต็ด พวกเขาตอบรับข้อเสนอของทางบาร์ซ่าทันที อย่างไรก็ตามแผนนี้ต้องล่ม เพราะ เบ็คแฮม ไม่ยินดีที่จะย้ายไปเล่นในคัมป์ นู! เบ็คแฮม ตอนนั้นมีตัวแทนคือ SFX ซึ่งเป็นเอเย่นต์ของเขา แถลงการณ์กับสื่อว่า เบ็คแฮม ตกใจมากที่แมนฯ ยูไนเต็ด รับข้อเสนอจากบาร์ซ่าแบบนี้ และตัวของ เบ็คแฮม ไม่ยินดีที่จะย้ายไปบาร์เซโลน่า เพราะเขารู้สึกว่าเป็นแค่หมากในทางการเมืองของ โจน ลาปอร์ต้า ในการเลือกตั้งประธานสโมสร ต้องบอกว่าตอนนั้น บาร์เซโลน่า เผชิญวิกฤติศรัทธาอย่างมาก พวกเขาเป็นแชมป์ ลา ลีกา ในปี 1998/99 ก็จริง แต่หลังจากนั้น พวกเขาจบอันดับ 2, 4, 4 และ 6 ปี 2002/03 พวกเขาจบอันดับ 6 ต้องไปเล่น อินเตอร์โตโต้ เพื่อสิทธิ์เล่นใน ยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีก ปัจจุบัน) ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก หมาดๆ เป็นแชมป์ 4 สมัยจาก 5 ปีล่าสุด และการันตีฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ ลีก ทุกปีแน่ๆ การย้ายไปบาร์ซ่า คือการลดเกรดตัวเอง ณ นาทีนั้นอย่างชัดเจนที่สุด ในแง่ของโอกาสลุ้นแชมป์ และการลงเล่นในเวทีใหญ่ เมื่อตัวแทนของ เบ็คแฮม ออกมาแถลงว่าไม่คิดจะย้ายไปเล่นให้บาร์เซโลน่า แต่ โจน ลาปอร์ต้า ไม่ยอมแพ้ ลาปอร์ต้า บอกว่าถ้า เบ็คส์ กลับมาจากพักร้อน เชื่อว่าจะคิดใหม่ พิจารณาใหม่ และสนใจย้ายมาแน่ และทิ้งท้ายด้วยคำคมพระเอก ถ้าเขาไม่ได้รับเลือกเป็นประธานสโมสร เขาก็จะส่งต่อดีลนี้ให้ผู้ชนะ มารับไปดำเนินการต่อเพื่อดึงสตาร์อย่างเบ็คแฮม มาอยู่กับบาร์ซ่าให้ได้ คำประกาศของเขาล้มเหลว เดวิด เบ็คแฮม ตัดสินใจย้ายออกจากแมนฯ ยูไนเต็ด จริงแต่ไม่เลือกบาร์ซ่า กลับลงเมืองหลวง ย้ายไป เรอัล มาดริด แทน ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (หรือ 37 ล้านยูโร ณ ค่าเงินตอนนั้น) นั่นทำให้ ลาปอร์ต้า ต้องหันสู่เป้าหมายอีก 2 เป้าที่วางเอาไว้เผื่อ นั่นก็คือ เธียร์รี่ อองรี กับ โรนัลดินโญ่ อองรี คือเพชรยอดมงกุฎของอาร์เซน่อล และนาทีนั้นอาร์เซน่อลคือหนึ่งในทีมที่ดีสุดของยุโรป ดีลนี้เลยล้มกระดานตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มอะไรนัก นั่นทำให้สุดท้าย โรนัลดินโญ่ คือทางออกของ โจน ลาปอร์ต้า และบาร์ซ่า ในซัมเมอร์นั้น เมื่อตลาดนักเตะเดินทางมาถึงตรงจุดนี้ นั่นหมายความว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กับบาร์เซโลน่า ต้องหันมาแย่งตัว โรนัลดินโญ่ กันเอง แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดฉากมาก่อน และโรนัลดินโญ่ เองก็เคยบอกว่าเขาเกือบจะไปเป็นเด็กผีแล้ว หากอีก 48 ชั่วโมง ไม่มีอะไรสอดแทรก ทุกอย่างคงเรียบร้อย เคลแบร์สัน อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์โลก 2002 ที่เล่นด้วยกันมากับ ดินโญ่ ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า เหยินน้อยชวนเขาไปเล่นด้วยกันที่ ยูไนเต็ด เนื่องจากเฟอร์กี้ สนใจ เคลแบร์สัน ในปี 2003 พร้อมๆ กับ โรนัลดินโญ่ ทำให้ทั้งคู่ได้คุยกัน และดินโญ่ ถึงกับบอกว่าเขากำลังจะไปที่นั่นด้วย งานของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ทำท่าจะออกมาง่าย กลับไม่ง่ายเมื่อบาร์เซโลน่า เข้ามาร่วมวงล่าตัวด้วย ขณะที่ โรนัลดินโญ่ ใกล้จะตกลงเซ็นสัญญากับปีศาจแดงนั่นเอง ตัวละครที่ชื่อ ซานโดร โรเซลล์ ก็โผล่เข้ามา ซานโดร โรเซลล์ (ซึ่งภายหลังจะได้ขึ้นมาเป็นประธานสโมสรเองในช่วงปี 2010-2014) คือทีมงานของ โจน ลาปอร์ต้า เปรียบเสมือนเพื่อน หรือมือขวาเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญ โรเซลล์ เคยทำงานให้ไนกี้ เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงประจำประเทศบราซิล นั่นทำให้เขารู้จักและสนิทกับนักเตะบราซิลดังๆ มากมาย เนื่องจากนักเตะหลายราย ไนกี้ เป็นสปอนเซอร์ให้ และไนกี้ ยังเป็นสปอนเซอร์ของทีมชาติบราซิลมาตั้งแต่ปี 1997 จนถึงทุกวันนี้ ซานโดร โรเซลล์ ที่สนิทสนมกันอยู่แล้วก็โทรหา โรนัลดินโญ่ ทันที และถามว่าอยากมาเล่นที่บาร์ซ่าหรือไม่? หากเขา (หมายถึงโรเซลล์และลาปอร์ต้า) ได้เป็นประธานสโมสร โปรเจ็คท์นี้จะน่าสนใจ กลางเดือนมิถุนายน 2003 โจน ลาปอร์ต้า ชนะการเลือกตั้งประธานสโมสรบาร์เซโลน่า นั่นทำให้การเดินเรื่องล่าตัว โรนัลดินโญ่ เป็นจริงขึ้นมาทันที โรนัลดินโญ่ ตัดสินใจเลือกบาร์เซโลน่า แทนที่จะไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากได้พูดคุยกับ ซานโดร โรเซลล์ แต่นั่นแค่ฉากเบื้องหน้า โดยที่เบื้องหลังยังมีการขับเคี่ยวมากกว่านั้น เมื่อทั้ง ยูไนเต็ด และบาร์ซ่า ต้องการตัว โรนัลดินโญ่ ทำให้มันเข้าทาง โรแบร์โต้ เด อัสซิส หรือเรียกสั้นๆว่า "อัสซิส" อัสซิส คือพี่ชายสุดที่รักของโรนัลดินโญ่ ผู้ทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ของน้องชายคนเก่งไปในตัวด้วย เขานัดตัวแทนของทั้งบาร์ซ่าและ แมนฯ ยูไนเต็ด มาเจอที่โรงแรมเดียวกัน แต่แยกกันคนละห้อง ส่วนตัวเขาจะเข้าไปฟังข้อเสนอของแต่ละสโมสร ดูว่าทีมไหนมอบสิ่งที่ดีกว่าให้น้องชายของเขา ตัวแทนของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือซีอีโอ คนเก่ง ณ ขณะนั้นอย่าง ปีเตอร์ เคนย่อน ที่เฟอร์กี้ ไว้วางใจให้ไปปิดดีลนี้ให้ได้ ส่วนตัวแทนของบาร์ซ่า หนึ่งในนั้นมี ซานโดร โรเซลล์ อยู่ด้วย โรเซลล์ รู้ว่าข้อเสนอที่แข่งกันตอนนี้ กำลังจะเกินเอื้อมที่บาร์ซ่า จะจ่ายได้แล้ว เขาเลยโทรติดต่อหา หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือทีมชาติบราซิล ซึ่งสนิทสนมกันดีอีกเช่นกัน เขาถาม สโคลารี่ ว่าหากจะโน้มน้าวโรนัลดินโญ่ ต้องทำอย่างไร คำแนะนำจาก สโคลารี่ คือ ดินโญ่ แม้เป็นนักเตะที่เก่งแต่ลึกๆ เขายังกังขาในความเก่งของตัวเองอยู่ จงทำให้เด็กคนนี้เชื่อมั่นในตัวเองและเชื่อว่าเขาจะเป็นผู้นำของทีมได้ ไม่นาน ซานโดร โรเซลล์ ก็กลับออกมาพร้อมกับชัยชนะในการต่อรองครั้งนี้ เขาทำให้ โรนัลดินโญ่ และอัสซิส มั่นใจว่าบาร์เซโลน่า คือทีมที่เหมาะสมกับสำหรับเส้นทางอาชีพ บาร์เซโลน่า จ่ายให้ เปแอสเช สำหรับค่าตัวของดินโญ่ เป็นจำนวน 30 ล้านยูโร (ราว 21 ล้านปอนด์) และได้ลายเซ็นนักเตะที่จะกลายเป็นแข้งเบอร์ 1 ของโลกในอีกอึดใจข้างหน้ามาไว้ในทีมได้สำเร็จ ฝั่งแมนฯ ยูไนเต็ด ผิดหวังอย่างมาก เพราะการปล่อย เดวิด เบ็คแฮม ไปนั่น เฟอร์กี้ ตั้งเป้าไว้ที่การดึงนักเตะที่จะสร้างสรรค์เกมคนใหม่เข้ามา และ โรนัลดินโญ่ คือเป้าหมายแรก เฟอร์กี้ กล่าวตำหนิการทำงานของ ปีเตอร์ เคนย่อน อย่างเปิดเผย แสดงให้เห็นว่าผิดหวังมากแค่ไหนที่ เคนย่อน ปิดดีลโรนัลดินโญ่ ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะแพ้ในการแย่งชิงลายเซ็นของ โรนัลดินโญ่ แต่ในซัมเมอร์นั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทำการเซ็นสัญญาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร อีก 3 สัปดาห์ต่อมา พวกเขาเดินทางไปเตะนัดเปิดสนามใหม่ของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และกลับออกมาพร้อมลายเซ็นของเด็กหนุ่มวัย 18 ปีที่ชื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ .... เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดีลบรรลัยแห่งพรีเมียร์ ลีก "

ตอนนี้ โรเมลู ลูกากู กำลังเป็นที่ถูกพูดถึงในฐานะการซื้อขายที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก หรือไม่? มีนักข่าวและสื่อจำนวนไม่น้อยเคยค่อนขอดแมนฯ ยูไนเต็ด ว่าทำธุรกิจได้แย่ที่คว้าตัวลูกากู มาในปี 2017 และไม่ได้โชว์ฟอร์มเทพอะไร ทว่าอย่างน้อย ปีศาจแดงก็ขายต่อไปให้อินเตอร์ได้ในราคาที่แทบไม่ขาดทุนเลย และจำนวนประตูของ "บิ๊กรอม" ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียด ส่วนเชลซี กด F ลูกากู มาจากอินเตอร์ด้วยราคาถึง 97.5 ล้านปอนด์ แต่ผลงาน และโอกาสลงเล่นไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าคุ้ม จนกำลังจะย้ายกลับอินเตอร์ในสัญญาเช่ายืม เรียกว่าเอาภาระเกือบ 100 ล้านปอนด์มาแบกไว้แท้ๆ ถ้ามองบริบทโดยภาพรวม ทั้งการเฟ้อของตลาดนักเตะ, ขนาดของทีม, ชื่อชั้นนักเตะ และเป้าหมายของการเสริมทัพ ดีลของ ลูกากู ไม่ใช่การซื้อขายที่แย่ที่สุดแน่นอน เรื่องต่อไปนี้คือความคลาสสิกที่เรียกได้ว่าเหมือนเดินเลินเล่อเข้าไปในย่านอันตรายแล้วโดนโจรล้วงกระเป๋า พอไปฟ้องตำรวจ ก็โดนตำรวจบอกว่าให้ถอดนาฬิกากับสร้อยแถมให้โจรไปด้วย มันเป็นเรื่องระหว่าง ซันเดอร์แลนด์ -อินเตอร์ มิลาน และ ริคาร์โด้ "ริคกี้" อัลวาเรซ ในปี 2014/15 เริ่มต้นแบบนี้ ... ซันเดอร์แลนด์ ภายใต้การคุมทีมของ กุสตาโว่ โปเยต์ จบฤดูกาล 2013/14 ด้วยอันดับ 14 และรองแชมป์ลีก คัพ พวกเขาต้องการยกระดับทีมให้ดียิ่งขึ้น แต่เป้าหมายแรกคือการอยู่รอดในพรีเมียร์ ลีก ให้ได้ เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงิน 100 ล้านปอนด์ต่อปีแบบเห็นๆ ซัมเมอร์ 2014 กุสตาโว่ โปเยต์ เลยเสริมทัพน่าดู ทั้ง แจ็ค ร็อดเวลล์, เจอร์เมน เดโฟ, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ ไปจนถึง เซบาสเตียน โกอาเตส และตัวละครหลักของเรา นั่นก็คือ ริคาร์โด้ อัลวาเรซ ริคกี้ อัลวาเรซ เวลานั้นอายุ 26 ปี เขาเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกที่ติดทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดใหญ่มาแล้วด้วย อัลวาเรซ ชั้นเชิงดี มีการเปิดบอลเข้าทำที่ใช้ได้ เขาย้ายจาก เวเลซ ซาร์สฟิลด์ มาอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ตั้งแต่ปี 2011/12 เล่นอยู่ 3 ปี ผลงาน 90 นัดทำได้ 14 ประตู ไม่เลวเลย ซันเดอร์แลนด์ ไปทำสัญญายืมตัว อัลวาเรซ มาจากอินเตอร์ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าซันเดอร์แลนด์รอดตกชั้น จะต้อง "ซื้อขาด" อัลวาเรซ ไปด้วยราคา 10.5 ล้านยูโร (ผ่อนจ่าย 4 งวด) อย่างไรก็ตามในสัญญาที่ทำกันไว้นั้น มีเงื่อนไขข้อหนึ่งซึ่งถือว่าสำคัญมาก ซึ่งเกี่ยวพันกับอาการบาดเจ็บเอ็นที่ "เข่าซ้าย" ของ อัลวาเรซ ที่ค่อนข้างเรื้อรัง เงื่อนไขนั้นบอกว่าหากมีปัญหาที่ "เอ็นเข่าซ้าย" ซึ่ง "ส่งผล" ให้ตัวนักเตะไม่สามารถลงสนามในฐานะนักเตะอาชีพในพรีเมียร์ ลีก ได้ ซันเดอร์แลนด์ไม่จำเป็นต้องซื้อขาด ต่อให้รอดตกชั้นก็ตาม ฤดูกาลเริ่มต้น... ริคกี้ อัลวาเรซ ลงเล่นให้ซันเดอร์แลนด์ได้ทันทีตั้งแต่เกมแรกที่เสมอสเปอร์ส 2-2 แต่ในเกมที่ 3 ของฤดูกาลที่เจอสวอนซี เขาลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลัง และปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บ จนต้องพักยาวไป 2 เดือน น่าสนใจตรงนี้คือ อาการเจ็บหนนี้เป็น "เข่าขวา" กองกลางรายนี้กลับมาช่วยซันเดอร์แลนด์ได้อีกครั้งในตอนต้นเดือนธันวาคม 2014 แต่ก็ไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงถาวร ไม่ได้เล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนกระทั่งเกมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2015 ซันเดอร์แลนด์ แพ้คาบ้านต่อ วิลล่า 0-4 เกมนั้นเป็นเกมสุดท้ายของ กุส โปเยต์ ในฐานะกุนซือแมวดำ ทีมกำลังหนีตกชั้น ทำให้เขาโดนปลดและแต่งตั้ง ดิ๊ค อัดโวคาท มาคุมทีมแทน อัลวาเรซ ลงสนามในเกมนี้ด้วย แต่เขาได้รับบาดเจ็บที่ "เข่าขวา" อีกครั้ง และโดนเปลี่ยนตัวออกตอนพักครึ่ง ตอนเจ็บ "เข่าขวา" ครั้งแรกของฤดูกาล สโมสรได้ผ่าตัดเล็ก เพื่อรักษาอาการไปแล้ว แต่มันก็ยังเกิดขึ้นอีก นั่นเป็นเกมสุดท้ายที่ อัลวาเรซ ลงเล่นให้แมวดำ รวมแล้วเขาลงเล่น 17 นัดทุกรายการ ทำได้ 1 ประตู ช่วงนั้นเองที่ซันเดอร์แลนด์ กับ อินเตอร์ มิลาน เริ่มมีความขัดแย้งกัน ... ซันเดอร์แลนด์ ต้องการยื่นเรื่องให้ ริคกี้ เข้ารับการผ่าตัดใหญ่เพื่อรักษาอาการที่ "เข่าขวา" ให้มันหายขาดไปเสียที แต่ อินเตอร์ ซึ่งยังมีสถานะเป็นเจ้าของนักเตะอยู่ ไม่อนุมัติ (ให้คำตอบในเดือนพฤษภาคม) เรื่องราวความไม่ลงรอยกันของสองสโมสร ต้องใช้กฎหมายเข้ามาช่วยแล้วในตอนนี้ ซันเดอร์แลนด์ ขณะที่กำลังหนีตกชั้นอยู่ตอนปลายซีซั่น แจ้งไปยังอินเตอร์ ว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องซื้อขาด ริคกี้ อัลวาเรซ ไม่ว่าพวกเขาจะรอดตกชั้นหรือไม่ก็ตาม แมวดำบอกว่าเงื่อนไขบังคับซื้อขาดจะไม่เป็นผล เพราะอาการเจ็บของนักเตะ และอินเตอร์ผิดข้อตกลงที่ไม่อนุญาตให้นักเตะเข้ารับการผ่าตัด พวกเขาอ้างว่าอาการเจ็บที่ "เข่าขวา" ของนักเตะ เป็นผลโดยทางอ้อม มาจาก "เข่าซ้าย" ซึ่งเป็นปัญหาดั้งเดิมที่ทำกันไว้ในสัญญา นั่นทำให้ ซันเดอร์แลนด์ไม่จำเป็นต้องซื้อขาดจากอินเตอร์ ตามเงื่อนไข - นี่เป็นข้อมูลที่ได้มาจาก ดร.อิชติอัค เรห์มาน แพทย์ประจำสโมสรของซันเดอร์แลนด์ แน่นอนว่า อินเตอร์ ไม่ยอม เมื่อฤดูกาลจบ ซันเดอร์แลนด์รอดตกชั้น อินเตอร์ ก็ส่งอีเมล์มาแสดงความยินดีด้วย พร้อมกับแจ้งเตือนว่า "ค่าตัวผ่อนงวดแรก" ถึงเวลาจ่ายแล้วนะ ทั้งสองสโมสรตกลงกันไม่ได้ เลยต้องเอาเรื่องไปยื่นถึงฟีฟ่า เพื่อตัดสิน ในเดือนกรกฎาคม 2015 คณะกรรมการตัดสินของฟีฟ่า มีมติตัดสินให้ ซันเดอร์แลนด์ต้องทำตามเงื่อนไข และให้จ่ายเงินค่าตัวงวดแรก 2.5 ล้านยูโร ซันเดอร์แลนด์ พยายามแย้งว่า พวกเขาไม่รู้ว่า อัลวาเรซ เคยผ่าตัด "เข่าขวา" มาแล้วด้วยตอนปี 2012 ซึ่งคณะกรรมการก็บอกว่า ซันเดอร์แลนด์น่าจะต้องรู้สภาพร่างกายของนักเตะทั้งหมดก่อนเซ็นสัญญา จะได้ใส่เงื่อนไขให้ครอบคลุม จะมาอ้างว่าไม่รู้แบบนี้ไม่ได้ การผ่าตัดเข่าขวาในปี 2012 ของอัลวาเรซ ถูกตัดสินว่าไม่ใช่ความผิดของอินเตอร์ด้วย การสู้กันในชั้นศาลกินเวลานานหลายเดือน ขณะนั้น ริคกี้ อัลวาเรซ ก็กลับไปเป็นนักเตะของอินเตอร์ เพราะหมดสัญญายืมตัว และเงื่อนไขซื้อขาดยังตกลงกันไม่ได้ เขากำลังพักฟื้นร่างกายไปตามปกติ ในเดือนมกราคม 2016 อัลวาเรซ ก็ไปเซ็นสัญญากับซามพ์โดเรีย อีกหนึ่งทีมของเซเรีย อา เป็นการเซ็นสัญญาระยะสั้น 6 เดือนจนจบฤดูกาล ระหว่างสู้กันในศาล อัลวาเรซ ก็ฟิตพอที่จะลงเล่นให้สโมสรใหญ่อย่างซามพ์โดเรียไปแล้ว และนี่ก็เป็นหลักฐานที่ซันเดอร์แลนด์ต้องเซ็งสุดๆ เพราะมีการตัดสินว่า นี่ไง นักเตะฟิต ลงสนามได้ ไม่ได้เจ็บจนลงเล่นไม่ได้สักหน่อย ปี 2017 ..... การต่อสู้กันของ 2 สโมสรลากยาวมาถึงปี 2017 