breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เกมเปลี่ยนประวัติศาสตร์เซเนกัล "

ตามปกติแล้ว ณ เวลานี้แฟนบอลอย่างเราๆ คงกำลังรับชมฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2022 กันอยู่ ถ้าเจ้าภาพไม่ใช่กาตาร์ ซึ่งร้อนจัด ไม่สามารถทำการแข่งขันในช่วงซัมเมอร์ได้ ฟุตบอลโลกรอบแรก รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรกๆ มักมีเกมเซอร์ไพรส์ให้ชมอยู่เสมอ อิตาเลีย 90 เราได้เห็นแคเมอรูน ล้มอาร์เจนติน่า แชมป์เก่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเกมเปิดสนามฟุตบอลโลกที่ช็อคสุด นั่นไม่ใช่เกมเดียวที่แชมป์เก่าโดนทีมรองบ่อนทำเซอร์ไพรส์ใส่ในนัดเปิดสนาม เปิดทัวร์นาเมนต์ อย่างที่ทราบกันว่าก่อนหน้านี้ ฟุตบอลโลกนัดแรกของทัวร์นาเมนต์ จะเป็นแชมป์เก่าลงเล่น ก่อนจะมาเปลี่ยนให้เจ้าภาพลงเล่นนัดแรกในปี 2006 เป็นต้นมา ย้อนไป 20 ปีที่แล้ว เวิร์ลด์ คัพ 2002 ครั้งแรกที่เอเชียได้เป็นเจ้าภาพ เกาหลี-ญี่ปุ่น ก็มีเหตุการณ์ช็อคโลกเกิดขึ้นในนัดเปิดสนามเช่นกัน เกมนั้นเตะกันวันที่ 31 พฤษภาคม 2002 ที่สนาม โซล เวิร์ลด์ คัพ สเตเดี้ยม ในกรุงโซล เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในช่วงพีคสุดของวงการฟุตบอลในตอนนั้น พวกเขาคือเจ้าของแชมป์ ฟร้องซ์ 98 และเพิ่งคว้าแชมป์ยูโร 2000 มาหมาดๆ เปิดสนามเจอกับเซเนกัล เซเนกัล ไม่เคยผ่านเข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาก่อนเลย นั่นเป็นครั้งแรกของพวกเขา ทีมดังจากแอฟริกามี โมร็อกโก, แอลจีเรีย, อียิปต์, แคเมอรูน, ไนจีเรีย แต่ไม่ใช่เซเนกัล ในยุคนั้น นักเตะของเซเนกัลชุดนั้น ก็เล่นอยู่ในฝรั่งเศสทั้งหมด ยกเว้นเพียงผู้รักษาประตูสำรอง 2 คน ที่เล่นในบ้านเกิด 1 คน และเล่นในโมร็อกโก อีก 1 คน พวกเขาไม่ได้เล่นให้ทีมใหญ่อย่าง มาร์กเซย, ลียง, เปแอสเช, บอร์กโดซ์ ด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่เล่นให้ทีมอย่าง เซอด็อง, แรนส์, สตราส์บูร์ก, ลอริย็องต์, โซโชซ์ แข้งเซเนกัลชุดนั้นส่วนใหญ่อายุยังน้อย มีเพียง อมาร่า ตราโอเร่ กองหน้าจอมเก๋าจากสโมสรเกอญง คนเดียวที่อายุ 36 ปี ที่เหลือไม่มีใครแตะเลข 30 เลย ผู้จัดการทีมของพวกเขาก็คือหนุ่มใหญ่ผมสลวย และเป็นชาวฝรั่งเศสเอง นามว่า บรูโน่ เม็ตซู ส่วนฝรั่งเศส ภายใต้กุนซือ โรแชร์ เลอแมร์ ที่รับไม้ต่อจากเอมเม่ ฌักเก้ต์ พาทีมคว้าแชมป์ยูโร 2000 มาได้แล้ว ก็เดินหน้าต่อสู่บอลโลก 2002 ด้วยเป้าหมายป้องกันแชมป์ ทีมชาติฝรั่งเศส เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ ที่กระจายกันเล่นให้ทีมใหญ่ทั่วยุโรป และแต่ละคนประสบการณ์ข้นคลั่ก ผ่านเวทีใหญ่ ผ่านเกมใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน หากจะมีจุดบกพร่องเล็กน้อย สำหรับเกมแรกนี้ก็คือ ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพคนเก่งในเวลานั้นมีอาการบาดเจ็บ ลงเล่นในนัดแรกไม่ได้ แต่เมื่อมองตามหน้ากระดาษขุมกำลังที่เหลือก็เหลือเฟือที่จะเอาชนะเซเนกัล น้องใหม่จากกาฬทวีปได้ไม่ยาก พูดตรงๆ ก็คือเซเนกัล ก็เหมือนทีมเวอร์ชั่นสำรอง ที่รวมเอานักเตะเกรดรองใน ลีก เอิง ที่ฝรั่งเศสคุ้นเคยดีนั่นแหละ 11 ตัวจริงของฝรั่งเศส มีดังนี้ นายทวาร ฟาเบียง บาร์กเตซ กองหลัง ลิลิย็อง ตูราม, ฟร้องค์ เลอเบิฟ, มาร์กแซล เดอไซญี่, บิเซนเต้ ลิซาราซู กองกลางห้องเครื่องที่รู้มือรู้ใจกัน ปาทริค วิเอร่า กับ เอมานูเอล เปอตีต์ แนวรุกด้านข้างใช้ ซิลแว็ง วิลตอร์ กับ เธียร์รี่ อองรี จากอาร์เซน่อล ให้ ยูริ จอร์เกฟฟ์ เป็นหน้าต่ำ และหอกเป้าคือ ดาวิด เทรเซเก้ต์ อายุเฉลี่ยของ 11 ตัวจริงเกมนี้คือ 29 ปี จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ทีมชาติรวมกัน 652 นัด ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องประสบการณ์ ขณะที่ฝั่งเซเนกัลตรงกันข้าม ไม่มีนักเตะอายุเกิน 28 ปีเลยใน 11 ตัวจริง และมีแค่ 2 คนเท่านั้นที่ลงเล่นให้ทีมชาติเกิน 30 นัด เรียกได้ว่าเป็นทีมหนุ่มที่ไร้ประสบการณ์เมื่อเทียบกับทางฝรั่งเศส ทว่าเซเนกัลชุดนี้ กลายเป็นที่จดจำของแฟนๆ ชื่อ 11 ตัวจริงของพวกเขา ฝังอยู่ในหัวของแฟนบอลหลังฟุตบอลโลก 2002 ในระบบ 4-5-1 โทนี่ ซิลวา คือผู้รักษาประตู แบ็กขวา แฟร์กดิน็อง โกลี่ หรือเจ้าพรีเดเตอร์ เพราะทรงผมเดรดล็อก แบ็กซ้ายโอมาร์ ดาฟ คู่เซนเตอร์คือ ลามีน ดิยัตต้า กับ ปาเป้ มาลิค ดิย็อป มิดฟิลด์ใช้ อาลิยู ซิสเซ่ กัปตันทีมยืนเป็นตัวปัดกวาด มิดฟิลด์ตัวกลางอีก 2 คน คือ ซาลิฟ ดิเยา และเจ้าโย่ง ปาปา บูบา ดิย็อป ตัวด้านข้างฝั่งขวาคือ มุสซ่า เอ็นดิอาย ฝั่งซ้ายเบอร์ 10 คาลิลู ฟาดิก้า ซึ่งก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่มไม่กี่วันโดนกล่าวหาว่าขโมยสร้อยคอทองคำจากร้านจิวเวอรี่ในกรุงโซล กองหน้าตัวเป้า ไฮไลท์ของเซเนกัลชุดนี้ เพราะผลงานโดดเด่นกับ ล็องส์ ต้นสังกัด เป็นอนาคตของวงการฟุตบอลเซเนกัลด้วยวัยเพียง 21 ปีนั่นก็คือ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ เกมเริ่มต้นขึ้น เซเนกัล เล่นแบบไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์เก่าและแชมป์ยูโรอย่างฝรั่งเศสเลย พวกเขาช่วยกันเล่น ช่วยกันไล่แย่งบอล แล้วอาศัยเกมสวนกลับ พยายามหาโอกาสยิงให้ได้มากที่สุด ยิงออก ยิงไกลบ้าง ไม่เป็นไร ทางฝรั่งเศส เมื่อมองว่าไร้เงาซีดาน แต่ยังมีทั้ง อองรี, วิลตอร์, จอร์เกฟฟ์ และ เทรเซเก้ต์ ก็ไม่น่ามีปัญหา การประสานงานกันของ อองรี และเทรเซเก้ต์ ยังอันตราย เทรเซเก้ต์ ได้กระหน่ำบอลไปชนคานอย่างจัง 1 ที ซึ่งน่าจะช่วยให้ทีมออกนำจริงๆ แต่เซเนกัลเองก็รู้ว่าพวกเขาจะเล่นงานฝรั่งเศสอย่างไร พวกเขาทำการบ้านมาดี ฟร้องค์ เลอเบิฟ อายุ 34 ปีแล้ว เชื่องช้า โรยราไปตามกาลเวลา เซเนกัลให้บอลไปที่ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ โดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้มีพื้นที่ อาศัยความคล่องแคล่ว และความเร็วเข้าเล่นงาน เลอเบิฟ กระทั่งนาทีที่ 30 แผนนี้ก็แผลงฤทธิ์ บอลแทงจากกลางสนามให้ ดิยุฟ สปีดหนีการเสียบสกัดของ เลอเบิฟ หลุดไปถึงสุดเส้นหลังในกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายแล้วเปิดมาหน้าปากประตู "ไอ้ก้านยาว" ปาปา บูบา ดิย็อป พุ่งเข้ามาล้มตัวชาร์จ บอลมันไปติดตัว ฟาเบียง บาร์กเตซ แต่กระดอนกลับมาเข้าทาง ดิย็อป ซ้ำดาบสองไม่พลาด เซเนกัล พลิกนำ 1-0 นักเตะทั้งทีมฉลองด้วยการเต้นรำตรงมุมธง แฟนบอลเซเนกัล ที่เดินทางข้ามทวีปมาเชียร์ทีมรักในสนาม เฮกันสุดเหวี่ยงแม้พวกเขาจะมีจำนวนไม่มากนักก็ตาม หลังจากออกนำ เซเนกัล ก็ลงมารับแน่น อาศัยเพียงจังหวะฉาบฉวยของ ฟาดิก้า กับ ดิยุฟ ไว้สวนกลับ อองรี เกือบตีเสมอได้จากการปั่นโค้งไปชนคาน แต่ เซเนกัล ก็น่าได้ลูกสองเช่นกันจาก ฟาดิก้า ที่ยิงชนคานอีกครั้ง จบเกม เซเนกัล พลิกล็อกช็อคโลก พวกเขาโดนมองเป็นทีมรองบ่อน มีนักเตะโนเนมเต็มไปหมด แต่สามารถเอาชนะฝรั่งเศส ทีมพี่ใหญ่ได้ 1-0 มันไม่แพ้กับสมัยที่แคเมอรูนเอาชนะอาร์เจนติน่าเมื่อปี 1990 เลย เอล ฮัดจิ ดิยุฟ ออกมาเปิดเผยในภายหลัง ถึงสิ่งที่ บรูโน่ เม็ตซู กุนซือชาวฝรั่งเศสเอง กล่าวกับนักเตะก่อนเกมในวันนั้น "ผมจำได้ว่าเรากำลังคุยกันก่อนเกม บรูโน่ เม็ตซู เข้ามาในห้องแต่งตัวและเอามือรวบผมไว้ด้านหลังซึ่งเขาชอบทำเป็นนิสัย แล้วพูดกับเราว่า - 'ฉันจะพูดอะไรกับพวกแกได้อีกวันนี้? เราอยู่ด้วยกันมานานแล้ว ฉันรู้จักพวกแกทุกคนดี พวกแกคือพวกบ้า ฉันรู้ว่าคืนนี้ หลังเกมจบลง ผู้คนจะพูดถึงพวกแกไปทั่วโลก เอ้าลุกขึ้น และออกไปแสดงให้ฉันเห็นว่าพวกแกทำอะไรได้บ้าง' - มันยอดเยี่ยมมาก เราไม่ต้องพูดอะไรกันอีกเลย เขามองดูเราและรู้ว่าเราสามารถออกไปในสนามและชนะเกมนี้ได้" ฝรั่งเศสเอง หลังเกมนี้ พวกเขาทำได้แค่เสมออุรุกวัย 0-0 ในนัดที่ 2 โดย เธียร์รี่ อองรี โดนใบแดงตั้งแต่ครึ่งแรก และเกมสุดท้าย ฝรั่งเศสแม้จะได้ ซีเนดีน ซีดาน ฟิตลงช่วยทีม แต่โมเมนตัมของพวกเขามันย่ำแย่เกินจะฟื้น พวกเขาโดนเดนมาร์กทุบไป 2-0 จบด้วยการมีเพียงแต้มเดียว ตกรอบด้วยการเป็นบ๊วยของกลุ่ม! ส่วนทาง เซเนกัล พวกเขาเสมอเดนมาร์ก 1-1 และเสมออุรุกวัย 3-3 ทำให้พวกเขาไม่แพ้ใครเลย มี 5 คะแนน เข้ารอบเป็นอันดับ 2 เส้นทางของเซเนกัลยังไม่จบแค่นี้ เพราะในรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขายังเอาชนะสวีเดน 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ทว่าเมื่อมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก็ต้องมาเจอกับของแข็ง หนึ่งในทีมแกร่งสุดของทัวร์นาเมนต์นั้นอย่างตุรกี และแพ้ไป 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ อย่างไรก็ตาม ผลงานของเซเนกัลชุดนี้ มันเป็นเหมือนประตูที่เปิดโอกาสให้กับนักเตะเซเนกัลรุ่นหลังๆ ถูกประเมินฝีเท้าจากทีมใหญ่ทั่วยุโรปจนถึงทุกวันนี้ หลังจบฟุตบอลโลก 2002 ดาวเด่นของพวกเขาหลายคนได้ย้ายไปเล่นในทีมใหญ่ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ โดนลิเวอร์พูลซื้อตัว (แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ และไปทำเรื่องไว้ที่นั่น) เช่นเดียวกับ ซาลิฟ ดิเยา ต่อมา ปาปา บูบา ดิย็อป ย้ายมาอยู่กับฟูแล่ม, ออมดี้ ฟาย เล่นให้พอร์ทสมัธและนิวคาสเซิ่ล, คาลิลู ฟาดิก้า ก็เคยถูกอินเตอร์ มิลาน เซ็นสัญญา อองรี กามาร่า ย้ายมาเล่นทั้งวูล์ฟส์, เซลติก, เซาธ์แฮมป์ตัน, เวสต์แฮม และที่นานสุดคือ วีแกน แอธเลติก แฟร์กดิน็องด์ โกลี่ มาเล่นให้พอร์ทสมัธช่วงสั้นๆ ก่อนไปเล่นในอิตาลีกับเปรูจาและปาร์ม่า ฮาบิ๊บ เบย์ ย้ายไปมาร์กเซย, นิวคาสเซิ่ล และแอสตัน วิลล่า และสุดท้าย อาลิยู ซิสเซ่ กัปตันทีม ย้ายมาเล่นให้เบอร์มิงแฮม และพอร์ทสมัธ ปัจจุบัน เขานี่แหละคือกุนซือทีมชาติเซเนกัล ที่พาทีมคว้าแชมป์ เนชั่นส์ คัพ ล่าสุดและพาทีมได้ตั๋วลุยฟุตบอลโลกที่กาตาร์ปลายปีนี้ เมื่อกวาดตามองเซเนกัล เวอร์ชั่น 2022 มันแตกต่างจากรุ่นพี่เมื่อ 20 ปีก่อนสุดขั้ว เรามี ซาดิโอ มาเน่ จากลิเวอร์พูล, อิดริสซ่า กาน่า เกย์ จากเปแอสเช, เอดูอาร์ เมนดี้ ของเชลซี, คาลิดู คูลิบาลี่ จากนาโปลี, อิสไมล่า ซาร์ จากวัตฟอร์ด นอมปาลิส เมนดี้, เชกู กูยาเต้, อับดู ดิยัลโล่ ก็เปแอสเช และนักเตะอีกหลายรายที่เอ่ยชื่อมาคุ้นหู และผ่านตามาแล้วแทบทุกคน พวกเขาเล่นให้ทีมใหญ่ทั่วยุโรป ทั้งลีกฝรั่งเศส, อังกฤษ, สเปน, อิตาลี เป็นเพราะการต่อสู้อย่างน่ายกย่องของรุ่นพี่ชุดฟุตบอลโลก 2002 ทำให้เหล่าสิงโตแห่งเตรังก้า ได้รับการยกย่องในเรื่องฝีเท้ามาจนถึงทุกวันนี้ ร่วมรับชมคลิปสุดมันกันเลยที่ :: http://ow.ly/wHmH30slMfk เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แม็คก้า ปีกอาภัพในทีมชาติ "

แกเร็ธ เซาธ์เกต กลับมาเป็นเป้าโจมตีของแฟนบอลอังกฤษ ผู้เอาใจยากอีกครั้งหลังจากพาทีมแพ้ฮังการี 0-1 ในเกมเปิดหัว เนชั่นส์ ลีก ตอนเข้ามารับงานแบบฉุกละหุก เซาธ์เกต ก็โดนมองด้วยความไม่เชื่อมือมาทีนึงแล้ว เขายังใช้ระบบหลัง 3 ซึ่งก็โดนปรามาสว่าเน้นเกมรับ กระทั่งได้เข้าชิงชนะเลิศยูโร พอแพ้จุดโทษอิตาลี ภาพของเซาธ์เกต ที่กำลังมาดีๆ ก็ดร็อปลงไปอีก แฟนบอลยังติดภาพว่ากุนซือรายนี้มีตัวรุกดีๆ เต็มไปหมด แต่กลับทำฟุตบอลเน้นรัดกุมจนน่าเบื่อ ดูเหมือนว่าในมุมมองของสื่อและแฟนบอลอังกฤษ ทีมของพวกเขาจะมีปัญหาบางอย่างอยู่เสมอ ที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ จังๆ เลยมานานเต็มที หนึ่งในปัญหาที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเป็น 10 ปี ตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 90 จนถึงกลางยุค 2000s คือเรื่องที่ว่า "เราไม่มีปีกซ้ายดีๆ เลย" เดวิด เบ็คแฮม โด่งดัง ก็กลายเป็นขาประจำทางฝั่งขวาในทีมชาติ แต่กวาดตามองในพรีเมียร์ ลีก พวกนักเตะปีกซ้ายเก่งๆ ระดับท็อป ดันเป็นพวกต่างชาติเช่น ดาวิด ชิโนล่า และ ไรอัน กิ๊กส์ คู่หูเบ็คแฮม ในรังปีศาจแดง (กิ๊กส์ เป็นเวลช์ ไม่สามารถเล่นให้อังกฤษได้ เขาเพียงแค่เล่นทีมโรงเรียนอังกฤษ) จริงๆ แล้ว จะว่าไป ยังมีอยู่หนึ่งคน นักเตะพรสวรรค์ ทักษะเยี่ยมแห่งลิเวอร์พูล นั่นก็คือ สตีฟ แม็คมานามาน แม็คก้า โดนมองเป็นปีกซ้าย ในภาพจำของแฟนบอล แต่เอาเข้าจริง ตลอดอาชีพการเล่น ตำแหน่งที่เขาเล่นบ่อยกว่าคือปีกขวา รวมถึงในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก ในบทบาท Free role หรือตัวอิสระด้วยซ้ำไป เขาคือนักเตะพรสวรรค์สูงสุดของลิเวอร์พูลในยุค 90s ถ้าว่ากันที่ทักษะฟุตบอลและเกมการเล่น เพียงแต่น่าเสียดายตรงที่ มันยากในการจะหาตำแหน่งที่เขาโดดเด่นที่สุด ตอนเล่นให้ลิเวอร์พูล แม็คมานามาน เล่นทั้งปีกซ้าย ปีกขวา ไปจนถึงมิดฟิลด์ตัวรุก เบอร์ 10 หรือเบอร์ 8 ด้วยซ้ำ ในบางครั้งที่กุนซือ รอย อีแวนส์ เล่นในระบบ 3-5-2 เมื่อมาถึงเรื่องของทีมชาติ แม็คก้า เล่นให้อังกฤษชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 1994 ผลงานของเขากับลิเวอร์พูล ทำให้เขาเป็นหนึ่งในขุมกำลังหลักของทีมชาติในการลุยศึก ยูโร 96 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพเอง ในทัวร์นาเมนต์นั้น แม็คก้า คือตัวจริงของอังกฤษภายใต้การคุมทีมของ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ เขาลงสนามเป็นคู่ปีกตัวจริงกับ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน โดยจะสลับกันเล่น ขวา-ซ้าย ขึ้นอยู่กับแต่ละเกม หลังจบศึกยูโร 96 เวนาเบิ้ลส์ ลงจากตำแหน่ง เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ขึ้นมาคุมทีมแทน กลายเป็นว่า แม็คก้า โดนมองข้าม เขาไม่ค่อยถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติ หรือติดก็เป็นสำรอง เป็นช่วงเวลา 2 ปีกว่าที่ แม็คมานามาน แทบไม่ค่อยได้เล่นให้ทีมชาติเลย แม้จะมีชื่อเป็นหนึ่งในขุนพลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 แต่ก็เป็นตัวสำรอง ได้ลงสนามเพียง 17 นาที เป็นตัวสำรองในเกมเจอกับโคลอมเบีย มันเป็นยุคที่อังกฤษหันมาเล่นหลัง 3 แบบมีวิงแบ็ก ริมเส้นซ้ายเป็นของวิงแบ็กอย่าง แกรม เลอ โซ ขณะที่ เบ็คแฮม กับ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน ก็ยึดตำแหน่งด้านขวาและมิดฟิลด์ตัวกลางไปหมดแล้ว ช่วงเวลานั้น แม็คก้า ยังสนุกกับการรับใช้ต้นสังกัดคือลิเวอร์พูล เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดให้กับหงส์แดง ต้นปี 1999 ฮ็อดเดิ้ล โดนปลดออกจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติ และเป็น เควิน คีแกน ที่ได้รับการแต่งตั้งมาคุมทีมแทน จุดนี้เองที่ทำให้โอกาสของ แม็คก้า สว่างสไวอีกครั้ง คีแกน ยืนยันว่าจะให้ แม็คมานามาน เป็นหนึ่งในกำลังหลักของทีม "คิง เคฟ" เชื่อว่า แม็คก้า คือนักเตะพรสวรรค์ดีสุดคนหนึ่งที่อังกฤษมี เขาจะพยายามปรับทีมให้ดาวเตะผมสลวยรายนี้ดึงศักยภาพออกมาให้ได้ดีมากที่สุด หลังจาก 2 ปีกว่าที่แทบไม่ได้มีส่วนร่วมสำคัญๆ ในที่สุด แม็คก้า ก็กลายมาเป็นตัวหลักให้อังกฤษในยุค คีแกน และยิงประตูแรกของตัวเองให้ทีมชาติได้สำเร็จ คีแกน ลองให้เขาเล่นทั้งปีกซ้าย ปีกขวา ไปจนถึงตัวรุกอิสระ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นบทบาทที่ดีที่สุด ซัมเมอร์ 1999 ข่าวช็อคมาถึงเมื่อ แม็คมานามาน ไม่ต่อสัญญากับลิเวอร์พูล และย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งสเปนแบบฟรีๆ ตามกฎบอสแมน ท่ามกลางสายตาดูถูก ไม่เชื่อฝีมือ แต่ แม็คมานามาน พิสูจน์ตัวเองว่าเล่นให้ทีมอย่างมาดริดได้ บทบาทของเขาในทีม มีทั้งปีกขวา ปีกซ้าย มิดฟิลด์ตัวกลาง ในระบบมิดฟิลด์ 3 ตัว ไปจนถึงตัวรุกในบางโอกาส ผลงานในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2000 หลายคนยังจำได้ที่เขากระโดดวอลเล่ย์ใส่บาเลนเซียสุดสวย ให้มาดริดคว้าแชมป์ด้วยสกอร์ 3-0 เกมนี้เขาเล่นมิดฟิลด์ตัวกลางกับ เฟร์นานโด เรดอนโด้ โดยมี ราอูล ถอยต่ำลงมาอีกคน โดยคู่หน้าเป็น นิโกล่าส์ อเนลก้า กับ เฟร์นานโด มอริเอนเตส ผลงานยอดเยี่ยมของแม็คก้ากับ เรอัล มาดริด ทำให้เขากลับมาเข้าแคมป์ทีมชาติ เตรียมตัวลุยศึกยูโร 2000 อย่างพระเอก ช่วงเวลานั้น แฟนบอลอังกฤษอยากเห็นที่สุดคือก็ การมีปีกซ้ายเก่งๆ ฝีเท้าดีไว้ใจได้ ตำแหน่งอื่นค่อนข้างลงตัว คู่หน้า เชียเรอร์ - โอเว่น ปีกขวา เบ็คแฮม ตรงกลาง พอล สโคลส์ กับตัวเก๋า พอล อินซ์ ขาดเพียงปีกซ้ายเท่านั้น และชื่อที่แฟนบอลต้องการให้ลงเล่นจริงๆ จังๆ ก็คือ แม็คก้า แฟนอังกฤษอยากเห็น เบ็คแฮมขวา - แม็คก้าซ้าย แบบเต็มๆ เล่นด้วยกันยาวๆเสียที เควิน คีแกน เลยจัดให้ ในนัดแรกของ ยูโร 2000 ภายใน 18 นาที อังกฤษก็ออกนำโปรตุเกส 2-0 ด้วยการขึ้นเกมรุกที่แม่นยำ เบ็คแฮม เปิดให้ พอล สโคลส์ โหม่งตั้งแต่นาทีที่ 3 จากนั้น เบ็คแฮม ก็เติมมาครอสจากขวาไปซ้ายในเขตโทษให้กับ แม็คมานามาน สอดเข้ามายิงแบบไม่ต้องจับ หนีห่าง 2-0 อังกฤษเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่พวกเขาเผลอไปหน่อย โปรตุเกสกลับมาได้จากลูกยิงไกลแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของ หลุยส์ ฟิโก้ และตีเสมอได้ 2-2 ก่อนจบครึ่งแรก เวลานั้นทุกอย่างกลับมาเท่ากันแต่ในครึ่งหลัง แม็คมานามาน ได้รับบาดเจ็บ ในจังหวะเข้าสกัด ทำให้ต้องโดนเปลี่ยนตัวออก ให้หลังเพียงนาทีเดียว อังกฤษก็โดนโปรตุเกสยิงแซง 3-2 และแพ้ไปด้วยสกอร์นี้ อาการเจ็บของ แม็คก้า ปรากฎว่าร้ายแรงกว่าที่คิด เพราะเขาไม่สามารถช่วยทีมได้อีกเลยตลอดทัวร์นาเมนต์ ซึ่งอังกฤษตกรอบแรก แม้จะชนะเยอรมัน 1-0 ในเกมสอง แต่ไปแพ้โรมาเนีย 2-3 เกมสุดท้ายอย่างน่าเจ็บใจ เส้นทางสายทีมชาติของแม็คก้า กำลังมาดีๆ ก็มาเจอเรื่องร้าย เพราะหลังจากเจ็บในยูโร ผ่านมาเพียง 3-4 เดือน เควิน คีแกน ก็ลาออก