breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" โบโบ้ วิเอรี่ กระทิงจอมพเนจร "

ยุคนี้ หนึ่งในตำแหน่งที่เป็นแรร์ไอเท็ม หายาก เพราะไม่ค่อยมีผลิตขึ้นมาก็คือพวกกองหน้าหมายเลข 9 เพชฌฆาตจอมปิดบัญชี ด้วยสไตล์การเล่นของฟุตบอลที่เปลี่ยนไป กองหน้าที่โดดเด่นแค่เรื่องยิงประตูอย่างเดียว อาจไม่สามารถแจ้งเกิดได้ โดยเฉพาะกับทีมใหญ่ๆ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักเตะในทุกๆ ตำแหน่งทั้งเกมรุกเกมรับ อิตาลี เป็นอีกชาติที่ยกระดับของการเล่นขึ้นมาภายใต้ โรแบร์โต้ มันชินี่ แต่ก็ขาดตำแหน่ง "เบอร์ 9" กองหน้าระดับดาวยิงแท้จริง ในการฉกฉวยโอกาสที่สร้างมาได้ ชื่อของ ชิโร่ อิมโมบิเล่ และ อันเดรีย เบล็อตติ ไม่ใช่คำตอบยามรับใช้ชาติ ผิดกับยุคหนึ่งที่อิตาลี มีกองหน้าตัวจบสกอร์เก่งๆ มากมาย เปาโล รอสซี่, จานลูก้า วิอัลลี่, ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่, ปิแอร์ลุยจิ การิซากี้, ฟิลิปโป้ อินซากี้ และที่ต้องพูดถึงก็คือ คริสเตียน วิเอรี่ จริงๆ แล้วด้วยความสามารถทั้งทางพันธุกรรม และฝีเท้าของเขา "โบโบ้" ควรเป็นกองหน้าตัวจบสกอร์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์อิตาลีได้เลย เขามีรูปร่างที่ไม่ถึงสูงมาก (185 ซม.) แต่แข็งแรง ไว เล่นลูกกลางอากาศดีมาก จบสกอร์คม ถนัดซ้าย และที่สำคัญ เขาเป็นกองหน้าตัวเป้าที่มีทักษะ และเสต็ปเท้าที่ดี ผิดกับบทบาทและลักษณะภายนอกของเขา วิเอรี่ เกิดที่โบโลนญ่า โดยมีคุณพ่อเป็นนักเตะอาชีพนาม โรแบร์โต้ วิเอรี่ เล่นให้โบโลนญ่า จากนั้นในปี 1977 ตอนที่ โบโบ้ อายุ 4 ขวบพ่อของเขาย้ายไปเล่นในซิดนี่ย์, ออสเตรเลีย ทำให้ครอบครัวต้องโยกย้ายตามไปด้วย ตอนอยู่ที่ออสเตรเลีย เขาเล่นทั้งฟุตบอล และคริกเก็ต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ วิเอรี่ ฝันว่าอยากเล่นเป็นอาชีพ จนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังเป็นแฟนคริกเก็ต ในปี 1988 คริสเตียน วิเอรี่ ในวัย 14-15 ปี ก็ย้ายกลับอิตาลี และเริ่มเอาดีด้านการเป็นนักเตะแบบเต็มตัว เขาเล่นให้ทีมเยาวชนปราโต้ ก่อนย้ายไปอยู่ โตริโน่ ในปี 1990 ขณะอายุ 17 ปี คริสเตียน วิเอรี่ เล่นให้ชุดใหญ่โตริโน่ แค่ปีเดียว ก็ย้ายสู่ ปิซ่า และ ราเวนน่า ในเซเรีย บี ซึ่งตอนเล่นให้ราเวนน่า นี่เองที่เขาเริ่มเป็นตัวหลักและยิงไป 12 ประตูจาก 32 นัด ด้วยวัย 20 ปี มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเขาในฐานะ "ดาวยิงจอมเพนจร" นับจากนั้น ปี 1994 เล่นให้เวเนเซีย ทำไป 11 ประตูจาก 29 นัดในปีนั้น และปีต่อมา 1995/96 ก็ได้มาเล่นในกัลโช่ เซเรีย อา เป็นครั้งแรก เมื่อ อตาลันต้า คว้ามาร่วมทีม ผลงาน 9 ประตูจาก 21 นัดกับอตาลันต้า ทำให้ในปีต่อมา ยูเวนตุส จ่ายถึง 2.5 ล้านยูโร เซ็นสัญญา โบโบ้ ไปร่วมทีม ปี 1996/97 เขาไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวหลัก เพราะยูเว่ ขณะนั้นคือจุดสูงสุดของฟุตบอลอิตาลี มีนักเตะเก่งๆ มากมายในทีม ในแผนกกองหน้า นอกจาก อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ "เด็กทองคำ" แล้ว ยังมี อเลน บ็อคซิช, นิโกล่า อโมรูโซ่ และ มิเคเล่ ปาโดวาโน่ ซึ่งเป็นตัวประสบการณ์ ช่วงครึ่งหลังของซีซั่นนั่นเอง บ็อคซิช และ เดล ปิเอโร่ ได้รับบาดเจ็บทำให้ วิเอรี่ ได้ลงสนามต่อเนืองและฉายแวว เขายิง 10ประตูใน 16 นัดทุกรายการช่วงนั้น โดยเฉพาะการทำประตูในเกมรอบรองชนะเลิศ ชปล. กับ อาแจ็กซ์ ได้ทั้งเหย้า-เยือน ช่วยให้ยูเว่ ได้ผ่านเข้าไปป้องกันแชมป์ ชปล. วิเอรี่ ยังทำ 2 ประตูให้ ยูเว่ ถล่ม เอซี มิลาน 6-1 ในเกมที่เขาเล่นงานกองหลังจอมเก๋าระดับตำนานอย่าง ฟรังโก้ บาเรซี่ จนหมดสภาพ ด้วยสเต็ปเท้า ความไว ความเฉียมคม และความแข็งแรงดุดัน ฟอร์มของเขาทำให้ "ลา เรปูลิก้า" ตั้งฉายาเขาว่า "กระทิงหนุ่มผู้เริงระบำดุจผีเสื้อ" สำหรับ ยูเวนตุส ในขณะนี้ คริสเตียน วิเอรี่ ไม่มีไว้ขายอย่างแน่นอน ทว่าซัมเมอร์ 1997 ก็มาถึงทางแยกสำคัญอีกครั้ง โบโบ้ อายุ 24 ปี เล่นฟุตบอลอาชีพมาแล้ว 6 สโมสร เขาไม่เคยเล่นที่ไหนนานเกินกว่า 1 ฤดูกาลเลย แอตเลติโก้ มาดริด ทีมที่เพิ่งจบอันดับ 5 ใน ลา ลีกา ก็อาจหาญเข้ามาติดต่อขอซื้อ วิเอรี่ ตอนแรกพวกเขายื่นข้อเสนอ 9 ล้านปอนด์ แล้วจึงตามด้วย 12.5 ล้านปอนด์ ซึ่งในเวลานั้นนับว่าสูงมากๆ (สถิติโลกปี 1997 คือ โรนัลโด้ R9 ย้ายจากบาร์ซ่าไปอินเตอร์ 19.5 ล้านปอนด์) เวลาเดียวกันนั้นเอง ยูเว่ ก็เซ็นเอา ฟิลิปโป้ อินซากี้ เข้ามา เพื่อแทนที่ บ็อคซิช ที่ย้ายกลับลาซิโอ แต่พวกเขายังมี นิโกล่า อโมรูโซ่ ไว้เป็นสำรอง ถึงตรงนี้ ยูเว่ มองว่า ข้อเสนอมันยั่วยวน ดังนั้นให้ วิเอรี่ ตัดสินใจเองว่าจะอยู่หรือไป ปัญหาตอนนั้นคือ ยูเว่ บอกว่าพวกเขาให้ค่าจ้างวิเอรี่ ได้ไม่เกินปีละ 2 พันล้านลีร์ (สกุลเงินอิตาลี) ซึ่งเทียบได้ราวปีละ 1,200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ แอตเลติโก้ มาดริด ให้ได้ถึง 3.5 พันล้านลีร์ (ราว 2,200,000 ดอลลาร์) เมื่อเจอข้อเสนอที่แตกต่างกันแบบนี้ วิเอรี่ ตัดสินใจย้ายไปสเปนทันที เขาสารภาพในภายหลังว่า ตอนนั้นการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของเงินล้วนๆ เขาไม่ได้ไม่พอใจอะไรแอตเลติโก้ ที่นั่นมีความสุขมากๆ สำหรับเขา แต่หากย้อนเวลาไปได้ เขาจะไม่ย้ายออกจากตูริน เขาจะอยู่กับยูเวนตุส ต่อไป ทว่าเวลาย้อนกลับไม่ได้ ในสีเสื้อตราหมี วิเอรี่ ระเบิดฟอร์มเป็นขวัญใจแฟนบอลได้ทันที 10 นัดแรกในทุกรายการ เขาทำไปถึง 12 ประตู แต่แล้ว สิ่งที่จะทำให้อาชีพของเขาต้องเจอกับอุปสรรคไปตลอดกาล ก็มาถึง นั่นคืออาการเจ็บ ในเดือนพฤศจิกายน วิเอรี่ เจ็บพักไปกว่าเดือน หายกลับมา เขาก็กลับมายิง แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 1998 จูนินโญ่ เปาลิสต้า เพลย์เมกเกอร์ร่างเล็ก คนที่สนับสนุนเกมรุกได้ดีที่สุดของเขา ก็มาโดน มิเชล ซัลกาโด้ ซึ่งตอนนั้นยังเล่นให้ เซลต้า บีโก้ อัดจนเจ็บยาวพัก 6 เดือน แม้ว่า วิเอรี่ จะยังยิงประตูได้ แต่เมื่อขาดคนทำเกมชั้นดี ฟอร์มของตราหมีก็เริ่มไม่นิ่ง บวกกับเกมรับที่ไม่ได้เป็นจุดแข็งอยู่แล้ว ตราหมีเลยจบแค่อันดับ 7 ในลีก และแพ้ให้กับ ลาซิโอ ในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ อย่างไรก็ตามผลงานของ วิเอรี่ ก็ยังยอดเยี่ยม 24 ประตูจาก 24 นัดในลา ลีกา และ 29 ประตูจาก 32 นัดทุกรายการ เขาคว้ารางวัลดาวยิงลีก หรือ ปิชิชี่ โทรฟี่ มาครองได้ด้วย จบฤดูกาลนั้น วิเอรี่ ก็ฉายแสงในสีเสื้ออิตาลี ในฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 เมื่อทำไป 5 ประตู วิเอรี่ ตัดสินใจย้ายกลับอิตาลี อีกครั้ง หนนี้มาจอย ลาซิโอ ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาตอนนั้น ทีมอินทรีกรุงโรม ทุ่มเงิน 17.5 ล้านปอนด์ คว้าตัวเขามาจากทีมตราหมี เพื่อลงเล่นในฤดูกาล 1998/99 7 สโมสร ใน 7 ปี ตั้งแต่ขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพแบบเต็มตัว มันคือการเดินทางอีกครั้ง ผลงานของ วิเอรี่ กับลาซิโอ ถือว่าไม่เลวเลย แต่อาการเจ็บทำให้เขาเล่นได้แค่ 22 นัดในกัลโช่ อย่างไรก็ตามในปี 1999 ประธานมัสซิโม่ โมรัตติ ของอินเตอร์ มิลาน ก็ตัดสินใจทุ่มเงินเป็นสถิติโลก 32 ล้านปอนด์เพื่อดึงตัว โบโบ้ จากลาซิโอ มาอยู่กับทีมงูใหญ่ อินเตอร์ เป็นสโมสรเดียวแบบจริงๆ จังๆ ที่เขาเล่นให้เกิน 1 ฤดูกาล เพราะเขาเล่นให้กับทีมงูใหญ่นานถึง 6 ปีด้วยกัน ทั้งที่ร่างกายเจอกับอาการบาดเจ็บรบกวนตลอดเส้นทางเหล่านี้ แต่ 6 ปีกับอินเตอร์ โบโบ้ ก็ทำไปถึง 103 ประตูในกัลโช่ จากการลงเล่นเพียง 143 นัด เรียกว่าเมื่อไหร่เขาฟิตลงสนาม แฟนบอลสามารถคาดหวังประตูจากเขาได้เสมอ น่าเสียดายที่หลังจากนั้นในปี 2005 โบโบ้ เกิดเจ็บหนักอีกครั้ง และมันมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพลาดการเป็นหนึ่งในขุนพลอัซซูร์รี่ ของ มาร์เชโล่ ลิปปี้ ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ท้ายที่สุด อิตาลี คว้าแชมป์โลกมาครองได้ด้วย แม้จะมีไลฟ์สไตล์ที่หวือหวา โดนมองว่าเจ้าชู้ และชื่นชอบการเที่ยว แต่เมื่อทำหน้าที่นักฟุตบอล วิเอรี่ เอาจริงเอาจัง ทุ่มเท 120% ทุกนัดถ้าได้ลงสนาม โดยเฉพาะยามรับใช้ชาติ โบโบ้ ไม่เคยยอมให้เพื่อนร่วมทีมคนไหนทุ่มน้อยกว่า 100% เพราะตัวเขาเองก็พร้อมแลกเลือดเพื่อตราที่หน้าอกเสื้อได้เสมอ อาการบาดเจ็บในช่วงเวลานั้น กับอายุที่เริ่มมากขึ้น ทำให้ คริสเตียน วิเอรี่ เริ่มถึงคราวโรยราอย่างแท้จริง แม้จะย้ายไปมิลาน, โมนาโก กลับไปที่ อตาลันต้า ก็แทบไม่ได้ลงเล่น มีเพียงปี 2007/08 ด้วยวัย 34 ปีที่ โบโบ้ ลงเล่นให้ ฟิออเรนติน่า มากถึง 26 นัด แต่สภาพเขาไม่เหมือนเดิมแล้ว เขายิงได้แค่ 6 ประตูเท่านั้น วิเอรี่ กลับมาแขวนสตั๊ดกับ อตาลันต้า ในปี 2008/09 ในปีสุดท้ายลงเล่น 9 นัดทำ 2 ประตู เป็นการปิดฉากอาชีพการค้าแข้งของเขาลง ตลอดเส้นทางอาชีพ คริสเตียน วิเอรี่ คว้าแชมป์รวมกันเพียงแค่ 7 รายการ สำหรับนักเตะทั่วไป มันก็ถือว่าเยอะมากแล้ว แต่สำหรับ คริสเตียน วิเอรี่ และคุณภาพฝีเท้าอย่างเขา มันน้อยเกินไปจริงๆ หากไม่ใช่เรื่องของอาการเจ็บที่มักเข้ามารบกวนเขาแทบทุกปี และการตัดสินใจย้ายทีมแทบทุกปี คริสเตียน วิเอรี่ จะยิ่งใหญ่กว่านี้มาก เพราะหากว่ากันที่ฝีเท้าและพรสวรรค์ รวมถึงความทุ่มเทแล้ว เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่อิตาลี เคยมีมาเลยทีเดียว รับชมคลิปของ "โบโบ้" กันได้เลยที่ :: http://ow.ly/oMQ730sobG6 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" บาร์ซ่า-มิลาน กับ 3Rบราซิล "

