breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" โกล์ผีมือสังหารจุดโทษ "

ดูเหมือนว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะมีปัญหายามเจอสถานการณ์ลูกจุดโทษ ล่าสุดพ่ายมิดเดิลสโบรช์ ตกรอบเอฟเอ คัพ แบบงงๆ ทั้งที่มีโอกาสยิงนับไม่ถ้วนระหว่าง 120 นาที แถมมาเสียประตูชนิดที่เรียกได้ว่าโชคร้าย ย้อนไปปลายฤดูกาลที่แล้ว โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อนำทีมชวดแชมป์ ยูโรปา ลีก เพราะพ่ายจุดโทษให้กับ บียาร์เรอัล เกมนั้นทั้งสองทีมต่างยิงจุดโทษได้ดีมาตลอด มันไม่น่าเชื่อที่ลงเอย ต้องมาตัดสินกันคนที่ 11 คือผู้รักษาประตู ดาบิด เด เคอา ไม่มีวันรู้เลยว่าเขาจะต้องมารับหน้าที่นี้ เป็นคนยิงจุดโทษเสียเอง และเขาพลาด! ในประวัติศาสตร์ฟุตบอล มีผู้รักษาประตูหลายคนที่ใช้เท้าได้ดี สามารถยิงจุดโทษได้แบบสบายๆ โดยเฉพาะพวกโกล์จากโปรตุเกส และชาติจากอเมริกาใต้ สมัยนี้พวก เอแดร์ซอน, อลิสซง เหล่าโกล์บราซิล มั่นใจในการเล่นด้วยเท้าของตัวเองมาก ย้อนไปสมัยก่อนเราต้องนึกถึง โฮเซ่ หลุยส์ ชิลาเวิร์ต, โรเจริโอ เชนี่, ฮอร์เก้ คัมโปส พวกนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นโกล์จอมยิงประตู เชื่อหรือไม่ว่า ครั้งหนึ่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองก็เคยมีผู้รักษาประตูจอมสังหารจุดโทษ ไม่ใช่ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล แต่ต้องย้อนไปไกลกว่านั้น และเขาก็คือ อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ นายทวารชุดแชมป์ยุโรปสมัยแรก 1968 ของทีมนั่นเอง สเต็ปนี่ย์ เกิดที่มิทแช่ม, เซอร์เรย์ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของลอนดอน) เขาได้รับการจับตาว่าเป็นนายทวารอายุน้อยพรสวรรค์ มาโด่งดังกับ มิลวอลล์ และเล่นให้มิลวอลล์จนถึงปี 1966 ก็โดนเชลซี ซื้อไปร่วมทีมด้วยค่าตัวสถิติโลกสำหรับผู้รักษาประตู 50,000 ปอนด์ ขณะที่อายุได้ 24 ปี คนที่ซื้อเขามาก็คือ ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ ที่ยังคุมเชลซี อยู่ในตอนนั้น และตั้งใจจะเอา สเต็ปนี่ย์ มาสลับเล่นกับมือกาวเบอร์ 1 ของทีมอย่าง ปีเตอร์ โบเน็ตติ ทว่าอยู่กับเชลซีได้แค่ไม่กี่เดือน เขาก็โดน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของแม็ทท์ บัสบี้ เซ็นไปในราคา 55,000 ปอนด์ เป็นสถิติโลกใหม่อีกครั้งสำหรับนายทวาร พอดีว่ามือ 1 ฮีโร่จากเหตุการณ์ที่มิวนิค อย่าง แฮร์รี่ เกร็กก์ อายุเริ่มเยอะ และมีอาการบาดเจ็บ ทำให้ สเต็ปนี่ย์ เข้ามายึดมือ 1 ในทีมปีศาจแดงได้ทันที เขากลายเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในช่วงพีคของบัสบี้ เบบส์ ทั้งแชมป์ลีกและแชมป์ยุโรปสมัยแรกดังกล่าว ทว่าหลังจากนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลง บัสบี้ อำลาตำแหน่ง ทีมที่เคยแกร่งก็เริ่มโรย และขาลง มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม วิลฟ์ แม็คกินเนสส์ โดนปลด บัสบี้ ลงมาคุมชั่วคราว, แฟรงค์ โอฟาร์เรลล์ แต่แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังไม่ค่อยฟื้น กระทั่งปลายปี 1972 แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ปลด แฟรงค์ โอฟาร์เรลล์ และแต่งตั้ง ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ เจ้านายเก่าของ สเต็ปนี่ย์ ที่เชลซี เข้ามาคุมทีม ผลงานปี 1972/73 แย่มาก จบอันดับ 18 อย่างที่บอกว่ามันถึงยุคผลัดใบแล้ว ตัวเก่งเดิมๆ ไปกันเกือบหมด ต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่ แต่อย่างน้อย สเต็ปนี่ย์ ในวัย 30-31 ก็ยังไว้ใจได้เหมือนเดิม ฤดูกาล 1973/74 เป็นปีที่สำคัญอีกปีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ รู้ดีว่าเขาเข้ามารับงานที่ต้องแก้ไขเยอะ เพราะทีมชุดนี้ ตัวเก่งเริ่มหมดสภาพ พวกดาวรุ่งก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ตัวทีเด็ดไม่มี เขาต้องเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จอร์จ เบสต์ เล่นเป็นปีสุดท้ายให้ทีมเพราะสภาพร่างกายไม่ได้ การใช้ชีวิตนอกสนามส่งผลต่อเขา แซมมี่ แม็คอิลรอย กองกลางยังอายุแค่ 20, แนวรุกอย่าง ไบรอัน คิดด์ ก็ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดี, เช่นเดียวกับ ลู มาคาริ และ วิลลี่ มอร์แกน พวกเขามีปัญหากับการทำประตูอย่างมาก และ ด็อคเคอร์ตี้ ก็ต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ นั่นก็คือ เขาแต่งตั้งให้ อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ เป็นมือสังหารจุดโทษของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด "คุณเริ่มพยายามทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นเมื่อคุณเจอปัญหา และนั่นคือเหตุผลที่ อเล็กซ์ ได้ยิงจุดโทษ เราเหมือนตกท้องร่องแล้วขึ้นมาไม่ได้ในขณะนั้น คุณคิดว่าชื่อเสียงของคุณจะถูกเล่าขานกันตลอดกาลว่าเป็นกุนซือที่ทำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกชั้น" ตั้งแต่เปิดฤดูกาลจนถึงช่วง 13 นัดแรก ใครจะรู้ว่า อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ คือดาวซัลโวของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาได้โอกาสยิงจุดโทษ 2 ครั้ง และไม่พลาดเลย ลูกแรกเกมแพ้เลสเตอร์ 1-2 ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ลูกที่สอง คือประตูชัย เปิดบ้านเฉือนเบอร์มิงแฮม 1-0 ! มันลากยาวจนมาถึงช่วงคริสต์มาส ที่นักเตะหลายคนมีสถิติเป็นดาวยิงร่วมกันที่ 2 ประตู นอกเหนือจาก สเต็ปนี่ย์ แล้วก็มี ลู มาคาริ, จอร์จ เบสต์, แซมมี่ แม็คอิลรอย, ไบรอัน คิดด์ ลงท้ายฤดูกาลนั้น ดาวยิงของแมนฯ ยูไนเต็ด มีสถิติแค่ 6 ประตูเท่านั้น มีด้วยกัน 2 คนคือ แม็คอิลรอย กับ มาคาริ ที่สำคัญ มันเป็นฤดูกาลที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบด้วยอันดับ 21 ตกชั้นลงสู่ ดิวิชั่น 2 ทว่ามันก็เป็นเหมือนการเริ่มต้นล้างไพ่ใหม่ สุดท้าย ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ ก็นำทีมเลื่อนชั้นกลับสู่ดิวิชั่น 1 อย่างรวดเร็วในปีต่อมา และเริ่มต้นทำผลงานได้อย่างสดชื่นอีกครั้ง จนกระทั่งพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ปี 1977 ด้วยการเอาชนะลิเวอร์พูลในนัดชิงชนะเลิศ 2-1 เป็นการยุติระยะเวลา 9 ปี ที่ไร้แชมป์ใดๆ มาครองลงได้สำเร็จ แน่นอน อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ ได้โอกาสลงเฝ้าเสาในนัดดังกล่าวนี้ด้วย! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ย้อนรอยคดีฉาว อดัม จอห์นสัน "

ท่ามกลางกระแสข่าวของ เมสัน กรีนวูด ที่ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับแฟนสาว ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมาก นักฟุตบอลอาชีพ รายได้ดี มีชื่อเสียง ยังหนุ่มยังแน่น แต่มีเรื่องฉาว จนมีสิทธิ์โดนลงโทษทางกฎหมายขั้นสูงสุด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักเตะระดับไฮโพรไฟล์จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องผู้หญิงจนไปไกลถึงกับการโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวมาสืบสวนสอบสวน ไม่กี่เดือนก่อนหน้า เบนฌาแม็ง เมนดี้ ของแมนฯ ซิตี้ ทีมร่วมเมืองก็โดนคดีข่มขืนหลายกระทง ทว่าที่โด่งดังติดคุกจริง ก็คือคดีของ อดัม จอห์นสัน เมื่อปี 2016 อดัม จอห์นสัน ถือเป็นปีกพรสวรรค์อนาคตไกล เขาเกิดที่ซันเดอร์แลนด์ มาดังกับมิดเดิลสโบรช์ กระทั่งแมนฯ ซิตี้ ซื้อมาร่วมทีมในปี 2009/10 ฟอร์มของ จอห์นสัน ดีถึงขนาดโดนเรียกตัวไปเล่นให้ทีมชาติอังกฤษอยู่หลายนัด เขาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของเรือใบชุดแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยแรก ปีต่อมา 2012/13 ถึงย้ายมายังทีมบ้านเกิดคือซันเดอร์แลนด์ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในพรีเมียร์ ลีก และมี มาร์ติน โอนีล คุมทีม เมื่อกลับบ้านมาเล่นให้ซันเดอร์แลนด์ เขาถือเป็นสตาร์ของทีม ทำผลงานสม่ำเสมอ แฟนบอลรักและชื่นชอบมาก ไม่มีใครรู้ว่า นอกจากสนามฟุตบอล อดัม จอห์นสัน มีความลับอะไรอยู่ จนกระทั่งเรื่องที่ว่านี้เกิดขึ้นมา ปี 2014 จอห์นสัน คบกับ สเตซี่ย์ ฟลาวน์เดอร์ส แฟนสาว ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกของทั้งคู่ ช่วงที่แฟนท้องนี่เอง จอห์นสัน เริ่มออกนอกลู่นอกทาง เพียงแต่คนที่เขาพยายามไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ดันเป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามกฎหมายของสหราชอาณาจักร กฎหมายของ UK ระบุว่าผู้ที่จะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองในการมีกิจกรรมเกี่ยวกับทางเพศ ต้องอายุ 16 ปีขึ้นไป ปลายปี 2014 มีแฟนบอลเป็นเด็กมัธยมปลาย Year10 หรือม.4 อายุเพิ่ง 15 หมาดๆ รายหนึ่ง เขาชื่นชอบในตัว อดัม จอห์นสัน อย่างมาก จึงแมสเซจไปหาทางเฟซบุค ปีกตัวเก่ง อายุ 27 ปีในเวลานั้น ก็ได้ตอบและพูดคุยกันตามปกติ ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันมากเข้า ก็เกิดการนัดพบโดยความต้องการของฝ่ายหญิงคืออยากได้เสื้อและลายเซ็นของจอห์นสัน ซึ่งเป็นขวัญใจในทีมแมวดำของเธอ เรื่องนี้ จอห์นสัน สารภาพในภายหลังว่าเมื่อเห็นรูปของแฟนบอลสาวแล้ว ดูโตกว่าวัย ทำให้เขารู้สึกสนใจ และดึงดูดใจสำหรับเขาจริง จึงทำเรื่องที่ผิดพลาดลงไป ข้อความที่พูดคุยกัน และเริ่มส่อแววจะเป็นเรื่องยุ่ง เกิดขึ้นในวันส่งท้ายปีเก่า วันที่ 31 ธันวาคม 2014 ซึ่งมีหลักฐานที่สื่ออังกฤษนำมาเปิดเผยดังนี้ จอห์นสัน : ‘เธออยู่ม.