หลังจากแพ้ให้กับเยอรมัน คาเวมบลีย์ 0-1 ในเกมคัดบอลโลก เมื่อตุลาคม 2000 สเวน โกรัน อีริคส์สัน ได้รับการแต่งตั้งมาคุมทีม และเป็นกุนซือต่างชาติคนแรกของอังกฤษ มือขวาของเขาคือ ท็อดด์ กริป ในยุคของ สเวน แม็คก้าก็โดนเมินอีกครั้ง แทบไม่ค่อยโดนเรียกมาติดทีม ทั้งที่ผลงานกับเรอัล มาดริด ยังทำได้ดี ตามมาตรฐานต่อเนื่อง แม้จะเป็นสำรองไปบ้างหลังการเข้ามาของ หลุยส์ ฟิโก้ ตามด้วยซีเนดีน ซีดาน ท็อด กริป ให้เหตุผลตรงไปตรงมาว่า แม็คก้า เล่นทีมชาติไม่ดี ไม่เหมือนตอนเล่นให้สโมสร และกับ เรอัล มาดริด เขาก็ไม่ใช่ตัวจริงถาวรเสียด้วย นัดสุดท้ายของแม็คก้า ในนามทีมชาติคือเกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อตุลาคม 2001 เกมประวัติศาสตร์ที่ เดวิด เบ็คแฮม ฟรีคิกตีเสมอกรีซ 2-2 ในช่วงทดเจ็บ คว้าตั๋วไปบอลโลกให้อังกฤษได้นั่นเอง โดยตอนนั้น แม็คก้า เพิ่งอายุ 29 ปี Sky Sport เคยนำสถิติมาวิเคราะห์กันในช่วงเวลานั้น พบว่า การเปิดบอล, การครอส, การเลี้ยงกินตัว ของแม็คมานามาน มีสถิติที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดเวลาเล่นทีมชาติ ผิดกับตอนเล่นให้สโมสร สื่อเจ้านี้ระบุว่า มันมาจากสไตล์ และแนวทางการเล่นด้วย ขณะที่ลิเวอร์พูลตอนแม็คก้ายังอยู่ ยุคของ รอย อีแวนส์ เล่นฟุตบอลเกมรุก สวย เพลิน ทุกคนขยับขับเคลื่อนตัว เป็นการขึงใส่คู่แข่ง ที่ เรอัล มาดริด ก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเล่นพาสซิ่งฟุตบอล นักเตะเซนส์ดี เคลื่อนที่รับส่งบอลตลอดเวลา เป็นระบบ ผิดกับในทีมชาติอังกฤษ ที่แม้จะมีช่วงเล่น 3-5-2 บ้าง แต่ 90% อังกฤษก็เล่น 4-4-2 อยู่แล้ว และเล่นฟุตบอลไดเร็กท์มากกว่า พูดให้ถูกก็คือ สตีฟ แม็คมานามาน คือนักเตะอังกฤษ ที่เล่นไม่เหมือนนักเตะอังกฤษนัก แม้เป็นดาวเด่นของลิเวอร์พูล และประสบความสำเร็จกับ เรอัล มาดริด แต่ แม็คก้า กลับไม่สามารถแจ้งเกิดได้ในนามทีมชาติ เขารับใช้สิงโตคำรามไปเพียง 37 นัด ทำได้ 3 ประตูเท่านั้น แม้จะไม่ได้เป็นปีกซ้ายแบบถาวร เพราะเขาสามารถเล่นได้ทั้งซ้าย ขวา ตรงกลาง แต่อังกฤษควรได้ประโยชน์จากแม็คมานามาน มากกว่านี้ บางที เขาอาจเป็นคำตอบทางฝั่งซ้ายที่อังกฤษหามานาน เพียงแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ปีกผมสลวยคนนี้โชว์ฟอร์มเหมือนกับตอนเล่นให้สโมสรนั่นเอง ร่วมรับชมคลิปของ แม็คมานามาน กันได้เลยที่ :: http://ow.ly/nFCo30slxKO เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เก่งทั้งตระกูล "

ดาเนียล มัลดินี่ สร้างเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล "มัลดินี่" ด้วยการมีส่วนร่วมกับ เอซี มิลาน คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา มาครองได้สำเร็จในฤดูกาล 2021/22 ที่เพิ่งจบลงไป เท่ากับว่าตอนนี้ตระกูล มัลดินี่ ซึ่งผูกพันธ์กับ เอซี มิลาน มาอย่างยาวนาน สามารถคว้าสคูเด็ตโต้ได้ถึง 3 รุ่น รุ่นปู่คือ เชซาเร่ ทำได้ 4 สมัย รุ่นพ่อคือ เปาโล ซึ่งดังและยิ่งใหญ่กว่าเชซาเร่ คว้ามาครองได้ถึง 7 สมัย กระทั่งมาถึงรุ่นหลานคือ ดาเนียล แม้จะเล่นในตำแหน่งที่แตกต่างไปจากรุ่นก่อน ที่เป็นกองหลัง แต่ก็มีโอกาสคว้าแชมป์จนได้ ดาเนี่ยล เป็นมิดฟิลด์ตัวรุก ปัจจุบันอายุ 20 ปี ลงเล่นให้มิลาน ไป 8 นัดในฤดูกาลนี้ ทำได้ 1 ประตู คำถามน่าสนใจคือว่า มี "ตระกูล" ไหนอีกบ้างที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดกับสโมสรใดสโมสรหนึ่งได้ถึง 3 รุ่น 3 เจนเนอเรชั่น คำตอบก็คือมี ตระกูลนั้นคือ มิไฮลอฟ แห่งบัลแกเรีย ที่คว้าแชมป์ลีกกับเลฟสกี โซเฟีย ได้ทั้งปู่, พ่อ และหลาน คลาสสิกไปกว่านั้นคือทุกคน เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูเหมือนกันหมด เริ่มจาก รุ่นปู่ : บิเซอร์ มิไฮลอฟ เกิดในปี 1943 (เสียชีวิต 2020) เขาเป็นผู้รักษาประตูที่เล่นให้กับ เลฟสกี้ โซเฟีย ทีมเดียวตลอดการเล่นฟุตบอล รวมทั้งหมด 14 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 1961-1975 ได้แชมป์ลีก 4 สมัย และติดทีมชาติบัลแกเรีย ชุดใหญ่ 5 นัด แม้จะถูกยกย่องในฐานะตำนานของ เลฟสกี้ และเป็น "วัน คลับ แมน" แต่ก็ในระดับทีมชาติ บิเซอร์ ไม่ใช่นักเตะตัวหลัก ผิดกับลูกชายของเขา บอริสลาฟ รุ่นพ่อ : บอริสลาฟ มิไฮลอฟ เกิดปี 1963 บอริสลาฟ ถือเป็นตำนานของบัลแกเรียอย่างแท้จริงทั้งในฐานะผู้รักษาประตู และต่อมาเมื่อเลิกเล่นก็เคยดำรงค์ตำแหน่งประธานสมาคมฟุตบอลแห่งบัลแกเรียด้วย เขาเริ่มเฝ้าเสาให้ เลฟสกี้ โซเฟีย ตั้งแต่อายุ 18 ปี ช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 3 สมัย ก่อนย้ายไปเบเลเนนส์ ในโปรตุเกส ตอนปี 1989 บอริสลาฟ เคยมาเล่นในอังกฤษด้วย ตอนปี 1995 กับสโมสรเร้ดดิ้ง ด้วยค่าตัว 800,000 ปอนด์ ซึ่งตอนนั้นเป็นสถิติสโมสรด้วย เพื่อมาแทน ชาก้า ฮิสล็อป มือกาวคนดัง น่าเสียดายที่เขาเจออาการเจ็บ ทำให้เล่นได้ไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ผลงานของ บอริสลาฟ มิไฮลอฟ ดังมาจากการเล่นให้กับทีมชาติบัลแกเรีย เขาติดทีมชาติมาตั้งแต่ 1983 จนถึง 1998 กินเวลานานถึง 15 ปี ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาเป็นมือ 1 ให้บัลแกเรียในฟุตบอลโลก 1986 และเป็นกัปตันทีมชุดตำนาน ที่คว้าอันดับ 4 ฟุตบอลโลก USA94, เป็นกัปตันทีมชุดลุยศึก ยูโร 96 ที่อังกฤษ บอริสลาฟ ติดทีมชาติไปฟร้องซ์ 98 ด้วย แต่หนนี้เขาเป็นเพียงแค่มือ 2 ด้วยวัย 35 ปี รวมแล้วเขาลงเล่นให้บัลแกเรีย 102 นัด เป็นสถิติสูงสุดอันดับ 2 ตลอดกาล เป็นรองเพียงสติลิยัน เปตรอฟ (105นัด) เพียงคนเดียวเท่านั้น รุ่นหลาน : นิโคไล มิไฮลอฟ เกิดปี1988 นิโคไล รุ่นหลานแห่งตระกูลมิไฮลอฟ เคยดังมากตอนเป็นดาวรุ่งเพราะเขาเฝ้าเสาให้ เลฟสกี้ โซเฟีย ตั้งแต่อายุ 16-17 ปี แม้ตอนแรกๆ จะไม่ได้เป็นตัวหลักถาวร แต่ก็มีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย และที่ดังขึ้นมาก็เพราะเขาโดนลิเวอร์พูล คว้าตัวมาร่วมทีมด้วยเมื่อปี 2007 ขณะอายุเพียง 19 ปี โดยที่ตอนนั้นเขาติดทีมชาติชุดใหญ่แล้ว อาจจะด้วยการถูกมองว่าเป็นเด็กเส้นหรือเปล่า เป็นลูกเป็นหลานของ บิเซอร์ กับบอริสลาฟ หรือเปล่าที่ทำให้เขาได้โอกาสลงเล่น แต่นายทวารหนุ่มพิสูจน์ตัวเองได้ เขามีรูปร่างดีสุดในตระกูล สูงถึง 194 ซม. แม้ว่าสุดท้ายเขาจะแจ้งเกิดกับลิเวอร์พูลไม่ได้ แต่ก็ย้ายไปดังในฮอลแลนด์กับทเวนเต้ นิโคไล โดนยืมตัวมาเล่นให้ทเวนเต้ ในชุดแชมป์เอเรดิวิซี่ 2009/10 ด้วย ชุดประวัติศาสตร์ที่มี สตีฟ แม็คลาเรน คุมทีม แม้ว่าจะเป็นมือ 2 รองจาก ซานเดอร์ บอสเคอร์ ในปีนั้น แต่หลังจากฤดูกาลนั้น ทเวนเต้ ก็ซื้อขาดจากลิเวอร์พูล ทำให้ นิโคไล ได้ขึ้นมายึดมือ 1 ของทเวนเต้ ทันที ปัจจุบัน นิโคไล อายุ 33 ปี ย่าง 34 ปี เขาย้ายกลับมาเล่นให้ เลฟสกี้ โซเฟีย อีกครั้งตั้งแต่ปี 2018 เขาเป็นนายทวารมือ 1 ของทีมชาติบัลแกเรียเหมือนคุณพ่อ และเป็นเจ้าของปลอกแขนกัปตันทีมชาติเหมือนคุณพ่อด้วยเช่นกัน สถิติตอนนี้เฝ้าเสาให้ทีมชาติไปแล้ว 45 นัดด้วยกัน น่าเสียดายอย่างเดียวตรงที่ในยุคของเขา บัลแกเรีย ไม่ได้เป็นทีมแกร่งเหมือนเมื่อยุค 90s ยุคสมัยของคุณพ่อของเขาอีกแล้ว หากในอิตาลี และเอซี มิลาน มี มัลดินี่ ในบัลแกเรีย และเลฟสกี้ โซเฟียก็มีตระกูล มิไฮลอฟ สืบทอดตำแหน่งผู้รักษาประตูกันมารุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่ปู่ จนมาถึงหลานในปัจจุบัน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" 1985 เสียชีวิตในหน้าที่ "

น่าเสียดายที่รอบเพลย์ออฟไปฟุตบอลโลกโควต้าสุดท้ายโซนยุโรปที่ตกค้างกันอยู่ สก็อตแลนด์ต้องพ่ายให้ยูเครน 1-3 ผลการแข่งขันนี้ทำให้ สก็อตแลนด์ อดเข้าไปเตะนัดชิงตั๋วใบสุดท้ายนี้กับเวลส์ ที่เข้าไปรออยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากเมื่อไหร่ก็ตามที่ชาติจากสหราชอาณาจักร+ไอร์แลนด์ เจอกันเอง มักมีความสนุกตื่นเต้น ในเรื่องเทคนิคของนักเตะอาจไม่เยอะนัก แต่เรื่องใจสู้ วิ่งใส่กัน มีให้เห็นเต็ม 90 นาที ครั้งหนึ่ง เกมระหว่าง เวลส์ vs สก็อตแลนด์ เคยเป็นเกมตัดสินทีมได้ไปฟุตบอลโลก และมันเป็นอีกหนึ่งเกมที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอล โดยเฉพาะของสก็อตแลนด์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1985 เกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1986 นัดสุดท้ายของกลุ่ม ก่อนแข่งนัดสุดท้ายนี้ สเปน, เวลส์ และสก็อตแลนด์ มีแต้มเท่ากัน ในขณะที่ สเปน จะไปเยือนไอซ์แลนด์ ในอีก 2 สัปดาห์ให้หลัง แต่เกมที่ เวลส์ เจอ สก็อตแลนด์ ก็อาจชี้ชะตาได้ทันที ทั้งสองทีมเคยเจอกันมาก่อนแล้วที่แฮมป์เดน พาร์ค และเกมนั้น เอียน รัช พังประตูชัยให้เวลส์ บุกชนะ 1-0 หนนี้เตะกันที่ นิเนียน พาร์ค ในคาร์ดิฟฟ์ เวลส์ เป็นเจ้าบ้านบ้างโดยสก็อตแลนด์เป็นผู้มาเยือน