breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

อัพเดทสถานการณ์ลุ้นแชมป์โค้งสุดท้ายของ 3 ลีกชั้นนำยุโรป!

ใกล้จะจบซีซั่น 2016/17 ไปทุกที.... การแข่งขันทุกลีกยุโรปก็เริ่มมีความชัดเจนเรื่องการลุ้นแชมป์เพิ่มมากขึ้นและสถานการณ์บางลีกก็ยังคงเข้มข้นเรื่อยๆเช่นกัน วันนี้ทางเราจึงขอยกตารางของ 3 ลีกชั้นนำมาให้ได้ทราบกันครับและมาดูกันว่าทีมใดต้องมาเจอกับนัดที่เหลือที่หฤโหดไปกว่ากัน...1. พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เริ่มกันที่ลีกที่ชาวไทยต่างคุ้นเคยกันดีอย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สถานการณ์การลุ้นแชมป์กลับมาเข้มข้นขึ้นอีกครั้ง หลัง เชลซี จ่าฝูงต้องสะดุดไปบ้างช่วง 5 เกมล่าสุดทั้งตอนที่เจอกับ "ปราสาทเรือนแก้ว" และ "ปีศาจแดง" เป็นเหตุให้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่กำลังมาแรงจนหยุดไม่อยู่ไล่ตามมาเหลือเพียง 4 คะแนนเท่านั้น ขณะที่การแข่งขันยังเหลืออีก 5 เกมเท่านั้นเสียด้วย แน่นอนครับว่าต่อจากนี้หากใครสะดุดอีกแม้แต่เกมเดียวก็อาจจะมีสิทธิ์หมดลุ้นแชมป์กันได้เลยเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าการที่ต้องเจอกับทั้ง อาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เลสเตอร์ ซิตี้ ดูจะเป็นก้างขวางคอที่ทำให้ลูกทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ต้องเจอปัญหาใหญ่มากกว่าสโมสรจ่าฝูงในโค้งสุดท้ายเสียอีกครับ...ตัวความหวังของทั้งสองทีมและเกมที่เหลือโค้งสุดท้ายเชลซี ตัวความหวัง: ดีเอโก้ คอสต้า กองหน้าสายพันธ์กระทิงดุยังคงความดุดันไม่เปลี่ยนแปลงกับการเล่นให้ถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังฤดูกาลนี้ยิงในลีกไปถึง 19 ลูก แถมมีลูกเล่นแพรวพราวและความกระหายด้านการแข่งขันอย่างที่หลายคนรู้จักกันดี แน่นอน 5 เกมที่เหลือการเล่นคู่กับ เอแด็น อาซาร์ จะมีบทบาทสำคัญต่อการลุ้นแชมป์สูงมากชัวร์ๆ!เกมที่เหลือ: เอฟเวอร์ตัน, มิดเดิลสโบรช์, เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน, วัตฟอร์ด, ซันเดอร์แลนด์ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ตัวความหวัง: แฮร์รี่ เคน แนวรุกตัวฉกาจเลือดผู้ดียังคงเป็นปัจจัยหลักของ "ไก่เดือยทอง" ซึ่งแม้จะมีอาการบาดเจ็บรบกวนไปบ้างในฤดูกาลนี้ แต่เขาก็ซัดตาข่าวได้มากถึง 20 ประตูไปแล้วจนกลายมาเป็นรองดาวซัลโวคนปัจจุบัน ซึ่งมั่นใจได้เลยว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ จะยังคงวางเป็นตัวหลักตลอด 5 เกมที่เหลือแน่นอนเกมที่เหลือ: อาร์เซน่อล, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เลสเตอร์ ซิตี้, ฮัลล์ ซิตี้2. ลา ลีกา สเปน อันดับถัดมาเป็นลีกสูงสุดแดนกระทิงดุที่สองทีม "เอล กลาซิโก" ต่างยังคงขับเคี่ยวกันอย่างเมามันช่วงท้ายซีซั่น ซึ่งปัจจุบันแม้จะมีคะแนนเท่ากันที่ 78 แต้มและ บาร์เซโลน่า เพิ่งจะเอาชนะคู่แข่งสำคัญมาได้หมาดๆคาถิ่น ซานเตียโก เบร์นาเบว แต่ทางด้าน เรอัล มาดริด ก็ยังเหนือกว่าเล็กน้อยด้วยการมีเกมการแข่งขันเหลือมากกว่า 1 นัด ส่งผลให้โอกาสเก็บคะแนนให้สูงกว่าทีมจากแคว้นคาตาลันยังมีอยู่มากกว่า แต่หากพูดถึงสภาพความฟิตทีมที่น่าจะได้เปรียบกว่าคงจะเป็น "เจ้าบุญทุ่ม" ที่เหลือเหลือเพียงเกม ลา ลีกา ไปยาวๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยบอล โกปา เดล เรย์ ผิดกับ "ราชันชุดขาว" ที่ยังกรำศึกหนักในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไปด้วยนั่นเองครับ!