เมื่อเอ่ยถึง 3 ประสานแนวรุกในโลกฟุตบอล เรามักพูดถึง MSN - เมสซี่, ซัวเรซ, เนย์มาร์ ของบาร์เซโลน่า กับ BBC - เบนเซม่า, เบล, คริสเตียโน่ ของ เรอัล มาดริด ถ้าในอังกฤษช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็ต้องเป็น ซาลาห์, ฟีร์มิโน่, มาเน่ ของลิเวอร์พูล ย้อนอีกนิดก็คือ โด้-เตฟ-รูน ของแมนฯ ยูไนเต็ด ช่วงปี 2007-2009 อย่างไรก็ตามสามประสานที่ถูกยกย่องว่าเจ๋งจริง แต่ได้เล่นด้วยกันไม่เยอะ เพราะมีแค่โอกาสในเกมทีมชาติเท่านั้น นั่นก็คือ 3R หรือ ทริปเปิ้ล อาร์ ของทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลก 2002 โรนัลโด้, ริวัลโด้ และ โรนัลดินโญ่ สามคนนี้ไม่เพียงแค่เล่นร่วมกันแล้วเก่ง แต่ฝีเท้ารายตัวก็โคตรจะเก่ง ทั้งสามคน ต่างคว้าบัลลง ดอร์ มาครองได้ทุกคน (โรนัลโด้ ได้ 2 ครั้ง) ทักษะฟุตบอลไม่ต้องพูดถึง ความเก่งแต่ละคนในช่วงพีค สามารถแบกทีมได้เลย ริวัลโด้ อายุเยอะที่สุด เกิดปี 1972 ตามมาด้วย โรนัลโด้ ปี 1976 และ โรนัลดินโญ่ อ่อนสุดคือปี 1980 ในโลกนี้ มีเพียง 2 สโมสรที่มีโอกาสได้ใช้งานทั้ง 3R ครบทุกคน นั่นก็คือบาร์เซโลน่า และ เอซี มิลาน อาจจะเรียกได้ว่าเป็น 2 สโมสรที่โชคดีสุดๆ? เราต้องมาดูกัน แม้จะอายุน้อยกว่า แต่ โรนัลโด้ เป็นคนแรกใน 3R ที่เล่นให้กับบาร์เซโลน่า R9 ย้ายมาจากพีเอสวี สู่รังคัมป์ นู ในปี 1996 ด้วยวัยเพียง 20 ปี และอยู่ในช่วงพีคสุดในอาชีพการค้าแข้ง โรนัลโด้ ทำไป 47 ประตูจาก 49 นัดในทุกรายการให้กับบาร์ซ่า ในปี 1996/97 เขาพาทีมเป็นแชมป์โกปา เดล เรย์ กับ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ แต่จบอันดับ 2 ในลีก เพราะช่วง 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาล เขาต้องไปเล่นให้ทีมชาติบราซิลใน ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ และ โกปา อเมริกา! น่าเสียดายที่อยู่กับบาร์ซ่าแค่ปีเดียว เขาก็ย้ายไปอินเตอร์ มิลาน แต่ผลงานปีเดียวนั้นก็ทำให้ โรนัลโด้ คว้าบัลลง ดอร์ มาครองได้ทันที เป็นสถิตินักเตะอายุน้อยสุดที่ได้รางวัลบอลทองด้วย โรนัลโด้ มาดังจัดๆ ลงเล่นโดยไม่เจ็บอีกทีคือกับ เรอัล มาดริด และจากนั้นเองถึงได้ย้ายมา เอซี มิลาน ในตอนต้นปี 2007 ขณะที่เขาอายุ 30 ปีแล้ว R9 ในสีเสื้อมิลาน สภาพเพียง 60-70% และมีอาการเจ็บรบกวน แต่ก็ยังทำได้ถึง 7 ประตูจากการลงเล่น 14 นัด ในปีแรกกับทีม จากนั้นถึงได้ย้ายกลับบราซิล ไปอยู่กับโครินเธียนส์ ในปี 2009 เรียกว่า โรนัลโด้ กับมิลาน แทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก แม้ว่า มิลาน ปี 2007 จะได้แชมป์ ชปล. แต่ โรนัลโด้ ไม่ได้ลงชื่อในทีม เพราะติดคัพ ไท จากตอนที่เล่นให้ มาดริด ในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกมาแล้ว เขาเลยไม่ได้มีส่วนร่วมและไม่ได้ชื่อว่าเป็นแชมป์ยุโรปกับทีม ย้อนไปในปี 1997 เมื่อ โรนัลโด้ ย้ายจากบาร์เซโลน่าไปยังอินเตอร์ มิลาน ก็ทำให้ทีมเจ้าบุญทุ่ม ในยุคที่ยังเป็นเจ้าบุญทุ่มจริงๆ จัดการควักเงิน 4 พันล้านเปเซต้า (หน่วยเงินสเปน ก่อนรวมเป็นยูโร) หรือราว 23.5 ล้านยูโร ดึงตัว ริวัลโด้ มาจาก ลา กอรุนญ่า ริวัลโด้ ดังในสเปนกับ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า ก่อน แต่มาเปรี้ยงปร้างก็เมื่อย้ายมาเล่นกับบาร์ซ่านี่แหละ เขาผ่านการทำงานร่วมกับกุนซือดัตช์ที่ไม่ชอบนักเตะบราซิลอย่าง หลุยส์ ฟาน กาล ที่นี่ แต่ยังไงก็ตาม ฝีเท้าของ ริวัลโด้ ก็ทำให้เขากลายเป็นพระเอกของทีมได้ตลอด 5 ปีที่เล่นกับบาร์ซ่า รวมแล้ว ริวัลโด้ ยิงไป 129 ประตู จาก 235 นัดให้กับบาร์เซโลน่า ทั้งที่ไม่ใช่กองหน้าตัวเป้า เขาเป็นหน้าต่ำหรือยืนด้านข้างเป็นหลัก แน่นอน เขามีจำนวนแอสซิสต์อีกมากมาย ที่สำคัญ ประตูของริวัลโด้ เปี่ยมด้วยความสวยงามหวือหวา เท้าซ้ายของเขาฉมังขั้นสุดจริงๆ ฟรีคิก ยิงนอกกรอบในกรอบ หรือตีลังกายิง เป็นจุดเด่นของดาวเตะขาโก่งรายนี้ มิหนำซ้ำผลงานของ ริวัลโด้ ในปี 1998/99 ทำให้เขาได้ บัลลง ดอร์ ไปครอง คะแนนโหวตเหนือกว่า เดวิด เบ็คแฮม ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้ 3 แชมป์ด้วยซ้ำ กับบาร์ซ่า ริวัลโด้ ได้แชมป์ลา ลีกา 2 สมัย, โกปา เดล เรย์ 1 สมัย และยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย จากนั้นในปี 2002 หลังสร้างชื่อเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกร่วมกับอีก 2R นั่นแหละ ริวัลโด้ วัย 30 ปี ก็ย้ายมาเล่นให้ เอซี มิลาน ริวัลโด้ ยังอยู่ในสภาพดีใช้ได้ แม้จะไม่พีคเท่าตอนอยู่บาร์ซ่า แต่ในปี 2002/03 เขาลงเล่น 38 นัดทำได้ 8 ประตู มีส่วนช่วยให้ มิลาน คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้สำเร็จ ปี 2003 เขายังเล่นให้ มิลาน ต่อ แต่พอปลายปีนั้นเขาตัดสินใจขอยกเลิกสัญญากับ มิลาน เพื่อกลับไปเล่นในบราซิลบ้านเกิดกับครูไซโร่ ทว่าในภายหลังเขาก็กลับยุโรปอีกครั้งมาเล่นในลีกกรีซ กับ โอลิมเปียกอส และ เออีเค เอเธนส์ อยู่อีกหลายปี สุดท้ายปี 2014-2015 ริวัลโด้ กลับไปแขวนสตั๊ดกับ โมกิ มิริม สโมสรที่เขาเล่นในสมัยเป็นดาวรุ่ง ตอนที่เขาเลิกเล่น ริวัลโด้ อายุ 43 ปีแล้ว และได้เล่นร่วมกับ ริวัลดินโญ่ ลูกชายของเขาเอง 3 นัดที่ โมกิ มิริม นี่เอง โรนัลดินโญ่ น้องเล็กแห่ง 3R เป็นคนสุดท้ายที่เดินตามเส้นทางรุ่นพี่ เหยินน้อย มายุโรปครั้งแรกกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ก่อนและแสดงพรสวรรค์ให้เห็นในทันที ปี 2003 เขาเกือบจะได้ย้ายมาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่เกิดเปลี่ยนใจในโค้งสุดท้ายเมื่อได้คุยกับทางบาร์ซ่า โรนัลดินโญ่ คือคนที่สร้างอิมแพ็คท์ให้กับ บาร์เซโลน่า ได้มากที่สุด เพราะลงเล่นที่นี่ 5 ปี ในช่วงที่พีคสุดๆ ในอาชีพ 5 ปีกับบาร์ซ่า ดินโญ่ พาทีมได้แชมป์ ลา ลีกา 2 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 1 สมัย ส่วนตัวเขาเองก็คว้าบัลลง ดอร์ มาครองในปี 2005 ดินโญ่ เป็นเหมือนเสาหลักประคองทีมในยุคที่ ชาบี - อิเนียสต้า ค่อยๆ ผงาดขึ้นมา จนส่งไม้ต่อให้ บุสเก็ตส์ และ ลิโอเนล เมสซี่ เมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ขึ้นมาคุมทีมแทน แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ในปี 2008 เขาก็โดนปล่อยไปให้ เอซี มิลาน ดินโญ่ เป็น 3R ที่ย้ายมามิลานด้วยอายุน้อยสุดคือ 28 ปี แต่สภาพของเขาก็ไม่ได้เต็ม 100% เหมือนสมัยเล่นให้บาร์ซ่าแล้ว เขาขึ้นชื่อด้านปาร์ตี้ ที่ดูจะหนักหนากว่ารุ่นพี่ทั้งสองคน แต่กระนั้นก็ยังโชว์ฟอร์มกับมิลานได้ไม่เลวเลย โดยเฉพาะปี 2009/10 ที่โชว์ลีลาแพรวพราว ทำไป 12 ประตูจาก 36 นัดในกัลโช่ ฤดูกาล 2010/11 เขาได้แชมป์สคูเด็ตโต้ กับ มิลาน แต่ก็เป็นช่วงโรยของเขา เลยตัดสินใจอำลากลับบ้านเกิดไปอยู่กับฟลาเมงโก้ ซึ่งเขาฮึดขึ้นมาอีกครั้ง ไปเป็นเทพที่นั่น 1 ปี ก่อนจะกลับมาสนุกสนานกับชีวิตเหมือนเดิม อย่างที่เราทราบๆ กัน ถ้ามองกันตามเส้นทางอาชีพของทั้ง 3R ทีมที่โชคดีกว่าคือ บาร์เซโลน่า เพราะได้ใช้งานทั้งสามคนในช่วงที่พีคสุดขีด ส่วน มิลาน รับช่วงต่อไปในตอนที่ทั้งสามคนเลยจุดสูงสุดมาแล้ว แต่มันเป็นเรื่องน่าทึ่งเสมอ ถ้าสโมสรของคุณเคยมีนักเตะระดับนี้มาเล่นให้ แฟนบอลได้เห็นความอัจฉริยะของการเล่นฟุตบอล แม้ว่าจะไม่สม่ำเสมอ และไม่คงเส้นคงวาเหมือนเดิมก็ตามที รับชมคลิปได้เลยที่ :: http://ow.ly/pH5q30snYVk เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" นีเวลส์ สโมสรของคนบ้า "

