breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เมื่อลงใต้แล้วไม่รอด "

สตีเว่น เจอร์ราร์ด โดนแอสตัน วิลล่า ปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม หลังโดน ฟูแล่ม ถล่ม 3-0 มีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้ วิลล่า ไม่เปรี้ยงขึ้นมาอย่างที่หวังไว้ ต่อยอดจากฤดูกาลที่แล้วไม่ได้ หนึ่งอาจจะมาจากการที่ ไมเคิ่ล บีล มือขวาคนเก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการโค้ชชิ่ง อำลาไปคุมทีมด้วยตัวเอง ทว่าอีกสาเหตุหนึ่งคือเรื่องของความเชี่ยวกรำของ เจอร์ราร์ด ที่อาจยังไม่มากพอ ในเมื่อพรีเมียร์ ลีก อังกฤษยุคนี้ เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรด ทั้งสิ้น ถ้าย้อนไป เราอาจไม่คิดว่า เจอร์ราร์ด จะโดน วิลล่า ปลดไวแบบนี้ เพราะเขาคือคนที่ปลุกชีพยักษ์หลับอย่าง กลาสโกว์ เรนเจอร์ส เขาค่อยๆ ปั้น เรนเจอร์ส จากเป็นรองเซลติกสุดกู่ ให้กลับมาสู้ได้สูสี และสุดท้ายก็แซงหน้า เรนเจอร์ส ของ สตีวี่ จี เป็นถึงแชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ชิพ ในฤดูกาล 2020/21 แบบไร้พ่าย 38 นัด ชนะ 32 เสมอ 6 เป็นกุนซือ "ชาวอังกฤษ" คนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ที่คุมทีมได้แชมป์ในลีกสก็อตแลนด์ ต่อจาก แฟรงค์ เฮฟเว่น เมื่อปี 1903/04 หรือกว่าร้อยปีก่อนโน้นเลย เนื่องจากปกติแล้ว ลีกสก็อตติช ก็ผลิตผู้จัดการทีมเก่งๆ ของพวกเขาเอง คนสก็อต ขึ้นชื่อว่าเป็นกุนซือที่เก่ง เพิ่งมีช่วง 20 ปีหลังนี่เองที่ลีกสก็อตติช ได้แชมป์โดยทีมที่มีกุนซือเป็นชาวต่างชาติ สมัยนี้ ก็เช่นเดียวกับในยุคก่อน นั่นคือผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จในลีก สก็อตแลนด์ ก็ต้องการลงใต้ มาพิสูจน์ฝีมือในลีกอังกฤษ ซึ่งมองว่าใหญ่กว่า ยากกว่า ท้าทายมากกว่า เจอร์ราร์ด ไม่ใช่คนแรกที่ทำแบบนี้ และไม่ใช่คนแรกที่ล้มเหลวทั้งที่เป็นแชมป์มาจากสก็อตแลนด์ ราวกับว่าลีกอังกฤษมันยากเหมือนอยู่คนละระดับกันเลยทีเดียว เบรนดัน ร็อดเจอร์ส อาจไม่เข้าแก๊ป 100% เพราะเคยผ่านงานลิเวอร์พูลมาแล้ว จากนั้นค่อยขึ้นเหนือไปคุมเซลติกจนยิ่งใหญ่ แล้วจึงกลับลงมาที่เลสเตอร์ มาร์ติน โอนีล ก็เช่นกัน เขาพาเลสเตอร์ได้แชมป์บอลถ้วย แล้วจึงไปคุมเซลติก จนได้แชมป์ในภายหลัง ต่อให้กลับมาคุมทีมในอังกฤษอีก แต่ก็ไม่ใช่ของใหม่ เอาชนิดที่ว่าเริ่มสร้างชื่อในสก็อตแลนด์ แล้วค่อยลงมาพิสูจน์ฝีมือที่อังกฤษ จะพบว่าล้มเหลวเกือบหมด แน่นอน เรามีกรณียกเว้นอยู่บ้าง นั่นก็คือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่คุมอเบอร์ดีน ยิ่งใหญ่ ตามด้วยมาคุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนยิ่งใหญ่เกรียงไกรเช่นเดียวกัน เราเคยเห็น แกรม ซูเนสส์ ที่พาเรนเจอร์ส เป็นแชมป์มากมาย จากนั้นกลับมาคุม ลิเวอร์พูล ทีมเก่า โดยถือว่าหายากที่กุนซือจากลีกสก็อต มาอังกฤษแล้วได้คุมทีมที่แข็งแกร่งเลยในทันที ซูเนสส์ ได้รับโอกาสนั้น แต่แล้วเขาก็พาหงส์แดงได้แชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยเดียว บวกกับโดนวิจารณ์เรื่องการซื้อขายนักเตะที่ล้มเหลว จนในที่สุด อำลาทีมไปในปี 1994 มีตัวอย่างอีกเพียบ สำหรับโค้ชระดับแชมป์ในสก็อต แล้วมาดับในอังกฤษ วอลเตอร์ สมิธ ผู้เป็นตำนานแห่งชาติ เคยคุมทีมชาติสก็อตแลนด์ และ คุมเรนเจอร์ส ได้แชมป์ลีกสก็อต ถึง 10 สมัย และเคยมาเป็นมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ช่วงสั้นๆ ก็เจอกำแพงของพรีเมียร์ ลีก เข้าจังๆ ในปี 1998 เดิมทีเขาประกาศวางมือ แต่ก็โดนพลังดึงดูดของลีกอังกฤษ เอฟเวอร์ตัน สามารถโน้มน้าวให้ สมิธ กลับมาทำงานอีกครั้ง เอฟเวอร์ตัน ปลายยุค 90s ยังอยู่ในช่วงที่ต้องการกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเช่นยุค 80s และต้น 90s ดังนั้น สมิธเลยได้คำมั่นสัญญาจากประธานสโมสรว่าจะมีเงินเสริมทัพ สโมสรกระหายความสำเร็จจริงจัง มันไม่เป็นแบบนั้น นักเตะหลายคนโดนขายโดยที่ สมิธ ไม่เห็นด้วย เอฟเวอร์ตัน จบครึ่งล่างของตารางติดต่อกันนานถึง 3 ปี ในที่สุด สมิธ ก็โดนปลดในเดือนมีนาคม 2002 กุนซือดัตช์ ก็ได้รับความนิยมในลีกสก็อตอยู่ช่วงนึง วิม ยานเซ่น พาเซลติกเป็นแชมป์ในปี 1998 จากนั้นปีต่อมา ดิ๊ค อัดโวคาท ก็ผงาดพา เรนเจอร์ส ได้แชมป์ ทั้งในปี 1999 และ 2000 "บิ๊กดิ๊ค" เป็นกุนซือมากประสบการณ์ คุมทีมชาติฮอลแลนด์ไปลุยบอลโลก 1994 มาแล้ว คุม พีเอสวี ได้แชมป์ลีกดัตช์ แล้วจึงมาคุมเรนเจอร์ส กว่าที่ ดิ๊ค อัดโวคาท จะได้สัมผัสฟุตบอลอังกฤษก็ต้องรอจนถึงปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่ซันเดอร์แลนด์ ต้องการหาคนมากู้ชีพช่วงท้ายซีซั่น ปรากฏว่า อัดโวคาท ทำได้ เขาคุมทีม 9 นัด และช่วยให้ทีมแมวดำอยู่รอด เดิมที สัญญาเขามีแค่นั้น แต่เมื่อเห็นผลงานน่าพอใจ บอร์ดบริหารก็ดันไปยื่นสัญญาใหม่ให้กับ อัดโวคาท ในปี 2015/16 ทว่าคราวนี้ มันไม่เป็นไปดังที่คาด เพราะคุมทีมได้ 8 นัดแรกของฤดูกาล ผลงานคือเสมอ 3 แพ้ 5 อยู่รองบ๊วย เท่านั้นเองเขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่งในทันที! นีล เลนน่อน เคยเล่นในอังกฤษโชกโชน เขาเป็นกำลังหลักของเลสเตอร์ ที่มาร์ติน โอนีล คุมทีม แต่เมื่อแขวนสตั๊ด เขาก็เริ่มด้วยการคุม เซลติก เป็นทีมแรก เพียงปีที่ 2 ที่คุมเซลติก กุนซือหนุ่มวัย 39 ปีอย่าง เลนน่อน ก็พาทีมได้แชมป์ทันที และเป็นการคว้าแชมป์ 3 สมัยติดต่อกันด้วย ปี 2014/15 โอกาสเป็นของเขา นั่นคือลงใต้มาคุม โบลตัน วันเดอเรอร์ส แม้ว่า โบลตัน จะเป็นทีมใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ แต่เป้าหมายคือการพาทีมเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีก นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ และจะพิสูจน์ฝีมือ เลนน่อน ด้วย แต่ความฝันกับความจริงมันต่างกัน เพราะแม้จะเริ่มต้นซีซั่นได้ยอดเยี่ยมสุดๆ แต่ครึ่งหลังของฤดูกาลกลับดำดิ่ง โบลตัน จบเพียงอันดับ 18 ฤดูกาลต่อมา ปัญหาของสโมสรก็รุมเร้า เลนน่อน ก็ทำผลงานได้ไม่ดี ทีมอยู่โซนตกชั้น ในที่สุดเขาก็โดนปลดในเดือนมีนาคม 2016 และฤดูกาลนั้น โบลตัน ก็จบด้วยการเป็นบ๊วย ตกชั้นสู่ ลีก วัน ไปเลย เรียกได้ว่าเกือบทุกคน ดังและเก่งมาจากสก็อตแลนด์ ถ้าลงใต้มาคุมงานใหญ่ในอังกฤษแบบไม่เคยมีประสบการณ์ที่นี่มาก่อนก็มักล้มเหลว แทบทุกรายไป เนื่องจากโค้ชส่วนใหญ่ตอนอยู่ในสก็อต ก็คุมทีมไม่ เรนเจอร์ส ก็ เซลติก ซึ่งมันเหนือกว่าชาวบ้านเขาอยู่แล้ว (ยกเว้นเฟอร์กี้ ที่คุม อเบอร์ดีน) พอมาคุมในอังกฤษ มักได้จับทีมรองๆ ลงไป แล้วคู่แข่งในอังกฤษก็มีแต่แข็งโป๊ก เจอแบบนี้ ไม่แกร่งจริง ก็ต้องพ่ายแพ้ไปตามระเบียบ ตอนนี้ กุนซือทีมแชมป์ของสก็อตติช ก็คือ อังเก้ ปอสเตโซกลู นั่นเอง ไม่รู้ว่าในอนาคตจะลองมาพิสูจน์ตัวเองในอังกฤษบ้างไหม สำหรับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ต้องบอกว่าความล้มเหลว ไม่ใช่จุดจบ มันเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต หาโอกาสไปคุมทีมอื่น เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มอีก แล้วค่อยกลับมาสู่ใหม่บนเวทีพรีเมียร์ ลีก ก็ยังไม่สาย! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" บัลลง ดอร์ ที่ควรได้ "