ตัวความหวังของทั้งสองทีมและเกมที่เหลือโค้งสุดท้ายบาร์เซโลน่า ตัวความหวัง: ลิโอเนล เมสซี่ เพิ่งจะทำประตูที่ 500 ให้กับตัวของเขาในการรับใช้สโมสรถิ่น คัมป์นู มาได้เมื่อเกม "เอล กลาซิโก" ที่ผ่านมา ก่อนที่เกมล่าสุดเจอกับ โอซาซูน่า ก็ยังยิงไปถึง 2 ลูก เขานับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของทีมในแนวรุกก็ว่าได้ ปัจจุบันเขายิงไปแล้วถึง 33 ลูกให้กับต้นสังกัดในลีกซีซั่นนี้เกมที่เหลือ: เอสปันญ่อล, บียาร์เรอัล, ลาส ปัลมาส, เออิบาร์เรอัล มาดริดตัวความหวัง: คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นับเป็นหนึ่งในสองนักเตะที่ถูกยกให้แข็งแกร่งที่สุดในโลกเวลานี้เช่นเดียวกับ ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งแม้จะวัย 32 ปีไปแล้ว เขาก็ยังคงรับบทบาทสำคัญในแนวรุกให้กับ "ราชันชุดขาว" มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบางเกมเขาถูกจับพักเพื่อรักษาความฟิตเพิ่มมากขึ้นและนั่นเป็นสัญญาณว่าท้ายฤดูกาลจะต้องกลายมาเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมอีกครั้งแน่นอนในการแข่งขันทุกรายการที่เหลือนั่นเองเกมที่เหลือ: เซลต้า บีโก้, บาเลนเซีย, กรานาด้า, เซบีย่า, มาลาก้า3. ลีก เอิง ฝรั่งเศส สุดท้ายผมขอเลือกพูดถึงลีกสูงสุดแดนนํ้าหอมที่แม้จะดรอปกว่าลีกอื่นๆบางแห่ง แต่ปีนี้พวกเขาขับเคี่ยวกันยันนัดสุดท้ายแน่นอน หลังฤดูกาลนี้ โมนาโก มาด้วยฟอร์มร้อนแรงสุดๆด้วยการขึ้นนำเป็นจ่าฝูงด้วยการเก็บ 80 แต้มเทียบเท่ากับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กระนั้นพวกเขาก็ยังเหลือการแข่งขันมากกว่า 1 นัดและมีการทำประตูลูกได้เสียมากกว่าชัดเจน พูดกันตามตรงบอกได้ยากว่าใครน่าจะมีโอกาสปาดหน้าคว้่าแชมป์มาได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างไร้พ่ายในลีกกันอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงโค้งสุดท้ายดู โมนาโก จะเจอคู่แข่งที่สบายกว่า "เปแอสเช" อยู่เล็กน้อย เนื่องจากแชมป์เก่ายังต้องเจอ นีซ ในเกมถัดไปด้วยตัวความหวังของทั้งสองทีมและเกมที่เหลือโค้งสุดท้ายโมนาโกตัวความหวัง: คิเลียน เอ็มบัปเป้ เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังได้รับคำชื่นชมและความสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังในฤดูกาลนี้นอกจากยิงในลีกไป 13 ประตูแล้ว ยังสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับ โมนาโก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกด้วย ซึ่งวัยเพียง 18 ปีมีโอกาสที่เขาจะพัฒนาฝีเท้าได้อีกมากจริงๆเกมที่เหลือ: ตูลุส, น็องซีย์, ลีลล์, แซงต์-เอเตียน, แรนส์ปารีส แซงต์-แชร์กแมงตัวความหวัง: เอดินสัน คาวานี่ เรียกได้ว่าก้าวขึ้นมาทดแทนการเป็นหัวใจในเกมรุกของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช อย่างเต็มตัว หลังฤดูกาลนี้ยังคงได้รับความไว้วางใจและยิงในลีกไปแล้วถึง 31 ลูก ซึ่งทราบหรือไม่ว่าเขายิงเปิดสกอร์ลูกแรกแต่ละนัดรวมแล้วถึง 16 ประตูอีกด้วย ซึ่งจำนวนเกมที่เหลือก็ดูไม่น่าแปลกใจนักหากได้เห็นเขาเป็นดาวซัลโวของลีกสูงสุดแดนนํ้าหอมฤดูกาลนี้ต่อไปเกมที่เหลือ: นีซ, บาสเตีย, แซงต์-เอเตียน, ก็องPic : Google, Zimbio

