breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

รวม 3 แข้งดาวดังที่อาจจะย้ายทีมภายในสิ้นซีซั่น 2016/17

เพิ่งจะปิดตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาไปไม่นาน.... ตลาดซื้อขายเดือนมกราคมก็ใกล้เปิดตัวเข้าไปทุกที... แล้วก็แน่นอนแทบทุกปีนักเตะมากหน้าหลายตาต่างตกเป็นข่าวคราวการย้ายออกจากสโมสรต้นสังกัดเวลานี้กันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทางเราก็ได้เผยรายชื่อ 3 แข้งที่มีแนวโน้มจะย้ายออกจากทีมภายในช่วงซัมเมอร์นี้ให้ได้ทราบเช่นกันครับ1. ยาย่า ตูเร่ เริ่มกันที่มิดฟิลด์ตัวเก๋าผิวสีจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กันก่อนเลย... หลายท่านน่าจะทราบกันดีว่า ยาย่า ตูเร่ คือหนึ่งในตัวเต็งที่จะย้ายออกจากถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม มากที่สุดคนหนึ่งทีเดียว หลังภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้ให้ความไว้วางใจเลย แถมยังถูกตัดชื่อออกจากรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกต่างหาก นอกจากนี้ ดิมิทรี เซลุก เอเยนต์ของนักเตะเองก็ยังมีข่าวคราวแจ้มปัญหากับ เป๊ป อยู่รํ่าไป ส่งผลให้ปัจจุบันอนาคตของแข้งชาวไอวอเรี่ยนไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย เป็นเหตุให้มีโอกาสที่จะย้ายออกจาก "เรือใบสีฟ้า" อย่างมากนั่นเอง2. บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ หลังเพิ่งจะย้ายมาเล่นให้สโมสรเมืองแมนเชสเตอร์ได้เพียงฤดูกาลเดียว ทางด้านของ "ชไวนี่" กลับไม่กลายเป็นที่ต้องการของทีมอีกต่อไป เนื่องจาก โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือหน้าใหม่ได้ยืนยันแล้วว่าเขาไม่อยู่ในแผนการทำทีม แถมยังจับไปซ้อมร่วมกับทีมสำรองอีกด้วย ส่งผลให้ล่าสุดเจ้าตัวได้ตกเป็นกระแสการย้ายไปร่วมเล่นยังลีกแดนลุงแซมอย่างหนาหูทีเดียว กระนั้นสุดท้ายก็ไม่มีการคอนเฟิร์มจากทีมใดเข้ามาทั้งสิ้นในเวลานี้3. อิสโก้ รายสุดท้ายเป็นนักเตะจากแดนกระทิงดุอย่าง อิสโก้ หลังเขาไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงมากนักด้วยการออกสตาร์ไปเพียง 3 นัดจากการแข่งขันทุกรายการเท่านั้นในฤดูกาลนี้ ส่งผลให้เจ้าตัวได้ตกเป็นข่าวการย้ายออกไปหาช่วงเวลาการลงเล่นที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้เจ้าตัวจะยังไม่มีความสนใจช่วงตลาดหน้าหนาว แต่ก่อนหน้านี้ก็ได้เปิดเผยแล้วว่าหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นก็จะย้ายออกช่วงซัมเมอร์ต่อไป ซึ่งในเวลานี้ก็ตกเป็นข่าวร่วมกับหลากหลายทีมทีเดียวและ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็เป็นหนึ่งในตัวเต็งเสียด้วยCredit Pic : Zimbio

"5 ดาวรุ่งแคนดิเดตตัวเต็งซิวโกลเด้น บอย 2016"

