breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" 1985 เสียชีวิตในหน้าที่ "

น่าเสียดายที่รอบเพลย์ออฟไปฟุตบอลโลกโควต้าสุดท้ายโซนยุโรปที่ตกค้างกันอยู่ สก็อตแลนด์ต้องพ่ายให้ยูเครน 1-3 ผลการแข่งขันนี้ทำให้ สก็อตแลนด์ อดเข้าไปเตะนัดชิงตั๋วใบสุดท้ายนี้กับเวลส์ ที่เข้าไปรออยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากเมื่อไหร่ก็ตามที่ชาติจากสหราชอาณาจักร+ไอร์แลนด์ เจอกันเอง มักมีความสนุกตื่นเต้น ในเรื่องเทคนิคของนักเตะอาจไม่เยอะนัก แต่เรื่องใจสู้ วิ่งใส่กัน มีให้เห็นเต็ม 90 นาที ครั้งหนึ่ง เกมระหว่าง เวลส์ vs สก็อตแลนด์ เคยเป็นเกมตัดสินทีมได้ไปฟุตบอลโลก และมันเป็นอีกหนึ่งเกมที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอล โดยเฉพาะของสก็อตแลนด์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1985 เกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1986 นัดสุดท้ายของกลุ่ม ก่อนแข่งนัดสุดท้ายนี้ สเปน, เวลส์ และสก็อตแลนด์ มีแต้มเท่ากัน ในขณะที่ สเปน จะไปเยือนไอซ์แลนด์ ในอีก 2 สัปดาห์ให้หลัง แต่เกมที่ เวลส์ เจอ สก็อตแลนด์ ก็อาจชี้ชะตาได้ทันที ทั้งสองทีมเคยเจอกันมาก่อนแล้วที่แฮมป์เดน พาร์ค และเกมนั้น เอียน รัช พังประตูชัยให้เวลส์ บุกชนะ 1-0 หนนี้เตะกันที่ นิเนียน พาร์ค ในคาร์ดิฟฟ์ เวลส์ เป็นเจ้าบ้านบ้างโดยสก็อตแลนด์เป็นผู้มาเยือน หากทีมไหนชนะจะการันตีอย่างน้อยเพลย์ออฟทันที แต่ถ้าเสมอกัน สก็อตแลนด์จะได้เปรียบ เพราะผลต่างประตูได้เสียดีกว่า เวลส์ ต้องภาวนาไม่ให้ สเปน เอาชนะไอซ์แลนด์ ยุคนั้น เวลส์ กับสก็อตแลนด์ เต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี ระดับตัวหลัก ตัวเทพหลายราย เวลส์ เจ้าถิ่นมี เนวิลล์ เซาธอลล์, แพท ฟาน เดอ ฮาว, เควิน แรทคลิฟฟ์ และคู่หน้าตัวท็อป เอียน รัช กับ มาร์ค ฮิวจ์ส ด้าน สก็อตแลนด์ก็มี จิม เลห์ตัน, อเล็กซ์ แม็คลีช, สตีฟ นิโคล, กอร์ดอน สตรัคคั่น, แกรม ชาร์ป, แกรม ซูเนสส์, เคนนี่ ดัลกลิช เป็นต้น แต่ที่น่าจับตาเป็นโค้ชของสก็อตแลนด์ ซึ่งก็คือปรมาจารย์ จ็อค สตีน และผู้ช่วยของเขานามว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จ็อค สตีน คือตำนานของเซลติก เขาคุมทีมม้าลายเขียวขาวแห่งกลาสโกว์ทีมนี้อยู่ 13 ปี เขาพาเซลติกคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ในปี 1967 เป็นทีมแรกของสหราชอาณาจักรที่ทำได้, แชมป์ลีก 10 สมัย, สก็อตติช คัพ 8 สมัย, ลีก คัพ อีก 6 สมัย และ กลาสโกว์ คัพ อีก 5 สมัย อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในฐานะนักเตะและโค้ชหนุ่ม ยกย่อง สตีน อย่างมากแม้ว่าจะมาจากฝั่งเรนเจอร์ส ปี 1978 สตีน อำลาเซลติก มาคุมทีมชาติสก็อตแลนด์ ส่วน เฟอร์กี้ ในฐานะโค้ชหนุ่มวัย 37 ปีก็ได้งานคุมอเบอร์ดีน ผลงานของ เฟอร์กี้ กับ อเบอร์ดีน ดีมากๆ จนกระทั่ง จ็อค สตีน ดึงมาช่วยงาน เป็นมือขวาเวลามีเกมทีมชาติลงสนาม