คาริม เบนเซม่า ผงาดคว้า บัลลง ดอร์ 2022 ไปอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้นในการประกาศรางวัลเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ไม่ใช่ทุกครั้งที่นักเตะที่คว้าบอลทองคำนี้ คือนักเตะที่คนส่วนใหญ่มองว่าน่าจะได้รางวัล บางครั้ง แทบจะแบ่งออกไปเป็นสองฝ่ายด้วยซ้ำเพราะเสียงแตก อย่างไรก็ดี มันก็อยู่ที่ผู้มีสิทธิ์โหวตนั่นแหละว่าจะเป็นใคร ปัจจุบันนี้ สิทธิ์โหวตจะอยู่ที่นักข่าวที่ได้รับคัดเลือกจาก 100 ชาติแรกตามแรงกิ้ง ฟีฟ่า พวกเขา หรือเธอ มองว่าใครเหมาะสม และโหวตให้ใครตามลำดับนั่นแหละคือสิ่งชี้ขาด มากคนก็มากความ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เดิมที บัลลง ดอร์ นั้นถูกก่อตั้งโดยนิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล (France Football) ในปี 1956 ในฐานะรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งยุโรป นั่นทำให้ช่วง 40 ปีแรก รางวัลนี้คนมีสิทธิ์รับ ต้องเป็นนักเตะชาวยุโรปเท่านั้น กระทั่งในปี 1995 พวกเขาเปลี่ยนมามอบให้นักเตะจากทวีปใดก็ได้ ที่ค้าแข้งในยุโรป ถึงปี 2007 ทาง ฟร้องซ์ ฟุตบอล ค่อยมาเปลี่ยนให้รางวัลมัน เวิลด์ ไวด์ มากขึ้นด้วยการมอบให้นักเตะคนไหนก็ได้ในโลกนี้ ไม่จำเป็นต้องเล่นในยุโรปอีกต่อไป แรกเริ่ม คนที่มีสิทธิ์โหวต เป็นเพียงนักข่าวของฟร้องซ์ ฟุตบอล จากนั้นก็ขยายมาให้นักข่าวที่ได้รับการยอมรับในประสบการณ์และความสามารถของบรรดาชาติใน ยุโรป ภายหลัง ฟีฟ่า ซึ่งมีรางวัล ฟีฟ่า เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ หรือนักเตะยอดเยี่ยมของฟีฟ่า เป็นประจำปีอยู่แล้ว ก็เข้ามาขอเจรจา ควบรวมรางวัลกับ บัลลง ดอร์ นั่นทำให้เกิดการเรียกชื่อใหม่เป็น "ฟีฟ่า บัลลง ดอร์" เริ่มต้นในปี 2010 แล้วก็ต้องบอกว่า การมอบรางวัลของปี 2010 นี่เอง เป็นหนึ่งในครั้งที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด ว่าทำไม นักเตะคนหนึ่งถึงไม่ได้รางวัล นักเตะคนนั้นก็คือ เวสลี่ย์ สไนเดอร์ เพลย์เมกเกอร์ดัตช์ของอินเตอร์ มิลาน นับตั้งแต่ปี 2022 นี้ การตัดสินมอบรางวัล จะอิงตาม "ฤดูกาล" ไม่ได้อิงตาม "ปีปฏิทิน" เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้อิงตามปี มกราคม ไปจนถึงปลายปีก่อนลงคะแนนโหวต นั่นทำให้มันคาบเกี่ยวระหว่าง "2 ฤดูกาล" อีกทั้งในปีที่มีทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่าง ยูโร หรือ ฟุตบอลโลก ตอนซัมเมอร์ ทำให้มีผลต่อคะแนนโหวตมาก หากใครทำผลงานได้ดีในทัวร์นาเมนต์เหล่านี้ก็มีโอกาสได้คะแนนโหวตสูง ผลของบัลลง ดอร์ ปี 2010 (ประกาศเดือนมกราคม 2011) ปรากฏออกมาดังนี้ 1. ลิโอเนล เมสซี่ 22.65% 2. อันเดรส อิเนียสต้า 17.36% 3. ชาบี เอร์นานเดซ 16.48% . . 4. เวสลี่ย์ สไนเดอร์ 14.48% ถ้าดูจากรายชื่อผู้เล่นอันดับ 1-3 ไม่แปลกใจเลยหากมองกันที่ความสามารถ ไม่มีใครเถียง เมสซี่, ชาบี, อิเนียสต้า เก่งระดับเทพจริงๆ แต่ในปีนั้น เวสลี่ย์ สไนเดอร์ คือนักเตะที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของโลก ไม่ใช่แค่ฝีเท้าส่วนตัว แต่เขายังเป็นกลจักรสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จของทีม สไนเดอร์ เป็นเพลย์เมกเกอร์ที่ช่วยให้ อินเตอร์ มิลาน ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ทำทริปเปิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 2009/10 ได้ทั้ง กัลโช่ เซเรียอา, โคปปา อิตาเลีย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เส้นทาง ชปล. ของอินเตอร์ ก็คือการเอาชนะ บาร์เซโลน่า ของ เป๊ป ที่มี เมสซี่, ชาบี, อิเนียสต้า นั่นแหละ โดยเฉพาะเกมในบ้าน ที่อินเตอร์ชนะ 3-1 เขาทำ 1 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ผลงานนับตั้งแต่ต้นปี 2010 ในชปล. คือเริ่มรอบน็อคเอาท์นั้น สไนเดอร์ ทำ 2 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ จาก 7 เกม สู่แชมป์ มิหนำซ้ำ ที่ทำให้แววคว้าบัลลง ดอร์ ของ สไนเดอร์ พุ่งปรี๊ดคือผลงานในฟุตบอลโลก 2010 กลางปีนั้นที่แอฟริกาใต้ เขาพา ฮอลแลนด์ เข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ ด้วยการทำ 5 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ข้อแม้เดียวเลยที่เขาเป็นรองนักเตะจากสเปน คือ การที่ฮอลแลนด์ไปแพ้ สเปน 0-1 ในการต่อเวลานัดชิง ทำให้ สเปน ได้แชมป์โลก เพียงแต่ผลงานของ ชาบี กับ อิเนียสต้า มันก็ไม่โดดเด่นแบบฉายเดี่ยว มันแชร์ๆ กันไปมากกว่า ด้านทีมชาติอาร์เจนติน่า ของเมสซี่ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะแพ้เยอรมัน รอบ 8 ทีมสุดท้ายยับ 0-4 และเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ เมสซี่ ยิงไม่ได้สักประตูเดียว ต้องบอกว่าช่วงต้นอาชีพกับทีมชาติ เมสซี่ ยังไม่ได้ฉายแววเทพ เป็นเดอะ แบก โดดเด่นอย่างในช่วงปีหลังๆ ทีนี้ผลงานของบาร์เซโลน่า ก็ต้องบอกว่าปีนั้น บาร์ซ่า ได้แค่แชมป์เดียวคือ ลา ลีกา ส่วน โกปา เดล เรย์ ก็ตกรอบไปก่อน ส่วน ชปล. ก็มาแพ้ อินเตอร์ ของ สไนเดอร์ อย่างที่บอก การที่ เวสลี่ย์ สไนเดอร์ ไม่ได้รางวัล มันก็ยังพอกล้อมแกล้ม หากว่าผลโหวตของเขาอย่างน้อยติด 1 ใน 3 และสูสีกับผู้ชนะ แต่นี่ เขาหลุดไปเป็นอันดับ 4 บัลลง ดอร์ ครั้งนี้เองที่โดนมองว่า มาตรฐานของผู้โหวต มันต้องสังคายนา ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพราะจากเดิม คนมีสิทธิ์โหวตคือนักข่าวของชาติในยุโรปที่ทาง ฟร้องซ์ ฟุตบอล เชื่อมั่นและยื่นคำเชิญไป ทว่าพอเป็น ฟีฟ่า บัลลง ดอร์ มันมีการให้สิทธิ์โหวตกับ "กัปตันทีมชาติ และ โค้ชทีมชาติ" ของสมาชิกฟีฟ่า ทั่วโลก ไม่ได้เป็นการปรามาสมุมมองหรือประสบการณ์ของพวกเขาเหล่านี้ แต่เห็นได้ชัดว่า จะกี่ปีๆ คะแนนโหวตจะตกอยู่ที่ เมสซี่ โรนัลโด้ เมสซี่ โรนัลโด้ เมสซี่ โรนัลโด้ มองที่ผลงานการยิงประตูของสองคนนี้โดยไม่มองบริบทอื่นร่วมด้วยเลย มิหนำซ้ำ ยังมีโค้ชและกัปตันทีมบางชาติ โหวตนักเตะจากชาติตัวเองซะอีก! หลังจากแจกรางวัลร่วมในนาม ฟีฟ่า บัลลง ดอร์ มาได้ 6 ครั้ง ฟร้องซ์ ฟุตบอล ก็แยกตัวกลับมาจัดเอง เป็น บัลลง ดอร์ เหมือนเดิม และมอบสิทธิ์โหวตให้กับนักข่าวเพียวๆ ไม่ต้องเอากัปตันและโค้ชทีมชาติเข้ามาเกี่ยวแล้ว เพียงแต่นักข่าวก็จะเชิญไปทั่วโลกอย่างที่บอก ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่ในยุโรปอย่างเดียว เนื่องจากตอนนี้ รางวัลสามารถมอบให้กับนักเตะคนใดก็ได้ในโลกแล้ว แต่ก็แน่นอนว่า มันก็ตกอยู่กับนักเตะที่เล่นในยุโรปนั่นแหละ เพราะฟุตบอลอาชีพที่นี่มาตรฐานมันสูงกว่าที่อื่น และมีถ่ายทอดรับชมไปทั่วโลก บัลลง ดอร์ มักมีข้อตำหนิที่ว่า มันเอื้อต่อนักเตะแนวรุก แต่ก็เคยมีนักเตะอย่าง เลฟ ยาชิน ผู้รักษาประตูของโซเวียต, ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ที่เคยได้รางวัลไปครอง กระทั่งหลังแยกตัวจากฟีฟ่า ในปี 2018 เราเลยได้เห็น ลูก้า โมดริช คว้ารางวัลกับเขาด้วย ในฐานะมิดฟิลด์ตัวคุมเกม จากการพา เรอัล มาดริด ได้แชมป์ยุโรป และ โครเอเชีย เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2018 จริงๆ แล้ว เวสลี่ย์ สไนเดอร์ ไม่ใช่นักเตะคนเดียวที่โดนมองว่าควรจะได้รางวัลนี้ ในปีของเขา แต่ปีนั้น มันมีหลายอย่างที่เขาน่าจะได้จริงๆ ต้องบอกว่าถ้าใช้กรรมการชุดเดียวกับกับปี 2018 ที่โมดริช ได้รางวัล บางที สไนเดอร์ คงคว้าบอลทองปี 2010 มาครองไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการจะเทคเครดิตไปจาก เมสซี่, ชาบี หรือ อีเนียสต้า แต่อย่างใด เพียงแต่ ณ เวลานั้น มองโดยรวม สไนเดอร์ เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงจริงๆ ปี 2020 ก็น่าเสียดายสำหรับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ยิงกระจุย พาบาเยิร์น กวาดทุกแชมป์ แต่ดันเกิดโควิด งานมอบรางวัลไม่ได้จัด แถม ไม่มีการมอบย้อนหลัง กระทั่งปีที่แล้ว ทางคณะกรรมการเลยมีไกด์ไลน์ชัดเจนให้กับผู้มีสิทธิ์โหวตว่า จะดูจากลำดับความสำคัญต่อไปนี้ 1. ผลงานส่วนตัว 2. ผลงานของทีม 3. แฟร์เพลย์ นั่นยิ่งทำให้โอกาสได้รางวัล มันตกเป็นของผู้เล่นในแนวรุกง่ายขึ้นไปอีก ปีนี้ คาริม เบนเซม่า ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็สมควรได้รางวัลไปครอง แต่ไม่แน่ในอนาคต เราอาจได้เห็นการมอบรางวัลที่เกิดข้อถกเถียงอย่างที่เคยมีมาในอดีตก็เป็นได้ ย้อนรอยดูคลิปของ สไนเดอร์ กันได้ที่ :: https://cutt.ly/kBNj6yo เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เอล กลาสิโก้ ทิ้งทวนยุคกาลาคติกอส "