โกลเด้น บอย รางวัลที่จะมอบให้กับดาวโรจน์ที่โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจที่สุดในรอบ 1 ปีถือเป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าของโกลเด้น บอย จะถูกคัดสรรจากสื่อฟุตบอลชื่อดังทั่วยุโรป อาทิเช่น "Tuttosport" (อิตาลี), "Bild" (เยอรมัน), "The Times" (อังกฤษ), "A Bola" (โปรตุเกส), "L'Équipe" (ฝรั่งเศส), "France Football" (ฝรั่งเศส), "Marca" (สเปน), "Mundo Deportivo" (สเปน) และ "De Telegraaf" (ฮอลแลนด์) เป็นต้น และล่าสุดก็ได้มีการเปิดรายชื่อ 40 ผู้เล่นที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโกลเด้น บอย 2016 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมียังบลัดคนใดที่น่าใจ และเข้าข่ายชนะการโหวตกันบ้างนั้น วันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เรามีเรื่องราวของ "5 ดาวรุ่งแคนดิเดตตัวเต็งซิวโกลเด้น บอย 2016" มาให้ติดตามกัน!!!!! กาเบรียล บาร์โบซ่า "กาบิโกล" (ทีมชาติบราซิล - ต้นสังกัด อินเตอร์ มิลาน) ดาวโรจน์เจ้าของฉายา "กาบิโกล" ที่เพิ่งประเดิมสนามกับต้นสังกัดใหม่ อินเตอร์ เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วหลังย้ายจาก ซานโตส มาค้าแข้งยังถิ่นจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า ด้วยค่าตัว 23 ล้านปอนด์ ในช่วงท้ายของตลาดนักเตะซัมเมอร์ปี 2016 ทำผลงานน่าประทับใจสม่ำเสมอ และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องกับ ซานโตส ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งยังเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติบราซิล ชุดอายุต่ำกว่า 23 ปีสำหรับการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2016 ที่บราซิลรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ ทำให้หลังการเซ็นสัญญากลายเป็นสมาชิกใหม่ของทัพ "เนรัซซูรี่" บาร์เซโลน่า ถึงกับออกอาการเสียดาย และเตรียมดำเนินการฟ้องร้อง เนื่องจากพวกเขามีเงื่อนไขสอยหัวหอกวัย 20 ปีก่อนเป็นทีมแรก เรนาโต้ ซานเชส (ทีมชาติโปรตุเกส - ต้นสังกัด บาเยิร์น มิวนิค) ซานเชส อยู่ในฟอร์มที่โดดเด่นอย่างมากกับอดีตต้นสังกัด เบนฟิก้า ในฤดูกาลก่อน ทำให้ บาเยิร์น ยอมจ่ายค่าหัวถึง 35 ล้านยูโรเพื่อเซ็นสัญญากับกองกลางวัย 19 ปีทันทีหลังจบซีซั่นที่ผ่าน และยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรียก็ส่อแววโชว์กึ๋นวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลมของพวกเขาอีกครั้ง เมื่อผลผลิตจากทัพ "เหยี่ยวลิสบอน" เล่นได้อย่างแข็งแกร่งกับทีมชาติโปรตุเกสในยูโร 2016 และได้เถลิงบัลลังก์แชมป์จ้าวฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในบั้นปลาย พร้อมด้วยเกียรติส่วนตัวกับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย และขณะนี้ห้องเครื่องโปรตุกีสก็สามารถปรับตัวไปอย่างลงตัวต่อเนื่องกับ "เสือใต้" มาร์คัส แรชฟอร์ด (ทีมชาติอังกฤษ - ต้นสังกัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมาแจ้งเกิด และขยับเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของต้นสังกัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในครึ่งซีซั่นหลังของฤดูกาลที่แล้ว แรชฟอร์ด ก็ต่อยอดพัฒนาฝีเกือกของตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วยการมีโอกาสไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทัวร์นาเมนต์ยูโร 2016 ที่ผ่านมากับทีมชาติอังกฤษ และเปิดฉากแคมเปญใหม่กับทัพ "เร้ด เดวิลส์" ได้น่าประทับใจทีเดียว ความสามารถ และความเร็วของกองหน้าวัย 18 ปีช่วยสร้างมิติให้เกมรุกของ "ยูไนเต็ด" วูบวาว และจัดจ้านมากอย่างไม่ต้องสงสัย และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าหัวหอกชาวอิงลิชจะกลายเป็นตัวเลือกในแนวรุกของผู้จัดการทีม โชเซ่ มูรินโญ่ ก่อนสตาร์รุ่นพี่อย่าง เวย์น รูนี่ย์, อองโตนี่ มาร์กซิยาล และ เจสซี่ ลินการ์ด ไปเสียแล้ว อุสมาน เดมเบเล่ (ทีมชาติฝรั่งเศส - ต้นสังกัด โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) เดมเบเล่ การันตีฟอร์มยอดเยี่ยมของเขากับอดีตสังกัด แรนส์ ในฤดูกาลก่อนด้วยผลงานกระหน่ำ 12 ประตูจากการลงสนาม 26 เกมลีก เอิง และได้รับเลือกให้คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของลีกสูงสุดเมืองน้ำหอมประจำซีซั่นที่แล้วอีกด้วย ก่อนถูก ดอร์ทมุนด์ กระชากตัวมาปลุกปั้นยังชายคาซิกนัล-อิดูน่า-พาร์ค ด้วยค่าตัว 15 ล้านยูโร และปีกวัย 19 ปีก็ยังเล่นได้ดีต่อเนื่องสำหรับการออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่กับทัพ "เสือเหลือง" จนถูก ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ เซเล็กซิยอนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศสเรียกตัวติดธง "เลส์ เบลอส์" ชุดใหญ่เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังบลัคเชื่อสายมอริเตเนีย (ประเทศในแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ) ยังได้ลงประเดิมกับ "ตราไก่" แล้วด้วย เดเล่ อัลลี่ (ทีมชาติอังกฤษ - ต้นสังกัด ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์) อัลลี่ ไม่ใช่แค่กลายเป็นแกนหลักของ สเปอร์ ทันทีที่ย้ายจาก เอ็มเค ดอนส์ มาร่วมเล้าไวท์ ฮาร์ท เลน เมื่อซัมเมอร์ปี 2015 แต่มิดฟิลด์วัย 20 ปียังอยู่ในฟอร์มยอดเยี่ยมคงเส้นคงวากับยอดทีมแห่งกรุงลอนดอนตลอดทั้งฤดูกาลที่ผ่าน ก่อนซิวรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก พีเอฟเอ ของซีซั่นที่แล้วมาครอง และยังมีโอกาสลงสนามกับทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่มากขึ้นอีกด้วย ด้วยฝีเท้าที่เติบโตต่อเนื่องนี้เองทำให้ห้องเครื่องชาวอิงลิชยังคงยึดตำแหน่งจริงในทีมของเทรนเนอร์ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ได้อย่างเหนี่ยวแน่น แม้ที่ "เดอะ เลน" จะมีกองกลางอย่าง คริสเตียน อิริคเซ่น, วิคเตอร์ วานยาม่า, เอริค ดายเออร์, มุสซ่า เดมเบเล่ และ มุสซ่า ซิสโซโก้ พร้อมลงสนามก็ตาม ทำเนียบ 13 นักเตะเจ้าของรางวัลโกลเด้น บอย นับตั้งแต่ปี 20032003 ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท (ฮอลแลนด์/อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม)2004 เวย์น รูนี่ (อังกฤษ/แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)2005 ลิโอเนล เมสซี่ (อาร์เจนติน่า/บาร์เซโลน่า)2006 เชส ฟาเบรกาส (สเปน/อาร์เซน่อล)2007 เซร์คิโอ อเกวโร่ "กุน" (อาร์เจนติน่า/แอตเลติโก มาดริด)2008 อันแดร์สัน (บราซิล/แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)2009 อเล็กซานเดร ปาโต้ (บราซิล/เอซี มิลาน)2010 มาริโอ บาโลเตลลี่ (อิตาลี/แมนเชสเตอร์ ซิตี้)2011 มาริโอ เกิทเซ่ (เยอรมัน/โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)2012 อิสโก้ (สเปน/มาลาก้า)2013 ปอล ป็อกบา (ฝรั่งเศส/ยูเวนตุส)2014 ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (อังกฤษ/ลิเวอร์พูล)2015 อองโตนี่ มาร์กซิยาล (ฝรั่งเศส/แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)pic : nerazzurriale.com, alfa.lt and dailymail.co.uk