สำหรับ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แล้ว จ็อค สตีน เปรียบเหมือนอาจารย์ ที่เคารพนับถือและยกย่องในแนวทางการทำทีมเสมอมา จ็อค สตีน และ เฟอร์กี้ ก็นำทีมชาติสก็อตแลนด์ไปเยือนเวลส์ ในเกมนี้ ปรากฏว่ามาร์ค ฮิวจ์ส ทำประตูให้ เวลส์ ออกนำไปก่อน 1-0 ตั้งแต่ต้นเกม กระทั่งท้ายเกมนาทีที่ 80 สก็อตแลนด์ ก็มาได้จุดโทษ และ เดวิด คูเปอร์ สังหารเข้าไปเป็น 1-1 ด้วยสกอร์นี้ สถานการณ์จะพลิกมาให้ สก็อตแลนด์ ได้เฮ บริเวณม้านั่งสำรองของสก็อตแลนด์ ทุกคนกระโดดเฮ ยกเว้น จ็อค สตีน ที่นั่งนิ่ง แต่ทุกคนคิดว่าเป็นเพราะ สตีน ไม่อยากกระโตกกระตากจนกว่าจะจบเกม เป็นการแสดงออกอย่างมีเกียรติ ซึ่งเขาเคยบอกทุกๆ คนในทีมเอาไว้ว่าให้ปฏิบัติตัวให้เหมาะสม ทว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เริ่มสังเกตุเห็นความผิดปกติบางอย่างเพราะ สตีนดูหน้าซีดกว่าปกติ และมีเหงื่อเยอะผิดปกติ ต้องบอกว่า จ็อค สตีน มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจอยู่แล้ว เขาต้องทานยาตามแพทย์สั่ง แต่ช่วงนั้นเขาไม่ได้กินตามปกติ เนื่องจากกลัวว่าผลข้างเคียงจากยา จะสั่งผลต่อการเตรียมทีม เขาไม่อยากให้สก็อตแลนด์ต้องพลาดท่า เนื่องจากตอนนั้น สตีน ถูกกระแสกดดันค่อนข้างเยอะ ว่าต้องพาทีมไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้นั่นเอง ทั้งความกดดัน ความเครียด และบวกกับการไม่ทานยาตามที่แพทย์สั่ง เลยทำให้หัวใจของ สตีน มีปัญหา 2 นาทีก่อนหมดเวลาผู้ตัดสินเป่านกหวีดเป็นการฟาวล์ในสนาม แต่ สตีน นึกว่าจบเกม เขาลุกขึ้นตั้งใจจะเดินไปจับมือกับ ไมค์ อิงแลนด์ โค้ชทีมชาติเวลส์ แต่พอลุกขึ้น เขาก็ทรุดลงไปทันที ทีมงานต้องพา จ็อค สตีน เข้าไปในห้องแต่งตัว เพื่อปฐมพยาบาลโดยด่วน และทีมแพทย์ของสก็อตแลนด์ ก็รู้เกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาดีอยู่แล้ว ทุกคนพูดตรงกันว่าขณะที่ถูกพาเข้าไปในห้องแต่งตัวนั้น สตีน ยังมีสติ ยังรู้เรื่องดีทุกอย่าง แต่แพทย์ต้องทำให้หัวใจของเขายังเต้นต่อไป ก่อนจะนำส่งโรงพยาบาล เมื่อจบเกม นักเตะกำลังฉลองอยู่ในสนาม แฟนบอลก็เฮ แต่เป็น อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ก้าวไปในสนามเพื่อแจ้งข่าวกับนักเตะว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งหมดพากันเข้าไปในห้องแต่งตัว ทีมแพทย์ให้ยาแก่ สตีน ตัวเขายังพูดกับหมอได้เป็นอย่างดี ว่าเขารู้สึกโอเค แต่ไม่นานจากนั้น เขาก็หมดสติ แพทย์พยายามทำให้หัวใจทำงาน แต่ก็ไม่เป็นผล จ็อค สตีน เสียชีวิตที่นั่น ต้นเหตุระบุกันว่ามาจากอาการหัวใจวาย แต่สาเหตุการตายคือน้ำท่วมปอด เพราะเมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือทำงานไม่เต็มที่ จะส่งผลให้มีของเหลวสะสมในถุงลมปอดเยอะผิดปกติ และอ็อกซิเจนในเลือดจะลดลงจนเสียชีวิต หลังจาก สตีน เสียชีวิตในหน้าที่ ข่าวนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ไม่เพียงแค่ในวงการฟุตบอล แต่เป็นข่าวใหญ่ที่ขึ้นพาดหัวทั่วทั้งเกาะอังกฤษ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในวัย 45 ปี ในฐานะมือขวาของ จ็อค สตีน ต้องก้าวขึ้นมารับตำแหน่งคุมทีมแทน หลังจากสเปน เอาชนะไอซ์แลนด์ได้ ทำให้ สเปน ได้ไปบอลโลกอัตโนมัติ ขณะที่ สก็อตแลนด์จบเป็นอันดับ 2 ต้องไปเพลย์ออฟกับทีมโซนโอเชเนีย นั่นคือออสเตรเลีย เฟอร์กี้ พาทัพตาร์ตัน เอาชนะ ออสเตรเลีย 2-0 ในบ้าน และบุกไปเสมอ 0-0 ที่เมลเบิร์น ทำให้ได้ไปเล่นฟุตบอลโลก 1986 ได้สำเร็จ จากการพิจารณาและกระแสตอนนั้น ได้แต่งตั้งให้ เฟอร์กี้ เทคโอเวอร์ตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติแบบถาวรเลย ส่วนงานคุมทีมอเบอร์ดีน เฟอร์กี้ ต้องใช้การตั้ง อาร์ชี่ น็อกซ์ มือขวาขึ้นมาเป็น โค-เมเนเจอร์ เผื่อไว้ดูแลทีมในช่วงโปรแกรมทีมชาติ อย่างไรก็ตาม หลังจากสก็อตแลนด์ มีผลงานในฟุตบอลโลก 1986 น่าผิดหวัง ตกรอบแรก เฟอร์กี้ ก็ตัดสินใจอำลาตำแหน่ง ก้าวลงจากการคุมทีมชาติ ปลายปีนั้นเอง อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็โบกมือลาอเบอร์ดีน และบ้านเกิดสก็อตแลนด์ เพื่อลงใต้มาอังกฤษ เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด... เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" น้ำตาของ โรนัลโด้ "

"ผมคิดถึงมันหลายต่อหลายครั้ง ผมคิดว่าเราลงสนามไปโดยมั่นใจว่าเราจะชนะมากเกินไป" "มันคือหนึ่งในความผิดหวังที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตผม" นี่เป็นคำพูดของ โรนัลโด้ เหยินใหญ่ จะมีอะไรที่ทำให้หนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ต้องผิดหวังได้ขนาดนั้น? ตอนนี้ฟุตบอลลีกใหญ่ๆ ยุโรปจบลงไปแล้ว แต่ควันหลงยังคงมีอยู่ กับการลุ้นแชมป์ลีกในนาทีสุดท้าย เกมสุดท้ายของบางลีก เช่น กัลโช่ เซเรีย อา ที่สองทีมแห่งมิลาน แย่งแชมป์กันเองจนถึงนัดสุดท้าย เหตุการณ์ที่ทำให้ โรนัลโด้ ผิดหวัง และมีภาพจำของแฟนบอลทั้งโลกคือ โรนัลโด้ นั่งร้องไห้ริมสนาม คือเกมนัดสุดท้ายของกัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2001/02 นี่คือหนึ่งในฤดูกาลที่ลุ้นแชมป์จนถึงนัดสุดท้าย สมัยนั้น เซเรีย อา มีทั้งหมด 18 ทีม ลงสนามกันทั้งหมด 34 นัด หลังจบนัดรองสุดท้าย นัดที่ 33 สถานการณ์เข้มข้นมาก โรม่า แชมป์เก่าของกุนซือ ฟาบิโอ คาเปลโล่ อยู่อันดับ 3 ด้วยการมี 67 แต้ม พวกเขาแพ้เพียง 2 นัดเท่านั้น เป็นทีมที่แพ้น้อยที่สุด ยูเวนตุส กับการคัมแบ็กมาคุมทีมของ มาร์เซโล่ ลิปปี้ และเป็นปีแรกที่ไม่มี ซีเนดีน ซีดาน แต่พวกเขายังรั้งอันดับ 2 ของตาราง มี 68 แต้ม อินเตอร์ มิลาน ของ โรนัลโด้ ภายใต้การคุมทีมของ เอคตอร์ กูเปร์ นำเป็นจ่าฝูง พวกเขามี 69 คะแนน ทีมงูใหญ่ที่มี มัสซิโม่ โมรัตติ เป็นเจ้าของสโมสร ทุ่มไม่อั้นมาตลอดหลายปี เพื่อคว้าสคูเด็ตโต้ มาครองให้ได้ เพราะหนสุดท้ายที่พวกเขาทำได้คือปี 1989 โน่นเลย แฟนบอลงูใหญ่ เฝ้ารอคอยแชมป์กัลโช่มานานมากเกินไปแล้ว ในนัดสุดท้าย 3 ทีมลุ้นแชมป์ ต่างต้องออกไปเยือนเหมือนกัน โรม่า ต้องไปเยือนโตริโน่ ยูเวนตุส ไปเยือนอูดิเนเซ่ อินเตอร์ มิลาน ไปเยือน ลาซิโอ แน่นอนเมื่อดูแล้วงานของ อินเตอร์ หินที่สุด แต่พวกเขากุมชะตาของตัวเองอยู่ในมือ ขอเพียงชนะเกมตัวเอง ก็ไม่ต้องสนผลคู่อื่น เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้นพร้อมๆ กันทุกสนาม เพียง 2 นาที ยูเวนตุส ก็บุกไปนำ อูดิเนเซ่ อย่างไวจาก ดาวิด เทรเซเก้ต์ ไม่เพียงแค่นั้น ยูเว่ พยายามปิดงานของตัวเองให้ไว เพราะนาทีที่ 11 อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ก็ยิงให้ทีมหนีไป 2-0 ซึ่งมองเป็นเรียลไทม์ ยูเว่ เป็นแชมป์ตอนนี้ ที่กรุงโรม บ้านของลาซิโอ เกมนี้ อินเตอร์ มิลาน มีคู่หัวหอกเป็น โรนัลโด้ และ คริสเตียน วิเอรี่ เรียกได้ว่าเป็นคู่หอกที่อันตรายสุดของลีกก็ว่าได้ หากจะมีข้อตำหนิอยู่บ้างก็คงจะเป็นการที่ โรนัลโด้ เพิ่งกลับมาฟิตได้ไม่นาน โรนัลโด้ เจ็บหายหน้าไปปีกว่า ก่อนจะกลับมาลงเล่นในช่วงปลายปี 2001 แต่เล่นได้ไม่กี่นัดก็เจ็บแฮมสตริง พักไปอีก 3 เดือน กลับมาอีกทีคือนัดที่ 31 และทำท่าจะฟิตเต็มที่ เพราะเขายิงประตูได้ทันที และยิงประตูติดต่อกันมาในนัดที่ 32 และ 33 ด้วย อย่างไรก็ตาม ในเกมสุดท้ายกับลาซิโอนี้ ดูเหมือน โรนัลโด้ จะแผ่วไปเล็กน้อย ดูเกร็งไปบ้าง การสปีดของเขาไม่จี๊ดจ๊าดอย่างที่เราเคยเห็น, ลูกยิงของเขาหลุดกรอบ ทว่าเพื่อนร่วมทีมก็ไม่ปล่อยให้เขาต้องแบกภาระคนเดียว นาทีที่ 12 คริสเตียน วิเอรี่ ก็ชาร์จจ่อๆ ให้อินเตอร์ นำ 1-0 แฟนบอลงูใหญ่เฮสุดเหวี่ยง ตอนนี้พวกเขากลับมาเป็นแชมป์อีกครั้งตามเรียลไทม์ เท่านั้นเอง ดูเหมือนว่าความมันของเกมจะเริ่มขึ้น ลาซิโอ เองก็ต้องเต็มที่ เพราะพวกเขาต้องการโควต้าฟุตบอลยุโรป คาเรล โพบอร์สกี้ วิ่งมายิงให้ ลาซิโอ ตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 19 5 นาทีต่อมา อินเตอร์ ก็ออกนำอีกครั้ง หนนี้เป็นลูกเตะมุมของ อัลบาโร่ เรโคบา เปิดมาเข้าหัว ลุยจิ ดิ เบียโจ้ โขกเสียบใต้คาน 2-1 ครึ่งแรกที่ยูเว่จบก่อน พวกเขานำอูดิเนเซ่ 2-0, เกมที่ โรม่า ไปเยือนโตริโน่ ยังเสมอ 0-0 ขณะที่อินเตอร์ คาดหวังว่าจะนำลาซิโอ 2-1 ก่อนเบรกพักครึ่ง แต่แล้ว วลาติสลาฟ เกรสโก้ แบ็กซ้ายชาวสโลวาเกีย ก็สร้างช็อตตำนาน ด้วยการโหม่งบอลคืนหลังโดยไม่ระวัง กลายเป็นโหม่งตั้งให้ คาเรล โพบอร์สกี้ ยิงตีเสมอให้ลาซิโอเป็น 2-2 ในครึ่งหลัง ลงเล่นไปได้ 10 นาที สถานการณ์ก็พลิก เพราะ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ อดีตเด็กเก่าอินเตอร์เอง โหม่งลูกฟรีคิกให้ ลาซิโอ แซงนำ 3-2 ความกดดันแผ่มายัง อินเตอร์ ทันที วิเอรี่ กับ โรนัลโด้ ไม่มีโอกาสลุ้นมากนัก สลับจอไปดูคู่อื่น ยูเว่ ยังตรึงสกอร์นำ 2-0 ไว้ได้ ส่วนโรม่า มาได้ประตูนำ โตริโน่ ในนาทีที่ 68 จาก อันโตนิโอ คาสซาโน่ ตอนนี้ วัดกันเรียลไทม์ อินเตอร์ ตกมาอยู่อันดับ 3 แล้วด้วยซ้ำ เอคตอร์ กูเปร์ เป็นกุนซือที่โดนมองเป็นพระรอง เพราะทำ บาเลนเซีย เล่นดี แต่เป็นรองแชมป์ ชปล. 2 สมัยติด การพาอินเตอร์ เป็นแชมป์ จะทำให้เขาลบคำสบประมาทนี้ แต่ความหวังของอินเตอร์ ก็ยิ่งห่างไกลออกไปในนาทีที่ 73 เมื่อ บอลเปิดจากสุดเส้นทางซ้ายมาเข้าหัว ซิโมเน่ อินซากี้ กุนซือคนปัจจุบันของอินเตอร์ เทกตัวโขกให้ ลาซิโอ นำห่าง 4-2 5 นาทีต่อมา กูเปร์ ตัดสินใจเปลี่ยนตัว โรนัลโด้ ออกจากสนาม ส่ง โมฮัมเม็ด กัลล่อน ลงไปแทน ตอนนั้นเองเมื่อ โรนัลโด้ มาอยู่ที่ม้านั่งสำรอง กล้องก็จับภาพไปเห็นเขานั่งโดยมีฝ่ามือปิดใบหน้าและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร โรนัลโด้ รู้ว่าปาฏิหาริย์ไม่มีจริงแล้ว อินเตอร์ จะยิง 3 ประตูเพื่อแซงชนะภายในเวลา 10 กว่านาทีได้อย่างไร? แถมตัวเขาเองก็ไม่สามารถช่วยทีมได้อย่างที่ต้องการในเกมนี้ ผิดหวังทั้งตัวเอง ผิดหวังทั้งผลการแข่งขันที่กำลังอยู่ตรงหน้า ไม่แปลกใจเลยที่ โรนัลโด้ จะร้องไห้ สิ้นเสียงนกหวีดยาวของเกมนัดสุดท้ายวันนั้่น ยูเวนตุส ที่บุกไปชนะอูดิเนเซ่ 2-0 แซงเข้าป้ายเป็นแชมป์ โรม่า ที่บุกชนะโตริโน่ ก็ปาดหน้าเข้าเป็นอันดับ 2 ส่วนอินเตอร์ ที่นำจ่าฝูงมาตลอด กลับตกลงไปเป็นอันดับ 3 มันคือช่วงเวลาที่น่าผิดหวังของสาวกเนรัซซูรี่อย่างแท้จริงในช่วงนั้น เพราะปลายยุค 90s ต่อต้น 2000s เป็นช่วงที่อินเตอร์ เต็มไปด้วยสตาร์ระดับโลก โดยเฉพาะแนวรุก แต่พวกเขากลับไม่สามารถไปถึงแชมป์สคูเด็ตโต้ได้เลย โรนัลโด้ ที่ผิดหวังในเกมนั้น โดนสื่อจ้องจับผิดว่าเขาไม่เก่งเหมือนเดิมแล้ว หลังหายเจ็บพักไปเป็นปี แต่ R9 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขายังคงสุดยอด เขากลับไปเคลียร์หัวสมองให้โล่ง และมาพร้อมกับทรงผมไดโกโระ นำทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกได้ในซัมเมอร์นั้น เมื่อฟุตบอลโลกจบลง โรนัลโด้ ก็ย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด ท่ามกลางความผิดหวัง และไม่พอใจของแฟนบอลอินเตอร์ จำนวนมาก ไม่มีใครรู้เลยว่าเกมกับ ลาซิโอ นัดดังกล่าว จะเป็นเกมสุดท้ายของ โรนัลโด้ ในสีเสื้ออินเตอร์ มิลาน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" มาเกเลเล่ ความผิดพลาดของมาดริด "

มีการโคว้ทคำพูดของ ซีเนดีน ซีดาน เอาไว้ที่บอกว่า "คุณจะเอารถเบนท์ลี่ย์ไปเคลือบทองให้ได้อะไรขึ้นมา ในเมื่อคุณเสียเครื่องยนต์ไปแล้ว?" เป็นคำพูดที่วิพากษ์ถึงแนวทางกาลาคติกอสของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ในสมัยแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรเรอัล มาดริด ล่าสุด มาดริด เพิ่งเถลิงแชมป์ยุโรปสมัยที่ 14 อย่างยิ่งใหญ่ หากถามว่าอะไรคือจุดแข็งของพวกเขา แน่นอนว่าคือนักเตะเก่งมีประสบการณ์ และที่สำคัญคือทีมต้องมีความสมดุลย์ โดยเฉพาะกลางสนาม มาดริด ต้องรอถึง 12 ปีระหว่างแชมป์สมัยที่ 9 กับสมัยที่ 10 ของพวกเขา