breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

รวมเรื่องที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้บนลีกสูงสุดแดนผู้ดี

1. "ปีศาจแดง" คือทีมที่คว้าแชมป์มากที่สุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือสโมสรที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดแดนผู้ดีมาครองได้สำเร็จมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังของเกาะอังกฤษ หลังเป็นทีมเดียวที่คว้าแชมป์มาได้มากถึง 20 ครั้งและเป็นรองแชมป์มามากถึง 15 ครั้ง ซึ่งการคว้าแชมป์ครั้งแรกคือสมัยที่ยังเรียกการแข่งขันว่าเป็นรายการ "เฟิร์สต์ดิวิชั่น" เมื่อปซีซั่น 1907/08 ซึ่งขับเคี่ยวมากับ แอสตัน วิลล่า นั่นเอง ขณะที่อันดับคว้าแชมป์สูงสุดรองลงมาตกเป็นของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่เคยคว้าถ้วยมาได้ 18 ครั้งด้วยกัน2. "ลิเวอร์พูล" คือเมืองที่คว้าแชมป์ลีกมาครองได้สูงที่สุด แม้จะไม่ได้มีทีมที่คว้าแชมป์มาได้มากที่สุด แต่ "ลิเวอร์พูล" ก็ยังเป็นเมืองที่สามารถคว้าถ้วยลีกสูงสุดแดนผู้ดีมาครองได้มากที่สุด โดยเฉพาะ "หงส์แดง" ที่กวาดแชมป์มาได้ถึง 18 สมัย ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน คู่ปรับร่วมเมืองก็กวาดแชมป์มาได้อีกถึง 9 ครั้ง ส่งผลให้รวมแล้วพวกเขาเป็นเมืองที่คว้าแชมป์มาได้ถึง 27 ครั้งด้วยกัน ซึ่ง "แมนเชสเตอร์" คือเมืองที่คว้าถ้วยมาได้เป็นอันดับ 2 ที่ 24 ครั้งนั่นเอง3. "ดิกซี่" ดาวซัลโวตลอดกาล ย้อนกลับไปในศึก เฟิร์สต์ดิวิชั่น ช่วงฤดูกาล1927/28 "ทอฟฟี่" เอฟเวอร์ตัน คือทีมที่สามารถคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 3 ของพวกเขาในเวลานั้นมาครองได้สำเร็จ ซึ่ง ดิ๊กซี่ ดีน กองหน้าเลือดผู้ดีเป็นผู้เล่นที่ทำประตูได้สูงที่สุดด้วยการยิงในซีซั่นดังกล่าวไปมากถึง 60 ประตูด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านหน้าสนาม กูดิสัน พาร์ค อีกด้วย4. คว้าแชมป์แค่หนเดียว ท่ามกลางเหล่ายักษ์ใหญ่หลากหลายทีมที่ต่างครองบัลลังก์แชมป์มาได้หลายต่อหลายสมัยก็มักจะมีบางทีมที่สอดแทรกผลงานของตัวเองก้าวขึ้นมาคว้าถ้วยให้ได้เห็นเหมือนกัน โดยทั้ง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด คว้าถ้วยมาได้ 1897/98, อิปวิช ทาวน์ คว้าแชมป์ได้ในปี 1961/62, นอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ คว้าถ้วยซีซั่น 1977/78, เวสต์บรอมวิช อัลบี้ยน ช่วงซีซั่น 1919/20 ก่อนจะปิดท้ายล่าสุดด้วย เลสเตอร์ ซิตี้ 2015/16 นั่นเอง5.เฮดโค้ชที่กุมบังเหียนทีมเดียวนานสุดและยังคงทำงานอยู่ในปัจจุบัน อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล กลายเป็นกุนซือที่ยังคงทำงานอยู่และกุมบังเหียนสโมสรเดียวยาวนานที่สุดในปัจจุบัน หลังเริ่มต้นทำงานในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม มาตั้งแต่ปี 1996 ก่อนที่รวมเวลาล่าสุดจะโชว์ผลงานนานมาแล้วถึง 19 ปีกับอีก 350 วัน (ตามเวลาที่ผู้เขียนได้บันทึกในปัจจุบัน) และยังไม่มีทีท่าว่าจะย้ายออกจากสโมสรแดนลอนดอนในเร็ววันนี้แต่อย่างใดCredit Pic : Zimbio, Goal, huffingtonpost,abc

"5 ยอดนักเตะที่กลายมาเป็นยอดกุนซือในทศวรรษหลัง"

ซีเนอดีน ซีดาน ( 15 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 2 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) หากนับถึงตอนนี้ ซีดาน ตำนานเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติฝรั่งเศสเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ปี 1998 กุมบังเหียนทีมชุดใหญ่ของ เรอัล มาดริด ได้เพียง 9 เดือนเท่านั้น นับตั้งแต่ถูกผลักดันขึ้นมาจากบทบาทโค้ช เรอัล มาดริด กาสติย่า (ทีมสำรองของ เรอัล มาดริด) เมื่อต้นปี 2016 นี้ โดย 5 เดือนให้หลังจากรับตำแหน่งบอสใหญ่ของ "โลส บลังโกส" "ซิซู" ก็พาพลพรรค "ราชันชุดขาว" ครองบัลลังก์แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2015-16 ซึ่งเป็นแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยที่ 11 ของสโมสรหรือ "ลา อุนเดซิมา" ก่อนต่อยอดด้วยตำแหน่งแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2016 เหนือ เซบีย่า ทีมแชมป์ยูโรปา ลีก ซีซั่น 2015-16 หลุยส์ เอ็นริเก้ ( 10 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 8 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) เอ็นริเก้ ที่ประสบความสำเร็จมากมายสมัยค้าแข้งกับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า อาจเริ่มต้นบทบาทโค้ชไม่สวยหรูนักกับความล้มเหลวเมื่อครั้งจับงานกุนซือเต็มตัวครั้งแรกกับ โรม่า เมื่อซีซั่น 2011-12 ที่ทัพ "หมาป่าเหลือง-แดง" ของเขามีผลงานลุ่มๆดอนๆไม่น่าจดจำเอาเสีย ก่อนมาตั้งหลักได้กับ เซลต้า บีโก้ ในฤดูกาล 2013-14 และโยกมารับตำแหน่งเทรนเนอร์ของ บาร์ซ่า ในปีต่อมา และนับจากนั้นทัพ "อาซูลกราน่า" ของอดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนก็เดินหน้ากอบโกยความสำเร็จเริ่มต้นจากทริปเปิ้ลแชมป์ในซีซั่นแรก (ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) และป้องกัน 2 แชมป์ระดับเมเจอร์ภายในประเทศได้ในฤดูกาลถัดมา อันโตนิโอ คอนเต้ ( 15 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 6 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) ตำนานกองกลางของ ยูเวนตุส ที่รับใช้ทัพ "เบียงโคเนรี่" ยาวนานกว่า 13 ปี และยังปิดฉากอาชีพการค้าแข้งกับเจ้า "ม้าลาย" เริ่มเป็นที่รู้จักบ้างในฐานะกุนซือสำหรับการนำ บารี่ คว้าแชมป์เซเรีย บี ในฤดูกาล 2008-09 ก่อนสร้างผลงานเอกอุด้วยการพาสโมสรอู่ข้าวอู่น้ำของเขาอย่าง ยูเว่ หลุดพ้นยุคมืดจากคดีล้มบอลกัลโช่โปลีกลับมาอยู่ในจุดที่พวกเขาเคยยืนด้วยการครองโทรฟี่แชมป์สคูเด็ตโต้ 3 สมัยซ้อน (ซีซั่น 2011-12, 2012-13 และ 2013-14) จากนั่นบอสชาวอิตาเลียนจึงก้าวขึ้นมารับงานใหญ่สำหรับตำแหน่ง อิล ชิที.ทีมชาติอิตาลี ต่อด้วยความท้าทายครั้งใหม่กับบทบาทผู้จัดการทีมคนใหม่ของ เชลซี ในฤดูกาล 2016-17 นี้ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ( 7 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 7 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) ซิเมโอเน่ ที่ผ่านการค้าแข้งมาแล้วกับทั้ง เซบีย่า, อินเตอร์, ลาซิโอ และ แอตเลติโก มาดริด (2 ช่วงเวลา) ตระเวนคุมทีมในบ้านเกิดอาร์เจนติน่ามาแล้วทั้งกับ ราซิ่ง คลับ (2 ครั้ง), เอสตูเดียนเตส, ริเวอร์เพลท และ ซาน ลอเรนโซ่ รวมทั้งมีประสบการณ์ในอิตาลีเล็กน้อยกับ คาตาเนีย ก่อนถูกแต่งตั้งเข้ามารั้งบังเหียน แอตเลติโก มาดริด และทีมของ "เอล โชโล่" ที่เล่นด้วยสไตล์แข็งแกร่ง, รัดกุม และดุดัน ก็เติบโต และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเริ่มต้นไต่จากแชมป์ยูโรปา ลีก, โกปา เดล เรย์ และลา ลีกา รวมทั้งผ่านเข้าชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ถึงสองครั้งสองครา น่าเสียดายที่ "ตราหมี" ยังไม่สามารถนำถ้วย "บิ๊กเอียร์" กลับสู่บิเซนเต้ กัลเดรอน ได้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( 17 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 22 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) นับตั้งแต่พาทีม บาร์เซโลน่า ครองทริปเปิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 2008-09 (ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และแชมเปี้ยนส์ ลีก) ซึ่งเป็นปีแรกที่ กวาร์ดิโอล่า เข้ามากุมบังเหียนทัพ "อาซูลกราน่า" ตำนานมิดฟิลด์ของ บาร์ซ่า ก็ไม่เคยได้ชื่อว่าเป็นโค้ชที่เว้นว่างจากความสำเร็จเลย นอกจากนี้สไตล์การเล่นเกมรุกที่เน้นการครองบอล และการต่อบอลสั้นชิ่งเตามช่องที่รวดเร็ว, หลากหลาย และมีประสิทธิภาพของเขายังได้รับยกย่องอย่างมาก ทำให้เทรนเนอร์ชาวสแปนิชคว้าแชมป์ลีกมาแล้วถึง 6 สมัย (3 แชมป์ลา ลีกา กับ 3 แชมป์บุนเดสลีกา) และแชมป์ยูซีแอลอีก 2 สมัย ก่อนที่ปัจจุบัน เป๊ป จะมารับตำแหน่งผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกหนึ่งสโมสรที่ได้ชื่อว่ามั่งคั่งที่สุดในยุโรปpic : dailymail.co.uk

รวม 3 'คำพูด' สุดเจ็บแสบจากปาก มูรินโญ่

เป็นผู้จัดการทีมที่ได้ชื่อว่ามีฝีปากที่จัดจ้านคนหนึ่งในโลกฟุตบอลสำหรับ โชเซ่ มูรินโญ่ มาวันนี้ผมก็ขอรวบรวม 5 คำด่าออกสื่อจากปากของกุนซือชาวโปรตุกีซรายนี้มาให้ได้อ่านกันเพลินๆครับเอารถบัสขวางประตู - เกมกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ 2004 ในเกมดังกล่าว เชลซี เปิดบ้านเสมอกับ "ไก่เดือยทอง" ไป 0-0 ทำให้ มูรินโญ่ ฉุนขาดกับแทคติกของสโมสรร่วมกรุงลอนดอนจนออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "เราเรียกอะไรแบบนี้ในโปรตุเกสว่าพวกเขาซื้อรถบัสและก็นำมันมาวางไว้หน้าประตู ผมคงจะผิดหวังและหงุดหงิดมากๆหากเป็นแฟนที่จ่าย 50 ปอนด์เพื่อเข้ามาดูเกมและพบว่า สเปอร์ เล่นแต่เกมรับ"จับผมได้เลย - สมัยคุม อินเตอร์ มิลาน 2010 สมัยนั้น มูรินโญ่ กำลังทำทีมคั่วแชมป์กับ ยูเวนตุส ซึ่งเขาคิดว่าบรรดากรรมการต่างปกป้อง "ม้าลาย" มากกว่าที่ควรจะเป็นจนมีบทสัมภาษณ์หลังเกมที่เสมอกับ ซามพ์โดเรีย 0-0 และเกมนั้นลูกทีมของเขาโดนไล่ออกไปถึง 2 คนว่า "คุณสามารถนำผมออกไป คุณสามารถเข้ามาจับผมได้เลย แต่ทีมของผมแข็งแกร่งและจะชนะแน่นอน แม้ว่าเราอาจจะเหลือผู้เล่น 9 คน" และคำพูดของเขาก็ปลุกกระตุ้นทำให้ปีนั้น "งูใหญ่" คว้า ทริปเปิ้ลแชมป์ ไปได้ในที่สุดไม่ขอโทษทั้งๆที่ทำผิด - สมัยคุม เรอัล มาดริด หากยังจำกันได้สมัยที่ มูรินโญ่ คุม "ราชันชุดขาว" ศึก เอล กลาซิโก้ นั้นเดือดทุกนัดจริงๆและก็มีครั้งนึงในศึก ซูปเปอร์ โกปา ที่ คัมป์ นู มูรินโญ่ ไปจกตาผู้ช่วยโค้ชของ ตีโต้ บียาโนว่า เข้าแบบที่กล้องจับได้เต็มๆและตัวแทนของเขาก็ให้สัมภาษณ์ผ่าน 'El Mundo' ว่า "โชเซ่ จะไม่ร้องขอการให้อภัย" "เขามั่นใจว่าสิ่งที่เขาทำลงไปทั้งหมดก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ เรอัล มาดริด"pic : zimbio, nytimes, gazzettaworld, marca

"ท็อป 25 นักเตะค่าตัวแพงสุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2016"

25. ปาโก้ อัลกาเซร์ค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (30 ล้านยูโร)จาก บาเลนเซีย สู่ บาร์เซโลน่า อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ สเปน 24. อัลบาโร่ โมราต้าค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (30 ล้านยูโร)จาก ยูเวนตุส สู่ เรอัล มาดริด อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ สเปน 23. คริสติย็อง เบนเตเก้ค่าตัว 26.6 ล้านปอนด์ (31.2 ล้านยูโร)จาก ลิเวอร์พูล สู่ คริสตัล พาเลซ อายุ 25 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ เบลเยียม 22. มิราเล็ม ปานิชค่าตัว 27.3 ล้านปอนด์ (32 ล้านยูโร)จาก โรม่า สู่ ยูเวนตุส อายุ 26 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ บอสเนีย ละเฮอร์เซโกวีน่า 21. อาร์คาดิอุสซ์ มิลิคค่าตัว 27.3 ล้านปอนด์ (32 ล้านยูโร)จาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สู่ นาโปลี อายุ 22 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ โปแลนด์ 20. เควิน กาเมโร่ค่าตัว 27.3 ล้านปอนด์ (32 ล้านยูโร)จาก เซบีย่า สู่ แอตเลติโก มาดริด อายุ 29 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ ฝรั่งเศส 19. เกอร์เซกอร์ซ ครีโชเวียคค่าตัว 28.7 ล้านปอนด์ (33.6 ล้านยูโร)จาก เซบีย่า สู่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อายุ 26 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ โปแลนด์ 18. มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (35 ล้านยูโร)จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สู่ บาเยิร์น มิวนิค อายุ 27 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ เยอรมัน 17. มุสซ่า ซิสโซโก้ค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (35 ล้านยูโร)จาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด สู่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อายุ 27 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ ฝรั่งเศส 16. เรนาโต้ ซานเชสค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (35 ล้านยูโร)จาก เบนฟิก้า สู่ บาเยิร์น มิวนิค อายุ 19 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ โปรตุเกส 15. อันเดร โกเมสค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (35 ล้านยูโร)จาก บาเลนเซีย สู่ บาร์เซโลน่า อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ โปรตุเกส 14. เอ็นโกโล่ ก็องเต้ค่าตัว 30.6 ล้านปอนด์ (35.8 ล้านยูโร)จาก เลสเตอร์ ซิตี้ สู่ เชลซี อายุ 25 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ ฝรั่งเศส 13. เอริก ไบยี่ค่าตัว 32.5 ล้านปอนด์ (38 ล้านยูโร)จาก บียาร์เรอัล สู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อายุ 22 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ ไอวอรี่โคสต์ 12. ดาวิด ลุยซ์ ค่าตัว 32.9 ล้านปอนด์ (38.5 ล้านยูโร)จาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สู่ เชลซี อายุ 29 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ บราซิล 11. มิชี่ บาตชูอายี่ค่าตัว 33.3 ล้านปอนด์ (39 ล้านยูโร)จาก โอลิมปิก มาร์กเซย สู่ เชลซี อายุ 22 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ เบลเยียม 10. ชูเอา มาริโอค่าตัว 34.2 ล้านปอนด์ (40 ล้านยูโร)จาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน สู่ อินเตอร์ มิลาน อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ โปรตุเกส 9. ชโคดราน มุสตาฟี่ค่าตัว 35 ล้านปอนด์ (41 ล้านยูโร)จาก บาเลนเซีย สู่ อาร์เซน่อล อายุ 24 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ เยอรมัน 8. ซาดิโอ มาเน่ค่าตัว 35.2 ล้านปอนด์ (41.2 ล้านยูโร)จาก เซาธ์แฮมป์ตัน สู่ ลิเวอร์พูล อายุ 24 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ เซเนกัล 7. เฮนริค มคิทาร์ยานค่าตัว 35.9 ล้านปอนด์ (42 ล้านยูโร)จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อายุ 27 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ อาร์เมเนีย 6. กรานิต ชาก้าค่าตัว 38.4 ล้านปอนด์ (45 ล้านยูโร)จาก โบรุสซีย มึนเช่นกลัดบัค สู่ อาร์เซน่อล อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ สวิตเซอร์แลนด์ 5. เลรอย ซาเน่ค่าตัว 42.7 ล้านปอนด์ (50 ล้านยูโร)จาก ชาลเก้ สู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อายุ 20 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ เยอรมัน 4. จอห์น สโตนส์ค่าตัว 47.5 ล้านปอนด์ (55.6 ล้านยูโร)จาก เอฟเวอร์ตัน สู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อายุ 22 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ อังกฤษ 3. ฮัลค์ค่าตัว 47.7 ล้านปอนด์ (55.8 ล้านยูโร)จาก เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สู่ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี อายุ 30 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ บราซิล 2. กอนซาโล่ อิกวาอินค่าตัว 76.9 ล้านปอนด์ (90 ล้านยูโร)จาก นาโปลี สู่ ยูเวนตุส อายุ 28 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ อาร์เจนติน่า 1. ปอล ป็อกบาค่าตัว 89.3 ล้านปอนด์ (105 ล้านยูโร)จาก ยูเวนตุส สู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ ฝรั่งเศส

สรุปการซื้อขายของ 7 ทีมชั้นนำแดนผู้ดี!

