breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" 4 กุนซือฟ้าขาวในแดนผู้ดี "

มาร์เซโล่ บิเอลซ่า แยกทางกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจาก 4 ปีในถิ่นเอลแลนด์ โร้ด ผลงานปีนี้ไม่ดี เกมรับเสียง่ายจนน่าผิดหวัง แต่แฟนบอลลีดส์ ไม่มีใครคิดแง่ลบกับ "เอล โลโก้" the Mad Man คนนี้เลย บิเอลซ่า คือคนที่ปลุกชีวิตให้กับลีดส์อีกครั้ง พาพวกเขาเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีก นับแต่ตกลงไปในปี 2004 ฟุตบอลของลีดส์ น่าตื่นเต้น สนุกสนาน และมีแนวทางชัดเจน นักเตะทุกคนรัก บิเอลซ่า เพียงแต่ในเมื่อฟุตบอลคือธุรกิจที่ว่ากันด้วย "ผลการแข่งขัน" เขาจึงต้องไป บิเอลซ่า เคยบอกว่า "คนที่มาพร้อมกับไอเดียใหม่ถูกหาว่าบ้าเสมอ จนกระทั่งไอเดียนั้นถูกพิสูจน์ว่ามันได้ผลและได้รับชัยชนะ" "เอล โลโก้" เป็นกุนซือชาวอาร์เจนติน่า คนที่ 4 เท่านั้นที่เคยมาคุมทีมในพรีเมียร์ ลีก ที่ผ่านมาในพรีเมียร์ ลีก มีการแต่งตั้งกุนซืออาร์เจนไตน์มาคุมทีมทั้งหมด 5 ครั้ง จาก 3 สโมสร และมีทั้งหมด 4 คน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คือสโมสรแรก และดูจะถนัดและคุ้นเคยกับบุคลากรจากแดนฟ้าขาวที่สุด พวกเขาเคยมีกุนซืออาร์เจนไตน์ถึง 2 คน ในปี 1978 เป็นปีแรกที่ฟุตบอลอาชีพอังกฤษ อนุญาตให้นักเตะต่างชาตินอกเหนือจากสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เข้ามาค้าแข้งได้ สเปอร์ส เป็นทีมแรกๆ ที่ใช้กฎใหม่นี้ให้เป็นประโยชน์ทันทีเพราะพวกเขาคว้าตัว ริคาร์โด้ "ริคกี้" วีย่า และ ออสวัลโด้ "ออสซี่" อาร์ดิเลส สองกองกลางทีมชาติอาร์เจนติน่า ชุดแชมป์โลก 1978 ที่เพิ่งแข่งจบลงไปมาร่วมทีมทันที ออสซี่ อาร์ดิเลส กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลตราไก่แห่งลอนดอน ตลอด 10 ปีที่เล่นให้สเปอร์ส เขาช่วยทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ 2 สมัย และ ยูฟ่า คัพ อีก 1 สมัย ต่อมาผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีม ก็ทำงานในอังกฤษ เริ่มที่สวินดอน ซึ่งขณะนั้นเป็น ผู้เล่น/ผู้จัดการทีม ไปในตัว ต่อมาได้โยกไปคุมนิวคาสเซิ่ล, เวสต์บรอมวิช และในที่สุด ฤดูกาล 1993/94 ก็ได้มาคุม สเปอร์ส อดีตต้นสังกัด น่าเสียดายที่ในยุคของเขา สเปอร์ส ผลงานไม่ดี คุมอยู่ได้ปีนิดๆ ก็โดนปลดในเดือนตุลาคม 1994 พรีเมียร์ ลีก ห่างหายจากการมีผู้จัดการทีมชาวอาร์เจนติน่า ไปถึงเกือบ 20 ปี จนกระทั่งเดือนมกราคม 2013 เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นอีกหนึ่งสโมสรที่จนถึงตอนนี้มีกุนซือชาวอาร์เจนติน่าไปแล้ว 2 คน แน่นอน มกราคม 2013 พวกเขาปลด ไนเจล แอดกิ้นส์ กุนซือผู้พาทีมเลื่อนชั้น และวางระบบการเล่นของทีมจนถึงทุกวันนี้ แต่คนที่เข้ามาแทนเขา ขณะนั้นมีแต่เครื่องหมายคำถาม นั่นก็ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ โปเช็ตติโน่ อายุ 40 ย่าง 41 ตอนที่เข้ามารับงานคุมทีมนักบุญต่อจาก แอดกิ้นส์ โดยเป้าหมายคือการพาทีมอยู่รอดให้ได้ ผลงานก่อนหน้านี้มีเพียงการคุมเอสปันญ่อล ซึ่งก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่เมื่อมารับงาน "พอช" ก็แสดงให้เห็นทันทีว่าทำไมบอร์ดบริหารเซาธ์แฮมป์ตันเลือกเขา เขาพาทีมเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ 3-1 ชนิดที่ทรงบอลข่มทีมเรือใบมิด หลังทำทีมนักบุญจนแข็งแกร่ง คุมทีมอยู่ได้ 1 ปีครึ่ง เขาก็โดน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คว้าตัวไปเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ นี่คือก้าวย่างสำคัญอย่างมากต่อทั้ง สเปอร์ส และตัวของ โปเช็ตติโน่ เอง สเปอร์ส แต่งตั้งผู้จัดการทีมชาวอาร์เจนไตน์คนที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร ต่อจาก ออสซี่ อาร์ดิเดส เมื่อ 20 ปีก่อนหน้านั้น พอช คือกุนซือชาวอาร์เจนติน่า ที่มีผลงานการคุมทีมชัดเจนและดีที่สุดในพรีเมียร์ ลีก แม้ไม่ได้แชมป์ แต่ก็ทำให้สเปอร์ส ขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวเต็มตัว และพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ขณะเดียวกัน ในปี 2017 เซาธ์แฮมป์ตัน ทีมเก่าของ โปเช็ตติโน่ ก็มีความเปลี่ยนแปลง เมื่อพวกเขาแยกทางกับ โคล้ด ปูแอล และได้เลือกเอาคนอาร์เจนไตน์อีกคนมาคุมทีม ชื่อย่อ MP ชื่อต้น เมาริซิโอ เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ โปเช็ตติโน่ กุนซือคนใหม่คนนี้ก็คือ เมาริซิโอ เปเยกริโน่ อดีตปราการหลังที่เคยมาค้าแข้งกับลิเวอร์พูล ในช่วงสั้นๆ มาแล้ว เปเยกริโน่ เป็นผู้เล่นรุ่นไล่ๆกับ โปเช็ตติโน่ โดยเขาแก่กว่า โปเช็ตติโน่ ราว 2 ปี ขณะที่ พอช โลดแล่นกับเอสปันญ่อล แต่ เปเยกริโน่ เล่นให้บาเลนเซีย ความแตกต่างคือ เมื่อ เปเยกริโน่ มาคุมเซาธ์แฮมป์ตัน กลับทำผลงานไม่ดี เขาอยู่ไม่ครบปี ก็โดนปลดในเดือนมีนาคม 2018 กลางปีนั้น ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็ทำเซอร์ไพรส์ เพราะขณะที่พวกเขาเป็นทีมลีกรอง ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ แต่ก็สามารถคว้าตัว มาร์เซโล่ บิเอลซ่า แมดแมนคนดังมาคุมทีมได้สำเร็จ นั่นคือจุดเริ่มต้นของกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ คนที่ 4 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก เพราะในปี 2020 เขาก็พาลีดส์ คว้าแชมป์ ชปช. เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ ผลงานที่ บิเอลซ่า ทำเอาไว้ เขาใช้เวลา 2 ปีเปลี่ยนลีดส์ ให้กลายเป็นเครื่องจักรเพรสซิ่งเล่นฟุตบอลอย่างสนุกสนาน แม้มันจะมีจุดอ่อนมากมาย แต่หากเป็นการเล่นฟุตบอลเพื่อฟุตบอลแล้ว มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ควรภาคภูมิใจได้เลย สเปอร์ส, เซาธ์แฮมป์ตัน, ลีดส์ เป็นเพียง 3 สโมสรที่เคยมีกุนซืออาร์เจนไตน์คุมทัพ แต่พรีเมียร์ ลีก ไม่ได้หยุดแค่นี้ ไม่แน่ในซัมเมอร์ที่จะถึง เราอาจเห็นผู้จัดการทีมเลือดฟ้าขาว มาทำงานที่นี่อีก อาจเป็นการหวนคืนของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ หรืออาจเป็นชื่ออย่าง "โชโล่" ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ? แม้จะไม่ใช่กระทั่งใน 2 คนนี้ อาร์เจนติน่า ก็ยังมีผู้จัดการทีมมีฝีมืออีกหลายคนที่รอโอกาสมาพิสูจน์ตัวเองบนเวทีฟุตบอลอังกฤษ ตัวเลข คงไม่ได้หยุดเพียงแค่ 4 รายนี้แน่นอน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

"จากทหารนาซีสู่มือกาวแมนฯ ซิตี้"

แฟนบอลแมนฯ ซิตี้ เพิ่มขึ้นมากในช่วง 10 ปีมานี้จากการลงทุนของกลุ่มอาบู ดาบี และความสำเร็จที่ตามมา ถามว่าใครรู้จัก เบิร์ต เทราท์มันน์ บ้าง? หลายคนรู้จักดี เพราะศึกษาประวัติศาสตร์สโมสรที่ตัวเองชื่นชอบ แต่หลายคนก็อาจไม่รู้จัก ขณะนี้ความวุ่นวายของโลกกำลังเกิดขึ้นซึ่งอาจกลายเป็นชนวนสงครามที่ขยายวงกว้าง เราเคยผ่านตากับเรื่องราวของฟุตบอลที่ไปเกี่ยวพันกับฟุตบอลหลายครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่านักฟุตบอลเอง ก็อาจเคยผ่านการเป็นทหาร รับใช้ชาติบ้านเมืองของพวกเขาในสงครามมาก่อน เบิร์ต เทราท์มันน์ ก็เช่นกัน เขาคือนายทวารระดับตำนานของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เขาไม่ใช่คนอังกฤษ เขาคือชาวเยอรมัน ที่สำคัญ เขาเคยผ่านสงครามในฐานะทหารนาซี มาก่อน "เบิร์ต" คือชื่อที่คนอังกฤษเรียกเขา หรือเป็นชื่อที่เขาเปลี่ยนเมื่ออยู่ที่อังกฤษแล้ว แต่เดิมทีเขาเกิดในเบรเมน, เยอรมัน ชื่อจริงคือ แบร์นฮาร์ด คาร์ล เทราท์มันน์ เด็กน้อยแบร์นฮาร์ด สนใจกิจกรรมต่างๆ มาแต่เด็ก เขาสมัครเข้าเป็นสมาชิก YMCA และสโมสรฟุตบอล เบลา อุนด์ ไวส์ (บลูแอนด์ไวท์) เล่นฟุตบอลเป็นหลัก ในปี 1933 ขณะอายุได้ 10 ขวบ ก็สมัครเข้าองค์กรสำหรับเยาวชนที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่โดยพรรคนาซี ชื่อว่า ยุงก์โฟล์ค (ยัง โฟล์ค) เป็นหนึ่งแขนงขององค์กรยุวชนฮิตเลอร์ เมื่อเติบโตขึ้นมาเขาเข้าฝึกวิชาด้านช่างยนต์ ก็พอดีกับสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังก่อตัวขึ้น ในปี 1941 ในวัย 18 ปี แบร์นฮาร์ด เทราท์มันน์ ก็ได้เข้าร่วมลุฟท์วัฟเฟ่อ (กองทัพอากาศ)ของเยอรมันในตำแหน่งพนักงานวิทยุ ต่อมาก็ถูกส่งไปเป็นพลร่ม ปฏิบัติภารกิจในโปแลนด์ ช่วงแรกเขาอยู่ห่างจากแดนหน้ามาก ยังไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก กระทั่งเดือนตุลาคม 1941 เขาเข้าร่วมกองพลทหารราบที่ 35 ไปปฏิบัติการในดนีโปรเปตรอฟส์ค ในยูเครน นั่นคือสมรภูมิชายแดนทางตะวันออกที่หนักมากเพราะเจอกับหน้าหนาวสุดโหด และเจอกับกองทัพโซเวียตขนานใหญ่ สุดท้ายฮิตเลอร์สั่งถอนกำลังโดยเขาเป็นหนึ่งใน 300 คนที่รอดกลับออกมาจากเดิมที่มีกำลังพลราว 1,000 นาย ปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็ก (Iron Cross) และเลื่อนยศมาเป็นจ่า และถูกส่งไปปฏิบัติการยังชายแดนตะวันตก ในฝรั่งเศส เพื่อยันกับการยกพลขึ้นบกของสัมพันธมิตร ในปี 1945 เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของกองทัพเยอรมันที่เหลือรอดจากการโดนสัมพันธมิตรปูพรมถล่มด้วยระเบิด