"5 ทีมที่เล่นระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็กแข็งแกร่งสุดในฤดูกาลนี้"

5. ฮอฟเฟ่นไฮม์ลงสนาม (ในบุนเดสลีกา) : 26 นัดเสียประตู : 27 ลูกค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด : 1.08 เปอร์เซ็นต์อันดับในบุนเดสลีกา : 4 ฮอฟเฟ่นไฮม์ ภายใต้การบัญชาทัพของ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์วัยเพียง 29 ปี ทำผลงานน่าประทับใจมากตลอดซีซั่นนี้ด้วยการปักหลักอยู่ด้านบนของตารางคะแนนในพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และขณะนี้กำลังลุ้นอันดับ 3 กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมนุด์ อยู่ แน่นอนว่าเกมรับระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็กที่ประกอบไปด้วย นิคลาส ซือเล่, เควิน โฟกต์ และ เบนยามิน ฮึบเนอร์ ก็คืออีก 1 จุดของทีมที่ทำให้พวกเขาปราชัยในเกมลีกฤดูกาลนี้เพียง 3 นัดเท่านั้น ซึ่งเป็นรองเพียงจ่าฝูง บาเยิร์น มิวนิค 4. ยูเวนตุสลงสนาม (ในเซเรีย อา) : 13 นัดเสียประตู : 12 ลูกค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด : 0.92 เปอร์เซ็นต์อันดับในเซเรีย อา : 1 เจ้าของแชมป์สคูเด็ตโต้ 5 สมัยซ้อนอาจกำลังอยู่ในฟอร์มแข็งแกร่งมากๆในระบบ 4-2-3-1 หมากใหม่ของเฮดโค้ช มักซ์ อัลเลกรี ที่เน้นเกมรุกอันดุดัน และมีประสิทธิภาพ แต่ระบบ 3-5-2 ที่มี เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่ และ อันเดรีย บาร์ซาญี่ ยืนเป็น 3 ปราการหลังตัวกลาง ซึ่งเป็นรากฐานการสร้างทีมของพวกเขา และได้รับสมญานามว่า 'พร้อมกำแพงเมืองตูริน' อันโด่งดังยังอยู่เป็นแผน 2 สำหรับการปรับแท็คติก และเจ้า "ม้าหลาย" ก็ทำได้ดีเสมอเมื่อกลับมาเล่นระบบนี้ 3. ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ลงสนาม (ในพรีเมียร์ลีก) : 10 นัดเสียประตู : 7 ลูกค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด : 0.7 เปอร์เซ็นต์อันดับในพรีเมียร์ลีก : 2 สเปอร์ส ยังอยู่ในฟอร์มยอดเยี่ยมสม่ำเสมออย่างมากหลังผู้จัดการทีม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ปรับมาเล่นระบบ 3-4-2-1 เมื่อการขยับ เอริค ดายเออร์ จากกองกลางมายืนเป็น 1 ใน 3 เซ็นเตอร์ฮาร์ฟร่วมกับ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ และ แยน แฟร์ต็องเก้น ออกมาเวิร์คลงล็อคพอดี และเกมรับที่รัดกุมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ทัพ "ไก่เดือยทอง" เป็นเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่มีแชมป์พรีเมียร์ลีกกับจ่าฝูง เชลซี ด้วยแต้มช่องว่างที่ห่างกันเพียง 4 คะแนนเท่านั้น 2. เชลซีลงสนาม (ในพรีเมียร์ลีก) : 26 นัดเสียประตู : 18 ลูกค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด : 0.69 เปอร์เซ็นต์อันดับในพรีเมียร์ลีก : 1 เชลซี ยึดตำแหน่งจ่าฝูงบนตารางพรีเมียร์ลีกมาอย่างนาน และกำลังจ่อเข้าป้ายเป็นทีมแชมป์ลีก หลังพลพรรค "สิงห์บลูส์" ดีดฟอร์มของตัวเองขึ้นมาได้ทันที หลังเทรนเนอร์ อันโตนิโอ คอนเต้ ปรับจากระบบ 4-3-3 ด้วยแบ็ก 4 อันคุ้นเคยมาเป็น 3-4-3 พร้อมวาง แกรี่ เคฮิลล์, ดาวิด ลุยซ์ และ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า รับบทบาท 3 เซ็นเตอร์แบ็กในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว และยอดทีมแห่งกรุงลอนดอนก็รักษาความเสมอต้นเสมอปลายได้มาจนกระทั่งโค้งสุดท้ายของซีซั่นในตอนนี้ 1. อาแอส โรม่าลงสนาม (ในเซเรีย อา) :12 นัดเสียประตู : 7 ลูกค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด : 0.58 เปอร์เซ็นต์อันดับในเซเรีย อา : 2 โรม่า อาจไม่คุ้นเคยมากนักกับการเล่นด้วย 3 ปราการหลังตัวกลาง แต่ในยุคของเฮดโค้ช ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ ขุนพล "จัลโลรอสซี่" ปรับมายืนกองหลัง 3 คนค่อนข้างบ่อยทีเดียวในฤดูกาลนี้ด้วยระบบ 3-4-2-1 กับการส่ง คอสตาส มาโนลาส, เฟเดริโก้ ฟาซิโอ และ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ลงประจำการ และหมากใหม่นี้ก็มีส่วนไม่น้อยสำหรับการพายอดทีมแห่งกรุงโรมรั้งรองจ่าฝูงเซเรีย อา ทำให้ "หมาป่าเหลือง-แดง" สามารถเล่นยืดหยุ่นขึ้นได้ระหว่างเกมหากต้องเปลี่ยนแผนจากระบบ 4-3-3