ปลายปีสุดท้ายหรือเปล่า?’ เด็กสาว : ‘ปี10 (ม.4)…คุณยังจะส่งเสื้อพร้อมลายเซ็นมาให้หนูมั้ย’ จอห์นสัน : ‘ส่งสิ ฉันจะส่งให้เธอตัวนึง หรือจะให้เซ็นเสื้อของเธอ แล้วแต่เธอเลย’ เด็กสาว : ‘ทั้งสองอย่างเลยถ้าคุณทำได้นะ’ จอห์นสัน : ‘ได้สิ ฉันทำให้ได้ ให้ฉันเซ็นเสื้อเธอวันเกมแข่งหรือมานัดเจอกันล่ะ? แล้วแต่เธอเลย’ เด็กสาว : ‘หนูยังไงก็ได้ โชคดีในเกมกับซิตี้นะคะ’ โปรแกรมแข่งในวันปีใหม่ของซันเดอร์แลนด์คือการไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ทีมเก่าของจอห์นสันเอง จากนั้นทั้งคู่ก็คุยกันเรื่องเกี่ยวกับแผนการฉลองวันขึ้นปีใหม่ และเด็กสาวบอกว่าเธอต้องอยู่ฉลองกับสมาชิกในครอบครัว จอห์นสัน : ‘เธอออกไปฉลองที่ไหน?’ เด็กสาว : ‘หนูยังอายุไม่ถึงจะออกไปเที่ยวน่ะ’ จอห์นสัน : ‘ฮ่าๆ แต่ว่านะเธอดูอายุถึงแล้วนะ เธอครบ 16 เมื่อไหร่?’ เด็กสาว : ‘เนี่ยคนพูดยังงี้ตลอดเลย ไม่มีใครเชื่อเวลาหนูบอกว่าหนูอายุ 15’ จากนั้นเด็กสาวบอกกับจอห์นสันว่าเธอจะครบ 16 ในเดือนพฤศจิกายน จอห์นสัน : ‘อีกนานเลยนะนั่น 555’ ต่อมา อดัม จอห์นสัน ก็ได้มอบเสื้อพร้อมลายเซ็นของเขาให้กับเด็กสาว วันที่ 14 มกราคม หลังจากทั้งคู่ได้เจอกันครั้งแรก ทั้งคู่ก็ส่งข้อความหากันอีก เด็กสาว : ‘ขอบคุณค่ะ’ จอห์นสัน : ‘เธอติดหนี้ฉันนะ ฉันว่าฉันต้องขอจูบขอบคุณสำหรับเสื้อนั่นหน่อย ฉันจะได้จูบขอบคุณนี่ ฉันว่าคุ้มค่าแน่นอนหละ ’ เด็กสาว : ‘ฮ่า ฮ่า มันคุ้มแหละ’ จอห์นสัน : ‘มั่นใจไม่เบานะเราเนี่ย? ฉันได้แค่จูบเหรอ?’ เด็กสาว : ‘อยู่ที่ว่ามีอะไรอย่างอื่นที่คุณอยากได้กันแน่’ จอห์นสัน : ‘ไม่รู้สิ มันขึ้นอยู่กับว่าเธอพร้อมขนาดไหน...มากกว่าจูบอีกสักหน่อยงี้’ เด็กสาว : ‘อย่างเช่น?’ จอห์นสัน : ‘อะไรที่มันได้อารมณ์สักหน่อย นี่ไม่ได้กดดันนะ 555 เออ อย่าลืมลบแมสเซจที่เราคุยกันอยู่ตลอดนะ’ ช่วงนั้น สเตซี่ย์ ฟลาวน์เดอร์ส แฟนสาวของ จอห์นสัน เพิ่งคลอดลูกคนแรกของทั้งคู่พอดี เป็นลูกสาวชื่อว่าอายล่า ผ่านมาถึงวันที่ 30 มกราคม 2015 คือวันเกิดเหตุ มันเกิดขึ้นในรถเรนจ์ โรเวอร์ส ของ อดัม จอห์นสัน ซึ่งจอดอยู่หลังร้านอาหารจีน เทคอเวย์ แห่งหนึ่ง โดยทั้งคู่ได้จูบกันและมีเหตุการณ์ที่ ต่างฝ่ายต่างเล่าไม่ตรงกัน เพราะตรงนี้มันส่งผลต่อโทษของ อดัม จอห์นสัน ในภายหลังอย่างมาก จอห์นสัน : ‘ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ?’ จอห์นสัน : ‘ฉันว่าคราวหน้าเราไปเบาะหลังดีกว่า มันกว้างนะ อยากถอดยีนส์เธอออก’ เด็กสาว : ‘คราวหน้าละกันนะ ฮ่า ฮ่า’ จอห์นสัน : ‘มันคงแค่ 10 วิแค่นั้นแหละ 555’ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง สเตซี่ย์ ฟลาวน์เดอร์ส แฟนสาวของ อดัม จอห์นสัน ก็ส่งรูปถ่ายลูกสาวที่เพิ่งคลอดของทั้งคู่มาให้ จอห์นสัน ตอบเพียง ‘ลูกน่ารักจริงๆ’ จอห์นสัน ไม่ได้ตอบกลับข้อความต่อจากนั้นของ สเตซี่ย์ เพราะเขากำลังยุ่งอยู่เด็กสาว ข้อความของสเตซี่ย์ที่ส่งมานั้นคือ.. ‘นี่คุณ ฉันจะพยายามไม่คิดแง่ลบกับคุณนะ จะพยายามเชื่อใจคุณมากขึ้น แต่ถ้าคุณทำอะไรโง่ๆ อยู่ละก็ ให้หยุดซะเดี๋ยวนี้ แล้วคิดถึงเรื่องของเรา มันน่าเสียดายที่คุณจะมาพังมันตอนนี้นะ ฉันอยากให้คู่เราไปกันรอด เพราะเราเป็นครอบครัวแล้วตอนนี้และเรามีอายล่า (ลูกสาว) แล้วด้วย’ หลังจากนั้นไม่นาน แฟนบอลเด็กสาวคนนี้ ซึ่งยอมรับว่าตัวเองก็เตรียมใจไว้แล้วว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งเธอก็ไม่ได้ขัดขืน เพียงแต่ตัวเธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด ในที่สุดก็อดทนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว เธอไปสารภาพกับพ่อแม่ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับ อดัม จอห์นสัน นั่นเองเป็นที่มาของการจับกุมและตั้งข้อหา เมื่อพ่อแม่ของเธอไปแจ้งตำรวจ เนื่องจากลูกสาวยังอายุไม่ครบ 16 ปี ยังไม่โตพอที่จะตัดสินใจเองได้เกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศตามข้อกฎหมาย วันที่ 2 มีนาคม 2015 ตำรวจก็จับกุม อดัม จอห์นสัน ในฐานะผู้ต้องสงสัยมีกิจกรรมทางเพศกับผู้เยาว์ ต่อมาในปลายเดือนเมษายน เขาก็ถูกตั้งข้อหา มีกิจกรรมทางเพศกับเด็กอายุไม่ถึง 16 ปี และข้อหาล่อล่วงเด็ก (Child Grooming) เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาในเดือนมิถุนายน ศาลมีคำสั่งไต่สวนพิจารณาคดีในเดือนกันยายน 2015 แต่ภายหลังถูกเลื่อนไปเป็นกุมภาพันธ์ 2016 ในช่วงแรกที่โดนจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในเดือนมีนาคม 2015 สโมสรสั่งแบนเขาออกจากทีมทันที แต่ภายหลังก็กลับมาลงเล่นได้อีกครั้ง ซึ่งเขาได้รับอนุญาตให้ประกันตัวออกมาได้ แซม อัลลาร์ไดซ์ เข้ามาคุมซันเดอร์แลนด์ในเดือนตุลาคม 2015 และยังคงใช้งาน จอห์นสัน ตามปกติ ต่อมา บิ๊กแซม โดนสังคมรุมประนามอย่างหนักเพราะใช้ผู้ต้องหาคดีที่สะเทือนต่อสังคมอย่างนี้ลงเล่น ทว่าอัลลาร์ไดซ์ ก็ออกมาอธิบายว่าเขาเข้ามารับงานภายหลังจากที่สโมสรได้มีการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับคดีว่า จอห์นสัน ได้รับทราบความผิด ตัวเขารู้แต่เพียงว่า จอห์นสัน ปฏิเสธข้อกล่าวหาเลยส่งลงเล่น วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2016 อดัม จอห์นสัน ลงเล่นให้กับซันเดอร์แลนด์ ในเกมเสมอลิเวอร์พูล 2-2 และเขาทำได้ 1 ประตูด้วย 4 วันต่อมาเขาเข้ารับฟังการไต่สวนพิจารณาคดี และยอมรับข้อกล่าวหา 2 กระทง คือ มีกิจกรรมทางเพศกับผู้เยาว์ และล่อล่วงผู้เยาว์ แต่ปฏิเสธอีก 2 ข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเพศที่รุนแรงกว่า เขายอมรับเพียงแค่จูบ แต่กิจกรรมที่รุนแรงกว่านั้น ตามที่เด็กสาวให้การคือเขาใช้มือในการลุกล้ำผู้เสียหาย (Digitally penetrate) และออรั่ล เซ็กซ์ ซึ่งหากผิด 2 กระทงนี้ด้วย นอนคุกยาวแน่นอน เด็กสาวให้การไว้อย่างนี้ "หนูจูบกับเขานานพอดูเลย เขาปลดกระดุมกางเกงหนู เขาใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะปลดได้" "เขาล้วงมือไปที่กางเกงของหนู เขาเริ่มไปที่กางเกงชั้นใน" "เขาถามว่าเมื่อไหร่หนูจะอายุครบ 16" "แม้ว่าหนูคาดเอาไว้แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น แต่หนูก็ยังช็อคอยู่ดีที่มันเกิดขึ้นจริงๆ หนูคือ หนูรู้นะว่าหนูทำสิ่งที่ผิด" "มันไม่ใช่ว่าหนูไม่อยากให้เกิดขึ้นหรืออะไรนะ หนูรู้แหละว่ามันผิด แต่หนูไม่ใช่คนที่จะสามารถปกปิดความผิดเอาไว้ได้" หลังจากถูกตัดสินว่าผิด 2 กระทงนี้ ซันเดอร์แลนด์ จัดการฉีกสัญญาของเขาทันที 1 วันให้หลังจากการพิจารณาคดี วันที่ 24 มีนาคม 2016 อดัม จอห์นสัน ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี แต่ได้รับการประกันตัวสั้นๆ ออกมาเพื่อกล่าวลากับลูกสาววัยแบเบาะของเขา ก่อนเข้าคุก มีคลิปที่ทาง เดอะ ซัน นำเปิดเผยในภายหลัง จอห์นสัน เอ่ยกับชายอีกคนในคุกโดยเขาเชื่อว่าโทษของเขารุนแรงเกินกว่าความผิด เพราะเขาเป็นคนมีชื่อเสียง หลังจากประพฤติตัวดีอยู่ในคุกอยู่ 3 ปี เขาก็ถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อปี 2019 เท่ากับชดใช้โทษเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เขาขายบ้านหลังเก่าของเขา ซึ่งมี เบน สโต๊คส์ นักคริกเก็ต ชื่อดังทีมชาติอังกฤษเข้ามาซื้อต่อ ระหว่างอยู่ในคุก เขาได้ใช้เงินที่มีสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมาด้วยงบ 2 ล้านปอนด์ ซึ่งเขาก็อยู่อาศัยในปัจจุบัน อดัม จอห์นสัน ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินแม้ว่าจะไม่ได้เตะบอลแล้วก็ตาม เพราะเขาไม่ใช่คนที่หรูหราฟู่ฟ่าเกินตัวนัก อีกทั้งตั้งแต่เป็นดาวรุ่งเขาเปิดบริษัทที่มีพ่อและแม่เขาคอยดูแล ลงทุนในหลากหลายธุรกิจโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ นั่นทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบาย หลังพ้นโทษ อย่างไรก็ตาม จากความผิดที่เขาได้ทำลงไป ทำให้ อดัม จอห์นสัน โดนตราหน้าว่าเป็นพวกโรคจิตใคร่เด็กไปตลอดชีวิตที่เหลือ แน่นอนว่าเส้นทางอาชีพการเป็นนักฟุตบอลของเขาก็จบลงไปในทันทีที่เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้วนั่นเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ความปวดหัวที่เชลซีของเลาดรุ๊ป "