อย่างที่ทราบกันดีว่า พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นับว่าเป็นหนึ่งในลีกที่มีคนติดตามมากที่สุดในโลกและหลากหลายสโมสรต่างก็ทุ่มเม็ดเงินนับล้านเพื่อคว้าตัวผู้เล่นหน้าใหม่ๆเข้ามาเสริมทัพกันทั้งสิ้น วันนี้ทางเราจึงนำเอาการดีลที่น่าสนใจของ 7 สโมสรชั้นนำแดนผู้ดีมาให้ได้เช็ครายชื่อกัน (เน้นนักเตะชื่อเสียง) ซึ่งสุดท้ายแล้วจะได้ใครเสียใครไปบ้างติดตามได้เลยครับ!!1. อาร์เซน่อลย้ายเข้า1. กรานิต ชาก้า (ย้ายจาก โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค/ ค่าตัว : 33.8 ล้านปอนด์)2. ทาคุมะ อาซาโนะ (ย้ายจาก เซนเฟรนเซ่ ฮิโรชิม่า/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)3. ร็อบ โฮลดิ้ง (ย้ายจาก โบลัน วันเดอร์เรอร์ส/ ค่าตัว : 2 ล้านปอนด์)4. ชโคดราน มุสตาฟี่ (ย้ายจาก บาเลนเซีย/ ค่าตัว : 35 ล้านปอนด์)5. ลูคัส เปเรซ (ย้ายจาก เดปอร์ติโว่ ลา กอรุนญ่า/ ค่าตัว : 17.1 ล้านปอนด์)ย้ายออก1. เวลลิงตัน ซิลวา (ย้ายซบ ฟลูมิเนนเซ่/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)2. คาลัม แชมเบอร์ส (ย้ายซบ มิดเดิลสโบรห์/ ปล่อยยืมตัว)3.ไรอัน ฮัดดาร์ท (ย้ายซบ อีสต์ลีก/ ปล่อยยืมตัว)4. จอน โทราล (ย้ายซบ กรานาด้า/ ปล่อยยืมตัว)5.ไอแซค เฮย์เดน (ย้ายซบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)6.ดาเนี่ยล คราวลีย์ (ย้ายซบ อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด/ ปล่อยยืมตัว)7. วอยเชียค เชสนีย์ (ย้ายซบ โรม่า/ ปล่อยยืมตัว)8. โจเอล แคมป์เบลล์ (ย้ายซบ สปอร์ติ้ง/ ปล่อยยืมตัว)9. แซร์ช กนาบรี (ย้ายซบ แวร์เดอร์ เบรเมน/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)10. แจ็ค วิลเชียร์ (ย้ายซบ บอร์นมัธ/ ปล่อยยืมตัว)11. ทาคุมะ อาซาโนก (ย้ายซบ สตุ๊ตการ์ท/ ปล่อยยืมตัว)2. เชลซีย้ายเข้า1. มิชี่ บาตชัวยี่ (ย้ายจาก โอลิมปิก มาร์กเซย/ ค่าตัว : 33.2 ล้านปอนด์)2. เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้/ ค่าตัว : 32 ล้านปอนด์)3. เอดูอาร์โด้ (ย้ายจาก ดินาโม ซาเกร็บ/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)4. มาร์กอส อลอนโซ (ย้ายจาก ฟิออเรนติน่า/ ค่าตัว : 23 ล้านปอนด์)5. เดวิด ลุยซ์ (ย้ายจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง/ ค่าตัว : 34 ล้านปอนด์)ย้ายออก1. เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ (ย้ายซบ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม/ ปล่อยยืมตัว)2. นาธาน อาเก้ (ย้ายซบ บอร์นมัธ / ปล่อยยืมตัว)3. โลอิก เรมี่ (ย้ายซบ คริสตัล พาเลซ/ ปล่อยยืมตัว)4. โทมาส คาลาส (ย้ายซบ ฟูแล่ม/ ปล่อยยืมตัว)5. รีซ มิตเชลล์ (ย้ายซบ ครอว์ลีย์/ ค่าตัว : ฟรี)6. ฮวน กวาดราโด้ (ย้ายซบ ยูเวนตุส/ ปล่อยยืมตัว)7. มาริโอ ปาซาลิช (ย้ายซบ เอซี มิลาน/ ปล่อยยืมตัว)8. มาร์โก มาริน (ย้ายซบ โอลิมเปียกอส/ ค่าตัว : 2.5 ล้านปอนด์)9. โมฮาเม็ด ซาลาห์ (ย้ายซบ โรม่า/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)10. บาบ้า ราห์มัน (ย้ายซบ ชาลเก้04/ ปล่อยยืมตัว)11. เคเนดี้ (ย้ายซบ วัตฟอร์ด/ ปล่ออยยืมตัว)12. ปาปี้ ฌิโลโบฌี (ย้ายซบ ซันเดอร์แลนด์/ ค่าตัว: 8 ล้านปอนด์)13. จามาล แบล็กแมน (ย้ายซบ ไวคอมบ์ฯ/ ปล่อยยืมตัว)14. ลูคัส เปียซอน (ย้ายซบ ฟูแล่ม/ ปล่อยยืมตัว)3. เลสเตอร์ ซิตี้ย้ายเข้า1. บาร์ตอสซ์ คาปุสต์ก้า (ย้ายจาก คราโคเวีย/ ค่าตัว : 7.5 ล้านปอนด์)2. อาห์เม็ด มูซ่า (ย้ายจาก ซีเอสเคเอ มอสโก/ ค่าตัว : 16.6 ล้านปอนด์)3. รอน โรเบิร์ต ซีเลอร์ (ย้ายจาก ฮันโนเวอร์/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)4. นัมปาลิส เม็นดี้ (ย้ายจาก นีซ/ ค่าตัว : 13 ล้านปอนด์)5. ราอูล อูเช่ (ย้ายจาก ราโย บาเยกาโน่/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)6. หลุยส์ เอร์นานเดซ (ย้ายจาก สปอร์ติ้ง กีฆอน/ ค่าตัว: ฟรี)7. อิสลาม ซลิมานี่ (ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน/ ค่าตัว : 29 ล้านปอนด์)ย้ายออก1. ริตชี่ เด เลต (ย้ายซบ แอสตัน วิลล่า/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)2. เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ย้ายซบ เชลซี/ ค่าตัว : 32 ล้านปอนด์)3. อันเดรจ ครามาริช (ย้ายซบ ฮอฟเฟนไฮม์/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)4.เลียม มัวร์ (ย้ายซบ เรดดิ้ง/ ค่าตัว ; ไม่เปิดเผย)4. ลิเวอร์พูลย้ายเข้า1. รักนาร์ คลาวาน (ย้ายจาก เอาก์สบวร์ก/ ค่าตัว : 4.2 ล้านปอนด์)2. อเล็กซ์ มานนินเกอร์ (ย้ายจาก เอาก์สบวร์ก/ ค่าตัว : ฟรี)3. ลอริส คาริอุส (ย้ายจาก ไมนซ์/ ค่าตัว : 4.7 ล้านปอนด์)4. จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม (ย้ายจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด/ ค่าตัว: 25 ล้านปอนด์)5. โจเอล มาติป (ย้ายจาก ชาลเก้04/ ค่าตัว : ฟรี)6. ซาดิโอ มาเน่ (ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน/ ค่าตัว: 34 ล้านปอนด์)ย้ายออก1. จอร์แดน ไอบ์ (ย้ายซบ บอร์นมัธ/ ค่าตัว : 15 ล้านปอนด์)2. แบรด สมิธ (ย้ายซบ บอร์นมัธ/ ค่าตัว : 3 ล้านปอนด์)3. จอน ฟลานาแกน (ย้ายซบ เบิร์นลีย์/ ปล่อยยืมตัว)4.