รวม 3 เหตุการณ์ระทึกลูกหนังที่เกิดขึ้นช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้กีฬาฟุตบอลจะเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและเป็นเครื่องสานสัมพันธไมตรีระหว่างทุกๆชาติ แต่ก็มีพวกหัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งย่อยๆที่มักจะก่อเหตุรุนแรงและสร้างความวุ่นวายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองหรือเหยียดเชื้อชาติก็ตาม ซึ่งล่าสุดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นเช่นกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างติดตามกันได้เลยครับ!1. โอลิมปิก ลียง - เบซิคตัส เกมการแข่งขันระหว่าง โอลิมปิก ลียง และ เบซิคตัส ในศึก ยูโรปา ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายนที่ผ่านมาจำต้องเหรดการแข่งขันนานถึง 45 นาที หลังแฟนบอลของทั้งสองฝ่ายได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นจนแฟนบอลบางส่วนต้องหนีลงมาบนสนามเพื่อลี้ภัย ซึ่งท้ายที่สุดเหตุการณ์ดังกล่าวทางด้าน สหพันธ์ลูกหนังแห่งยุโรป (ยูฟ่า) ก็ได้ตัดสินลงดาบทั้ง "โอแอล" และ เบซิคตัส ห้ามเล่นบอลถ้วยยุโรปนาน 1 ฤดูกาลด้วยกัน (ภาคทัณฑ์เอาไว้ก่อนนาน 2 ปี หากทำผิดซํ้าจะมีผลลงโทษทันที) 2. บาสเตีย - โอลิมปิก ลียง สำหรับเหตุการณ์ต่อมาทีมที่เกี่ยวข้องยังคงเป็น ลียง แต่งานนี้ดูเหมือนพวกเขาจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำเท่านั้น เมื่อเกม ลีก เอิง วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายนที่ผ่านมาแฟนบอลของ บาสเตีย ได้ก่อเหตุสุดเถื่อนด้วยการวิ่งกรูลงไปสนามหวังทำร้ายผู้เล่นของ "โอแอล" ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ส่งผลให้เกมต้องล่าช้าไปเกือบ 1 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะเริ่มการแข่งขันครึ่งแรกได้ แต่ท้ายที่สุดช่วงพักครึ่งก็มีการก่อเหตุซํ้าจนต้องยุติการแข่งขันไปนั่นเอง อย่างไรก็ตามจากเหตุการณืดังกล่าวมีการรายงานเพิ่มเติมด้วยว่าแฟนบอล บาสเตีย ได้ขว้างบอลใส่ผู้เล่นของ ลียง จนเป็นเหตุให้ เมมฟิส เดอปาย ออกอาการฉุนเล็กๆขว้างบอลกลับไปและนั่นก็เป็นเหตุให้เรื่องบานปลายตามมาในท้ายที่สุด3. โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ - โมนาโก เหตุการณ์สุดท้ายถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่รุนแรงที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากก่อนเกมที่ "เสือเหลือง" จะเปิดบ้านรับมือ โมนาโก ในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก รถบัสของพวกเขาที่กำลังเดินทางไปยังสนาม ซิกแนล อิดูน่า พาร์ค ได้ถูกลอบจู่โจมด้วยระเบิด ซึ่งแม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น แต่ มาร์ก บาร์ตร้า ปราการหลังของทีมก็ถูกแรงระเบิดจนมีอาการบาดเจ็บข้อมือ ส่งผลให้ต้องถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเพื่อทำการผ่าตัดรักษา ขณะที่รถบัสก็ถูกแรงระเบิดจนกระจกพังยับด้านข้างท้ายรถอีกด้วย นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นจริงๆCredit Pic : Sky New, IOL,TopTwitter