"เอล กลาสิโก้" ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่การเจอกันของสองมหาอำนาจลูกหนังสเปน ยังเป็นเกมที่ได้รับการจับตามองจากทั้งโลกอยู่เสมอ สองทีมที่ประสบความสำเร็จมากมาย สองทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะซูเปอร์สตาร์ สองทีมที่มีบัลลง ดอร์ รวมกันมากที่สุดถึง 13 คน รวมทั้งสิ้น 23 ใบ มี เอล กลาสิโก้ หลายนัดที่ถูกยกขึ้นหิ้งเป็นเกมคลาสสิกสมชื่อ หลายเกมที่แฟนบอลยังจำได้ และยกย่องว่าเป็น "ที่สุด" แห่ง เอล กลาสิโก้ บางครั้งเมื่อทีมหนึ่งอยู่ในสถานะที่ดีกว่า มันก็ไม่ได้การันตีว่าจะชนะอีกทีมได้เสมอไป มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกเหนือจากเรื่องฟุตบอล บ่อยครั้งที่การเจอกันเอง มันเสมือนเกมตัดสินแชมป์ และอีกเช่นกันที่เป็นเวทีใหญ่ ให้เหล่าสตาร์ของทั้งสองทีมได้โชว์ฝีเท้า หากคุณทำผลงานได้ดีใน กลาสิโก้ ชื่อของคุณจะเป็นที่จดจำของแฟนบอลตลอดไป ในทางตรงกันข้าม หากคุณทำพลาด เล่นแย่จนเกินรับไหว ชื่อของคุณจะโดนหมายหัวจากแฟนบอล มันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนี่คือเกมที่ 2 ทีมมีดาวดังมารวมตัวกันมากที่สุดในโลก กาลาคติกอส หรือทีมรวมดาวจากทั่วฟากฟ้า คือสมญาที่ถูกใช้เรียก เรอัล มาดริด ภายใต้การนำของประธาน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ กาลาคติกอส เวอร์ชั่นแรก เกิดขึ้นในยุคที่ เปเรซ นั่งเก้าอี้ทรงเกียรตินี้เป็นสมัยแรกในปี 2000 มันพีคถึงขีดสุด จากนั้นก็ค่อยๆ โรยลับดับแสงไปเมื่อเปเรซ พ้นจากตำแหน่งในปี 2006 ช่วงต้น-กลาง 2000s เป็นช่วงที่ บาร์เซโลน่า กำลังกลับมาตั้งหลักใหม่อีกครั้ง ในปี 2003 พวกเขาก็มีคนเก่งมาบริหาร ให้บังเอิญ ว่านั่นก็คือคนที่กำลังต้องดวลกับ เปเรซ อยู่ในปัจจุบันอย่าง โจน ลาปอร์ต้า นั่นเอง ลาปอร์ต้า พลิกโฉมของบาร์ซ่าอีกครั้ง ด้วยการแต่งตั้ง แฟรงค์ ไรจ์การ์ด เข้ามาคุมทีม และเสริมทัพนักเตะชุดใหม่ที่จะเป็นผู้นำของบาร์ซ่ายุคใหม่อย่างแท้จริง นั่นก็คือ โรนัลดินโญ่ รวมถึงการดันดาวรุ่งจาก ลา มาเซีย ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ส่งผลให้ บาร์ซ่า ค่อยๆ ยกระดับขึ้นมาทาบ มาดริด ได้อีกครั้งเช่นกัน ฤดูกาลที่ดาวดังมาบรรจบกันมากที่สุดในยุคนั้น คือปี 2004/05 เรอัล มาดริด ยังมีดาวดังระดับกาลาคติกอส ทั้ง ราอูล กอนซาเลซ, โรแบร์โต้ คาร์ลอส, หลุยส์ ฟิโก้, ซีเนดีน ซีดาน, โรนัลโด้, เดวิด เบ็คแฮม รวมถึงกระแสฮิตนักเตะจากอังกฤษอย่าง ไมเคิ่ล โอเว่น และ โธมัส กราเวอเซ่น ด้วย ส่วน บาร์เซโลน่าที่มี โรนัลดินโญ่ เป็นสตาร์อันดับ 1 พวกเขายังมี ซามูแอล เอโต้, เดโก้, เฮนริค ลาร์สสัน, ลูโดวิช ชูลี่และสองเด็กปั้นที่กำลังเติมโตขึ้นมาเรื่อยๆ อย่าง อันเดรส อิเนียสต้า และ ชาบี เอร์นานเดซ ฤดูกาล 2003/04 นั้นจบลงด้วยการที่ บาเลนเซีย ของกุนซือ ราฟา เบนิเตซ คว้าแชมป์ และเขาก็อำลาไปคุมลิเวอร์พูล ปี 2004/05 มันเลยกลับกลายมาเป็นม้าแข่ง 2 ตัวอีกครั้ง เนื่องจาก ลา กอรุนญ่า เสียนักเตะตัวหลักออกไปเยอะ นั่นหมายความว่า "เอล กลาสิโก้" ทั้งสองนัด แทบเป็นเกมตัดสินแชมป์ บาร์ซ่า นั้นมีทีมที่เสถียรกว่า พวกเขาลงตัวกว่าภายใต้การคุมทีมของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ส่วน มาดริด นั้นเป็นอีกเรื่อง เพราะการที่ เปเรซ ตัดสินใจปลด บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ทำให้ความสงบนิ่งไม่เคยเกิดขึ้นที่ เบร์นาเบวเลย แม้ขุมกำลังของพวกเขาจะแข็งแกร่งสุดๆ แต่ความไม่ต่อเนื่อง การไม่มีโค้ชที่เหมาะสมจริงๆ ก็ทำให้ทีมไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิดเอาไว้ คาร์ลอส เคยรอช, โฆเซ่ อันโตนิโอ กามาโช่, มาเรียโน่ การ์เซีย เรม่อน จนมาถึง วันแดร์เลย ลุกชอมบูร์โก้ ต้นซีซั่น 2004/05 กุนซือของพวกเขาคือ โฆเซ่ อันโตนิโอ กามาโช่ แต่คุมทีมไปได้แค่ 4 สัปดาห์ หลังจากฤดูกาลเปิด เขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่ง ผลงานคือดันแพ้ เลเวอร์คูเซ่น 0-3 ในเกมแรกของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแพ้ เอสปันญ่อล 0-1 ในเกมที่ 3 ของ ลา ลีกา มาเรียโน่ การ์เซีย เรม่อน ซึ่งขณะนั้นเป็นมือขวา เลยโดนดันขึ้นมาคุมทีมแทนไปก่อน เรียกว่าเค้าลางหายนะมีมาตั้งแต่ต้นซีซั่นแล้ว ผลงานของ เรม่อน คือคุมทีมแพ้ 2 นัดติดในลา ลีกา จากนั้นเสมออีก 1 นัด ก่อนจะมาช่วยชีวิตตัวเองและทีมด้วยการคว้าชัย 4 เกมรวด ดูเหมือนว่า เรอัล มาดริด จะกลับเข้าสู่เส้นทางเสียที นั่นคือก่อนวันที่ 20 พฤศจิกายน 2004 ที่พวกเขาจะเจอกับ บาร์เซโลน่า ด้าน บาร์ซ่า พวกเขาผลงานยอดเยี่ยมมากๆ 10 นัด ชนะ 8 เสมอ 2 ไม่แพ้ใครเลย แต่แล้วก่อนเจอ มาดริด แค่เกมเดียว พวกเขาดันออกไปแพ้ เรอัล เบติส 1-2 ณ เวลานั้น มองกันว่าหรืออาจเป็นจุดเปลี่ยน บาร์ซ่าเริ่มสะดุดให้เห็น ขณะที่ มาดริด เริ่มเข้าที่เข้าทาง ทว่าเกมที่ คัมป์ นู พิสูจน์ให้เห็นว่าทีมที่พร้อมกว่า ลงตัวกว่า เป็นเช่นไร ซามูแอล เอโต้, โจวานนี่ ฟราน บรองค์ฮอร์สท์ และ โรนัลดินโญ่ ทำคนละประตูให้ บาร์ซ่า เอาชนะ เรอัล มาดริด ไปได้ 3-0 เกมนี้ ลิโอเนล เมสซี่ ในวัย 17 ปี มีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรองด้วย มันเป็นเกมที่ ชาบี, เดโก้, โรนัลดินโญ่, เอโต้ และ ลาร์สสัน ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงและโชว์ฟอร์มได้เหนือกว่ามาดริด ทั้งที่ตัวผู้เล่นแนวรุกมาดริด เต็มไปด้วยสตาร์ทั้ง ซีดาน, กูตี, เบ็คแฮม, ฟิโก้, ราอูล และ โรนัลโด้ หนึ่งในความผิดพลาดของ มาเรียโน่ การ์เซีย เรม่อน ก็คือการไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติในทีมเลยแม้แต่คนเดียว จะว่าไป นับตั้งแต่สโมสรขาย โคล้ด มาเกเลเล่ พวกเขาก็ไม่มีกลางรับที่ไว้ใจได้เลย ยกแรก บาร์ซ่า ชนะ มันทำให้ความกดดันถาโถมมาใส่ เรม่อน และเมื่อเขาพาทีมแพ้คาบ้านต่อเซบีย่า 0-1 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของปี ก่อนเบรกหนีหนาว ก็ทำให้เขาโดนปลดออกจากตำแหน่งไปอีกราย ทางออกของ เรอัล มาดริด ตอนนั้นคือ 1 สัปดาห์ต่อมาพวกเขาก็เซ็นสัญญา วันแดร์เลย ลุกเซมบูร์โก้ เทรนเนอร์ชาวบราซิลเข้ามาคุมทีม ลุกชอมบูร์โก้ เป็นโค้ชชาวบราซิลที่กำลังดังในตอนนั้น เขาคุมทีมชาติบราซิลช่วงปี 1998-2000 พาทีมได้แชมป์โกปา อเมริกา ปี 1999 ผลงานการคุมทีมระดับสโมสรก็โชกโชน เขานำทั้ง พัลไมรัส, ซานโต๊ส, โครินเธียนส์, ครูไซโร่ คว้าแชมป์นับไม่ถ้วน หนึ่งในการขยับในตลาดหน้าหนาวของ เรอัล มาดริด คือการแก้ปัญหามิดฟิลด์ตัวรับ พวกเขาเร่งคว้าตัว โธมัส กราเวอเซ่น มาจากเอฟเวอร์ตัน แม้ชื่อนี้จะเซอร์ไพรส์ แต่ต้องบอกว่าฟอร์มของ กราเวอเซ่น ในเวลานั้นมันร้อนแรงจริงๆ เป็นเหมือนไดนาโม ผู้นำ ที่ขับเคลื่อนทีมท็อฟฟี่ของ เดวิด มอยส์ จริงๆ เมื่อเข้ามาคุมทีม ลุกชอมบูร์โก้ ก็มาพร้อมกับระบบการเล่น 4-2-2-2 สี่เหลี่ยมมหัศจรรย์ คล้ายกับทีมชาติฝรั่งเศสยุค มิเชล พลาตินี่ หรืออาจเรียกว่า 4-4-2 แบบข้าวหลามตัด (ไดมอนด์) ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ แม้จะมีดาวดังแนวรุกเต็มทีม แต่ ลุกชอมบูร์โก้ เลือกสมดุลของทีมมาก่อน เขาจัดให้ กราเวอเซ่น ยืนห้อยต่ำคอยปัดกวาด ขนาบข้างด้วย เดวิด เบ็คแฮม และ ซีเนดีน ซีดาน โดยมี ราอูล กอนซาเลซ ยืนเป็นหน้าต่ำ สนับสนุนคู่หอกอย่าง โรนัลโด้ และ โอเว่น บางครั้ง ราอูล จะขึ้นไปยืนหน้ากับ โรนัลโด้ แทนที่ของ โอเว่น และให้ ฟิโก้ ลงมาทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ มันคือการหาสมดุลให้ทีม และนี่คือเรื่องสำคัญอย่างมาก ไม่ใช่แค่การยัดสตาร์ลงไปให้ครบๆ เขาพาทีมชนะรวด 7 นัดติดต่อกัน แต่ก็มาเจอปัญหา แพ้ให้ บิลเบา กับ ลา กอรุนญ่า เพราะช่วงนั้น ราอูล กับ โรนัลโด้ สองกองหน้าคนสำคัญดันไม่ฟิตสมบูรณ์ แต่ ลุกชอมบูร์โก้ ยังได้รับการสนับสนุนจากนักเตะ เขาพาทีมกลับมาคืนฟอร์ม เมื่อตัวหลักๆ กลับมาครบ กระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2005 โอกาสล้างแค้นก็มาถึง "เอล กลาสิโก้" ที่ เบร์นาเบว ผู้มาเยือน ซึ่งเวลานั้นยังนำเป็นจ่าฝูง มาแบบเต็มพิกัดในระบบ 4-3-3 ราฟาเอล มาร์เกซ เป็นตัวโฮลดิ้ง ให้ ชาบี กับ อิเนียสต้า ทำเกม ส่วนแนวรุก ลูโดวิช ชูลี่, ซามูแอล เอโต้ และ โรนัลดินโญ่ เล่นด้วยกัน นี่คือทีมที่ดีที่สุดในเวลานั้น แนวรับนำโดยกัปตันทีม การ์เลส ปูโยล เล่นร่วมกับ โอเลเกร์ เปรซาส โดยมี 2 แบ็กจอมบุกอย่าง ฟราน บรองค์ฮอร์สท์ และ เบลเล็ตติ ขนาบข้าง เจ้าบ้าน เรอัล มาดริด พวกเขาเรียนรู้แล้ว ว่าความแน่นอนแดนกลาง การช่วยเกมรับให้แบ็กโฟร์มันสำคัญ โรแบร์โต้ คาร์ลอส, ฟรานซิสโก้ ปาบอน, อิบัน เอลเกร่า และ มิเชล ซัลกาโด้ แดนกลาง กราเวอเซ่น ยืนต่ำ มี ซีดาน กับ เบ็คแฮม อยู่ข้างๆ และทั้งคู่ก็ช่วยเกมรับด้วย ข้างบนมี ราอูล หนุนหลัง โรนัลโด้ กับ โอเว่น โดยที่ ฟิโก้ เป็นสำรอง ดูจากไลน์อัพ นี่คือ "เอล กลาสิโก้" ที่คลาสสิกที่สุดก่อนยุครุ่งเรืองของ กาลาคติกอส เวอร์ชั่นแรกจะล่มสลายไป มาดริด เริ่มด้วยความมั่นใจ พวกเขานำไปก่อนถึง 2-0 จาก ซีเนดีน ซีดาน และ โรนัลโด้ ภายใน 20 นาที จากนั้น บาร์ซ่า เริ่มกระเตื้อง เอโต้ ยิงไล่มา 1-2 และพวกเขามีโอกาสตีเสมอเช่นกันแต่ อีเกร์ กาซียาส ยังยอดเยี่ยม แนวรับ มาดริด ช่วยกันเต็มที่ ก่อนที่ ราอูล จะยิงเป็น 3-1 ก่อนหมดครึ่งแรกแค่ไม่กี่วินาที ในครึ่งหลัง บาร์ซ่า ดูเป็นฝ่ายบุกได้น้ำได้เนื้อกว่า แต่ในนาทีที่ 65 สองอิงลิชเมน ก็สร้างโมเมนต์เหมือนใน ฟร้องซ์ 98 เดวิด เบ็คแฮม ตักบอลเร็วจากกลางสนามให้ ไมเคิ่ล โอเว่น สปีดผ่านกองหลังไปเกี่ยวบอลลงด้วยข้างเท้าด้านนอก แล้วยิงผ่านบิคตอร์ บัลเดส เข้าไปเป็น 4-1 โรนัลดินโญ่ มาปั่นฟรีคิกสุดสวยให้ บาร์ซ่า ไล่มา 2-4 แต่ก็ได้เพียงแค่นั้น จบเกม เรอัล มาดริด ล้างตาได้สำเร็จ และมันคือการปิดฉาก เอล กลาสิโก้ ยุคกาลาคติกอส ลงได้อย่างสวยงามสำหรับ เรอัล มาดริด ฤดูกาลนั้น บาร์ซ่า ยังเอาตัวรอด ประคองตัวเข้าป้ายเป็นแชมป์ได้สำเร็จ มีแต้มเหนือ เรอัล มาดริด 4 แต้ม ส่วน มาดริด พวกเขาทำเต็มที่แล้ว 10 นัดสุดท้ายพวกเขาชนะ 8 เสมอ 2 แต่ก็ไล่ไม่ทัน น่าเสียดายที่ความต่อเนื่องมันไม่เกิดขึ้นในฤดูกาล 2005/06 ปีนั้น บาร์ซ่า ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น พวกเขาไปจนถึงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วน มาดริด พวกเขาปล่อย หลุยส์ ฟิโก้ ออกไป ปล่อย โอเว่น ออกไป ซีดาน ก็เข้าสู่ปีสุดท้ายในฐานะนักเตะอาชีพ ขณะที่ โรนัลโด้ ก็ผ่านพ้นจุดสูงสุด และความฟิตก็ดร็อปลงเรื่อยๆ วันแดร์เลย์ ลุกชอมบูร์โก้ คุมทีมได้จนถึงเดือนธันวาคม 2005 ก็โดนปลดไปอีกคน มันเป็นช่วงที่ เรอัล มาดริด หาความสม่ำเสมอ หาความนิ่ง และสมดุลไม่เจอ น่าเสียดายทั้งที่ดูจากขุมกำลัง และเหล่า กาลาคติกอส พวกเขาควรประสบความสำเร็จมากกว่านั้น ฤดูกาล 2004/05 จึงเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ "เอล กลาสิโก้" ยุค กาลาคติกอส ของ มาดริด ได้ปะทะกับ บาร์เซโลน่า ยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบที่สุด ร่วมรับชมคลิปน่าสนใจกับ เอล กลาสิโก้ ได้ที่ :: https://cutt.ly/KBHG07w เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ไม่เสียดายที่ไม่เซ็น ? "

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ กำลังโชว์ฟอร์มดีมากๆ กับอาร์เซน่อลในฤดูกาลนี้ ทุกคนเห็นฝีเท้าเด็กคนนี้ตั้งแต่ปี 2019 ตอนย้ายมาใหม่ๆ ด้วยวัย 18 ปี มีการไปขุดว่า มาร์ติเนลลี่ เคยมาทดสอบฝีเท้ากับแมนฯ ยูไนเต็ด หลายหน แต่ไม่ได้รับการเซ็นสัญญา จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะตอนเซ็นกับอาร์เซน่อล มันก็มีข่าวนี้เผยออกมาแล้ว เจ้าตัวก็เคยให้สัมภาษณ์เองหลายคน มีรูปที่เขาถ่ายกับ ป็อกบา, ลินการ์ด และนักเตะชุดใหญ่ปีศาจแดงหลายคนตอนนั้น มาร์ติเนลลี่ ก็เหมือนนักเตะดาวรุ่งมีแววคนอื่นๆ เขาไม่ได้มาทดสอบฝีเท้ากับยูไนเต็ดทีมเดียว แต่ไปหลายสโมสรรวมถึงบาร์เซโลน่าด้วย ทว่าด้วยความที่ยังเด็กเกินไป ยังหยาบเกินไปในเวลานั้น เพราะอายุแค่ 15 ขวบ ทีมในยุโรปเลยยังไม่เซ็นกับเขา มาร์ติเนลลี่ กลับเล่นในบ้านเกิดกับ อิตัวโน่ แล้วพัฒนาขึ้นมาทันทีจนอาร์เซน่อลตัดสินใจคว้าตัว อาร์เซน่อล เองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสโมสรที่จับจ้อง เล็งนักเตะอายุน้อย เชิญมาทดสอบฝีเท้ามากมาย นับตั้งแต่ยุค อาร์แซน เวนเกอร์ เวนเกอร์ ขึ้นชื่อว่าตาแหลมเมื่อมองเด็กดาวรุ่ง แต่วิธีการของ เวนเกอร์ คือเขาต้องเรียกมาดูตัว มาเล่นให้เห็นชัดๆ ก่อนเสมอ อย่างที่ทราบว่ามีนักเตะหลายคนที่เคย "เกือบ" เซ็นกับอาร์เซน่อล โดยเฉพาะคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลายคนมาทดสอบฝีเท้า และได้รับการเซ็นสัญญาเช่น โคโล ตูเร่ แต่บางก็ทดสอบฝีเท้า แต่ก็โดนเมินไปเช่น ยาย่า ตูเร่ อิวาน ราคิติช, เอ็มบาย เนียง ไปจนถึง เดนิส ปราต ต่างก็เคยมาลองทดสอบฝีเท้าแล้วทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ได้รับการเซ็นสัญญา แต่เรื่องราวที่คลาสสิกที่สุดเห็นจะเป็น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กับความมั่นใจในตัวเองขั้นสุดจนเกือบเป็นทะนงตัวของเขา ซลาตัน เกิดที่มัลโม่ และเล่นฟุตบอลกับมัลโม่ ตอนเป็นดาวรุ่ง เขาได้รับคำเชิญจาก อาร์แซน เวนเกอร์ มาที่ลอนดอน มาที่อาร์เซน่อล เป้าหมายของ เวนเกอร์ ก็คือ "อยากดูตัว" ให้เห็นกับตาชัดๆ จับลงเล่นเกมทดสอบฝีเท้าสักหน่อยเพื่อจะตัดสินใจว่าจะเซ็นกับดาวรุ่งรายนี้ดีหรือไม่ ซึ่งเรื่องราวจากปากคำของอิบราฮิโมวิช ก็คือว่า "ผมไปลอนดอนด้วยการมีนัดไว้กับเวนเกอร์ เขาขอให้ผมไปออดิชั่นกับอาร์เซน่อล" "ผมบอกเขาไปว่า 'ผมจะไม่ทดสอบฝีเท้า : จะเซ็นผมหรือไม่เซ็นก็ว่ามาเลย ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเสียเวลา' "ผมมีความเชื่อมั่นแบบนั้นอยู่ในตัว เพราะในหัวผม ผมแข็งแกร่งที่สุดแม้ว่าผมจะอายุยังน้อยก็ตาม" "ผมไปพบกับเวนเกอร์เพราะผมคาดหวังว่าเขาจะบอกผมว่า จะเซ็นเข้าทีมในทันที แต่อิบรา ไม่มีการทดลองก่อนหรอก" "ตอนผมยังอายุน้อย ในหัวผมคิดว่าไม่มีใครเก่งกว่าผม" "ผมดู โรนัลโด้ (R9), โรมาริโอ และ บาจโจ้ ทางทีวี และผมมีเป้าหมายเดียว : ผมอยากแสดงให้เห็นว่าผมเก่งที่สุด" นั่นคือความคิดของดาวรุ่งอายุไม่ถึง 20 ปีที่เล่นกับสโมสรอย่างมัลโม่ ก่อนที่ในปี 2001 เลโอ เบนฮัคเคอร์ ยอดโค้ชในตำนานชาวดัตช์ ซึ่งทำงานอยู่กับอาแจ็กซ์ จะตัดสินใจให้สโมสรทุ่มเงินถึง 8.7 ล้านยูโร คว้าตัวเด็กคนนี้มาร่วมทีม ซลาตัน มี R9 เป็นไอดอล อาจเป็นนักเตะคนเดียวที่เขายกไว้บนหิ้ง และเขาก็อยากดำเนินตามรอยนั้น อิบราฮิโมวิช ฝึกเทควันโด้ ร่างกายยืดหยุ่นและแข็งแรง เขามีพรสวรรค์ ทักษะสุดยอด เราเห็นเขาเล่นให้อาแจ็กซ์ สมัยเป็นดาวรุ่ง มันเกือบเหมือนตัวโกงในเกม ร่างกายใหญ่ ว่องไว ทักษะดี สภาพจิตใจยอดเยี่ยม และทุกคนที่เคยเล่นเกม CM ต้องยกว่านี่คือวันเดอร์คิด ของแท้ในช่วงปี 2001 การได้มาเจอกับ มิโน่ ไรโอล่า ทำให้ทัศนคติของเขาเปลี่ยนไป ลดความโอหังลง (แม้จะยังมากอยู่ก็ตาม) เขาพยายามมากขึ้น และในที่สุดก็ได้ย้ายไปยูเวนตุส ในปี 2004 ที่ยูเว่ นี่เอง อิบรา โดนฝึกยิงประตูจนเกือบรากเลือดจากโค้ชจอมเฮี้ยบอย่าง ฟาบิโอ คาเปลโล่ ซึ่งทำให้เขาพัฒนาความเด็ดขาดในการยิงประตูขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นมาสถิติการทำประตูต่อฤดูกาลของเขาก็พุ่งพรวดๆ จากที่มีแค่เรื่องทักษะ สวยงาม นำเรื่องการทำประตู สำหรับบางทีมอาจเสียดายที่นักเตะที่ตัวเองเคยเรียกมาทดสอบฝีเท้า แต่ประมาท ไม่ยอมรีบเซ็นสัญญา หรือเลือกที่จะไม่เซ็นเพราะมองว่าฝีเท้ายังไม่ดีพอ แล้วกลับกลายเป็นนักเตะฝีเท้าดีในภายหลัง ทว่ากับ อิบราฮิโมวิช แล้ว เขาเลือกที่จะไม่แม้กระทั่งทดสอบฝีเท้าด้วยซ้ำ เคยมีการสัมภาษณ์ เวนเกอร์ ในภายหลังว่ารู้สึกเสียดายบ้างไหมที่พลาดการเซ็นสัญญากับ ซลาตัน เพราะเรื่องนี้ "ก็ไม่หรอก" เวนเกอร์ ตอบ "เพราะเขาเป็นเด็กอายุ 17 ปี เล่นให้มัลโม่ ในลีกดิวิชั่น 2 ของสวีเดน และไม่มีใครรู้จักเขาตอนนั้น" "เราให้โอกาสเด็กอายุ 17 มาทดสอบฝีเท้ามากมาย มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด ก่อนที่คุณจะทำการตัดสินใจ" คำตอบของเวนเกอร์ชัดเจน มันคือขั้นตอนปกติในการจะเซ็นสัญญาดาวรุ่งโนเนมสักคน เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าไอ้เด็กคนนั้น มันดันไม่ธรรมดา! ติดตามรับชมคลิปกันได้เลยที่ :: https://cutt.ly/LBA87Q7 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ทีมเด็กสุดตลอดกาลพรีเมียร์ลีก "