คริสเตียน เบนเตเก้ (ย้ายซบ คริสตัล พาเลซ/ ค่าตัว : 27 ล้านปอนด์)5. มาร์ติน สเคอร์เทล (ย้ายซบ เฟเนร์บาห์เช่/ ค่าตัว : 5.5 ล้านปอนด์)6. อัลลัน (ย้ายซบ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน/ ปล่อยยืมตัว)7. แดนนี่ วอร์ด (ย้ายซบ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์/ ปล่อยยืมตัว)8. มาริโอ บาโลเตลลี่ (ย้ายซบ นีซ/ ค่าตัว : ฟรี)9. เซร์กี้ กานอส (ย้ายซบ นอริช ซิตี้/ ค่าตัว : 2.5 ล้านปอนด์)10 เชา คาร์ลอส เตเชร่า (ย้ายซบ ปอร์โต้/ ค่าตัว : 250,000 ปอนด์)11. จอร์แดน รอสซิเตอร์ (ย้ายซบ แรนเจอร์ส/ ค่าตัว : 250,000 ปอนด์)12. อันเดร วิสดอม (ย้ายซบ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก/ ปล่อยยืมตัว)13. โจ อัลเลน (ย้ายซบ สโต๊ค ซิตี้/ ค่าตัว 13 ล้านปอนด์)14. อดัม บ็อกดเาน (ย้ายซบ วีแกนฯ/ ปล่อยยืมตัว)15. เจโรม ซินแคลร์ (ย้ายซบ วัตฟอร์ด) / ค่าตัว : 4 ล้านปอนด์)5. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ย้ายเข้า1. มาร์ลอส โมเรโน่ (ย้ายจาก แอตเลติโก นาซิอองนาล/ ค่าตัว : 4.75 ล้านปอนด์)2. เคลาดิโอ บราโว่ (ย้ายจาก บาร์เซโลน่า/ ค่าตัว : 17.1 ล้านปอนด์)3. อิลคาย กุนโดกัน (ย้ายจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์/ ค่าตัว: 20 ล้านปอนด์)4. โนลิโต้ (ย้ายจาก เซลต้า บีโก้/ ค่าตัว: 13.8 ล้านปอนด์)5. จอห์น สโตนส์ (ย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน/ ค่าตัว : 47.5 ล้านปอนด์)6. อารอน มวย (ย้ายจาก เมลเบิร์น ซิตี้/ ค่าตัว: ฟรี)7. โอเล็กซานดาร์ ซินเชนโก้ (ย้ายจาก อูฟา/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)8. เลอรอย ซาเน่ (ย้ายจาก ชาลเก้04/ ค่าตัว : 37 ล้านปอนด์)ย้ายออก1. มาร์ลอส โมเรโน่ (ย้ายซบ เดปอร์ติโว่ ลา กอรุนญ่า/ ปล่อยยืมตัว)2.อารอน มวย (ย้ายซบ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์/ ปล่อยยืมตัว)3. ซามีร์ นาสรี่ (ย้ายซบ เซบีย่า/ ปล่อยยืมตัว)4. วิลฟรีด โบนี่ (ย้ายซบ สโต๊ค ซิตี้/ ปล่อยยืมตัว)5. โจ ฮาร์ท (ย้ายซบ โตริโน่/ ปล่อยยืมตัว)6. เซโก้ โฟฟาน่า (ย้ายซบ อูดิเนเซ่/ ค่าตัว : 3.8 ล้านปอนด์)7. เอเลียควิม ม็องกาล่า (ย้ายซบ บาเลนเซีย/ ปล่อยยืมตัว)6. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ย้ายเข้า1.เฮนริก มคิห์ทาร์ยาน (ย้ายจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)2. พอล ป็อกบา (ย้ายจาก ยูเวนตุส / ค่าตัว: 89 ล้านปอนด์)3. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (ย้ายจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง/ ค่าตัว : ฟรี)4. เอริก ไบยี่ (ย้ายจาก บียาร์เรอัล/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)ย้ายออก1. เจมส์ วิลสัน (ย้ายซบ ดาร์บี้ เคาน์ตี้/ ปล่อยยืมตัว)2. วิล คีน (ย้ายซบ ฮัลล์ ซิตี้/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)3. กีเยอร์โม่ วาเรล่า (ย้ายซบ ไอนด์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต/ ปล่อยยืมตัว)4. ดีน เฮนเดอร์สัน (ย้ายซบ กริมส์บี้ ทาวน์/ ปล่อยยืมตัว)5. บิกตอร์ บัลเดส (ย้ายซบ มิดเดิลสโบรห์/ ค่าตัว : ฟรี)6. ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ (ย้ายซบ เรดดิ้ง/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)7. โดนัลด์ เลิฟ (ย้ายซบ ซันเดอร์แลนด์/ ค่าตัว : 1 ล้านปอนด์)8. แพดดี้ แม็กแนร์ (ย้ายซบ ซันเดอร์แลนด์/ ค่าตัว : 4.5 ล้านปอนด์)9. อัดนาน ยานาไซน์ (ย้ายซบ ซันเดอร์แลนด์/ ปล่อยยืมตัว)10. ไทเลอร์ รีด (ย้ายซบ สวอนซี วิตี้/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)11. นิก พาว (ย้ายซบ วีแกนฯ/ ค่าตัว : ฟรี)12. คาเมรอน บอร์ธวิก-แจ็คสัน (ย้ายซบ วูลฟ์แฮมป์ตัน/ ปล่อยยืมตัว)7. ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ย้ายเข้า1. วินเซนต์ ยานส์เซน (ย้ายจาก อาแซต/ ค่าตัว : 17 ล้านปอนด์)2. จอร์จส์-เควิน เอ็นคูดู (ย้ายจาก โอลิมปิก มาร์กเซย/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)3. มุสซา ซิสโซโก้ (ย้ายจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด/ ค่าตัว : 30 ล้านปอนด์)4. วิกเตอร์ วานยาม่า (ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน/ ค่าตัว : 11 ล้านปอนด์)5. เปา โลเปซ (ย้ายจาก เอสปันญ่อล/ ปล่อยยืมตัว)ย้ายออก1. ไรอัน เมสัน (ย้ายซบ เบอร์ตัน อัลเบี้ยน/ ค่าตัว : ไม่เปิดเผย)2. คลินตัน เอ็นญี่ (ย้ายซบ โอลิมปิก มาร์กเซย/ ปล่อยยืมตัว)3. เดอันเดร เยดลิน (ย้ายซบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด/ ค่าตัว : 5 ล้านปอนด์)4.เฟเดริโก้ ฟาซิโอ (ย้ายซบ โรม่า/ ปล่อยยืมตัว)5. นาบิล เบนทาเล็บ (ย้ายซบ ชาลเก้04/ ปล่อยยืมตัว)6. นาเซอร์ ชาดลี่ (ย้ายซบ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน/ ค่าตัว : 13 ล้านปอนด์)Credit Pic : Spurs, Man U, Man City, Arsenal, Chelsea, Leicester, Liverpool