พี่น้องเลาดรุ๊ป น่าจะเป็นคู่พี่น้องนักเตะที่เก่งทั้งคู่ ไม่ใช่เก่งแค่คนใดคนหนึ่ง ขณะที่ ไมเคิ่ล คนพี่ ถูกจัดอยู่ในระดับเวิลด์ คลาส ในช่วงเวลาของเขาและมีเส้นทางอาชีพที่มั่นคงประสบความสำเร็จชัดเจน มีความนิ่ง เป็นผู้ใหญ่กว่า ไบรอัน คนน้อง ดูเป็นเด็กมีพรสวรรค์ เล่นได้น่าตื่นตาตื่นใจ และถูกมองคุณค่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเส้นทางอาชีพของเขามันมีเรื่องให้ต้องปวดหัวเต็มไปหมด ภาพของ ไบรอัน ที่หลายคนทำได้ดีคือในฟร้องซ์ 98 เมื่อเขายิงตีเสมอบราซิล 2-2 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แล้วดีใจด้วยการสไลด์ตัวลงไปนอนเอกเขนกเอามือขึ้นมายันตรงคางเอาไว้อย่างสบายอารมณ์ ไบรอัน เลาดรุ๊ป ดังมากับบรอนด์บี้ ในเดนมาร์กบ้านเกิด แล้วย้ายมาเล่นในเยอรมันกับ ไบเออร์ อัวร์ดิงเง่น เพียงปีเดียวก็ย้ายไปเล่นให้ยักษ์ใหญ่ บาเยิร์น มิวนิค ในปี 1990 กับ บาเยิร์น เขาเข้าคู่กับ สตเฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก ซี้กันทั้งในและนอกสนาม แถมในปี 1992 ยังย้ายไปเล่นให้ ฟิออเรนติน่า พร้อมกันอีก ที่นี่เองปัญหาเริ่มเดินเข้าหาเขา ก่อนซีซั่นเริ่มเขาทะเลาะกับ เอ็ฟเฟ่นแบร์ก เพราะ เอ็ฟเฟ่ เอารถสปอร์ตของเขาไปซิ่งโดยไม่บอกสักคำตอนเขาไปพักร้อน ปีนั้น ฟิออเรนติน่า สตาร์เต็มทีมแต่ตกชั้นเฉยเลย! ไบรอัน โดนปล่อยให้ มิลาน ยืมตัวในปีต่อมา กระทั่งปี 1994 ในฐานะซูเปอร์สตาร์ที่เล่นในลีกใหญ่ ไบรอัน เลาดรุ๊ป ในวัย 25 ปี กลับเลือกย้ายไปเล่นให้ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ในสก็อตแลนด์ เรนเจอร์ส ยุคนั้น ถือเป็นทีมใหญ่ มาตรฐานของพวกเขาบนเวทียุโรป ดูดี แบรนด์แข็งแกร่งกว่าทุกวันนี้ แต่ลีกสก็อต ก็ยังถือว่าเป็นลีกรองอยู่ดี ที่นี่เอง ไบรอัน ได้เจอความสงบที่เขาต้องการ เขาเล่นให้กุนซืออย่าง วอลเตอร์ สมิธ เขามีอิสระในการเล่นเต็มที่ เมื่อมีบอลกับเท้า เขาทำให้แฟนบอลนั่งไม่ติดเก้าอี้ เรนเจอร์ส กวาดแชมป์มาตลอดจนกระทั่งในปี 1997/98 มันเป็นปีสุดท้ายในสัญญาของเขากับทีม พอเข้าเดือนมกราคม 1998 หมายความว่าเขาสามารถเจรจาย้ายทีมได้ล่วงหน้าแบบอิสระตามกฎบอสแมน เขาเริ่มคิดหนัก เพราะนักเตะหลายคนย้ายออก ทั้ง เอียน ดูร์แรนท์, สจ๊วร์ต แม็คคอลล์, ริชาร์ด เกาจ์, แอนดี้ โกแร่ม และที่สำคัญที่สุด วอลเตอร์ สมิธ กำลังอำลาตำแหน่ง "ตอนที่มีการประกาศว่า สมิธ จะอำลาสโมสรในตอนจบฤดูกาล หรืออย่างที่เขาพูดว่า 'ปลดอย่างสุภาพ' นับแต่นั้นสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไป" ไบรอัน เลาดรุป เล่าเหตุการณ์ "ผมรู้สึกเหมือนมันคือจุดสิ้นสุดของยุคนึง ถ้าเขายังอยู่กับเรนเจอร์ส ผมก็คงอยู่ต่อเช่นกัน แต่นักเตะหลายๆ คนก็ย้ายออก และสัญญาของผมก็กำลังจะหมดลง" "ผมยอมรับว่าผมไม่ได้ท็อปฟอร์มในฤดูกาลสุดท้ายนั้น ผมไม่มีข้อแก้ตัว แต่หนึ่งเหตุผลคือ มันทำให้ผมใช้เวลาไปนานมากในการตัดสินใจว่าจะเอาไงต่อดี" "อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องของการคิดถึงการย้ายทีมและต้องคิดถึงครอบครัวด้วย" "ผมสามารถเซ็นสัญญาล่วงหน้าได้เลยตั้งแต่เดือนมกราคมและผมได้คุยกับเอเยนต์เรื่องไปอเมริกา แต่หนังสือพิมพ์มารู้เรื่อง ผมเลยทิ้งแผนนี้ไป" สำหรับ ไบรอัน เขาเกลียดความไม่แน่นอน การทำอะไรที่ฉุกละหุกมันทำให้เขาเครียด หากเขาจะย้าย เขาต้องตัดสินใจเลย เพื่อจะได้รู้จุดหมายปลายทาง เพื่อจะได้จัดเตรียมหาที่อยู่อาศัย หาโรงเรียนให้ลูก เตรียมความพร้อมจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายเอาแค่ไม่กี่สัปดาห์ในช่วงซัมเมอร์ และอีกอย่าง เขาต้องไปลุยบอลโลก ฟร้องซ์ 98 กับ เดนมาร์กด้วย เวลายิ่งน้อยลงไปอีก หากทำอะไรให้เสร็จสิ้นไปซะ จะได้สบายใจ "จากนั้นเชลซีก็เข้ามา บางทีผมก็ทำให้ตัวเองกดดันด้วยกับการตัดสินใจนี้ การทำให้ทุกอย่างลุล่วงหมายถึงคุณต้องสามารถหาบ้าน, โรงเรียนให้ลูก และอื่นๆ ผมอยากให้มันราบรื่นไม่ฉุกละหุกเท่าที่จะเป็นไปได้" เชลซี ของประธานเคน เบตส์ ในตอนนั้นก็เป็นอีกทีมที่เข้ามาติดต่อ ไบรอัน เลาดรุ๊ป อย่างจริงจังตอนต้นปี 1998 จนในที่สุด เขาก็เลือกเชลซี แต่จังหวะชีวิตของ ไบรอัน มันไม่สมูธอย่างที่เขาคิดเอาไว้เลย เพราะปัญหาที่เขาเจอมันซับซ้อนอยู่เสมอ กล่าวคือ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 1998 เชลซี ตัดสินใจเปลี่ยนตัวกุนซือ เคน เบตส์ ปลด รุด กุลลิท ออกกลางคัน แล้วดันเอา จานลูก้า วิอัลลี่ ขึ้นมานั่งแท่นผู้เล่น/ผู้จัดการทีมแทน ปัญหาคือคนที่คุย โน้มน้าว ไบรอัน เลาดรุ๊ป มาตลอดคือกุลลิท แต่ในวันที่เขาเดินทางลงมาลอนดอนเพื่อคุยเรื่องสัญญา มันกลายเป็น วิอัลลี่ พอดิบพอดี เป็นช่วงก่อนวาเลนไทน์ปี 1998 แค่ไม่กี่วัน "บางที ผมน่าจะสังเกตเห็นสัญญานเสียก่อน เพราะมันมีเรื่องราวเกี่ยวพันทันทีในการประชุมจริงจังของผมกับสโมสร" "ผมบินไปลอนดอนเพื่อคุยกับ รุด กุลลิทซึ่งเป็นผู้จัดการทีมในตอนนั้น มีคนมารับผมที่สนามบิน แต่คนนั้นบอกผมว่าจะได้คุยกับ จานลูก้า วิอัลลี่ แทนเพราะเขาเป็นนักเตะ เขาจะสามารถบอกผมเรื่องเกี่ยวกับสโมสรและการอาศัยในลอนดอนได้ทั้งหมด" "ผมคิดว่ามันแปลก ยังไงก็ตาม ผมก็ไปประชุม และจิบเอสเปรสโซ่แก้วเล็กๆ กับวิอัลลี่ จากนั้น โคลิน ฮัทชินสัน ซึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของเชลซีก็บอกผมว่า วิอัลลี่ จะเป็นเจ้านายของผมถ้าผมเซ็นสัญญา เพราะเขาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งมาแทนกุลลิท ในวันนั้นพอดีเลย" "ผมแบบว่า 'อะไรนะ!?' ผมไม่รู้จะพูดยังไงเลย" "กระนั้น สถานการณ์ก็ดำเนินไป ผมเซ็นสัญญา แต่มาถึงจุดที่ผมรู้สึกว่าไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วหละ" ความรู้สึกกังวล คิดมากเรื่องอนาคต มันรบกวนจิตใจเขา จนส่งผลกระทบต่อฟอร์มในสนามฤดูกาลสุดท้ายกับ เรนเจอร์ส ก่อนฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 เริ่มตันไม่นาน เขาตัดสินใจไปคุยกับเชลซีตรงๆ เพื่อขอยกเลิกสัญญาได้ไหม เนื่องจากเขารู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อย่างไรก็ตาม โคลิน ฮัทชินสัน ยืนยันว่าหากเขาไม่ทำตามสัญญาทีเซ็นไว้ เห็นทีเรื่องนี้จะต้องขึ้นไปถึง ยูฟ่า และฟีฟ่า เป็นแน่ เชลซี มองว่าพวกเขาไม่อยากปล่อยนักเตะที่ยังขายได้ มีพรสวรรค์ในวัย 29 ปีไปแบบฟรีๆ (แม้จะเซ็นมาฟรีๆ ก็เถอะ) ในที่สุด เลาดรุ๊ป ก็ตัดใจ กลายเป็นนักเตะของเชลซี "ผมได้คุยกับเชลซี ก่อนฟุตบอลโลกในซัมเมอร์นั้นเพื่ออธิบายความรู้สึกของผม เข้าใจได้เลยพวกเขาไม่ได้มองแบบที่ผมมอง ตอนนั้น ผมตระหนักแล้วว่าผมได้จรดปากกาลงไปแล้วและต้องเดินหน้าต่อไปกับมัน" "ผมก็ทำแบบนั้น แต่การไปร่วมทีมเชลซีเป็นการตัดสินใจผิดสำหรับผม ผมรักเพื่อนนักเตะที่นั่นนะ แต่ผมเกลียดระบบโรเตชั่นที่พวกเขาใช้" จานลูก้า วิอัลลี่ เองก็เคยเป็นเหยื่อของโรเตชั่นที่ รุด กุลลิท ใช้ และเมื่อเขามาคุมทีมเอง วิอัลลี่ กลับโรเตชั่นไม่น้อยเช่นกัน บวกกับความรู้สึกอึดอัดที่มีแต่เดิม การบริหารงานของเชลซี ที่ดูไม่เข้าท่า ไม่มีความชัดเจนและแน่นอน ทำให้ ไบรอัน เลาดรุ๊ป ไม่มีความสุขกับการเล่นที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เลย เดือนพฤศจิกายน 1998 เชลซี บังเอิญเจอกับ โคเปนเฮเก้น ในรอบ 2 ของ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ โคเปนเฮเก้น มีเจ้าของเป็น พาร์เค่น สปอร์ต แอนด์ เอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ เจ้าของบริษัทนี้คือ เฟลมมิ่ง ออสเตอร์การ์ด นักธุรกิจรายนี้มีความทะเยอทะยานและต้องการดึงเอา ไบรอัน เลาดรุ๊ป กลับเดนมาร์ก มาเล่นให้พวกเขาให้ได้ ดังนั้นตลอด 2 เลก ที่เชลซี เตะกับโคเปนเฮเก้น ออสเตอร์การ์ด เลยใช้โอกาสนี้เจรจากับทางเชลซี เพื่อขอเซ็นกับ เลาดรุ๊ป ตลกร้ายตรงที่ ไบรอัน เลาดรุ๊ป อยู่กับเชลซี เขายิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้น และประตูดังกล่าว คือการบุกไปยิงใส่ โคเปนเฮเก้น ในเลกสอง ของรอบนี้เอง เป็นประตูชัย ประตูสำคัญที่ทำให้เชลซีได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป! หลังจากเจรจากัน ทั้งเชลซี และโคเปนเฮเก้น ก็มาได้บทสรุป ไบรอัน เลาดรุ๊ป สามารถย้ายทีมได้ สัญญาคือ โคเปนเฮเก้น จะจ่ายเงิน 400,000 ปอนด์ให้เชลซี โดยแบ่งจ่าย 3 งวด และจะให้เชลซี 4 ล้านปอนด์ในอนาคต หากว่า มีสโมสรอื่นมาซื้อไบรอัน เลาดรุ๊ป ในช่วงระยะเวลา 2 ปีครึ่งต่อจากนี้ สัญญาถูกเซ็นกันวันที่ 6 พฤศจิกายน ในแฟลตของ ไบรอัน ในกรุงลอนดอน อย่างไรก็ตาม ในสัญญาดังกล่าว มีเงื่อนไขที่ว่า เลาดรุ๊ป สามารถยกเลิกสัญญากับ โคเปนเฮเก้น เมื่อไหร่ก็ได้ ด้วยการที่ เฟลมมิ่ง ออสเตอร์การ์ด มายุ่มย่ามและสร้างความอึดอัดให้กับ เลาดรุ๊ป รวมถึงครั้งหนึ่งเขากลับไปเยี่ยมบรอนด์บี้ สโมสรแรกของเขา ซึ่งเป็นอริกับ โคเปนเฮเก้น มันทำให้แฟนบอลไม่พอใจ ความสัมพันธ์เริ่มแย่ สุดท้ายในหน้าร้อนปี 1999 เขาก็ขอยกเลิกสัญญากับทีม นั่นทำให้ สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของในตัวเขา กลับไปยังเชลซีอีกรอบ โคเปนเฮเก้น ยังค้างเงิน 2 งวด ที่ยังต้องจ่ายให้เชลซี พวกเขาเลยไม่จ่าย แต่เชลซีเอง