ลิเวอร์พูล ประสบปัญหาฟอร์มไม่ดีเหมือนเดิม สาเหตุมีหลายข้อแต่สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันก็คืออายุเฉลี่ยของผู้เล่นในทีม เยอร์เก้น คล็อปป์ สะสมดาวรุ่งฝีเท้าดีหลายรายไม่ว่าจะเป็น ฮาร์วี่ เอลเลียตต์, ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ หรือแม้แต่ ดาร์วิน นูนเญซ ก็อายุไม่เยอะ ทว่าแกนหลักที่เล่นด้วยกันมาหลายปี บางคนเริ่มไม่สดเหมือนเดิมแล้ว ทั้ง ฟีร์มิโน่, เฮนโด้, ติอาโก้, มาติป, ฟาน ไดค์ หงส์แดงชุดนี้จึงเป็นทีมที่มีขุมกำลัง (Squad) อายุเฉลี่ยมากเป็นอันดับ 3 ของลีก นับถึงสัปดาห์ล่าสุดคือ 27 ปี 342 วัน ถ้าย้อนไปในสัปดาห์แรกของพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล ส่ง 11 ตัวจริงที่มีอายุเฉลี่ย "แก่" ที่สุดคือ 29.4 ปี ส่วน อาร์เซน่อล ในทางตรงกันข้าม พวกเขามีทีมที่อายุเฉลี่ยน้อยสุด 24.6 ปีเท่านั้น ทุกทีมในโลก ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน เมื่อถึงจุดหนึ่งต้องมีการผ่องถ่ายเลือดใหม่ทั้งนั้น อาร์เซน่อล เองก็แสดงให้เห็นว่าเมื่อถึงเวลา พวกเขาก็กล้าที่จะมอบความเชื่อมั่นให้พวกดาวรุ่ง นักเตะอายุน้อยเป็นแกนหลัก บูกาโย่ ซาก้า, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่, มาร์ติน โอเดการ์ด, เอมิล สมิธ โรว์ หรือ ฟาบิโอ วิเอยร่า ตัวใหม่ก็อายุเพิ่ง 22 ปี แม้ว่าอาร์เซน่อลจะขึ้นชื่อเรื่องส่งเด็กลงเล่น ในยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ เรามักเห็นทีมสดๆ เด็กๆ ลงเล่นเสมอ เวนเกอร์ เคยใช้เด็กอายุเฉลี่ย 22 ปี 8 เดือน ลงสนามไปเอาชนะพอร์ทสมัธ 3-0 เมื่อปี 2009 มาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่สถิติทีม 11 ตัวจริงที่มีอายุเฉลี่ยน้อยสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก สถิตินั้นเกิดขึ้นในปี 2006 และผู้ที่ทำสถิตินี้ไว้ก็คือ มิดเดิลสโบรช์ ของ สตีฟ แม็คลาเรน ซึ่งปัจจุบันกลับมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกครั้งนี่แหละ ฤดูกาล 2005/06 โบโร่ ที่มี แม็คลาเรน คุมทีมต้องลงเล่นหลายนัด โปรแกรมชุก เพราะพวกเขาผ่านเข้ารอบลึกใน เอฟเอ คัพ และรวมถึง ยูฟ่า คัพ ด้วย สุดท้ายเมื่อเดือนพฤษภาคมมาถึง โบโร่ ก็สามารถผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ ได้สำเร็จ หลังจากเอาชนะ สเตอัว บูคาเรสต์ มาได้ในรอบตัดเชือก โดยเกมนัดชิง มีขึ้นวันที่ 10 พฤษภาคม 2006 ที่ไอน์ดโฮเฟ่น แต่ก่อนถึงวันนั้น พวกเขาก็มีโปรแกรมในพรีเมียร์ ลีก อัดแน่นๆ ถึง 3 นัด ไล่ตั้งแต่วันที่ 1 - 3 - 7 พฤษภาคม เป็น 10 วันที่ โบโร่ ต้องลงสนามถึง 4 เกม โดยเฉพาะเกมสุดท้าย สำคัญมาก เพราะมันหมายถึงแชมป์รายการยุโรปสมัยแรกของสโมสร หากทำได้ ทำให้ในเกมสุดท้ายของฤดูกาลพรีเมียร์ ลีก ที่ต้องออกไปเยือน ฟูแล่ม ในวันที่ 7 พฤษภาคม สตีฟ แม็คลาเรน ต้องใช้ดาวรุ่งและสำรองเป็นแกนหลัก เก็บตัวจริงไว้บู๊กับ เซบีย่า ในนัดชิง ยูฟ่า คัพ เราไม่ได้เห็นเงาของตัวจริงอย่าง มาร์ต ชวาร์เซอร์, สจ๊วร์ต พาร์นาบี้, แกเร็ธ เซาธ์เกต, คริส ริกก็อตต์, ฟร้องค์ เกอดรู, ฟาบิโอ โรเชมบัค, จอร์จ บัวเต็ง, สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง, มาร์ค วิดูก้า, จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ หรือแม้แต่ เรย์ พาร์เลอร์, มัสซิโม่ มัคคาโรเน่ และ ยาคูบู จะมีก็แต่ เจมส์ มอร์ริสัน ที่ได้โอกาสลงเล่นตัวจริงในเกมนี้ เพราะอายุน้อย แต่ก็เป็นตัวหลักของทีม 11 ผู้เล่นตัวจริงที่ แม็คลาเรน ส่งลงไปเจอ ฟูแล่ม ในวันนั้นมีอายุเฉลี่ยเพียงแค่ "20 ปี 181 วัน" เท่านั้น เป็นสถิติ 11 ตัวจริงเกมพรีเมียร์ ลีกที่อายุเฉลี่ยน้อยสุดตลอดกาล หน้าตาตัวจริงของ โบโร่ วันนั้นมีดังนี้ รอสส์ เทิร์นบุลล์ - 20 ปี 119 วัน แอนดรูว์ เดวีส - 20 ปี 141 วัน แม็ทธิว เบทส์ - 18 ปี 134 วัน เดวิด วีเทอร์ - 18 ปี 81 วัน แอนดรูว์ เทย์เลอร์ - 18 ปี 280 วัน อดัม จอห์นสัน - 17 ปี 297 วัน ลี แค็ทเทอร์โมล - 17 ปี 47 วัน เจมส์ มอร์ริสัน - 19 ปี 347 วัน เจสัน เคนเนดี้ - 19 ปี 240 วัน มัลคอล์ม คริสตี้ - 27 ปี 26 วัน แดนนี่ แกรห์ม - 20 ปี 268 วัน เรียกได้ว่ามีแค่ มัลคอล์ม คริสตี้ ที่อายุโดดไปกว่าเพื่อนคือ 27 ปี ที่เหลือส่วนใหญ่ยังไม่ 20 ปีด้วยซ้ำ แม้จะเป็นทีมดาวรุ่งแต่ โบโร่ ก็ไม่ได้โดนยำ พวกเขาแพ้ให้ฟูแล่มไปหวุดหวิด 0-1 ฤดูกาลนั้น มิดเดิลส์โบรช์ จบอันดับ 14 ของพรีเมียร์ ลีก ก็ถือว่าอยู่รอดตามเป้า เป้าหมายคือนัดชิง ยูฟ่า คัพ แล้วในตอนนั้น เก็บตัวจริงไว้ลุยเต็มที่ แต่ก็น่าเสียดายที่พวก สตีฟ แม็คลาเรน เจอกับทีมเขี้ยวอย่าง เซบีย่า เซบีย่า ตอนนั้นเป็นช่วงปรับโครงสร้างทีมมาได้ไม่นานภายใต้การดูแลของ มอนชี่ โดยที่เทรนเนอร์คุมทีมก็คือ ฆวนเด้ รามอส นั่นเอง พวกเขามีนักเตะอย่าง ดานี่ อัลเวส, เซซุส นาบาส, เอ็นโร่ มาเรสก้า, อาเดรียโน่ กอร์เรอา, หลุยส์ ฟาเบียโน่, ฮาเวียร์ ซาวิโอล่า และ เฟรเดริก กานูเต้ สุดท้าย เซบีย่า ก็สอนเชิงมิดเดิลสโบรช์ไป 4-0 ทำให้ สตีฟ แม็คลาเรน กับลูกทีมต้องผิดหวัง และเซบีย่า ก็เริ่มต้นความเป็นเจ้าฟุตบอลยุโรปถ้วยเล็ก ตั้งแต่วันนั้น ด้วยผลงานยอดเยี่ยมของ สตีฟ แม็คลาเรน ในการคุมโบโร่ ทำให้เขาโดน เอฟเอ กระชากตัวไปคุมทีมชาติอังกฤษแทนเป้าหมายแรกที่เล็งเอาไว้คือ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ นั่นทำให้ทีมพลังหนุ่ม และนักเตะอายุน้อยฝีเท้าดีในทีมโบโร่ หลายรายขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องภายใต้โค้ชที่มักให้โอกาสเด็กๆ อย่าง แม็คลาเรน แต่จากรายชื่อในวันนั้น เราก็พอรู้แล้วว่าหลายคนก็เติบโตมาเป็นนักเตะระดับซีเนียร์ที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งทีเดียว รอสส์ เทิร์นบุลล์ ได้ย้ายมาเชลซี เจมส์ มอร์ริสัน ย้ายไปดังที่ เวสต์บรอม และติดทีมชาติสก็อตแลนด์ แดนนี่ แกรห์ม ไปดังกับสวอนซี และแบล็คเบิร์น อดัม จอห์นสัน เก่งขนาดโดน แมนฯ ซิตี้ คว้าตัวและติดทีมชาติอังกฤษ แต่ดันมีปัญหาเรื่องล่วงละเมิดเด็กอายุไม่ครบ 16 ปี ลี แค็ทเทอร์โมล ย้ายไปเป็นตำนานที่ซันเดอร์แลนด์ เดวิด วีเธอร์ เล่นให้โบโร่ อยู่นานก่อนย้ายไปเป็นหัวใจสำคัญที่โบลตัน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" อาร์เซน่อล แชมป์ 'เกือบ' ไร้พ่าย "

ทีมปืนใหญ่ของ มิเกล อาร์เตต้า มาดีจริงๆ ฤดูกาลนี้ ไม่ได้มาเล่นๆ พวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูล ทะยานกลับไปนำจ่าฝูงพรีเมียร์ ลีก เรียกว่าสถาปนาตัวเองมาลุ้นแชมป์กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ดีที่สุดในบรรดาทีมที่เหลือ ตลอดช่วง 10 กว่าปีหลัง มีหลายครั้งที่อาร์เซน่อลออกตัวสวยๆ แต่ก็มาสะดุดเอาตอนครึ่งหลังของฤดูกาล จนหลุดโค้งไปเองดื้อๆ แต่ในุมมของแฟนปืน การได้เห็นทีมเล่นได้แบบนี้ ผลงานดีแบบนี้ มันก็ชื่นใจสุดๆ แล้วหลังจากเอาแน่เอานอนไม่ได้มาหลายปี อย่าลืมว่าแชมป์พรีเมียร์ ลีก หนสุดท้ายของพวกเขาคือในปี 2003/04 โน่นเลย เป็นปีประวัติศาสตร์ที่ได้แชมป์แบบไร้พ่าย "The Invincibles" ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้ นั่นคือฤดูกาลที่แฟนบอลอาร์เซน่อลจำไม่เคยลืม พวกเขาหวังว่าทีมจะกลับมายิ่งใหญ่เช่นนั้นได้อีก อันที่จริง ไม่ต้องไร้พ่าย แค่กลับมาทวงแชมป์คืนอีกครั้งก็มีความสุขสุดๆ แล้ว จะว่าไป อาร์เซน่อล เคยเกือบได้แชมป์แบบไร้พ่ายมาก่อนหน้านั้นแล้วถึง 13 ปี ช่วงปลาย 80s- ต้น 90s เป็นช่วงที่อาร์เซน่อลได้กุนซืออย่าง จอร์จ เกรแฮม มาคุมทีม บิ๊กจอร์จ บอกเองว่าทีมของเขา ไม่เน้นบอลสนุก เน้นเอาชนะ ดังนั้น หลายครั้งที่อาร์เซน่อลของ เกรแฮม เล่นได้น่าเบื่อ เน้นเกมรับเหนียวแน่น จนโดนเรียกว่า "บอริ่ง อาร์เซน่อล" แต่นั่นก็เท่ากับว่าพวกเขาเป็นทีมเขี้ยว แพ้ยาก สถานการณ์บดๆ เบียดๆ พวกเขาถนัดมาก รับมือความกดดันได้ดี ฤดูกาล 1990/91 อาร์เซน่อล ของ จอร์จ เกรแฮม คว้าแชมป์ลีกสูงสุดมาครองได้สำเร็จ ยุคนั้นยังเป็น ดิวิชั่น 1 ยังไม่ได้เปลี่ยนมาเป็น พรีเมียร์ ลีก พวกเขาได้แชมป์โดยมีแต้มมากกว่าอันดับ 2 คือลิเวอร์พูลถึง 7 คะแนน ทั้งที่เจอสถานการณ์ต่อไปนี้ 1. โดนตัดแต้ม 2 คะแนน จากเหตุการณ์วิวาทกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2. โทนี่ อดัมส์ กองหลังกัปตันทีม ที่ขณะนั้นติดเหล้าหนัก ก็โดนสั่งจำคุก 4 เดือน (ติดจริง 2 เดือน) เพราะเมาแล้วขับ พวกเขาตกเป็นรองลิเวอร์พูลก่อนบนตารางคะแนนในช่วงแรก ก่อนเข้าเดือนธันวาคม อาร์เซน่อลตามหลังทัพหงส์แดงของ เคนนี่ ดัลกลิช ถึง 6 แต้ม ทว่าในเกมที่เจอกันเองเมื่อ 3 ธันวาคม 1990 อาร์เซน่อล ก็ทุบลิเวอร์พูล 3-0 และขยับแต้มมาใกล้ อาร์เซน่อล ยังเดินหน้าไร้พ่ายมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงนัดที่ 24 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1991 อาร์เซน่อล ต้องออกไปเยือน สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเชลซี เชลซี เวลานั้นไม่ใช่ทีมที่จะขึ้นมาลุ้นแชมป์ พวกเขาห่างไกลจากคำว่าทีมสิงห์ไฮโซ ภาพลักษณ์ทีมร่ำรวยในทุกวันนี้ พวกเขาสามารถเอาชนะทีมอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด, ท็อตแน่ม, ลิเวอร์พูล หรือ แอสตัน วิลล่า ซึ่งเป็นทีมใหญ่ตอนนั้น แต่ก็สามารถแพ้ให้ทีมระดับ ลูตัน, ซันเดอร์แลนด์, โคเวนทรี,พาเลซ ได้แบบดื้อๆ เชลซี คือทีมแหล่งรวมความเถื่อน แฟนบอลฮูลิแกนของพวกเขาขึ้นชื่อว่าดุ พร้อมบวกที่สุดทีมหนึ่ง สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก็เก่า ไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเท่าไหร่นัก พื้นสนามก็ย่ำแย่ และพวกเขามักทำให้ใครก็ตามที่มาเยือน เดอะ บริดจ์ ต้องเจอความยากลำบาก นั่นรวมถึงอาร์เซน่อลด้วย เกมนี้ เชลซี ก็อาศัยการเล่นในบ้าน ลูกตื๊อ ลูกหนัก บดใส่อาร์เซน่อล และเป็นฝ่ายออกนำไป 2-0 จาก แกรห์ม สจ๊วร์ต และ เคอร์รี่ ดิ๊กสัน ก่อนที่ อลัน สมิธ จะมายิงไล่ให้อาร์เซน่อลจี้มา 1-2 แต่มันก็ช้าเกินไปเพราะนั่นเป็นประตูในนาทีที่ 89 แล้ว จบเกม อาร์เซน่อล เลยบุกมาพ่ายเชลซี 1-2 เป็นความพ่ายแพ้นัดแรกในฤดูกาลของพวกเขา แต่ไม่มีใครรู้และคาดเดาได้เลยว่า นับจากนั้นไปจนจบฤดูกาล พวกเขาจะไม่แพ้ใครอีกเลย 14 นัดที่เหลือ บิ๊กจอร์จ นำอาร์เซน่อล ชนะ 9 เสมอ 5 ก่อนจะเข้าป้ายเป็นแชมป์อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-1 และถล่ม โคเวนทรี 6-1 ในสองนัดสุดท้าย สถิติฤดูกาลไร้พ่าย 2003/04 ภายใต้การคุมทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ คือ 38 นัด ชนะ 26 เสมอ 12 แพ้ 0 ยิงได้ 73 เสีย 26 คะแนน 90 ส่วนสถิติ "เกือบ" ไร้พ่าย 1990/91 ของ จอร์จ เกรแฮม คือ 38 นัด ชนะ 24 เสมอ 13 แพ้ 1 ยิงได้ 74 เสีย 18 คะแนน 83 ใกล้เคียงกันมาก และต้องบอกว่ามันเกือบแล้วจริงๆ ที่ จอร์จ เกรแฮม จะสร้างประวัติศาสตร์ได้ แบบที่อาร์แซน เวนเกอร์ ทำไว้ ก่อนหน้านั้นถึง 13 ปี! รับชมช่วงเวลาย้อนโมเมนท์ไปกับ "ปืนใหญ่" ได้ที่ :: https://cutt.ly/8BlJ1bd เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" นักเตะพิเศษ เล่นครบ 4 ทีมยักษ์ใหญ่ "

ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นอร์ธ เวสต์ เป็นแหล่งรวมสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากมายที่สุด คงมีเพียงลอนดอน ที่ใกล้เคียง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และ เอฟเวอร์ตัน ต่างอยู่ในภูมิภาคนี้ นี่คือทีมชั้นนำที่มีแชมป์รวมกันนับไม่ถ้วน ดาร์บี้แม็ทช์ของแต่ละเมืองก็เข้มข้น การข้ามฟากเจอกันของ ลิเวอร์พูล - ยูไนเต็ด ก็เบอร์ 1 , ยุคนี้ ซิตี้ - ลิเวอร์พูล สนุกสุดยอด หรือ เอฟเวอร์ตัน - ยูไนเต็ด เองก็ไม่เคยยอมกัน มีนักเตะที่ถูกบันทึกเอาไว้อย่างเป็นทางการว่าเคยเล่นให้กับสโมสรทั้งสี่นี้ครบทุกทีมมีบ้างหรือไม่? ถ้ามี มีทั้งหมดกี่คน? ไบรอัน คิดด์ เล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด, แมนฯ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน แต่ไม่เคยไปสังคายนากับลิเวอร์พูลเลย อันเดร แคนเชลสกี้ เล่นให้ ยูไนเต็ด, เอฟเวอร์ตัน และ แมนฯ ซิตี้ นี่ก็ขาดลิเวอร์พูล สตีฟ แม็คมาน (Steve McMahon) เล่นให้เอฟเวอร์ตัน, ลิเวอร์พูล และแมนฯ ซิตี้ รายนี้ขาด ยูไนเต็ด คนที่ไปจนครบ 4 สโมสรคือตำนานอย่าง ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ทุกคนจำภาพของ "หลอเหล็ก" ว่าเป็นหน้าต่ำพรสวรรค์ เล่นคู่กับหัวหอกตัวเป้าอีกคนได้อย่างยอดเยี่ยม เขาคือตำนานของลิเวอร์พูล, นิวคาสเซิ่ล และทีมชาติอังกฤษ จริงๆ แล้ว เริ่มต้นอาชีพนักเตะของ เบียร์ดสลี่ย์ เขานับหนึ่งกับสโมสรในภูมิภาคนอร์ธ เวสต์ อย่าง คาร์ไลส์ ยูไนเต็ด ซึ่งขณะนั้นอยู่ในระดับดิวิชั่น 3 เลยเมื่อปี 1979 จากนั้น 2 ปี เขาก็ไปดังในแคนาดากับ แวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ แมนฯ ยูไนเต็ด ชอบใจฟอร์ม แล้วก็เซ็นมาร่วมทีมในปี 1982 ในยุค รอน แอ็ทกินสัน น่าเสียดายที่ เบียร์ดสลี่ย์ ในวัย 21 ปี แทบไม่ได้โอกาสลงสนาม เขาได้ลงเล่นเกม ลีก คัพ เจอกับบอร์นมัธ เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น ในปี 1983 นิวคาสเซิ่ล ก็เซ็น เบียร์ดสลี่ย์ ไปร่วมทีม นี่คือทีมที่เขาเคยอยู่สมัยเด็กๆ ด้วยผลงานที่รังสาลิกา ทำให้ ลิเวอร์พูล กระชากไปล่าตาข่ายเมื่อปี 1987 หลังจากนั้น เบียร์ดสลี่ย์ ก็ได้ย้ายไปอยู่คู่แข่งร่วมเมืองคือเอฟเวอร์ตัน เมื่อปี 1991 ด้วยวัย 30 ปีแล้ว เบียร์ดสลี่ย์ เล่นฟุตบอลยาวนาน ตอนอยู่กับโบลตันในปี 1997/98 ตอนนั้นเองที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอยู่ในดิวิชั่น 1 (ชปช. ปัจจุบัน) ยืมตัวเขาไปเล่น ทำให้ เบียร์ดสลี่ย์ ลงสนามให้กับ 2 ทีมเมืองแมนเชสเตอร์ และ 2 ทีมเมืองลิเวอร์พูล ครบถ้วนทั้ง 4 ทีม นักเตะคนต่อมาที่มีส่วนกับทั้ง 4 สโมสร ก็คือ จอห์น กิดแมน แบ็กขวาที่ดังในยุค 70s-80s จอห์น กิดแมน เป็นสเกาเซอร์แท้ๆ เขาเกิดที่เมืองลิเวอร์พูล และเข้ามาอยู่ในทีมเยาวชนของลิเวอร์พูลตั้งแต่อายุ 16-17 ปี น่าเสียดายตรงที่ กิดแมน ไม่เคยได้ขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของหงส์แดงเลย เขาโดนปล่อยไปให้กับแอสตัน วิลล่า ในเวลาต่อมา กิดแมน แจ้งเกิดกับวิลล่า ช่วยวิลล่า เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุด (ดิวิชั่น 1 เดิม) จากนั้นก็เป็นตัวหลักให้ทีมมาตลอด จนโดนเรียกไปติดทีมชาติอังกฤษ 1 นัดในปี 1977 กระทั่งปี 1979 เขาก็ย้ายกลับไปที่เมอร์ซี่ไซด์ แต่ไม่ใช่ลิเวอร์พูล ทีมที่เติบโตมา เขาเซ็นสัญญากับเอฟเวอร์ตัน โดยเล่นอยู่ทีนี้่ 2 ฤดูกาล (ได้เล่นร่วมกับ ไบรอัน คิดด์ ที่นี่) ในปี 1981 แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็น รอน แอ็ทกินสัน ซึ่งบิ๊กรอน ก็ทำการเสริมทัพรายแรกในฐานะกุนซือปีศาจแดง ด้วยการคว้าตัว จอห์น กิดแมน นี่แหละมาร่วมทีม ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่เขาอยู่ในทีมเดียวกับ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ แต่ต่างกันตรงที่ กิดแมน คือนักเตะทีมชุดใหญ่เต็มตัว ส่วน เบียร์ดสลี่ย์ อย่างที่ว่าไปแล้ว เขาได้ลงเล่นในเกมบอลถ้วยแค่นัดเดียวก่อนอำลายูไนเต็ดไป ไฮไลท์อาชีพของ กิดแมน คือการได้แชมป์ เอฟเอ คัพ กับแมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 1985 เขาลงสนามเป็นตัวหลักให้ทีมรวมถึงนัดชิงชนะเลิศด้วย ซึ่ง ยูไนเต็ด ก็เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ทีมเก่าของเขาไปได้ 1-0 ต้นฤดูกาล 1986/87 จอห์น กิดแมน ในวัย 32 ปีก็อำลา ยูไนเต็ด และปลายทางก็ใกล้ๆ นั่นคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นการอยู่กับสโมสรใหญ่แห่ง นอร์ธ เวสต์ ครบทั้ง 4 ทีม ซึ่งถ้าจะนับตามไทม์ไลน์ เขาทำได้ครบก่อน ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ด้วย ผิดกันตรงที่ กิดแมน ไม่เคยเล่นให้ชุดใหญ่ลิเวอร์พูลเลย สุดท้ายแล้ว หากต้องการคนที่ทำสถิตินี้ได้แบบครบถ้วนและเป็นจริงเป็นจังที่สุด เราอาจต้องไปมองกันที่ฟุตบอลหญิง นักเตะพลังหญิง ผู้ทำสถิตินี้ก็คือ อเล็กซ์ กรีนวู้ด แบ็กซ้ายวัย 29 ปี เจ้าของแชมป์ยูโร 2022 กับทีมชาติอังกฤษเมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้เอง อเล็กซ์ กรีนวู้ด เธอเกิดที่ลิเวอร์พูล เริ่มอาชีพนักเตะด้วยการเข้าอคาเดมี่ของทีมหญิงเอฟเวอร์ตัน แล้วก็ได้เล่นทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2010-2014 เธอย้ายไปเล่นให้ น็อตต์ส เคาน์ตี้ อยู่ 1 ปี ก่อนที่ปี 2016 ผลงานอันโดดเด่นทำให้โดนดึงตัวมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ปี 2018 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รื้อฟื้นทีมฟุตบอลหญิงขึ้นมาใหม่ หลังจากยุบไปนาน 10 กว่าปี จอห์น เมอร์เทอห์ ผอ.กีฬา คนปัจจุบันคือหนึ่งในบุคคลที่ผลักดันให้สโมสรก่อตั้งทีมฟุตบอลหญิงขึ้นมาอีกครั้ง และการตั้งทีมใหม่ มันต้องเริ่มจากลีกรอง แมนฯ ยูไนเต็ด วีเม่น ก็จำต้องสร้างทีมใหม่อย่างเร่งด่วน และหนึ่งในนักเตะที่พวกเขาดึงมาร่วมทีมก็คือ อเล็กซ์ กรีนวู้ด จากลิเวอร์พูล นี่เอง เธอย้ายมาอยู่กับ ยูไนเต็ด พร้อมกับ เคซี่ย์ สโตนี่ย์ พี่สาวจอมเก๋าร่วมทีมลิเวอร์พูล แต่ สโตนี่ย์ ย้ายมาในฐานะผู้จัดการทีม หรือเฮดโค้ช เลย อเล็กซ์ กรีนวู้ด มีทั้งฝีเท้า และประสบการณ์มากที่สุดคนหนึ่งของ ยูไนเต็ด วีเม่น ตอนนั้น ทำให้เธอกลายเป็นกัปตันทีม และเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของทีม น่าเสียดายที่เธอเล่นดี พาทีมเลื่อนชั้นได้ทันที แต่มันก็ทำให้เธอโดนยักษ์ใหญ่วงการฟุตบอลหญิงยุโรปอย่าง โอลิมปิก ลียง เซ็นไปร่วมทีมในฤดูกาลต่อมา ไม่ได้อยู่กับทีมปีศาจแดงสาวต่อไป หลังจากไปหาประสบการณ์ในลีกฝรั่งเศสแค่ปีเดียว กรีนวู้ด ก็กลับอังกฤษ แต่หนนี้ เธอได้เล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งถือเป็นทีมแกร่งระดับหัวแถวอย่างแท้จริง ปัจจุบัน กรีนวู้ด เล่นให้ แมนฯ ซิตี้ เป็นฤดูกาลที่ 3 แล้ว ยังคงเป็นกำลังหลักให้ทีมต่อไปบนวัย 29 ปี อเล็กซ์ กรีนวู้ด นี่แหละคือนักเตะในตำนานตัวจริงๆ ที่เล่นให้กับทั้ง เอฟเวอร์ตัน, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครบทั้ง 4 ทีมในฐานะนักเตะตัวหลักโดยแท้จริง มาร่วมรับชมคลิปกันได้เลย :: https://cutt.ly/6BoAgVO เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" คุณครูคนโปรดของโรนัลโด้ "