และต้องไปว่ากันในศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา เลยทีเดียว ซันเดอร์แลนด์ พยายามอ้างเรื่องที่พวกเขาไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บที่ อัลวาเรซ มีที่ "เข่าขวา" จนต้องผ่าตัดในปี 2012 แต่ข้อนี้ก็โดนตีตกไปอีก ศาลมองว่าเป็นความผิดพลาดของทางซันเดอร์แลนด์เองที่ไม่รอบคอบ และนั่นไม่ใช่ความผิดของอินเตอร์ มิลานแต่อย่างใด ในที่สุด อินเตอร์ ก็ชนะ ศาลมีคำตัดสินสั่งให้ ซันเดอร์แลนด์ ต้องจ่ายเงิน "ค่าตัว" ของ ริคกี้ อัลวาเรซ ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ 10.5 ล้านยูโร ด้วยการผ่อนจ่าย 4 งวดตามเดิม โดนเพิ่ม.... ยังไม่จบสำหรับซันเดอร์แลนด์ เพราะนอกจากต้องจ่าย 10.5 ล้านยูโร ให้อินเตอร์ แถมไม่ได้นักเตะมาไว้ใช้งานด้วย พวกเขายังต้องเผชิญกับการเสียทรัพย์เพิ่มอีก ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา สั่งให้ซันเดอร์แลนด์ ต้องจ่าย 362,500 ยูโร ให้กับ เวเลซ ซาร์สฟิลด์ ต้นสังกัดแรกของ ริคกี้ อัลวาเรซ ในอาร์เจนติน่า เรื่องนี้เป็นไปตามระบบของฟีฟ่า ที่ออกแบบมาเพื่อให้สโมสรที่ปั้นนักเตะแรกสุดได้เงินชดเชยในกรณีนักเตะมีการย้ายตัว ไม่เพียงแค่นั้น ริคกี้ อัลวาเรซ หลังจากอยู่กับซามพ์โดเรียต่อจนถึงปี 2018 เขาก็ย้ายไปเล่นให้ อัตลาส ในเม็กซิโก และในปี 2019 เขาก็ยื่นเรียกร้องเงินชดเชยจากซันเดอร์แลนด์ อัลวาเรซ อ้างว่ามันเป็นความผิดของซันเดอร์แลนด์ ที่ทำให้เขาไม่สามารถมีต้นสังกัดได้ในครึ่งฤดูกาลแรกของปี 2015/16 ทำให้สูญเสียรายได้ เรื่องนี้ก็ว่ากันยาวอีกจนกระทั่งปี 2021 ศาลมีคำตัดสินให้ซันเดอร์แลนด์ จ่ายเงินชดเชยให้ อัลวาเรซ เป็นจำนวน 4,770,000 ปอนด์ โบนัส : สื่ออังกฤษ เคยอ้างว่า ซันเดอร์แลนด์ ฟ้องแพทย์ประจำสโมสร ดร.อิชติอัค เรห์มาน เป็นจำนวนถึง 13 ล้านปอนด์ ในข้อหาที่ว่าไม่ตรวจร่างกายนักเตะให้ละเอียด โดยเฉพาะเรื่องของ "เข่าขวา" จนเป็นผลเสียต่อสโมสร ซึ่งทางคุณหมอ ก็ตั้งฟ้องกลับเช่นกัน แต่สุดท้ายต่างก็มาถอนฟ้องกันในเดือนมีนาคม 2021 เมื่อ คีริล หลุยส์-เดรย์ฟุส นักธุรกิจหนุ่มวัย 24 ปี ทายาทตระกูลดัง เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร นี่คือมหากาพย์ความบรรลัยของซันเดอร์แลนด์ ที่ไปทำสัญญา "ดีลยอดแย่" ที่สุดเท่าที่มีมา โดยรวมมีการประเมินกันว่าซันเดอร์แลนด์ต้องเสียเงินรวมถึง 20 ล้านปอนด์ในคดีนี้ ที่กินเวลาทั้งหมด 6 ปี 2015-2021 ตั้งแต่พวกเขาอยู่ในพรีเมียร์ ลีก จนตกชั้นสู่ แชมเปี้ยนชิพ ตกไปสู่ ลีก วัน แล้วกลับคืนสู่ แชมเปี้ยนชิพ ได้อีกครั้งในปัจจุบัน หากนั่นหมายถึงจ่าย 20 ล้านปอนด์ แล้วได้นักเตะมาอยู่ในทีม จะเล่นดีบ้างไม่ดีบ้างก็ยังพอว่า นี่เป็นการจ่าย 20 ล้านปอนด์ที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลยแม้แต่นิดเดียวนอกจากความอับอาย และบทเรียนที่จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าโง่ใครอีกในอนาคต... เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ตูร์กนัว 1997 แชมป์สุดท้ายของอังกฤษ "

ทีมชาติอังกฤษยังเจอกับฝันร้าย แกเร็ธ เซาธ์เกต โดนโจมตีไม่เหลือชิ้นดีหลังผลงานแย่ในเนชั่นส์ ลีก โปรแกรมล่าสุดที่เพิ่งผ่านไป ความฝัน Football is coming home ต้องผิดหวังเมื่อปีที่แล้วในการแพ้จุดโทษต่ออิตาลี ในนัดชิง ยูโร 2020 แม้ว่าทีมเยาวชน ทีมชุดเล็ก รุ่น ยู-17 และ ยู-20 สามารถคว้าแชมป์โลกได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทีมชุดใหญ่ ถึงตอนนี้ แชมป์รายการเมเจอร์เดียวของพวกเขายังเป็นฟุตบอลโลก 1966 เมื่อถามถึงแชมป์ระดับนานาชาติ รายการล่าสุดที่อังกฤษสามารถคว้ามาครองได้ จึงต้องดูที่รายการไมเนอร์ หรือแชมป์เล็กๆ แชมป์รายการล่าสุดที่ทีมชาติอังกฤษคว้ามาครองได้ เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 1997 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ในรายการที่เรียกว่า "ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์" หรือ "Tournament of France" รายการนี้เป็นที่จดจำจากลูกยิงฟรีคิก Banana Shoot ของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส นั่นเอง ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ เคยมีขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น หนแรกในปี 1988 และอีกครั้งคือ 1997 ที่กำลังกล่าวถึงนี่ ด้วยการที่ฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 ดังนั้น 1 ปีก่อนบอลโลก พวกเขาเลยจัดตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ ขึ้นมา เหมือนเป็นการซ้อมใหญ่ ทั้งเรื่องของทีม และเรื่องของการทดสอบระบบต่างๆ ในฐานะเจ้าภาพ (ก่อนที่ต่อมาในยุคหลัง ฟีฟ่า