หากทีมไหนชนะจะการันตีอย่างน้อยเพลย์ออฟทันที แต่ถ้าเสมอกัน สก็อตแลนด์จะได้เปรียบ เพราะผลต่างประตูได้เสียดีกว่า เวลส์ ต้องภาวนาไม่ให้ สเปน เอาชนะไอซ์แลนด์ ยุคนั้น เวลส์ กับสก็อตแลนด์ เต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี ระดับตัวหลัก ตัวเทพหลายราย เวลส์ เจ้าถิ่นมี เนวิลล์ เซาธอลล์, แพท ฟาน เดอ ฮาว, เควิน แรทคลิฟฟ์ และคู่หน้าตัวท็อป เอียน รัช กับ มาร์ค ฮิวจ์ส ด้าน สก็อตแลนด์ก็มี จิม เลห์ตัน, อเล็กซ์ แม็คลีช, สตีฟ นิโคล, กอร์ดอน สตรัคคั่น, แกรม ชาร์ป, แกรม ซูเนสส์, เคนนี่ ดัลกลิช เป็นต้น แต่ที่น่าจับตาเป็นโค้ชของสก็อตแลนด์ ซึ่งก็คือปรมาจารย์ จ็อค สตีน และผู้ช่วยของเขานามว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จ็อค สตีน คือตำนานของเซลติก เขาคุมทีมม้าลายเขียวขาวแห่งกลาสโกว์ทีมนี้อยู่ 13 ปี เขาพาเซลติกคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ในปี 1967 เป็นทีมแรกของสหราชอาณาจักรที่ทำได้, แชมป์ลีก 10 สมัย, สก็อตติช คัพ 8 สมัย, ลีก คัพ อีก 6 สมัย และ กลาสโกว์ คัพ อีก 5 สมัย อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในฐานะนักเตะและโค้ชหนุ่ม ยกย่อง สตีน อย่างมากแม้ว่าจะมาจากฝั่งเรนเจอร์ส ปี 1978 สตีน อำลาเซลติก มาคุมทีมชาติสก็อตแลนด์ ส่วน เฟอร์กี้ ในฐานะโค้ชหนุ่มวัย 37 ปีก็ได้งานคุมอเบอร์ดีน ผลงานของ เฟอร์กี้ กับ อเบอร์ดีน ดีมากๆ จนกระทั่ง จ็อค สตีน ดึงมาช่วยงาน เป็นมือขวาเวลามีเกมทีมชาติลงสนาม สำหรับ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แล้ว จ็อค สตีน เปรียบเหมือนอาจารย์ ที่เคารพนับถือและยกย่องในแนวทางการทำทีมเสมอมา จ็อค สตีน และ เฟอร์กี้ ก็นำทีมชาติสก็อตแลนด์ไปเยือนเวลส์ ในเกมนี้ ปรากฏว่ามาร์ค ฮิวจ์ส ทำประตูให้ เวลส์ ออกนำไปก่อน 1-0 ตั้งแต่ต้นเกม กระทั่งท้ายเกมนาทีที่ 80 สก็อตแลนด์ ก็มาได้จุดโทษ และ เดวิด คูเปอร์ สังหารเข้าไปเป็น 1-1 ด้วยสกอร์นี้ สถานการณ์จะพลิกมาให้ สก็อตแลนด์ ได้เฮ บริเวณม้านั่งสำรองของสก็อตแลนด์ ทุกคนกระโดดเฮ ยกเว้น จ็อค สตีน ที่นั่งนิ่ง แต่ทุกคนคิดว่าเป็นเพราะ สตีน ไม่อยากกระโตกกระตากจนกว่าจะจบเกม เป็นการแสดงออกอย่างมีเกียรติ ซึ่งเขาเคยบอกทุกๆ คนในทีมเอาไว้ว่าให้ปฏิบัติตัวให้เหมาะสม ทว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เริ่มสังเกตุเห็นความผิดปกติบางอย่างเพราะ สตีนดูหน้าซีดกว่าปกติ และมีเหงื่อเยอะผิดปกติ ต้องบอกว่า จ็อค สตีน มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจอยู่แล้ว เขาต้องทานยาตามแพทย์สั่ง แต่ช่วงนั้นเขาไม่ได้กินตามปกติ เนื่องจากกลัวว่าผลข้างเคียงจากยา จะสั่งผลต่อการเตรียมทีม เขาไม่อยากให้สก็อตแลนด์ต้องพลาดท่า เนื่องจากตอนนั้น สตีน ถูกกระแสกดดันค่อนข้างเยอะ ว่าต้องพาทีมไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้นั่นเอง ทั้งความกดดัน ความเครียด และบวกกับการไม่ทานยาตามที่แพทย์สั่ง เลยทำให้หัวใจของ สตีน มีปัญหา 2 นาทีก่อนหมดเวลาผู้ตัดสินเป่านกหวีดเป็นการฟาวล์ในสนาม แต่ สตีน นึกว่าจบเกม เขาลุกขึ้นตั้งใจจะเดินไปจับมือกับ ไมค์ อิงแลนด์ โค้ชทีมชาติเวลส์ แต่พอลุกขึ้น เขาก็ทรุดลงไปทันที ทีมงานต้องพา จ็อค สตีน เข้าไปในห้องแต่งตัว เพื่อปฐมพยาบาลโดยด่วน และทีมแพทย์ของสก็อตแลนด์ ก็รู้เกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาดีอยู่แล้ว ทุกคนพูดตรงกันว่าขณะที่ถูกพาเข้าไปในห้องแต่งตัวนั้น สตีน ยังมีสติ ยังรู้เรื่องดีทุกอย่าง แต่แพทย์ต้องทำให้หัวใจของเขายังเต้นต่อไป ก่อนจะนำส่งโรงพยาบาล เมื่อจบเกม นักเตะกำลังฉลองอยู่ในสนาม แฟนบอลก็เฮ แต่เป็น อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ก้าวไปในสนามเพื่อแจ้งข่าวกับนักเตะว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งหมดพากันเข้าไปในห้องแต่งตัว ทีมแพทย์ให้ยาแก่ สตีน ตัวเขายังพูดกับหมอได้เป็นอย่างดี ว่าเขารู้สึกโอเค แต่ไม่นานจากนั้น เขาก็หมดสติ แพทย์พยายามทำให้หัวใจทำงาน แต่ก็ไม่เป็นผล จ็อค สตีน เสียชีวิตที่นั่น ต้นเหตุระบุกันว่ามาจากอาการหัวใจวาย แต่สาเหตุการตายคือน้ำท่วมปอด เพราะเมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือทำงานไม่เต็มที่ จะส่งผลให้มีของเหลวสะสมในถุงลมปอดเยอะผิดปกติ และอ็อกซิเจนในเลือดจะลดลงจนเสียชีวิต หลังจาก สตีน เสียชีวิตในหน้าที่ ข่าวนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ไม่เพียงแค่ในวงการฟุตบอล แต่เป็นข่าวใหญ่ที่ขึ้นพาดหัวทั่วทั้งเกาะอังกฤษ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในวัย 45 ปี ในฐานะมือขวาของ จ็อค สตีน ต้องก้าวขึ้นมารับตำแหน่งคุมทีมแทน หลังจากสเปน เอาชนะไอซ์แลนด์ได้ ทำให้ สเปน ได้ไปบอลโลกอัตโนมัติ ขณะที่ สก็อตแลนด์จบเป็นอันดับ 2 ต้องไปเพลย์ออฟกับทีมโซนโอเชเนีย นั่นคือออสเตรเลีย เฟอร์กี้ พาทัพตาร์ตัน เอาชนะ ออสเตรเลีย 2-0 ในบ้าน และบุกไปเสมอ 0-0 ที่เมลเบิร์น ทำให้ได้ไปเล่นฟุตบอลโลก 1986 ได้สำเร็จ จากการพิจารณาและกระแสตอนนั้น ได้แต่งตั้งให้ เฟอร์กี้ เทคโอเวอร์ตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติแบบถาวรเลย ส่วนงานคุมทีมอเบอร์ดีน เฟอร์กี้ ต้องใช้การตั้ง อาร์ชี่ น็อกซ์ มือขวาขึ้นมาเป็น โค-เมเนเจอร์ เผื่อไว้ดูแลทีมในช่วงโปรแกรมทีมชาติ อย่างไรก็ตาม หลังจากสก็อตแลนด์ มีผลงานในฟุตบอลโลก 1986 น่าผิดหวัง ตกรอบแรก เฟอร์กี้ ก็ตัดสินใจอำลาตำแหน่ง ก้าวลงจากการคุมทีมชาติ ปลายปีนั้นเอง อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็โบกมือลาอเบอร์ดีน และบ้านเกิดสก็อตแลนด์ เพื่อลงใต้มาอังกฤษ เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด... เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" น้ำตาของ โรนัลโด้ "

"ผมคิดถึงมันหลายต่อหลายครั้ง ผมคิดว่าเราลงสนามไปโดยมั่นใจว่าเราจะชนะมากเกินไป" "มันคือหนึ่งในความผิดหวังที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตผม" นี่เป็นคำพูดของ โรนัลโด้ เหยินใหญ่ จะมีอะไรที่ทำให้หนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ต้องผิดหวังได้ขนาดนั้น? ตอนนี้ฟุตบอลลีกใหญ่ๆ ยุโรปจบลงไปแล้ว แต่ควันหลงยังคงมีอยู่ กับการลุ้นแชมป์ลีกในนาทีสุดท้าย เกมสุดท้ายของบางลีก เช่น กัลโช่ เซเรีย อา ที่สองทีมแห่งมิลาน แย่งแชมป์กันเองจนถึงนัดสุดท้าย เหตุการณ์ที่ทำให้ โรนัลโด้ ผิดหวัง และมีภาพจำของแฟนบอลทั้งโลกคือ โรนัลโด้ นั่งร้องไห้ริมสนาม คือเกมนัดสุดท้ายของกัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2001/02 นี่คือหนึ่งในฤดูกาลที่ลุ้นแชมป์จนถึงนัดสุดท้าย สมัยนั้น เซเรีย อา มีทั้งหมด 18 ทีม ลงสนามกันทั้งหมด 34 นัด หลังจบนัดรองสุดท้าย นัดที่ 33 สถานการณ์เข้มข้นมาก โรม่า แชมป์เก่าของกุนซือ ฟาบิโอ คาเปลโล่ อยู่อันดับ 3 ด้วยการมี 67 แต้ม พวกเขาแพ้เพียง 2 นัดเท่านั้น เป็นทีมที่แพ้น้อยที่สุด ยูเวนตุส กับการคัมแบ็กมาคุมทีมของ มาร์เซโล่ ลิปปี้ และเป็นปีแรกที่ไม่มี ซีเนดีน ซีดาน แต่พวกเขายังรั้งอันดับ 2 ของตาราง มี 68 แต้ม อินเตอร์ มิลาน ของ โรนัลโด้ ภายใต้การคุมทีมของ เอคตอร์ กูเปร์ นำเป็นจ่าฝูง พวกเขามี 69 คะแนน ทีมงูใหญ่ที่มี มัสซิโม่ โมรัตติ เป็นเจ้าของสโมสร ทุ่มไม่อั้นมาตลอดหลายปี เพื่อคว้าสคูเด็ตโต้ มาครองให้ได้ เพราะหนสุดท้ายที่พวกเขาทำได้คือปี 1989 โน่นเลย แฟนบอลงูใหญ่ เฝ้ารอคอยแชมป์กัลโช่มานานมากเกินไปแล้ว ในนัดสุดท้าย 3 ทีมลุ้นแชมป์ ต่างต้องออกไปเยือนเหมือนกัน โรม่า ต้องไปเยือนโตริโน่ ยูเวนตุส ไปเยือนอูดิเนเซ่ อินเตอร์ มิลาน ไปเยือน ลาซิโอ แน่นอนเมื่อดูแล้วงานของ อินเตอร์ หินที่สุด แต่พวกเขากุมชะตาของตัวเองอยู่ในมือ ขอเพียงชนะเกมตัวเอง ก็ไม่ต้องสนผลคู่อื่น เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้นพร้อมๆ กันทุกสนาม เพียง 2 นาที ยูเวนตุส ก็บุกไปนำ อูดิเนเซ่ อย่างไวจาก ดาวิด เทรเซเก้ต์ ไม่เพียงแค่นั้น ยูเว่ พยายามปิดงานของตัวเองให้ไว เพราะนาทีที่ 11 อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ก็ยิงให้ทีมหนีไป 2-0 ซึ่งมองเป็นเรียลไทม์ ยูเว่ เป็นแชมป์ตอนนี้ ที่กรุงโรม บ้านของลาซิโอ เกมนี้ อินเตอร์ มิลาน มีคู่หัวหอกเป็น โรนัลโด้ และ คริสเตียน วิเอรี่ เรียกได้ว่าเป็นคู่หอกที่อันตรายสุดของลีกก็ว่าได้ หากจะมีข้อตำหนิอยู่บ้างก็คงจะเป็นการที่ โรนัลโด้ เพิ่งกลับมาฟิตได้ไม่นาน โรนัลโด้ เจ็บหายหน้าไปปีกว่า ก่อนจะกลับมาลงเล่นในช่วงปลายปี 2001 แต่เล่นได้ไม่กี่นัดก็เจ็บแฮมสตริง พักไปอีก 3 เดือน กลับมาอีกทีคือนัดที่ 31 และทำท่าจะฟิตเต็มที่ เพราะเขายิงประตูได้ทันที และยิงประตูติดต่อกันมาในนัดที่ 32 และ 33 ด้วย อย่างไรก็ตาม ในเกมสุดท้ายกับลาซิโอนี้ ดูเหมือน