ย้อนรอย 4 ผู้จัดการทีมคุมทีมเดียว พรีเมียร์ลีก ยาวนานที่สุด

กระแสการกุมบังเหียน อาร์เซน่อล ของ อาร์แซน เวนเกอร์ ครบ 20 ปีกำลังฮือฮาอย่างหนักทีเดียว ซึ่งก็แน่นอนคงไม่ได้มีใครที่จะทำงานให้กับสโมสรเดียวในตำแหน่งเฮดโค้ชได้นานขนาดนั้นกันนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ฟอร์มตกก็โดนปลดกันเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว... มาวันนี้ทางเราจึงย้อนรอยนำเอารายชื่อ 4 เฮดโค้ชที่กุมบังเหียนทีม(หรือเคยคุมมาก่อน)ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ยาวนานทีสุดมาให้ได้อ่านกันเล่นๆอีกครั้งครับ ส่วนจะมีใครบ้างตามกันได้เลย1. เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (6 พฤศจิกายน 1986 - 1 มิถุนายน 2013) เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นับเป็นอดีตผู้จัดการทีมที่แทบจะไม่มีใครรู้จักเขา ซึ่งหากไม่ได้ติดตามฟุตบอลก็ต้องได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันมาบ้างแน่นอน เพราะเขาเป็นหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกด้วยการพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกมามากถึง 13 สมัย, เอฟเอ คัพ 5 สมัย, ลีก คัพ 4 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 2 สมัย โดยในช่วงสุดท้ายของอาชีพเฮดโค้ชเมื่อซีซั่น 2012/13 ยังพาลูกทีมปิดฉากคว้าแชมป์มาได้สำเร็จอีกด้วย นับเป็นการอำลาชีวิตบทบาทกุนซือในถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ได้อย่างสวยงามทีเดียว หลังอยู่รับใช้ต้นสังกัดนานถึง 27 ปี ทั้งยังได้รูปปั้นแห่งเกียรติยศประดับอยู่หน้าสนามอีกด้วย2. อาร์แซน เวนเกอร์ ( 1 ตุลาคม 1996 - ปัจจุบัน) อีกหนึ่งระดับตำนานที่ได้รับเสียงเยินยองไม่แพ้ "ป๋าเฟอร์กี้" คงจะเป็นใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่ อาร์แซน เวนเกอร์ เฮดโค้ชมือฉมังของ อาร์เซน่อล ที่ในเวลานี้ได้กุมบังเหียนถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ครบ 20 ปีเข้าไปแล้ว ซึ่งแม้จะไม่ได้มีผลงานเทียบเท่ากับเฮดโค้ชรายแรก แต่เขาก็พาลูกทีมคว้าแชมป์มาได้สำเร็จทั้ง พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ 6 สมัย และ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ อีก 6 ครั้ง นับเป็นความสำเร็จที่ดีทีเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้สโมสรที่ เวนเกอร์ เคยเข้าร่วมงานมีเพียง น็องซี่, อาแอส โมนาโก และ นาโกยา แกรมปัส เท่านั้น3. ไบรอัน คลัฟ (6 มกราคม 1975 - 8 พฤษภาคม 1993) ไบรอัน คลัฟ นับเป็นหนึ่งในอดีตดาวยิงของ มิดเดิลสโบรห์ มาก่อนช่วงปี 1955-1961 ก่อนจะผันตัวเองรับบทบาทเฮดโค้ชให้กับ ฮาร์เติลพูลส์ ยูไนเต็ด ช่วงปี 1965 กระนั้นช่วงเวลาที่เขาประสบความสำเร็จที่สุดคงจะเป็นการกุมบังเหียน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ นานถึง 18 ปีด้วยกัน ซึ่งในซีซั่น 1977-78 ยังช่วยทีมคว้าแชมป์ถ้วย เฟิร์ส ดิวิชั่น มาครองได้อีกด้วย ก่อนที่เจ้าตัวจะเสียชีวิตลงไปช่วงปี 2004 ด้วยวัย 69 ปีนั่นเอง4. อลัน เคอร์บิชลีย์ ( 24 กรกฎาคม 1991 - 8 พฤษภาคม 2006) สำหรับ อลัน เคอร์บิชลีย์ นับว่าเป็นผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง หลังเขาได้รับใช้ ชาร์ลตัน แอธเลติก มาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะ ก่อนที่จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งกุมบังเหียนให้กับต้นสังกัดนานถึง 15 ปี ซึ่งแม้จะไม่ได้กวาดถ้วยแชมป์มาได้อย่างกุนซือ 3 รายแรก แต่เขาก็พาลูกทีมก้าวขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดแดนผู้ดีได้สำเร็จถึง 2 ครั้ง ทั้งยังช่วยรอดพ้นการตกชั้นได้สำเร็จบ่อยครั้งอีกด้วย ก่อนที่สุดท้ายจะแยกทางกับต้นสังกัดช่วงกลางปี 2006 พร้อมโยกไปรับใช้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เป็นเวลา 2 ปีช่วงเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั่นเองCredit Pic : Zimbio