ชื่อของ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ คุ้นหูแฟนบอลขึ้นมาเรื่อยๆ ก็เพราะปราการหลังรายนี้ตกเป็นข่าวโยงกับทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซน่อล ลิซานโดร เติบโตมาโดยมี กาเบรียล ไอน์เซ่ เป็นนักเตะคนโปรด ทั้งคู่มีความเหมือนกันอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกองหลังแต่รูปร่างไม่ได้ใหญ่โต แม้ว่า ไอน์เซ่ จะถนัดเล่นแบ็กมากกว่า แต่ก็เล่นเซนเตอร์ได้ ทั้งคู่ใจสู้ และที่สำคัญคือ โตมาจากสโมสร นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ เหมือนกัน มีการพูดกันว่า "เดอะ คลาสสิก" ของอาร์เจนติน่า คือเกมแห่งบวยโนส ไอเรส ระหว่าง โบคา จูเนียร์ส กับ ริเวอร์เพลท แต่ในความเป็นจริง ดาร์บี้แม็ทช์แห่งโรซาริโอ ก็ดุเดือดเข้มข้นไม่แพ้กัน โรซาริโอ เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของอาร์เจนติน่า ตั้งอยู่ในจังหวัดซานตา เฟ่ ห่างไปราว 300 กิโลเมตรทางตอนเหนือของเมืองหลวง ที่นี่ ไม่ใช่เมืองหลวงก็จริง แต่ก็เป็นบ้านเกิดของนักเตะระดับเกรด เอ มากมายของอาร์เจนติน่า หนึ่งในนั้นก็คือ ลิโอเนล เมสซี่ โรซาริโอ มี 2 สโมสรใหญ่ ที่ห้ำหั่นกันดุเดือด หนึ่งคือ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ และอีกหนึ่งคือ โรซาริโอ เซนทรัล จุดเริ่มต้นของทั้งสองทีม ก็มีจุดกำเนิดมาจากชาวบริติช เหมือนๆ กัน เช่นเดียวกับฟุตบอลในอีกหลายๆ ชาติที่เริ่มต้นโดยชาวสหราชอาณาจักรที่ไปทำมาหากินยังต่างแดน นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ เริ่มต้นจาก ไอแซ็ค นีเวลล์ ชาวอังกฤษ ที่หลังย้ายมาทำงานในโรซาริโอในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เขาตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อสอนให้เด็กๆ ในท้องถิ่น จากนั้นนำลูกฟุตบอลหนังอิมพอร์ทมาจากอังกฤษ รวมถึงกฎการเล่นฟุตบอล มาเล่นที่นี่ด้วย ลูกชายของเขา เคลาดิโอ ไอแซ็ค เป็นคนที่ค่อยๆ รวมทีมมาเพื่อเล่นฟุตบอล เริ่มจากนักเรียน คุณครู และศิษย์เก่าที่เพิ่งจบไปจากโรงเรียนแห่งนี้ มาเตะฟุตบอลกัน ภายหลัง เคลาดิโอ ไอแซ็ค ตัดสินใจก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาในปี 1903 โดยได้ใช้ชื่อว่า Club Atlético Newell's Old Boys หรือ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ที่แปลว่า ทีมศิษย์เก่าของโรงเรียนนีเวลล์ นั่นเอง เมสซี่ โตมาจากทีมเยาวชนของ นีเวลส์ ตั้งแต่อายุ 8 ขวบถึง 13 ขวบ ก่อนย้ายไปอยู่ในสเปน กับบาร์เซโลน่า เขาไม่ได้โตทันที่จะเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ นีเวลส์ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการพูดถึงต้นสังกัดหลังจากนี้ของเมสซี่ ชื่อของ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ จะถูกโยงมาด้วยเสมอ นักเตะชั้นยอดที่เคยเล่นให้ นีเวลส์ ก็เช่น กาเบรียล บาติสตูต้า, วอลเตอร์ ซามูเอล, ฮอร์เก้ วัลดาโน่, กาเบรียล ไอน์เซ่, โรเบร์โต้ เนสเตอร์ เซนซินี่, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, มักซี่ โรดริเกซ, เอเวร์ บาเนก้า รวมไปถึง ดีเอโก้ มาราโดน่า เคยมาเล่นที่นี่ในช่วงปลายอาชีพ นั่นทำให้ตอนที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า เสียชีวิต เมสซี่ เคยใส่เสื้อ นีเวลส์ ไว้ด้านใน และฉลองประตูด้วยการโชว์เสื้อตัวนี้ แบบเดียวกับที่ มาราโดน่า เคยทำ อีกหนึ่งคนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยเมื่อเกี่ยวกับ นีเวลส์ นั่นก็คือ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า บิเอลซ่า ก็เกิดที่โรซาริโอ และเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังจาก นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ เช่นกัน แม้เขาจะไม่ได้เป็นนักเตะอาชีพระดับสุดยอด แต่ก็ผ่านประสบการณ์ลูกหนังกับ นีเวลส์ เป็นที่แรก ทั้งสมัยเป็นนักฟุตบอล และตอนผันตัวมาเป็นโค้ชเอง เขาก็คุม นีเวลส์ เป็นทีมแรก คุมตั้งแต่ทีมเยาวชน ก่อนมาคุมทีมชุดใหญ่ในปี 1990 จริงๆ บิเอลซ่า มีครอบครัวที่ร่ำรวย ทั้งทรัพย์สิน และศักดิ์ศรีชื่อเสียง บรรพบุรุษเป็นนักกฎหมายดังของอาร์เจนติน่า มีพี่ชายเป็นนักการเมือง มีน้องสาวเป็นสถาปนิกดังซึ่งภายหลังก็ผันตัวมาเล่นการเมืองเช่นกัน สำหรับ บิเอลซ่า แล้วเงินจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด เขาเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ บ้าฟุตบอลอย่างหนัก เลยมีไอเดียฟุตบอลที่อาจจะ "ล้น" เกินไปสักหน่อยในมุมมองของหลายคน นั่นทำให้เขาถูกตั้งฉายาว่า "เอล โลโก้" หรือ "The Crazy" คนบ้าแห่งโลกลูกหนัง ย้อนไปเมื่อปี 2018 บิเอลซ่า ควักเงินตัวเองเป็นจำนวน 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างตึกที่พักระดับโรงแรมให้กับ นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ ในสนามซ้อมของสโมสร นอกจากจะเป็นห้องพักแล้ว ยังมีระเบียงสำหรับปิ้งอาซาโด้ หรือบาร์บีคิว สไตล์ละติน มีห้องสำหรับทำกิจกรรม เล่นเกมต่างๆ สำหรับนักเตะให้ด้วย โดยการออกแบบมาจากฝีมือของ มาเรีย เอวเคนี่ บิเอลซ่า น้องสาวสถาปนิกของ มาร์เซโล่ นั่นเอง บิเอลซ่า ยืนยันว่าการมอบเงิน ลงทุนสร้างให้สโมสรแบบนี้ ไม่ใช่การบริจาค แต่มันเป็นการ "ใช้หนี้" ให้กับสโมสรบ้านเกิดของเขา สโมสรที่มอบโอกาสบนเส้นทางลูกหนังกับเขา ไม่เพียงแค่ "ใช้หนี้" ของสโมสรตามที่เขาบอก แต่บิเอลซ่ายังย้ำกับนีเวลส์ ด้วยว่าไม่ต้องการให้สโมสรทำอะไรเป็นเกียรติหรือที่ระลึกถึงเขาในฐานะคนให้เงินสร้างอาคารนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูป, ป้าย, หรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่ต้องการ นี่คือความใจใหญ่อย่างแท้จริงของ "เอล โลโก้" บิเอลซ่า ทำดีโดยไม่หวังผลอย่างแท้จริง แม้แต่ชื่อเสียงก็ไม่เอา ทว่า นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ ก็มีวิธีแสดงการขอบคุณ บิเอลซ่า ในรูปแบบที่เขาไม่ได้ห้ามเอาไว้ วิธีของ นีเวลส์ คือผนังด้านหนึ่งของอาคารที่สร้างจากเงินของเขา ทางสโมสรเจาะรูจำนวน 22 รู เอาไว้ ทำไมต้อง 22 รู? ในอาร์เจนติน่า ตัวเลขตั้งแต่ 1-100 จะมี "ชื่อเล่น" ให้คนจำได้ง่ายๆ ทำนองเดียวกับชื่อเล่นของตัวเลข เวลาเล่นบิงโก ในอังกฤษ ในสหราชอาณาจักรอังกฤษเวลาเล่นบิงโก เมื่อคนหยิบเลขออกมา เขาจะประกาศเป็นชื่อเล่น แทนตัวเลขนั้นๆ เช่น เลข 3 จะประกาศว่า Cup of tea (Tea พ้องกับเสียง Three) เลข 14 จะประกาศว่า Valentine's Day (14 กุมภา วาเลนไทน์) เลข 24 จะประกาศ Two dozen (24 เท่ากับ 2 โหล) ถ้าเป็นเลข 40 ก็จะประกาศว่า Life begins (เพราะคนเรามักพูดว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 40) เหล่านี้เป็นต้น ส่วนชื่อเล่นของตัวเลขแบบฉบับอาร์เจนติน่านะหรือ? หมายเลข 22 ในอาร์เจนติน่า เขาเรียกชื่อเล่นกันว่า "El Loco" ใช่แล้ว หมายเลข 22 สามารถเรียกอีกอย่าง "เอล โลโก้" ฉายาของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า นั่นเอง และนี่คือวิธีขอบคุณแก่ บิเอลซ่า ตามแบบฉบับของ นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ลิเวอร์พูลและเฟคนิวส์ระดับตำนาน "

ทุกวันนี้ โลกไร้พรมแดนในเรื่องข่าวสาร เราสามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวในโลกฟุตบอลได้ด้วยเพียงปลายนิ้วสัมผัสกับหน้าจอมือถือ แอพลิเคชั่น และข้อมูลสดๆ ในอินเทอร์เน็ต มีมากมายให้เสพได้ในเวลาแบบ Real time ยิ่งเมื่อถึงฤดูกาลของ "ตลาดนักเตะ" ยิ่งทำให้ข่าวคึกคัก มีทั้งมั่วบ้าง จริงบ้าง ตรงบ้าง บิดเบี้ยวบ้าง นักข่าวก็หันมาอัพเดตข้อมูลที่ตัวเองคิดว่า "ลับสุดยอด" หรือ "รู้ก่อนใคร" เพื่อเพิ่มเครดิตให้ตัวเอง มีมากมายชนิดที่ไม่ต้องเอ่ยชื่อ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ใช่ว่าทุกข่าวจะเป็นจริงเสมอไป บางข่าวมาพบเอาในภายหลังว่าเป็น "Fake News" หรือข่าวมั่ว ข่าวลวง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่ในบรรดา Fake News แล้ว ไม่มีอะไรจะเรียกได้ว่าเป็น "ตัวพ่อ" ของ Fake News ได้เท่ากับข่าวการซื้อตัวของลิเวอร์พูล ในปี 1999 อีกแล้ว ปกติมันจะเกิดเฟค นิวส์ แบบเว่อๆ ชนิดตั้งใจให้สะดุ้ง ก็ตอนวันที่ 1 เมษายน ในวัน April Fool's Day ที่ตั้งใจทำออกมาหลอกคนเล่นๆ แต่กับสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้มันไม่ใช่ ย้อนไปในปี 1999 อินเทอร์เน็ต มีแล้ว แต่ยังไม่ได้มีข่าวสารฟุตบอลแพร่หลาย, คอมพิวเตอร์ไม่ได้มีกันทุกบ้าน, มือถือยังเป็นขาวดำ ทำได้แค่ส่งข้อความ, จะต่อเน็ตต้องผ่านสายโทรศัพท์ โมเด็ม 56K แน่นอนว่ายังไม่มี วิกิพีเดีย ยังไม่มี Youtube ที่จะตามมาหลังจากนั้น 6-7 ปีต่อมา แต่ที่ยุคนั้นมีคือสิ่งที่เรียกว่า ClubCall