โรนัลโด้ จะแผ่วไปเล็กน้อย ดูเกร็งไปบ้าง การสปีดของเขาไม่จี๊ดจ๊าดอย่างที่เราเคยเห็น, ลูกยิงของเขาหลุดกรอบ ทว่าเพื่อนร่วมทีมก็ไม่ปล่อยให้เขาต้องแบกภาระคนเดียว นาทีที่ 12 คริสเตียน วิเอรี่ ก็ชาร์จจ่อๆ ให้อินเตอร์ นำ 1-0 แฟนบอลงูใหญ่เฮสุดเหวี่ยง ตอนนี้พวกเขากลับมาเป็นแชมป์อีกครั้งตามเรียลไทม์ เท่านั้นเอง ดูเหมือนว่าความมันของเกมจะเริ่มขึ้น ลาซิโอ เองก็ต้องเต็มที่ เพราะพวกเขาต้องการโควต้าฟุตบอลยุโรป คาเรล โพบอร์สกี้ วิ่งมายิงให้ ลาซิโอ ตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 19 5 นาทีต่อมา อินเตอร์ ก็ออกนำอีกครั้ง หนนี้เป็นลูกเตะมุมของ อัลบาโร่ เรโคบา เปิดมาเข้าหัว ลุยจิ ดิ เบียโจ้ โขกเสียบใต้คาน 2-1 ครึ่งแรกที่ยูเว่จบก่อน พวกเขานำอูดิเนเซ่ 2-0, เกมที่ โรม่า ไปเยือนโตริโน่ ยังเสมอ 0-0 ขณะที่อินเตอร์ คาดหวังว่าจะนำลาซิโอ 2-1 ก่อนเบรกพักครึ่ง แต่แล้ว วลาติสลาฟ เกรสโก้ แบ็กซ้ายชาวสโลวาเกีย ก็สร้างช็อตตำนาน ด้วยการโหม่งบอลคืนหลังโดยไม่ระวัง กลายเป็นโหม่งตั้งให้ คาเรล โพบอร์สกี้ ยิงตีเสมอให้ลาซิโอเป็น 2-2 ในครึ่งหลัง ลงเล่นไปได้ 10 นาที สถานการณ์ก็พลิก เพราะ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ อดีตเด็กเก่าอินเตอร์เอง โหม่งลูกฟรีคิกให้ ลาซิโอ แซงนำ 3-2 ความกดดันแผ่มายัง อินเตอร์ ทันที วิเอรี่ กับ โรนัลโด้ ไม่มีโอกาสลุ้นมากนัก สลับจอไปดูคู่อื่น ยูเว่ ยังตรึงสกอร์นำ 2-0 ไว้ได้ ส่วนโรม่า มาได้ประตูนำ โตริโน่ ในนาทีที่ 68 จาก อันโตนิโอ คาสซาโน่ ตอนนี้ วัดกันเรียลไทม์ อินเตอร์ ตกมาอยู่อันดับ 3 แล้วด้วยซ้ำ เอคตอร์ กูเปร์ เป็นกุนซือที่โดนมองเป็นพระรอง เพราะทำ บาเลนเซีย เล่นดี แต่เป็นรองแชมป์ ชปล. 2 สมัยติด การพาอินเตอร์ เป็นแชมป์ จะทำให้เขาลบคำสบประมาทนี้ แต่ความหวังของอินเตอร์ ก็ยิ่งห่างไกลออกไปในนาทีที่ 73 เมื่อ บอลเปิดจากสุดเส้นทางซ้ายมาเข้าหัว ซิโมเน่ อินซากี้ กุนซือคนปัจจุบันของอินเตอร์ เทกตัวโขกให้ ลาซิโอ นำห่าง 4-2 5 นาทีต่อมา กูเปร์ ตัดสินใจเปลี่ยนตัว โรนัลโด้ ออกจากสนาม ส่ง โมฮัมเม็ด กัลล่อน ลงไปแทน ตอนนั้นเองเมื่อ โรนัลโด้ มาอยู่ที่ม้านั่งสำรอง กล้องก็จับภาพไปเห็นเขานั่งโดยมีฝ่ามือปิดใบหน้าและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร โรนัลโด้ รู้ว่าปาฏิหาริย์ไม่มีจริงแล้ว อินเตอร์ จะยิง 3 ประตูเพื่อแซงชนะภายในเวลา 10 กว่านาทีได้อย่างไร? แถมตัวเขาเองก็ไม่สามารถช่วยทีมได้อย่างที่ต้องการในเกมนี้ ผิดหวังทั้งตัวเอง ผิดหวังทั้งผลการแข่งขันที่กำลังอยู่ตรงหน้า ไม่แปลกใจเลยที่ โรนัลโด้ จะร้องไห้ สิ้นเสียงนกหวีดยาวของเกมนัดสุดท้ายวันนั้่น ยูเวนตุส ที่บุกไปชนะอูดิเนเซ่ 2-0 แซงเข้าป้ายเป็นแชมป์ โรม่า ที่บุกชนะโตริโน่ ก็ปาดหน้าเข้าเป็นอันดับ 2 ส่วนอินเตอร์ ที่นำจ่าฝูงมาตลอด กลับตกลงไปเป็นอันดับ 3 มันคือช่วงเวลาที่น่าผิดหวังของสาวกเนรัซซูรี่อย่างแท้จริงในช่วงนั้น เพราะปลายยุค 90s ต่อต้น 2000s เป็นช่วงที่อินเตอร์ เต็มไปด้วยสตาร์ระดับโลก โดยเฉพาะแนวรุก แต่พวกเขากลับไม่สามารถไปถึงแชมป์สคูเด็ตโต้ได้เลย โรนัลโด้ ที่ผิดหวังในเกมนั้น โดนสื่อจ้องจับผิดว่าเขาไม่เก่งเหมือนเดิมแล้ว หลังหายเจ็บพักไปเป็นปี แต่ R9 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขายังคงสุดยอด เขากลับไปเคลียร์หัวสมองให้โล่ง และมาพร้อมกับทรงผมไดโกโระ นำทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกได้ในซัมเมอร์นั้น เมื่อฟุตบอลโลกจบลง โรนัลโด้ ก็ย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด ท่ามกลางความผิดหวัง และไม่พอใจของแฟนบอลอินเตอร์ จำนวนมาก ไม่มีใครรู้เลยว่าเกมกับ ลาซิโอ นัดดังกล่าว จะเป็นเกมสุดท้ายของ โรนัลโด้ ในสีเสื้ออินเตอร์ มิลาน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" มาเกเลเล่ ความผิดพลาดของมาดริด "

มีการโคว้ทคำพูดของ ซีเนดีน ซีดาน เอาไว้ที่บอกว่า "คุณจะเอารถเบนท์ลี่ย์ไปเคลือบทองให้ได้อะไรขึ้นมา ในเมื่อคุณเสียเครื่องยนต์ไปแล้ว?" เป็นคำพูดที่วิพากษ์ถึงแนวทางกาลาคติกอสของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ในสมัยแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรเรอัล มาดริด ล่าสุด มาดริด เพิ่งเถลิงแชมป์ยุโรปสมัยที่ 14 อย่างยิ่งใหญ่ หากถามว่าอะไรคือจุดแข็งของพวกเขา แน่นอนว่าคือนักเตะเก่งมีประสบการณ์ และที่สำคัญคือทีมต้องมีความสมดุลย์ โดยเฉพาะกลางสนาม มาดริด ต้องรอถึง 12 ปีระหว่างแชมป์สมัยที่ 9 กับสมัยที่ 10 ของพวกเขา ซึ่งสมัย 10 เกิดขึ้นในปี 2014 ภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ นี่แหละ ปี 1998 จุ๊ปป์ ไฮน์เกส พาทีมได้แชมป์ด้วยการเอาชนะยูเว่ เป็นแชมป์สมัยที่ 7 ปี 2000 ก็ได้แชมป์สมัยที่ 8 ด้วยการเอาชนะบาเลนเซีย 3-0 ภายใต้การคุมทีมของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ แชมป์ 2 สมัยนี้เกิดขึ้นภายใต้ยุคของท่านประธานลอเรนโซ่ ซานซ์ ปี 2000 นั่นเองมีการเลือกตั้งประธานสโมสร แต่ ลอเรนโซ่ ซานซ์ ไม่สามารถรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ ผู้ชนะการเลือกตั้งคือ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ที่เข้ามาพร้อมนโยบาย กาลาคติกอส รวมดวงดาวทั้งฟากฟ้ามาไว้ที่เบร์นาเบว เขาประกาศด้วยแคมเปญจะลาก หลุยส์ ฟิโก้ จากบาร์ซ่ามาอยู่ที่มาดริดให้ได้ (เขาทำได้จริง) แนวทางของเปเรซ คือในทุกๆ ปีจะต้องมีดาวดังระดับโลกเดินหน้าเข้าสู่ทีม โดยยังมองข้ามความสำคัญของเกมฟุตบอลไป คิดว่าตัวเก่ง ตัวดัง นักเตะคุณภาพดีเยอะๆ ก็เพียงพอจะทำให้ทีมเป็นแชมป์แล้ว หลุยส์ ฟิโก้ ต่อด้วย ซีเนดีน ซีดาน และต่อด้วยโรนัลโด้ R9 เดินทางเข้ามาปีละคนๆ ช่วงนั้น มาดริด ได้แชมป์ ลา ลีกา สลับกับแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบปีเว้นปี หลังจบฤดูกาล 2002/03 มาดริด ได้แชมป์ ลา ลีกา ก็จริง แต่พวกเขาชวดแชมป์ ชปล. เพราะไปแพ้ในรอบรองชนะเลิศให้กับ ยูเวนตุส สำหรับ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ นั้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือเป้าหมายอันดับ 1 มันคือสิ่งที่ควบคู่กับคำว่า เรอัล มาดริด มาตลอด มันคือการประกาศว่าพวกเขาคือที่ 1 ของยุโรป ที่สำคัญในปีก่อนหน้านั้นคือฤดูกาล 2001/02 พวกเขาก็เป็นเจ้าของแชมป์ เป็นแชมป์สมัยที่ 9 หลังเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 นั่นทำให้สุดท้ายแล้ว เปเรซ ก็แยกทางกับ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ชนิดที่ทำให้แฟนมาดริดช็อคไม่น้อย ซัมเมอร์ปี 2003 เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มาดริด คว้าตัว คาร์ลอส เคยรอช มือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาทำทีมแทน เดล บอสเก้ ที่แยกทางไป นอกจากนั้น แนวทางกาลาคติกอส ก็ยังคงอยู่ พวกเขาไม่เพียงแค่เอา เคยรอช มาจากปีศาจแดง แต่ยังเซ็น เดวิด เบ็คแฮม มาร่วมทีมด้วย ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้ เป็นเวลา 3 ปีเต็มที่ โคล้ด มาเกเลเล่ เข้ามาเป็นกำลังสำคัญให้กับแดนกลาง เรอัล มาดริด นับแต่ย้ายมาจากเซลต้า บีโก้ ในปี 2000 บทบาทของ มาเกเลเล่ อาจดูไม่มีอะไรมาก เขาไม่ได้มีทักษะหวือหวา เล่นบอลง่ายๆ แต่กลับมีความสำคัญกับทีม ซึ่ง เปเรซ มองไม่เห็น มาเกเลเล่ คือมิดฟิลด์ตัวรับระดับท็อป การอ่านเกม การยืนตำแหน่ง การเข้าสกัด การแท็คเกิ้ลที่แม่นยำ มันทำให้เซนเตอร์แบ็กของทีมเล่นง่าย และยังทำให้พวกตัวรุกได้เฉิดฉายเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น ซีดาน, ฟิโก้, ราอูล, มอร์ริเอนเตส, กูตี หรือ โรนัลโด้ R9 เดิมที เปเรซ พร้อมต่อสัญญากับ มาเกเลเล่ ออกไป ได้มีการพูดคุยกันไว้ดิบดี มาเกเลเล่ บอกว่าเขาจะกลับมาเซ็นสัญญาทันทีหลังพักร้อนเสร็จ ซึ่ง เปเรซ ก็โอเค ระหว่างนั้นเองที่สโมสรไปเซ็นเอา เบ็คแฮม มาร่วมทีม ทำให้งบประมาณของสโมสรไม่เพียงพอจะจ่ายให้กับ มาเกเลเล่ อีก ทั้งที่ค่าจ้างเขาก็ไม่ได้สูงลิบลับอะไร สุดท้าย มาเกเลเล่ ก็เหมือนโดนบีบให้ต้องย้ายทีม ที่มันทำให้แตกหักคือ มาดริด ต้องการค่าตัวระดับ 15 ล้านยูโรด้วยซ้ำ! มีหลายทีมยื่นขัอเสนอมาแต่โดน มาดริด บอกปัดไปหมดเพราะค่าตัวไม่ถึงที่ตั้งไว้ ก็พอดีปี 2003 เชลซี มีการเปลี่ยนเจ้าของทีมมาเป็น โรมัน อับราโมวิช ที่มีเงินให้ช็อปปิ้งไม่อั้น พวกเขาเลยทุ่มเงิน 16.5 ล้านปอนด์ให้มาดริด เพื่อคว้าตัว โคล้ด มาเกเลเล่ มาร่วมทีม ตอนแรก เปเรซ และมาดริด ยังยิ้มได้ ยังไงขายกองกลางวัย 30 ได้ตั้งราคาขนาดนี้ แถม มาเกเลเล่ ก็ไม่ได้มีความเป็นซูเปอร์สตาร์ใดๆ เพียงแต่คนที่ส่ายหัวคือนักเตะในสนามและโค้ช เพราะการไม่มี มาเกเลเล่ ทำให้ขาดตัวกรองชั้นดี ขาดตัวเชื่อมระหว่างหลังกับกลาง เมื่อไม่มี มาเกเลเล่ ทำให้ตำแหน่ง กองกลางตัวรับ ของมาดริดมีปัญหาทันที วิธีแก้คือหลายครั้งต้องจับ เดวิด เบ็คแฮม กับ กูตี ลงมายืนคู่กันในระบบ 4-2-3-1, หลายครั้งก็เป็น ซานติอาโก้ โซลารี่ และอีกบางเกมที่ต้องดัน อิบัน เอลเกร่า กลับขึ้นมายืนกลางรับ ทั้งที่เขาถอยไปยืนเซนเตอร์มาหลายปีแล้ว ดาวรุ่งอย่าง เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ ในยามนั้น หรือการเสริมทัพเซอร์ไพรส์อย่าง โธมัส กราเวอเซ่น ก็ไม่ใช่คำตอบ นั่นทำให้ใน เรอัล มาดริด ไม่ได้แชมป์รายการใหญ่เลย นานถึง 4 ปี กว่าจะกลับมาเป็นแชมป์ ลา ลีกา ได้อีกครั้งในปี 2007 ด้าน โคล้ด มาเกเลเล่ ที่โดนปล่อยตัวออกมา เขากลายมาเป็นกำลังสำคัญให้เชลซียุคใหม่ เขากลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และ ลีก คัพ อีก 2 สมัย ในระยะเวลา 5 ฤดูกาลที่เล่นให้กับทีมสิงห์บลูส์ เครื่องยนต์ของรถเบนท์ลี่ย์ ที่ซีดาน ว่าเอาไว้ในตอนแรก็คือ โคล้ด มาเกเลเล่ นี่เอง นี่คือบทเรียนสำคัญในการทำงานของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ที่สอนให้เขารู้ว่าการซื้อขายนักเตะ อย่าพิจารณาแค่เพียงชื่อเสียง หรือความเป็นสตาร์แต่เพียงอย่างเดียว ฟุตบอลในสนามมันมีอะไรมากกว่านั้น และนักเตะที่ปิดทองหลังพระอย่าง โคล้ด มาเกเลเล่ ก็มีความสำคัญไม่แพ้เหล่าดวงดาวราคาแพงเหล่านั้นเลย รับชมคลิปเพิ่มความสนุกในการอ่านของท่าน :: http://ow.ly/muyh30sl1jx เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ผู้โชคร้ายแห่ง แอสตัน วิลล่า "

แอสตัน วิลล่า ทำการเสริมทัพล่วงหน้าสำหรับฤดูกาลถัดไปได้อย่างน่าตื่นเต้น พวกเขาเซ็น บูบาการ์ กามาร่า มาจาก โอลิมปิก มาร์กเซย แบบไม่มีค่าตัว และกำลังจะได้ ดีเอโก้ คาร์ลอส กองหลังบราซิลของเซบีย่า มาร่วมทีมอีกราย ครั้งหนึ่ง วิลล่า เคยเป็นทีมแข็งแกร่ง และพวกเขามีช่วงที่ขาดความสม่ำเสมอ แต่ในทีมสิงห์ผงาดแห่งมิดแลนด์ส จะต้องมียอดนักเตะฝีเท้าดีอยู่ในทีมไม่เคยขาด ย้อนไปในฤดูกาล 2000/01 แอสตัน วิลล่า ซึ่งช่วงนั้นพวกเขาถือเป็นทีมครึ่งบนของตาราง จบอันดับท็อป 6 อยู่เสมอ ก็จัดการเสริมทัพ ด้วยการเซ็นกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมวัย 33 ปีมาร่วมทีมแบบฟรีๆ จาก พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น ด้วยกฎบอสแมน ทำให้ วิลล่า คว้าตัวเขามาร่วมทีมได้แบบไม่มีค่าตัว แม้จะอายุ 33 ปีแล้ว แต่ความร้ายกาจของเขาคนนี้ก็ยังมีให้เห็น เขาคือ ลุค นิลิส รุด ฟาน นิสเตลรอย กับ โรนัลโด้ เป็นสองกองหน้าที่เก่งระดับสุดยอดในช่วงของเขา แม้จะต่างสไตล์กันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้งคู่ถือเป็น "ดาวยิงหมายเลข 9" ที่เก่งแบบสุดๆ ความเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งคู่ผ่านการเล่นให้ พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น มาแล้ว และที่สำคัญ เคยจับคู่กับ ลุค นิลิส มาแล้วทั้งสองคน โรนัลโด้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า นิลิส คือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดที่เขาเคยเล่นด้วย "ผมเล่นกับนักเตะเก่งๆ มากมายอย่าง ฟิโก้, โรมาริโอ, ซีดาน, ริวัลโด้, จอร์เกฟฟ์ และ ราอูล แต่มันเข้าขากันที่สุดตอนเล่นกับ ลุค นิลิส ซึ่งคู่กับผมที่พีเอสวี" นิลิส ย้ายมาจาก อันเดอร์เลชท์ ในบ้านเกิดเบลเยี่ยม มาเล่นให้ พีเอสวี ในปี 1994 พร้อมๆ กับ โรนัลโด้ แต่เขาอายุมากกว่า โรนัลโด้ ถึง 9 ปี ทั้งคู่เล่นด้วยกัน 2 ฤดูกาล ประสานงานกันอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงปีที่ 2 คือปี 1995/96 โรนัลโด้ มีอาการเจ็บรบกวน ลงสนามไปแค่ 13 นัด ทำให้ พีเอสวี ต้องพึ่งพา นิลิส เป็นหลัก และเขาก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวัง ยิงไป 21 ประตู เป็นดาวซัลโวของทีม หลังจากที่ โรนัลโด้ ย้ายออกไปได้ 2 ปี ทีมดังแห่งไอน์ดโฮเฟ่น ก็คว้าตัวเบอร์ 9 อีกรายเข้ามาร่วมทีมนั่นคือ รุด ฟาน นิสเตลรอย เพื่อมาประสานงานกับ นิลิส 2 ปีที่เล่นด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างยิงกระฉูด นับเฉพาะในลีก ปีแรก รุด ยิงไป 31 ประตู นิลิส 24 ประตู, ปีที่ 2 รุดยิง 29 ประตู นิลิส 19 ประตู ลุค นิลิส เป็นกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยม รูปร่างผอมสูง เขามักได้รับฉายาว่า "Lucky Luc" หรือ ลุคผู้โชคดี เพราะมักอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการทำประตูเสมอ จริงๆ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับโชค แต่มันเป็นความฉลาดในการหาตำแหน่งของเขามากกว่า ทีเด็ดของเขาที่เราคุ้นตากันคือลูกวอลเล่ย์ที่ทำได้แม่นยำมากทั้งซ้ายขวา ถ้าให้อธิบาย ลุค นิลิส ก็คือ เขาอาจไม่ใช่กองหน้าที่เก่งแบบสุดยอด ระดับเทพในด้านใดด้านหนึ่ง แต่เขาเป็นนักเตะที่ครบเครื่อง สามารถทำได้ทุกอย่างที่กองหน้าควรทำได้ นิลิส มีทักษะดี รูปร่างดี แข็งแรงพอที่จะโหม่งได้มีประสิทธิภาพ, พักบอลได้ เล่นเป็นทีมดี, ยิงประตูได้หลากหลาย วอลเล่ย์, ชาร์จ, ปั่นโค้ง, โหม่ง เขาถนัดทั้งสองเท้า และยังยิงฟรีคิกได้ดีอีกต่างหาก คุณสมบัติแบบนี้เองที่ทำให้เขาสามารถเล่นได้ทั้งกองหน้าเบอร์ 9 และ กองหน้าเบอร์ 10 ที่เป็นตัวสนับสนุน ยิ่งในยุคที่ฟุตบอลยังมักเล่นด้วยกองหน้าคู่ ยิ่งเหมาะกับ นิลิส แล้วก็ความสามารถรอบด้านแบบนี้เองที่ทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของกองหน้าเบอร์ 9 อย่าง โรนัลโด้ หรือ ฟาน นิสเตลรอย ในฐานะคู่หู เพราะเล่นได้เข้าขาทุกรูปแบบ ในศึก ยูโร 2000 ที่ฮอลแลนด์ และเบลเยี่ยม เป็นเจ้าภาพร่วม ลุค นิลิส ก็ติดทัพเบลเยี่ยมด้วย แต่เขาเป็นสำรอง เพราะมองว่าอายุเยอะ และเวลานั้นมีกองหน้าที่กำลังฟอร์มดี ฟอร์มพุ่งอย่าง บรังโก้ สตรูปาร์ กับ เอมิล เอ็มเพนซ่า เป็นตัวจริง นิลิส ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายเจอกับตุรกี แต่ก็ต้านทัพเติร์กไม่ไหวพ่ายไป 0-2 ทำให้ เบลเยี่ยม ตกรอบแรก ซัมเมอร์นั้นเองที่เขาตัดสินใจแยกทางกับ พีเอสวี เพราะหมดสัญญาพอดี ทำให้ แอสตัน วิลล่า ของกุนซือ จอห์น เกรกอรี่ เซ็นเข้ามา ซึ่งตอนนั้นมีข่าวว่าลิเวอร์พูล กับทีมจากสเปน ก็สนใจในตัวเขา แม้จะอายุ 33 ปีแล้ว แต่ถือเป็นนักเตะชื่อดัง ที่เรียกว่าเข้ามาเป็นสตาร์ของ วิลล่า ได้เลย ประเดิมเกมแรกในพรีเมียร์ ลีก นิลิส ก็โชว์ฟอร์มเลย เขายิงประตูใส่เชลซี ได้ทันทีในเกมที่ วิลล่า เสมอกับทีมสิงห์บลูส์ 1-1 เกมที่สอง เขาลงเป็นกองหน้าตัวจริงให้ วิลล่า อีกครั้งจับคู่กับ ดิออน ดับดลิน ไปเยือนแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล แต่วิลล่า ต้านความร้อนแรงของ ไมเคิ่ล โอเว่น ในตอนนั้นไม่ไหว โดน "เบบี้โกล" แฮททริก ใส่พ่ายไป 1-3 โชคร้ายมาถึงเอาในเกมที่ 3 เป็นการไปเยือน อิปสวิชที่ พอร์ทแมน โร้ด เล่นไปได้เพียงไม่กี่นาที ในจังหวะบอลโด่งเข้าเขตโทษ นิลิส ลอยตัวเข้าหาบอล แต่ปะทะกับ ริชาร์ด ไรท์ มือกาวของทีมม้าขาว จนกระดูกหน้าแข้งหัก ต้องโดนเปลี่ยนตัวออกทันที เป็นภาพที่น่าหวาดเสียวสุดขีด ข่าวนี้ดังไปทั่วเพราะนักเตะเพิ่งย้ายมาพรีเมียร์ ลีก แค่แป้บเดียว และเล่นดี มีแววเป็นสตาร์ของทีม เป็นตัวดังของลีกได้ แพทย์พยายามรักษาเขาเต็มที่ หวังว่าจะหายกลับมาได้ แต่สุดท้าย กระดูกมันไม่ได้หักสวย มันหักแบบละเอียด เกิดอาการติดเชื้อ จนเกือบต้องตัดขา สุดท้าย นิลิส ก็ต้องตัดสินใจแขวนสตั๊ดด้วยวัย 33 ปี หลังอาการเจ็บ เขาอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่สุดๆ เขามีลูกอายุน้อย 3 คน แต่เขากลายเป็นคนไม่มีความสุขเมื่ออยู่บ้าน จนกระทั่งสุดท้ายต้องหย่ากับภรรยา "ผมอยู่ในความมืดมิด อยู่ในหลุมดำ มันหดหู่มากๆ มันไม่ใช่การแยกทางที่รุนแรงยุ่งเหยิงเลย แต่ ใช่ มันมาจากผลกระทบจากสภาพจิตใจที่ผมเป็นตอนนั้น เมื่อฟุตบอลถูกพรากไปจากผม ผมคิดถึงมันมากจนรู้สึกว่าเคว้งคว้าง มันเป็นความทรมานทางจิตใจ ทุกวันๆ เป็นเวลายาวนาน" เขายอมรับว่าเรื่องราวที่ แอสตัน วิลล่า เขาอยากจะลืมมันไปให้หมด และ พอร์ทแมน โร้ด สนามของอิปสวิช จะเป็นที่ที่เขาไม่คิดอยากกลับไปอีก "ผมแยกตัวออกมาคนเดียว เป็นเวลานาน ผมไม่อยากจดจำอะไรเกี่ยวกับมันเลย มันเป็นสถานที่ที่ผมไม่อยากจะไปอีกเลย" "ริชาร์ด ไรท์ เข้ามาหาผมในวันรุ่งขึ้น แต่ผมไม่อยากเจอเขา จากนั้นเขากลับมาอีกเรื่อยๆ และเมื่อผมหัวโล่งขึ้นแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็บอกกับเขาว่า อย่ากังวลเลย ฉันไม่โทษนายหรอก เขามีความสุขที่ผมไม่ได้โทษเขา และผมก็ไม่ได้โทษเขาจนแม้ทุกวันนี้ เจ้าของทีมอิปสวิช (เดวิด) ชีพแชงค์ ก็มาเยี่ยมผม 2 หน ชีพแชงค์ ผมไม่มีวันลืมชื่อนี้เลย มันเป็นเรื่องดีมากที่เขามาเยี่ยม" "การต้องเซ็นเอกสาร (เดือนมกราคม 