จะมีรูปแบบที่ชัดเจนคือ 1 ปีก่อนฟุตบอลโลก เจ้าภาพจะได้จัด คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ เพื่อเป็นการซ้อมใหญ่) ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน มีทั้งหมด 4 ทีม หนึ่งคือเจ้าภาพฝรั่งเศส อีก 3 ทีม เป็นระดับบอลแม่เหล็ก คือ อังกฤษ, อิตาลี และ บราซิล วิธีการแข่งขันก็ง่ายๆ นั่นคือ "เตะแบบพบกันหมด" แต่ละทีมจะได้เจอคู่แข่งครบทุกทีม และเมื่อแข่งจบครบทีมละ 3 นัด ทีมที่มีคะแนนมากที่สุดก็จะได้แชมป์ไปครอง รายการนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 3 มิถุยายน - 11 มิถุนายน 1997 ท่ามกลางซัมเมอร์ที่อากาศดี แดดสดใสแห่งฝรั่งเศส มันคือบรรยากาศในฝันของการเล่นฟุตบอล เจ้าภาพจัดไว้ 4 สนามใน 4 เมือง ได้แก่... สต๊าด เดอ ลา โบฌัวร์ ของ น็องต์ส ฝั่งตะวันตก สต๊าด เดอ ลา มอสซง ของมงต์เปลลิเยร์ ทางใต้ ปาร์ก เดส์ แพร็งส์ ของปารีส ทางตอนเหนือ สต๊าด เดอ แชร์กล็องด์ ของลียง ทางตะวันออก เกมแรกคือเกมที่หลายคนจำได้จากลูกยิงของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส 3 มิ.ย. 1997 : ฝรั่งเศส 1-1 บราซิล บราซิล ออกนำ1-0 กลางครึ่งแรก จากลูกยิงฟรีคิกระยะไกลของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส มันกลายเป็นที่จดจำเนื่องจาก คาร์ลอส ยิงฟรีคิกลูกนี้เลี้ยวอ้อมกำแพงแบบเห็นๆ โค้งเป็นกล้วย จนได้รับฉายาลูกยิง Banana Kick เป็นฟรีคิกเท้าซ้ายในตำนานจนถึงทุกวันนี้ ครึ่งหลัง ฝรั่งเศส ตีเสมอ 1-1 จาก มาร์ค เคลเลอร์ กองกลางจากคาร์ลสรูห์ ที่ภายหลังย้ายมาเล่นให้เวสต์แฮม กับ แบล็คเบิร์น แต่เขาไม่ได้มีส่วนในทีมชุดจริง ที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ในอีก1 ปีต่อมา 4 มิ.ย. 1997 : อังกฤษ 2-0 อิตาลี ปกติแล้ว อังกฤษมักมีผลงานไม่ดียามเจอกับคู่แข่งระดับหัวแถว แต่ไม่ใช่ในครั้งนี้ ภายใต้การคุมทีมของ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ฮ็อดเดิ้ล กล้าให้โอกาสดาวรุ่ง พวกแข้งอายุน้อยติดทีมกันมาเป็นแถบโดยเฉพาะก๊วนเด็กผีในวัยเพิ่งผ่าน 20 อย่างเช่น แกรี่ เนวิลล์, เดวิด เบ็คแฮม, ฟิล เนวิลล์, พอล สโคลส์ รวมไปถึง โซล แคมป์เบลล์ จากสเปอร์ส ด้วย กระนั้นก็ไม่ตัดโอกาสพวกตัวเก๋าเช่น เอียน ไรท์ , สจ๊วร์ต เพียร์ซ, พอล แกสคอยน์ ฝั่งอิตาลี ของ เชซาเร่ มัลดินี่ ก็เรียกชุดใหญ่มาเกือบครบ 100% เช่นกันโดยเฉพาะแนวรับมีทั้ง เปาโล มัลดินี่, ฟาบิโอ คันนาวาโร่, อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า, อเลสซานโดร เนสต้า, คริสเตียน ปานุชชี่ แนวรุก อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ อยู่ในช่วงที่เรียกว่า Golden Boy นี่คือหนึ่งในนักเตะหนุ่มที่ถูกยกย่องมากที่สุดในยุโรปเวลานั้น, ฟิลิปโป้ อินซากี้, เอ็นริโก้ เคียซ่า, คริสเตียน วิเอรี่ และพวกประสบการณ์อย่าง จานฟรังโก้ โซล่า กับ ปิแอร์ลุยจิ กาซิรากี้ ทว่าเกมนี้อังกฤษกลับเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้อย่างยอดเยี่ยม 2-0 ในเกมที่ พอล สโคลส์ โชว์ฟอร์มพระเอก วางยาวอย่างสวยให้ เอียน ไรท์ พังประตูนำ 1-0 ก่อนที่ตัวเองจะมาทำประตูที่ 2 ของเกม 7 มิ.ย. 1997 : ฝรั่งเศส 0-1 อังกฤษ ฝรั่งเศสในตอนนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าจะเป็นทีมระดับท็อปเกรดพรีเมี่ยม พวกเขาคือทีมที่ดี มีนักเตะเก่งๆ หลายราย แต่คนไม่ค่อยเชื่อว่าทีมนี้จะเป็นแชมป์โลกได้จริงๆ เพราะยังมีทีมอย่าง บราซิล, ฮอลแลนด์, อาร์เจนติน่า, อิตาลี หรือเยอรมัน ที่เจนจัดมากกว่า อังกฤษกำลังมาแรง อลัน เชียเรอร์ เป็นคนพังประตูโทนของเกมในนาทีที่ 86 ช่วยให้สิงโตคำรามเอาชนะฝรั่งเศสเจ้าภาพไปได้ 1-0 ทำให้ อังกฤษมี 6 คะแนนเต็มจาก 2 เกมแรก 8 มิ.ย. 1997 : อิตาลี 3-3 บราซิล เกมที่มันที่สุดของทัวร์นาเมนต์คือเกมนี้ เพราะมันเป็นการโชว์เกมรุกของทั้งสองทีม และอิตาลี บอกให้โลกรู้ว่าพวกเขาสามารถเล่นเกมรุกได้ถ้าต้องการ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ประกาศศักดา สมราคา Golden Boy ของวงการฟุตบอลยุโรป นั่นเป็นช่วงที่ร่างกายของ "อาเล่" ยังฟิตเต็มที่ ไม่มีอาการบาดเจ็บหนักมารบกวน ครึ่งแรก อิตาลีนำ 2-1 โดย เดล ปิเอโร่ ทำ 1 ประตู ก่อนที่เขาจะมายิงจุดโทษฉีกเป็น 3-1 ในครึ่งหลัง อย่างไรก็ตามบราซิลยังมี 2 กองหน้าระดับเทพ นั่นคือ โรนัลโด้ และ โรมาริโอ ที่ยิงคนละประตูให้เกมนี้จบลงด้วยสกอร์ 3-3 เช่นเดียวกับ เดล ปิเอโร่ ช่วงนั้นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพนักเตะของโรนัลโด้ R7 ด้วยวัย 21 ปี และยังไม่เคยเจ็บหนัก มันคือช่วงพีคสุดของเขา 10 มิ.