เขาตัดสินใจหาทางกลับบ้านเกิดที่เบรเมน ถ้าเจอทหารสัมพันธมิตรจะโดนจับไปทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ ถ้าหนีทหารเจอทหารนาซีระดับสูง ก็โดนยิงทิ้งในข้อหาหนีทัพ เทราท์มันน์ พยายามหลีกไม่อยากเจอทั้งฝ่ายตัวเองและอริ อย่างไรก็ตามไม่กี่วันต่อมาเขาก็โดนทหารสัมพันธมิตร 2 นายจับกุมตัวไว้ได้ที่โรงนาแห่งหนึ่ง เขาโดนเค้นข้อมูลและกลัวโดนยิงทิ้ง เขาหาจังหวะหนี แต่สุดท้ายก็ไปตกอยู่ในจับกุมของทหารอังกฤษ เทราท์มันน์ กลายเป็นนักโทษเชลยสงคราม ถูกนำตัวมายังอังกฤษอยู่ในแคมป์ที่เอสเซ็กซ์ หลังสอบปากคำ พบว่าเขาไม่ได้ถูกบังคับเข้ากองทัพ ทำให้โดนจัดเป็นนักโทษประเภท C หมายถึงเป็นนาซีคนหนึ่ง พบว่ากองพันของเขา 1,000 นายสุดท้ายเหลือรอดเพียง 90 คน และเขาคือหนึ่งในนั้น เขาถูกย้ายที่นอร์ธวิช และสถานะของเขาถูกลดมาเป็นนักโทษประเภท B คือ ไม่ใช่นาซี เขาถูกส่งตัวต่อมายัง ฟอร์ท ครอสบี้ในไฮทาวน์ ใกล้กับลิเวอร์พูล ที่นี่เขาทำงานในฐานะเชลยสงคราม ตามฟาร์มต่างๆ จากนั้นก็โอนต่อไปยังค่ายเชลยสงครามที่ 50 ใน แอชตัน อิน เมเกอร์ฟิลด์ อยู่ระหว่าง เซนต์ เฮเลนส์ กับ วีแกน (ปัจจุบันอยู่ในเขตเกรทเทอร์ แมนเชสเตอร์) และเขาก็อยู่ที่นี่จนถึงปี 1948 ระหว่างอยู่ในค่ายที่ แอชตัน อิน เมเกอร์ฟิลด์ ก็มีการแข่งขันฟุตบอลกันบ่อยครั้ง ช่วงแรกเขาเล่นเป็นนักเตะเอาท์ฟิลด์ จนกระทั่งเกมนัดหนึ่งเขาได้รับบาดเจ็บ เลยขอสลับตำแหน่งกับผู้รักษาประตู กึนเธอร์ เลือห์ร และจากนั้นเขาก็เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูมาตลอด ด้วยชื่อ แบร์นฮาร์ด หรือสั้นๆ ว่า แบร์นด์ ไม่คุ้นเคยสำหรับคนอังกฤษ เขาเลยถูกเรียกว่า "เบิร์ต" แทนมานับแต่นั้น ในปี 1948 ค่ายเชลยสงครามถูกยุบ เชลยสามารถกลับประเทศของตัวเองได้แต่ เบิร์ต เป็นอีกหนึ่งคนที่ปฏิเสธข้อเสนอในการกลับเยอรมัน เขาทำงานในฟาร์มในมิลธอร์ป และจากนั้นก็ทำงานกู้ระเบิดในฮิวตัน, เมอร์ซี่ไซด์ พร้อมๆ กันนี้เขาก็เล่นฟุตบอลเป็นเรื่องเป็นราวกับสโมสร เซนต์ เฮเลนส์ ทาวน์ และเขาก็ได้แต่งงานกับ มาร์กาเร็ต ไฟรเออร์ ลูกสาวของเลขาฯสโมสร ด้วยผลงานการเฝ้าประตูที่ยอดเยี่ยมของเขากับ เซนต์ เฮเลนส์ ทำให้ในปี 1949 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ติดต่อขอเซ็นสัญญาไปร่วมทีม จากการเล่นให้ทีมระดับนอกลีก ภายในปีเดียว เบิร์ต เทราท์มันน์ ก็กลายมาเป็นนักเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งขณะนั้นอยู่ใน ดิวิชั่น 1 หรือลีกสูงสุดของอังกฤษ อันที่จริงแล้ว ในช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่อังกฤษมีกฏ "ห้ามนักเตะต่างชาติ ที่ไม่ใช่บริติช มาเล่นในลีกฟุตบอลในบริเตน" กฎนี้เริ่มต้นขึ้นในราวปี 1931 ซึ่งก่อนหน้านั้นในปี 1930 เฮอร์เบิร์ต แชพแมน กุนซือตำนานของอาร์เซน่อล พยายามจะเซ็นสัญญากับ รูดี้ ฮิเด้น ผู้รักษาประตูชาวออสเตรีย แต่โดนสหภาพผู้เล่นฟุตบอล และ ฟุตบอลลีก ประท้วง จนในที่สุดเกิดการออกฏ ห้ามไม่ใช่นักเตะต่างชาติ (นอกเหนือในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ในตอนนั้น) มาเล่นที่นี่ ทว่าก็มีข้อยกเว้น นั่นก็คือ หากบุคคลใด อาศัยในสหราชอาณาจักรเกินกว่า 2 ปี สามารถเล่นฟุตบอลได้ และ เทราท์มันน์ เองก็อยู่ในสหราชอาณาจักรเกิน 2 ปี ตั้งแต่ในฐานะเชลยสงคราม การเซ็นสัญญาอดีตทหารเยอรมัน ที่เกี่ยวพันกับนาซี เข้ามาสู่ทีมในตอนแรกทำให้เกิดการประท้วงจากแฟนบอล อย่างไรก็ตาม กัปตันทีมแมนฯ ซิตี้ ในเวลานั้นอย่าง เอริค เวสท์วูด ซึ่งตัวเขาเองก็เป็นทหารรับใช้กองทัพของพระราชินี และเป็นหนึ่งในทหารที่ผ่านสมรภูมิที่นอร์มังดี มาแล้วด้วย เวสต์วูด ได้ออกมาประกาศว่า "ไม่มีสงครามในห้องแต่งตัว" หมายความว่า ไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไป นักฟุตบอลก็คือนักฟุตบอล ในช่วงแรกเขาโดนกองเชียร์คู่แข่งตะโกนด่าอยู่เสมอ แต่ด้วยผลงานในสนามของเขาทำให้ค่อยได้รับการยอมรับทั้งจากนักเตะคู่แข่ง และกองเชียร์ในที่สุด เบิร์ต เทราท์มันน์ ลงเฝ้าเสาให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้งสิ้น 15 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 1949 จนถึงปี 1964 รวม 545 นัด พาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ 1 สมัย เขาเป็นเจ้าของสถิติลงเล่นให้ทีมเรือใบมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ตลอดกาล และอันดับ 2 ตลอดกาล หากนับเฉพาะเกมลีก (508 นัด) จุดเด่นของเขาคือปฏิกิริยาที่รวดเร็ว เด่นในเรื่องการเป็น ช็อต สต๊อปเปอร์ หรือการเซฟลูกยิง แม้กระทั่ง เซอร์ แม็ทท์ บัสบี้ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังบอกว่าเมื่อเผชิญหน้ากับ เทราท์มันน์ ให้ลูกยิงของเขาอย่าเพิ่งคิดว่าจะยิงมุมไหน ให้ยิงไปก่อนแล้วค่อยมาคิดทีหลัง หลังแขวนถุงมือเลิกเล่น เขาหันมาคุมทีม เคยคุมทีมชาติพม่า, แทนซาเนีย, ไลบีเรีย, ปากีสถาน รวมไปถึงนอร์ธ เยเมน เบิร์ต เทราท์มันน์ เสียชีวิตที่ ลา ยอซ่า ใกล้กับบาเลนเซีย ซึ่งเขาอาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงท้าย เมื่อปี 2013 รวมอายุได้ 89 ปี เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" หงส์งัดหงส์ในเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้ "

ไบรตัน เป็นทีมล่าสุดที่มีเหตุการณ์นักเตะทีมเดียวกันทะเลาะกันเอง เชน ดัฟฟี่ เซนเตอร์แบ็ก กับ โรเบิร์ต ซานเชซ นายทวาร งัดกันระหว่างเกมจนมีรายงานว่าไปมีเรื่องกันต่อในอุโมงค์ทางเดินเข้าห้องแต่งตัว การทะเลาะกันแบบนี้ มักเป็นเรื่องของเกมในสนาม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ดังนั้นเมื่อจบแล้ว เคลียร์กันได้แล้วก็จบกัน ไม่ได้ติดใจอะไรกันอีก เหตุการณ์ทำนองนี้เราเคยผ่านตากันมามากมายที่ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ก็เคยมี เดวิด แบ็ตตี้ กับ แกรม เลอโซซ์ จะฟาดปากกันจนกัปตันทีม ทิม เชอร์วูด เข้ามาแยก ที่แฟนบอลจำได้ดีที่สุด เพราะดุเดือดสุดคือเคสของ คีรอน ดายเออร์ กับ ลี โบว์เยอร์ ในสีเสื้อนิวคาสเซิ่ล คู่นี้สาวหมัดดึงเสื้อกันจนขาด แกเร็ธ แบร์รี่ นักเตะวิลล่า คู่แข่ง ต้องเข้ามาแยก สุดท้าย คู่กรณีโดนใบแดงไล่ออกทั้งสองคน อีกหนึ่งเหตุการณ์คลาสสิกไม่น่าเชื่อคือ คู่ของ บรูซ กร็อบเบลาร์ และ สตีฟ แม็คมานามาน ในทีมลิเวอร์พูล เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 1993 ระหว่างศึกเมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ ที่กูดิสัน พาร์ค ต้องบอกว่าในยุค 80s-90s เอฟเวอร์ตัน ไม่ได้ตกเป็นลูกไล่ของลิเวอร์พูลอย่างทุกวันนี้ ช่วงนั้นพวกเขาเคยได้แชมป์ลีก และยังได้แชมป์บอลถ้วยประปราย เป็นทีมที่แข็งแกร่ง เมื่อศึก เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ มาถึง ผลการแข่งขันแทบจะเรียกได้ว่าบ้านใครบ้านมันเลยทีเดียว เอฟเวอร์ตัน เคยไร้พ่ายต่อลิเวอร์พูลเกือบ 10 นัดติดต่อกัน ผิดกับสมัยนี้ ที่พวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูลไม่ได้มาเป็น 10 ปี จนกระทั่งทำได้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 เกมที่เกิดเหตุ เตะวันที่ 18 กันยายน 1993 ที่กูดิสัน นาทีที่ 27 เอฟเวอร์ตัน ได้เตะมุมทางฝั่งขวา แอนดี้ ฮินช์คลิฟฟ์ แบ็กซ้ายเอฟเวอร์ตันเป็นคนเปิด จริงๆ ลูกเปิดลูกนี้ไม่ดีเลยเพราะเตะไม่ขึ้น วิถีบอลตกไม่ถึงเสาแรกด้วยซ้ำ แต่ สตีฟ แม็คมานามาน ที่ยืนคุมพื้นที่อยู่ตรงนั้นรีบร้อนหวดบอลทิ้ง ปรากฏว่าหวดโดนไม่ดี บอลปลิ้นออกไปนอกกรอบเขตโทษ นั่นทำให้ มาร์ค วอร์ด กองกลางเอฟเวอร์ตัน วิ่งเข้ามากดด้วยขวาตูมเดียวจาก 20 หลา เข้าไปตุงตาข่าย กร็อบเบลาร์ ในฐานะมือกาวจอมเก๋า ขณะนั้นเขาอายุ 36 ปีแล้ว ออกอาการหงุดหงิดทันที ตะโกนโวยวายใส่ แม็คมานามาน ทันที แม็คก้า ในฐานะปีกวัยหนุ่ม อายุแค่ 21 ปี ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะมีปากมีเสียงอะไรกับใคร แต่หนนี้ เขาสวนกลับ ด่าคืนใส่นายทวารรุ่นพี่เช่นกัน จากนั้นก็มีผลักอกกัน แม็คก้า หันหนีกำลังจะเดินออกไป แต่ กร็อบเบลาร์ เดินตามมาตะคอกไล่หลัง จนแม็คก้า หันขวับมาด่าคืน แล้วต่างคนก็ผลักหน้ากันคนละที ก่อนที่ แม็คมานามาน จะตัดใจเลิกตอแยวิ่งเหยาะๆ ออกไป ส่วน กร็อบเบลาร์ ยังตึงจึงด่าตามหลังไปอีกชุด ปกติแล้ว เหตุการณ์แบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะนักเตะอย่าง แม็คก้า ส่วนทาง กร็อบเบลาร์ นั้น ทุกคนรู้ดีว่าบุคลิกของเขาคือจุดเด่น แม้จะมีความผิดพลาดให้เห็นบ้าง แต่เขาเป็นคนที่คล่องแคล่ว มั่นใจในตัวเองสูง และไม่กลัวคู่แข่งหน้าไหน ทำให้เมื่อถึงเกมสำคัญๆ มักทำได้ดี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเพราะ กร็อบเบลาร์ เคยผ่านความเป็นความตายมาแล้ว สมัยอายุ 19-20 เขาเคยโดนเกณฑ์เข้ากองทัพโรดีเชี่ยน (ซิมบับเว) ในการทำศึกประกาศอิสรภาพ เขาเคยต้องยิงคน และเห็นเพื่อนโดนยิงมากับตา เห็นทหารโดนระเบิดเสียชีวิตแล้วศพกระเด็นลงไปในแม่น้ำเกลื่อนกลาด มีแม้แต่กระทั่งจระเข้ ที่เข้ามากินศพ เกมนั้นดำเนินต่อไป ลิเวอร์พูล