"4 สตาร์ที่บ่งบอกนี่คือยุคทองของจอมทัพจากคาบสมุทรบอลข่าน"

อาร์ด้า ตูราน (ทีมชาติตุรกี สโมสร บาร์เซโลน่า) อาร์ด้า ประสบความสำเร็จมาแล้วแบบเป็นกอบเป็นกำนับตั้งแต่ย้ายจาก กาลาตาซาราย ในบ้านเกิดประเทศตุรกีมาค้าแข้งในเวทีลา ลีกา สเปน เมื่อปี 2011 สำหรับการคว้าแชมป์ลา ลีกา กับโกปา เดล เรย์ ร่วมกับ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่ของเมืองกระทิงอย่าง แอตเลติโก มาดริด และ บาร์เซโลน่า จริงอยู่ที่บทบาทมิดฟิลด์ตัวรุกฤดูกาลแล้วของเขากับ บาร์ซ่า อาจไม่ท็อปฟอร์มเท่ากับเมื่อครั้งเล่นให้ "ตราหมี" แต่การถูกขยับตำแหน่งขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 ตัวรุกของยอดทีมแห่งแคว้นกาตาลุนย่าก็ทำให้ดาวเตะชาวเติร์กวัย 29 ปีเล่นด้วยความความมั่นใจมากขึ้น และดูมีอนาคตในทิศทางที่ดีขึ้นที่คัมป์ นู มาเร็ค ฮัมซิค (ทีมชาติสโลวาเกีย สโมสร นาโปลี) ฮัมซิค กลับมากลายเป็นเป้าของบิ๊กทีมหัวแถวของยุโรปอีกครั้งหลังเพลย์เมเกอร์วัย 29 ปีระเบิดฟอร์มยอดเยี่ยมกับทีมชาติสโลวาเกียในทัวร์นาเมนต์ยูโร 2016 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเจ้าตัวยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่ายังคงเต็มไปด้วยความปราถนาสำหรับการอยู่ค้าแข้งในถิ่นสตาดิโอ ซาน เปาโล ต่อไปเป็นปีที่ 10 แน่นอนว่าเรื่องคุณภาพฝีเท้า และความสามารถของเขาในบทบาทจอมทัพไม่เป็นที่กังขาอยู่แล้วทั้งเซเรีย อา และรายการสโมสรยุโรป เพียงแต่เคสของโทรฟี่แชมป์อาจสวนทางกับลิบลับ เมื่อกองกลางชาวสโลวักเพิ่งเคยฉลองความสำเร็จกับทัพ "อัซซูร์ร่า" เพียงแชมป์โคปปา อิตาเลีย 2 สมัย อิวาน ราคิติช (ทีมชาติโครเอเชีย สโมสร บาร์เซโลน่า) บาร์เซโลน่า แทบไม่มีผลกระทบจากการขาดหายไปของกองกลางระดับตำนานของพวกเขาอย่าง ชาบี เอร์นานเดซ เมื่อ ราคิติช ที่พวกเขาดึงมาจาก เซบีย่า ด้วยค่าตัว 18 ล้านยูโรในปี 2014 สามารถทดแทน ชาบี ได้แบบไม่มีที่ติ จอมทัพชาวโครแอตไม่ใช่เพียงเล่นได้อย่างลงตัวกับ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ กับ อันเดรส อิเนียสต้า ในแผงมิดฟิลด์ แต่เพลย์เมกเกอร์วัย 28 ปียังสอดประสานกับ ลีโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ จูเนียร์ และ หลุยส์ ซัวเรซ ได้เนียบตาด้วย ทำให้อดีตห้องเครื่อง ชาลเก้ คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญของทัพ "อาซูลกราน่า" สำหรับการกวาด 2 แชมป์ลา ลีกา, 2 แชมป์โกปา เดล เรย์ และ 1 แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลูก้า โมดริช (ทีมชาติโครเอเชีย สโมสร เรอัล มาดริด) คุณภาพ และความเอกอุของ โมดริช การันตีได้จากการที่อดีตกองกลาง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ปักหลักเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของ เรอัล มาดริด สโมสรที่ได้ขึ้นชื่อว่าทุกตำแหน่งมีการแข่งขันของเหล่าสตาร์กันสูงลิบมายาวนานกว่า 4 ปีนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว เมื่อปี 2012 และขณะนี้จอมทัพเชิงสูงวัย 31 ปีก็ยังไม่ได้สัมผัสเพียงโทรฟี่แชมป์ลา ลีกา กับยอดทีมแห่งกรุงมาดริด นอกนั้นทั้งแชมป์โกปา เดล เรย์, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ เพลย์เมกเกอร์ชาวโครแอตต่างเคยได้ยลโฉมกับทัพ "โลส บลังโกส" มาแล้ว โดยเฉพาะถ้วย "บิ๊กเอียร์" ซึ่งเขาได้มาแล้ว 2 ครั้งที่เบร์นาเบว