ย. 1997 : อังกฤษ 0-1 บราซิล ด้วยผลการแข่งขันจาก 2 นัดแรก เท่ากับว่าอังกฤษเป็นแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขามี 6 คะแนน ขณะที่ทีมอื่น ไม่สามารถไล่ทัน เนื่องจากไม่มีใครชนะกันได้เลย ตัดแต้มกันเองหมด อังกฤษลงเล่นเกมนี้ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะบราซิล ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่พวกเขามักแพ้ทางเสมอ แต่สุดท้าย แม้จะเล่นด้วยความมั่นใจและไม่เกรงกลัว แต่คลาสบอลของบราซิล ก็แสดงให้เห็นว่าทำไมเวลานั้นพวกเขาถึงเป็นราชาลูกหนังโลก เพราะทีมเปี่ยมด้วยแข้งพรสวรรค์ โรมาริโอ ทำประตูชัยให้บราซิลในนาทีที่ 61 เป็นการยิงจิ้มปลายเกือกตามสัญชาติญาน หลังจบเกม อลัน เชียเรอร์ ในฐานะกัปตันทีมก็ขึ้นรับโทรฟี่แชมป์ ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ 1997 11 มิ.ย. 1997 : ฝรั่งเศส 2-2 อิตาลี เกมปิดทัวร์นาเมนต์ เป็นเกมหนีบ๊วยระหว่างสองยอดทีม นี่เป็นเกมที่ ซีเนดีน ซีดาน เริ่มโชว์คลาสให้เห็น ว่าในอีก 1 ปีให้หลัง เขาจะกลายเป็นพระเอกผู้นำฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลก ซีดาน พาทีมออกนำ 1-0 ตอนต้นเกม แต่ ปิแอร์ลุยจิ กาซิรากี้ ตีเสมอให้อิตาลี 1-1 เมื่อเกมผ่านไปได้ 1 ชั่วโมง ยูริ จอร์เกฟฟ์ ที่คุ้นเคยกับฟุตบอลอิตาลีเป็นอย่างดี ทำประตูให้ฝรั่งเศสนำอีกครั้ง แต่แล้วก่อนหมดเวลา 1 นาที อิตาลี ก็ตีเสมอ 2-2 จากจุดโทษของ เดล ปิเอโร่ โดยที่เขาเป็นคนเรียกจุดโทษด้วยตัวเองด้วย นั่นทำให้ เดล ปิเอโร่ เป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ ด้วยจำนวน 3 ประตู ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ อาจมองเป็นทัวร์นาเมนต์เล็กๆ ไม่ได้เอาจริงแบบ 100% แต่ถ้าไล่ดูขุมกำลังของแต่ละทีม ก็เรียกได้ว่าเป็นนักเตะชุดที่ดีที่สุด 80-90% เลยทีเดียว โดยเฉพาะพวกสตาร์เบอร์ต้นๆ ของแต่ละชาติ ต่างมากันครบครัน หลังจบศึกนี้ บราซิล ก็รีบเดินทางไปโบลิเวียทันที เพราะพวกเขามีศึกที่เอาจริงเอาจังกว่ารออยู่ นั่นคือ โกปา อเมริกา 1997 ซึ่งนัดแรกของพวกเขา ให้หลังเพียง 3 วัน จากนัดที่เอาชนะอังกฤษ 1-0 ปิดท้ายตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ บราซิล ทำสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์โกปา อเมริกา มาครองและเป็นรายการที่ โรนัลโด้ R9 โชว์เทพ เล่นดีที่สุดในชีวิต ฝรั่งเศส พวกเขาได้ซ้อมใหญ่กับทีมเบอร์ต้นๆ ของโลก และกลับไปแก้ไขจุดบกพร่อง ก่อนที่ 1 ปีให้หลัง เอเม่ ฌักเก้ต์ จะนำทีมคว้าแชมป์โลกได้ในที่สุด โดยคู่ต่อกรนัดชิงชนะเลิศของพวกเขาก็คือบราซิล ที่เจอกันมาในตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ นี่เอง อิตาลี ไปเจอกับอังกฤษอีกครั้งในนัดสุดท้ายของรอบคัดเลือกฟร้องซ์ 98 ตอนเดือนตุลาคม แต่เอาชนะไม่ได้ เสมอ 0-0 ทำให้จบอันดับ 2 ต้องไปเพลย์ออฟ แต่ก็ดีพอที่จะเอาชนะรัสเซีย ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ในฟร้องซ์ 98 อิตาลี เข้าไปแพ้ฝรั่งเศสเจ้าภาพในรอบก่อนรองชนะเลิศในการดวลจุดโทษอย่างน่าเจ็บใจที่สุด อังกฤษ .... หลังจากคว้าแชมป์ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ ดูเหมือนอนาคตสดใสของพวกเขารออยู่ข้างหน้า พวกเขารู้ตัวว่าอาจไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด แต่ประสบการณ์จากทัวร์นาเมนต์นี้ พวกเขาเชื่อมั่นว่าสามารถต่อกรกับเหล่ายักษ์ใหญ่ได้แน่ ฟร้องซ์ 98 ของอังกฤษเริ่มต้นอย่างสดใส นักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม, โซล แคมป์เบลล์ และไมเคิ่ล โอเว่น สร้างชื่อ แต่แล้ว เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในเกมกับอาร์เจนติน่าอย่างที่เรารู้กันดี ใบแดงของ เบ็คแฮม และการแพ้จุดโทษ ทำให้อังกฤษต้องอกหัก จากตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ ในปี 1997 จนถึงตอนนี้ อังกฤษก็ยังไม่สามารถคว้าแชมป์ระดับนานาชาติมาครองได้อีกเลย อ่านให้ได้อรรถรสขึ้นอย่าลืมชมคลิปกันได้ที่ :: http://ow.ly/ugNi30smw95 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ริเกลเม่ ผู้กล้าท้าทายพระเจ้า "