ไม่สามารถเอาคืนได้ และท้ายเกมมาโดน โทนี่ ค็อตตี้ ฝังเป็น 2-0 กลายเป็นชัยชนะของเอฟเวอร์ตัน ตอนนั้นเป็นยุคที่ แกรม ซูเนสส์ มาคุมทีมแทน เคนนี่ ดัลกลิช และ ซูเนสส์ รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในทีม เพื่อให้ลิเวอร์พูล กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เขาซื้อ เดวิด เจมส์ เข้ามาเพื่อทดแทน กร็อบเบลาร์ อดีตเพื่อนร่วมทีมของตัวเองที่อยู่ในวัยโรยแล้ว "เราแพ้ที่กูดิสัน พาร์ค ในเกมที่มีการพูดกันใหญ่โตจากเหตุการณ์ของผมกับ สตีฟ แม็คมานามาน หลังจากเราเสียประตูแรก" กร็อบเบลาร์ ย้อนความหลัง "ในห้องแต่งตัว ซูเนสส์ ทำบางอย่างที่ปกติเขาจะไม่ทำ เขาขว้างรองเท้าสตั๊ดใส่ผม 'อย่าทำแบบนั้นอีกเด็ดขาด' เขาบอกผม" "เขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดที่ผมเคยเล่นด้วย แต่ในฐานะผู้จัดการทีมเขาโคตรห่วย ผมจะพูดกับเขาแบบนี้ แต่มันไม่ได้หมายถึงผมไม่ชอบเขานะ เขาต้องการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไป และเร็วเกิน เขาไม่อดทน และมันสร้างความรู้สึกแย่ๆ มากมาย" ด้าน สตีฟ แม็คมานามาน ก็เคยเปิดเผยกับทาง FourFourTwo ว่า การทะเลาะกันของทั้งคู่ จบลงในจังหวะนั้นแล้ว ไม่ได้มีไปต่อความยาวสาวความยืด "ไม่ (ไม่มีไปทะเลาะกันต่อ) มันจบที่นั่นตรงนั้นเลย ตบกันผลักกันหนสองหน แล้วก็จบ" ฤดูกาลนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่างในทีมลิเวอร์พูล มกราคม 1994 แกรม ซูเนสส์ โดนปลดออกจากตำแหน่ง รอย อีแวนส์ ก้าวขึ้นมาคุมทีมแทน จบฤดูกาล บรูซ กร็อบเบลาร์ ก็อำลาสโมสร หลังอยู่กับทีมมา 14 ปี แม็คมานามาน ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์คนใหม่ของทีม ส่วนลิเวอร์พูล จบเพียงอันดับ 8 ในฤดูกาลนั้น เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ท่าหวดกอล์ฟในตำนานของเบลลามี่ "

ลิเวอร์พูล ยังคงมีความเป็นทีมที่เก่งฟุตบอลถ้วยอยู่เสมอ แม้แต่ในยุคที่พวกเขาไม่ได้มีทีมที่มั่นคงแน่นอนพอจะลุ้นแชมป์ลีก สมัย ราฟา เบนิเตซ มาปีแรกก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ทันที เว้นวรรคไป 1 ปี พอเข้าซีซั่น 2006/07 ลิเวอร์พูล ก็ยังมีผลงานในลีกไม่เอาอ่าว แต่บนเวทียุโรปแล้ว พวกเขาไม่กลัวใคร ยกตัวอย่างเช่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของปีนั้น พวกเขาเจอกับ บาร์เซโลน่า .... บาร์ซ่า คือเจ้าของแชมป์ปี 2005/06 ขณะนั้น ลิโอเนล เมสซี่ เพิ่งขึ้นชั้นมาใหม่ๆ โรนัลดินโญ่ ยังอยู่ในสภาพร่างกายที่ดี และมี ชาบี คุมเกมกลางสนาม แนวรับมี การ์เลส ปูโยล กองหน้าตัวเป้าเป็น ฮาเวียร์ ซาวิโอล่า เพราะ ซามูแอล เอโต้ ลงสนามไม่ได้ แต่สุดท้ายเป็นลิเวอร์พูล ที่ผ่านเข้ารอบด้วยกฎอเวย์โกล เลกสองแพ้คาแอนฟิลด์ 1-0 แต่ผลงานสุดยอดของพวกเขาคือการบุกไปเอาชนะเจ้าถิ่นถึง คัมป์ นู 2-1 เลกแรก แม้จะตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อนจากลูกโขกของ เดโก้ ประเด็นคือ คนทำ 2 ประตูให้กับลิเวอร์พูล ในเกมนั้นคือ เครก เบลลามี่ และ ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ ท่าดีใจหลังโหม่งตีเสมอให้ทีมของ เบลลามี่ คือ ท่าหวดกอล์ฟ ยังเป็นภาพที่แฟนบอลจำได้เป็นอย่างดี แล้วมันต้องเป็น 2 คนนี้ด้วยนะ! ที่เป็นต้นเรื่องของการที่ เบลลามี่ ฉลองด้วยท่าหวดกอล์ฟแบบนั้น เรื่องของเรื่องคือในเดือนกุมภาพันธ์ 2007 ก่อนเกมกับบาร์เซโลน่า มันมีช่วงพักยาวเล็กน้อย ราฟา เบนิเตซ พาลูกทีมไปเก็บตัวยังสถานที่อากาศอุ่นกว่าใน อัลการ์ฟ ประเทศโปรตุเกส กุนซือชาวสเปน ได้อนุญาตให้นักเตะดื่มฉลองกันได้ในคืนสุดท้ายก่อนกลับ แต่ปรากฎว่ามันเป็นการฉลองที่เลยเถิด จนในที่สุดทำให้ เบลลามี่ กับ รีเซ่ ขัดแย้งกัน เครก เบลลามี่ เล่าเหตุการณ์คืนนั้น ในเวอร์ชั่นของเขาเอาไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ โดยเขาเรียก รีเซ่ แบบที่คนอื่นๆ เรียกกันว่า จิ๊งจ์ (Ginge) ย่อมาจาก Ginger ที่แปลว่าไอ้หัวแดง เพราะ รีเซ่ เป็นคนผมแดง "จิ๊งจ์ (รีเซ่) เป็นคนนิสัยดีเลยนะ" "เขาค่อนข้างทำตัวเป็นเด็ก เขาชอบแข่งขันจนเว่อร์ ถ้ามีการแข่งกันว่าใครจะเตะบอลไปชนคานได้มากสุด เขาจะอยากเป็นผู้ชนะจนบ้าคลั่ง" "เราชอบล้อเขาเรื่องนี้ แล้วชอบยุเขาทำนองว่า 'ฉันพนันได้เลยว่าจิ้งจ์ ทำเรื่องนี้ได้' "คืนนั้นที่ วาลี่ ดู โลโบ ผมกำลังนั่งอยู่กับ สตีฟ ฟินแน่น ซึ่งเป็นรูมเมตผม แล้วก็ ซามี่ ฮูเปีย กับ จิ๊งจ์" "ผมบอกจิ๊งจ์ ว่าเขาต้องไปร้องเพลงนะ ผมอาจจะพูดซ้ำไป 2-3 หน เขาตอบว่าเขาไม่อยากร้อง" "ผมก็เลยพูดไปอีกครั้งและเขาก็สวนกลับ เขาทำเป็นหงุดหงิด เขาลุกขึ้นแล้วก็ตะโกน 'ฟังนะโว้ย' เขาโวยวาย 'กูไม่ร้อง แล้วกูรำคาญที่มึงเอาแต่พูดอยู่นั่นแหละ' " "ซามี่ บอกผมว่าอย่าไปใส่ใจเขาเลย จิ๊งจ์ ก็รีบออกไปจากนั้นไม่นาน แต่ยิ่งเริ่มมืด และผมดื่มไปเยอะขึ้น มันก็เริ่มกัดกินสติผม" "ในตอนนั้น ตัวตนผมตอนนั้น ผมไม่รู้ว่าจะคุมอารมณ์ยังไงถ้ามีใครมาหยามผมต่อหน้านักเตะคนอื่นๆ" "ผมเป็นหนึ่งในคนที่นิสัยเลวที่สุดเวลาเมา การดื่มเหล้ากับผมนี่เข้ากันไม่ได้เลยจริงๆ" "หลังจากนั้นสักพัก ผมบอกฟินแน่นว่าเราจะออกไปกัน ผมบอกเขาว่าผมอยากไปเคลียร์กับจิ๊งจ์" "'กูไม่ยอมหวะ' ผมบอกกับฟินนี่ 'เมิงพูดเรื่องไรเนี่ย?' เขาถามผม 'ไอ้หัวแดงนั่นแม่งกวนตีน มันจะพูดแบบนั้นกับกูไม่ได้' ผมตอบเขาไป" "ฟินนี่ ก็บอกผมว่าปล่อยผ่านมันไปเหอะ เขาบอกว่าให้ผมลืมๆ ไปซะ แล้วไปนอนดีกว่า 'กูไม่ปล่อยผ่านเว้ย' ผมตอบ 'กูจะไปหามันที่ห้อง'" "ฟินนี่ บอกให้ผมใจเย็นๆ 'อย่าเลย กลับห้องเราดีกว่า' เขาบอก แล้วเขาก็พยายามปล่อยมุกให้ผมขำ เหมือนผู้คุมกำลังสงบสติอารมณ์คนบ้า เรากลับไปห้องเรา แต่มันก็ยังติดอยู่ในใจผม" "เรามีเลาน์จที่ใช้ร่วมกันหลายห้องนอนที่ชั้นบน ไม้กอล์ฟเราอยู่ในเลาน์จนั้น ผมดึงออกมาอันนึงเพราะผมหงุดหงิดกับสิ่งที่จิ๊งจ์ทำกับผม มันเป็นเหล็ก 8 ผมลองซ้อมเหวี่ยงไปมา 2-3 หน 'ไป ไปหามันกัน' ผมพูด" "ผมแค่ต้องการยั่วโมโหจิ๊งจ์ สักหน่อย เขาเคยลองทำแบบนั้นกับผมมาหนสองหนตอนซ้อม เขาจะเข้ามาแซะผมจากด้านหลัง ผมจะหันขวับไปหาเขาแล้วคิดในใจ 'ไส้หัวไป๊ จิ๊งจ์'" "เราก็เลยเดินไปที่ห้องเขา และเคาะประตู ไม่มีใครตอบรับ ผมเลยลองเปิดประตูและมันก็เปิดออก ผมพาตัวเองเข้าไปในห้องและเปิดไฟ จิ๊งจ์นอนอยู่บนเตียง" "เขาหันหลังให้ผมและเอามือปิดตาเพราะเพิ่งเปิดไฟ" "ผมเอาไม้กอล์ฟไถไปที่หลังเขา คุณบอกว่ามันเป็นการหวดไม่ได้หรอกนะ มันก็เหมือนแค่เอาไม้ไปขูดหลัง ถ้าผมหวดจริงๆ เต็มวงไม้กอล์ฟก็คงไปฟาดเพดานแน่ ส่วนฟินนี่ ตอนนั้นหลบอยู่หลังประตู" "จิ๊งจ์ ตกใจ เขารีบเอาผ้าห่มมาม้วนตัวทันที 'ถ้าเมิงลองพูดกับกูแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นอีกละก็ กูจะเอาไอ้นี่ฟาดหัวมึง' ผมบอกเขาไป" "นี่เมิงฟังนะกูไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นนะเว้ย!' เขาบอก 'อย่า มึงตั้งใจ!' ผมตะโกนกลับ 'เปล่า กูเปล่าจริงๆ' เขายืนยัน 'มึงตั้งใจ' ผมย้ำอีกรอบ 'หลายหนแล้วที่มึงทำเป็นแอ็กใส่กูต่อหน้าคนอื่น แต่มันจะไม่มีอีกแล้ว' "ผมเริ่มเครื่องติดแล้ว อย่างที่คนเวลาดื่มไปเยอะๆ ทำกันนั่นแหละ ผมขู่เขาไปหลายหน 'แล้วถ้ามึงมีปัญหากับที่กูพูดนะ พรุ่งนี้มาเจอกูที่ห้อง' ผมบอกเขา 'อย่าเอาไปโพนทะนากับใครล่ะ'" "ตอนนี้พอผมมองย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมทำ ผมรู้สึกแย่ มันทุเรศมาก มันเป็นการกระทำที่โง่ขั้นสุด ผมเมา แล้วมีพฤติกรรมคุกคามคนอื่น" "สุดท้าย ผมก็ออกจากห้องมา พอฟินนี่ กับผม กลับไปที่ห้องเรา พวกโค้ชก็มาถึงนอกห้องและนักเตะทุกคนก็เดินมากันหมด" "พวกเขามาจ๊ะเอ๋กับเราตรงโถงทางเดินโดยไม่รู้เลยว่ามันเพิ่งเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ทะยอยกันเข้าไปในเลาน์จ" "มันเป็นคืนที่สุดเหวี่ยง ไม่มีใครสักคนสังเกตเห็นไม้กอล์ฟในมือผม หรือถ้าพวกเขาเห็น พวกเขาก็ไม่ได้พูดมันขึ้นมา ดังนั้น ค่ำคืนก็ดำเนินต่อไป เรียกว่าเลาน์จแตกก็แล้วกันคืนนั้น" "โซฟา พลิกคว่ำ, โคมไฟหลุดตกลงมา, จังหวะนึงมีคนขว้างจานแตกและมันไปเฉี่ยวหัวใครสักคนจนเลือดไหล พอตอนที่ผมกลับเข้าห้องไปนอน เลาน์จนั้นมันก็อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้แล้วล่ะ" "สิ่งต่อมาที่ผมรู้ก็คือ ฟินแน่น มาเคาะประตูห้องผม 'เจ้านายกับปาโก้ อยู่ชั้นล่าง' เขาบอก 'ชิบหายแล้ว' ผมคิดในใจ เพราะมันมีหลายเหตุผลที่พวกเขาจะรออยู่ชั้นล่าง" (อาเยสตาราน - ผู้ช่วยราฟา) "ผมลงไปข้างล่าง มันเป็นภาพที่ไม่สวยนักหรอก ราฟากับผู้ช่วยของเขา ปาโก้ อาเยสเตราน นั่งอยู่ที่โซฟา ซึ่งพวกเขาคงช่วยกันยกตั้งกลับมาด้วยตัวเอง" "ราฟา - ชายที่มีระเบียบและสั่งการคนที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก - อยู่ท่ามกลางฉากที่เละเทะที่สุด มีทั้งจานแตกและโคมไฟพังระเนระนาดไปทั่ว มันกำลังบ่งบอกถึงความไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง" "ราฟามองมาที่ผมและบอกผมว่าไปใส่รองเท้าซะ ก่อนจะเหยียบเศษแก้วบาดเท้า 'ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ เพิ่งมาที่ห้องฉัน แล้วบอกว่าแกเอาไม้กอล์ฟไปหวดเขา' ราฟาพูด 'ผมคงไม่พูดว่าผมเล่นงานเขา จริงๆ หรอก' ผมตอบ ผมก็เล่าเหตุการณ์เวอร์ชั่นของผมไป ผมอยู่ในโหมดสำนึกผิดเต็มที่" "ราฟา ดูมึนงงมาก ปรากฏว่าเขาเองก็มีคืนที่สุดเหวี่ยงของเขาเองเหมือนกัน" "สักพักต่อมา ดูเด็ค ปรากฎตัวพร้อมกับรอยถลอกแดงตรงข้างแก้ม 'เกิดเชี่ยอะไรขึ้นกับเจอร์ซี่?' ผมถาม" "ปรากฎว่าหลังจากผมแยกตัวออกมาเมื่อคืน มันก็ยิ่งเละเทะ เจอร์ซี่ ไม่ยอมออกจากบาร์ที่เลาน์จ ก็เลยมีการเรียกตำรวจมา จนเขาต้องไปนอนในซังเต ราฟา ต้องไปประกันตัวเขาออกมา" "ผมรู้สึกโล่งใจจริงๆ 'นั่นมันแย่กว่าเรื่องที่กูทำเยอะเลย' ผมคิด ในจังหวะที่ผมมองไปที่เจอร์ซี่ 'เรื่องนี้อาจจะช่วยชีวิตกูหวะ' แต่ ภาพมโนของผม มันก็อยู่ได้ไม่นานหรอก" ต่อมา เบลลามี่ ขอโทษต่อ รีเซ่ และเขาโดนปรับเงินค่าเหนื่อย 2 สัปดาห์ แต่เหมือนอย่างกับบทถูกเขียนไว้ เพราะเมื่อกลับมาลงเล่น พวกเขาก็ช่วยกันทำคนละประตู ให้ลิเวอร์พูลพลิกเอาชนะบาร์เซโลน่า ได้อย่างยอดเยี่ยม สื่อเล่นข่าวกันใหญ่ เรียก เบลลามี่ว่า Nutter with a putter หรือ "ไอ้งั่งถือไม้กอล์ฟ" พอทำประตูบาร์ซ่าได้ เบลลามี่ เลยฉลองด้วยท่าหวดกอล์ฟมันเสียเลย! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ริบปลอกแขนกลางฤดูกาล "