"5 นักเตะที่ย้ายออกจาก ยูเวนตุส ด้วยค่าตัวแพงที่สุด"

ยูเวนตุส อาจขึ้นชื่อว่าเป็นยอดทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการลูกหนังอิตาลี และอีกหนึ่งสโมสรแถวหน้าของยุโรป แต่ด้วยความฟุตบอลเต็มไปด้วยเหตุผลมากมาย รวมทั้งในเรื่องของการย้ายทีมของนักเตะด้วย ทำให้ที่ผ่านมา "เบียงโคเนรี่" เสียสตาร์ของพวกเขาไปไม่น้อย และแน่นอนว่าแข้งเหล่านั้นก็ต้องมีค่าหัวไม่น้อยอย่างไม่ต้องสงสัย และวันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เราก็มีชื่อของลิสต์ท็อป 5 ของผู้เล่นที่ ยูเว่ ขายออกไปด้วยราคาแพงระยับ... ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (ค้าแข้งกับ ยูเวนตุส ระหว่างปี 2004-2006) ยูเว่ เจียดเงิน 16 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัว อิบราฮิโมวิช ในขณะที่วัยเพียง 23 ปีจาก อาแจ็กซ์ มาล่าตาข่ายกับทีมของกุนซือ ฟาบิโอ คาเปลโล่ และหัวหอกทีมชาติสวีเดนสามารถปรับตัวได้อย่างอย่างรวดเร็วจนก้าวขึ้นมาเป็นขุนกำลังสำคัญของ "เบียงโคเนรี่" ทันที ก่อนจบปีแรกกับยอดทีมแห่งเมืองตูรินพร้อมการคว้าแชมป์เซเรีย อา พ่วงด้วยตำแหน่งดาวซัลโวในลีก ของทีม ทำให้ดาวยิงชาวสวีดิชได้รับกลายเป็นป้าหมายของ เรอัล มาดริด แต่ ยูเว่ ก็ได้ปฎิเสธข้อเสมอมูลค่า 70 ล้านยูโรไป ฤดูกาลต่อมา อิบรา ยังเล่นได้ดุดันต่อเนื่องจนช่วยให้เจ้า "ม้าลาย" ป้องกันโทรฟี่สคูเด็ตโต้ แต่หลังจบซีซั่น ยูเวนตุส กลับโดนคดีกัลโช่โปลีจนถูกริบแชมป์ลีก 2 สมัยดังกล่าว และปรับตกชั้นลงไปเล่นในเซเรีย บี ทำให้ อินเตอร์ มา รวบตัวเขาไปในราคา 25 ล้านยูโร ฟิลิปโป้ อินซากี้ (ค้าแข้งกับ ยูเวนตุส ระหว่างปี 1997-2001) หลังจากแจ้งเกิดขึ้นมาอย่างเต็มตัวด้วยการกระหน่ำ 24 ประตูในลีกกับ อตาลันต้า ในฤดูกาล 1996-97 พร้อมคว้าตำแหน่ง "คาโปคันโนนิเอเร่" หรือดาวซัลโวของเซเรีย อา ประจำฤดูกาลมาครอง ทำให้ ยูเว่ จัดการรับดาวยิงวัย 24 ปีมาล่าตาข่ายในถิ่นสตาดิโอ เดลเล อัลปิ (สนามในเมืองตูรินที่ ยูเวนตุส ใช้เป็นรังเหย้าระหว่างปี 1990–2006) และกองหน้าทีมชาติอิตาลีก็กลายเป็นแกนหลักของ "ม้าลาย" ตลอด 3 ปีนับจากนั้นด้วยการประสานงานแนวรุกร่วมกับ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ และ ซีเนอดีน ซีดาน ในยุคของ มาร์เซลโล่ ลิปปี้ พร้อมผลงานกระทุ้งเฉลี่ย 20 ลูกต่อซีซั่น แต่การที่ดาวยิงชาวอิตาเลียนตกเป็นตัวสำรองในฤดูกาล 2000-2001 ที่ ยูเว่ คุมทีมโดย คาร์โล อันเชล็อตติ ทำให้เขาถูกขายให้ เอซี มิลาน ไปด้วยค่าตัว 37 ล้านยูโร อาร์ตูโร่ วิดาล (ค้าแข้งกับ ยูเวนตุส ระหว่างปี 2011–2015) วิดาล อาจเป็นที่รู้จักบ้างแล้วสมัยค้าแข้งในบุนเดสลีกา เยอรมัน กับ เลเวอร์คูเซ่น ระหว่างปี 2007-11 ก่อนที่ ยูเว่ จะจ่าย 10.5 ล้านยูโรเพื่อเซ็นสัญญากับกองกลางทีมชาติชิลีวัย 22 ปีในขณะนั้น