ก็รีบขายเขาไปให้กับ อาแจ็กซ์ ทันทีในหน้าร้อนนั้น ค่าตัวตรงนี้ไม่มีการเปิดเผย แต่คาดกันว่าอยู่ที่ 2 ล้านยูโร โคเปนเฮเก้น กับเชลซี เลยขัดแย้งกัน ต้องมาคุยกันเรื่องเงินต่างๆ นาๆ สำหรับไบรอัน เลาดรุ๊ป เขาได้หายใจโล่ง เพราะมันเหมือนเขาต้องวนเวียนอยู่กับความไม่สบายใจมา 1 ปีเต็ม ลงเล่นได้ไม่เต็มที่ ผลงานก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อย่างที่บอกว่าสำหรับเขาแล้ว ต้องการอิสระและความสบายใจที่จะได้ลงสนาม เขาเลือกอาแจ็กซ์ เพราะมี ยาน วูเทอร์ส ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขาที่ บาเยิร์น มิวนิค คุมทีม วูเทอร์ส รู้ดีถึงวิธีการที่จะทำให้ ไบรอัน เค้นฟอร์มเก่งออกมา "ผมได้รับข้อเสนอจาก 15 สโมสร และผมรู้สึกว่าอาแจ็กซ์ เป็นสโมสรที่ใช่สำหรับผม" "ผมไม่สนุกกับการเล่นให้โคเปนเฮเก้น ผมมีปัญหาแบบเดียวกันนี้ที่เชลซี ผมไม่สามารถแสดงตัวตนของผมได้มากกว่า 70%เลย" ภายหลัง แกรม เลอ โซซ์ แบ็กซ้ายเชลซี ซึ่งแม้จะเล่นกับเลาดรุ๊ป แค่ช่วงสั้นๆ แต่ก็ยกเขาเป็นหนึ่งใน 11 นักเตะที่ดีที่สุดที่เคยเล่นด้วยเลย มันแสดงให้เห็นถึงฝีเท้าที่แท้จริงของเขา ฤดูกาล 1999/2000 ไบรอัน เลาดรุ๊ป เป็นกำลังหลักให้อาแจ็กซ์ เขายิงไป 13 ประตูจาก 31 ในเอเรดิวิซี่ และยิง 15 ประตูจาก 38 นัดในทุกรายการ เมื่อมองไล่ดูเส้นทางของ ไบรอัน เลาดรุ๊ป จะพบว่าเขามักตกอยู่ในสถานการณ์ที่ปัญหามันซับซ้อนเสมอ ไม่ใช่แค่ชั้นเดียว อีกทั้งตัวเขาเองก็มีส่วน โดยเฉพาะเรื่องสภาพจิตใจ เมื่อไหร่ที่ไม่สบายใจ ไม่มีความสุข มันจะส่งผลต่อฟอร์มในสนามอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาสุดท้ายก็มาถึงเมื่อจบปีแรกกับ อาแจ็กซ์ เขาได้รับบาดเจ็บ ทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นได้เต็มที่ในปีต่อมา ไบรอัน เลาดรุ๊ป ตัดสินใจประกาศแขวนสตั๊ดทันทีในปี 2000 ด้วยอายุเพียง 31 ปีเท่านั้น เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" พลิกล็อกระดับโลก "

หนึ่งในเกมที่พลิกล็อกที่สุดของวงการฟุตบอลเกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 1990 นัดเปิดทัวร์นาเมนต์ อาร์เจนติน่า เจ้าของแชมป์ปี 1986 ประเดิมทัวร์นาเมนต์เจอกับแคเมอรูน ทีมจากแอฟริกาที่เพิ่งผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ทีมฟ้าขาว นำมาโดยนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ณ ตอนนั้น ดีเอโก้ มาราโดน่า มาราโดน่า ในวัย 29 ปี กำลังอยูในช่วงพีคสุดขีด จบฤดูกาล 1989/90 เขาเพิ่งพา นาโปลี คว้าสคูเด็ตโต้ สมัยที่ 2 มาครองได้สำเร็จ และเป็นปีที่เขาทำประตูได้เยอะสุดในกัลโช่ ของตัวเองด้วย 16 ประตูจาก 28 นัด นอกจากเสือเตี้ย ดาวดังในทัพฟ้าขาวก็เต็มทีม อาเบล บัลโบ, เคลาดิโอ คานิกเกีย, โรเบร์โต้ เนสเตอร์ เซนซินี่ ก็เล่นในอิตาลี ยังมี ฮอร์เก้ บูร์รูชาก้า, เซร์คิโอ บาติสต้า, ออสการ์ รุจเจรี่ ที่ต่างเป็นตัวประสบการณ์ ส่วน "สิงโตทรหด" แคเมอรูน นักเตะของพวกเขาเล่นในลีกภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ กับพวกตัวมีชื่อ เล่นในลีกฝรั่งเศส ทว่านักเตะที่ดังที่สุดของพวกเขาคือ โรเจอร์ มิลล่า ในวัย 38 ปี ขณะนั้นเขาสังกัดทีม แซงต์ ปิแอร์รัวส์ ในเรอูนิยง มิลล่า เคยมาโด่งดังในฝรั่งเศสแล้ว เขาเล่นกับ โมนาโก, บาสเตียน, แซงต์ เอเตียน และ มงต์เปลลิเยร์ รวมแล้วเป็น 10 ปี เขาติดทีมชาติแคเมอรูนหนแรกมาตั้งแต่ปี 1973 พอปี 1988 ด้วยวัย 36 ปี เขาก็อำลาทีมชาติ อย่างไรก็ตามเมื่อมีฟุตบอลโลก 1990 ท่านประธานาธิบดีของประเทศ ปอล บีย่า ก็โทรไปหา มิลล่า ด้วยตัวเองให้กลับมาเล่นให้แคเมอรูนอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ตกลง นั่นทำให้เขาได้มาเล่นใน อิตาเลีย 90 ด้วย โรเจอร์ มิลล่า ออกสตาร์ทด้วยการเป็นตัวสำรองก่อน แต่เพื่อนๆ ร่วมทีมของเขาสู้สุดใจขาดดิ้น ภายใต้การคุมทีมของโค้ชชาวโซเวียต วาเลรี่ เนปอมนิอาชี่ วิธีการหยุดยั้งนักเตะทักษะดีของอาร์เจนติน่าคือ "เกมหนัก" นักเตะแคเมอรูน ไล่หวดแข้งอาร์เจนติน่า โดยเฉพาะ มาราโดน่า ที่โดนหนักเป็นพิเศษ แน่นอนว่าการเล่นแบบนี้สุ่มเสี่ยงต่อการโดนผู้ตัดสินแจกใบแดง และแล้วนาทีที่ 61 ใบแดงก็มาจนได้ อองเดร กาน่า บียิค โดนผู้ตัดสินไล่ออก แต่มันเป็นจังหวะที่่น่าถกเถียงไม่น้อย เพราะ บียิค โดนมองว่าไล่เหยียบเท้า เคลาดิโอ คานิกเกีย จากด้านหลัง แคเมอรูนเหลือ 10 คนดูจากสภาพแล้วไม่น่ารอด แต่พวกเขายังเล่นกันได้เหนียวแน่น โธมัส เอ็นโคโน่ นายด่านที่สังกัดเอสปันญ่อล คือหนึ่งในกุญแจสำคัญ เขามีทัวร์นาเมนต์ที่ยอดเยี่ยมมาก และผลงานของเขาไปประทับใจเด็กชายวัย 12 ขวบชาวอิตาลี ชาติเจ้าภาพเข้าอย่างจัง เด็กคนนั้นโตมามี เอ็นโคโน่ เป็นไอดอล และต้องการเล่นเป็นผู้รักษาประตู เด็กคนนั้นก็คือ จานลุยจิ บุฟฟ่อน นั่นเอง 10 คนของ แคเมอรูน มาได้ประตูออกนำในนาทีที่ 67 เมื่อพวกเขาได้ฟรีคิกทางซ้าย บอลเปิดเข้าไปโดนสกัดลอยโด่ง ฟรองซัวส์ โอมัม บียิก ได้เทกตัวโขกกดลงพื้น เนรี่ ปุมปิโด้ นายทวารอาร์เจนติน่า ตะปบบอลไม่อยู่ ทะลักเข้าประตูไปเหลือเชื่อ อาร์เจนติน่า บุกหนัก นาทีที่ 88 แคเมอรูน ต้องทำทุกทางเพื่อหยุดยั้งการพาบอลควบขึ้นมาของ เคลาดิโอ คานิกเกีย หนนี้เป็นเบนฌาแม็ง มาสแซ็ง ที่กระโดดใส่ทั้งตัว และแน่นอน มันเป็นใบแดง อย่างไรก็ตาม 9 คนของแคเมอรูน ก็สามารถยันสกอร์นำ 1-0 ไว้ได้จนจบเกม มันเป็นชัยชนะของทีมเล็กๆ จากแอฟริกาที่โดนมองข้าม ก่อนเกม นักเตะแคเมอรูนบางส่วน ไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับ อาร์เจนติน่า ที่มีมาราโดน่า อยู่หรือเปล่า แต่สุดท้ายพวกเขาทำได้ ยุคนั้น นักข่าว สื่อ คนนอก ไม่ได้มีข้อมูลให้ศึกษาได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ มันเลยเกิดคำถามจากสื่อยุโรป ที่ถามกับทีมแคเมอรูน เอาไว้อย่างไม่น่าเชื่อ "เราเกลียดมากเมื่อพวกนักข่าวยุโรปถามเราว่า เรากินลิงอยู่ไหม หรือใช้หมอผีหรือเปล่า? เราเป็นนักฟุตบอลที่แท้จริง และเราพิสูจน์ให้เห็นแล้วคืนนี้" "ไม่มีใครคิดว่าเราจะทำอะไรในเกมนี้เมื่อเจอกับมาราโดน่าได้ แต่เรารู้ว่าเราทำได้" ฟรองซัวส์ โอมัม บียิก ฮีโร่ผู้พังประตูชัยกล่าว มีการพูดถึงการเล่นแรงของนักเตะแคเมอรูน เซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ ซึ่งนั่งเป็นเลขานุการของฟีฟ่า ถึงกับออกมาแสดงความผิดหวังการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน อย่างไรก็ตาม คนที่มีน้ำใจนักกีฬาที่สุด หาใช่ใครไม่ แต่เป็น "เสือเตี้ย" มาราโดน่า นั่นเอง "ผมไม่คิดว่าพวกเขามีเจตนาที่จะอัดเราให้เจ็บเพื่อชนะเกมหรอก ผมไม่สามารถเถียงได้ และผมไม่สามารถหาข้ออ้างได้ ถ้าแคเมอรูนชนะ มันเป็นเพราะพวกเขาคือทีมที่ดีกว่า" ไม่เพียงเท่านั้น มาราโดน่า ยังปล่อยมุก กระทบชิ่งไปถึงคนอิตาเลี่ยนเจ้าภาพอีกต่างหาก "ผมเป็นคนรักษาการเหยียดผิวของชาวอิตาเลี่ยนนะ เพราะทั้งสนามตะโกนเชียร์แคเมอรูนใหญ่เลย มันดีใช่ไหมล่ะ?" ที่มาราโดน่า เอ่ยแบบนั้นก็เพราะเกมนี้เตะที่ ซาน ชิโร่ ซึ่งในการชิงชัยสคูเด็ตโต้ ฤดูกาลที่เพิ่งจบไป นาโปลี ของเขาเบียดเข้าป้ายเป็นแชมป์ ด้วยการมีแต้มมากกว่า เอซี มิลาน 2 คะแนน นั่นหมายความว่า อาร์เจนติน่าของ มาราโดน่า คือคู่แข่งของแฟนบอลส่วนใหญ่ในสนามวันนั้นนั่นเอง ในเกมต่อมา อาร์เจนติน่า เอาชนะโซเวียต 2-0 และเสมอโรมาเนีย 1-1 เข้ารอบไปได้ ขณะที่ แคเมอรูน ก็เอาชนะโรมาเนีย 2-1 จากการเหมา 2 ประตูของ โรเจอร์ มิลล่า ที่ลงมาเป็นตัวสำรองอีกครั้ง และนั่นทำให้เขาเป็นนักเตะอายุเยอะสุดที่ทำประตูได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ด้วยวัย 38 ปี แม้ว่าเกมสุดท้าย แคเมอรูน จะแพ้โซเวียต 4-0 แต่แต้มก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาเข้ารอบเป็นแชมป์กลุ่ม ทีมหมอผีแคเมอรูน หรือฉายาจริง สิงโตทรหด ยังได้ผลงานของ โรเจอร์ มิลล่า ที่ทำคนเดียวอีก 2 ประตูในการต่อเวลาพิเศษ เอาชนะโคลอมเบียไป 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย มันน่าเสียดายตรงที่เกมรอบ 8 ทีมพวกเขาไปถึงต่อเวลาอีกครั้ง แต่หนนี้ โดนทีเด็ดของ แกรี่ ลินิเกอร์ ยิงจุดโทษให้อังกฤษเอาชนะไป 3-2 ส่วนอาร์เจนติน่า พวกเขามีเกมที่เป็นรองบราซิลในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ทีเด็ดของ มาราโดน่า และ คานิกเกีย ก็พลิกสถานการณ์ให้พวกเขาเอาชนะไป1-0 จากนั้นก็ดวลจุดโทษชนะ ยูโกสลาเวีย และเจ้าภาพอิตาลี ทั้ง 2 รอบ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าพวกเขาโดนเยอรมันตะวันตกล้างแค้น จบเพียงรองแชมป์เท่านั้น สำหรับ โรเจอร์ มิลล่า จากที่เลิกเล่นทีมชาติไปแล้ว โดนขอให้กลับมาช่วยชาติ เขาก็ยังเล่นต่อแม้จะจบฟุตบอลโลก 1990 ไปแล้ว โรเจอร์ มิลล่า มาสร้างชื่ออีกครั้งในฟุตบอลโลก 4 ปีต่อมาใน USA94 เขาทำประตูให้แคเมอรูนได้ ในเกมแพ้รัสเซีย 1-6 นั่นทำให้เขาทำลายสถิติของตัวเอง กลายเป็นนักเตะที่อายุเยอะสุดที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (เพิ่งโดน ฟาริด มอนดราก้อน ของโคลอมเบียทำลายในปี 2018) และเป็นนักเตะอายุเยอะสุดที่ทำประตูได้ด้วยวัย 42 ปี เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ตำนานแซมบ้าที่วิลล่า พาร์ค "