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างหนักจากทั้งแฟนบอลทีมอื่นและแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยฟอร์มการเล่นที่แกว่งไปแกว่งมา แถมมีข่าวลือว่าเขาคือหนึ่งในตัวตั้งตัวตีในการก่อหวอดแอนตี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่สำคัญเขาคือ "กัปตันทีม" ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดังนั้น ความรับผิดชอบภาระที่ต้องแบกมันเลยหนักกว่าการเป็นนักเตะทั่วไป เพราะว่ากันตามตรงคงไม่มีใครอยากดร็อปกัปตันทีมเป็นสำรอง มีกระแสเรียกร้องไม่น้อยที่ให้ปลด แม็กไกวร์ ออกจากตำแหน่ง มอบปลอกแขนให้นักเตะคนอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็น ดาบิด เด เคอา, บรูโน่ แฟร์นันด์ส หรือแม้แต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ราลฟ์ รังนิค ยังออกมายืนยันสนับสนุนการเป็นกัปตันของแม็กไกวร์ ซึ่งว่ากันตามตรง นั่นคือเรื่องที่ถูกต้อง เพราะหากทำอะไรปุบปับ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของสโมสร และตัวเขาเองในฐานะเจ้านาย เรื่องแบบนี้ควรพูดกันภายใน และควรจัดการให้เรียบร้อยก่อนให้ข่าวใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนตัวกัปตัน มักทำกันหลังจบฤดูกาลไปแล้ว เตรียมขึ้นฤดูกาลใหม่นั่นแหละ ทว่าในพรีเมียร์ ลีก ก็ใช่ว่าในระหว่างฤดูกาล จะไม่เคยเกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำทีม อย่างเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมย็อง ก็โดนริบปลอกแขน แต่นั่นมันชัดเจนว่าเขาโดนกีดกันออกจากทีมไปก่อนแล้วด้วยเรื่องนอกสนามหลายอย่าง แต่กับอาร์เซน่อล นี่แหละที่เคยเกิดเคสอย่างว่าขึ้นเมื่อปี 2008 ปี 2006/07 วิลเลี่ยม กัลลาส ย้ายจากเชลซี มาอยู่กับ อาร์เซน่อล ด้วยวัย 29 ปี เป็นส่วนหนึ่งในดีล แอชลี่ย์ โคล ที่ย้ายสวนทาง กัลลาส เป็นกองหลังประสบการณ์สูง ผ่านการคว้าแชมป์กับเชลซีมาแล้ว เขาเล่นได้หลากหลายตำแหน่งทั้งฟูลแบ็กทั้งสองข้าง และเซนเตอร์ จุดเด่นอีกอย่างของ กัลลาส คือเป็นนักเตะที่มั่นใจในตัวเอง และมักแสดงความเป็นผู้นำด้วยการพูดปลุกใจเพื่อนๆ อยู่เสมอ เขาเข้ามาอาร์เซน่อลแล้วรับเสื้อหมายเลข 10 ที่ว่างอยู่มาใส่ทันทีด้วยความมั่นใจ แม้จะเป็นกองหลังก็ตาม โดยที่ เวนเกอร์ อธิบายว่าเขาเป็นคนเลือกเบอร์นี้ให้กับ กัลลาส เอง หลังจบฤดูกาลนั้น เธียร์รี่ อองรี อำลาสโมสรไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านอีกครั้งของ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่จะต้องสร้างทีมใหม่ ปลอกแขนกัปตันทีมของ "ติตี้" ว่างลง และเวนเกอร์ ก็แต่งตั้งให้ วิลเลี่ยม กัลลาส เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของสโมสร โดยมี โคโล่ ตูเร่ เป็นรองกัปตัน เพื่อสู้ศึกฤดูกาล 2007/08 ฤดูกาล 2007/08 อาร์เซน่อล เริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม ทีมพลังหนุ่มเลือดใหม่ของ เวนเกอร์ ที่มี กัลลาส เป็นกัปตัน บดบี้ลุ้นแชมป์มากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซี อย่างสนุก จนถึงช่วงบ็อกซิ่ง เดย์ อาร์เซน่อลแพ้เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น เสมอไป 4 นัด จากนัดที่ 20 หลังบ็อกซิ่ง เดย์ เป็นต้นมา อาร์เซน่อลกวาดชัยชนะ 6 นัด เสมอ 1 นัด จนถึงนัดที่ 27 ซึ่งถึงตรงนี้ของฤดูกาล อาร์เซน่อลนำเป็นจ่าฝูง พวกเขานำฝูงมาถึง 4 เดือนแล้วมีผลงาน ชนะ 19 เสมอ 6 แพ้ 1 พวกเขาออกไปเยือน เบอร์มิงแฮม ซิตี้ โชคร้ายมาถึงตั้งแต่ 3 นาทีแรกเพราะกองหน้าตัวใหม่ ที่เฉียบคมอย่าง เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา โดน มาร์ติน เทย์เลอร์ กองหลังเบอร์มิงแฮม เสียบหนักใส่จนขาหัก เทย์เลอร์ โดนใบแดงทันที แต่อาร์เซน่อล ที่ขาด ดูดู้ ดา ซิลวา ก็ระส่ำ พวกเขาโดนเจ้าบ้านยิงนำก่อน แต่ ธีโอ วัลค็อตต์ มาทำ 2 ประตูรวดในครึ่งหลังให้ทีมแซงนำ 2-1 และมีโอกาสยิงอีกมากมาย เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 90+4 บอลโด่งเข้ามาในเขตโทษอาร์เซน่อล ดูไม่มีอะไร ฟลามินี่ แตะบอลให้ กาแอล กลิชี่ เล่น แต่ กลิชี่ วิ่งตีวงกว้างกะตั้งหลักแล้วหวดยาวให้พ้นๆ ไป โดยไม่ทันระวังว่า สจ๊วร์ต พาร์นาบี้ ของเบอร์มิงแฮม พุ่งเข้ามาพอดี พาร์นาบี้ โฉบเข้าถึงบอลก่อนทำให้ กลิชี่ ต้องแหย่ขาสกัด ไมค์ ดีน ที่ยังคงเป่ามาจนถึงปัจจุบันนี่แหละ เป่านกหวีดยาวเป็นจุดโทษของเบอร์มิงแฮม ทันที ซึ่งจะว่าไปลูกนี้ถ้ามี VAR อาจไม่เป็นจุดโทษเพราะกลิชี่ จิ้มโดนบอลก่อน มาเสียจุดโทษแบบไม่น่าเสียอย่างนี้ ทำเอา กัลลาส ในฐานะกัปตันทีมทั้งโมโห ทั้งผิดหวังสุดๆ ระหว่างที่เบอร์มิงแฮม จะยิงจุดโทษ เขาประท้วงด้วยการเดินไปอยู่ในแดนของเบอร์มิงแฮมคนเดียว เจมส์ แม็คฟาดเด้น ยิงไม่พลาดให้ลูกโลกตีเสมอ 2-2 และเวลาก็หมดลง นักเตะทั้งสองทีมจับไม้จับมือเดินออกจากสนาม แต่ กัลลาส ยังนั่งอยู่ในสนามคนเดียวด้วยอาการของคนประท้วง ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ จน อาร์แซน เวนเกอร์ และทีมงานต้องเดินเข้ามาปลอบ เข้ามาฉุดให้กลับเข้าห้องแต่งตัว เหตุการณ์เกมนี้เองเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะหลังจากนั้น อาร์เซน่อลเสมอรวด 3 นัดและตามด้วยการแพ้เชลซี 1-2 จากทั้งหมด 15 คะแนน พวกเขาเก็บได้เพียง 4 คะแนนเท่านั้นในช่วงเวลานี้ และเมื่อวันสงกรานต์พวกเขาแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีก 1-2 เท่ากับว่าโอกาสลุ้นแชมป์ของพวกเขาหลุดลอย แมนฯ ยูไนเต็ด และเชลซี ไม่พลาดอีก ทีมปีศาจแดงเข้าป้ายเป็นแชมป์ในฤดูกาล 2007/08 แม้จะแพ้ถึง 5 นัด แต่เสมอน้อย ส่วนอาร์เซน่อล จบที่ 3 แม้ว่าพวกเขาจะแพ้เพียงแค่ 3 เกมเท่านั้นก็ตาม ปัญหาคือพวกเขาหลุดเสมอเยอะเกินไปถึง 11 นัดด้วยกัน ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่ามาจากการต้องเสีย ดูดู้ ดา ซิลวา ที่ขาหักในเกมกับเบอร์มิงแฮม เขาต้องพักไปเป็นปี และไม่เคยกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ 100% อีกเลย ชื่อเสียงของ วิลเลี่ยม กัลลาส ก็เริ่มสั่นคลอนจากพฤติกรรมที่ "กัปตันทีม" ไม่ควรแสดงออกมาให้เห็นจากเกมเสมอเบอร์มิงแฮม เริ่มมีข่าวว่าเขาอาจโดนริบปลอกแขน แต่จนแล้วจนรอด เวนเกอร์ ก็ยังเชือมั่นในตัวเขา วิลเลี่ยม กัลลาส ยังเป็นกัปตันทีมอาร์เซน่อลในฤดูกาล 2008/09 ทว่าปีนี้ หลายอย่างไม่เป็นใจ ผลงานไม่ดีอย่างปีก่อน 9 นัดแรก อาร์เซน่อลแพ้ไปแล้ว 2 นัด เสมออีก 1 นัดที่ 10 เจอกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ อริตลอดกาล ที่ปกติก็ขี่มาตลอด พวกเขานำสเปอร์ส อยู่ 4-2 จนถึงนาทีที่ 88 แต่ใครจะเชื่อว่าจบเกม ลงเอยด้วยการเสมอ 4-4 ! เกมต่อมา อาร์เซน่อลแพ้ให้สโต๊คอีก 1-2 แต่ดูเหมือนความมั่นใจจะกลับมา เพราะพวกเขาเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ 2-1 แต่แล้วนัดต่อมากลางเดือนพฤศจิกายน 2008 พวกเขากลับแพ้ให้ แอสตัน วิลล่า 0-2 ตอนนั้นเองที่ กัลลาส ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP เกี่ยวกับสถานการณ์ในทีมอาร์เซน่อล เขาพูดตำหนิพวกนักเตะดาวรุ่ง นักเตะหน้าใหม่ของทีมว่าไม่มีความเป็นนักสู้พอ การมาอยู่กับอาร์เซน่อล ต้องแสดงให้เห็นความแข็งแกร่งสิ ไม่ใช่ปล่อยให้คู่แข่งมาโชว์ฟอร์มข่มเอาได้ และเขายังพูดเตลิดเลยไปถึงการเปิดเผยเรื่องในห้องแต่งตัวระหว่างเกมเสมอสเปอร์ส 4-4 ว่ามีการทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกัน การตำหนิเพื่อนร่วมทีมออกสู่สาธารณะ และเอาเรื่องภายในมุ้งออกมาไขในที่แจ้งแบบนี้ เป็นการไม่สมควรอย่างที่สุด แม้ อาร์แซน เวนเกอร์ จะใจเย็นแค่ไหนก็ตาม แต่ครั้งนี้มันเหมือนฟางเส้นสุดท้าย เวนเกอร์ สั่งปรับเงิน วิลเลี่ยม