ซึ่งสมัย 10 เกิดขึ้นในปี 2014 ภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ นี่แหละ ปี 1998 จุ๊ปป์ ไฮน์เกส พาทีมได้แชมป์ด้วยการเอาชนะยูเว่ เป็นแชมป์สมัยที่ 7 ปี 2000 ก็ได้แชมป์สมัยที่ 8 ด้วยการเอาชนะบาเลนเซีย 3-0 ภายใต้การคุมทีมของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ แชมป์ 2 สมัยนี้เกิดขึ้นภายใต้ยุคของท่านประธานลอเรนโซ่ ซานซ์ ปี 2000 นั่นเองมีการเลือกตั้งประธานสโมสร แต่ ลอเรนโซ่ ซานซ์ ไม่สามารถรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ ผู้ชนะการเลือกตั้งคือ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ที่เข้ามาพร้อมนโยบาย กาลาคติกอส รวมดวงดาวทั้งฟากฟ้ามาไว้ที่เบร์นาเบว เขาประกาศด้วยแคมเปญจะลาก หลุยส์ ฟิโก้ จากบาร์ซ่ามาอยู่ที่มาดริดให้ได้ (เขาทำได้จริง) แนวทางของเปเรซ คือในทุกๆ ปีจะต้องมีดาวดังระดับโลกเดินหน้าเข้าสู่ทีม โดยยังมองข้ามความสำคัญของเกมฟุตบอลไป คิดว่าตัวเก่ง ตัวดัง นักเตะคุณภาพดีเยอะๆ ก็เพียงพอจะทำให้ทีมเป็นแชมป์แล้ว หลุยส์ ฟิโก้ ต่อด้วย ซีเนดีน ซีดาน และต่อด้วยโรนัลโด้ R9 เดินทางเข้ามาปีละคนๆ ช่วงนั้น มาดริด ได้แชมป์ ลา ลีกา สลับกับแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบปีเว้นปี หลังจบฤดูกาล 2002/03 มาดริด ได้แชมป์ ลา ลีกา ก็จริง แต่พวกเขาชวดแชมป์ ชปล. เพราะไปแพ้ในรอบรองชนะเลิศให้กับ ยูเวนตุส สำหรับ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ นั้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือเป้าหมายอันดับ 1 มันคือสิ่งที่ควบคู่กับคำว่า เรอัล มาดริด มาตลอด มันคือการประกาศว่าพวกเขาคือที่ 1 ของยุโรป ที่สำคัญในปีก่อนหน้านั้นคือฤดูกาล 2001/02 พวกเขาก็เป็นเจ้าของแชมป์ เป็นแชมป์สมัยที่ 9 หลังเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 นั่นทำให้สุดท้ายแล้ว เปเรซ ก็แยกทางกับ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ชนิดที่ทำให้แฟนมาดริดช็อคไม่น้อย ซัมเมอร์ปี 2003 เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มาดริด คว้าตัว คาร์ลอส เคยรอช มือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาทำทีมแทน เดล บอสเก้ ที่แยกทางไป นอกจากนั้น แนวทางกาลาคติกอส ก็ยังคงอยู่ พวกเขาไม่เพียงแค่เอา เคยรอช มาจากปีศาจแดง แต่ยังเซ็น เดวิด เบ็คแฮม มาร่วมทีมด้วย ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้ เป็นเวลา 3 ปีเต็มที่ โคล้ด มาเกเลเล่ เข้ามาเป็นกำลังสำคัญให้กับแดนกลาง เรอัล มาดริด นับแต่ย้ายมาจากเซลต้า บีโก้ ในปี 2000 บทบาทของ มาเกเลเล่ อาจดูไม่มีอะไรมาก เขาไม่ได้มีทักษะหวือหวา เล่นบอลง่ายๆ แต่กลับมีความสำคัญกับทีม ซึ่ง เปเรซ มองไม่เห็น มาเกเลเล่ คือมิดฟิลด์ตัวรับระดับท็อป การอ่านเกม การยืนตำแหน่ง การเข้าสกัด การแท็คเกิ้ลที่แม่นยำ มันทำให้เซนเตอร์แบ็กของทีมเล่นง่าย