ตอนนี้ แอสตัน วิลล่า กำลังมือขึ้นสุดๆ เพิ่งเซ็นสัญญา คัลลั่ม แชมเบอร์ส ปราการหลังอาร์เซน่อลมาร่วมทีมอีกราย ภายใต้การนำของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด พวกเขาได้ตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มาแบบยืมตัว และทำให้แฟนวิลล่าตื่นเต้นกันมากๆ แอสตัน วิลล่า นิวส์ ซึ่งเป็นทวิตเตอร์ข่าวที่ได้รับการรับรองจากทางทวิตเตอร์ (verified account) เพิ่งออกมาทวีตรูป เปเล่ ราชาลูกหนังโลกในสีเสื้อขาวของสโมสรซานโต๊ส พร้อมกับแคปชั่นว่า "นักเตะบราซิลที่เก่งที่สุดอันดับ 2 ที่เคยเล่นในวิลล่า พาร์ค" พวกเขากำลังจะสื่อว่า คูตินโญ่ คือนักเตะบราซิเลี่ยนที่เก่งที่สุด และคูตี้ ก็เล่นที่วิลล่า พาร์ค คำถามต่อมาไม่ใช่ว่า เปเล่ กับ คูตี้ ใครเก่งกว่ากัน เพราะ เปเล่ ขึ้นชั้นตำนานไปแล้ว เพียงแต่ทวิตเตอร์ดังกล่าว ทวีตให้อมยิ้มและอยู่ในช่วงคลั่งรัก คูตี้ เพียงแค่นั้น คำถามจริงๆ ก็คือว่า แล้ว เปเล่ เคยมาเล่นที่ วิลล่า พาร์ค จริงหรือ? คำตอบคือ .. จริง เปเล่ และนักเตะซานโต๊ส ทั้งชุดเคยมาเล่นเกมกระชับมิตรที่ วิลล่า พาร์ค มาแล้วเมื่อวันที่ 21กุมภาพันธ์ 1972 ฤดูกาล 1971/72 เป็นช่วงย่ำแย่ของ วิลล่า พวกเขาตกจาก ดิวิชั่น 2 ลงมาเล่นใน ดิวิชั่น 3 แต่แน่นอนว่ามาตรฐานของวิลล่า เหนือกว่าทุกทีมใน ดิวิชั่น 3 พวกเขาจึงเดินหน้าไล่ล่าแชมป์ดิวิชั่น 3 เพื่อเลื่อนชั้นกลับขึ้นไปโดยไว หลังเกมเสมอแบล็คเบิร์น 1-1 พวกเขาก็มีโปรแกรมกระชับมิตรนัดสำคัญ เป็นการเชิญทีมดังจากบราซิลอย่างซานโต๊สที่นำโดย เปเล่ มาเตะเกมกระชับมิตร นัดนั้นวิลล่า ตื่นเต้นมากเตรียมตัวอย่างดี เพราะพวกเขาเองก็ต้องควักเงินถึง 18,000 ปอนด์ เพื่อเป็นค่าจ้างให้กับทางซานโต๊ส ช่วงทศวรรษที่ 60 ถึงต้น 70s ซานโต๊ส คือทีมใหญ่ที่ประสบความสำเร็จสุดๆ ในบราซิล พวกเขามักเดินทางไปตระเวนยุโรป เพื่อลงเตะอุ่นเครื่องกับทีมต่างๆ หาเงิน ทำนองเดียวกับทีมชาติบราซิลทัวร์ ที่ยังมีอยู่ในปัจจุบัน ใครอยากเอาทีมชาติบราซิลไปเตะ ก็จ้างมา พร้อมไปให้ เพราะทั้งโลกยกย่องและอยากเห็นฝีเท้าลีลาแซมบ้า "ผมจำได้น้อยมากๆ เกี่ยวกับเกมนัดนั้น ซานโต๊ส เคยตระเวนไปทั่วโลก เราจะลงเตะ 2-3 เกมต่อปีในอังกฤษจากนั้นก็มีในเยอรมัน, อิตาลี...." เปเล่ ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น เขายอมรับว่าจำอะไรไม่ได้มากนัก ทว่าหลักฐานที่เป็นประจักษ์ได้อย่างดีคือข่าวที่ลงไว้ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้ง The Sun และหนังสือพิมพ์ประจำเมืองเบอร์มิงแฮมเองอย่าง The Birmingham Post นักข่าว เจฟฟ์ ฟาร์เมอร์ แห่ง เดอะ เบอร์มิงแฮม โพสต์ รายงานไว้อย่างน่าดูชมถึงการต้อนรับที่มีต่อเปเล่ เพราะขณะนั้น แม้ในวัย 32 ปี เขายังถูกยกย่องให้เป็นเบอร์ 1 ของโลก ใครๆ ก็อยากมาชมลีลาเท้าไฟของ เปเล่ "เดอะ คิง" หรือในภาษาโปรตุกีส "โอ ไร - O Rei" วิลล่า ลงทุนซื้อเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ราคา 5,000 ปอนด์มาใหม่ เพื่อให้แสงสปอตไลท์มันสว่างพอในเกมวันนั้น และเผื่อใช้ในการข้างหน้าด้วย และเงินจ้างซานโต๊สอีก 18,000 ปอนด์ ถามว่ามันจะคุ้มหรือไม่ คำตอบก็คือ แฟนบอลเข้ามาในสนามมากถึง 54,437 คน และทั้งที่คิดราคาค่าตั๋วสมัยนั้นคนละเพียง 70 เพนนี ก็ยังได้เงินมากถึง 35,000 ปอนด์เลยทีเดียว ในจำนวนนี้ ไม่ได้มีแค่แฟนบอลวิลล่า เพราะแม้แต่แฟนบอลเบอร์มิงแฮม อริร่วมเมืองก็ยอมซื้อตั๋วเข้าชม เพราะอยากเห็น เปเล่ ลงสนาม นี่เป็นสถิติค่าตั๋วที่เก็บได้มากสุดของ แอสตัน วิลล่า ณ เวลานั้น โดยสถิติเดิมเป็นเกมที่พวกเขาเปิดบ้านเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมรอบรองชนะเลิศ ลีก คัพ ในปีก่อนหน้าเก็บได้ 28,000 ปอนด์ เกมนี้ แฟนบอลยังเข้ามาในสนามได้ไม่ครบเลย ประตูแรกก็มาแล้ว แพ็ท แม็คมาน โขกลูกเตะมุมของ เรย์ เกรย์ดอน ให้ วิลล่า ออกนำตั้งแต่ 5 นาทีแรก เปเล่ เล่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ลีลาการเลี้ยงบอล ทักษะและความพลิ้วของเขาสร้างความฮือฮาต่อหน้าแฟนบอลกว่า 5 หมื่นคนในวันนั้น ลูกยิงเขาโดนปัดโดย จิม คูมบ์ส นายทวารวิลล่า ครึ่งหลังนาทีที่ 60 วิลล่า หนีห่างไป 2-0 จากจุดโทษที่ บรูซ ริอ็อค โดนทำฟาวล์ และเรย์ เกรย์ดอน สังหารเข้าไป ทว่าประตูสุดสวยของเกมมาจาก เอดู กองหน้าวัย 23 ของซานโต๊ส เขายิงโค้งด้วยเท้าขวาจากระยะ 25 หลา บอลเลี้ยวเหมือนลูกกล้วย (บานาน่า ช็อต) แล้วมุดคงเสียบโคนเสาขวามือเข้าไปให้สกอร์มาเป็น 1-2 ทว่านั่นก็เป็นประตูสุดท้ายของเกม มันลงเอยด้วยชัยชนะของ แอสตัน วิลล่า ที่มีเหนือ ซานโต๊ส 2-1 ทุกฝ่ายแฮปปี้ ซานโต๊ส จบอีกหนึ่งเกมตระเวนทัวร์ สร้างความสุขให้แฟนๆ วิลล่า ได้ลับแข้งกับทีมชั้นยอด และได้กำไรจากการจัดศึกใหญ่ครั้งนี้ แน่นอนแฟนบอลแฮปปี้ที่สุด เพราะได้ชมเกมที่ดี และเห็นฟอร์มของนักเตะเบอร์ 1 โลกแบบสดๆ ต่อหน้าต่อตาตัวเอง จบฤดูกาลนั้น วิลล่า เป็นแชมป์ดิวิชั่น 3 พวกเขาเลื่อนชั้นสู่ ดิวิชั่น 2 ได้ตามเป้า และภายใน 3 ปี ก็คัมแบ็กสู่ ดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดได้อีกครั้ง หลังจากคัมแบ็กสู่ ดิวิชั่น 1 ได้ 7 ปี วิลล่า ก็สร้างตำนานด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ส่วน ซานโต๊ส และเปเล่ ก็ยังคงตระเวนเตะไปทั่วโลกในช่วงเวลาดังกล่าว กระทั่งปี 1974 ในวัย 34 ปี เปเล่ ก็ย้ายออกจากบราซิลเป็นครั้งแรก ไปปิดท้ายอาชีพนักเตะกับ นิว ยอร์ค คอสมอส สโมสรในซอคเก้อร์ ลีก สหรัฐอเมริกา "มันเป็นความพึงพอใจของผมเสมอเมื่อได้ไปยังอังกฤษ ผมมีเพื่อนหลายคนที่นั่น ผมเดินทางไปที่นั่นปีละ 2-3 ครั้ง" "แต่ผมไม่ได้ไปเบอร์มิงแฮม มานานมากแล้ว" "มันคงจะเป็นค่ำคืนพิเศษ ที่ได้พบปะแฟนๆ และได้คุยเกี่ยวกับชีวิตของผม อาชีพของผม เพื่อมอบบางสิ่งให้กับคนยุคใหม่" เปเล่ ทิ้งท้าย ครั้งหนึ่ง แฟนบอลวิลล่า ก็ได้เห็นนักเตะเบอร์ 1 โลก นักเตะบราซิลที่ยิ่งใหญ่สุดตลอดกาล ลงเล่นที่ วิลล่า พาร์ค แม้ว่านักเตะคนนั้นจะเล่นให้กับทีมตรงข้ามกับ แอสตัน วิลล่า ก็ตามที เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" การโดนปลดสุดฉาว "

เคลาดิโอ รานิเอรี่ ไม่รอด เขาโดนวัตฟอร์ดสั่งปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเป็นที่เรียบร้อยหลังความพ่ายแพ้ต่อนอริช ทีมหนีตายด้วยกัน 0-3 เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา การคัมแบ็กกลับสู่พรีเมียร์ ลีก หนนี้สำหรับ รานิเอรี่ ไม่สวยงามเอาเลย ไม่สามารถฉุดกระชากฟอร์มของแตนอาละวาดให้อยู่เหนือโซนแดงได้ จะมีก็แค่ 2 ชัยชนะสุดเหลือเชื่อที่ทีมเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม พอทำให้แฟนบอลจดจำ นั่นคือการพลิกรัวชนะเอฟเวอร์ตัน 5-2 และเกมถล่มแมนฯ ยูไนเต็ด ที่กำลังสติหลุดไป 4-1 เป็นเหตุให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ โดนเด้ง ผลงานของ รานิเอรี่ ทั้งหมด 12 นัด ชนะแค่ 2 นัดนี้ เสมอ 1 ที่เหลืออีก 9 นัดแพ้รวด ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะต่อให้ผลงานไม่ถึงกับแย่ ก็ใช่ว่าจะอยู่รอดปลอดภัยในยุคที่มี จิโน่ ปอซโซ่ เป็นเจ้าของทีม เศรษฐีอิตาเลี่ยนรายนี้ขึ้นชื่อเรื่องการปลดกุนซืออยู่แล้ว นับแต่ปี 2014 ที่เทคโอเวอร์เป็นเจ้าของสโมสรแบบเต็มตัว เขาก็ปลด "ย็อคก้า" สลาวิซ่า โยคาโนวิช ที่พาทีมเลื่อนชั้นดื้อๆ ตลอด 7-8 ปีมานี้ วัตฟอร์ดใช้กุนซือเปลืองมาก กีเก้ ซานเชซ ฟลอเรส, วอลเตอร์ มาซซารี่, มาร์โก ซิลวา, ฆาบี กราเซีย, กีเก้ ฟลอเรส (รอบ 2) ไนเจล เพียร์สัน, วลาดิเมียร์ อีวิช, ซิสโก้ มูนญอซ และล่าสุดรานิเอรี่ ผู้จัดการทีมส่วนใหญ่ โดนปลดด้วยเหตุผลในสนาม คือทำผลงานไม่เป็นไปตามเป้า จะมีบ้างที่เป็นเหตุผลส่วนตัว และหนึ่งในการโดนปลดที่ทำให้วงการฟุตบอลอึ้งกันมากที่สุดในเวลานั้น คือเคสของ คริสโตฟ เดาม์ คริสโตฟ เดาม์ คือเทรนเนอร์เยอรมันที่มีชื่อเสียงในยุค 90s สมัยเป็นนักเตะก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร เล่นให้ทีมสำรองของโคโลญจน์ กระทั่งปี 1986 ก็ผันตัวมาเป็นโค้ช ทีมแรกที่คุมก็คือ โคโลญจน์ชุดใหญ่ ขณะนั้นเขาอายุได้ 33 ปี ในปี 1990 เขาโดนสั่งปลด จึงมาคุมทีมม้าขาว สตุ๊ทการ์ท และจุดเริ่มต้นของเขาก็เริ่มที่สตุ๊ทการ์ทนี่เอง เขานำทีมม้าขาวคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ในฤดูกาล 1991/92 ด้วยวัยเพียง 39 ปีเท่านั้น แต่ในปีต่อมา ผลงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง บวกกับการไป "ลั่น" ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1992/93 รอบแรกที่เจอกับลีดส์ เมื่อส่งนักเตะต่างชาติลงสนามไปเกินโควต้า ทำให้โดนปรับแพ้ 0-3 จบปี 1993 ก็โดนสตุ๊ทการ์ทสั่งปลด เดาม์ บินไปเลียแผลใจด้วยการคุมเบซิคตัส ในตุรกีอยู่ 2 ปี ได้แชมป์ลีก 1 สมัย จึงคัมแบ็กกลับเยอรมัน เริ่มต้นคุม ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 1996 มาหนนี้ เดาม์ ในวัย 43 ปี ก็เริ่มตกผลึกทางฟุตบอลมากขึ้น เขาเป็นคนทำบอลเกมรุก เล่นสนุก เขานำห้างยาได้รองแชมป์ถึง 3 จาก 4 ปี อีกปีได้อันดับ 3 โดย เดาม์ ได้มีส่วนในฉากจบที่ดราม่าที่สุดครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอลเยอรมัน ฤดูกาล 1999/2000 ผลงานของ เลเวอร์คูเซ่น ดีมาก นำเป็นจ่าฝูงจนมาถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล พวกเขามีแต้มนำบาเยิร์น มิวนิค 3 คะแนน ขอเพียงไม่แพ้ เลเวอร์คูเซ่น จะเป็นแชมป์บุนเดสลีกาทันที โดยไม่ต้องสนผลของบาเยิร์นเลย ปรากฏว่า บาเยิร์น เอาชนะเบรเมน 3-1 แต่ เลเวอร์คูเซ่น เองดันพลาดท่าพ่าย อุนเทอร์ฮัคคิ่ง ทีมอันดับ 11 แบบดื้อๆ 0-2 จบด้วยการมี 73 แต้มเท่ากันแต่ เสือใต้เป็นแชมป์เพราะผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า! ถึงอย่างนั้น ผลงานของ เดาม์ ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสไตล์การเล่นที่น่าสนใจ ในที่สุด เดเอฟเบ ก็มีการเจรจาว่าเขาจะขึ้นไปรับงานคุมทีมชาติเยอรมัน ในเดือนกรกฎาคม 2001 หลังจากตกรอบ ยูโร 2000 แบบหมดสภาพ เดเอฟเบ ปลด เอริค ริบเบ็ค ทันที รูดี้ โฟลเลอร์ ถูกตั้งขึ้นมาคุมทีมแม้จะไร้ประสบการณ์ โดยตอนนั้น "เป็ดน้อย" ขอรับงานแค่ชั่วคราว เพราะเขาเองนั่งแท่นผู้อำนวยการกีฬาของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น อยู่ด้วย โฟลเลอร์ และทีมห้างยา ไม่อยากให้ เดเอฟเบ เอาคริสโตฟ เดาม์ ไปคุมทีมในทันทีในปี 2000 เพราะอยากให้อยู่คุม ช่วยสโมสรไปก่อนอีก 1 ปี เลยทำสัญญากับ เดเอฟเบ ล่วงหน้าว่าขอเป็นปี 2001 ก็แล้วกัน ทุกอย่างลงล็อกหมด รอเพียงเวลาเท่านั้น เมื่อถึงปี 2001 โฟลเลอร์ จะก้าวลงจากตำแหน่งบุนเดสเทรนเนอร์ และ เดาม์ จะเข้าไปเสียบแทนในการคุมทีมชาติเยอรมัน ปัญหามาเกิดในเดือนตุลาคม 2000 เมื่อสื่อมีการปูดว่า คริสโตฟ เดาม์ ได้ไปพัวพันกับปาร์ตี้เซ็กซ์ที่มีการเสพโคเคนอยู่ด้วย ทำให้เกิดกระแสข้อสงสัยขึ้นมาทันที เดาม์ พยายามลดกระแส ด้วยการปฏิเสธเรื่องเสพยา เขาให้เอาเส้นผมของเขาไปตรวจหาสารเสพติดได้เลย แต่ผลออกมาเป็นบวก ! เขายังปฏิเสธด้วยการบอกว่านั่นไม่ใช่ผมของเขา อย่างไรก็ตาม ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นลบอย่างหนักทำให้ เดเอฟเบ ตัดสินใจฉีกข้อตกลงที่จะเอาเขามาคุมทีมชาติทันที แกร์ฮาร์ด ไมเยอร์-ฟอร์เฟลเดอร์ รองประธานเดเอฟเบ ในขณะนั้นออกมาแถลงข่าวว่า "คริสโตฟ เดาม์ จะไม่ได้เป็นเฮดโค้ชทีมชาติเยอรมัน" รูดี้ โฟลเลอร์ ซึ่งจริงๆ ซี้กับ เดาม์ มาก ออกมาแสดงความเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น "ผมต้องบอกว่าผมไม่ได้รู้สึกดีเท่าไหร่เลยคืนนี้ เราต่างช็อคกันทุกคน แต่เรายังต้องเล่นฟุตบอลต่อไป" ไม่เพียงแค่ทีมชาติ เพราะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ก็มีคำสั่งปลดเขาออกจากตำแหน่งเช่นกัน เรียกว่าจากหนึ่งในกุนซือที่กำลังมาแรงที่สุดคนหนึ่งของยุค กลับตกอับไปในทันที ด้วยภาพลักษณ์ที่ออกมาแย่ ที่สำคัญ ในฐานะเทรนเนอร์ขัดตาทัพ รูดี้ โฟลเลอร์ ดันพาทีมชาติเยอรมัน เล่นได้น่าประทับใจ จนเดเอฟเบ ก็ประกาศให้เขาเป็นเฮดโค้ชตัวจริงไปเลย และ โฟลเลอร์ ก็พาทีมไปถึงรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 ด้วย ส่วนคริสโตฟ เดาม์ เขาหางานในเยอรมันไม่ได้แน่นอนในช่วงนั้น จนตัดสินใจกลับไปคุมเบซิคตัส จากนั้นก็ ออสเตรีย เวียนนา และ เฟเนร์บาห์เช่ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง พาทีมเหล่านี้ได้แชมป์ลีกภายในประเทศ ในปี 2006 หรือหลังจากเหตุอื้อฉาว 6 ปี เขาถึงกลับมาเยอรมันอีกครั้ง คุมโคโลญจน์ อดีตต้นสังกัดอยู่ 3 ปี แล้วจึงหวนกลับไปคุม เฟเนร์บาห์เช่ อีกรอบ งานคุมทีมสุดท้ายของ คริสโตฟ เดาม์ คือคุมทีมชาติโรมาเนียในช่วงปี 2016-2017 แต่หลังจากผลงานไม่ค่อยดีนัก และโดนสื่อตามกัดไม่เลิก เขาก็แยกทางกับสมาคมฟุตบอลโรมาเนีย แต่ยังได้ด่าหนังสือพิมพ์โรมาเนียคู่ปรับของเขาว่ามีดีแค่เอาไว้เป็นกระดาษห่อปลาเท่านั้น จะว่าไปแล้วปี 2000 สำหรับ คริสโตฟ เดาม์ กลายเป็นปีหายนะ เพราะชวดแชมป์บุนเดสในเกมสุดท้าย จากจะได้คุมทีมชาติ ก็กลายเป็นคนไร้งาน เครดิตที่สั่งสมมาพังทะลายหมดสิ้นทันที เมื่อหน้าร้อนปี 2019 คริสโตฟ เดาม์ กลับมาคุมทีมอีกครั้ง แต่เป็นเกม VIP ของ เลเวอร์คูเซ่น ที่ฉลอง 40 ปีบนบุนเดสลีกา เป็นการเจอกันของ ทีมโฟลเลอร์ และ ทีมเดาม์ โดยนักเตะที่มาในวันนั้นมีทั้ง เซ โรแบร์โต้, อูล์ฟ เคียร์สเท่น, สเตฟาน คีสลิ่ง, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ, เปาโล แซร์จิโอ ถือเป็นการกลับมารำลึกความหลังในครั้งกระโน้น หลังจากผ่านมาเกือบ 20 ปี ปัจจุบัน แม้จะไม่ได้คุมทีมแล้วแต่ คริสโตฟ เดาม์ ยังทำงานออกหน้าออกตาอยู่บ้าง ในฐานะผู้สันทัดกรณีทั้งทางหนังสือพิมพ์ และทีวี เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" กรรไกรที่เกือบฆ่าอิบรา "

อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งมากมาย ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องรุ่นต่อรุ่น ฤดูกาล 2001/02 เป็นอีกปีที่ อาแจ็กซ์ มีนักเตะอายุน้อยเล่นอยู่ในทีมชุดใหญ่มากมาย ไล่ตั้งแต่ คริสเตียน คิวู, แอนดี้ ฟาน เดอร์ เมย์เด้, แม็กซ์เวลล์, จอห์น ไฮติงก้า, สตีเว่น พีนาร์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ดาวเด่นวัย 18 ปี และน่าจับตาสุดคือ 2 กองหน้าที่ทีมเพิ่งคว้าเข้ามา คนหนึ่งมาจากอียิปต์นามว่า มิโด้ อีกคนมาจากสวีเดน ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ซลาตัน เกิดตุลาคม 1981 ตอนย้ายมาจากมัลโม่ในบ้านเกิด เขาอายุเกือบเต็ม 20 ปี ส่วน มิโด้ หนึ่งในนักเตะพรสวรรค์สูงสุดของอียิปต์ ยิงระเบิดอยู่กับเกนท์ในเบลเยี่ยม แล้วจึงโดนอาแจ็กซ์คว้ามา เขาเกิดกุมภาพันธ์ 1983 ตอนนั้นอายุเพียง 18 ปีเศษเท่านั้น สองกองหน้ารูปร่างสูงใหญ่ ทักษะดี พรสวรรค์เยี่ยมแตกต่างวัฒนธรรมและเชื้อชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือ ทั้งคู่คิดว่าตัวเองเก่ง เมื่อย้ายมา มิโด้ ปรับตัวได้เร็วกว่า โค อาเดรียอานเซ่ เฮ้ดโค้ชของอาแจ็กซ์ ให้เขาลงเล่นสม่ำเสมอกว่า ซลาตัน ที่มักโดนจับนั่งสำรอง ความแตกต่างอีกอย่างของทั้งคู่คือที่อยู่และไลฟ์สไตล์ มิโด้ ได้บ้านพักในย่านใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัม เป็นย่านที่นักเตะอาแจ็กซ์ส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น เขาเข้าร้านอาหาร สั่งพิซซ่า และชิพส์มากินกับเพื่อนๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตแบบสุดของเขา อย่างที่เราจะได้เห็นในเวลาต่อมาเมื่อเขาโด่งดังและเติบโตขึ้น มันไม่ใช่แนวทางการดูแลตัวเองที่ถูกต้องนักสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ ส่วน ซลาตัน ตรงกันข้าม บ้านของเขาอยู่ที่ดีเมน ซึ่งเป็นย่านชานเมืองอัมสเตอร์ดัม ย่านนี้อึมครึม เป็นย่านอุตสาหกรรม และน่าเบื่อ หลายครั้งเขาคิดถึงบ้าน หลายครั้งเขาซื้อมีทบอลจาก IKEA มากินเพื่อให้รู้สึกถึงสวีเดน ชีวิตของซลาตันในวัย 20 ปีจะสดใสขึ้นเมื่อ แม็กซ์เวลล์ แบ็กซ้ายชาวบราซิลวัยเดียวกัน แวะมาเล่นเกมด้วยที่บ้าน นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทคู่นี้ ที่ภายหลังจะตามไปเล่นด้วยกันอีกหลายสโมสร เมื่อมาพูดถึงเรื่องในสนาม ทั้ง อิบรา และมิโด้ ต่างคิดว่าตัวเองเหนือกว่าอีกคน และต้องการยึดตำแหน่งตัวจริงของทีม กุนซือ โค อาเดรียอานเซ่ มาโดนปลดปลายเดือนพฤศจิกายน 2001 และคนที่เข้ามาแทนคืออีกหนึ่งลูกหม้อของสโมสร โรนัลด์ คูมัน คูมัน ในขณะนั้นเป็นกุนซือวัยเพียง 36 ปี เขาเพิ่งเริ่มต้นชีวิตการเป็นโค้ชได้เพียงไม่ถึง 2 ปี ปัญหาหนักอกที่ต้องเจอ ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับโค้ชวัยหนุ่มคือการรับมือนักเตะที่จัดการได้ยาก 2 คนนี้ นักเตะเก่ง ที่คิดว่าตัวเองเก่ง และอีโก้สูง คูมัน พยายามหาทางให้ทั้งคู่เล่นด้วยกันบ้าง ผลงานของอาแจ็กซ์เริ่มดีขึ้น ในที่สุด ทีมก็เข้าป้ายเป็นแชมป์เอเรดิวิซี่ ส่วนใน ดัตช์ คัพ อาแจ็กซ์ เข้าไปชิงกับอูเทรคท์ เกมนี้ มิโด้ ได้ลงตัวจริง เขาทำประตูให้อาแจ็กซ์ออกนำ แต่สุดท้ายจบลงด้วยสกอร์ 2-2 แล้วกลายเป็น อิบรา ที่ลงมาเป็นตัวสำรองแล้วทำประตูชัยโกลเด้น โกล ในการต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 93 ช่วยทีมคว้าแชมป์ ฤดูกาลแรกของทั้งคู่ มิโด้ มีผลงานดีกว่า ลงเล่น 26 นัดทำไป 12 ประตู ส่วนอิบรา 33 นัดยิงได้ 9 ประตู ทว่าดาวซัลโวของทีมจริงๆ คือ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ซึ่งทำไป 14 ประตู โรนัลด์ คูมัน มีแนวคิดนำระบบ 4-3-3 กลับมาใช้ และนั่นยิ่งทำให้การแข่งขันของกองหน้าตัวเป้าสูงขึ้น แน่นอน ทั้ง มิโด้ และ อิบรา ต่างคิดว่าตำแหน่งนี้ต้องเป็นของตัวเอง