กัลลาส 2 สัปดาห์ทันที รวมเป็นจำนวน 180,000 ปอนด์ และตัดเขาออกจากทีมในเกมนัดต่อไป ซึ่งอาร์เซน่อล ออกไปแพ้แมนฯ ซิตี้ 0-3 หลังจบเกมแพ้เรือใบนี่เอง ที่มีข่าวว่า วิลเลี่ยม กัลลาส โดนปลดออกจากตำแหน่งกัปตันทีมแล้ว เพียงแต่รอการยืนยันจากสโมสร อีก 2 วันต่อมา คือวันที่ 24 พฤศจิกายน 2008 อาร์เซน่อล แถลงการณ์ปลด วิลเลี่ยม กัลลาส ออกจากการเป็นกัปตันทีม โดย เวนเกอร์ ได้แต่งตั้งให้ เชส ฟาเบรกาส ในวัย 21 ปี ขึ้นเป็นผู้นำทีมแทนโดยมีผลทันที น่าแปลกใจที่หลังจากนั้น ตั้งแต่นัดที่ 15 จนถึงนัดที่ 38 ของฤดูกาล อาร์เซน่อล แพ้อีกเพียงเกมเดียวเท่านั้น! แต่น่าเสียดายที่พวกเขาหลุดเสมอเยอะตามเคย ทำให้สุดท้าย พวกเขาจบเพียงแค่อันดับ 4 ของตารางคะแนน วิลเลี่ยม กัลลาส มีข่าวว่าจะโดนเขี่ยพ้นทีมหลังจบฤดูกาลนั้น แต่น่าเซอร์ไพรส์ ที่เขายังได้อยูต่อ กัลลาส เล่นให้อาร์เซน่อลอีก 1 ฤดูกาลเต็มๆ ในปี 2009/10 ก่อนจะย้ายแบบสุดช็อกไปอยู่กับสเปอร์ส แบบไม่มีค่าตัว เพราะหมดสัญญากับอาร์เซน่อลพอดี จากการบันทึกของทางสเปอร์ส พบว่า วิลเลี่ยม กัลลาส เป็นนักเตะคนแรกที่ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ให้กับทั้ง อาร์เซน่อล, สเปอร์ส และเชลซี ครบทั้ง 3 ทีมใหญ่แห่งกรุงลอนดอน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เส้นทางสิงห์ปืนไว คริสตอฟ ปิออนเต็ก "

"สิงห์ปืนไว" คริสตอฟ ปิออนเต็ก กลับมาระเบิดกระสุนในอิตาลี อีกครั้งกับฟิออเรนติน่าในตอนนี้ ทีมม่วงมหากาฬจัดการยืมตัวเขามาจาก แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในเยอรมันช่วงตลาดหน้าหนาว เตรียมพร้อมต่อการสูญเสีย ดูซาน วลาโฮวิช ออกไปจากทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคาดกันเอาไว้อยู่แล้ว เมื่อหอกเซิร์บร่างยักษ์ย้ายไป ยูเวนตุส อย่างน้อย ฟิออเรนติน่า ของเทรนเนอร์ วินเชนโซ่ อิตาเลียโน่ ก็ยังมีกองหน้าตัวเป้าที่ไว้วางใจได้ ย้อนไปในฤดูกาล 2018/19 แฟนบอลทั่วยุโรป โดยเฉพาะในกัลโช่ เซเรีย อา และเจาะจงลงไปอีกก็คือในเจนัว ตื่นเต้นกับหัวหอกวัย 23 ปีโนเนมมาจากโปแลนด์ ลงสนามเกมแรกให้กับเจนัว ก็ทำแฮททริกได้ทันทีภายใน 18 นาทีแรก และจบเกมเหมาทั้ง 4 ประตู ช่วยทีมเอาชนะเลชเช่ 4-0 ในศึกโคปปา อเมริกา 6 นาทีแรกในการลงเล่นกัลโช่ เซเรีย อา ก็ทำประตูได้ทันที พาทีมเอาชนะเอ็มโปลี 2-1 เพียงแค่ 2 เกมในสีเสื้อเจนัว คนก็ฮือฮากับกองหน้าคนนี้ที่ชื่อ คริสตอฟ ปิออนเต็ก ตอนที่ เจนัว ยอมจ่าย 4 ล้านยูโร เพื่อคว้าตัว ปิออนเต็ก มาจากทีมกลางๆ ในโปแลนด์อย่าง คราโคเวีย คราคูฟ ก็ทำให้คนงงกันว่าไปเอาใครมา เงิน 4 ล้านยูโร กับเศรษฐกิจในกัลโช่ และทีมอย่างเจนัว ถือว่าไม่น้อยเลย แต่การกล้าเสี่ยงแสดงว่าต้องมั่นใจพอสมควร ผลงาน 1 ปีครึ่งของ ปิออนเต็ก กับ คราโคเวีย ถือว่าน่าประทับใจมาก โดยเฉพาะปีสุดท้ายที่เขายิง 21 ประตูจาก 36 นัด สถิติแบบนี้เองทำให้ เจนัว สนใจ มิคาล โปรเบียร์ซ กุนซือของปิออนเต็ก บอกว่ายังประหลาดใจทำไมไม่มีทีมใหญ่ให้ความสนใจเด็กคนนี้เลย จนกระทั่งเจนัว มาคว้าตัวไป เมื่อยิงประตูได้ ปิออนเต็ก ดีใจด้วยการสไลด์เข่าและไขว้มือทำเป็นรูปปืนรัวกระสุน เป็นที่มาของฉายา "อิล ปิสโตเลโร่" หรือ The Gunslinger สิงห์ปืนไว ผลงานช่วงเริ่มต้นของเขากับ เจนัว เหมือนฝัน เพราะทำประตูได้ 7 นัดแรกในลีก รวมแล้ว 9 ประตู ตอนนั้นเองที่ทั่วยุโรปต่างจับตาเขา หลังจากนั้นก็มาหยุดความร้อนแรงในเกมเสมอ ยูเวนตุส และฝืดติดกัน 5 นัด ก่อนจะกลับมาทำประตูได้อีกครั้ง 4 จาก 5 นัด ตลาดนักเตะหน้าหนาว 2019 เปิดขึ้น เขาเล่นให้เจนัว อีก 2 นัด ก็ย้ายทีมไปเล่นให้กับ เอซี มิลาน ทันที มิลาน ยอมวอดวาย 35 ล้านยูโร เพื่อเซ็นเขามาร่วมทีม เจนัว แม้จะเสียดายเพียงใด ก็ต้องยอมปล่อย เนื่องจากกำไร 31 ล้านยูโร ภายในระยะเวลาแค่ครึ่งฤดูกาลเท่านั้น! ชีวิตในมิลานของเขา เริ่มต้นได้ดีทีเดียว เพียงเกมแรกที่ได้ลงตัวจริงในกัลโช่ ก็ทำประตูได้ทันที และยิงติดต่อกัน 4 นัด รวม 5 ประตู แม้จะมาฝืดบ้างในช่วงท้ายฤดูกาล แต่ผลงานก็ไม่เลว รวมแล้ว 9 ประตูจาก 18 นัด ความผิดหวังก่อตัวขึ้นในฤดูกาลถัดมา 2019/20 เป็นช่วงที่ มิลาน ผลงานไม่ดี 18 นัดแรก แพ้ถึง 8 นัดเข้าไปแล้ว เขาเป็นเพียงแค่ตัวสำรองเมื่อกลับมาจากการเบรกช่วงคริสต์มาส ต่อปีใหม่ 2020 ก็พอดี มิลาน เซ็นเอา ซลาตัน อิบราฮิโมวิช มาร่วมทีม ไม่กี่วันต่อมา มิลาน ก็ตัดสินใจขาย ปิออนเต็ก แบบขาดทุน 25 ล้านยูโรไปให้กับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในบุนเดสลีกาเยอรมัน ช่วงเวลานั้นเองที่มีข่าวทีมจากอังกฤษหลายทีมให้ความสนใจโดยเฉพาะ เวสต์แฮม และ สเปอร์ส 2 ทีมจากลอนดอน สเปอร์ส นั้นผิดหวังมากเมื่อ ปิออนเต็ก ตัดสินใจย้ายไปเยอรมัน ในกรุงเบอร์ลิน จนมีข่าวว่าเป็นเพราะ เพาลิน่า โปรชีค ภรรยาซึ่งเป็นทนายความของ ปิออนเต็ก เป็นคนบีบให้สามีเลือกแฮร์ธ่า แทนที่จะเป็นสเปอร์ส เนื่องจากอยู่ใกล้กับโปแลนด์บ้านเกิดมากกว่า เมื่อข่าวนี้ออกมาทำให้ เพาลิน่า ต้องโพสต์ชี้แจงว่าเธอไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเลือกสโมสรให้สามีเลยแม้แต่น้อย ด้าน คริสตอฟหนุ่ม ก็บอกว่า เขาเองจะเอาความเห็นของภรรยามาพิจารณาเสมอ แต่สุดท้าย คนตัดสินใจใดๆ ในเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ คือตัวเขา ที่เยอรมัน ผลงานของเขาไม่ดีเอาเสียเลย ยิงได้ 4 ประตูจาก 15 นัดในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนั้น และเมื่อปี 2020/21 เริ่มต้นขึ้น ก็ดูเหมือนว่าผู้คนจะพากันลืมเลือนชื่อของ คริสตอฟ ปิออนเต็ก ไปเสียแล้ว ทั้งที่เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น เขายังสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลอยู่ในเซเรีย อา อยู่เลย ปิออนเต็ก ลงเล่นให้แฮร์ธ่าไป 31 นัดในบุนเดสลีกา ยิงได้แค่ 7 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ โชคร้ายมาถึงในนัดที่ 31 เพราะเขาได้รับบาดเจ็บ ข้อเท้าหัก หมายความว่าเขาจะหมดสิทธิ์ติดทีมชาติโปแลนด์ ไปลุยศึก ยูโร 2020 (กลางปี 2021) ที่ผ่านมา ในวันหนึ่งเขาเคยถูกยกย่องว่านี่แหละคือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คนใหม่แห่งโปแลนด์ แต่เมื่อทัวร์นาเมนต์เมเจอร์แรกที่เขามีโอกาสได้ลงไปร่วมทำการแข่งขัน ก็เจออาการเจ็บหนักเล่นงานเข้าให้ ปิออนเต็ก ใช้เวลารักษาอาการเจ็บอยู่เกือบ 4 เดือน เขากลับมาลงเล่นให้ แฮร์ธ่า ได้อีกครั้งในนัดที่ 6 ของฤดูกาลนี้ ในฐานะตัวสำรองแค่ 7 นาทีท้าย ของเกมที่แพ้ ไลป์ซิก 0-6 เกมต่อมา ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างบ้างเพราะได้ลงเล่นใน 45 นาทีหลังนัดเจอไฟรบวร์ก และเขาทำประตูได้ทันที ทว่ามันก็ไม่เพียงพอเพราะทีมแพ้ 1-2 เขาเริ่มกลับมาฟิต ได้ลงเล่นต่อเนื่อง เว้นไปอีกนัด เขาทำแอสซิสต์ให้ทีมชนะกลัดบัค 1-0 แต่หลังจากนั้นปิออนเต็ก ก็เข้าๆ ออกๆ ทีมมาตลอด บางเกมก็เป็นแค่ตัวสำรองไม่ได้ใช้ เขายังไม่เคยได้เล่นเต็ม 90 นาทีเลยในฤดูกาลนี้ให้กับ แฮร์ธ่า กระทั่งขึ้นปีใหม่ปีนี้ เขาจะย้ายกลับมายังอิตาลี เพื่อเล่นให้ฟิออเรนติน่า ในวัย 26 ปี ปิออนเต็ก ต้องการฟื้นฟูเส้นทางอาชีพของเขาอีกครั้ง และมันไม่มีที่ไหนดีไปกว่ากัลโช่ เซเรีย อา และฟุตบอลอิตาลี ที่เขาคุ้นเคยอีกแล้ว ฟิออเรนติน่า ยืมตัวมาใช้งานพร้อมออปชั่นซื้อขาด 15 ล้านยูโร "มีความสุขมากที่ได้กลับมาอิตาลี ที่ซึ่งผมรู้สึกดีเสมอ! ขอบคุณวิโอล่า ในความเชื่อมั่น ตอนนี้ผมอยากพิสูจน์คุณค่าของผม ผมหวังว่าจะได้ฉลองประตูหลายครั้งที่นี่!" เกมแรกของเขาในสีเสื้อวิโอล่า คือเกม โคปปา อิตาเลีย ที่เจอกับนาโปลี เขาถูกเปลี่ยนตัวลงแทนที่ ดูซาน วลาโฮวิช - ช่างเป็นการเปลี่ยนตัวที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์เสียนี่กระไร เกมมันลากยาวไป 120 นาที และ ปิออนเต็ก ก็ทำประตูแรกของตัวเองกับต้นสังกัดได้ทันที ช่วยทีมเอาชนะ 5-2 จากนั้นอีก 4 วันเขามีชื่อสำรอง แต่ไม่ได้ลงเล่น ในเกมที่ วิโอล่า เปิดบ้านถล่มเจนัว ทีมเก่าของเขาไป 6-0 ปิออนเต็ก ยังคงความเป็นเจ้าพ่อโคปปา อิตาเลีย เหมือนเดิม เพราะทำคนเดียว 2 ประตูในรอบต่อมา ซึ่ง ฟิออเรนติน่า บุกชนะ อตาลันต้า 3-2 ลูกหนึ่งมาจากจุดโทษ อีกลูกยิงจุดโทษติดเซฟ แต่ตามซ้ำเข้าไปจนได้ เขาเป็นตัวจริงในลีกนัดแรกให้กับ ฟิออเรนติน่า นัดเสมอกายารี่ 1-1 แต่ยังทำประตูไม่ได้ และไม่ได้เล่นจนจบเกม นัดต่อมาเขาเป็นสำรองช่วงท้ายในเกมแพ้ลาซิโอ 0-3 กระทั่งในเกมกับสเปเซีย ปิออนเต็ก ได้ออกสตาร์ท ทีมได้จุดโทษ ปิออนเต็ก หลอกมุมยิงได้สวยแต่บอลแม่นเสาเกินไป ความมั่นใจของเขาไม่ได้ลดลง จากนั้นไม่นาน เขาก็ทำประตูได้สำเร็จ เป็นการจับบอลแล้วยิงอย่างใจเย็นที่เสาสองเข้าไป ช่วยทีมชนะ 2-1 นั่นทำให้ ปิออนเต็ก ยิงไปแล้ว 4 ประตูจาก 5 นัดแรกของตัวเองในสีเสื้อฟิออเรนติน่า ดูเหมือนว่าความมั่นใจ และความเชื่อมั่นในการจบสกอร์ของ ปิออนเต็ก จะกลับมาอีกครั้ง และเมื่อได้เล่นกับทีมที่ดี เพื่อนร่วมทีมพร้อมสนับสนุน แฟนบอลคงจะได้เห็นสิงห์ปืนไวคนนี้ รัวกระสุนต่อเนื่อง เพื่อย้ำเตือนว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน เขาคือหนึ่งในกองหน้าที่ได้รับการจับตามองที่สุดของยุโรป! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ไอ้เด็กเวย์น ยูโร2004 "