4 สิ่งควรรู้ก่อนตลาดนักเตะจะปิดตัวลง !

เอาล่ะครับใกล้ถึงกำหนดเส้นตายของตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อนกันแล้วไม่รู้ว่าแฟนๆจะชื่นอกชื่นใจกับการซื้อตัวของทีมที่รักกันหรือไม่มาในวันนี้ผมเลยขอเอาเรื่องที่น่ารู้ในตลาดนักเตะมาฝากกันครับ1. ตลาดนักเตะจะเปิดอีกเมื่อไร ?- ตลาดหน้าหนาวในฤดูกาลนี้จะเปิดเหมือนเดิมก็คือวันที่ 1 มกราคม ส่วนปิดนั้นจะอยู่ที่ 1 กุมภาพันธ์2. แล้วตลาดหน้าร้อนล่ะ ปกติมาเมื่อไร ?- ตลาดหน้าร้อนโดยปกติแล้วจะเปิดวันที่ 1 กรกฏาคม แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าบรรดาสโมสรและเอเยนต์มีการพูดคุยหรือสรุปข้อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว บางทีก่อนจะหมดฤดูกาลด้วยซ้ำ3. ตลาดหน้าร้อนนี้ปิดเมื่อไร ?- ตลาดจะปิดจริงๆคือวันที่ 31 สิงหาคม เวลา 23.30 น. ตามเวลาประเทศอังกฤษซึ่งนักเตะบางรายที่ย้ายทีมในตลาดปิดอาจจะต้องบินไปรับใช้ชาติในสัปดาห์ฟีฟ่าต่อ4. แล้วตลาดจำพวกยืมตัวล่ะ ?- ปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆที่จะมีการยืมตัวฉุกเฉิน ซึ่งการเซ็นสัญญาแบบนั้นจะไม่มีอีกต่อไปเลยทำให้การยืมตัวนักเตะต่างๆจะหมดสิ้นลงตามปกติก็คือวันที่ 31 สิงหาคมเค.เค.pic : Manchester United