รวมสถิติความจริงของ 'มูรินโญ่' ที่สื่อนอกบลัฟจนเถียงไม่ออก

กลายเป็นกระแสขึ้นมาแบบเน้นๆเลยสำหรับผลงานการกุมบังเหียนของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในตอนนี้ที่ล่าสุดนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ไป 3 นัดรวดในทุกรายการทำให้สื่ออย่าง 'Mirror' ออกมาเล่นข่าวบลัฟผ่านสถิติ 'ความจริง' กับนายใหญ่ชาวโปรตุกีสรายนี้1. นี่เป็นครั้งที่ 3 ในช่วงอาชีพของ มูรินโญ่ ที่ทำทีมแพ้ 3 นัดติดต่อกัน2. ครั้งสุดท้ายต้องย้อนกลับไป 10 ปีเลยคือตอนที่ มูรินโญ่ คุม เชลซี ในปี 20063. ส่วนอีกครั้งอาจจะไม่นับก็ได้เพราะเป็นรอยต่อระหว่างฤดูกาลตอน มูรินโญ่ คุม ปอร์โต้ ใน 2001-02 ซึ่งย้อนกลับไปอีก 15 ปี4. นับตั้งแต่กลับมา พรีเมียร์ลีก (รวม เชลซี ก่อนหน้า) มูรินโญ่ นำทีมชนะได้ 7 จาก 21 นัดเท่านั้น5. คิดเป็นเปอร์เซนต์คือ 33.3 เปอร์เซนต์6. ส่วนกุนซือที่นำสถิติเก็บชัยใน พรีเมียร์ลีก ตอนนี้ 100 เปอร์เซนต์ได้แก่ เป๊ป กวาดิโอล่า7. ตอนนี้ มูรินโญ่ นำทีมแพ้ 14 จาก 33 นัดหลังสุด8. ก่อนหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยแพ้ 3 นัดรวดมาแล้วในยุคของ หลุยส์ ฟาน กัล ช่วงเดือน ธันวาคม ปีที่ผ่านมา9. แต่ทีมของ ฟาน กัล ประกอบไปด้วย นิค พาวว์, เพ็ดดี้ แม็คแนร์ ไม่ใช่ ปอล ป็อกบา หรือ ซลาตัน อิบราฮิมโมวิชเค.เค.pic : zimbio

รวมเรื่องที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้บนลีกสูงสุดแดนผู้ดี

1. "ปีศาจแดง" คือทีมที่คว้าแชมป์มากที่สุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือสโมสรที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดแดนผู้ดีมาครองได้สำเร็จมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังของเกาะอังกฤษ หลังเป็นทีมเดียวที่คว้าแชมป์มาได้มากถึง 20 ครั้งและเป็นรองแชมป์มามากถึง 15 ครั้ง ซึ่งการคว้าแชมป์ครั้งแรกคือสมัยที่ยังเรียกการแข่งขันว่าเป็นรายการ "เฟิร์สต์ดิวิชั่น" เมื่อปซีซั่น 1907/08 ซึ่งขับเคี่ยวมากับ แอสตัน วิลล่า นั่นเอง ขณะที่อันดับคว้าแชมป์สูงสุดรองลงมาตกเป็นของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่เคยคว้าถ้วยมาได้ 18 ครั้งด้วยกัน2. "ลิเวอร์พูล" คือเมืองที่คว้าแชมป์ลีกมาครองได้สูงที่สุด แม้จะไม่ได้มีทีมที่คว้าแชมป์มาได้มากที่สุด แต่ "ลิเวอร์พูล" ก็ยังเป็นเมืองที่สามารถคว้าถ้วยลีกสูงสุดแดนผู้ดีมาครองได้มากที่สุด โดยเฉพาะ "หงส์แดง" ที่กวาดแชมป์มาได้ถึง 18 สมัย ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน คู่ปรับร่วมเมืองก็กวาดแชมป์มาได้อีกถึง 9 ครั้ง ส่งผลให้รวมแล้วพวกเขาเป็นเมืองที่คว้าแชมป์มาได้ถึง 27 ครั้งด้วยกัน ซึ่ง "แมนเชสเตอร์" คือเมืองที่คว้าถ้วยมาได้เป็นอันดับ 2 ที่ 24 ครั้งนั่นเอง3. "ดิกซี่" ดาวซัลโวตลอดกาล ย้อนกลับไปในศึก เฟิร์สต์ดิวิชั่น ช่วงฤดูกาล1927/28 "ทอฟฟี่" เอฟเวอร์ตัน คือทีมที่สามารถคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 3 ของพวกเขาในเวลานั้นมาครองได้สำเร็จ ซึ่ง ดิ๊กซี่ ดีน กองหน้าเลือดผู้ดีเป็นผู้เล่นที่ทำประตูได้สูงที่สุดด้วยการยิงในซีซั่นดังกล่าวไปมากถึง 60 ประตูด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านหน้าสนาม กูดิสัน พาร์ค อีกด้วย4. คว้าแชมป์แค่หนเดียว ท่ามกลางเหล่ายักษ์ใหญ่หลากหลายทีมที่ต่างครองบัลลังก์แชมป์มาได้หลายต่อหลายสมัยก็มักจะมีบางทีมที่สอดแทรกผลงานของตัวเองก้าวขึ้นมาคว้าถ้วยให้ได้เห็นเหมือนกัน โดยทั้ง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด คว้าถ้วยมาได้ 1897/98, อิปวิช ทาวน์ คว้าแชมป์ได้ในปี 1961/62, นอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ คว้าถ้วยซีซั่น 1977/78, เวสต์บรอมวิช อัลบี้ยน ช่วงซีซั่น 1919/20 ก่อนจะปิดท้ายล่าสุดด้วย เลสเตอร์ ซิตี้ 2015/16 นั่นเอง5.เฮดโค้ชที่กุมบังเหียนทีมเดียวนานสุดและยังคงทำงานอยู่ในปัจจุบัน อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล กลายเป็นกุนซือที่ยังคงทำงานอยู่และกุมบังเหียนสโมสรเดียวยาวนานที่สุดในปัจจุบัน หลังเริ่มต้นทำงานในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม มาตั้งแต่ปี 1996 ก่อนที่รวมเวลาล่าสุดจะโชว์ผลงานนานมาแล้วถึง 19 ปีกับอีก 350 วัน (ตามเวลาที่ผู้เขียนได้บันทึกในปัจจุบัน) และยังไม่มีทีท่าว่าจะย้ายออกจากสโมสรแดนลอนดอนในเร็ววันนี้แต่อย่างใดCredit Pic : Zimbio, Goal, huffingtonpost,abc