มีนักเตะหลายคนในโลกนี้ที่เคยเล่นร่วมกับทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ยกตัวอย่างก็เช่น กาเบรียล ไฮน์เซ่, คาร์ลอส เตเวซ, มิราเล็ม เปียนิช, เคราร์ด ปีเก้, เปาโล ดีบาล่า, กอนซาโล่ อิกวาอิน, อังเคล ดิ มาเรีย, เดโก้ และ เฮนริค ลาร์สสัน เป็นต้น แต่ถ้าถามว่า ใครคือผู้โชคดีสุดๆ ที่ได้เล่นกับ 2 เบอร์ 10 ที่เก่งสุดในประวัติศาสตร์ของอาร์เจนติน่า อย่าง ลิโอเนล เมสซี่ และ ดีเอโก้ มาราโดน่า รายชื่อผู้โชคดีเหล่านี้มีเพียงหยิบมือ คิลี่ กอนซาเลซ, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, มาร์ติน ปาแลร์โม่, โรแบร์โต้ "ปาโต้" อับบอนดาซิเอรี่ และสุดท้าย ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ในรายของ ริเกลเม่ เขาได้เล่นกับ มาราโดน่า แค่ 2 เกม เป็นเกมกระชับมิตรเมื่อปี 1997 ก่อนที่ มาราโดน่า จะแขวนสตั๊ด ภาพทับซ้อนของทั้งสองคน รวมกันอยู่ที่ โบคา จูเนียร์ส เมื่อ ริเกลเม่ ในฐานะดาวรุ่งอายุ 18-19 กลายเป็นดาวดวงใหม่ของทีมในปี 1996/97 ขณะนั้น มาราโดน่า ย้ายกลับมาเล่นให้ โบคา อีกรอบ แต่สภาพร่างกายของเขาไม่เอื้อให้กลายเป็นตัวหลักแล้ว มาราโดน่า ลงสนามแค่น้อยนิด เกมสุดท้ายในอาชีพของ มาราโดน่า คือการลงเจอกับ ริเวอร์ เพลท อริตลอดกาลของโบคา ทีมตามอยู่ 0-1 และเขาโดนเปลี่ยนตัวออก ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ได้ลงสนามไปแทน ก่อนที่เพลย์เมกเกอร์ดาวรุ่งจะโชว์ฝีเท้า พลิกเกมให้ โบคา กลับมาเป็นฝ่ายชนะ 2-1 มันคือสัญญานของการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ริเกลเม่ กลายเป็นเจ้าของเสื้อเบอร์ 10 ที่ ลา บอมโบเนร่า สนามเหย้าอันเปี่ยมมนต์ขลังของ โบคา เขานำทีมคว้าแชมป์ โกปา ลิเบร์ตาโดเรส ได้ถึง 2 สมัย ก่อนจะโบกมือลาเพื่อมาเล่นให้ยุโรปกับ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2002 ขณะนั้นเขาอายุ 24 ปีแล้ว ที่บาร์ซ่า ริเกลเม่ เล่นให้ หลุยส์ ฟาน กาล ที่ไม่ได้ชอบเขาแต่แรก จับเขาไปเล่นปีก ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งถนัด เล่นอยู่ได้ปีเดียวก็ย้ายไปบียาร์เรอัล (ยืมตัวก่อนซื้อขาด) และ โรมี่ ก็กลายเป็นขวัญใจของเหล่าแฟนบอลเรือดำน้ำได้ในทันที ปี 2005/06 เป็นปีที่เขาพีคสุดขีด น่าเสียดายที่เขายิงจุดโทษพลาดในรอบรองชนะเลิศ ชปล. ที่เจอกับอาร์เซน่อล ทำให้หมดโอกาสพาบียาร์เรอัล เข้าไปชิงชนะเลิศถ้วยใบใหญ่ยุโรปกับบาร์เซโลน่า ต้นสังกัดเก่า ด้วยความที่เป็นคนไม่ขึ้นกับใคร มีความเป็นตัวตนสูงมาก เมื่อเขาฟอร์มตก ทำให้โดนดร็อปจากกุนซือมานุเอล เปเยกรินี่ สุดท้ายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างตัวเขา, เปเยกรินี่ และประธานสโมสรเฟร์นานโด โรอิก ลงเอยด้วยการที่ตอนต้นปี 2007 เขาโดนปล่อยยืมตัวกลับไปที่ โบคา จูเนียร์ส ต้นสังกัดที่สร้างชื่อในบ้านเกิด เมื่อกลับสู่รากเหง้าของตัวเอง ริเกลเม่ ก็กลับมาเล่นฟุตบอลได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง เขาย้ายถาวรกลับมาที่โบคา ทันทีในฤดูกาล 2007/08 ขณะอายุเพียง 29 ปี ช่วงเวลาดังกล่าว ริเกลเม่ ยังเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าต่อเนื่อง แต่เมื่อ อัลฟิโอ บาซิเล่ ลาจากตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติ ดีเอโก้ มาราโดน่า ก็ถูกแต่งตั้งเข้ามารับตำแหน่งแทนในเดือนพฤศจิกายน 2008 โดยไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ออกมาประกาศว่าเขาจะไม่เล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าอีก หากมาราโดน่า ยังเป็นกุนซือ! "ตราบใดที่มาราโดน่าเป็นโค้ช ผมจะไม่กลับไปเล่นทีมชาติ เราจูนกันไม่ได้เลย เราแทบไม่เห็นตรงกัน แนวทางของผมไม่เหมือนกับของเขา มันชัดเจนว่าเราทำงานร่วมกันไม่ได้หรอก" นี่คือการพูดแบบตรงไปตรงมา ที่สร้างความช็อคให้กับวงการฟุตบอลอาร์เจนติน่าไม่น้อย จะมีใครที่กล้าตัดกับเทพเจ้าลูกหนัง คนที่ชาวอาร์เจนติน่าบูชาอย่าง มาราโดน่า ได้แบบนี้ แม้ภายหลังเมื่ออาร์เจนติน่า ผ่านไปเล่นฟุตบอลโลก 2010 ได้แบบสุดดราม่า มีข่าวว่า มาราโดน่า ติดต่ออยากให้ ริเกลเม่ กลับมาเล่นให้ทีม แต่เขาก็ไม่กลับมาอีกเลย ริเกลเม่ เล่นให้กับโบคา จูเนียร์ส ในช่วงที่เหลือของอาชีพค้าแข้งอีกถึง 7 ปี ก่อนแขวนสตั๊ดในปี 2014 ด้วยวัย 36 ปี เมื่ออำลาการค้าแข้งแล้ว ริเกลเม่ ก็ทำงานให้กับโบคา ต่อ มีส่วนในการเลือกตั้งประธานสโมสร สำหรับ โบคา มันก็เหมือนกับบาร์ซ่า หรือ เรอัล มาดริด นั่นคือมีพรรค มีขั้ว ในการลงสมัครเลือกตั้งประธานสโมสร ความขัดแย้งระหว่าง มาราโดน่า กับ ริเกลเม่ เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2019 เมื่อวาระการเลือกตั้งมาถึง ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ออกหน้าหนุน ฮอร์เก้ อามอร์ อาเมอัล อดีตประธานปี 2008-2011 ขณะที่ มาราโดน่า หนุนหลัง คริสเตียน กริเบาโด้ ซึ่งอยู่ในสายของ ดาเนี่ยล อัลเคลิชี่ ประธานคนปัจจุบันในเวลานั้นที่กำลังจะหมดวาระ สำหรับแฟนบอล และสโมสรโบคา จูเนียร์ส แล้ว ทั้ง มาราโดน่า และ ริเกลเม่ ต่างได้รับการยกย่องทั้งคู่ เป็นฮีโร่ตลอดกาลของสโมสร ดังนั้น การเลือกตั้งประธานสโมสรครั้งนั้น จึงแทบเหมือนการเลือกข้างว่าคุณจะอยู่ฝั่ง ริเกลเม่ หรืออยู่ข้างมาราโดน่า ? โดยที่ มาราโดน่า