รวม 4 แข้ง 4 ลีกใหญ่ยุโรปทำแฮตทริกเกมแรกซีซั่น 2016/17

ต้องยอมรับว่านักเตะแต่ละรายของ 4 ลีกใหญ่แห่งยุโรปฤดูกาลนี้โชว์ผลงานกันได้อย่างโหดหินจริงๆ หลังมีผู้ทำแฮตทริกตั้งแต่เกมแรกให้ได้เห็นกันไปแล้วและผู้เล่นแต่ละคนนั้นก็ดูเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาแฟนบอลกันอย่างดีเสียด้วย แต่จะมีใครบ้างมาติดตามได้เลยครับ!1. คาร์ลอส บัคก้า (เอซี มิลาน) เริ่มกันที่รายแรกกับ คาร์ลอส บัคก้า กองหน้ามากฝีเท้าของ เอซี มิลาน ที่ฤดูกาลก่อนหน้านี้ยิงในลีกคนเดียวถึง 18 ประตู เขาย้ายมาจากจาก เซบีย่า ร่วมซบ "ปีศาจแดงดำ" ด้วยค่าตัวสูงถึง 30 ล้านยูโร กระนั้นผลงานของเขาก็นับว่าคุ้มค่าเม็ดเงินที่เสียไปอย่างมากทีเดียว สำหรับเกมแรกของฤดูกาลนี้ของ มิลาน เป็นการเจอกับ โตริโน่ อีกหนึ่งทีมดังในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี โดยกองหน้าชาวโคลอมเบียได้ยิงประตูในนาทีที่ 38,50 และจุดโทษในนาทีที่ 62 ส่งผลให้เกมจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าถิ่น จูเซปเป้ เมอัซซ่า ที่สกอร์ 3-2 นั่นเอง2. อเล็กซ็องแดร์ ลากาแซตต์ (โอลิมปิก ลียง) ผมเชื่อว่านักเตะรายนี้บางคนอาจจะไม่รู้จักสักเท่าไหร่ไม่ค่อยได้อ่านข่าวคราวการซื้อขายกันมากนัก เพราะ อเล็กซ็องแดร์ ลากาแซตต์ นับเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ตกเป็นข่าวการย้ายมาเล่นในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มากที่สุดคนหนึ่งก็ว่าได้ หลัง "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ได้ตกเป็นกระแสความสนใจใช้งานอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากนักเตะรายนี้ได้ซัดใน ลีก เอิง ฝรั่งเศส เมื่อซีซั่น 2015/16 ไปมากถึง 21 ประตูทีเดียว แถมฤดูกาลก่อนหน้านั้นยังยิงไปถึง 27 ประตูอีกด้วยนะ สำหรับกองหน้าเลือดนํ้าหอมนับว่าเป็นฤดูกาลใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ หลังนัดแรกในซีซั่น 2015/16 ได้ซัดแฮตทริกช่วย "โอแอล" โค่น น็องซี่ ไปด้วยสกอร์มากถึง 3-0 แถมเกมเจอกับ ก็อง ในนัดต่อมายังยิงได้อีก 2 ลูกด้วยซํ้า ด้วยฝีเท้าระดับนี้น่าสนใจจริงๆว่าบอร์ดบริหาร ลียง จะรั้งตัวเอาไว้ได้อีกนานแค่ไหนกัน3. โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (บาเยิร์น มิวนิค) ส่วน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ นับเป็นผู้เล่นที่โชว์ผลงานได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ เพราะตั้งแต่ย้ายมายังถิ่น อัลลิอันซ์ อารีน่า ก็พังสกอร์ได้อย่างไม่หยุดไม่หย่อน ซึ่งซีซั่นแรกในปี 2014/15 แม้จะดูยิงไปได้เยอะมากโขแล้วที่ 17 ประตู แต่ฤดูกาลถัดมากลับถล่มตาข่ายไปได้มากถึง 30 ประตูอีกต่างหาก น่าสนใจจริงๆว่าซีซั่น 2016/17 นั่นเขาจะสร้างปรากฎการณ์ให้แฟนบอลเมืองเบียร์ได้เห็นอีกครั้งหรือไม่ เกมแรกของ "เสือใต้" ฤดูกาลนี้อาจจะออกสตาร์ทช้าไปกว่าลีกอื่นๆ แต่พวกเขาก็คงความร้อนแรงด้วยการถล่ม แวร์เดอร์ เบรเมน ไปด้วยสกอร์มากถึง 6-0 ซึ่ง เลวานดี้ ได้ทำประตูไปในนาทีที่ 13,46 และ 77 ส่วนอีก 3 ประตูที่เหลือตกเป็นของ ชาบี อลอนโซ่, ฟิลิปป์ ลาห์ม และ ฟร้องก์ ริเบรี่ นั่นเอง4. หลุยส์ ซัวเรซ (บาร์เซโลน่า) แน่นอนว่านักเตะรายนี้ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน สำหรับ หลุยส์ ซัวเรซ ยอดดาวยิงของ บาร์ซ่า ที่ยังคงความร้อนแรงตั้งแต่ฤดูกาลแรกจนถึงปัจจุบัน เขาปรับตัวผสานฝีเท้าร่วมกับ เนย์มาร์ และ ลิโอเนล เมสซี่ ได้อย่างรวดเร็วจนได้รับฉายาสามแนวรุก "MSN" สุดน่าเกรงขาม ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าในปี 2015/16 เขายิงในลีกสูงสุดแดนกระทิงดุไปได้ถึง 40 ประตูเชียวนะ อย่างไรก็ตามเกมแรกของ "หม่อมเหยิน" ในฤดูกาลใหม่เป็นการช่วย "เจ้าบุญทุ่ม" เปิดบ้านถล่ม เรอัล เบติส ไปด้วยสกอร์ถึง 6-2 โดย ซัวเรซ เป็นผู้ทำประตูในนาทีที่ 42,56 และ 82 นั่นเอง นอกนั้นคือการทำประตูเบิกร่องของ อาร์ด้า ตูราน และเป็นการทำผลงานอันยอดเยี่ยมของ เมสซี่ อีก 2 ตุงด้วยกันCredit Pic : Zimbio, Arsène's Son

"ท็อป 5 สตาร์ส่งออกค่าตัวแพงสุดของ เซบีย่า"