"5 ยอดนักเตะที่กลายมาเป็นยอดกุนซือในทศวรรษหลัง"

ซีเนอดีน ซีดาน ( 15 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 2 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) หากนับถึงตอนนี้ ซีดาน ตำนานเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติฝรั่งเศสเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ปี 1998 กุมบังเหียนทีมชุดใหญ่ของ เรอัล มาดริด ได้เพียง 9 เดือนเท่านั้น นับตั้งแต่ถูกผลักดันขึ้นมาจากบทบาทโค้ช เรอัล มาดริด กาสติย่า (ทีมสำรองของ เรอัล มาดริด) เมื่อต้นปี 2016 นี้ โดย 5 เดือนให้หลังจากรับตำแหน่งบอสใหญ่ของ "โลส บลังโกส" "ซิซู" ก็พาพลพรรค "ราชันชุดขาว" ครองบัลลังก์แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2015-16 ซึ่งเป็นแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยที่ 11 ของสโมสรหรือ "ลา อุนเดซิมา" ก่อนต่อยอดด้วยตำแหน่งแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2016 เหนือ เซบีย่า ทีมแชมป์ยูโรปา ลีก ซีซั่น 2015-16 หลุยส์ เอ็นริเก้ ( 10 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 8 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) เอ็นริเก้ ที่ประสบความสำเร็จมากมายสมัยค้าแข้งกับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า อาจเริ่มต้นบทบาทโค้ชไม่สวยหรูนักกับความล้มเหลวเมื่อครั้งจับงานกุนซือเต็มตัวครั้งแรกกับ โรม่า เมื่อซีซั่น 2011-12 ที่ทัพ "หมาป่าเหลือง-แดง" ของเขามีผลงานลุ่มๆดอนๆไม่น่าจดจำเอาเสีย ก่อนมาตั้งหลักได้กับ เซลต้า บีโก้ ในฤดูกาล 2013-14 และโยกมารับตำแหน่งเทรนเนอร์ของ บาร์ซ่า ในปีต่อมา และนับจากนั้นทัพ "อาซูลกราน่า" ของอดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนก็เดินหน้ากอบโกยความสำเร็จเริ่มต้นจากทริปเปิ้ลแชมป์ในซีซั่นแรก (ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) และป้องกัน 2 แชมป์ระดับเมเจอร์ภายในประเทศได้ในฤดูกาลถัดมา อันโตนิโอ คอนเต้ ( 15 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 6 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) ตำนานกองกลางของ ยูเวนตุส ที่รับใช้ทัพ "เบียงโคเนรี่" ยาวนานกว่า 13 ปี และยังปิดฉากอาชีพการค้าแข้งกับเจ้า "ม้าลาย" เริ่มเป็นที่รู้จักบ้างในฐานะกุนซือสำหรับการนำ บารี่ คว้าแชมป์เซเรีย บี ในฤดูกาล 2008-09 ก่อนสร้างผลงานเอกอุด้วยการพาสโมสรอู่ข้าวอู่น้ำของเขาอย่าง ยูเว่ หลุดพ้นยุคมืดจากคดีล้มบอลกัลโช่โปลีกลับมาอยู่ในจุดที่พวกเขาเคยยืนด้วยการครองโทรฟี่แชมป์สคูเด็ตโต้ 3 สมัยซ้อน (ซีซั่น 2011-12, 2012-13 และ 2013-14) จากนั่นบอสชาวอิตาเลียนจึงก้าวขึ้นมารับงานใหญ่สำหรับตำแหน่ง อิล ชิที.ทีมชาติอิตาลี ต่อด้วยความท้าทายครั้งใหม่กับบทบาทผู้จัดการทีมคนใหม่ของ เชลซี ในฤดูกาล 2016-17 นี้ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ( 7 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 7 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) ซิเมโอเน่ ที่ผ่านการค้าแข้งมาแล้วกับทั้ง เซบีย่า, อินเตอร์, ลาซิโอ และ แอตเลติโก มาดริด (2 ช่วงเวลา) ตระเวนคุมทีมในบ้านเกิดอาร์เจนติน่ามาแล้วทั้งกับ ราซิ่ง คลับ (2 ครั้ง), เอสตูเดียนเตส, ริเวอร์เพลท และ ซาน ลอเรนโซ่ รวมทั้งมีประสบการณ์ในอิตาลีเล็กน้อยกับ คาตาเนีย ก่อนถูกแต่งตั้งเข้ามารั้งบังเหียน แอตเลติโก มาดริด และทีมของ "เอล โชโล่" ที่เล่นด้วยสไตล์แข็งแกร่ง, รัดกุม และดุดัน ก็เติบโต และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเริ่มต้นไต่จากแชมป์ยูโรปา ลีก, โกปา เดล เรย์ และลา ลีกา รวมทั้งผ่านเข้าชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ถึงสองครั้งสองครา น่าเสียดายที่ "ตราหมี" ยังไม่สามารถนำถ้วย "บิ๊กเอียร์" กลับสู่บิเซนเต้ กัลเดรอน ได้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( 17 โทรฟี่แชมป์ในฐานะนักเตะ - 22 โทรฟี่แชมป์ในฐานะผู้จัดการทีม) นับตั้งแต่พาทีม บาร์เซโลน่า ครองทริปเปิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 2008-09 (ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และแชมเปี้ยนส์ ลีก) ซึ่งเป็นปีแรกที่ กวาร์ดิโอล่า เข้ามากุมบังเหียนทัพ "อาซูลกราน่า" ตำนานมิดฟิลด์ของ บาร์ซ่า ก็ไม่เคยได้ชื่อว่าเป็นโค้ชที่เว้นว่างจากความสำเร็จเลย นอกจากนี้สไตล์การเล่นเกมรุกที่เน้นการครองบอล และการต่อบอลสั้นชิ่งเตามช่องที่รวดเร็ว, หลากหลาย และมีประสิทธิภาพของเขายังได้รับยกย่องอย่างมาก ทำให้เทรนเนอร์ชาวสแปนิชคว้าแชมป์ลีกมาแล้วถึง 6 สมัย (3 แชมป์ลา ลีกา กับ 3 แชมป์บุนเดสลีกา) และแชมป์ยูซีแอลอีก 2 สมัย ก่อนที่ปัจจุบัน เป๊ป จะมารับตำแหน่งผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกหนึ่งสโมสรที่ได้ชื่อว่ามั่งคั่งที่สุดในยุโรปpic : dailymail.co.uk