มันอาจเป็นเรื่องแปลกเล็กน้อยที่โค้ชผู้ซึ่งได้ทำงานร่วมกับ โรนัลโด้ นาซาริโอ ในช่วงพีคที่สุด กลับเป็นโค้ชที่ได้รับการยกย่องน้อยเกินไปสักหน่อย โรนัลโด้ R9 หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาล ทุกคนรู้ดีว่าปัญหาอาการเจ็บหนักของเขา ทำให้เขาไม่เคยมีสภาพร่างกายเต็ม 100 ในช่วงครึ่งหลังของอาชีพ มองย้อนไป ปีที่ โรนัลโด้ เล่นได้ดีที่สุด ทั้งฟอร์ม และสภาพร่างกาย คือช่วงระหว่างปี 1996 - 1998 นั่นคือฤดูกาลเดียวของเขากับบาร์เซโลน่า 1996/97 และฤดูกาลแรกของเขาที่ อินเตอร์ มิลาน 1997/98 ที่บาร์ซ่า โรนัลโด้ ทำงานกับ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ที่แม้จะเป็นตำนานในอังกฤษ แต่ในลีกใหญ่ยุโรป ปู่ได้รับการยกย่องน้อยเกินไป ส่วนที่อินเตอร์ R9 เล่นภายใต้การคุมทีมของ ลุยจิ "จิจี้" ซิโมนี่ สุภาพบุรุษจอมพเนจร ถ้าไม่ใช่แฟนบอลเนรัซซูรี่ หรือเป็นคอบอลกัลโช่ มานาน แฟนบอลยุคนี้ น้อยคนที่จะรู้จัก ลุยจิ ซิโมนี่ จะว่าไปเขาไม่ใช่ยอดโค้ชที่คว้าแชมป์มากมาย คุมทีมใหญ่หลายทีมแบบเดียวกับ โค้ชอิตาเลี่ยนชื่อดังคนอื่นๆ แต่เขาเป็นคนที่ทำงานกับ โรนัลโด้ ได้ดีที่สุด ตอนที่ โรนัลโด้ ย้ายจากบาร์ซ่า มาอินเตอร์ ในซัมเมอร์ปี 1997 ทีมนี้เต็มไปด้วยนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ เป้าหมายของ มัสซิโม่ โมรัตติ คือทีมรวมดาว เขาต้องการนำแชมป์สคูเด็ตโต้ กลับมาที่อินเตอร์อีกครั้ง หลังจากได้หนสุดท้ายเมื่อปี 1989 และมีแชมป์เพียง 3 ครั้งในรอบ 3 ทศวรรษนั้น ผู้เล่นอย่าง จานลูก้า ปายูก้า, จูเซ็ปเป้ แบร์โกมี่ จอมเก๋า, ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ, ยูริ จอร์เกฟฟ์, ดีเอโก้ ซิเมโอเน่, อารอน วินเทอร์, ฟรานเชสโก้ มอริเอโร่, เปาโล ซูซ่า, นิโกล่า แบร์ตี้ โดยเฉพาะแผนกกองหน้า อิวาน ซาโมราโน่, อัลวาโร่ เรโคบา รวมถึงตัวประสบการณ์ทั้ง เมาริซิโอ กานซ์ และ มาร์โก บรังก้า น่าแปลกที่เมื่อทีมเต็มไปด้วยสตาร์เช่นนี้ แต่เขากลับเลือกโค้ชคนใหม่มาคุมทีม เป็นโค้ชที่ไม่เคยประสบความสำเร็จใดเป็นแชมป์รายการเมเจอร์ แถมส่วนใหญ่คุมทีมปีเดียวแล้วย้ายมาเกือบตลอด ข้อดี? โค้ชคนนี้เคยทำทีมเล็กเลื่อนชั้น และมีแนวทางการเล่นที่ดี เหนือสิ่งอื่นใด เขาเป็นสุภาพบุรุษ ไม่มีเอเยนต์คอยดูแลผลประโยชน์ใดๆ ให้เลย เขาก็คือ จิจี้ ซิโมนี่ ซิโมนี่ เคยคุมเจนัว, ลาซิโอ, เบรสชา, ปิซ่า, เอ็มโปลี, เครโมเรเซ่, นาโปลี และอีกบางทีม ก่อนมาคุม อินเตอร์ ในปี 1997 นี่ถือเป็นงานใหญ่และงานช้างชิ้นแรกของเขา เพราะต้องรับมือกับสตาร์ดังมากมาย โดยเฉพาะนักเตะค่าตัวสถิติโลกรายล่าสุดอย่าง โรนัลโด้ ทว่าคนอย่าง จิจี้ ซิโมนี่ ใช้ความเข้าใจต่อผู้คน และการจัดการบุคคลที่ยอดเยี่ยม ทำให้แม้ อินเตอร์ จะมีสตาร์ล้นทีม แต่ก็ไม่มีความอิจฉา ระหว่างกันเลย โดยเฉพาะเมื่อทุกคนรู้ว่า โรนัลโด้ จะได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าคนอื่นนิดหน่อย เพราะเขาไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อยตอนซ้อม เขาทำให้ โรนัลโด้ ที่เพิ่งย้ายมาใหม่ เข้ากับคนอื่นได้อย่างกลมกลืนในทันที "โรนัลโด้ คือผู้นำของเรา และเราดูแลเขาอย่างที่เขาสมควรได้รับการดูแล เขาไม่ใช่พวกยกตัวเองสำคัญกว่าใครนะ แต่ทุกคนรู้ดีว่าเขาพิเศษ และเขาสามารถพาเราไปสู่จุดสูงสุดได้ ดังนั้นทุกคนสนับสนุนเขา" "มันไม่มีการอิจฉาใดๆ ระหว่างนักเตะด้วยกันที่มีต่อโรนัลโด้เลย มันเป็นเพราะเขามีมนุษย์สัมพันธ์ดีด้วย ผมไม่เคยเห็นเขาโทษเพื่อนร่วมทีมที่จ่ายบอลแย่เลยสักครั้ง เขาอยู่ในอารมณ์ที่ดีเสมอ เขาเป็นตัวอย่างของทุกคนทั้งในและนอกสนาม" "ผมไม่เคยมองว่านักเตะทุกคน ควรได้รับการจัดการในรูปแบบเดียวกัน ถ้ามีบางคนพิเศษ และโรนัลโด้ ก็คือข้อยกเว้น" "ผมไม่เคยขอให้เขาวิ่ง เขาแค่ต้องมาซ้อมและเล่นกับลูกฟุตบอล คนอื่นๆ จะวิ่งเพื่อเขา และเพื่อนร่วมทีมก็ยินดีทำแบบนั้นเพราะพวกเขารู้ว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่แข็งแกร่ง โดยมีอัจฉริยะยืนอยู่ข้างหน้า" แม้ว่าจะดูแลโรนัลโด้ พิเศษกว่าคนอื่น แต่ ลุยจิ ซิโมนี่ ก็ยกย่องชื่นชมผู้เล่นแสนวิเศษในทีมอีกหลายคน "ผมอยากพูดถึง ซาเน็ตติด้วย เขาเป็นนักเตะฉลาดมาก, แต่ยังมี (ดีเอโก้) ซิเมโอเน่, จอร์เกฟฟ์, ซาโมราโน่" "โชคไม่ดี (โรแบร์โต้) บาจโจ้ เจ็บบ่อย (ย้ายมาในปี 1998) แต่เมื่อเขาลงเล่น เขาแสดงพรสวรรค์ทั้งหมดของเขา ต่อจาก โรนัลโด้ เขาคือนักเตะที่ดีที่สุดที่ผมเคยทำงานด้วย และจากนั้น ซิเมโอเน่ ผู้นำ และ ซาโมราโน่ จิตวิญญานของทีม" โรนัลโด้ ในช่วงพีค บวกกับการบริหารจัดการคนที่ยอดเยี่ยมของ ลุยจิ ซิโมนี่ ทำให้อินเตอร์ เล่นฟุตบอลสนุก น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่เพียงแค่การเลี้ยงบอล การยิงประตู แต่ที่นี่ โรนัลโด้ ยังได้กลายเป็นมือสังหารจุดโทษ เป็นคนยิงฟรีคิกที่อันตราย และภายหลังได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม ซิโมนี่ ขัดเกลาเขาขึ้นไปอีกขั้น โรนัลโด้ จบด้วยการยิงไปถึง 25 ประตูใน กัลโช่ เซเรีย อา จากการลงเล่น 32 นัด และยิงทุกรายการไปถึง 34 ประตู ลุยจิ ซิโมนี่ พาอินเตอร์ คว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ด้วยการถล่ม ลาซิโอ ในนัดชิงชนะเลิศ 3-0 ด้วยฟอร์มสุดเทพของ โรนัลโด้ น่าเสียดายที่ในลีก พวกเขาจบเพียงอันดับ 2..... เป็นรองยูเวนตุส เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในนัดที่ 31 ของฤดูกาล (ขณะนั้น กัลโช่ มี 18 ทีม เตะกัน 34 นัด) อินเตอร์ บุกไปเยือน ยูเวนตุส และพวกเขามีแต้มตามหลังทีมม้าลายแค่คะแนนเดียว เดล ปิเอโร่ ยิงให้ ยูเว่ ออกนำ แต่แล้วช็อตที่ถูกพูดถึงไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น โรนัลโด้ เก็บบอลได้ในเขตโทษแตะบอลขึ้นหน้า แต่โดน มาร์ค ยูเลียโน่ เข้ามาเบรกแบบชนคน โดยไม่สนใจเล่นบอลเลยแม้แต่น้อย ทว่าผู้ตัดสิน ปิเอโร เชคคารินี่ ไม่ว่าอะไร 15 วินาทีต่อมา ยูเว่ พาบอลสวนกลับ และมาได้จุดโทษแทน หนนี้ เชคคารินี่ เป่านกหวีดเสียงดังฟังชัด จากจังหวะที่ ตาริโบ เวสต์ ไปเตะช้ายกขาสูงใส่ เดล ปิเอโร่ ปายูก้า สามารถเซฟจุดโทษลูกนี้จาก เดล ปิเอโร่ ไว้ได้ ทำให้สกอร์ยังเป็น 1-0 แต่สุดท้าย อินเตอร์ ก็ตามตีเสมอไม่สำเร็จ ความพ่ายแพ้ในลักษณะนี้ ส่งผลต่อสภาพจิตใจของ อินเตอร์ พวกเขาเก็บได้แค่ 4 คะแนนจาก 4 นัดสุดท้าย ทำให้ลงเอยด้วยการเป็นรองแชมป์ ตามหลัง ยูเว่ 5 คะแนน แฟนบอลอินเตอร์จำนวนไม่น้อย รวมไปถึงท่านประธาน มัสซิโม่ โมรัตติด้วย เชื่อว่าหากคราวนั้น อินเตอร์ ได้จุดโทษตีเสมอ พวกเขาคงเป็นแชมป์กัลโช่ ไปแล้ว ทว่าสำหรับ ซิโมนี่ เขาพูดเพียงว่า "ผมไม่รู้ว่าเขาจะได้แชมป์ลีกไหม แต่ผมแน่ใจว่าพวกเขาไม่ยอมให้เราได้เบียดแย่งแชมป์ มีเหตุการณ์แปลกๆ มากมายปีนั้น แต่มันไม่คุ้มที่จะพูดถึงอีกแล้ว" "สิ่งเดียวที่ผมไม่ชอบคือ เชคคารินี่ ไม่เคยยอมรับว่าเขาตัดสินใจผิด เขาปกป้องตัวเองเสมอแม้ว่าความจริงทุกคนเห็นว่ามันชัดเจนแค่ไหน ผมไม่โทษเขานะ เพราะการเป็นผู้ตัดสินมันไม่ง่ายหรอก แต่ผมไม่สามารถอภัยให้เขาได้จริงๆ" "ถ้าหลังจากนั้น 20 ปี เรายังคุยกันถึงเกมนั้น