เซร์คิโอ รามอส รามอส ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ เซบีย่า อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะปราการหลังกัปตันทีม เรอัล มาดริด คนปัจจุบันเติบโตขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของยอดทีมแห่งแคว้นอันดาลูเซียตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ และการลงสนามกับทีมชุดใหญ่ของทัพ "โลส โรฆิบลังโกส" เพียงฤดูกาลเดียว (2004-05) ก็เพียงพอใน "โลส บลังโกส" หอบเงินค่าตัว 27 ล้านยูโรมาให้กับพวกเขาเพื่อเซ็นสัญญากับดาวโรจน์วัย 19 ปีในตอนนั้นที่เล่นได้ทั้งตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก, แบ็กขวา และมิดฟิลด์ตัวรับ เมื่อปี 2005 โดยนับถึงตอนนี้สตาร์วัย 30 ปีประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์มาแล้วแทบทุกรายการกับ มาดริด และทีมชาติสเปน คาร์ลอส บักก้า ไม่น่าแปลกใจที่ บักก้า จะได้รับความสนใจจากทั้ง เชลซี, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล และ โรม่า หลังจากดูกาล 2014-15 ศูนย์หน้าทีมชาติโคลอมเบียกระทุ้ง 28 ประตูจากการลงสนามในทุกรายการกับทัพ "โลส โรฆิบลังโกส" พร้อมแชมป์ยูโรปา ลีก มาครอง โดยเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมต่อเนื่องจากซีซั่น 2014-15 ของเขาหลังจากกด 21 ประตูกับยอดทีมแห่งแคว้นอันดาลูเซียซึ่งเป็นปีแรกที่ดาวยิงชาวโคลอมเบียนย้ายจาก คลับ บรูช มาล่าตาข่ายในถิ่นเอสตาดิโอ รามอน ซานเชซ ปิซฆวน อย่างไรก็ตามสุดท้ายเป็น เอซี มิลาน ที่ตอบตกลงจ่าย 30 ล้านยูโรตามค่าฉีกสัญญาเพื่อรับหัวหอกวัย 29 ปีเข้าสู่รั้วสตาดิโอ ซาน ซิโร่ เมื่อกลางปีที่แล้ว เควิน กาเมโร่ กาเมโร่ อยู่ในฟอร์มน่าประทับใจต่อเนื่องขึ้นในแต่ละปีกับ เซบีย่า นับตั้งแต่ย้ายจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาล่าตาข่ายในรั้วรามอน ซานเชซ ปิซฆวน เมื่อปี 2013 ก่อนมาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างกับฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยกระทุ้ง 16 ประตูในลา ลีกา รวม 29 ประตูในทุกรายการพร้อมพายอดทีมแห่งแคว้นอันดาลูเซียยึดบัลลังก์แชมป์ยูโรปา ลีก เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ทำให้หัวหอกวัย 29 ปีกลายเป้าหมายของ บาร์เซโลน่า กับ แอตเลติโก มาดริด และสุดท้ายเป็น "ตราหมี" ที่ทุ่มค่าตัว 32 ล้านยูโรเพื่อรับดาวยิงชาวเฟร้นช์มาร่วมถิ่นเอสตาดิโอ บิเซนเต้ กัลเดรอน หลังยอดทีมแห่งกรุงมาดริดพลาดดึง ดีเอโก้ คอสต้า กลับจาก เชลซี เกอร์เซกอร์ซ ครีโชเวียค ครีโชเวียค ถือเป็นกองกลางตัวรับระดับท็อปของลา ลีกา ช่วง 2 ปีหลังอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนอกจากมิดฟิลด์วัย 26 ปีจะกลายเป็นขุมกำลังสำคัญของทัพ "โลส โรฆิบลังโกส" ทันที่ที่ย้ายจาก แร็งส์ มาค้าแข้งยังถิ่นเอสตาดิโอ ราม่อน ซานเชซ ปิซฆวน ในราคา 4.5 ล้านยูโร เมื่อปี 2014 ห้องเครื่องทีมชาติโปแลนด์ยังเล่นได้อย่างแข็งแกร่งดุดัน และมีพัฒนาการต่อเนื่องสำหรับบทบาทตัวตัดเกมตลอด 2 ซีซั่นที่ผ่านมา ทำให้หลัง อูไน เอเมรี่ เลือกอำลา เซบีย่า และไปก้าวไปกุมบังเหียน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในช่วงซัมเมอร์นี้ เฮดโค้ชชาวสแปนิชจึงสนับสนุนให้ เปแอสเช ลงทุน 33.6 ล้านยูโรเพื่อนำเข้าอดีตแข้ง บอร์กโดซ์ สู่รั้วปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ดานี่ อัลเวส แน่นอนว่า อัลเวส ยังอยู่ในหัวใจของสาวก "เซบียีสตาส" เสมอ เนื่องจากแบ็กขวาตัวเก๋าทีมชาติบราซิลรับใช้ เซบีย่า ยาวนาน 6 ปีนับตั้งแต่ย้ายจาก บาเฮีย สโมสรในบ้านเกิดมาตะบันเพลงแข้งยังรังราม่อน ซานเชซ ปิซฆวน เมื่อปี 2002 ขณะที่วัยเพียง 19 ปีเท่านั้น และกองหลังตัวใหม่ของ ยูเวนตุส ก็เติบโตขึ้นต่อเนื่องไปพร้อมกับยอดทีมแห่งแคว้นอันดาลูเซียที่กำลังลืมตาอ้าปากพร้อมคว้าทั้งแชมป์โกปา เดล เรย์, ซูเปอร์โกปา เด เอสปันญ่า, ยูฟ่า คัพ และยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ก่อนถูก บาร์เซโลน่า คว้าตัวไปร่วมถิ่นคัมป์ นู ด้วยค่าตัวหลัก 35 ล้านยูโร ในปี 2008 ซึ่งจากนั้นดาวเตะวัย 33 ปีก็พัฒนาฝีเท้าจนกลายฟูลแบ็กระดับท็อปของโลกการันตีด้วย 23 โทรฟี่แชมป์เมเจอร์กับ "อาซูลกราน่า"pic : transfermarkt.com

โคตรโหด ! รวมสถิติสุดบ้าของ ซัวเรซ กับ บาร์ซ่า

ได้ดิบได้ดีสุดๆสำหรับ หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอกฟันไม่เข้าของพลพรรค "อัลซูกราน่า" บาร์เซโลน่า ที่ล่าสุดก็เพิ่งจะกระหน่ำกดแฮตทริกไปได้ในเกม ลาลีก้า สเปน นัดแรกของฤดูกาลกับ เรอัล เบติส ทำให้สื่ออย่าง 'Mirror' รวบรวมสถิติสุดคลั่งของศูนย์หน้าทีมชาติอุรุกวัยเอาไว้จะมีอันไหนน่าสนใจบ้างมาดูกันเลย1 : ซัวเรซ ยิงแฮตทริกได้ 4 ครั้งจากการลงเล่น 6 เกมลีกหลังสุด2 : และใน 6 เกมดังกล่าวนั่นน่ะ ซัวเรซ ยิงไปคนเดียว 17 ประตู !3 : มันหมายความว่าค่าเฉลี่ยต่อ 1 นัดนั้นคือ 2.83 ประตู4 : จากการลงเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า ในเกมลีก 63 นัด ซัวเรซ มีส่วนร่วมถึง 89 ลูก !5 : แบ่งเป็น 59 ประตูกับอีก 30 แอสซิสต์6 : ตอนนี้เขาทำไปแล้ว 10 แฮตทริก ให้กับ บาร์เซโลน่า7 : คิดง่ายๆเลยคือลงเล่น 10 นัด ซัวเรซ จะยิง แฮตทริก ได้ 1 ครั้ง8 : จากการลงเล่น 98 นัดให้กับ บาร์ซ่า ในทุกรายการ ซัวเรซ ยิงไปแล้ว 88 ประตูเค.เค.pic : zimbio