2001) ว่าผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้อีกแล้วเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง แน่นอนว่ามันเป็นวันที่ดำมืดที่สุดในชีวิตผม ผมรู้สึกว่าผมเกิดมาโดยมีลูกบอลอยู่บนเตียงนอนด้วย จากนั้น ในวินาทีเดียวผมต้องเซ็นว่าผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้อีกแล้ว ด้านจิตใจแล้ว มันยากที่จะทำใจ" "เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน (เคยคุมเขาที่ พีเอสวี) เคยบอกผมว่าให้ภูมิใจในการเป็นนักฟุตบอล ผมโชคดีมากที่ได้เล่นภายใต้เขาอยู่ 1 ปี เขาเป็นคนมหัศจรรย์ เขาจะบอกให้ผมลงไปเล่นให้สนุก แสดงให้คนที่เขามาดูคุณว่าคุณสนุกกับเกม เพราะพวกเขาจะสนุกไปกับคุณด้วย" "ผมไม่เคยลืมว่าตอนที่ผมเล่น ผมเป็นคนมองในแง่บวกเสมอ ผมช่วยเพื่อนร่วมทีมและให้กำลังใจเพื่อนๆ เสมอ แต่หลังจากอาการเจ็บ มันยากมากที่จะดึงเอาจิตใจกลับมาให้คิดในแง่บวก ผมกลายเป็นคนหดหู่ในทันที" ลุค นิลิส ใช้เวลาถึง 4 ปีในการรักษาอาการเจ็บและทำกายภาพบำบัดจนกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติอีกครั้ง หลังจากนั้นเขาก็ผันตัวไปทำงานด้านโค้ช เคยเป็นแมวมอง เป็นผู้ช่วยเทรนเนอร์ที่พีเอสวี เป็นโค้ชกองหน้าให้พีเอสวี และไปทำงานในตุรกี และจอร์แดน ปัจจุบัน เขาเป็นผู้จัดการทีมของ เบลิเซีย บิลเซ่น สโมสรในระดับดิวิชั่น 4 ของเบลเยี่ยม "ผมอายุ 53 ปีแล้ว ดังนั้นผมหวังว่าผมจะกลับไปเยือนที่นั่นได้ในวันหนึ่ง" นิลิส พูดถึงการกลับไป วิลล่า พาร์ค เอาไว้เมื่อ 2 ปีก่อน "มันต้องเป็นตอนที่แฟนบอลเต็มสนาม ผมอยากสัมผัสประสบการณ์แฟนบอลเต็มสนามที่วิลล่า พาร์ค อีกครั้ง ผมเคยหวังเอาไว้แบบนั้น แต่มันถูกพรากไปจากผมเร็วเกินไปหน่อย" จากนักเตะฝีเท้าเยี่ยมที่ โรนัลโด้ R9 กับ รุด ฟาน นิสเตลรอย ยกย่อง, กองหน้าที่ได้รับฉายาว่า "ลุคผู้โชคดี" กลับมาจบอาชีพนักเตะเพราะ "โชคร้าย" แต่ผลงานที่เขาฝากเอาไว้ก่อนหน้านั้น ก็ทำให้หลายคนยังจดจำเขาได้ดี หากจะมีโอกาสที่เขาจะหวนกลับไปเยือน วิลล่า พาร์ค บางทีในฤดูกาลใหม่ 2022/23 อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็เป็นได้ ยิ่งดูยิ่งได้อรรถรส รับชมคลิปได้เลย :: http://ow.ly/aUyZ30skHv0 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ซ้ายพิฆาตแห่งเซนต์ เจมส์ พาร์ค "

นิวคาสเซิ่ล เป็นทีมที่มีผลงานน่าประทับใจมากในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล หลังจากที่ เอ็ดดี้ ฮาว ปรับทีมจนลงล็อค พวกเขาไม่เพียงหนีตายได้อย่างสบายๆ แต่กระโดดมาจบถึงกลางตารางอันดับ 11 ทั้งที่ 14 นัดแรกไม่ชนะใครเลยแม้แต่เกมเดียว น่าสนใจมากว่าซัมเมอร์นี้ นิวคาสเซิ่ล จะเสริมทัพยังไง และเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้ร้อนแรงต่อยอดจากฤดูกาลนี้ได้หรือไม่ พูดถึงการเสริมทัพของนิวคาสเซิ่ล พวกเขามักมีนักเตะชื่อที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เข้ามาอยู่เสมอ กระทั่งภาพยนต์ GOAL! ก็ใช้นิวคาสเซิ่ล เป็นธีมหลักให้ ซานติ มูนเญซ เด็กโนเนมเชื้อสายเม็กซิกัน พระเอกของเรื่องเดินทางจากอเมริกา มาเซ็นสัญญาด้วย ถ้าจะมีนักเตะในชีวิตจริงสักคนของนิวคาสเซิ่ล ที่มีส่วนคล้ายกับ ซานติ มูนเญซ อยู่บ้าง เห็นจะเป็น โลร็องต์ โรแบร์ ปีกซ้ายทีมชาติฝรั่งเศส เพียงแต่ โรแบร์ ตอนย้ายมายังนิวคาสเซิ่ล ในปี 2001 เขาไม่ใช่เด็กโนเนม แต่เป็นตัวหลักของ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น โรแบร์ เกิดที่เกาะเรอูนิยง ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส เกาะนี้อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ใกล้กับมาดากัสการ์ ในทวีปแอฟริกา เขาเดินทางมาเป็นนักเตะของมงต์เปลลิเยร์ตอนอายุ 16 ปี จากนั้นผลงานดีจน ปารีส คว้าตัวมาร่วมทีมในปี 1999 ด้วยวัย 24 ปี 2000/01 เปแอสเช ผลงานในลีก เอิง ไม่ดี จบแค่อันดับ 8 ทีมชุดนั้นมีนักเตะอย่าง เจย์เจย์ โอโคชา, นิโกล่าส์ อเนลก้า,เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, มิเกล อาร์เตต้า, อาลี เบอนาร์เบีย ร่วมทัพ ทว่าดาวยิงประจำทีมในฤดูกาลนั้นเป็น โรล็องต์ โรแบร์ ในตำแหน่งปีกซ้าย เขาทำไป 15 ประตูจาก 32 เกมในลีก และยอดรวมทุกรายการ 18 ประตู จนนิวคาสเซิ่ล ยอมทุ่มเงิน 9.5 ล้านปอนด์คว้าตัวมาร่วมทีม แฟนบอลอังกฤษไม่ค่อยรู้จักโรแบร์ มากนัก แต่เพียงไม่กี่เกมแรกของเขาบนแผ่นดินอังกฤษ ผู้คนก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมปู่บ็อบ ถึงได้ซื้อหนุ่มวัย 26 รายนี้มาร่วมทีม เกมแรกเป็นการเสมอเชลซี 1-1 ในนัดเปิดฤดูกาล 2001/02 นัดต่อมาเขาทำแอสซิสต์ ทีมเสมอซันเดอร์แลนด์ 1-1 นัดที่ 3 โรแบร์ ยิงไป 1 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ นิวคาสเซิ่ลถล่มมิดเดิลสโบรช์ 4-1 เกมไฮไลท์มาถึงคือการเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดที่ 4 ของฤดูกาล ปกติแล้ว คู่นี้เจอกันใส่กันมันตลอด เพราะต่างเป็นบอลบุก นิวคาสเซิ่ล ในยุคของปู่บ็อบ ทำให้หลายคนชื่นชอบ เหมือนสมัย เควิน คีแกน เพราะเล่นฟุตบอลเอนเตอร์เทน นักเตะตัวรุกจึงแจ้งเกิดได้มากมายในยุคปู่ เพียง 5 นาที โรแบร์ ก็แสดงความพิเศษของเขาให้เห็นนั่นคือการฟรีคิก เขาปั่นเสียบตาข่ายแมนฯ ยูไนเต็ด พาทีมออกนำ และมันเป็นเกมที่สุดดุเดือด นิวคาสเซิ่ล เฉือนชนะ 4-3 รอย คีน โดนใบแดง จบฤดูกาลแรกกับนิวคาสเซิ่ล โรแบร์ ทำไป 8 ประตูกับ 14 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมสาลิกาดง จบอันดับ 4 ของพรีเมียร์ ลีก โรแบร์ อาจไม่ใช่นักเตะที่ขยันที่สุดในทีม ไม่ใช่ปีกซ้ายประเภทคุกคามคู่แข่งได้จากความพริ้วไหว กระชากลากเลื้อย แต่เขามีเท้าซ้ายสุดฉมัง การครอสบอล และการยิงบอลถือเป็นจุดเด่น โดยเฉพาะการปั่นฟรีคิก คือเครื่องหมายการค้า แม้ถนัดซ้าย แต่ โรแบร์ สามารถยิงฟรีคิกได้จากทุกมุม ใกล้ ไกล เบี่ยงซ้าย เยื้องขวา ยิงได้หมด โรล็องต์ โรแบร์ จะปั่นฟรีคิกด้วยข้างเท้าด้านใน ใช้บริเวณใกล้ๆ ตาตุ่มด้านในสัมผัสบอล ทำให้เขาเลือกยิงได้ว่าจะเอาแรงแบบเต็มเหนี่ยว หรือจะยิงให้บอลโค้ง คล้ายๆ กับ จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่ เขาเล่นให้นิวคาสเซิ่ล 4 ฤดูกาล ลงสนามนับเฉพาะพรีเมียร์ ลีก 129 นัด ทำได้ 22 ประตู และ 11 ประตูที่ทำได้มาจากฟรีคิก! ณ ปัจจุบันมีเพียง จานฟรังโก้ โซล่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เธียร์รี่ อองรี, เจมส์ วอร์ด เพราส์ และ เดวิด เบ็คแฮม เพียง 5 คนเท่านั้นที่ยิงฟรีคิกในพรีเมียร์ ลีก มากกว่า โรแบร์ เมื่อคิดเป็น % ของประตูที่ทำได้ ถือว่าสูงมาก เพราะ 50% ของประตูที่เขายิงให้นิวคาสเซิ่ลในลีก คือฟรีคิก และเมื่อหารเฉลี่ยเป็นจำนวนนัด โรแบร์ คืออันดับ 1 เป็นสถิติที่สูงกว่า เดวิด เบ็คแฮม ด้วยซ้ำ เขาไม่ใช่นักเตะเทพ ไม่ใช่นักเตะแข็งแกร่งที่ฟอร์มการเล่นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในปีหลังๆ แต่เป็นนักเตะประเภท Cult hero ที่แฟนๆ จดจำได้ดีจากช็อตมหัศจรรย์ ช็อตสวยๆ ที่มีมาฝากอยู่เรื่อยๆ น่าเสียดายที่เมื่อ นิวคาสเซิ่ล ตัดสินใจปลด บ็อบบี้ ร็อบสัน และแต่งตั้ง แกรม ซูเนสส์ เข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป โรแบร์ พลาดที่ออกมาวิจารณ์ ซูเนสส์ และเพื่อนร่วมทีม จนในที่สุดสโมสรลอยแพ ปล่อยเขาให้พอร์ทสมัธยืมตัวในปี 2005/06 และครึ่งหลังของฤดูกาลนั้นเองเขาก็โดนปล่อยถาวรไปอยู่กับเบนฟิก้า ที่มี โรนัลด์ คูมัน คุมทีม ให้บังเอิญอีกเช่นกัน ประตูแรกของ โรแบร์ ในโปรตุเกส คือการยิงใส่เอฟซี ปอร์โต้ อริตลอดกาลของเบนฟิก้า และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขายิงแบบไหน... ใช่ มันคือฟรีคิก เป็นฟรีคิกระยะ 40 หลาเสียด้วย เขายอมรับว่าเสียใจที่ย้ายออกจากนิวคาสเซิ่ล เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อฝรั่งเศส เขาชื่นชอบนิวคาสเซิ่ลเสมอ นักเตะที่เก่งสุดที่เขาเล่นด้วยคือ อลัน เชียเรอร์ และกุนซือที่ดีที่สุดของเขาคือปู่บ็อบ ที่เขาบอกว่าเป็นเหมือนพ่อคนที่สอง และเมื่อปู่บ็อบไม่อยู่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด "นิวคาสเซิ่ล เป็นสโมสรที่ดีที่สุดของผมในเวลานั้นให้ผมได้เซ็นสัญญา การได้เล่นให้นิวคาสเซิ่ลใน แชมเปี้ยนส์ ลีก คือความมหัศจรรย์อย่างที่คุณสามารถจินตนาการได้" "ในฤดูกาลแรกของผม เราจบอันดับ 4 และปีต่อมา เราจบถึงอันดับ 3" "ทั้ง 2 ฤดูกาลนั้น เราได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ ลีก อย่างจริงๆ จังๆ และเราเป็นหนึ่งในทีมที่ได้ลุ้นอยู่เกือบทั้งฤดูกาล ของทั้ง 2 ปีนั้น" "ตอนที่เราเล่นฟุตบอลในแนวทางของเราภายใต้ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน และคุณสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในบิ๊กโฟร์ มันเป็นความรู้สึกยอดเยี่ยมสำหรับนักเตะสักคน" "ผมยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมสโมสรถึงปล่อยให้เขาจากไป ... เราจบอันดับ 5 นะ! นั่นควรจะเป็นฤดูกาลที่ดีสำหรับนิวคาสเซิ่ลแล้ว" "บ็อบบี้ มีทีมที่กำลังเล่นดี และเราจบอันดับ 4 , อันดับ 3 และอันดับ 5 ดังนั้นการเห็นเขาอำลาไปมันจึงแปลกมาก" "เมื่อเขาย้ายออกไป สโมสรก็เปลี่ยนไปเลย สไตล์ฟุตบอลก็เปลี่ยนไปด้วย และเราพยายามทำสิ่งที่ต่างออกไปกับนักเตะที่ต่างออกไป" "นั่นคือเหตุผลที่ผมอำลานิวคาสเซิ่ล เมื่อบ็อบบี้ ร็อบสัน จากไป ผมก็อยากไปเช่นกัน" แม้จะสวมเสื้อขาวดำของนิวคาสเซิ่ลแค่ 4 ปี และมีช่วงลุ่มๆ ดอนๆ อยู่บ้าง แต่ผลงานและไฮไลท์การเล่นของ โลร็องต์ โรแบร์ โดยเฉพาะช่วง 2 ปีแรก ก็ยังฝังใจเหล่าทูนอาร์มี่ อยู่เสมอ เขาสวมเสื้อหมายเลข 32 ประจำการทางฝั่งซ้าย และที่สำคัญ มีเท้าซ้ายที่สุดยอด อย่างที่ เซนต์ เจมส์ พาร์คไม่เคยเห็นมาก่อน และยังไม่เคยเห็นอีกเลยจนถึงทุกวันนี้ รับชมคลิปสุดมันกับซ้ายพิฆาตได้ที่ :: http://ow.ly/2N1430skqR4 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ที่สุดแห่งเกมเพลย์ออฟ "