รวม 3 'คำพูด' สุดเจ็บแสบจากปาก มูรินโญ่

เป็นผู้จัดการทีมที่ได้ชื่อว่ามีฝีปากที่จัดจ้านคนหนึ่งในโลกฟุตบอลสำหรับ โชเซ่ มูรินโญ่ มาวันนี้ผมก็ขอรวบรวม 5 คำด่าออกสื่อจากปากของกุนซือชาวโปรตุกีซรายนี้มาให้ได้อ่านกันเพลินๆครับเอารถบัสขวางประตู - เกมกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ 2004 ในเกมดังกล่าว เชลซี เปิดบ้านเสมอกับ "ไก่เดือยทอง" ไป 0-0 ทำให้ มูรินโญ่ ฉุนขาดกับแทคติกของสโมสรร่วมกรุงลอนดอนจนออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "เราเรียกอะไรแบบนี้ในโปรตุเกสว่าพวกเขาซื้อรถบัสและก็นำมันมาวางไว้หน้าประตู ผมคงจะผิดหวังและหงุดหงิดมากๆหากเป็นแฟนที่จ่าย 50 ปอนด์เพื่อเข้ามาดูเกมและพบว่า สเปอร์ เล่นแต่เกมรับ"จับผมได้เลย - สมัยคุม อินเตอร์ มิลาน 2010 สมัยนั้น มูรินโญ่ กำลังทำทีมคั่วแชมป์กับ ยูเวนตุส ซึ่งเขาคิดว่าบรรดากรรมการต่างปกป้อง "ม้าลาย" มากกว่าที่ควรจะเป็นจนมีบทสัมภาษณ์หลังเกมที่เสมอกับ ซามพ์โดเรีย 0-0 และเกมนั้นลูกทีมของเขาโดนไล่ออกไปถึง 2 คนว่า "คุณสามารถนำผมออกไป คุณสามารถเข้ามาจับผมได้เลย แต่ทีมของผมแข็งแกร่งและจะชนะแน่นอน แม้ว่าเราอาจจะเหลือผู้เล่น 9 คน" และคำพูดของเขาก็ปลุกกระตุ้นทำให้ปีนั้น "งูใหญ่" คว้า ทริปเปิ้ลแชมป์ ไปได้ในที่สุดไม่ขอโทษทั้งๆที่ทำผิด - สมัยคุม เรอัล มาดริด หากยังจำกันได้สมัยที่ มูรินโญ่ คุม "ราชันชุดขาว" ศึก เอล กลาซิโก้ นั้นเดือดทุกนัดจริงๆและก็มีครั้งนึงในศึก ซูปเปอร์ โกปา ที่ คัมป์ นู มูรินโญ่ ไปจกตาผู้ช่วยโค้ชของ ตีโต้ บียาโนว่า เข้าแบบที่กล้องจับได้เต็มๆและตัวแทนของเขาก็ให้สัมภาษณ์ผ่าน 'El Mundo' ว่า "โชเซ่ จะไม่ร้องขอการให้อภัย" "เขามั่นใจว่าสิ่งที่เขาทำลงไปทั้งหมดก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ เรอัล มาดริด"pic : zimbio, nytimes, gazzettaworld, marca