มันคือบริการโทรศัพท์ ทำนอง 1800 ในเมืองไทยเรา ที่เคยฮิตเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ที่โทรไปฟังเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องดูดวง, ความรัก และเรื่องฟุตบอล โดยเสียค่าบริการเป็นรายนาที ClubCall ของอังกฤษ ให้แฟนแต่ละทีมโทรไปฟังข่าวสารสุดพิเศษของสโมสรที่คุณเชียร์ได้ จ่ายค่าบริการ 60 เพนนี ต่อ 1 นาที (แพงพอดู) ในสายของลิเวอร์พูล ดันมีรายงานว่า ทีมหงส์แดง ที่ขณะนั้นกุนซือคือ เชราร์ อุลลิเย่ร์ กำลังสนใจ อยากเซ็นสัญญาแบ็กซ้ายชาวฝรั่งเศสจากโมนาโก ชื่อ "ดิดิเย่ร์ บั๊ปติสต์" เป็นตัวดาวรุ่งพุ่งแรง ติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดยู-21 ด้วย มันก็ไม่น่าจะแปลกอะไรที่ อุลลิเย่ร์ ซึ่งเป็นคนฝรั่งเศส จะเล็งนักเตะคนบ้านเดียวกันมาร่วมทีม มันแปลกก็ตรงที่ จริงๆ แล้ว "ดิดิเย่ร์ บั๊ปติสต์" ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง!! ต้องย้อนไปว่า ในยุคนั้น ช่อง Sky One ของอังกฤษ มีซีรี่ส์เกี่ยวกับฟุตบอลชื่อว่า Dream Team มันเป็นเรื่องที่เน้นไปยังสโมสรสมมุติ ซึ่งในซีรี่ส์ให้ชื่อว่า ฮาร์เชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรื่องราวในซีรี่ส์ช่วงเวลานั้น ฮาร์เชสเตอร์ ยูไนเต็ด สนใจดึงแบ็กซ้ายฝรั่งเศสชื่อ "ดิดิเย่ร์ บั๊ปติสต์" มาร่วมทีม ตัวนักเตะบอกกับ ฮาร์เชสเตอร์ ไปว่า พวกเขาไม่ใช่ทีมเดียวที่อยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม เพราะตัวเองได้มีการติดต่อกับ " 2 สโมสรที่มีกุนซือเป็นคนฝรั่งเศส" อยู่ด้วย ณ ปี 1999 ทีมใหญ่ที่มีกุนซือฝรั่งเศส ในชีวิตจริงก็คือ อาร์เซน่อล (อาร์แซน เวนเกอร์) และ ลิเวอร์พูล (อุลลิเย่ร์) ตอนที่เรื่องราวเกี่ยวกับ ดิดิเย่ร์ บั๊ปติสต์ กับ ฮาร์เชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกอากาศ มันก็มีแฟนบอลอาร์เซน่อลรายหนึ่ง เอาเรื่องนี้ไปอำในเว็บบอร์ดของกลุ่มแฟนบอลอาร์เซน่อลด้วยกัน แฟนบอลนิรนามรายนี้ ไปโพสต์ในเว็บบอร์ดขำๆ ทำนองว่า ลิเวอร์พูล กำลังสนใจอยากได้ตัวแบ็กซ้าย ดิดิเย่ร์ บั๊ปติสต์ จากโมนาโกหวะ! ไม่รู้ว่าเรื่องราวอำขำๆ ในเว็บบอร์ดนี้มันหลุดไปสู่สื่อกระแสหลักได้ยังไง แต่มันก็เป็นไปแล้ว เริ่มจากนักข่าวของสื่อสิ่งพิมพ์ News of the World ซึ่งเป็นแทบลอยด์ รายสัปดาห์ชื่อดังก่อนไปเอามาลง เนื้อข่าวใน นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ ระบุว่าลิเวอร์พูล พร้อมจ่ายค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์ เพื่อดิดิเย่ร์ บั๊ปติสต์ ไม่นาน ข่าวนี้ก็ถูกอัดเสียงลงในบริการ ClubCall อย่างที่บอก แล้วจากนั้นข่าวนี้ก็กระจายไปสู่หนังสือพิมพ์มีความน่าเชื่อถือไม่น้อย อย่าง The Observer, The Guardian และ The Times ยิ่ง The Times นี่ถึงกับอ้างว่าพวกเขามีข่าวเอ็กซ์คลูซีฟ ลับพิเศษของตัวเองด้วย ที่บอกว่า บั๊ปติสต์ น่าจะมีราคา 1 ล้านปอนด์ เมื่อถูกตีพิมพ์ออกไปวางขาย มันก็กลายเป็นเรื่อง Joke ที่แฟนซีรี่ส์ Dream Team ได้แต่หัวเราะว่า หนังสือพิมพ์ระดับนี้ ไปเอาข่าวแบบนี้มาตีพิมพ์ได้ไง มันไม่เหมือนข่าวที่อยู่ในโลกออนไลน์ ที่จะมาโพสต์ขอโทษแล้วลบๆ ทิ้งไป แต่การตีพิมพ์เป็นฮาร์ดก็อปปี้ มันเรียกคืนไม่ได้ กลายเป็นหลักฐานความ "เสียสุนัข" ของสื่อเหล่านั้นไปเฉยเลย มีการไปสัมภาษณ์ทีมงานของ Dream Team ทางโฆษกเขาก็บอกว่า "เราประหลาดใจมากพอๆ กับทุกๆ คนที่ได้เห็นข่าวนี้ทางหน้าหนังสือพิมพ์นั่นแหละ เราคิดออกแค่ว่า คงมีใครสักคนดูซีรี่ส์ของเรา แล้วคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงแหงๆ" พวกหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ข่าวนี้ก็หน้าแดง อายม้วน แล้วก็ออกมาแถลงแก้เก้อว่า "ได้มีการตรวจสอบ สืบสวนเป็นกรณีเร่งด่วนในเรื่องนี้แล้ว" ถ้าเป็นยุคสมัยนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ "ปั่น" แต่สมัยนั้น นอกจากจะไม่ได้ตั้งใจปั่นแล้ว มันเพียงแค่ซีรี่ส์ทางทีวีเท่านั้น แล้วแฟนบอลก็เอาไปอำกันเล่นๆ แต่ดันมีนักข่าวที่เงอะงะ งี่เง่า เอาไปตีพิมพ์เฉยเลย ถ้านี่ไม่ได้เรียกว่า ตัวพ่อของเฟค นิวส์ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว ที่จับเอานักเตะในละคร มาโยงกับทีมฟุตบอลในชีวิตจริง! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ปีศาจแดงแดนโคนม "

คริสเตียน เอริคเซ่น มีข่าวว่าตกลงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แล้ว รอให้เรื่องนี้มีการยืนยันและประกาศอย่างเป็นทางการ มิดฟิลด์วัย 30 ปี ถือเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ เดนมาร์ก ในรอบหลายปีหลัง น่าเสียดายที่เหตุการณ์ที่เขาวูบไประหว่างศึกยูโร ทำให้เส้นทางอาชีพของเขาต้องชะงักไป ก่อนจะได้รับโอกาสจาก เบรนท์ฟอร์ด ให้ได้แสดงฝีเท้าอีกครั้ง ว่าเขายังเล่นฟุตบอลในระดับท็อปได้ ที่ผ่านมา เดนมาร์ก ผลิตนักเตะฝีเท้าดีออกมาประดับวงการลูกหนังได้อย่างต่อเนื่อง ว่ากันที่แชมป์เมเจอร์ พวกเขามีแชมป์เท่ากับทีมชาติฮอลแลนด์ นั่นก็คือ แชมป์ยูโร 1 สมัย นักเตะชาวเดนิช เคยไปมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในระดับสโมสรให้กับสโมสรต่างๆ มาแล้วมากมายเช่นเดียวกัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คือหนึ่งในนั้น เมื่อพวกเขาเคยมี "ผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก" ในช่วงหนึ่ง นั่นก็คือ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล เฝ้าเสา แต่ "บิ๊กพีท" ก็ไม่ใช่นักเตะเดนมาร์ก เพียงคนเดียวที่เคยรับใช้ตราสโมสรปีศาจแดง ที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด เคยมีนักเตะเดนมาร์ก ที่ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่มาแล้วกี่คน ลองไปไล่ดูกัน [1.] เยสเปอร์ โอลเซ่น 1984-1988 ปีกซ้ายรายนี้ย้ายมาจาก อาแจ็กซ์ เมื่อปี 1984 ด้วยวัย 23 ปี โดยขณะนั้นเขาก็เป็นสมาชิกทีมชาติเดนมาร์กไปแล้ว ไฮไลท์ของ โอลเซ่น สมัยอยู่อาแจ็กซ์คือ เขาเป็นคนที่ประสานงานกับ โยฮัน ครัยฟ์ ในการสร้างสรรค์การยิงจุดโทษสุดแปลกเป็นครั้งแรก เมื่อปี 1982 ช็อตนั้นเป็นจุดโทษที่ ครัยฟท์ แตะบอลออกข้างให้ โอลเซ่น วิ่งเข้ามาชิ่งคืนมาให้ ครัยฟ์ แปโล่งๆ เข้าไป ซึ่งตามกฎถือว่าทำได้ เพราะจุดโทษนับเป็น Indirect Freekick เมื่อย้ายมาอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็กลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งปีกซ้ายของทีม ในช่วงปี 1986 เขาเคยทะเลาะกับ เรมี่ โมเสส เพื่อนร่วมทีมจน รอน แอ็ทกินสัน จับขึ้นบัญชีขาย แต่ไม่นาน บิ๊กรอน ก็โดนปลด เมื่อ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาคุมทีมแทน ก็ให้ โอลเซ่น กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง เฟอร์กี้ ประทับใจ โอลเซ่น มากถึงขนาดที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจไม่ซื้อ จอห์น บาร์นส์ จากวัตฟอร์ด จน บาร์นส์ย้ายไปเป็นตำนานที่ลิเวอร์พูล ปี 1988 โอลเซ่น ในวัย 27 ปีก็ย้ายกลับบ้านเกิดไปเล่นให้ เนสต์เวด ทีมอาชีพทีมแรกของเขา ก่อนจะย้ายกลับมาเล่นในลีก เอิง กับบอร์กโดซ์ และก็อง ในเวลาต่อมา รวมแล้ว เยสเปอร์ โอลเซ่น เล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ด 4 ปี รวมทั้งสิ้น 176 นัด ทำได้ 24 ประตู [2.] จอห์น ซิเวอเบ็ค 1986-1987 แบ็กขวารายนี้ รุ่นราวคราวเดียว เกิดปีเดียวกันกับ เยสเปอร์ โอลเซ่น แต่ย้ายมาอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ทีหลัง 2 ปี รอน แอ็ทกินสัน เป็นคนคว้าตัว ซิเวอเบ็ค มาจากไวเล่ โบลด์คลุบ สโมสรบ้านเกิดของเขาในเดนมาร์กเลย ไฮไลท์ของ ซิเวอเบ็ค ในสีเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ด คือเขาทำประตูได้แค่ลูกเดียว นั่นคือการยิงฟรีคิกเป็นประตูชัย เฉือนชนะ ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส 1-0 ในปี 1986 ที่มันสำคัญคือ มันเป็นประตูแรกในการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างไรก็ตามในปี 1987 เฟอร์กี้ ก็บอกกับ ซิเวอเบ็ค ตรงๆ ว่าเขาไม่ใช่ตัวเลือกแรกในตำแหน่งแบ็กขวาอีกต่อไป ทำให้เขาย้ายไปเล่นในฝรั่งเศสกับ แซงต์ เอเตียน ต่อด้วย โมนาโก หลังจากช่วยทีมชาติเดนมาร์ก คว้าแชมป์ยูโร 1992 (เขาเล่นเป็นวิงแบ็กขวา) ซิเวอเบ็ค ก็ย้ายไปเล่นให้เปสคาร่า ก่อนกลับบ้านเกิดเล่นให้ ไวเล่ อีกครั้ง และมาแขวนสตั๊ดกับอาร์ฮุส ในปี 1997 ด้วยวัย 36 ปี [3.] ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล 1991-1999 ไม่ต้องอธิบายให้มากความสำหรับ "บิ๊กพีท" หนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีสุดตลอดกาลของวงการ และในช่วงพีค เขาคือเบอร์ 1 ของโลก ชไมเคิ่ล มีเชื้อสายโปแลนด์ ทางฝั่งพ่อ (ชื่อเต็มของเขาคือ ปีเตอร์ โบเลสลาฟ ชไมเคิ่ล) เฟอร์กี้ ซื้อมาจากบรอนด์บี้ ในปี 1991 ด้วยราคา 505,000 ปอนด์ กลายเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เขาเฝ้าเสาให้ทีมปีศาจแดงอยู่ 8 ปี รวม 398 นัด แถมทำได้ 1 ประตูด้วย ในเกมยูฟ่า คัพ ที่เจอกับ โรเตอร์ โวลโกกราด ในปี 1995 ปีเตอร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก 5 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย เขาย้ายไป สปอร์ติ้ง ลิสบอน หลังลงเล่นนัดสุดท้ายเป็นกัปตันทีมสร้างปาฏิหาริย์ที่คัมป์ นู ช่วยทีมได้ 3 แชมป์ในปี 1999 ก่อนจะกลับมาเล่นในอังกฤษอีกรอบกับ แอสตัน วิลล่า และแขวนสตั๊ดกับ แมนฯ ซิตี้ อริร่วมเมือง ในวันที่ยังไม่ค่อยได้ลืมตาอ้าปาก แต่ก็ทำให้แฟนผีบางส่วนรู้สึกเคืองๆ ชไมเคิ่ล อยู่เช่นกัน [4.] มัดส์ ทิมม์ 2002-2006 นี่คือดาวรุ่งพรสวรรค์ ในตำแหน่งกองหน้าและกลางรุก ที่เฟอร์กี้ ไปดึงตัวมาจากโอเดนเซ่ ตั้งแต่อายุ 16 ปี เมื่อปี 2000 ถ้าใครเคยเล่นเกม CM 01/02 มัดส์ ทิมม์ คือหนึ่งในดาวรุ่งที่นำมาปั้นจนเก่งได้เลย น่าเสียดายที่ในชีวิตจริง ไม่ใช่แบบนั้น เขาไม่สามารถทะลุขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้จริงๆ จังๆ เกมแรกและเกมเดียวที่ ทิมม์ ได้ลงเล่นให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ชุดใหญ่คือลงมาเป็นตัวสำรองในเกมรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันที่ 29 ตุลาคม 2002 ที่ออกไปแพ้ มัคคาบี้ ไฮฟา 0-3 เกมนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด เข้ารอบไปแล้ว และส่งสำรองลงเกือบทั้งทีม มัดส์ ทิมม์ โดนปล่อยยืมตัวทั้งกับ ไวกิ้ง, ลิน และวอลซอลล์ ก่อนอำลาถาวรกลับ โอเดนเซ่ ทีมในวัยเด็กเมื่อปี 2006 ต่อมาอารมณ์ติสต์แตก เขาหมดไฟกับฟุตบอล เลยแขวนสตั๊ดในปี 2009 กับสโมสรลิงบี้ ด้วยอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น แต่ก็มีข่าวว่ากลับมาเล่นให้ทีมระดับสมัครเล่นชื่อ เคอร์เทมินเด้ ในอีก 2 ปีต่อมา [5.] อันเดอร์ส ลินเดอการ์ด 2011-2015 ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับ เจสซี่ ลินการ์ด แค่นามสกุลคล้ายกันเฉยๆ โดยที่มือกาวรายนี้เคยเล่นให้ โอเดนเซ่ เช่นกัน แต่มาดังกับ อาเลซุนด์ ตลาดหน้าหนาว 2011 ลินเดอการ์ด ก็ย้ายเป็นทางการมาอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากตกลงกันได้ก่อนหน้านั้นแล้ว โดยเข้ามาเป็นแบ็กอัพให้กับ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ในปีสุดท้าย ทว่าเมื่อซัมเมอร์ 2011 น้าซาร์แขวนถุงมืออำลาทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไปเซ็นเอา ดาบิด เด เคอา เข้ามาเป็นมือ 1 นั่นทำให้ ลินเดอการ์ด ลงสนามน้อยมาก แต่เขาก็มีโอกาสเฝ้าเสาในพรีเมียร์ ลีก ถึง 10 นัดในฤดูกาล 2012/13 ปีสุดท้ายของเฟอร์กี้ และปีสุดท้ายที่แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก จนถึงตอนนี้ ปี 2015 ลินเดอการ์ด ก็โดนปล่อยตัวไปอยู่กับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน หลังจากทีมคว้า เซร์คิโอ โรเมโร่ เข้ามาอีกคน รวมแล้ว อันเดอร์ส ลินเดอการ์ด ลงเฝ้าเสาให้ทีมไป 29 นัดเท่านั้นตลอดช่วงเวลา 4 ปี แม้ว่าในสนามอาจไม่โดดเด่น แต่เมื่อมีงานกาล่า ของสโมสร นักเตะต้องใส่สูท หรือทักซีโด้ เขาจะเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดทันที เพราะมาดนายแบบมันฉายแววออกมาสุดๆ ถึงตรงนี้ รวมแล้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีนักเตะเดนมาร์ก ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ทั้งสิ้น 5 รายด้วยกัน หาก คริสเตียน เอริคเซ่น ย้ายมาจริง เขาจะเป็นแข้งแดนโคนมรายที่ 6 ที่เล่นให้กับทีมปีศาจแดง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" การตามตื๊อที่น่าผิดหวัง "

บาร์เซโลน่า - เฟรงกี้ เดอ ย็อง - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเดินหน้าต่อไปอย่างไม่รู้จุดสิ้นสุด ณ นาทีนี้ แฟนผีอยากให้การเจรจาครั้งนี้มันจบเร็วๆ จะ Yes หรือ No ก็ได้ แต่ไม่อยากยืดเยื้ออีกต่อไปแล้ว หลายคนยังมีภาพจำสุดหลอนมาจากเมื่อปี 2013 ที่บังเอิญ บางอย่างมันดันตรงกับในซัมเมอร์นี้ เริ่มตั้งแต่มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่, เปลี่ยนซีอีโอใหม่, มีโปรแกรมมาเตะปรีซีซั่นในประเทศไทย และ ตามจีบนักเตะของบาร์เซโลน่า ในเคสของเมื่อ 9 ปีก่อน ก็คือ เชส ฟาเบรกาส .... เริ่มต้นจากการที่ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หลังจากที่ยอดกุนซือสก็อตติช วางมือ ทิ้งทวนด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาล 2012/13 พร้อมๆ กันนั้น เอ็ด วู้ดเวิร์ด ก็ได้รับการโปรโมตขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแทน เดวิด กิลล์ ที่ก้าวลงจากตำแหน่งไปพร้อมกับ เซอร์ อเล็กซ์ ความคาดหวังสู่ยุคใหม่คือ มอยส์ - วู้ดเวิร์ด จะเป็นคู่หู ที่ทำงานเก่ง ผลักดันยูไนเต็ด ก้าวไปข้างหน้าแบบเดียวกับที่ เฟอร์กี้ - กิลล์ ได้ทำ งานแรกของทั้งคู่ แน่นอนว่าคือการเสริมทัพ มีนักเตะหลายรายที่ในภายหลัง มอยส์ เปิดเผยว่าเขาต้องการดึงมาร่วมทีม และได้มีการติดต่อกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แกเร็ธ เบล, โทนี่ โครส, ติอาโก้ อัลกันตาร่า แต่ที่เป็นข่าวชัดเจนที่สุดก็คือ เชส ฟาเบรกาส เอ็ด วู้ดเวิร์ด ประกาศลั่นว่าจะดึง เชส มาคุมแดนกลางของปีศาจแดงให้ได้ เรียกได้ว่ามีความมั่นใจในตัวเองสุดๆ กลางเดือนกรกฎาคม วู้ดเวิร์ด ผละออกจากแคมป์ปรีซีซั่นของทีมในออสเตรเลีย เพื่อบินกลับไปยุโรป เร่งเจรจาปิดดีลกับ ฟาเบรกาส ตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ ขณะนั้นแฟนผี มีความหวัง เชื่อว่าการทุ่มเงิน 40 ล้านปอนด์ คงเพียงพอให้บาร์ซ่า ปล่อย เชส ออกมาจากทีม ซึ่งต้องยอมรับว่า เชส เองก็ไม่ได้เป็นตัวจริง ตัวหลัก ตัวสำคัญอย่างสม่ำเสมอให้กับบาร์ซ่า ในเวลานั้น กองเชียร์ปีศาจแดง เห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของ วู้ดเวิร์ด แล้วก็เนื้อเต้น คิดว่าอีกไม่นาน เดี๋ยวก็จะได้เห็นข่าวปิดดีล ชูเสื้อกันแน่ๆ ทางด้านของ เดวิด มอยส์ เองก็ทำหน้าที่ของตัวเอง คือการติดต่อพูดคุยกับตัวนักเตะโดยตรง โน้มน้าวให้ย้ายมาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มอยส์ ได้โทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกับ เชส ไว้แล้ว 2 ครั้ง การพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี ทว่าเวลาผ่านไป ความกังวลเริ่มเข้ามาเกาะจิตใจของแฟนผี เพราะดีลยังไม่จบเสียที เกมนี้ยาวกว่าที่คิด ปัญหาในตอนนั้นคือ จริงๆ แล้ว บาร์เซโลน่า ก็ไม่อยากปล่อยออกไปเท่าไหร่นัก แต่เรื่องนี้ อาจคุยกันได้ด้วยการเพิ่มข้อเสนอ ทว่าที่หนักกว่าคือการทำให้ เชส ตัดสินใจย้ายมาให้ได้ เนื่องจาก "บาร์เซโลน่าคือฝันของเขา" (คุ้นๆ ไหม?) ถ้าเป็นไปได้ เชส ไม่อยากอำลาบาร์ซ่า ยกเว้นว่าเขาจะแน่ใจว่าที่นั่น เขาไม่ได้รับความสำคัญมากพอแล้วจริงๆ วันที่ 29 กรกฎาคม 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด อุ่นเครื่องทิ้งทวนที่เอเชีย กับสโมสรคิทฉี ในฮ่องกง แล้วก็บินกลับอังกฤษ วันที่ 1 สิงหาคม 2013 เดวิด มอยส์ ทำงานหนักต่อเนื่อง เขาขับรถไปสวอนซี เพื่อไปดูฟอร์มของ สวอนซี คู่แข่งทีมแรกที่จะเจอกันในพรีเมยร์ ลีก ฤดูกาลใหม่ วันนั้นสวอนซี จะเปิดบ้านลงเตะรอบคัดเลือกยูโรปา ลีกกับ มัลโม่ ระหว่างทางที่ขับรถ มอยส์ ก็แวะปั๊ม หยุดเติมน้่ำมัน หยุดเข้าห้องน้ำ แล้วก็โทรคุยกับ ฟาเบรกาส อีกครั้งพอดี มันคือบทสนทนาที่จะชี้เป็นชี้ตายดีลนี้ โดยที่ เชส ได้รับปากกับ เดวิด มอยส์ ว่าเขาพร้อมย้ายมาแมนฯ ยูไนเต็ด มาร่วมโปรเจ็คท์ใหม่ด้วยกัน แต่เขาขอ 1 ข้อแม้ ก่อนตัดสินใจ ข้อแม้ที่ว่าก็คือ เขาขอดูสถานะของตัวเองในนัดแรกของลา ลีกา ฤดูกาลใหม่ หากว่าเขาไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริง เขาจะขอขึ้นบัญชีขายกับทางบาร์ซ่า เพื่อย้ายมาร่วมงานกับ มอยส์ ที่ยูไนเต็ด วันที่ 6 สิงหาคม 2013 ทางแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ติดต่อไปหา ซานโดร โรเซลล์ ผู้อำนวยการของบาร์ซ่า ว่าต้องการได้ตัว ฟาเบรกาส มาร่วมทีมจริงๆ เรียกว่าเป็นการเปิดหน้าคุยกันตรงไปตรงมา มีการยื่นข้อเสนอเข้าไปด้วย โรเซลล์ อาจพิจารณาเรื่องการปล่อยตัว ปัจจัยสำคัญสุดก็คือเหลือการตัดสินใจของตัวนักเตะเองแล้ว