ฤดูกาลฟุตบอลยุโรปกำลังจะปิดฉากลงอีกครั้งแล้ว ลีกใหญ่ๆ ทะยอยจบลงไป แต่ยังมีไฮไลท์ส่งท้ายกันอีกนิดหน่อย หากเป็นเวทีใหญ่แล้ว นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มักเป็นฉากจบแบบรูดม่านอย่างแท้จริง แต่ก็ยังมีโปรแกรมเหลือที่น่าลุ้นเช่นกัน นั่นคือการเพลย์ออฟ เลื่อนชั้นของลีกต่างๆ โดยเฉพาะ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ สู่พรีเมียร์ ลีก คืออีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจ อย่างที่เรารู้กันว่าว่า เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เอาแค่อันดับ 1 และ 2 เลื่อนชั้นอัตโนมัติ ส่วนทีมอันดับ 3-4-5-6 ต้องมาเพลย์ออฟกัน หาทีมชนะแค่ทีมเดียว คว้าตั๋วใบสุดท้าย การจับคู่เพลย์ออฟรอบรองชนะเลิศ อันดับ 3 จะเจออันดับ 6 และอีกคู่ อันดับ 4 เจอกับอันดับ 5 เตะกันแบบเหย้า-เยือน ผู้ชนะ จะเข้าไปชิงกันที่เวมบลีย์ ศึกเพลย์ออฟ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีเกมระดับดราม่า ตื่นเต้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรอบรองชนะเลิศ หรือรอบชิงชนะเลิศ หนึ่งในเกมที่เพิ่งผ่านมาในช่วงหลัง ที่หลายคนยังคงจำได้ดี นั่นคือดราม่าของเกมรอบรองชนะเลิศเมื่อปี 2012/13 ระหว่าง วัตฟอร์ด กับ เลสเตอร์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2012/13 จบลงด้วยการที่ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และ ฮัลล์ ซิตี้ เลื่อนชั้นอัตโนมัติ ส่วนทีมเพลย์ออฟ ประกอบด้วย ไบรตัน อันดับ 4 vs พาเลซ อันดับ 5 และอีกคู่ วัตฟอร์ด ซึ่งเป็นทีมอันดับ 3 ภายใต้การคุมทีมของ จานฟรังโก้ โซล่า มาเจอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 6 ที่มี ไนเจล เพียร์สัน คุมทีม ขณะนั้น เป็นเวลาเกือบ 3 ปี นับตั้งแต่คุณวิชัย เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ เป้าหมายคือการนำทีมกลับสู่พรีเมียร์ ลีก ให้ได้ แผนงานในช่วงแรกนี้คือการยืมตัวดาวรุ่ง หรือซื้อตัวนักเตะจากสโมสรในพรีเมียร์ ลีก มาร่วมทีม โดยเฉพาะจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ริทชี่ เดอ เลท, ไมเคิ่ล คีน, แดนนี่ ดริงค์วอเทอร์, แม็ตตี้ เจมส์, เจสซี่ ลินการ์ด ต่างย้ายจากแมนฯ ยูไนเต็ด มาเล่นให้ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนั้น ไม่ว่าจะเป็นดีลถาวร หรือยืมตัว นอกจากนั้นพวกเขายังยืมเอา แฮร์รี่ เคน สมัยเป็นดาวรุ่งมาร่วมทีมด้วย เจมี่ วาร์ดี้ ก็อยู่ในทีมเช่นกัน แต่เวลานั้น วาร์ดี้ ยังไม่ใช่วาร์ดี้ อย่างในช่วงหลัง ยังเป็นเพียงกองหน้าที่ถูกคว้าตัวมาจาก ฟลีตวูด ทาวน์ ใหม่ๆ ในเกมเพลย์ออฟ เลกแรกเตะกันที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก่อน และเป็น เลสเตอร์ ที่เฉือนชนะ 1-0 จากประตูของ เดวิด นูเจนท์ ในนาทีที่ 82 เลกสอง เตะกันอีก 3 วันให้หลังที่ วิคาเรจ โร้ด โดยมีผู้ตัดสินดาวรุ่งในเวลานั้นอย่าง ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ลงทำหน้าที่ วัตฟอร์ด ของ จานฟรังโก้ โซล่า ได้เปรียบตรงที่พวกเขามีนักเตะระดับประสบการณ์สูงอยู่ในทีมหลายคนเช่น มานูเอล อัลมูเนีย, มาร์โก คาสเซ็ตติ, ฟิตซ์ ฮอลล์ เป็นต้น แนวรุกของแตนอาละวาดมี อิเคชี่ อันย่า, ทรอย ดีนี่ย์ และ มาเตย์ วีดร้า ซึ่งอันตรายทุกคน ด้านผู้มาเยือนเลสเตอร์ ซึ่งกุมความได้เปรียบจากชัยชนะนัดแรก 1-0 มาในระบบ 4-4-2 ตามปกติ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เฝ้าเสา กองหลังมี ริทชี่ เดอ เลท, เวส มอร์แกน, ไมเคิ่ล คีน, เชฟฟรี่ ชลุปป์ กองกลางใช้ แดนนี้ คิง, ลอยด์ ดายเออร์, แม็ตตี้ เจมส์, อองโตนี่ น็อคการ์ท และกองหน้าเป็น เดวิด นูเจนท์ กับ คริส วู้ด พวก ดริงค์วอเทอร์, เจมี่ วาร์ดี้, แฮร์รี่ เคน ในตอนนั้นเป็นสำรอง เกมเล่นกันมาได้ 15 นาที วัตฟอร์ด ก็ออกนำ 1-0 จากการหลุดไปวอลเล่ย์อย่างสวยงาม มาเตย์ วีดร้า ทำให้สกอร์รวมเสมอกัน 1-1 ทว่าเพียง 4 นาทีต่อมา เลสเตอร์ ได้เตะมุม บอลเปิดมาเข้าหัว เดวิด นูเจนท์ โหม่งตีเสมอเป็น 1-1 ส่งผลให้ เลสเตอร์ กุมความได้เปรียบอีกครั้ง ในครึ่งหลัง นาทีที่ 65 วัตฟอร์ด ก็มาได้ประตูที่พวกเขาต้องการ ออกนำอีกครั้งเป็น 2-1 จาก มาเตย์ วีดร้า คนเดิมที่หลุดเข้าไปยิงเบียดเสาอย่างเฉียบขาด กติกาที่ ฟุตบอลลีก นำมาใช้ในการเพลย์ออฟ จะไม่มี อเวย์โกล นั่นหมายความว่า ตอนนี้ เสมอกัน 2-2 โอกาสเข้ารอบเท่าๆ กันในช่วงเวลาที่เหลือของเกม เกมนี้ มีการทดเวลาบาดเจ็บไปนานถึง 7 นาที อองโตนี่ น็อคการ์ท อาศัยความคล่อง พาบอลเข้าเขตโทษทางฝั่งขวา มาร์โก คาสเซ็ตติ ตามไปสกัด เขายกแขนขึ้นมาดันที่บริเวณหัวไหล่ของ น็อคการ์ท ทำให้ปีกเลสเตอร์ทิ้งตัวล้ม ทันใดนั้นเองก็มีเสียงนกหวีดยาวจากไมเคิ่ล โอลิเวอร์ มันเป็นจุดโทษ! แน่นอนว่าตอนนั้นไม่มี VAR เมื่อเป่าจุดโทษ มันก็ต้องเป็นจุดโทษ อองโตนี่ น็อคการ์ท ที่ไม่เคยยิงจุดโทษในเกมให้กับเลสเตอร์เลย ตั้งแต่ย้ายมา เขาอาสาลุกขึ้นมาสังหารจุดโทษด้วยตัวเอง เขาวิ่งมายิงเรียดไปกลางประตูแต่ มานูเอล อัลมูเนีย ใช้ขาเซฟเอาไว้ได้ น็อคการ์ท ตามซ้ำก็ติด อัลมูเนีย ที่ลุกมาบล็อกได้ด้วยหน้าอก มาร์โก คาสเซ็ตติ คนทำเสียจุดโทษสมาธิดี รีบวิ่งไปหวดบอลทิ้งขึ้นหน้า บอลที่ถูกเตะทิ้งลูกนั้นมาเข้าทาง อิเคชี่ อันย่า ท่ามกลางเสียงดีใจของแฟนวัตฟอร์ดที่รอดพ้นจากการเสียประตู ดีใจที่พวกเขายังไม่ตกรอบ แต่ อันย่า ไม่สนเสียงเฮจากแฟนบอล เขากระชากบอลเข้าไปในแดนเลสเตอร์ทันที แม้เข็มนาฬิกา มันจะเกินเวลาที่ทดไปแล้ว แต่ในเมื่อผู้ตัดสินยังไม่เป่านกหวีด ก็ต้องเล่นต่อไป อันย่า เปิดบอลต่อขึ้นหน้ามาที่ เฟร์นานโด ฟอเรสติเอรี่ ตัวสำรองที่ลงมาในช่วงครึ่งหลัง ฟอเรสติเอรี่ แต่งบอลไปจนสุดเส้นแล้วครอสโด่งไปเสาสอง โจนาธาน ฮ็อกก์ อีกหนึ่งตัวสำรอง เทกตัวโหม่งตั้งกลับมาตรงกลางแถวๆ จุดโทษ วินาทีนั้น ทรอย ดีนี่ย์ ก็วิ่งเข้ามาวอลเล่ย์แบบไม่ต้องจับ บอลพุ่งกระแทกตาข่ายอย่างสะใจ หัวหอกตัวแสบ วิ่งถอดเสื้อดีใจแบบไม่สนโลก เพราะเขารู้ดีว่านี่คือประตูที่จะส่งให้ วัตฟอร์ด ได้ไปเล่นที่เวมบลีย์ ในนาทีที่ 90+7 ทีมเสียจุดโทษ แต่เซฟเอาไว้ได้ จากที่จะเป็น 2-2 กลับกลายมาเป็น 3-1 ภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาที ไม่มีฉากจบไหนจะคลาสสิกไปมากกว่านี้แล้ว กล้องจับมาที่ อองโตนี่ น็อคการ์ท คนที่ยิงจุดโทษพลาดให้เลสเตอร์ทันที มันคือความดราม่าที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วินาทีจริงๆ วัตฟอร์ด เข้าไปชิงตั๋วเพลย์ออฟ กับ คริสตัล พาเลซ ตอนนั้นแฟนบอลจำนวนไม่น้อยเชียร์วัตฟอร์ด เพราะพวกเขาเล่นบอลเกมรุก เล่นบอลสนุก แถมมีแฟนๆ ของ จานฟรังโก้ โซล่า ที่เอาใจช่วยขวัญใจรายนี้อยู่ด้วย แต่มันกลายเป็นว่า วัตฟอร์ด ต้องอกหัก พวกเขาแพ้ให้ พาเลซ 0-1 โดยมาโดนยิงจากจุดโทษ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 105+1 จาก เควิน ฟิลลิปส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพาทีมเลื่อนชั้น เลสเตอร์ ใช้ความพ่ายแพ้แค่เส้นยาแดงต่อวัตฟอร์ด มาเป็นแรงผลักดัน ฤดูกาลต่อมา 2013/14 พวกเขาไม่ต้องรอเพลย์ออฟ เพราะพวกเขาทำผลงานสุดยอด คว้าแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยการเก็บไปถึง 102 แต้ม เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ เพียง 2 ปีหลังจากเลื่อนชั้น เลสเตอร์ ก็สร้างปาฏิหาริย์ 5,000/1 คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครอง และพวกเขาก็ไม่เคยตกชั้นลงไปอยู่ในลีกรองอีกเลยจนถึงทุกวันนี้ ร่วมรับชมคลิปเพิ่มความสนุกสุดมันได้ที่ : http://ow.ly/viPS30skkLl เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117