ใน Amazon Prime ล่าสุดมีสารคดีของ เวย์น รูนี่ย์ ออกฉายตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีหลากหลายเรื่องราวตลอดอาชีพการเป็นนักเตะของ รูนี่ย์ ที่แฟนบอลยังจดจำได้เป็นอย่างดี เขาโด่งดังขึ้นมาตั้งแต่อายุ 16 ปีเศษ ในฤดูกาล 2002/03 แจ้งเกิดด้วยลูกยิงไกลปิดวิญญานช่วยเอฟเวอร์ตันเอาชนะอาร์เซน่อล จากนั้นชื่อของ "เวย์น รูนีย์" ในอังกฤษ กลายเป็นเด็กเทพคนใหม่ ถูกยกไปเทียบกับ ไมเคิ่ล โอเว่น ตอนดาวรุ่งหรือ โกลเด้นบอย คนใหม่ของอังกฤษ ถัดมา ก็เริ่มติดทีมชาติชุดใหญ่ โดย รูนี่ย์ ไม่เคยเล่นให้ทีมชุด ยู-21 ของอังกฤษเลยแม้แต่นัดเดียว เรียกว่าก้าวกระโดดด้วยผลงานกับสโมสร ทุกคนรู้กันว่าก้าวย่างสำคัญของ รูนี่ย์ คือการย้ายจากเอฟเวอร์ตัน มาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในซัมเมอร์ปี 2004 หลังจากจบยูโร 2004 ได้ไม่นาน เฟอร์กี้ ซื้อรูนี่ย์ มาทั้งที่ยังไม่ฟิตสมบูรณ์ด้วยซ้ำ เขาเจ็บมาจากยูโร ซึ่งหลายคนมองว่า หากเขาไม่เจ็บ อังกฤษสามารถไปได้ไกลในทัวร์นาเมนต์นั้น ถามว่าทำไม การไม่มีดาวรุ่งอายุ 18 ปีคนเดียวส่งผลต่ออังกฤษขนาดนั้นเลยหรือ? คำตอบคือ "ใช่" ไม่มีใครคาดคิดว่า รูนี่ย์ จะเปรี้ยงปร้างขนาดนั้น แต่ที่แฟนบอลทั้งโลกได้เห็นไอ้เด็กห้าวคนนี้ ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต ด้วยวัยแค่นั้น มันพาลทำให้นึกถึง เปเล่ ในฟุตบอลโลก 1958, นึกถึง ไมเคิ่ล โอเว่น ในฟุตบอลโลก 1998 สิ่งที่ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ให้สัมภาษณ์หลังอังกฤษเตะรอบแบ่งกลุ่มจบทั้ง 3 นัดก็คือ "ผมจำไม่ได้ว่ามีนักเตะคนไหนสร้างอิมแพ็กท์ได้ขนาดนี้นับแต่เปเล่ ในฟุตบอลโลก 1958 รูนี่ย์ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่ใช่แค่ยิงประตู แต่เขาเล่นฟุตบอลดีด้วย เขาเป็นนักฟุตบอลที่ครบเครื่อง" ถ้าใครยังจำ รูนี่ย์ เล่นในยูโร 2004 ได้ คำพูดของ สเวน ไม่เกินเลยแต่อย่างใด อังกฤษอยู่ร่วมกลุ่มกับ โครเอเชีย, ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะมีนักเตะดังเต็มทีม แต่อังกฤษยังโดนหมางเมินในทัวร์นาเมนต์สำคัญเช่นเดิม เพราะ ไม่มีใครคิดว่าอังกฤษคือ Real contender สำหรับการคว้าแชมป์ ไม่เหมือนพวก ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ฮอลแลนด์, อิตาลี หรือแม้แต่สาธารณรัฐเช็ก ที่แข็งโป๊กในตอนนั้น เกมแรกของอังกฤษก็เจอของแข็งเลย นั่นก็คือฝรั่งเศส แชมป์เก่าจากยูโร 2000 ที่นำโดย ซีเนดีน ซีดาน, ปาทริค วิเอรี่, เธียร์รี่ อองรี, ดาวิด เทรเซเก้ต์, โรแบร์ ปิแรส อังกฤษให้ เวย์น รูนี่ย์ เป็นตัวจริงทันที คู่กับ ไมเคิ่ล โอเว่น ก่อนเกม เมื่อ ลิลิย็อง ตูราม ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งถือว่าเป็นกองหลังระดับท็อปของโลก แม้เวลานั้นจะอายุ 32 ปีแล้วก็ตาม เขาถูกสัมภาษณ์เกี่ยวกับ รูนี่ย์ ซึ่งถือว่าถูก Hype มากๆ อยู่ในอังกฤษ "ผมสงสัยว่า รูนี่ย์ จะช่วยอังกฤษได้มากแค่ไหน เขายังอายุน้อยมาก น้อยเกินไปสำหรับการแข่งขันที่หนักอย่างนี้ เขาขาดประสบการณ์ในระดับทีมชาติ ดังนั้นสำหรับอังกฤษในการจะพึ่งพาเขาให้ยิงประตู มันอันตรายเกินไป" "รูนี่ย์ ไม่ใช่ไมเคิ่ล โอเว่น ซึ่งเป็นนักเตะที่ทำได้ดีกว่ามากในการประเดิมทีมชาติอังกฤษ ดาวรุ่งเอฟเวอร์ตันรายนี้เก่งนะ แต่เขาไม่ใช่เปเล่" นี่คือการให้สัมภาษณ์ของ ตูราม ที่เหมือนเป็นการดูถูก รูนี่ย์ อยู่ในที เกมนั้นออกสตาร์ทมา ทุกคนได้เห็นเด็ก 18 ที่ห้าวเกินตัว เจอกับเหล่าแชมเปี้ยนอย่างฝรั่งเศสโดยไม่กลัว ตูราม เจอเข้าไปตั้งแต่หัววัน รูนี่ย์ วิ่งเข้าชาร์จใส่จนลงไปนอนหงาย เป็นการเปิดใส่รุ่นใหญ่ก่อนเลย "การให้สัมภาษณ์นั่นมันติดอยู่ในหัวผม" รูนี่ย์ ยอมรับในภายหลังว่าการสัมภาษณ์ของ ตูราม ทำให้เขายิ่งกระหายเต็มที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด พาอังกฤษออกนำก่อน 1-0 ในครึ่งแรก มันเป็นเกมที่อังกฤษเล่นได้ดีมากๆ เมื่อเทียบว่าเจอคู่แข่งอย่างฝรั่งเศส รูนี่ย์ พล่านไปทั่วด้วยพลัง ความเร็ว และทักษะ เขาแตะหลอก โรแบร์ ปิแรส นิ่มๆ วิ่งไปพักบอลแล้วทำท่ามาราโดน่าเทิร์น หนี ซีดาน จนซีดาน ต้องพยายามเสียบสกัดแต่ก็เอาไม่อยู่ และช็อตสำคัญมาถึงในนาทีที่ 72 เมื่ออังกฤษเตะหวดยาวจากแดนตัวเองขึ้นมา รูนี่ย์ ฉีกไปด้านซ้าย กระดกข้ามหัว ตูราม แล้วเบียดชนะก่อนสปีดหนีไปดื้อๆ เข้าเขตโทษไปโดน ซิลแวสต์ร เสียบล้มในเขตโทษ อังกฤษได้จุดโทษ พวกเขามีโอกาสเอาชนะฝรั่งเศส แต่ทว่ากัปตันทีมอย่าง เดวิด เบ็คแฮม ยิงไม่เข้า ผลสุดท้าย อังกฤษก็โดนค่อนขอดว่าเจอทีมใหญ่แล้วก็ไปไม่เป็นเหมือนเดิม พวกเขามาโดน ซีดาน ตีเสมอในนาทีที่ 90+1 เท่านั้นไม่พอ แทนที่จะได้สักแต้ม แต่นาที 90+3 มาเสียจุดโทษ และเป็น ซีดาน ที่สังหารไม่พลาด ช่วยฝรั่งเศสแซงชนะ 2-1 เกมต่อมา อังกฤษเจอสวิตเซอร์แลนด์ มันคือเกมแจ้งเกิดของ รูนี่ย์ อย่างแท้จริง เขาประเดิมประตูแรกด้วยการเทกตัวโหม่งลูกเปิดของ ไมเคิ่ล โอเว่น เข้าไปในนาทีที่ 23 จากนั้นนาทีที่ 75 สปีดขึ้นมาเอาบอลทางด้านซ้ายหน้าเขตโทษแล้วแต่งหาช่องหลอกยิงยัดเสาแรกทันที บอลพุ่งชนเสา เยิร์ก ชตีล นายด่านสวิส พุ่งปัดแต่จังหวะนรกเพราะบอลเด้งเสามาโดนหัวเขาเข้าประตูไป รูนี่ย์ ทำคนเดียว 2 ประตูในเกมที่ทำให้ทั้งโลกรู้จักเขามากขึ้น ก่อนที่เจอร์ราร์ด จะมาฝังเป็น 3-0 เยิร์ก ชตีล นายทวารของ สวิตเซอร์แลนด์ กล่าวถึง เวย์น รูนี่ย์ ที่เขาได้สัมผัสตัวเป็นๆ ในเกมวันนั้นเอาไว้แบบนี้ "เวย์น รูนี่ย์ ยังไม่ดังขึ้นมาจริงๆ จังๆ ตอนนั้น เราคุยกันถึง เดวิด เบ็คแฮม และคนอื่นๆ นั่นคือพวกนักเตะที่คุณรู้จักดี" "ตอนที่เราเล่นเจออังกฤษ รูนี่ย์ยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลย แต่หลังจากเกมกับเรา รูนี่ย์เป็นที่รู้จักทั่วทั้งโลก" "เขาเป็นนักเตะที่เล่นดุดันจริงๆ ผมจำได้มีช็อตนึงที่บอลวางยาวมา ผมออกมาหาบอลแล้วเขาทิ้งเท้าขวาใส่ผมเลย ผมแบบ 'ไอเชี่ยนี่!'" "แต่เขาเป็นแบบนั้นเองแหละ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นเขา เขามีเทคนิคดี เขาเร็ว และผมจำได้ว่าประตูที่ 2 เขาทะยานเติมขึ้นมาแล้วยิงบอลเด้งหัวผมเข้าด้วย" "ผมไม่ใช่คนแบบที่จะคิดมากนักเกี่ยวกับทีมอื่นๆ หรือว่านักเตะคนไหนที่พวกเขามี เบ็คแฮม, เจอร์ราร์ด, ซีดาน, ต็อตติ มันไม่สำคัญ นักเตะคนเดียวไม่เคยเป็นประเด็นสำหรับผม แต่หลังเกมนี้ ผมรู้ดีเลยว่า เวย์น รูนี่ย์ คือใคร" เกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มคือบทพิสูจน์ เพราะต้องเจอกับโครเอเชีย ของแข็ง ซึ่งเสมอฝรั่งเศสมาได้ 2-2 ในนัดก่อน โครเอเชีย นำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จากนิโก้ โควัช แต่นาทีที่ 40 รูนี่ย์ ก็โชว์เซนส์บอล เมื่อตามเข้าเขตโทษไปโหม่งบอลไปตรงเสาสองให้ พอล สโคลส์ โฉบมาจากด้านหลังทิ้งตัวขวิดบอลตีเสมอเป็น 1-1 เท่านั้นไม่พอ ทดเจ็บครึ่งแรกอังกฤษก็แซงนำ 2-1 สโคลส์ จิ้มบอลมาถึง รูนี่ย์ ไอ้เด็กนรกแต่งบอลแล้วกระหน่ำเต็มข้อจาก 25 หลา บอลพุ่งเสียบตาข่ายหมดจด นาทีที่ 68 รูนี่ย์ ทำชิ่งกับ โอเว่น แล้วหลุดเดี่ยวจากเกือบกลางสนาม ลากบอลเข้าไปยิงผ่านมือนายด่านโครแอตแบบเลือดเย็น ให้อังกฤษหนี 3-1 เด็กคนนี้ทำไปแล้ว 4 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ใน 3 เกมแรกบนเวทีใหญ่ครั้งแรกของตัวเอง ขณะที่อายุ 18 ปีเท่านั้น อังกฤษทุบโครแอตเกมนี้ไป 4-2 พวกเขาผ่านเข้าไปเจอกับเจ้าภาพโปรตุเกส ที่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยืนทางปีกซ้าย ซึ่งอีกเดือนต่อมา ทั้งคู่จะได้ร่วมทีมเดียวกันที่แมนเชสเตอร์ อังกฤษที่กำลังคึกสุดขีด มิดฟิลด์อย่าง เจอร์ราร์ด, แลมพาร์ด, สโคลส์ พร้อมทำประตูได้ทุกคน มี เบ็คแฮม เป็นตัววางบอล ฟรีคิก ด้านหน้าอาศัยความเจนจัดของ โอเว่น และที่เหนือสิ่งอื่นใด ความสดใหม่ที่ทำให้ทุกคนคึกคึกคือ เวย์น รูนี่ย์ น่าเสียดาย เกมผ่านไปแค่ 27 นาที รูนี่ย์ ก็โดน จอร์ช อันดราเด้ ปราการหลังเจ้าภาพย่ำเข้าให้ จนผลปรากฎในภายหลังว่ากระดูกเท้าแตก รูนี่ย์ ต้องเปลี่ยนตัวออกทันที และอังกฤษก็ดูเหมือนจะขาดสีสันลงไปถนัดตา พวกเขายื้อกับโปรตุเกสไปจนถึงจุดโทษ หลังเสมอ 2-2 ใน 120 นาที และอีกครั้งที่จุดโทษทำพิษกับพวกเขา อังกฤษแพ้ 5-6 ตกรอบอย่างน่าเจ็บใจ อังกฤษตกรอบก็จริง แต่อนาคตสดใส เพราะนักเตะพลังหนุ่มกำลังคึกคักเต็มที่ และพวกเขามีเพชรน้ำเอกที่เรียกได้ว่าเป็นของจริงอย่าง เวย์น รูนี่ย์ พวกเขาฝันถึง ฟุตบอลโลก 2006 และยูโรในครั้งต่อๆ ไป เวย์น รูนี่ย์ คือฝันร้ายของคู่แข่งแน่นอน น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ผลงานทีมชาติของ รูนี่ย์ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ไม่เคยเปรี้ยงปร้างได้อย่าง ยูโร 2004 อีกเลย ส่วนใหญ่ มาจากจังหวะที่ผิดพลาดเสมอ ก่อนฟุตบอลโลก 2006 เพียง 2 เดือน รูนี่ย์ บาดเจ็บเท้าอีกครั้งในการรับใช้ต้นสังกัดแมนฯ ยูไนเต็ด อังกฤษเร่งฟื้นฟูร่างกายเขาเต็มที่ สุดท้าย รูนี่ย์ ก็ติดทีมไป แต่ไม่อยู่ในสภาพเต็ม 100 เขายิงไม่ได้เลย และมาเป็นแพะ เพราะโดนไล่ออก ในเกมกับโปรตุเกสอีกต่างหาก เกมที่ทำให้อังกฤษตกรอบด้วยการดวลจุดโทษเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ 2 ติดต่อกัน ยูโร 2008 รูนี่ย์ พีคสุดในอาชีพทั้งประสบการณ์และร่างกาย ในวัย 23 ปี แต่อย่างที่ทุกคนทราบ สตีฟ แม็คลาเรน ดันทำทีมตกรอบคัดเลือก แพ้คาเวมบลีย์ต่อโครเอเชีย 2-3 ในนัดสุดท้ายซึ่งชี้ชะตาการผ่านเข้ารอบ ซึ่งในเกมกับโครแอต รูนี่ย์ ได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้มีส่วนช่วยทีมด้วย หากมีเขา อังกฤษอาจจะไม่แพ้ และทำให้รูนี่ย์ อดไปโชว์ตัวในรอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2010 รูนี่ย์ โดนเพ่งเล็งว่าผลงานไม่ดี จริงๆ ในยุคของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ อังกฤษก็เล่นไม่น่าประทับใจอยู่แล้ว แถมเป็นช่วงที่กองหน้าขาดแคลน คาเปลโล่ ต้องใช้งาน เอมิล เฮสกีย์ เป็นกองหน้าตัวเป้าคู่กับ รูนี่ย์ อังกฤษตกรอบโดย รูนี่ย์ ทำประตูไม่ได้เลย ยูโร 2012 รูนี่ย์ ไปโดนไล่ออกในเกมรอบคัดเลือกนัดสุดท้ายกับมอนเตเนโกร แบบที่หลายคนมองว่าไม่น่าแดง นั่นทำให้เขาโดนแบน 2 นัดแรกของ ยูโรรอบสุดท้าย เขากลับมาลงเจอ ยูเครน ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม และทำประตูชัยให้ทีมชนะ 1-0 ได้ทันที เป็นการสิ้นสุดการรอคอย ทำประตูในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของเขาตั้งแต่ยูโร 2004 เกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย อังกฤษพ่ายให้กับอิตาลี ในการดวลจุดโทษ ในเกมที่ 120 นาทีอังกฤษเป็นรองชัดเจน รูนี่ย์ ยิงจุดโทษของตัวเองเข้า สื่ออังกฤษโจมตีเขาอีก คาเปลโล่ ก็ซ้ำด้วยการบอกว่า รูนี่ย์ เล่นดีแต่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ฟุตบอลโลก 2014 ในยุคของ รอย ฮ็อดจ์สัน แท็คติกเปลี่ยนไป เขาไม่ใช่กองหน้าตัวหลักของทีมอีกแล้ว ในวัย 28-29 รูนี่ย์ โดนถ่างไปเล่นริมเส้นบ้าง เล่นหน้าต่ำบ้าง และในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มก็โดนดร็อปเป็นเพียงตัวสำรอง แน่นอน รอย ฮ็อดจ์สัน ทำอังกฤษได้ห่วยแตก แพ้อิตาลี แพ้อุรุกวัย และเสมอคอสตาริก้า 0-0 ตกรอบแรกแบบสบายๆ หลังจากนั้น รูนี่ย์ กลายเป็นกัปตันทีมชาติต่อจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด โดยที่ รอย ฮ็อดจ์สัน ยังคงอยู่ เขานำทีมลุยยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส เขาทำได้ 1 ประตู ในเกมที่ควรจะชนะสบายๆ แต่สุดท้ายพลิกแพ้ไอซ์แลนด์ 1-2 อย่างที่เรารู้กัน ต่อมา รูนี่ย์ ประกาศอำลาทีมชาติในเดือนสิงหาคม 2017 ปิดโอกาสในการไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ทิ้งผลงาน 120 นัด 53 ประตู เป็นดาวยิงตลอดกาลของทัพสิงโตคำราม นับจาก ยูโร 2004 แล้วแทบทุกทัวร์นาเมนต์ต่อมา รูนี่ย์ แทบไม่เคยอยู่ในจุดที่เขาพร้อมเต็มที่ที่จะแสดงศักยภาพเลย นั่นทำให้ เวย์น รูนี่ย์ กับ ยูโร 2004 เป็นสุดยอดภาพจำของแฟนบอลสิงโตคำรามอย่างแท้จริง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อลิเวอร์พูลไม่ยอมซื้อคันโตน่า "

ความผิดพลาดของลิเวอร์พูล ในเชิงการบริหารและการตัดสินใจเรื่องฟุตบอลในช่วงรอยต่อระหว่าง 80s-90s ทำให้พวกเขาร้างแชมป์ลีกมานาน 30 ปี ระหว่างช่วงเวลาเหล่านี้ แน่ล่ะว่าพวกเขาได้แชมป์บอลถ้วยเป็นระยะๆ แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงแฟนบอลเอาไว้คือความหวังที่จะกลับมาผงาดเป็นแชมป์อังกฤษให้ได้อีกครั้ง กว่าที่หงส์แดงจะได้สยายปีกเต็มภาคภูมิอย่างในช่วง 2-3 ปีหลัง พวกเขาก็ผ่านช่วงเวลากระเสือกกระสน หาความชัดเจนไม่เจอมาก่อน หลังความยิ่งใหญ่ของ บ็อบ เพสลี่ย์ ส่งต่อมาที่ โจ เฟแกน และมาถึงมือของ เคนนี่ ดัลกลิช เมื่อ ดัลกลิช อำลาตำแหน่ง รอนนี่ มอแรน คุมทีมชั่วคราว แล้วส่งไม้ต่อให้กับ แกรม ซูเนสส์ ในเดือนเมษายนปี 1991 หลายคนเชื่อว่าช่วงเวลานั้นเองคือช่วงขาลงของ "เดอะ เร้ด แมชชีน" ที่เคยเกรียงไกรในยุค 80s แล้ว หนวดหิน ซูเนสส์ ก็เคยเป็นหัวใจหลักในแดนกลางของลิเวอร์พูล เขาเป็นมิดฟิลด์ขาลุย เล่นหนัก พร้อมบวก แต่ก็มีทักษะฟุตบอลที่ดี เบสิคฟุตบอลแน่น และมีความเป็นผู้นำ ซูเนสส์ ย้ายออกจากลิเวอร์พูลไปเล่นในอิตาลีกับซามพ์โดเรีย และปลายอาชีพก็กลับสก็อตแลนด์บ้านเกิดมาเล่นกับ เรนเจอร์ส ที่ ไอบร็อกซ์ พาร์ค เขาเป็นทั้งนักเตะ/ผู้จัดการทีม ของ เรนเจอร์ส และเขาสามารถนำเรนเจอร์ส กวาดแชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ลีก ได้ถึง 3 สมัย และสก็อตติช ลีก คัพ อีก 4 สมัย ในฐานะคนที่เคยเป็นเด็กหงส์มาก่อน รู้จักสโมสรดี และมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันจับต้องได้ ซูเนสส์ กลายมาเป็นนายใหญ่แห่งแอนฟิลด์แทนที่ "คิง เคนนี่" ตอนนั้น ซูเนสส์ ยังหนุ่มแน่น อายุเพียง 38 ปีเท่านั้น แต่เขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่างทีเดียว เขามองว่าห้องแต่งตัวไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว นักเตะบางคนสร้างปัญหา เขาก็ต้องหาทางทำให้เกิดเสถียรภาพในทีมก่อน ฤดูกาลแรกแบบเต็มตัวที่ ซูเนสส์ คุมทีมคือปี 1991/92 ในฟุตบอลยุโรปปีนั้น ลิเวอร์พูล ได้เล่นในยูฟ่า คัพ และพวกเขาต้องเจอกับ โอแซร์ ทีมจากฝรั่งเศสในรอบ 2 ซึ่งเตะกันช่วงปลายเดือนตุลาคม 1991 และต้นเดือนพฤศจิกายน 1991 "ตอนผมเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลและเราเจอโอแซร์ ในคัพ วินเนอร์ส คัพ (Fact : จริงๆคือ ยูฟ่า คัพ) เราออกไปแพ้ 0-2 เรากลับมาที่บ้านเอาชนะพวกเขา 3-0" ซูเนสส์ เริ่มเล่าถึงความหลัง "หลังจบเกม เทอร์รี่ ลิตเติ้ลวูด ซึ่งเคยดูแลเลาน์จของนักเตะและเลาน์จของผม ในเรื่องความปลอดภัย เขาก็เดินมาเคาะประตูห้องผมแล้วบอกว่ามีเพื่อนคุณรออยู่ด้านนอกคนนึง เขาเป็นเพื่อนสนิทของคุณน่ะ เขาอยากคุยกับคุณ" "ผมบอก 'ใครกันล่ะ?' เขาตอบว่า 'มิเชล พลาตินี่ น่ะครับ' คือไม่ใช่เพื่อนสนิทของผมแน่ หนเดียวที่ผมได้เผชิญหน้ากับเขาก็แค่ตอนที่ผมดวลกับเขาตอนที่ผมยังเล่นในอิตาลี" "เขาก็เข้ามาในห้องและบอกผมว่า 'ผมมีนักเตะมาเสนอให้คุณคนนึง เขาเป็นปัญหาในฝรั่งเศสเลยหละ แต่เขามีพรสวรรค์จริงๆ และเขาเหมาะกับสโมสรของคุณที่สุด'" "ผมบอกว่า 'คืองี้นะมิเชล ผมกำลังพยายามดับไฟอยู่ในตอนนี้ ผมพยายามเขี่ยพวกที่หัวดื้อออกไปอยู่ ผมต่อกรกับห้องแต่งตัวอยู่ สิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการคือนักเตะที่อาจทำความยุ่งเหยิงนี่แหละ' " นักเตะที่ มิเชล พลาตินี่ เสนอให้ลิเวอร์พูลซื้อตัวมาเล่นก็คือ เอริค คันโตน่า พลาตินี่ ในเวลานั้นเขาเป็นกุนซือทีมชาติฝรั่งเศส และเขาชื่นชอบในฝีเท้าของ ก็องโต้ อย่างมาก เพียงแต่มันเป็นช่วงที่ไม่ดีเอาเสียเลยเพราะ คันโตน่า มีเรื่อง มีปัญหา ย้ายไปไหนในฝรั่งเศสก็มีแต่ทำให้เกิดความยุ่งเหยิง นโปเลียนลูกหนังรู้ดีว่า คันโตน่า คงเล่นในฝรั่งเศสไม่ได้แน่ การย้ายมาอังกฤษอาจเป็นทางออกที่ดีสำหรับตัวนักเตะ ที่จะได้มีเกมเล่นต่อเนื่อง เพียงแต่ ซูเนสส์ ก็ปฏิเสธโอกาสที่จะเซ็นกับ เอริค คันโตน่า ไป เมื่อมองแล้วว่าบุคลิกอย่างนี้ อาจนำมาซึ่งปัญหาในห้องแต่งตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่เขายังปวดหัวแก้ไม่ตกอยู่เลย จากการพูดคุยครั้งนั้นมาอีก 2 เดือน ในเดือนมกราคม 1992 เอริค คันโตน่า ก็เซ็นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ซึ่งเขาช่วยทีมยูงทองคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ตัดกลับมาที่ลิเวอร์พูล อีก 1 เดือนให้หลัง คือกุมภาพันธ์ 1992 แกรม ซูเนสส์ ก็ซื้อนักเตะมาเสริมทีมจนได้ ไม่ใช่ดาวดังจากทีมในภาคพื้นทวีปยุโรป แต่เป็นนักเตะจากดันเฟิร์มลิน สโมสรในสก็อตติช ลีก นามว่า อิสต์วาน คอซม่า ด้วยค่าตัว 300,000 ปอนด์ ซูเนสส์ เคยเห็นฝีเท้าของกองกลางทีมชาติฮังการี่ รายนี้เป็นอย่างดีจากตอนที่เขาคุม กลาสโกว์ เรนเจอร์ส และเชื่อว่า คอซม่า จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมได้ อิสต์วาน คอซม่า เป็นมิดฟิลด์ที่แฟนบอลดันเฟิร์มลินชื่นชอบมาก ในทีมชุดนั้นเขาได้เล่นร่วมกับ เดวิด มอยส์ ด้วย เพียงแต่เมื่อมาเล่นในอังกฤษ มันไม่ได้สวยหรูอย่างในสก็อตแลนด์ เขาประเดิมในฐานะตัวสำรองในเกมเอฟเอ คัพ ที่เสมอกับอิปสวิช 0-0 จากนั้นก็ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้ทีมในเกมลีกที่เจอกับนอริช ซิตี้ คอซม่า โดนเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 74 และลิเวอร์พูลแพ้ 0-3 กองกลางฮังการี่ รายนี้ได้เป็นตัวจริงให้ลิเวอร์พูลแค่ 3 เกม และทั้ง 3 เกมลิเวอร์พูลยิงประตูไม่ได้เลย หนเดียวที่เขาทำผลงานได้ดีคือใน ลีก คัพ รอบ 2 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 1992 ลิเวอร์พูล เล่นในบ้านเจอกับเชสเตอร์ฟิลด์ ทีมระดับดิวิชั่น 4 และเป็นฝ่ายตามหลังถึง 0-3! คอซม่า ลงมาเป็นสำรองและเปิดบอลให้ รอนนี่ โรเซนธาล