โดยที่ บาร์เซโลน่าในปีนั้นก็มีเทรนเนอร์ใหม่คือ ตาต้า มาร์ตีโน่ นี่ก็อาจทำให้ เชส แอบมีความหวังว่าเขาจะได้เป็นตัวหลักของทีมได้บ้าง วันที่ 17 สิงหาคม 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด ลงเตะพรีเมียร์ ลีก นัดแรก ทีมของ มอยส์ โชว์ฟอร์มแกร่ง บุกไปถล่ม สวอนซี ถึง 4-1 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2018 นัดแรกของลา ลีกา มาถึง และเป็นวันที่ เดวิด มอยส์ ลุ้นสุดๆ พอเกมนั้นมาถึง ตาต้า ส่ง เชส ฟาเบรกาส ลงเป็นตัวจริง และกองกลางสแปนิช ก็โชว์ฟอร์มทำ 2 แอสซิสต์ พาทีมถล่มเลบันเต้ 7-0 เป็นอันว่า เดวิด มอยส์ ต้องผิดหวัง เมื่อ เชส กลายเป็นนักเตะคนสำคัญ เป็นตัวหลักในทีมบาร์ซ่าของ ตาต้า มาร์ตีโน่ เขาก็เลือกจะอยู่ที่ คัมป์ นู ต่อไป นั่นทำให้ดีลใหญ่ ดีลสำคัญที่มอยส์ต้องการมากที่สุด และ เอ็ด วู้ดเวิร์ด ก็ประกาศลั่นแบบไม่กลัวหน้าแหกว่าจะปิดดีลนี้ให้ได้ ต้องล่ม แฟนผีรับสภาพ พวกเขาชวดได้ตัว เชส ฟาเบรกาส มาร่วมทีม หลังจากตามตื๊อมาเป็นเดือนๆ จังหวะนรกก็คือเมื่อถึงตรงนั้น ตลาดนักเตะเหลือไม่ถึง 2 สัปดาห์แล้ว และการเป็นมือใหม่ของทั้ง มอยส์ และ วู้ดเวิร์ด ที่ตามตื๊อนักเตะคนเดียวมาทั้งซัมเมอร์ ไม่ได้มีแผน 2 รองรับในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวบัญชาเกม มารูยาน เฟลไลนี่ ถูกดึงเข้ามาในชั่วโมงสุดท้ายของ วันสุดท้ายในตลาดนักเตะซัมเมอร์นั้น กลายเป็นดีล เดียวที่ มอยส์ ได้มาร่วมทีม จริงๆ แล้ว เฟลไลนี่ ไม่ได้เป็นการซื้อแก้เก้อ มอยส์ ต้องการมิดฟิลด์ที่สามารถยืนช่วยเกมรุกได้ และ เฟลไลนี่ คือคนที่เขามองเอาไว้แล้ว เพราะรู้มือกันดีที่เอฟเวอร์ตัน แต่การที่เสียเวลาไปกับ เชส นานเกินไป ทำให้กระทบดีลอื่นๆ ทั้งหมด นี่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนหัด ไม่ประสา ของ วู้ดเวิร์ด ได้อย่างชัดเจนที่สุด แมนฯ ยูไนเต็ด คือสโมสรใหญ่ ไม่ใช่ที่ทดลองงานของใคร ดังนั้น จะเรียกได้ว่าการตั้ง วู้ดเวิร์ด ขึ้นมาเป็นซีอีโอ คอยดูแลสิ่งต่างๆ ทั้งหมด มอบอำนาจให้เต็มที่ จึงกลายเป็นการติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกของพวกเกลเซอร์สและสโมสร การวางแผนการเสริมทัพที่ผิดพลาด มัวแต่มุ่งมั่นรักเดียวใจเดียว ไม่มีแผนสำรอง สุดท้ายเลยจบที่ได้แค่ มารูยาน เฟลไลนี่ มารายเดียวในนาทีสุดท้ายของวันตลาดวาย ส่วน เชส อยู่กับบาร์ซ่าต่ออีกปีแล้วจึงย้ายกลับอังกฤษ แต่เป็นการย้ายมาอยู่กับเชลซี ที่มี โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทีม พร้อมช่วยเชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครอง เดวิด มอยส์ ได้ ฆวน มาต้า มาเสริมทัพตอนตลาดหน้าหนาว ถือว่าเซอร์ไพรส์มาก แต่เมื่อถึงจุดนั้น สิ่งต่างๆ มันย่ำแย่เกินกว่าจะแก้ไข มันผิดพลาดทั้งที่ตัวของเขากับสต๊าฟโค้ช ผิดพลาดที่ฝ่ายบริหาร ทำงานไม่ได้เรื่อง การตามตื๊อนักเตะคนเดียวมาตลอดซัมเมอร์ จนไม่มีความเด็ดขาด เด็ดเดี่ยว ทำให้กระทบชิ่งต่อการเตรียมทีมโดยภาพรวมทั้งหมด จะเอาหรือไม่เอา ต้องให้เด็ดขาดไปเลย ถ้าจะเอา เพราะมองว่าสำคัญจริง ก็ใส่ไป แต่ถ้าไม่ ก็รีบถอนตัวออกมา ไม่ต้องเสียเวลาและเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ มาถึงปี 2022 แฟนผีได้แต่ภาวนาว่า จะได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขออย่างเดียว อย่าให้เรื่องมันยืดเยื้อแล้วจบแบบในปี 2013 ก็พอ! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ปาร์ม่า 90s ไปไม่ถึงจุดหมาย "

ทุกวันนี้ ฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ถูกมองว่าคว้าแชมป์ยากขึ้น การแข่งขันมันสูงขึ้น ทีมเก่งๆ แกร่งๆ ไม่ได้มีแค่ท็อป 4 หรือ 5-6 ทีมอีกต่อไป ดูง่ายๆ ในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเปิดในเดือนสิงหาคมนี้ อาจจะมีแค่ แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล ที่ไม่ว่ายังไง จบติดท็อป 4 แน่ ส่วนที่เหลือ ยังมองไม่ออกว่าใครจะเข้าเส้นชัยบ้าง ทีมกลางๆ เสริมทัพกันน่าดูเพราะมีเงินเช่นกัน แล้วไม่ได้เล่นแบบไก่ก่า แต่ละทีมมีกุนซือดี บอลมีทรง และมีทีเด็ดกันทั้งนั้น มันทำให้นึกถึงฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ยุค 90 ยุคที่เรียกกันว่า ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม หมายถึงยุคอิตาลีครองเมือง เป็นลีกที่แกร่งที่สุด ดาวดังมารวมตัวกันที่นี่ แต่ละทีมมีเอกลักษณ์ มีสตาร์ประจำทีม ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน, โรม่า, ลาซิโอ, ฟิออเรนติน่า, ซามพ์โดเรีย, อูดิเนเซ่ และอีกทีมก็คือ ปาร์ม่า สำหรับสโมสรของอิตาลีแล้ว พวกเขามุ่งหมายไปที่การได้แชมป์เวลาไปเล่นฟุตบอลยุโรปก็จริง แต่เป้าหมายที่ถือเป็นสุดยอด คือการเหนือกว่าสโมสรร่วมลีกด้วยกันเองให้ได้ นั่นก็คือการคว้า "สคูเด็ตโต้" แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา วันเวลาแห่งความรุ่งเรืองของฟุตบอลอิตาลี มีครบทุกอย่าง และแน่นอนว่ามันถูกขับเคลื่อนด้วยพลังเงิน เศรษฐี คนใหญ่คนโต เจ้าของธุรกิจ ต่างเป็นเจ้าของสโมสรและอัดฉีดเงินส่วนตัวลงไปในสโมสรเต็มที่ ลีกอิตาลี จึงทุบทำลายสถิติค่าตัวนักเตะ ค่าจ้างนักเตะกันในทุกปี ในวันเวลาเหล่านี้เอง มีทีมแกร่งมากมาย ที่เต็มไปด้วยดาวดัง แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะคว้าแชมป์ เพราะความผิดพลาดในบางช่วงหรือบางเกม ในจังหวะไม่เป็นใจ ก็เพียงพอแล้วให้พวกเขาหมดสิทธิ์คว้าแชมป์ เป็นได้แค่พระรอง จะการันตีว่า เอาใหม่ ในฤดูกาลหน้าก็ไม่ง่าย เพราะทุกทีมก็แข็งๆ กันทั้งนั้น นอกจากทีมโซนล่างๆ จริงๆ ไม่มีวันจะผูกปีชนะกันได้ง่ายๆ ปาร์ม่า คืออีกหนึ่งในทีมที่ไม่เคยสมหวังกับสคูเด็ตโต้ ลองไล่ดูรายชื่อนักเตะของพวกเขา อาจจะข้องใจว่าทีมขนาดนี้เนี่ย ไม่เคยได้แชมป์ลีกเลย ปลายยุค 90s พวกเขาเคยมีทีมที่ประกอบด้วย จานลุยจิ บุฟฟ่อน, ลิลิย็อง ตูราม, ฟาบิโอ คันนาวาโร่, โรเบร์โต้ เนสเตอร์ เซนซินี่, อแล็ง โบโกซิย็อง, ดิโน่ บาจโจ้, ดิเอโก้ ฟูแซร์, เปาโล วาโนลี่, ฮวน เวรอน, เอร์นาน เครสโป, เอ็นริโก้ คิเอซ่า, ลุยจิ ซาร์ตอร์, สเตฟาโน่ ฟิออเร่, ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า, อาเบล บัลโบ, ลุยจิ อพอลโลนี่ เรียกว่ามีแต่สตาร์ระดับทีมชาติทั้งสิ้น อย่างที่บอกว่าการได้แชมป์ลีกอิตาเลี่ยนไม่ง่าย แต่การได้แชมป์บอลถ้วย เมื่อมีทีมระดับนี้ บางทีอาจง่ายกว่าด้วยซ้ำ เพราะแม้ไม่เคยได้แชมป์ลีก แต่ปาร์ม่ายุคนั้นได้แชมป์บอลถ้วยหลายรายการ โคปปา อิตาเลีย 3 สมัย ยูฟ่า คัพ (ยูโรปาลีก) 2 สมัย คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย (รองแชมป์อีก 1สมัย) ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 ครั้ง ยุครุ่งเรืองของปาร์ม่า ทีมดังแห่งแคว้น เอมิเลีย-โรมานญ่า เริ่มต้นจริงจังๆ คือในปี 1991 ยุคที่เศรษฐกิจโลกรุ่งเรืองเฟื่องฟูราวฟองสบู่ คาลิสโต้ ตานซี่ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารยักษ์ใหญ่ Parmalat ซึ่งเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ของท้องถิ่นเอง ก็ได้เข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร เป็นปีที่ 2 ที่ปาร์ม่า เลื่อนชั้นจาก เซเรีย บี ขึ้นมาสู่ เซเรีย อา และพวกเขาก็มีโค้ชเก่งอย่าง เนวิโอ สกาล่า คุมทีมอยู่แล้ว สโมสรคว้าตัวนักเตะอย่าง โทมัส โบรลิน ดาวเตะสวีดิช เข้ามาประสานงานกับ อเลสซานโดร เมลลี่ ดาวยิงประจำทีม จากนั้นพวกเขาก็ได้นักเตะระดับพรสวรรค์หลายรายไม่ว่าจะเป็น จานฟรังโก้ โซล่า, ฟาอุสติโน่ อัสปรีย่า, แซร์โจ้ แบร์ตี้, มัสซิโม่ คริปป้า ไปจนถึงกระชาก ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ซึ่งกำลังดังจาก USA94 มาร่วมทีมด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้นฟุตบอลอิตาลี มีกฎเข้มงวดเรื่องนักเตะต่างชาติ ในแต่ละเกม จะอนุญาตให้ส่งแข้งต่างชาติลงสนามได้ไม่เกิน 3 คน หมายความว่าต่อให้มีสตาร์ต่างชาติหลายราย ก็ส่งได้ไม่เกินเกมละ 3 ราย ปาร์ม่า เองแม้จะมีแข้งนอกเก่งๆ หลายคน แต่ก็ไม่สามารถส่งพร้อมกันได้หมด เนวิโอ สกาล่า อำลาทีมไปในปี 1996 และได้กุนซือหนุ่มไฟแรง ณ เวลานั้นอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ ในวัย 37 ปี มาคุมทีมแทน ในปีแรกของ อันเช่ นี่เอง กุนซือหนุ่มคนนี้ก็เกือบพาทีมสมหวัง ด้วยผลงานจบอันดับ 2 มีแต้มตามหลังแชมป์อย่างยูเวนตุส เพียง 2 คะแนนเท่านั้น มันน่าเสียดายก็เพราะ อันเช่ ใช้เวลาปรับจูนทีมนานไปหน่อยกว่าจะลงตัว เพราะ 13 นัดแรก ทีมชนะแค่ 3 นัดเท่านั้น หนักไปทางเสมอ 6 นัด