เองก็ออกมาโจมตีแนวทางของ ริเกลเม่ ในครั้งนี้เช่นกัน เรียกว่าเป็นขั้วตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง เดือนธันวาคมปี 2019 การโหวตมาถึงปรากฏว่า ฮอร์เก้ อามอร์ อาเมอัล ที่มี ริเกลเม่ หนุนหลังและเป็นทีมงาน ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนโหวต 52.84% ขณะที่ กริเบาโด้ ที่มี มาราโดน่า สนับสนุนได้คะแนนโหวตเพียง 30.6% ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นมาเป็นรองประธานสโมสรเบอร์ 2 (รองประธานเบอร์ 1 คือ มาริโอ เปร์โกลินี่) ทำงานร่วมกับ ฮอร์เก้ อามอร์ อาเมอัล อย่างเป็นทางการจนถึงทุกวันนี้ ด้วยประวัติศาสตร์ช่วงหลัง ผลงานของ ริเกลเม่ ในฐานะนักเตะยังติดตาแฟนบอลรุ่นใหม่ เพราะเพิ่งผ่านไปสดๆร้อนๆ พวกเขามองว่า ริเกลเม่ คือตำนานที่แท้จริงของสโมสร ป้ายผ้ายกย่องว่าเขาคือเบอร์ 1 ตลอดกาลของโบคา มีให้เห็นใน ลา บอมโบเนร่า มุมมองของแฟนบอลโบคารุ่นหลังคิดว่า ริเกลเม่ เหนือกว่า มาราโดน่า ขณะที่ มาราโดน่า นั้นดังกับ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส มากกว่า เขามาเล่นให้โบคา แค่ปีเดียว (1981) แล้วก็ย้ายไปนาโปลีเลย ตอนที่กลับมาอีกครั้งในปี 1995 ก็หมดสภาพแล้ว ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ผิดกับ ริเกลเม่ ที่แม้จะโตมาจาก อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส เหมือนกัน แต่ย้ายมาโบคา ตั้งแต่อายุ 15 ก่อนจะขึ้นชั้นมาเป็นกำลังหลักให้ทีมชุดใหญ่ถึง 6 ปี เป็นกำลังหลักพาทีมได้แชมป์โกปา ลิเบร์ตาโดเรส ถึง 2 สมัย ถึงได้ย้ายไปยุโรป แล้วตอนที่กลับมาจากยุโรป ก็กลับมาตอนยังพีค ไม่ได้กลับมาแบบหมดสภาพ แถมกลับมาก็ได้แชมป์ โกปา ลิเบร์ตาโดเรส ได้ทันทีอีกต่างหาก แฟนบอลรุ่นใหม่มองที่สถิติตัวเลข มองที่จำนวนแชมป์ ว่า ริเกลเม่ นั้นเหนือกว่า มาราโดน่า ซึ่งก็ไม่ผิด แต่แฟนบอลที่สนับสนุนมาราโดน่า มองลึกไปที่ Context หรือบริบทของช่วงเวลาด้วย แม้ มาราโดน่า จะเล่นให้โบคา ปีเดียวก่อนย้ายไปนาโปลี แต่ตอนนั้น โบคา ซบเซาอย่างหนัก การมาของ มาราโดน่า เหมือนจุดประกายความหวังให้ทีม ทำให้แฟนบอลกลับมาคึกคัก และคว้าแชมป์ทั่วประเทศได้อีกครั้งหลังจากร้างรามานานมากๆ ไม่เพียงแค่นั้น เพราะการตัดสินใจเลือกโบคา ของมาราโดน่า คือการบอกปัด ริเวอร์เพลท อริตลอดกาลของพวกเขา แสดงให้เห็นถึงความรักที่ มาราโดน่า มีต่อโบคา ชื่อของสโมสรดังกระฉ่อนไปอยู่ในระดับโลกก็ตอนนั้น การกลับมาอีกครั้งของ มาราโดน่า ตอนยุค 90s ก็เหมือนฮีโร่ที่คืนรัง และสร้างแรงกระเพื่อมให้ทีมได้อย่างมากโดยเฉพาะในปีแรกที่กลับมาคือปี 1995/96 มาติอัส บัลโด้ นักข่าวฟุตบอลแห่งบัวโนส ไอเรส ที่เกาะติดโบคามายาวนาน ให้ความเห็นเอาไว้ว่า "ปัญหาทุกวันนี้คือคุณมีพวกคนหนุ่มสาวที่พูดกันในโซเชียลมีเดีย คุณนึกออกใช่มั้ยว่าเป็นยังไง ประวัติศาสตร์ไม่สำคัญแล้ว มีแค่แชมป์ที่สำคัญ ใช่ พวกเขาคิดว่ามาราโดน่ายิ่งใหญ่กับสิ่งที่ทำในทีมชาติ แต่ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ทำกับโบคา พวกเขาไม่ยอมรับว่ามาราโดน่าคือหนึ่งในไอดอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร" สุดท้ายแล้ว ความเป็นขั้วตรงข้ามกันระหว่าง ริเกลเม่ กับ มาราโดน่า ก็ลงเอยด้วยชัยชนะที่ดูจะเอนเอียงไปทาง ริเกลเม่ มากกว่า มีไม่กี่คนนักที่กล้าท้าทาย "พระเจ้า" อย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า อย่างเปิดเผย ฮวน โรมัน ริเกลเม่ คือคนคนนั้น เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างที่สุดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ริเกลเม่ ก็คือหนึ่งในผู้โชคดีไม่กี่รายที่ได้เล่นร่วมกับทั้ง มาราโดน่า และ ลิโอเนล เมสซี่ สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดคือทำเพื่อฟุตบอล ฟุตบอลของอาร์เจนติน่า ในวันที่ดีเอโก้ มาราโดน่า เสียชีวิต 20 พฤศจิกายน 2020 ริเกลเม่ ก็โพสต์คลิปวิดีโอสั้นๆ ลงทางอินสตาแกรมของตัวเอง แคปชั่นว่า El Prime 10 หรือ "เบอร์ 10 อันดับ 1" มีข้อความอยู่ในคลิปนั้น ที่เขียนว่า "ไม่เคยมีใครและจะไม่มีใครอีกที่เล่นฟุตบอลได้เหมือนอย่างที่เราเห็นเขาเล่น มันสวยงามเหลือเกิน ขอบคุณดีเอโก้" "ขอให้เขาได้พักผ่อนอย่างสงบ ขอส่งความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวมาราโดน่าด้วย" ภาพสุดท้ายในคลิปคือภาพดาวรุ่งที่ชื่อ ริเกลเม่ ยืนโอบกอดกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า ซึ่งต่างก็อยู่ในสีเสื้อ โบคา จูเนียร์ส ย้อนไปในปี 1996 ร่วมรับชมคลิปเพิ่มความสนุกในการอ่านได้ที่ :: http://ow.ly/KuLc30smhpw เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117