ด้วยบทบาทการเล่นที่อิสระทั้งเกมรุก-รับภายใต้การคุมทีมเฮดโค้ช อันโตนิโอ คอนเต้ เขาพัฒนาฝีเท้าแบบก้าวกระโดด และกลายเป็นอีกหนึ่งมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในยุโรป สตาร์ชาวชิเลียนคืออีกหนึ่งฟันเฟืองขับเครื่อง "เบียงโคเนรี่" กลับมาเป็นสโมสรหมายเลข 1 ของอีตาลีกจากการกวาดแชมป์เซเรีย อา 4 สมัย และโคปปา อิตาเลีย อีก 1 สมัย น่าเสียดายที่พวกเขาพลาดคว้าทรปเปิ้ลแชมป์ในซีซั่น 2014-15 หลังความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่ วิดาล จะเลือกย้ายไปหาความท้าทายใหม่กับ บาเยิร์น มิวนิค สนนราคา 40 ล้านยูโร ซีเนอดีน ซีดาน (ค้าแข้งกับ ยูเวนตุส ระหว่างปี 1996-2001) ยูเว่ เจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่น 1995-96 ของกุนซือ มาร์เชลโล่ ลิปปี้ ได้ ซีดาน มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสวัย 24 ปีจาก บอร์กโดซ์ มาเสริมทัพเพื่อต่อยอดความสำเร็จในเวทียุโรป และกลับมาท่วงบัลลังก์แชมป์ ก่อนที่ "ซิซู" จะพา "เบียงโคเนรี่" กวาดแชมป์สคูเด็ตโต้ 2 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย, ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า 1 สมัย, อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 1 สมัย และยูฟ่า อินเตอร์โตโต้ คัพ อีก 1 สมัย อย่างไรก็ตามการที่เจ้า "ม้าลาย" ไปไม่ถึงความปราถนาสูงสุดสำหรับตำแหน่งแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ประกอบความสนใจในตัวเพลย์เมเกอร์ทัพ "เลส์ เบลอส์" ชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1998 และยูโร 2000 จาก เรอัล มาดริด ที่กำลังสร้างทีมกาลาคติกอส ทำให้สุดท้าย ยูเว่ ต้องเสียจอมทัพชาวเฟร้นช์ไปให้ "โลส บลังโกส" ด้วยค่าตัวสถิติโลกในเวลานั้น 75 ล้านยูโรหรือ 46.6 ล้านปอนด์ ปอล ป็อกบา (ค้าแข้งกับ ยูเวนตุส ระหว่างปี 2012–2016) ยูเวนตุส เซ็นสัญญาคว้าตัว ป็อกบา แบบไม่มีค่าตัวหลังกองกลางในขณะที่วัย 19 ปีหมดสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนที่ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสจะพัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดดจนขึ้นมาเป็นขุุมกำลังสำคัญของทีม รวมทั้งกลายขวัญใจของแฟน ยูเว่ อย่างรวดเร็ว และประสบความสำเร็จแบบเป็นกอบเป็นกำกับเจ้า "ม้าลาย" ด้วยโทรฟี่แชมป์สคูเด็ตโต้ 4 สมัยซ้อน และโคปปา อิตาเลีย อีก 2 สมัย ทำให้ "เร้ด เดวิลส์" ในยุคใหม่ของเฮดโค้ช โชเซ่ มูรินโญ่ พร้อมภารกิจนำพลพรรค "ปีศาจแดง" กลับมาผงาดด้วยการวิ่งชนความสำเร็จอีกครั้ง ต้องการดึง ป็อกบา กลับ และหลังพยายามเทียวไล้เทียวขื่อกับ "เบียงโคเนรี่" อยู่ตลอดซัมเมอร์ปีด่อน สุดท้าย "ยูไนเต็ด" ก็ตกลงจ่ายค่าตัวหนักกว่า 105 ล้านยูโรหรือ 89.3 ล้านปอนด์เพื่อนำมิดฟิลด์ชาวเฟร้นช์กลับมาเล่นในโรงละครแห่งความฝันอีกครั้ง