และแพ้ 4 นัด ฤดูกาลต่อมา ผลงานเริ่มดร็อป เพราะอย่างที่ย้ำว่า ในกัลโช่ ยุคนั้น ไม่สามารถการันตีได้ว่า ผลงานดีปีนี้ ปีหน้าจะดีพอๆ กับปีเก่า อันเช่ ตัดสินใจไม่คว้าตัว โรแบร์โต้ บาจโจ้ มาร่วมทีม เพราะไม่อยากปรับระบบทีม ปีนั้น ปาร์ม่า จบเพียงอันดับ 6 ฤดูกาล 1998/99 ปาร์ม่า เลยมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง พวกเขาได้อัลแบร์โต้ มาเลซานี่ เข้ามาคุมทีมแทน อันเชล็อตติ พวกเขาได้แชมป์บอลถ้วย 2 รายการทันทีในปีนี้ คือ โคปปา อิตาเลีย และ ยูฟ่า คัพ แต่ในลีก ก็จบอันดับ 4 ยังไม่ถึงฝั่งฝันตามเคย ปาร์ม่า ภายใต้การคุมทีมของ มาเลซานี่ จบอันดับ 5 และอันดับ 4 ในอีก 2 ฤดูกาลต่อมา และได้รองแชมป์โคปปา อิตาเลีย 1 ครั้ง หลังจบปี 2000/01 มาเลซานี่ ก็อำลาตำแหน่งเทรนเนอร์ปาร์ม่า ครบ 10 ปีพอที่นับตั้งแต่ Parmalat ของ คาลิสโต้ ตานซี่ เข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร และสนับสนุนการเงิน ในช่วงนั้นเอง ทาง Parmalat ก็เริ่มมีปัญหาด้านการเงิน อาร์ริโก้ ซาคคี่ อุตส่าห์มาคุมทีมต่อก็ไม่ได้ผล ไปจนถึง ดาเนียล พาสซาเรลล่า และ เชซาเร่ ปรันเดลลี่ เป็นคนต่อมา จนถึงปี 2004 ราวปี 2002 คาลิสโต้ ตานซี่ และบริษัท เจอกับปัญหาเรื่องการฟอกเงิน และล้มละลาย ในที่สุด ปาร์ม่า ยุคทองก็ถึงการล่มสลายไปด้วย เมื่อไม่มีเงิน ทำให้สโมสรต้องจำใจปล่อยดาวดังไปอยู่กับทีมที่ใหญ่กว่า ในฤดูกาล 2007/08 ปาร์ม่า ก็จบด้วยการเป็นรองบ๊วย และตกชั้นสู่ เซเรีย บี ถือเป็นการสิ้นสุดยุคแห่งความเฟื่องฟูของทีมจัลโล่รอสซี่ แห่ง เอมิเลีย-โรมันญ่า อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อไล่ดูรายชื่อนักเตะในยุคทองของพวกเขา ก็อาจจะแปลกใจว่าทำไม ปาร์ม่าถึงไม่เคยได้สัมผัสสคูเด็ตโต้แม้แต่หนเดียว แต่ก็อย่างที่บอกว่า กัลโช่ ในยุคนั้นมันเต็มไปด้วยทีมแกร่ง และทุกทีมก็มีดาวดังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา และ 2 ทีมที่โดดเด่น มีความสมดุล และลงตัวมากกว่าทีมไหนๆ ก็คือ เอซี มิลาน กับ ยูเวนตุส ผลัดกันคว้าแชมป์เรื่อยมา กระทั่งถึงยุคยิ่งใหญ่ของ 2 ทีมแห่งโรม ช่วงปี 2000 แต่ไม่นาน มิลาน กับ ยูเว่ ก็กลับมาได้อย่างรวดเร็ว หากทุกอย่างไม่สมบูรณ์ ลงตัวจริงๆ ต่อให้มีนักเตะเก่งมากมาย ก็ไม่สามารถคว้าสคูเด็ตโต้ มาครอบครองได้เลย แม้มันจะเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งยวดก็ตามที โดยเฉพาะกับทีมอย่าง ปาร์ม่า รับชมคลิปเพิ่มอรรถรสความสนุก :: http://ow.ly/iUxb30snnlJ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" กฎนี้เพื่อเบ็คแฮม "

แกเร็ธ เบล เป็นนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์รายล่าสุดที่ย้ายไปเล่นในเมเจอร์ ลีก ซอคเก้อร์ สหรัฐอเมริกา แน่นอนว่าดาวเตะระดับท็อป ย่อมไม่เคยมี "ความฝัน" ที่จะเล่นในเมเจอร์ ลีก ในขณะที่ตัวเองยังอยู่ในช่วงพีค สภาพร่างกายสด ฟิตเปรี้ยะ ด้วยมาตรฐานฟุตบอลที่ยังห่างชั้นจากยุโรปหลายขุม ทำให้นักเตะดัง นักเตะเก่งจากยุโรป ที่แม้เลยช่วงพีคของอาชีพไปแล้ว ก็ยังไปหากินในสหรัฐได้แบบสบายๆ บางคนถึงกับกลับมาเล่นในยุโรปได้อีกด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เมเจอร์ ลีก อาจโดนมองเป็น "สถานีปลายทาง" ของนักเตะดัง แต่สำหรับวงการฟุตบอลที่นั่น มันคือของดีแล้ว แม้จะยอมรับว่าไม่ได้ของดี ที่มาในช่วงที่ดีสุดก็ตาม อย่างน้อย มันช่วยเพิ่มความคึกคัก ให้นักเตะที่นั่นได้เรียนรู้ และเป็นแรงดึงดูดทั้งเรื่องรายได้ และดึงดูดให้นักเตะเกรดดีๆ ที่อาจจะชั้นเชิงรองลงมาหน่อย สนใจจะย้ายมาเล่นในสหรัฐเพิ่มมากขึ้น อย่างที่ทราบกันว่า USA คือเจ้าพ่อเรื่องเอนเตอร์เทน และการโฆษณา ถ้าเป็นเรื่องของการทำให้ "คนหันขวับ" มามอง อเมริกา คือผู้เชี่ยวชาญอันดับ 1 ของโลก ในทุกๆ มิติของสังคม ไม่เว้นแม้แต่วงการกีฬา ซอคเก้อร์ คือของแสลงของพวกเขา อเมริกา อาจเป็นเจ้าโลกในกีฬาหลากหลายประเภท แต่นั่นไม่ใช่ฟุตบอล (ชาย) อีกทั้ง เมเจอร์ ลีก ซอคเก้อร์ (MLS) ก็เป็นลีกกีฬาอาชีพที่เป็นเกรดรอง ห่างชั้นจาก NFL (อเมริกันฟุตบอล), NBA (บาสเก็ตบอล), MLB (เบสบอล) การจะทำให้ MLS ดังขึ้นมา ทั้งเรื่องความสนใจ และมาตรฐานเกมการแข่งขัน จำเป็นจะต้องดึงเอานักเตะสตาร์มาร่วมทีมให้ได้ พวกเขาเคยทำสมัยเป็นลีกฟุตบอลอเมริกาเหนือ ในยุค 70s ที่มีการดึงเอาแข้งอย่าง เปเล่, ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์, จอร์จ เบสต์, บ็อบบี้ มัวร์ ไปเล่น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว จนกระทั่งมาในช่วงกลางยุค 2000s สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ เรื่องของเงินๆ ทองๆ ด้วยการที่ MLS เป็นลีกที่เงินไม่ได้เยอะนัก แต่ก็ยังใช้มาตรฐานแบบกีฬาอเมริกาคือ มี Salary Cap หรือเพดานเงิน ที่จะใช้ในแต่ละปี แล้วเพดานค่าจ้างเหล่านี้ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเกิน ทั้งทีมต่อปี ราว 2 ล้านกว่าเหรียญ ขณะที่ซูเปอร์สตาร์ใน NBA รับคนเดียว ปีละ 20-30-40 ล้านเหรียญเข้าไปแล้ว หนึ่งในคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องเหล่านี้คือ เดวิด เบ็คแฮม เบ็คแฮม อาจไม่ได้มีฝีเท้าระดับสุดยอดที่จะลุ้นคว้าบัลลง ดอร์ ทุกๆ ปี แต่ เบ็คส์ มีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่หน้าตาอย่างเดียว เขาโดน Underrated ด้วยซ้ำ ชื่อเสียงกับหน้าตาของเขา มันกลบความสามารถเชิงฟุตบอลของเขา เบ็คส์ โดนมองว่ามีดีแค่เปิดบอลกับฟรีคิก แต่นี่คือนักเตะประเภทที่อาจจะเก่งแค่ 2-3 อย่าง แต่เขาเชี่ยวชาญ 2-3 อย่างที่ว่า ชนิดขั้นสุด เป็นนักเตะมีทีเด็ด ดีกว่านักเตะที่ทำได้ 7-8 อย่าง แต่ไม่โดดเด่นแม้แต่อย่างเดียว นอกจากนั้น เขายังมีความเป็นผู้นำ, ฟิต, ทำงานเป็นทีม และมันสมองด้านฟุตบอลของเขาเพียวๆ ก็ไม่เป็นรองใคร ทั้งหมดทั้งมวลของเบ็คแฮม มันทำให้เขากลายเป็น "แม่เหล็ก" ในโลกลูกหนัง ชื่อเสียงของเบ็คแฮม มันหมายถึงรายได้มหาศาล และนั่นคือสิ่งที่จะมีผลอย่างมากต่อที่ไหนก็ตาม ที่เขาย่างกรายเข้าไปใช้ชีวิต หลังออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้ว เดวิด เบ็คแฮม มีส่วนโดยอ้อม ต่อกฏทางการเงิน ถึง 2 ประเทศ จนถูกนำมาเรียกกันว่า กฎของเบ็คแฮม เลยทีเดียว เราย้อนไปในปี 2005 ก่อน ตอนนั้น เบ็คแฮม มาเล่นในสเปน กับ มาดริด ได้ 2 ปีแล้ว สเปน มีแนวคิดที่จะดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ พวกคนทำงานในระดับสูง เงินเดือน รายได้สูงๆ ให้ทำงานในสเปน ได้ต่อไป พวกเขาจึงมีพระราชกฤษฎีกา เกี่ยวกับ "ภาษี" ออกมาในปี 2005 คร่าวๆ คือ เดิมที หากคนต่างชาติ มาพักอาศัยทำงานในสเปน 183 วันขึ้นไปต่อปี พวกเขาจะถูกให้กลายเป็น ผู้พักอาศัยที่ต้องเสียภาษีให้รัฐบาลสเปน รายได้ทุกทาง ไม่ว่าจะรายได้จากในสเปน หรือรายได้อื่นๆ ที่รับมาจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก จะถูกนับเข้ามาคิดตอนจ่ายภาษีทั้งหมด ภาษีเป็นอัตราก้าวหน้าด้วย อาจจะเริ่มต้นที่ 24% ไปจบที่ 43% เลยทีเดียว เจอแบบนี้ ทำให้คนเก่งๆ รายได้สูง อาจไม่อยากมาทำงานในสเปนแบบยาวๆ เพราะโดนคิดภาษีทุกทางจนเหงื่อตก พระราชกฤษฎีกาใหม่ในตอนนั้นจึงออกมาช่วย ด้วยการให้คนเหล่านี้ สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นผู้พักอาศัยแบบเสียภาษีในสเปน หรือไม่ หากไม่ .. พวกเขาจะมีทางเลือกในการเสียภาษี นั่นคือรายได้ที่มาจากนอกสเปน จะไม่ถูกนำมาคิดภาษี จะต้องจ่ายภาษีเฉพาะรายได้ที่มาจากในสเปนเท่านั้น แถม จะคิดแบบภาษีคงตัวคือที่ 24% อีกต่างหากด้วย โดยจะอนุญาตให้คิดภาษีแบบเอื้อประโยชน์แบบนี้เป็นระยะเวลา 6 ปีแรกของการมาทำงานในสเปน คนที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้คือพวกคนต่างชาติรายได้สูง ที่มาทำงานในสเปน โดยเฉพาะพวกนักเตะต่างชาติตัวดังๆ นั่นเอง และ เบ็คแฮม คือหนึ่งในนั้น นั่นทำให้กฎหมายการเสียภาษีแบบนี้ถูกเรียกว่า "กฎหมายเบ็คแฮม" หรือ "Beckham Law" แม้ในทางการมันจะถูกเรียกว่า พระราชกฤษฎีกา ฉบับ 687/2005 ก็ตาม เบ็คแฮม จะหมดสัญญากับ มาดริด ในปี 2007 ตอนระหว่างฤดูกาล 2006/07 แอลเอ แกแล็กซี่ ก็เริ่มติดต่อเข้ามา แน่นอน เมื่อพูดถึงเรื่องการดึงนักเตะดังๆ จากยุโรป เรื่องเงินคือปัญหาใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะนักเตะระดับ เบ็คแฮม อีกด้วย ทางเมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ ก็รู้ดีในเรื่องนี้ แต่พวกเขาก็อยากยกระดับลีกให้ดียิ่งขึ้น ได้รับความสนใจมากขึ้น การจะเอาพวกซูเปอร์สตาร์มา แต่ละทีมคงเพดานเงิน หรือ Salary Cap