"ท็อป 25 นักเตะค่าตัวแพงสุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2016"

25. ปาโก้ อัลกาเซร์ค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (30 ล้านยูโร)จาก บาเลนเซีย สู่ บาร์เซโลน่า อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ สเปน 24. อัลบาโร่ โมราต้าค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (30 ล้านยูโร)จาก ยูเวนตุส สู่ เรอัล มาดริด อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ สเปน 23. คริสติย็อง เบนเตเก้ค่าตัว 26.6 ล้านปอนด์ (31.2 ล้านยูโร)จาก ลิเวอร์พูล สู่ คริสตัล พาเลซ อายุ 25 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ เบลเยียม 22. มิราเล็ม ปานิชค่าตัว 27.3 ล้านปอนด์ (32 ล้านยูโร)จาก โรม่า สู่ ยูเวนตุส อายุ 26 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ บอสเนีย ละเฮอร์เซโกวีน่า 21. อาร์คาดิอุสซ์ มิลิคค่าตัว 27.3 ล้านปอนด์ (32 ล้านยูโร)จาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สู่ นาโปลี อายุ 22 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ โปแลนด์ 20. เควิน กาเมโร่ค่าตัว 27.3 ล้านปอนด์ (32 ล้านยูโร)จาก เซบีย่า สู่ แอตเลติโก มาดริด อายุ 29 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ ฝรั่งเศส 19. เกอร์เซกอร์ซ ครีโชเวียคค่าตัว 28.7 ล้านปอนด์ (33.6 ล้านยูโร)จาก เซบีย่า สู่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อายุ 26 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ โปแลนด์ 18. มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (35 ล้านยูโร)จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สู่ บาเยิร์น มิวนิค อายุ 27 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ เยอรมัน 17. มุสซ่า ซิสโซโก้ค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (35 ล้านยูโร)จาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด สู่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อายุ 27 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ ฝรั่งเศส 16. เรนาโต้ ซานเชสค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (35 ล้านยูโร)จาก เบนฟิก้า สู่ บาเยิร์น มิวนิค อายุ 19 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ โปรตุเกส 15. อันเดร โกเมสค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (35 ล้านยูโร)จาก บาเลนเซีย สู่ บาร์เซโลน่า อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ โปรตุเกส 14. เอ็นโกโล่ ก็องเต้ค่าตัว 30.6 ล้านปอนด์ (35.8 ล้านยูโร)จาก เลสเตอร์ ซิตี้ สู่ เชลซี อายุ 25 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ ฝรั่งเศส 13. เอริก ไบยี่ค่าตัว 32.5 ล้านปอนด์ (38 ล้านยูโร)จาก บียาร์เรอัล สู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อายุ 22 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ ไอวอรี่โคสต์ 12. ดาวิด ลุยซ์ ค่าตัว 32.9 ล้านปอนด์ (38.5 ล้านยูโร)จาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สู่ เชลซี อายุ 29 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ บราซิล 11. มิชี่ บาตชูอายี่ค่าตัว 33.3 ล้านปอนด์ (39 ล้านยูโร)จาก โอลิมปิก มาร์กเซย สู่ เชลซี อายุ 22 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ เบลเยียม 10. ชูเอา มาริโอค่าตัว 34.2 ล้านปอนด์ (40 ล้านยูโร)จาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน สู่ อินเตอร์ มิลาน อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ โปรตุเกส 9. ชโคดราน มุสตาฟี่ค่าตัว 35 ล้านปอนด์ (41 ล้านยูโร)จาก บาเลนเซีย สู่ อาร์เซน่อล อายุ 24 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ เยอรมัน 8. ซาดิโอ มาเน่ค่าตัว 35.2 ล้านปอนด์ (41.2 ล้านยูโร)จาก เซาธ์แฮมป์ตัน สู่ ลิเวอร์พูล อายุ 24 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ เซเนกัล 7. เฮนริค มคิทาร์ยานค่าตัว 35.9 ล้านปอนด์ (42 ล้านยูโร)จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อายุ 27 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ อาร์เมเนีย 6. กรานิต ชาก้าค่าตัว 38.4 ล้านปอนด์ (45 ล้านยูโร)จาก โบรุสซีย มึนเช่นกลัดบัค สู่ อาร์เซน่อล อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ สวิตเซอร์แลนด์ 5. เลรอย ซาเน่ค่าตัว 42.7 ล้านปอนด์ (50 ล้านยูโร)จาก ชาลเก้ สู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อายุ 20 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ เยอรมัน 4. จอห์น สโตนส์ค่าตัว 47.5 ล้านปอนด์ (55.6 ล้านยูโร)จาก เอฟเวอร์ตัน สู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อายุ 22 ปี ตำแหน่ง กองหลัง ทีมชาติ อังกฤษ 3. ฮัลค์ค่าตัว 47.7 ล้านปอนด์ (55.8 ล้านยูโร)จาก เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สู่ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี อายุ 30 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ บราซิล 2. กอนซาโล่ อิกวาอินค่าตัว 76.9 ล้านปอนด์ (90 ล้านยูโร)จาก นาโปลี สู่ ยูเวนตุส อายุ 28 ปี ตำแหน่ง กองหน้า ทีมชาติ อาร์เจนติน่า 1. ปอล ป็อกบาค่าตัว 89.3 ล้านปอนด์ (105 ล้านยูโร)จาก ยูเวนตุส สู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อายุ 23 ปี ตำแหน่ง กองกลาง ทีมชาติ ฝรั่งเศส