รวม 3 ผู้เล่นที่ "ราชันชุดขาว" อาจปล่อยตัวช่วงซัมเมอร์

เรอัล มาดริด สโมสรแถวหน้า ลา ลีกา สเปน มักจะเป็นทีมชั้นนำของยุโรปที่คว้าผู้เล่นเลื่องชื่อระดับโลกมาร่วมทีมเสมอในทุกๆปีและการจะคว้านักเตะเข้ามาก็เป็นเรื่องแน่นอนที่แข้งบางรายต้องถูกปล่อยตัวไป แต่ใครกันบ้างที่จะมีโอกาสถูกขายช่วงซัมเมอร์ต้องมาดูกันครับ!!1. เคย์เลอร์ นาวาส สโมสร "ราชันชุดขาว" มักเป็นทีมที่เป็นข่าวกับนายด่านรายใหม่อย่างสมํ่าเสมอและในช่วงซัมเมอร์นี้ก็กำลังตกเป็นข่าวกับทั้ง ดาบิด เดเคอา และ ติโบต์ กูร์กตัวส์ สองนายทวารจากศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ส่งผลให้ เคย์เลอร์ นาวาส อาจจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในดีลอีกครั้งเพื่อกระชากตัวผู้รักษาประตูระดับโลกมาร่วมทีมแน่นอน2. เปเป้ แนวรับเลือดฝอยทองได้ย้ายมาร่วมถิ่น ซานเตียโก เบร์นาเบว มาตั้งแต่ปี 2007 และมักจะเป็นนักเตะสำคัญของทีมอยู่เสมอ ซึ่งก็มีส่วนร่วมต่อการคว้าแชมป์มาแล้วมากมายจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแม้ปัจจุบันตะยังคงเป็นผู้เล่นที่ดี แต่จากปัญหาอาการบาดเจ็บและด้วยวัยที่ก้าวมาถึงอายุ 34 ปี ดูเหมือนจะทำให้ "ลอส บลังกอส" จะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะมอบสัญญาใหม่ให้อีก 1 ซีซั่นหรือปล่อยตัวไปช่วงสิ้นฤดูกาลนี้นั่นเอง3. ฟาบิโอ โคเอนเทรา นักเตะเลือดฝอยทองวัย 29 ปี ได้ย้ายจาก เบนฟิก้า มายัง "ราชันชุดขาว" ด้วยค่าตัวสูงถึง 30 ล้านยูโรเมื่อปี 2011 กระนั้นจวบจนถึงปัจจุบันกลับไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นมากนักและซีซั่นล่าสุดเจ้าตัวยังออกมายอมรับว่ามีดีไม่พอสำหรับต้นสังกักเวลานี้ด้วย ซึ่งหาก มาดริด กำลังจะมองหาตัวสำรองรายใหม่สำหรับ มาร์เซโล่ ทางด้าน โคเอนเทรา ก็จะมีโอกาสอย่างมากที่จะถูกขายทิ้งช่วงซัมเมอร์นี้เช่นเดียวกันCredit Pic : Zimbio

"11 ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป"

11. ยูเซบิโอ(สัญชาติ : โปรตุเกส - รีไทร์)(55 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 46 ประตู / คัพ วินเนอร์ส คัพ 7 ประตู / อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 2 ประตู) 10. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช(สัญชาติ : สวีเดน)(56 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 49 ประตู / ยูโรปา ลีก 7 ประตู) 9. เฮนริค ลาร์สสัน(สัญชาติ : สวีเดน - รีไทร์)(59 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 10 ประตู / คัพ วินเนอร์ส คัพ 9 ประตู / ยูโรปา ลีก 40 ประตู) 8. เธียร์รี อองรี(สัญชาติ : ฝรั่งเศส - รีไทร์)(59 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 51 ประตู / ยูโรปา ลีก 8 ประตู) 7. รุด ฟาน นิสเตลรอย(สัญชาติ : ฮอลแลนด์ - รีไทร์)(62 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 60 ประตู / ยูโรปา ลีก 2 ประตู) 6. แกร์ด มุลเลอร์(สัญชาติ : เยอรมัน - รีไทร์)(63 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 35 ประตู / คัพ วินเนอร์ส คัพ 20 ประตู / ยูโรปา ลีก 4 ประตู / ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 3 ประตู / อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 1 ประตู) 5. อังเดร เชฟเชนโก้(สัญชาติ : ยูเครน - รีไทร์)(67 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 59 ประตู / ยูโรปา ลีก 7 ประตู / ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 ประตู) 4. ฟิลิปโป้ อินซากี้(สัญชาติ : อิตาลี - รีไทร์)(70 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 50 ประตู / คัพ วินเนอร์ส คัพ 2 ประตู / ยูโรปา ลีก 10 ประตู / อินเตอร์โตโต้ คัพ 7 ประตู / ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 ประตู) 3. ราอูล กอนซาเลซ(สัญชาติ : สเปน - รีไทร์)(77 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 71 ประตู / ยูโรปา ลีก 4 ประตู / ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 ประตู / อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 1 ประตู) 2. ลิโอเนล เมสซี่(สัญชาติ : อาร์เจนติน่า)(97 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 94 ประตู / ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 3 ประตู) 1. คริสเตียโน่ โรนัลโด้(สัญชาติ : โปรตุเกส)(100 ประตูในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรป - ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 98 ประตู / ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2 ประตู)