และยังทำให้พวกตัวรุกได้เฉิดฉายเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น ซีดาน, ฟิโก้, ราอูล, มอร์ริเอนเตส, กูตี หรือ โรนัลโด้ R9 เดิมที เปเรซ พร้อมต่อสัญญากับ มาเกเลเล่ ออกไป ได้มีการพูดคุยกันไว้ดิบดี มาเกเลเล่ บอกว่าเขาจะกลับมาเซ็นสัญญาทันทีหลังพักร้อนเสร็จ ซึ่ง เปเรซ ก็โอเค ระหว่างนั้นเองที่สโมสรไปเซ็นเอา เบ็คแฮม มาร่วมทีม ทำให้งบประมาณของสโมสรไม่เพียงพอจะจ่ายให้กับ มาเกเลเล่ อีก ทั้งที่ค่าจ้างเขาก็ไม่ได้สูงลิบลับอะไร สุดท้าย มาเกเลเล่ ก็เหมือนโดนบีบให้ต้องย้ายทีม ที่มันทำให้แตกหักคือ มาดริด ต้องการค่าตัวระดับ 15 ล้านยูโรด้วยซ้ำ! มีหลายทีมยื่นขัอเสนอมาแต่โดน มาดริด บอกปัดไปหมดเพราะค่าตัวไม่ถึงที่ตั้งไว้ ก็พอดีปี 2003 เชลซี มีการเปลี่ยนเจ้าของทีมมาเป็น โรมัน อับราโมวิช ที่มีเงินให้ช็อปปิ้งไม่อั้น พวกเขาเลยทุ่มเงิน 16.5 ล้านปอนด์ให้มาดริด เพื่อคว้าตัว โคล้ด มาเกเลเล่ มาร่วมทีม ตอนแรก เปเรซ และมาดริด ยังยิ้มได้ ยังไงขายกองกลางวัย 30 ได้ตั้งราคาขนาดนี้ แถม มาเกเลเล่ ก็ไม่ได้มีความเป็นซูเปอร์สตาร์ใดๆ เพียงแต่คนที่ส่ายหัวคือนักเตะในสนามและโค้ช เพราะการไม่มี มาเกเลเล่ ทำให้ขาดตัวกรองชั้นดี ขาดตัวเชื่อมระหว่างหลังกับกลาง เมื่อไม่มี มาเกเลเล่ ทำให้ตำแหน่ง กองกลางตัวรับ ของมาดริดมีปัญหาทันที วิธีแก้คือหลายครั้งต้องจับ เดวิด เบ็คแฮม กับ กูตี ลงมายืนคู่กันในระบบ 4-2-3-1, หลายครั้งก็เป็น ซานติอาโก้ โซลารี่ และอีกบางเกมที่ต้องดัน อิบัน เอลเกร่า กลับขึ้นมายืนกลางรับ ทั้งที่เขาถอยไปยืนเซนเตอร์มาหลายปีแล้ว ดาวรุ่งอย่าง เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ ในยามนั้น หรือการเสริมทัพเซอร์ไพรส์อย่าง โธมัส กราเวอเซ่น ก็ไม่ใช่คำตอบ นั่นทำให้ใน เรอัล มาดริด ไม่ได้แชมป์รายการใหญ่เลย นานถึง 4 ปี กว่าจะกลับมาเป็นแชมป์ ลา ลีกา ได้อีกครั้งในปี 2007 ด้าน โคล้ด มาเกเลเล่ ที่โดนปล่อยตัวออกมา เขากลายมาเป็นกำลังสำคัญให้เชลซียุคใหม่ เขากลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และ ลีก คัพ อีก 2 สมัย ในระยะเวลา 5 ฤดูกาลที่เล่นให้กับทีมสิงห์บลูส์ เครื่องยนต์ของรถเบนท์ลี่ย์ ที่ซีดาน ว่าเอาไว้ในตอนแรก็คือ โคล้ด มาเกเลเล่ นี่เอง นี่คือบทเรียนสำคัญในการทำงานของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ที่สอนให้เขารู้ว่าการซื้อขายนักเตะ อย่าพิจารณาแค่เพียงชื่อเสียง หรือความเป็นสตาร์แต่เพียงอย่างเดียว ฟุตบอลในสนามมันมีอะไรมากกว่านั้น และนักเตะที่ปิดทองหลังพระอย่าง โคล้ด มาเกเลเล่ ก็มีความสำคัญไม่แพ้เหล่าดวงดาวราคาแพงเหล่านั้นเลย รับชมคลิปเพิ่มความสนุกในการอ่านของท่าน :: http://ow.ly/muyh30sl1jx เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ผู้โชคร้ายแห่ง แอสตัน วิลล่า "