และโอกาสที่ทั้งคู่ได้ลงสนามพร้อมกันก็น้อยลงไปด้วย แม้จะแย่งตำแหน่งกัน แต่เด็กหนุ่มทั้งคู่ต่างก็ยอมรับกันอยู่ในทีม และสนิทสนมกันตามปกตินอกสนาม ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันเลย อีกหนึ่งเรื่องที่ผิดกันก็คือ มิโด้ มีพฤติกรรมที่แสดงออกมารุนแรงและห่ามกว่าเมื่อไม่พอใจ เขาโดน คูมัน ตำหนิทัศนคติในสนามซ้อม และหลังจากที่เขาไม่ได้มีชื่อร่วมทีมในเกมเจอโครนิงเก้น เขาก็บอกกับสื่อว่าอยากย้ายทีม ทำให้โดนอาแจ็กซ์ ลงโทษปรับ ต่อให้เขาจะออกมาขอโทษในภายหลังก็ตาม สถานการณ์ของ มิโด้ ยิ่งไม่สู้ดี เมื่ออาแจ็กซ์ ได้ลงเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก็แสดงให้คนทั้งโลกเห็นฝีเท้า ด้วยการทำ 2 ประตู จาก 2 เกมแรกใส่ บาเลนเซีย และโรม่า แถมมีเกมบุกไปเสมออาร์เซน่อล นั่นทำให้ อาร์แซน เวนเกอร์ สนใจจนเชิญไปทดสอบฝีเท้าตามที่เราเคยรับทราบเรื่องราวกัน โรนัลด์ คูมัน ออกมายอมรับในภายหลังว่า การโค้ช ซลาตัน เป็นงานยาก ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และไม่แคร์ที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา มีข่าวว่า คูมัน เคยคิดอยากขายเขาออกมาให้มิดเดิลสโบรช์ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามในปีที่ 2 ที่ได้ร่วมงานกันนี้ อิบรา ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น เขาเบียด มิโด้ เป็นสำรอง จนนำมาซึ่งการที่ อาแจ็กซ์ ต้องปล่อย มิโด้ ไปให้ เซลต้า บีโก้ ยืมในเดือนมีนาคม 2003 ช่วงนั้น มิโด้ สร้างปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาบอกว่าส่วนหนึ่งมันมาจากกความกดดัน ที่เขาต้องได้ลงตัวจริงทุกๆ นัด เพราะเขาคือความหวังของแฟนบอลชาวอียิปต์ในบ้านเกิด "คุณต้องเข้าใจถึงว่าแฟนบอลที่อียิปต์ติดตามเชียร์ผมยังไง ผมคือนักเตะคนเดียวจากที่นั่น ที่ได้เล่นในลีกระดับสูง(ในยุโรป) ดังนั้น คนก็รอคอยดูเกมของอาแจ็กซ์... ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ทุกๆ ที่เปิดทีวีเฝ้ารอดูเกมของอาแจ็กซ์" "ทัศนคติของผมคือ 'ถ้าฉันไม่ได้ลงเล่น แกมีปัญหากับฉันส่วนตัวแล้ว' เมื่อมาถึงจุดที่ผมต้องสู้เพื่อตำแหน่งของผม ผมกลับรับมือกับมันผิดทาง" มิโด้ มายอมรับในภายหลัง แต่ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นโดยเกี่ยวข้องกับซลาตันด้วย มันเป็นเกมที่เจอกับอริสำคัญอย่าง พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น ซลาตัน เล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา I AM ZLATAN เอาไว้แบบนี้ อิบรา เล่าว่าวันนั้น มิโด้ ไม่พอใจกับเกมในสนาม กับผลการแข่งขัน และเพื่อนร่วมทีม เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายจบลง อาแจ็กซ์ แพ้ 0-2 มิโด้ เดินออกพร้อมกับด่าคนโน้นคนนี้ด้วยคำหยาบคาย "ผมตอบโต้ด้วยการบอกว่าถ้ามีใครเป็นไอ้หน้า... ก็เป็นแกนั่นแหละ มิโด้เลยหยิบกรรไกรขึ้นมาแล้วเขวี้ยงมาที่ผมทันที" "มันโคตรบ้าเลย กรรไกรเฉี่ยวหัวผมไปนิดเดียว มันพุ่งไปกระแทกผนังคอนกรีตจนเป็นรอยกระเทาะออกมาเลย" คนอย่างซลาตันไม่มียอมอยู่แล้ว เมื่อโดนแบบนี้ก็เลือดขึ้นหน้าเดินเข้าไปตบหัว มิโด้ ฉาดใหญ่ จนเพื่อนๆ ต้องเข้ามาแยกก่อนจะเลยเถิด "ผมหงุดหงิดมากๆ ผมไม่ได้เป็นตัวจริงเกมนั้น" มิโด้ เล่าเวอร์ชั่นของตัวเองบ้าง "ตอนที่ผมโดนเปลี่ยนลง เราตาม 0-2 แล้ว และผมเริ่มเถียงกับซลาตันในสนาม ผมตะโกนใส่ทุกๆคนและซลาตัน ก็ตะโกนด่ากลับมาหาผม" "ผมมีกรรไกรอยู่ในมือเนื่องจากผมกำลังตัดเทปพันข้อเท้าออกอยู่พอดี" นั่นคือช็อตที่ มิโด้ น็อตหลุดแล้วขว้างกรรไกรใส่ อิบรา "10 นาทีต่อมา ผมเดินเข้าไปอาบน้ำ และเขา(อิบรา) ก็นั่งอยู่ในอ่างจากุซซี่แล้ว เรามองหน้ากัน แล้วก็เริ่มหัวเราะ ผมบอกกับซลาตัน 'เมิงรู้มั้ย เมื่อกี้กูเกือบฆ่าเมิงเลยนะ?' และเขาก็ตอบมาว่า 'เออ กูรู้!' เด็กหนุ่มผู้ทรนงและเต็มไปด้วยไฟร้อนแรงทั้งคู่ ลืมเรื่องสุดเดือดดาลเมื่อสักครู่ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจอีก แต่น่าเสียดายที่นั่นเป็นเกมสุดท้ายของ มิโด้ กับอาแจ็กซ์ เมื่อเขาโดนปล่อยยืมไป เซลต้า ปีต่อมาเขาก็โดนขายไปให้ โอลิมปิก มาร์กเซย ส่วน ซลาตัน เขาค่อยๆ กลายมาเป็นกำลังหลักของทีม เป็นสตาร์เด่นแห่งอาแจ็กซ์ และสุดท้ายก็ย้ายไปเล่นให้ ยูเวนตุส ในปี 2004/05 เป็นก้าวแรกที่เขาจะได้เติบโตอย่างแท้จริง ภายใต้เอเยนต์คนใหม่ที่ชื่อ มิโน่ ไรโอล่า มิโด้ และ ซลาตัน เพื่อนร่วมรุ่นวัยหนุ่มด้วยกัน มาพานพบกันที่อาแจ็กซ์ ก่อนเส้นทางของทั้งคู่จะแตกแยกออกไปคนละทาง มิโด้ ยังคงความเป็นนักเตะพรสวรรค์แต่ไม่เคยมีวินัย เขาไปไม่ได้ไกลนัก นอกจากผลงานยอดเยี่ยมช่วงสั้นๆ กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และอีก 2-3 ทีมในอังกฤษ เขากลับมาอาแจ็กซ์ช่วงสั้นแบบยืมตัวและไปแขวนสตั๊ดกับบาร์นสลี่ย์ในปี 2013 แบบแทบจะไม่ได้ลงเล่นเลย ขณะที่ ซลาตัน ทุกวันนี้บนวัย 40 ปี ยังคงโลดแล่นอย่างเข้มแข็งเหลือเชื่อบนเวทีกัลโช่ เซเรีย อา กับ เอซี มิลาน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เบื้องหลังลูกชิพในตำนาน "

บรูโน่ แฟร์นันด์ส พยายามยิงเบรนท์ฟอร์ดด้วยการชิพข้ามตัวผู้รักษาประตูแต่มันไม่ได้ผล การยิงด้วยการชิพที่เราเข้าใจกันง่ายๆ ว่าตักบอลให้ได้ตำแหน่งและน้ำหนักพอเหมาะ เพื่อให้บอลลอยโด่งแล้วตกไปยังเป้าหมาย นักฟุตบอลอาชีพทุกคนสามารถเล่นลูกชิพได้ แต่มีไม่เยอะที่จะนำมันมาใช้งานได้จริงในเกมการเล่น ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกะน้ำหนักของการเตะ ตำแหน่งบอลที่จะเตะ ไปจนถึงระยะห่างระหว่างลูกบอล กับเป้าหมาย และมีสิ่งกีดขวางอยู่ อาจจะเป็นกองหลัง หรือผู้รักษาประตู ทำให้มันคำณวนได้ไม่ง่าย นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของสภาพจิตใจ ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน จะเยือกเย็น และกล้ามากพอที่จะยิงด้วยการชิพแบบนี้หรือไม่ ลูกชิพที่เราเห็นบ่อยมักเป็นระยะสั้นๆ จิกบอลให้ลอยข้ามตัวผู้รักษาประตูที่วิ่งสวนออกมาปิดมุมในจังหวะหลุดเข้าเขตโทษ นักเตะบางคนก็ชอบเล่นลูกชิพเป็นพิเศษ จะเห็นการเล่นแบบนี้บ่อยมาก ถ้าลองไล่ย้อนไปดู ยกตัวอย่างเช่น เวย์น รูนี่ย์, ราอูล กอนซาเลซ และ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ นักเตะชั้นยอดเหล่านี้เคยทำประตูด้วยลูกชิพสวยๆ มาหลายครั้ง เอาแค่ในพรีเมียร์ ลีก เราก็เคยเห็นลูกชิพสวยๆ ได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกที่ แม็ทธิว เลอ ทิสซิเยร์ ยิงใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โรบินโญ่ ตอนมาเล่นให้แมนฯ ซิตี้ ก็เคยยิงใส่ อาร์เซน่อลด้วยการชิพ แม้แต่ จอห์น โอเช ก็เคยชิพใส่อาร์เซน่อลมาแล้วเช่นกัน แต่ถ้าถามถึงลูกชิพที่เป็นตำนาน เป็นเหมือนภาพจำในพรีเมียร์ ลีก ส่วนใหญ่ต้องยกให้ลูกยิงของ เอริค คันโตน่า ที่ทำใส่ซันเดอร์แลนด์ เกมพรีเมียร์ ลีก ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อ 21 ธันวาคม 1996 แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเจอซันเดอร์แลนด์ เกมนี้ ปีศาจแดงเอาชนะไปขาดลอย 5-0 โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ทำ 2 ประตู เช่นเดียวกับ "เดอะ คิง" คันโตน่า ประตูที่ถูกกล่าวถึงคือประตูปิดท้าย 5-0 คันโตน่า ได้บอลบริเวณกลางสนาม เขาม้วนตัวพลิกหลบนักเตะซันเดอร์แลนด์ 2-3 คน ก่อนลากขึ้นมาหน้าเขตโทษทำชิ่งกับ ไบรอัน แม็คแคลร์ ก่อนชิพด้วยขวาทันทีที่บอลถูกชิ่งคืนมาให้ บอลลูกนั้นลอยข้ามหัวผู้รักษาประตู ลิโอเนล เปเรซ เข้าไปเสียบสามเหลี่ยมเสาไกลอย่างเหนือชั้น และที่มันน่าจดจำก็เพราะ ก็องโต ดีใจด้วยการยืนอยู่กับที่ ค่อยๆ หมุนตัวไปรอบๆ แล้วกางแขนขึ้นมาประกาศศักดาด้วยท่าทางที่ทั้งน่าชื่นชม และน่าหมั่นไส้ไปในตัว บวกกับการยกปกคอเสื้อขึ้นอันเป็นเอกลักษณ์ กับเสื้อแข่งแขนยาวในวันนั้นที่มีปลอกแขนกัปตันทีมอยู่ด้วย ยิ่งทำให้มันเป็นภาพในความทรงจำของแฟนบอล เบื้องหลังของประตูนี้ คันโตน่า เคยเล่าเอาไว้ทางพ็อดแคสต์ของสโมสรเมื่อ 2 ปีมานี้เอง ลิโอเนล เปเรซ ผู้รักษาประตูซันเดอร์แลนด์ ในวันนั้น จริงๆ คืออดีตเพื่อนร่วมทีมของ คันโตน่า เอง เคยเล่นด้วยกันที่สโมสร นีมส์ ในช่วงปี 1991 ก่อนที่ ก็องโต้ จะย้ายมาอังกฤษเพื่อเซ็นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด "ผมไม่เคยฉลองประตูด้วยแนวทางแบบเดิมเลย เพราะทุกประตูมันแตกต่างกัน เอเนอร์จี้มันต่างกันออกไป ทุกอย่างมันไม่เหมือนกันหรอก" "แต่ บางทีผมฉลองท่านี้ ผมไม่รู้สินะ มันเป็นเรื่องดีที่ได้รับเอาพลังมาจากแฟนบอลทั้งหมด รู้มั้ย? และบางครั้ง มันยิ่งกว่านั้น บางที เพราะผู้รักษาประตูคนนั้น เขาเป็นคนฝรั่งเศส" "ก่อนเกม ในอุโมงค์ทางเดิน ผมเข้าไปหาเขาเพื่อจับมือ และพูดทักทายเขา เพราะผมไม่ได้เจอเขาอีกเลยนับแต่ผมออกจากนีมส์ มันเป็นสโมสรสุดท้ายของผมที่ผมเล่นในฝรั่งเศส" "และเขาไม่อยากจับมือกับผม บางที ผมยิงประตูแบบนี้ก็เพราะเรื่องนั้นแหละ" ช่วงนั้น คันโตน่า โดนมองเป็นขบถในฝรั่งเศส เขาย้ายไปเล่นให้ มาร์กเซย, บอร์กโดซ์, มงต์เปลลิเยร์ แล้วมาลงเอยกับ นีมส์ ในปี 1991 ด้าน ลิโอเนล เปเรซ ซึ่งอายุน้อยกว่า คันโตน่า 1 ปี แจ้งเกิดมากับนีมส์ และเป็นมือ 1 ของทีมมาตั้งแต่ปี 1989 ในช่วงปี 1991 ที่อยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ก็สนิทกันพอสมควร ช่วยกันซ้อม แต่เมื่อ ก็องโต้ ย้ายมาอังกฤษ ก็ไม่ได้เจอกันอีก จนกระทั่งในเกมนี้ คันโตน่า พยายามเข้าไปทักทายพูดคุยเพราะเคยสนิทกันมา แต่โดนเมินเฉย อาจจะด้วยเหตุผลเรื่องของสมาธิต่อเกม หรืออะไรก็ตาม แต่มันทำให้ คันโตน่า หัวเสีย "นั่นเป็นการทำให้ผู้รักษาประตูอับอายขั้นสุด และรวมถึงการฉลองประตูแบบนี้ด้วย เพราะเขาโมโห แต่คุณก็ไม่ได้วิ่งไปดีใจที่อื่นเลย" "ผมแค่ยืนอยู่กับที่ตรงนั้น นี่ ดูฉันสิ!" ร่วมรับชมคลิปเพิ่มความมัน อินไปกับบทความได้ที่ : http://ow.ly/bYuo30s836u เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดาเลสซานโดรกับปอมปีย์ "