มาชม ! 6 อันดับทีมไร้พ่ายเปอร์เซนต์ชนะเยอะที่สุดใน พรีเมียร์ลีก

ครั้งก่อนผมได้ทำ 6 อันดับทีมไร้พ่ายแต่น่าผิดหวังไปแล้วและมาคราวนี้ก็เลยอยากจะขอนำเสนอ 6 อันดับทีมไร้พ่ายที่มีเปอร์เซนต์ชนะสูงที่สุดบ้าง ส่วนจะเป็นทีมไหนนั้นมาชมกันเลยครับ6. อาร์เซน่อลเริ่มต้น : พฤษภาคม 2003 ถึง ตุลาคม 2004ไร้พ่าย 49 นัด ชนะ 36 เสมอ 13 เก็บได้ 121 คะแนน คิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 73.5%5. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มต้น : พฤศจิกายน 2004 ถึง เมษายน 2005ไร้พ่าย 20 นัด ชนะ 15 เสมอ 5 เก็บได้ 50 คะแนน คิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 75%4. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มต้น : กุมภาพันธ์ 2000 ถึง กันยายน 2000ไร้พ่าย 21 นัด ชนะ 16 เสมอ 5 เก็บได้ 53 คะแนน คิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 76.2%3. เชลซีเริ่มต้น : ตุลาคม 2004 ถึง ตุลาคม 2005ไร้พ่าย 40 นัด ชนะ 33 เสมอ 7 เก็บได้ 106 คะแนน คิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 82.5%2. อาร์เซน่อลเริ่มต้น : ธันวาคม 2001 ถึง ตุลาคม 2002ไร้พ่าย 30 นัด ชนะ 25 เสมอ 5 เก็บได้ 80 คะแนน คิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 83.3%1. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มต้น : ธันวาคม 2002 ถึง สิงหาคม 2003ไร้พ่าย 21 นัด ชนะ 18 เสมอ 3 เก็บได้ 57 คะแนน คิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 85.7%เค.เค.pic : SoccerPro, Elverys Blog, talkSPORT, thesun

เปิดสถิติ 6 อันดับทีมไร้พ่ายแต่น่าผิดหวังใน พรีเมียร์ลีก

6. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มต้น : เมษายน 2010 ถึง กุมภาพันธ์ 2011ไร้พ่าย 29 นัด ชนะ 19 เสมอ 10 เก็บได้ 67 คะแนนคิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 65.5%5. อาร์เซน่อลเริ่มต้น : เมษายน 2007 ถึง ธันวาคม 2007ไร้พ่าย 22 นัด ชนะ 14 เสมอ 8 เก็บได้ 50 คะแนนคิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 63.6%4. น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เริ่มต้น : กุมภาพันธ์ 1995 ถึง พฤศจิกายน 1995ไร้พ่าย 25 นัด ชนะ 14 เสมอ 10 เก็บได้ 55 คะแนนคิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 60%3. อาร์เซน่อลเริ่มต้น : พฤศจิกายน 2008 ถึง พฤษภาคม 2009ไร้พ่าย 21 นัด ชนะ 12 เสมอ 9 เก็บได้ 45 คะแนนคิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 57.1%2. เชลซีเริ่มต้น : สิงหาคม 1998 ถึง มกราคม 1999ไร้พ่าย 21 นัด ชนะ 11 เสมอ 10 เก็บได้ 43 คะแนนคิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 52.4%1. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มต้น : ตุลาคม 2016 ถึง ปัจจุบันไร้พ่าย 21 นัด ชนะ 11 เสมอ 10 เก็บได้ 43 คะแนนคิดเป็นเปอร์เซนต์ชนะ 52.4%เค.เค.pic : zimbio, Who Ate all the Pies, talkSPORT, UEFA

รวมคลิป 6 นายด่านชื่อก้องโลกพลาดแบบเหลือเชื่อ

เราได้เห็นลีลาการเซฟประตูไปมากมายสำหรับผู้รักษาประตูระดับโลก วันนี้ผมขอหยิบยกอีกมุมหนึ่งว่า ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้เสมอ และพวกเขาเคยผ่านอะไรมา เคยพบอะไรมาบ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็กลับมาเป็นผู้รักษาประตูที่ยอดเยี่ยมได้อีกครั้งปีเตอร์ เช็กอีเกร์ กาซิยาสมาร์ค-อันเดร์ แทร์ สเตเก้นมานูเอล นอยเออร์ดาบิด เด เคอาเคย์เลอร์ นาวาสpic : n-tv