ทะลุกระจุย คนเดียวก็คงเกินไปไม่รู้เท่าไหร่ ว่าแล้วในปี 2007 ทาง MLS เลยออกกฎมาช่วย หนึ่งในนั้นคือกฎที่เรียกว่า "กฎนักเตะพิเศษ" Designated Player Rule หมายความว่าอะไร? หมายความว่า แต่ละทีม สามารถเซ็นนักเตะตัวละครพิเศษเข้ามาได้ 1 คน จากที่ไหนก็ได้ ถ้าซื้อตัวดังจากลีกยุโรป เงินที่ใช้ในการ "ซื้อ" นักเตะเหล่านี้ จะไม่ถูกคิดรวมเข้าในรายการใช้จ่ายประจำปี ส่วนเรื่องค่าเหนื่อย จะถูกหักใน Salary Cap ไม่เกิน 400,000 เหรียญ นอกเหนือจากนั้น เจ้าของทีมสามารถจ่ายเองได้เต็มที่ ยกตัวอย่างในกรณีของเบ็คแฮม ตอนนั้น Salary Cap ต่อทีมในเมเจอร์ลีก อยู่ที่ราวๆ 2.1 ล้านเหรียญ แต่เบ็คแฮม คนเดียว ก็กดไป 6.5 ล้านเหรียญต่อปีแล้ว แต่ค่าจ้างของเบ็คแฮม จะหักใน Salary Cap เพียง 400,000 อีก 6.1 ล้านเหรียญ เอาเงินจากกระเป๋าเจ้าของทีมจ่ายได้เลย ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด วิธีแบบนี้เองที่ทำให้ทีมในเมเจอร์ลีก สามารถคว้านักเตะดังๆ มาร่วมทีมได้โดยไม่ต้องกลัวเรื่องเพดานค่าจากที่โดนกำหนดเอาไว้ ในปีแรกของการออกกฎ "นักเตะพิเศษ" มาช่วยนี้ มีแค่ 4 ทีมที่ใช้ นั่นคือ นิว ยอร์ค เร้ดบูลล์ส (เคลาดิโอ เรย์น่า), ชิคาโก้ ไฟเยอร์ (เคลาเตม็อค บลังโก้), เอฟซี ดัลลัส (เดนิลสัน) และ แอลเอ แกแล็กซี่ กับรายของ เบ็คแฮม นั่นทำให้กฎนักเตะพิเศษนี้ ถูกเรียกชื่อเล่นตาม เบ็คแฮม อีกครั้ง ในชื่อ "Beckham Rule" ต้องเรียกว่า มันได้ผล เพราะนับแต่นั้นมา เมเจอร์ ลีก ซอคเก้อร์ เติบโตขึ้น แม้จะโดนค่อนขอดว่า เบ็คแฮม จะมีแรงดึงดูดพอที่จะยกระดับลีกหรือไม่ แต่มันก็ได้ผล จากนั้นมีนักเตะดังจากยุโรปอีกมากมายที่เข้าไปหากินในอเมริกา นักเตะอเมริกันเองก็พัฒนาขึ้น ยกระดับฝีเท้าขึ้น เป้าหมายในการที่เด็กรุ่นใหม่จะเอาดีด้านการเป็นนักกีฬา "ซอคเก้อร์" มีมากขึ้น ความฝันคือการไปเล่นในยุโรป แต่ถ้าเริ่มต้นจากเมเจอร์ ลีก ก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด ขณะนี้ แทบทุกทีมมีนักเตะที่เซ็นด้วยกฎพิเศษ "Beckham Rule" กันทั้งนั้น พวกตัวดังล่าสุดที่ย้ายไปนอกจาก แกเร็ธ เบล แล้วก็มี แซร์ดาน ชาคิรี่, ดักลาส คอสต้า, ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เป็นต้น นี่คือแรงกระเพื่อม ที่ เดวิด เบ็คแฮม มีต่อเรื่องกฎทางการเงินของ 2 ประเทศ ทั้ง สเปน (โดยรวม) และสหรัฐอเมริกา (เฉพาะเรื่องฟุตบอล) แม้จะไม่โดยตรงก็ตาม ทว่า ทั้ง 2 ครั้ง กฎใหม่ก็ถูกเรียกด้วยชื่อเล่นว่า กฎของเบ็คแฮม เหมือนๆ กัน แสดงให้เห็นถึงความเป็นสตาร์ของเขาว่ามีพลังมากแค่ไหน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" 69 เบอร์นี้ก็มีคนใส่ "

พูดถึงเบอร์เสื้อของนักเตะ เราก็มักมีภาพติดตาเบอร์สำคัญๆ เพราะมักเป็นเบอร์เสื้อของนักเตะเก่งๆ โดยเฉพาะเบอร์ 10 นี่มีแต่พวกระดับซูเปอร์สตาร์ใส่ คนที่นิยามเบอร์ 10 ก็ไล่ตั้งแต่ เปเล่, มาราโดน่า, พลาตินี่, ซีดาน จนมาถึง เมสซี่ พวกเบอร์ 2 และ 3 ก็เป็นเบอร์ของพวกกองหลังโดยเฉพาะตำแหน่งแบ็ก คาฟู, มัลดินี่ เป็นต้น เบอร์ 9 แน่นอนว่าเป็นหมายเลขของดาวยิง โรนัลโด้ เหยินใหญ่ ถูกติดกาวตราช้างกับเบอร์นี้ จนเป็นที่มาของชื่อเล่น R9 หมายเลข 7 ก็มักเป็นตัวรุกจำพวกปีก ไม่ว่าจะเป็น เบ็คแฮม มาถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่บางทีก็เป็นกองหน้าตัวจี๊ด ตังแต่ยุคของ เคนนี่ ดัลกลิช, หลุยส์ ซัวเรซ ที่ลิเวอร์พูล และ อันเดร เชฟเชนโก้ พวกหมายเลขเสื้อเกิน 11 ไปแล้วก็มีที่ติดตาเช่น 12 ของ มาร์โก แวน บาสเท่น กับ เธียร์รี่ อองรี แต่หลายทีมยกเบอร์ 12 ไว้ อ้างว่าเป็นหมายเลขของแฟนบอล ที่หมายถึง "นักเตะคนที่ 12" เบอร์ 16 สายมิดฟิลด์ตัวห้องเครื่อง เป็นของ รอย คีน เบอร์ 23 มี เดวิด เบ็คแฮม นำมาทำให้ดังตอนอยู่เรอัล มาดริด ตามกฎแล้ว นักเตะสามารถเลือกเสื้อเบอร์ใดก็ได้ไปจนถึง 99 ตัวเลข 2 หลัก อย่างไรก็ดีมันก็มีเบอร์เสื้อบางเบอร์ที่อาจจะเซนซิทีฟ ไปสักหน่อย มันกระอักกระอ่วนที่จะใส่ ยกตัวอย่างเช่น "เบอร์ 69" เหตุผล? คงไม่ต้องอธิบายมากนักกับหมายเลข 69 ว่าทำไม มันค่อนข้างกระอักกระอ่วน เพราะมันออกแนว 18+ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยมีปีระเด็นนี้มาแล้ว ในปี 1995 ตอนที่ เฟอร์กี้ คว้าตัว แอนดี้ โคล มาจากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็ได้มอบเสื้อหมายเลข 9 ให้กับ โคล ใส่ทันที เป็นเบอร์ของดาวยิง นั่นทำให้ ไบรอัน แม็คแคลร์ ลูกทีมคนโปรด คนสก็อต บ้านเดียวกัน ซึ่งเป็นเจ้าของเบอร์ 9 เดิม กลายเป็นไม่มีเบอร์ใส่ เฟอร์กี้ พยายามเอาใจบอกว่า เบอร์ที่เหลือที่ว่าง เลือกเอาได้เลยตามใจชอบ แม็คแคลร์ ตอบสั้นๆ ว่า "โอเค งั้นผมเอาเบอร์ 69 ขอบคุณ" แต่เฟอร์กี้ ไม่ชอบใจ ไม่อยากให้มีนักเตะใส่เบอร์นี้ลงสนาม ทำให้มีการต่อรอง เจรจากันหลายวัน ก่อนที่จะมาลงเอยที่ แม็คแคลร์ ได้เบอร์ 13 ไปสวมใส่แทน ไม่ใช่แค่แมนฯ ยูไนเต็ด สโมสรส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีใครใช้เบอร์ 69 นี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย มันเคยมี แล้วเป็นนักเตะดังด้วย นั่นก็คือ บิเซนเต้ ลิซาราซู แบ็กซายจอมลุยทีมชาติฝรั่งเศส ลิซาราซู แจ้งเกิดและดังมากับบอร์กโดซ์ เขา เป็นฝรั่งเศสก็จริง แต่เป็นฝรั่งเศสที่มีเชื้อสายบาสก์ (แบบเดียวกับ อายเมริก ลาปอร์กต์) นั่นทำให้เขาได้ย้ายไปเล่นให้ แอธเลติก บิลเบา ได้ในปี 1996/97 หลังจากนั้นเองที่ผลงานเข้าตา จนทำให้ บาเยิร์น มิวนิค คว้ามาร่วมทีม และ ลิซาราซู ก็สถาปนาตัวเองเป็นกำลังหลักของบาเยิร์น กลายเป็นหนึ่งในแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในยุโรป เดิมที ลิซาราซู ก็ใส่เบอร์ 3 เป็นเบอร์ประจำ ไม่แตกต่างอะไรจากแบ็กซ้ายส่วนใหญ่ หลังจากอยู่กับ บาเยิร์น มา 7 ปี ช่วยทีมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา 4 สมัย, เดเอฟเบ โพคาล 3 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 1 สมัย "ลิซ่า" ก็อำลาสโมสรไปด้วยวัย 35 ปี ตอนซัมเมอร์ปี 2004 ลิซาราซู แยกทางจาก บาเยิร์น กลับฝรั่งเศสไปเล่นให้ โอลิมปิก มาร์กเซย ในฤดูกาล 2004/05 ด้วยสัญญา 2 ปี ทว่าเล่นกับ มาร์กเซย ได้แค่ครึ่งฤดูกาล เขาก็พบว่า การปรับตัว และการเล่นให้ มาร์กเซย มันไม่มีความสุขเอาเสียเลย ลิซ่า เลยติดต่อกลับไปยัง อูลี่ เฮอเนสส์ ผู้บริหารคนเก่งของ บาเยิร์น ทำให้ บาเยิร์น ตัดสินใจคุยกับ มาร์กเซย และคว้าตัว ลิซาราซู กลับมายังมิวนิคอีกครั้ง เดิมที บาเยิร์น มีแผนเอาไว้ว่าแบ็กซ้ายคนใหม่ของทีมในอนาคตก็คือ ฟิลลิปป์ ลาห์ม ที่ปล่อยให้ สตุ๊ทการ์ท ยืมตัว 2 ปีจนเฉิดฉาย จะกลับมายังสโมสรในซัมเมอร์ปี 2005 การได้ ลิซาราซู คนคุ้นเคยกลับมาช่วยทีมอีกอย่างน้อยครึ่งฤดูกาล ก่อน ลาห์ม จะกลับมาจากยืมตัว ก็เป็นความคิดที่ดี ลิซาราซู เลยเซ็นสัญญาระยะสั้น 6 เดือนกับ บาเยิร์น จนถึงจบฤดูกาล 2004/05 ปัญหาก็คือ ตอนที่ ลิซาราซู ย้ายออกไปในซัมเมอร์ 2004 บาเยิร์น ก็คว้าตัว ลูซิโอ เซนเตอร์แบ็กชาวบราซิลมาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น แล้ว ลูซิโอ ก็ขอเบอร์ 3 ที่ว่างอยู่พอดี ไปสวมใส่ เมื่อ ลิซาราซู กลับมาเบอร์ 3 ของเขาก็ไม่ว่างซะแล้ว ทำให้ต้องเลือกเบอร์อื่นแทน คิดไปคิดมา ลิซาราซู ก็ขอเลือกเบอร์ 69 นี่แหละ เหตุผลไม่ใช่เป็นเรื่องทะลึ่ง 18+ แต่อย่างใด แต่มันเป็นเพราะความบังเอิญที่ว่า เขาเกิดในปี 1969, สูง 169 เซนติเมตร และน้ำหนัก 69 กิโลกรัม นั่นทำให้ ลิซาราซู กลายเป็นเจ้าของเสื้อเบอร์ 69 ที่ บาเยิร์น มิวนิค ย้ายมาแล้วก็ลงเล่นไป 19 นัดในทุกรายการช่วงครึ่งซีซั่นนั้น ได้แชมป์บุนเดสลีกา ควบ เดเอฟเบ โพคาล โดยเขาเป็นตัวจริงในนัดจริง เดเอฟเบ โพคาล นี่ด้วย ภาพที่ ลิซาราซู ฉลองแชมป์กับบาเยิร์น ด้านหลังเสื้อปักหมายเลข 69 เลยเป็นภาพจำของแฟนๆ ไปโดยปริยาย หลังจบฤดูกาลนั้น บาเยิร์น พอใจกับผลงานของลิซาราซูมาก ก็เลยต่อสัญญากันไปอีก 1 ปี แต่ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ เขาเป็นตัวสำรองมากกว่าตัวจริง เนื่องจาก ฟิลิปป์ ลาห์ม กลับมาแล้ว แม้จะเป็นตัวสำรองส่วนใหญ่ แต่ ลิซาราซู ก็ยังลงเล่นให้ บาเยิร์น ไปถึง 27 นัดในฤดูกาล 2005/06 ช่วยทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อีกครั้ง บิเซนเต้ ลิซาราซู หมดสัญญากับ บาเยิร์น ในซัมเมอร์ปี 2006 เขาเลยตัดสินใจแขวนสตั๊ดทันทีหลังจบฤดูกาลนั้นด้วยวัยย่าง 37 ปี นี่คือนักเตะระดับท็อปเทียร์ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเสื้อเบอร์ 69 อย่างแท้จริง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117