มันก็ชัดเจนแล้วว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ครั้งหนึ่งผมอยู่ใน ลอส แองเจลิส และมีแฟนบอลเข้ามาทักผมและคุยเรื่องจุดโทษลูกนั้น ลองนึกภาพสิ ในลอส แองเจลิส นะ เหตุการณ์นี้จะยังคงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอิตาลี" ลุยจิ ซิโมนี่ ยอมรับว่า หากเขาจะเสียใจ หรือเสียดาย ก็มีอยู่ 2 อย่าง "อินเตอร์ ทีมนั้นแข็งแกร่งมากๆ เต็มไปด้วยนักเตะเก่งๆ ฉลาดๆ ผมมีความเสียดายอยู่ 2 ข้อ : (ข้อแรก) ด้วยการมีกองหลังเก่งๆ อีกสัก 2 คน เราคงเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลก กับอีกข้อคือผมไม่เคยได้เจอกับ เชคคารินี่เลย" มันเป็นเช่นนั้นจริง แม้อินเตอร์ จะมีตัวรุกเก่งๆ มากมาย แต่เกมรับของพวกเขายังไม่เนี้ยบ และนิ่งพอ จิ๊กซอว์ ยังไม่ถูกเติมจนสมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องแข่งกับ ยูเวนตุส ในยุคของ มาร์เชโล่ ลิปปี้ ซึ่งเป็นทีมผู้ชนะอย่างแท้จริง เล่นเกมใหญ่ และสถานการณ์กดดันได้ดีเยี่ยม ฤดูกาลต่อมา 1998/99 ฤดูกาลผ่านไปไม่นาน มัสซิโม่ โมรัตติ ก็ตัดสินใจปลด ลุยจิ ซิโมนี่ ออกจากตำแหน่ง และจากนั้นมา อินเตอร์ ก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะกลับมาตั้งลำได้อีกครั้ง โมรัตติ ยอมรับว่าเขาคิดผิด ใจเร็วเกินไปในการปลด จิจี้ ซิโมนี่ "ผมคิดว่าเรามีทีมที่แข็งแกร่ง ซึ่งในความเห็นผม มันยังเล่นกันได้ไม่ดีพอ แต่ผมประเมินความสำคัญของ ซิโมนี่ ต่ำเกินไป จริงๆ แล้ว ฤดูกาลมันกลายเป็นฝันร้ายหลังจากปลดเขา" ด้าน ซิโมนี่ เอง ก็รู้สึกเสียใจ แต่เขาไม่เสียดายเลยกับช่วงเวลาที่อินเตอร์ "ผมไม่เคยโกรธ โมรัตติ ผมทำไม่ได้ ผมขอบคุณเขาเสมอด้วยซ้ำที่ให้โอกาสผมในการได้ฝึกสอนทีมที่แข็งแกร่งขนาดนั้น" "การได้เป็นโค้ชให้นักเตะอย่าง โรนัลโด้, ซาเน็ตติ, ซิเมโอเน่, ซาโมราโน่ และ บาจโจ้ มันมีค่ามากกว่าการโดนปลด" แม้เขาอำลาทีมไปแล้วแต่สำหรับแฟนบอลอินเตอร์ ยังชื่นชมและประทับใจในตัว ซิโมนี่ อยู่เสมอ เขาได้มาคุม ปิอาเชนซ่า ในภายหลังและพาทีมเยือน ซาน ชิโร่ เจอกับอินเตอร์ แฟนบอลงูใหญ่ยังลุกขึ้นปรบมือให้เขา "คุณไม่สามารถเป็นสุภาพบุรุษได้เสมอไปหรอกในชีวิตคุณ ไม่งั้น คุณจะไม่มีทางไปถึงเป้าหมาย ยิ่งในฟุตบอลยิ่งแล้วใหญ่ บางทีในอาชีพผม ผมอาจเป็นสุภาพบุรุษมากเกินไป" "แต่ผมภูมิใจอย่างมากกับสิ่งที่ผมได้ทำไป ผมเคารพกฎเสมอ, ไม่เคยมองหาทางลัด หรือไม่มีมีเอเยนต์มาคอยดูแลผลประโยชน์ นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ผมได้ค่าจ้างน้อยกว่าที่ควรจะเป็น" ซิโมนี่ ปล่อยมุกอย่างอารมณ์ดีทิ้งท้าย ลุยจิ ซิโมนี่ เสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคม 2020 หรือเมื่อ 2 ปีก่อนด้วยวัย 81 ปี เมื่อเขาเสียชีวิต นักเตะที่ดีที่สุดที่เขาเคยทำงานด้วยอย่าง โรนัลโด้ นาซาริโอ ได้โพสต์ถึงเขาทางอินสตาแกรมอย่างซาบซึ้ง "จิจี้ ซิโมนี่ ไม่ใช่แค่โค้ชคนหนึ่งสำหรับผม" "ถ้าผมคิดถึงเขาในวันนี้ ผมคิดถึงผู้ชายที่ดีและเฉลียวฉลาด ผู้ที่ไม่เคยออกคำสั่งให้ทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ แต่จะอธิบายว่าทำไมสิ่งโน้นสิ่งนี้ถึงมีความสำคัญ ผมคิดถึงคุณครูคนหนึ่ง" "เขาคือคอนดัคเตอร์ และเราคือวงออร์เคสตร้า" ใช่ สำหรับ โรนัลโด้ แล้ว ซิโมนี่ คือโค้ชผู้เข้าอกเข้าใจธรรมชาตินักเตะ เป็นคุณครูผู้ใจดีและเฉลียวฉลาด เขาเป็นผู้บัญชาการ ควบคุมวงดนตรีที่เปี่ยมด้วยนักดนตรีพรสวรรค์ระดับโลก น่าเสียดายเล็กน้อยที่วงดนตรีดังกล่าว ยังขาดนักดนตรีที่เชี่ยวชาญเครื่องดนตรีอีกชิ้นสองชิ้น มันคือวงออร์เครสต้าที่ยอดเยี่ยม เพียงแค่มันยังไม่สมบูรณ์ แต่เขาก็สามารถขับให้มือเดี่ยวเปียโน ของวงนี้ เฉิดฉายได้มากที่สุดเช่นกัน ร่วมรับชมคลิปสุดมันส์ของ R9 กับไฮไลท์สุดแจ่มของเขา :: https://cutt.ly/WBqq9PN เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อกุนซือเป็นพระเอก MV "

ไม่กี่วันก่อนเราเห็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไปโผล่อยู่ในมิวสิควีดีโอเพลง Mel Made Me Do It ของ Stormzy ศิลปินฮิปฮอปชื่อดังชาวอังกฤษ ใน MV นี้เป็นช็อตที่ มูรินโญ่ ทำท่าจุ๊ปาก ซึ่งเป็นท่าประจำของเขา เนื้อเพลงท่อนหนึ่งก็มีว่า I prefer not to speak like I'm José แล้วก็มีท่อนพูดของ มูรินโญ่ ขึ้นมาต่อว่า (I prefer really not to, uhm, not to speak If I speak I am in, in big trouble) "ฉันขอไม่พูดยังกับฉันคือโชเซ่" (ฉันขอไม่พูดจริงๆ ไม่พูดจริงๆ ถ้าฉันพูด ฉันคงเจอปัญหาใหญ่) นี่คือการให้สัมภาษณ์ในตำนานของ มูรินโญ่ เพราะเขาไม่พอใจการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน แต่เลือกไม่พูด เพราะถ้าพูดไป คงโดนเอฟเอ เล่นงาน อย่างไรก็ตาม โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่ผู้จัดการทีมชื่อดังรายแรกที่ไปปรากฏตัวในมิวสิควีดีโอ แม้แต่ เดวิด มอยส์ อีกหนึ่งกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เคยไปโผล่ใน MV ของ Stormzy มาแล้วเช่นกัน ย้อนไปในปี 2015 ในเพลง Know Me From ของเขา มีช่วงนึงของเพลงที่ร้องว่า "I come to your team and I fuck shit up/I’m David Moyes." "ฉันมายังทีมของแกและฉันทำแม่งพัง ฉันคือ เดวิด มอยส์" ด้วยการที่ Stormzy เป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัวยง และเขาหมายถึง มอยส์ ย้ายมาคุมทีมแล้วล้มเหลว น่าเสียดายที่ เดวิด มอยส์ ใน MV เพลงนี้ไม่ใช่ มอยส์ ตัวจริง แต่เป็นเพียงคนใส่หน้ากาก มอยส์ เฉยๆ แม้แต่กุนซือที่ดูเข้มๆ อย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ ก็เคยเป็นแขกรับเชิญในมิวสิค วีดีโอ มาแล้วเช่นกันเมื่อปี 2017 ตอนนั้น คอนเต้ เพิ่งคุมเชลซีฤดูกาลแรก และพาทีมได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก สำเร็จทันที ไม่นานแฟนบอลก็ได้เห็น คอนเต้ ปรากฏกายในเพลง Smoking Fire ของแรปเปอร์ Eyez โจอี้ บาร์ตัน เป็นผู้จัดการทีมแล้ว เขาคุม ฟลีตวูด ทาวน์ และล่าสุดคุม บริสตอล โรเวอร์ส เลื่อนชั้น แต่ในปี 2017 ขณะนั้น บาร์ตัน ยังไม่ได้คุมทีมเป็นทางการ เขาอยู่ในช่วงปลายที่กำลังจะแขวนสตั๊ดจากเบิร์นลี่ย์ แต่ก็ไปปรากฏตัวในเพลง Spent the Day in Bed เพลงนี้เป็นเพลงของ Morrissey ในอัลบั้มเดี่ยว โดยที่ Morrissey คืออดีตนักร้องนำของ The Smiths วงร็อคชื่อดังจากแมนเชสเตอร์ สจ๊วร์ต เพียร์ซ อดีตแบ็กซ้ายพันธุ์ดุ เคยคุมทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อังกฤษ ยู-21 และน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เป็นผู้จัดการทีมชื่อดังรายล่าสุดก่อน มูรินโญ่ ที่ไปโผล่ใน MV รายของ เพียร์ซ ไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบ แต่เป็นเหมือนพระเอกมิวสิคเองเลย เขาเดินถอดสูท ร้องเพลงราวกับเป็นนักร้องนำเสียเอง เพลงที่ เพียร์ซ ไปปรากฏตัวใน MV คือเพลง This Song ของวงร็อค The Stranglers ที่ออกมาเมื่อปี 2021 ที่แล้วนี่เอง ที่สำคัญ เพียร์ซ เองเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวง The Stranglers มานานแล้ว งานนี้เลยถือว่าแฮปปี้สุดๆ หากจะถามหาผู้จัดการทีมที่ไปโผล่ใน MV แบบที่ตัวเองเป็นพระเอกจริงๆ และมันยิ่งกว่า สจ๊วร์ต เพียร์ซ เสียอีก ก็คงต้องยกให้ จานฟรังโก้ โซล่า อย่างที่เรารู้กันว่า โซล่า สมัยเป็นนักเตะก็เก่งกาจ ทักษะยอดเยี่ยม ชั้นเชิงสูง ลีลาแจ่ม ทำให้แฟนบอลหลายคนหลงรัก และหลายคนเชียร์เชลซีก็เพราะ โซล่า แถมเมื่อหันมาเป็นผู้จัดการทีม คุมทีม ก็เคยผ่านงานทั้งที่ เวสต์แฮม, วัตฟอร์ด, กายารี่ ไปจนถึงเป็น เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ตอนปี 2014 โซล่า ไปปรากฏตัวในมิวสิค วีดีโอของวงอินดี้ป็อป WONDER VILLAINS จากเดอร์รี่ ไอร์แลนด์เหนือ ที่บอกว่า โซล่า เป็นพระเอกของเพลงนี้เลยก็เนื่องจากว่าทางวง ชื่นชอบ โซล่า มาก ดังนั้นเพลงนี้เลยชื่อว่าเพลง ZOLA เลย เป็นเพลงที่ โซล่า แสดงเป็นตัวเอง เป็นโค้ชฟุตบอล ที่ลงมาฝึกซ้อมนักเตะ ซึ่งนักเตะใน MV ก็คือเหล่านักดนตรีของวงเองนั่นแหละ ในบรรดาผู้จัดการทีมที่ไปโผล่ในมิวสิค วีดีโอ ไม่มีใครจะโดดเด่นได้เท่ากับ จานฟรังโก้ โซล่า อีกแล้วจริงๆ มาร่วมรับชมเอ็มวีของน้ามูกันได้ที่ :: https://cutt.ly/dV4gHa5 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117