กับ มาร์ค ไรท์ ทำคนละประตู เกมนั้นจบที่ 4-4 ด้วยความที่แทบไม่ได้ลงเล่น ทำให้ในปีต่อมาเขาไม่สามารถต่อใบอนุญาตการทำงานหรือเวิร์ค เพอร์มิตได้ ในที่สุดก็ถูกปล่อยออกจากทีมในซัมเมอร์ปี 1993 เขาย้ายกลับไปอุจเปสต์ ทีมดังในบ้านเกิดและสร้างชื่อขึ้นมาได้อีกครั้งที่นั่น รวมแล้ว อิสต์วาน คอซม่า อยู่กับลิเวอร์พูลปีครึ่ง ลงเล่นไปแค่ 10 นัดในทุกรายการ ตรงกันข้ามกับ เอริค คันโตน่า หลังจากช่วยลีดส์ คว้าแชมป์ ก็ย้ายไปเป็นตำนานที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด "แน่นอน เอริค ก็มาที่นี่ทดสอบฝีเท้ากับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ และจากนั้นก็เซ็นกับลีดส์ และที่เหลือคือประวัติศาสตร์ เมื่อเขาย้ายไปยูไนเต็ด มันเป็นทีมหนุ่ม มีนักเตะอายุน้อยที่ต้องการใครสักคนแบบเขาเพื่อจะได้ดูเป็นแบบอย่าง ผมคิดว่า เอริค คือหนึ่งในนักเตะแบบที่ว่านี้" ซูเนสส์ เอ่ยถึงเหตุการณ์หลังจากที่เขาไม่ได้เซ็นกับหัวหอกรายนี้ มองในมุมของ ซูเนสส์ ณ เวลานั้น เขาไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ห้องแต่งตัวมันยุ่งยากไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ไม่มีใครกล้าการันตีว่า ก็องโต้ ย้ายมาหงส์แดงแล้วจะประสบความสำเร็จ ลิเวอร์พูลจะยิ่งใหญ่ เพียงแต่เมื่อมองย้อนไป คงมีข้อสงสัยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากพวกเขาตัดสินใจเซ็น เอริค คันโตน่า มาร่วมทีม ประวัติศาสตร์ฟุตบอลน่าจะเปลี่ยนโฉมไปมหาศาลเลยทีเดียว ไม่เพียงแค่ ลิเวอร์พูลทีมเดียว แต่นั่นมันจะกระทบชิ่งไปถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยอย่างแน่นอน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ภาพจำแห่งมิลานดาร์บี้ "

มาดอนน่า เป็นภาษาอิตาเลี่ยน รวมมาจากคำว่า "Ma Donna" ที่แปลว่า "My Lady" ซึ่งเป็นคำเรียกพระแม่มารี มาดอนนิน่า เป็นเหมือน descriptive sufix คือคำเติมท้ายคำศัพท์ เพื่ออธิบายเพิ่มเติม คือแปลว่า Little Madonna ที่ชาวอิตาเลี่ยนเรียก Little Madonna ก็คือรูปหล่อพระแม่มารีสีทองอร่ามที่ถูกประดิษฐานไว้บนยอดของมหาวิหารดูโอโม่ แห่งเมืองมิลานนั่นเอง ดังนั้น ดาร์บี้แม็ทช์แห่งเมืองมิลาน นอกเหนือจากถูกเรียกในภาษาอิตาเลี่ยนว่า แดร์บี้ ดิ มิลาโน่ แล้วก็ยังเป็นที่รู้กันในนาม แดร์บี้ เดลลา มาดอนนิน่า ด้วยเช่นกัน เมื่อพูดถึง มิลาน ดาร์บี้ นี่คืออีกหนึ่งเกมฟุตบอลที่เปี่ยมประวัติศาสตร์ เรื่องราวของทั้งสองสโมสร ความสำเร็จที่ทั้งคู่มีนำมารวมกันคงล้นตู้โชว์ที่ ซาน ชีโร่ มันก็เหมือนอีกหลายเกมดาร์บี้ระดับโลก ที่เมื่อมาถึง ฟอร์มการเล่น อันดับบนตารางคะแนน แทบไม่มีผล อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ใน แดร์บี้ เดลลา มาดอนนิน่า เมื่อ มิลาน vs อินเตอร์ เราจึงมักพบผลการแข่งขันที่คาดเดาไม่ได้อยู่เสมอ อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงเกมนี้ แฟนบอลทั่วโลกคงมีภาพติดตา ที่กลายเป็นภาพจำไปแล้ว นั่นคือภาพที่ มาร์โก มาเตราซซี่ ปราการหลังอินเตอร์ ยืนเอียงตัวเท้าแขนบนไหล่ของ รุย คอสต้า จอมทัพมิลาน ที่กำลังยืนกอดอก ทั้งคู่จ้องมองไปด้านหน้า ซึ่งเป็นฉากพลุไฟกำลังลุกโชนบนพื้นสนาม มันกลายเป็นเกมมิลานดาร์บี้ ที่ถูกจดจำมากที่สุด แม้มันจะไม่ใช่เนื้อเรื่องที่สวยงามนักก็ตาม ฤดูกาล 2004/05 ทั้งสองทีมเมืองมิลาน ผ่านเข้ารอบมาเจอกันเองในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อินเตอร์ มิลาน มีกุนซือหนุ่มไฟแรงในเวลานั้นอย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ เข้ามาคุมทัพเป็นปีแรก ขณะที่ มิลาน อยู่ภายใต้การทำทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่มีประสบการณ์มากกว่าและถือเป็นเจ้าแท็คติกในเกมระบบน็อคเอาท์ เหย้า-เยือน ในลีก ทั้งคู่บดบี้กัน โดยมี ยูเวนตุส ที่เก๋าและแกร่งกว่านำเป็นจ่าฝูง ถ้าเทียบในขณะนั้น ว่ากันตามประสบการณ์และความเขี้ยวในเกมเบียดๆ ในบรรดาทีมกัลโช่ ด้วยกัน ยูเว่ มาที่ 1 , มิลานที่ 2 และอินเตอร์ ไฟแรง มาเป็นอันดับ 3 เกมที่สองทีมมิลานเจอกันใน ชปล. เกมเลกแรก มิลาน ได้สิทธิ์เป็นเจ้าบ้าน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2005 และทีมของ อันเช่ ก็เอาชนะทีมของ มันโช่ ไปได้ 2-0 จากประตูของ ยาป สตัม และ อันเดร เชฟเชนโก้ ปัญหามาเกิดในเลกสอง ซึ่งอินเตอร์ได้สิทธิ์เป็นเจ้าบ้าน วันที่ 12 เมษายน 2005 เกมทำท่าจะเดือดตั้งแต่ต้นเกม มีปะทะ มีการตัดฟาวล์กันหนัก อินเตอร์ ต้องเป็นฝ่ายเปิดเกมบุกเต็มที่ แต่แล้ว เชฟเชนโก้ ก็มาตะบันด้วยซ้ายจากหน้าเขตโทษให้ มิลาน ออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 29 ในครึ่งหลัง มันชินี่ แก้เกม ซินิซ่า มิไฮโลวิช ลงมาแทน คริสเตียโน่ ซาเน็ตติ และ ฮูลิโอ ครูซ ลงแทน คิลี่ กอนซาเลซ เล่นครึ่งหลังกันไปได้ 5 นาที อินเตอร์ เจอโชคร้ายแรกเพราะหัวหอกดาวยิงตัวความหวังอย่าง อาเดรียโน่ เจ็บหลัง ในจังหวะวิ่งไล่แย่งบอลตรงแถวริมเส้น ทำให้ โอบาเฟมี่ มาร์ตินส์ โดนส่งลงมาแทน มันกลับกลายเป็นดีเพราะ มาร์ตินส์ ใช้ความเร็วปั่นป่วนทั้ง เนสต้า และ สตัม จนมีโอกาสสับไกได้หลายหน เกมครึ่งหลังเลยกลับมาสนุกตื่นเต้น เพราะต่างฝ่ายต่างได้ลุ้น อินเตอร์ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ อันเช่ ต้องแก้เกมบ้างด้วยการถอดหน้าอย่าง เครสโป ออกและให้มิดฟิลด์ประสบการณ์ รุย คอสต้า ลงไปแทนในนาทีที่ 69 จนกระทั่งนาทีที่ 71 ชนวนก็ถูกจุด แอนดี้ ฟาน เดอร์ เมย์เด้ ยิงจากหน้ากรอบโทษ ดีด้า ปัดปลายมือออกหลัง อินเตอร์ ได้เตะมุม จากลูกเตะมุมนี้เอง เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ โถมเข้ามาโขกจมตาข่าย แต่ผู้ตัดสินชาวเยอรมัน มาร์คุส แมร์ค เป่าไม่ให้ประตู โดยชี้ว่า ฮูลิโอ ครูซ กองหน้าอินเตอร์ไปทำฟาวล์ใส่ ดีด้า นายทวารมิลาน ทันใดนั้นเอง แฟนอินเตอร์ที่กำลังเดือดระเบิดทันที พวกเขาเริ่มขว้างสิ่งของ ขว้างขวดน้ำลงมาในสนาม และเริ่มมีการปาแฟลร์ หรือพลุไฟลงมาเรื่อยๆ นักเตะพยายามหยิบเอาของที่หยิบได้ โยนไปให้พ้นสนาม เพื่อจะเล่นกันต่อ ทันใดนั้นเองก็มีพลุไฟอันหนึ่งถูกขว้างลงมาโดนที่หัวไหล่ของ ดีด้า นายทวารมิลาน เต็มๆ มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกมต้องยุติลงชั่วคราว ตอนนี้เองที่นักเตะทั้งสองทีมเดินออกมาพัก หรือไม่ก็พูดคุยกัน เป็นที่มาของภาพในตำนาน มาเตราซซี่ และ รุย คอสต้า ดีด้า ถูกจับมาปฐมพยาบาลดูแลตรงอาการพองที่โดนพลุปาใส่ก่อนที่ อันเช่ จะเปลี่ยนเขาออกให้ คริสเตียน อับเบียติ ลงไปเฝ้าเสาแทน เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์หยิบพลุไฟจุ่มลงในถังน้ำเพื่อดับมัน นักเตะอินเตอร์ เดินมาช่วยเคลียร์สนาม เกมทำท่าจะเล่นต่อได้ หลังหยุดมาหลายนาที แต่เมื่อเปิดเกมกันมาได้แค่อึดใจเดียว แฟนบอลยังปาพลุซ้ำลงมาไม่หยุดทำให้ มาร์คัส แมร์ค ตัดสินใจเป่ายุติเกมนี้ทันที เดินนำผู้เล่นทั้งสองทีมเข้าห้องแต่งตัว ยูฟ่า ตัดสินใจปรับให้ อินเตอร์ แพ้ 0-3 และเมื่อรวมกับผลการแข่งขันจากนัดแรก เท่ากับ มิลาน ได้ผ่านเข้ารอบไปในที่สุด อินเตอร์ โดนลงโทษปรับ 300,000 สวิสฟรังก์ และให้เล่นเกมเหย้าในบ้านอีก 4 นัดต่อไปแบบปิดสนาม ไม่มีแฟนบอลเข้า นั่นเท่ากับพวกเขาสูญเสียรายได้ไปเกือบ 8 ล้านยูโร ณ เวลานั้น มันคือการลงโทษที่แพงที่สุดจากยูฟ่า ต่อการกระทำความผิดของสโมสร แดร์บี้ เดลลา มาดอนนิน่า ในรายการยุโรป จบลงด้วยความวุ่นวาย และผลเสียที่มีต่ออินเตอร์ มิลาน ส่วน เอซี มิลาน พวกเขาเอาชนะ พีเอสวี หวุดหวิดในรอบตัดเชือกได้เข้าไปเล่นนัดชิงกับลิเวอร์พูลที่อิสตันบูล ซึ่งเรารู้ตอนจบของมันอยู่แล้ว ด้าน อินเตอร์ พวกเขาใช้เวลาสร้างทีมอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนที่ในอีก 5 ปีต่อมา พวกเขาจะคว้าแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จจากฝีมือของชายที่ชื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ ........ รายชื่อนักเตะของทั้งสองทีมในเกมนัดนี้ อินเตอร์ มิลาน (4-2-3-1): ฟรานเชสโก้ ตอลโด้ - ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ, อิบัน กอร์โดบา, มาร์โก มาเตราซซี่, จูเซ็ปเป้ ฟาวัลลี่ - คริสเตียโน่ ซาเน็ตติ (ซินิซ่า มิไฮโลวิช, น.46 ), เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ - แอนดี้ ฟาน เดอ เมย์เด้, ฮวน เวรอน, คิลี่ กอนซาเลซ (ฮูลิโอ ครูซ, น.46 ) - อาเดรียโน่ (โอบาเฟมี่ มาร์ตินส์, น.50) สำรอง: ฟาเบียน การินี่ (gk), เซ มาเรีย, คริสเตียน วิเอรี่, จอร์จอส คารากูนิส เอซี มิลาน (4-3-1-2): ดีด้า (คริสเตียน อับเบียติ, น.73) - คาฟู, ยาป สตัม, อเลสซานโดร เนสต้า, เปาโล มัลดินี่ - มัสซิโม่ อัมโบรซินี่, อันเดรีย ปีร์โล่, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ - กาก้า - อันเดร เชฟเชนโก้, เอร์นาน เครสโป (รุย คอสต้า, น.69) สำรอง : จูเซ็ปเป้ ปันคาโร่, คาค่า คาลัดเซ่, คริสเตียน บร็อคคี่, แซร์จินโญ่, ยอน ดาห์ล โทมัสสัน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117