ตลาดหน้าหนาว 2022 เข้ามาสู่ช่วงครึ่งหลังแล้ว แต่ดูเหมือนปีนี้ค่อนข้างเงียบเหงา เป็นธรรมดาที่การเสริมทัพช่วงตลาดหน้าหนาวต้นปี เกิดขึ้นน้อยกว่าในช่วงซัมเมอร์ และหลายๆ ครั้ง มันมักเป็นการเซ็นสัญญาที่เข้ามาเพื่อ "แก้ปัญหาเฉพาะหน้า" ไม่ต้องแปลกใจที่ดีลในช่วงหน้าหนาวมักเป็นการเซ็นแบบยืมตัว หลายทีมในพรีเมียร์ ลีก ที่กำลังประสบปัญหา น่าจะพอมองภาพออกว่าควรจะเสริมตรงจุดไหน การยืมตัวมาแก้ขัดจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเกินไปนัก ยกตัวอย่างเช่น เฮนริค ลาร์สสัน กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนต้นปี 2007 และอีกเคส ที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ นั่นก็คือ อันเดรส ดาเลสซานโดร กับ พอร์ทสมัธ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ขึ้นชื่อว่าเป็นกุนซือที่มักหยิบจับเอานักเตะที่ดูเป็นส่วนเกิน หรือทีมอื่นมองไม่เห็นค่า ไม่ก็เป็นพวกนักเตะเจ้าปัญหา รับมาปัดฝุ่น ขัดเกลาจนเฉิดฉายได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น เปาโล ดิ คานิโอ ที่เวสต์แฮม, ราเวล มอร์ริสัน ที่คิวพีอาร์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ที่สเปอร์ส แต่ที่ พอร์ทสมัธ จ่าแฮร์รี่ก็เคยทำลักษณะนี้ได้ผลมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดึงเอา พอล เมอร์สัน ในวัย 34-35 เข้ามาช่วยปั้นเกมจนทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ อีกครั้งก็คือในฤดูกาล 2005/06 ตอนนั้น แฮร์รี่ โยกไปคุมเซาธ์แฮมป์ตัน อริของปอมปีย์ แต่ในช่วงเดือนธันวาคม 2005 เขาก็กลับมาคุม พอร์ทสมัธอีกหน สถานการณ์ของปอมปีย์ตอนนั้นไม่ดีเลย 15นัดแรก แพ้ 9 เสมอ 4 ชนะแค่ 2 นัด เก็บได้เพียง 10 แต้มเท่านั้น สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นสุดๆ แฮร์รี่ รู้ดีว่าเขาต้องเสริมทัพ ต้องการใครสักคนมาจุดประกายในแนวรุก มันน่าเซอร์ไพรส์ที่ในวันสุดท้ายของตลาดหน้าหนาว ปอมปีย์ สามารถไปคว้าตัว อันเดรส ดาเลสซานโดร มาได้ ด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล จากโวล์ฟสบวร์กในบุนเดสลีกา สำหรับ ดาเลสซานโดร แฟนบอลเริ่มรู้จักเขาในฐานะสุดยอดดาวรุ่งของริเวอร์ เพลท คอเกม CM 3 ยิ่งรู้จักหมอนี่เป็นอย่างดี เพราะนี่คือหนึ่งในวันเดอร์คิด ของเกมยุคนั้น ดาเลสซานโดร เป็นมิดฟิลด์ตัวรุกร่างกระทัดรัดอีกคนที่โดนตั้งความหวังไว้สูงในอาร์เจนติน่า ว่าจะกลายเป็นมาราโดน่าคนใหม่ ฉายแสงขึ้นมาจากฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนโลกปี 2001 ร่วมรุ่นกับ ฮาเวียร์ ซาวิโอล่า, นิโกลัส เมดิน่า, มักซี่ โรดริเกซ, เมาโร โรซาเลซ, ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่, เลอันโดร โรมันโญลี่ ดาเลสซานโดร และนักเตะชุดนี้หลายคนก็กลายเป็นขุนพลชุดเทพที่ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า พาคว้าเหรียญทอง โอลิมปิก เกมส์ 2004 ที่กรุงเอเธนส์ เขามีทักษะดี เลี้ยงบอลเก่ง คล่องแคล่ว มีข่าวกับหลายทีมใหญ่ แต่ในปี 2003 ดาเลสซานโดร กลับเซอร์ไพรส์ด้วยการเลือกไปอยู่กับ โวล์ฟสบวร์ก โวล์ฟสบวร์ก มีเงิน แต่พวกเขาไม่ใช่ บาเยิร์น มิวนิค หรือชาลเก้ ในตอนนั้น หรืออาจจะเป็นยักษ์ใหญ่ในอิตาลี ไม่ก็สเปน สักทีม 2 ปีแรกผ่านไปกับทีมหมาป่าเมืองเบียร์ ผลงานของเขาไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คาดหวัง พอเข้าปีที่ 3 เล่นไปได้ครึ่งซีซั่นก็โดน พอร์ทสมัธ ยืมตัวไปนี่แหละ ตอนนั้น ดาเลสซานโดร อายุ 24 ปี กำลังต้องการความท้าทายอย่างที่สุด ตัวเขาเอง ขณะนั้นโดนมองว่าอาจจะเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ไม่รุ่งจริง หรือเป็นนักเตะพรสวรรค์อีกคน ที่ไม่สามารถใช้พรสวรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ แม้จะรู้ว่าการมาอังกฤษคือประสบการณ์ที่เสี่ยง เพราะทุกอย่างมันแตกต่างไปจากที่คุ้นเคยมาหมดสิ้น แถมการมาเล่นในครั้งนี้ มันแค่การ "หนีตกชั้น" ไม่ได้ลุ้นแชมป์อะไรเลย แต่เขาก็มา เพราะอย่างน้อยมันก็มีเป้าหมาย เขามาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า เขาแฮปปี้กับช่วงเวลาที่พอร์ทสมัธ เพราะลูกคนแรกของเขากับภรรยา ซึ่งเป็นลูกชาวชื่อมาร์ติน่า ก็คลอดที่พอร์ทสมัธ เมื่อย้ายมาถึง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ก็ให้เขาเป็นตัวจริงทันที ผลงานในช่วงเริ่มต้นของเขาไม่ดีนัก 3 นัดแรก เสมอ 1 แพ้ 2 จากนั้น มีเกมไปเยือนเชลซี เกมนี้ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ เน้นความแข็งแรง เลยเลือกส่ง ออกเยน โคโรมัน แข้งเซอร์เบียลงแทนเขา เกมถัดมา ไปเยือนวิลล่า พาร์ค แต่เป็นวันที่ภรรยาของเขาคลอดลูกสาวมาร์ติน่าพอดี ดาเลสซานโดร เลยได้รับอนุญาตให้ไปเฝ้าภรรยา จึงไม่ได้มีส่วนร่วมกับเกม นั่นเป็นเพียง 2 นัดที่เขาไม่ได้ลงเล่นให้พอร์ทสมัธ เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมา ดาเลสซานโดร ก็กลับมาเป็นตัวจริง พ้องกับผลงานของทีมที่ดีขึ้นแบบน่าตกตะลึง 10 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ดาเลสซานโดร พาปอมปีย์คว้าชัยชนะได้ถึง 6 นัด เสมอ 2 แพ้แค่ 2 เกมเท่านั้น เก็บได้ถึง 20 คะแนน โดยส่วนตัวเขายิงไป 1 ประตูกับ 2 แอสซิสต์ แม้จะแพ้ในเกมสุดท้ายของฤดูกาลให้กับลิเวอร์พูล แต่ถึงตอนนั้น พอร์ทสมัธ ก็การันตีการรอดตกชั้นไปเรียบร้อยแล้ว จากทีมที่เป็นเต็งในการตกชั้น ปอมปีย์มาเร่งเครื่องโค้งสุดท้าย อยู่รอดปลอดภัยจบที่อันดับ 17 ด้วยผลงานส่วนตัวของ ดาเลสซานโดร นี่เองทำให้ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ประทับใจมาก อย่างที่บอก แฮร์รี่ ถนัดในการปัดฝุ่น หรือใช้นักเตะพรสวรรค์ที่ทีมอื่นอาจใช่ไม่เป็น หรือมองข้าม ทำให้สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้อีกครั้ง เร้ดแน็ปป์ อยากให้สโมสรเซ็นสัญญาถาวรกับ ดาเลสซานโดร เอาไว้เลย เพียงแต่มันก็ไม่เกิดขึ้น โวล์ฟสบวร์ก เรียกค่าตัว 4 ล้านปอนด์ บวกกับต้องแบกค่าเหนื่อยระดับ 30,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ นั่นทำให้ พอร์ทสมัธ ต้องยกธงขาว อีกทั้งตัวของ ดาเลสซานโดร เองก็ให้สัมภาษณ์กับ โอ โจโก้ สื่อของโปรตุเกสเอาไว้ ว่า ก้าวต่อไปของเขา เขาอยากย้ายไปอยู่กับทีมที่มีแรงกระหายที่จะคว้าแชมป์อะไรบางอย่าง พูดง่ายๆ ว่าต้องเป็นทีมที่ใหญ่กว่าพอร์ทสมัธ โดยมีการเอ่ยชื่อของ เบนฟิก้า ขึ้้นมาด้วย ดาเลสซานโดร กลับโวล์ฟสบวร์ก เมื่อหมดสัญญายืมตัว แต่เขาก็ไม่ได้ย้ายไปเบนฟิก้า เขาลงเอยด้วยการโดนปล่อยยืมตัวมาที่ เรอัล ซาราโกซ่า ในสเปน อยู่ถึง 1 ปีครึ่ง สุดท้ายด้วยวัย 26 ปี เขาก็อำลายุโรป กลับอาร์เจนติน่าบ้านเกิดไปเล่นให้ ซาน ลอเรนโซ่ อีกไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็เดินทางครั้งใหญ่อีกครั้ง และมันเป็นครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อเลือกย้ายจากอาร์เจนติน่า ไปยังบราซิล ดาเลสซานโดร เซ็นสัญญากับอินเตอร์นาซิออนาล ทีมดังแห่งลีกแซมบ้า และมันเป็นสโมสรที่เขาค้าแข้ง อยู่โยงมานานถึง 13 ปีเลยทีเดียว ก่อนจะอำลาทีมไปในปี 2020 ด้วยวัย 39 ปี เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา ในวัย 40 ปี ดาเลสซานโดร ก็เซ็นสัญญาระยะสั้นกับ นาซิออนาล ทีมดังแห่งอุรุกวัย ซึ่งเขาลงเล่นไป 20 นัดยิง 1 ประตู และแล้วเส้นทางบนโลกลูกหนังของเขาก็ยังไม่จบง่ายๆ เมื่อล่าสุดในปี 2022 นี้เอง บนวัยเกือบ 41 ปี เขาก็เซ็นสัญญาย้ายกลับบราซิลมาที่ อินเตอร์นาซิออนาล ต้นสังกัดเดิมของเขาอีกครั้ง อันเดรส ดาเลสซานโดร จากหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของอาร์เจนติน่า เขาค้าแข้งทั้งในบ้านเกิด, เยอรมัน, สเปน, บราซิล และอุรุกวัย แต่ครั้งที่เขาสร้างความฮือฮาที่สุดก็คือการย้ายมาเล่นให้ทีมอย่างพอร์ทสมัธ บนแผ่นดินอังกฤษนี่เอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117