แอสตัน วิลล่า ทำการเสริมทัพล่วงหน้าสำหรับฤดูกาลถัดไปได้อย่างน่าตื่นเต้น พวกเขาเซ็น บูบาการ์ กามาร่า มาจาก โอลิมปิก มาร์กเซย แบบไม่มีค่าตัว และกำลังจะได้ ดีเอโก้ คาร์ลอส กองหลังบราซิลของเซบีย่า มาร่วมทีมอีกราย ครั้งหนึ่ง วิลล่า เคยเป็นทีมแข็งแกร่ง และพวกเขามีช่วงที่ขาดความสม่ำเสมอ แต่ในทีมสิงห์ผงาดแห่งมิดแลนด์ส จะต้องมียอดนักเตะฝีเท้าดีอยู่ในทีมไม่เคยขาด ย้อนไปในฤดูกาล 2000/01 แอสตัน วิลล่า ซึ่งช่วงนั้นพวกเขาถือเป็นทีมครึ่งบนของตาราง จบอันดับท็อป 6 อยู่เสมอ ก็จัดการเสริมทัพ ด้วยการเซ็นกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมวัย 33 ปีมาร่วมทีมแบบฟรีๆ จาก พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น ด้วยกฎบอสแมน ทำให้ วิลล่า คว้าตัวเขามาร่วมทีมได้แบบไม่มีค่าตัว แม้จะอายุ 33 ปีแล้ว แต่ความร้ายกาจของเขาคนนี้ก็ยังมีให้เห็น เขาคือ ลุค นิลิส รุด ฟาน นิสเตลรอย กับ โรนัลโด้ เป็นสองกองหน้าที่เก่งระดับสุดยอดในช่วงของเขา แม้จะต่างสไตล์กันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้งคู่ถือเป็น "ดาวยิงหมายเลข 9" ที่เก่งแบบสุดๆ ความเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งคู่ผ่านการเล่นให้ พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น มาแล้ว และที่สำคัญ เคยจับคู่กับ ลุค นิลิส มาแล้วทั้งสองคน โรนัลโด้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า นิลิส คือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดที่เขาเคยเล่นด้วย "ผมเล่นกับนักเตะเก่งๆ มากมายอย่าง ฟิโก้, โรมาริโอ, ซีดาน, ริวัลโด้, จอร์เกฟฟ์ และ ราอูล แต่มันเข้าขากันที่สุดตอนเล่นกับ ลุค นิลิส ซึ่งคู่กับผมที่พีเอสวี" นิลิส ย้ายมาจาก อันเดอร์เลชท์ ในบ้านเกิดเบลเยี่ยม มาเล่นให้ พีเอสวี ในปี 1994 พร้อมๆ กับ โรนัลโด้ แต่เขาอายุมากกว่า โรนัลโด้ ถึง 9 ปี ทั้งคู่เล่นด้วยกัน 2 ฤดูกาล ประสานงานกันอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงปีที่ 2 คือปี 1995/96 โรนัลโด้ มีอาการเจ็บรบกวน ลงสนามไปแค่ 13 นัด ทำให้ พีเอสวี ต้องพึ่งพา นิลิส เป็นหลัก และเขาก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวัง ยิงไป 21 ประตู เป็นดาวซัลโวของทีม หลังจากที่ โรนัลโด้ ย้ายออกไปได้ 2 ปี ทีมดังแห่งไอน์ดโฮเฟ่น ก็คว้าตัวเบอร์ 9 อีกรายเข้ามาร่วมทีมนั่นคือ รุด ฟาน นิสเตลรอย เพื่อมาประสานงานกับ นิลิส 2 ปีที่เล่นด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างยิงกระฉูด นับเฉพาะในลีก ปีแรก รุด ยิงไป 31 ประตู นิลิส 24 ประตู, ปีที่ 2 รุดยิง 29 ประตู นิลิส 19 ประตู ลุค นิลิส เป็นกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยม รูปร่างผอมสูง เขามักได้รับฉายาว่า "Lucky Luc" หรือ ลุคผู้โชคดี เพราะมักอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการทำประตูเสมอ จริงๆ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับโชค แต่มันเป็นความฉลาดในการหาตำแหน่งของเขามากกว่า ทีเด็ดของเขาที่เราคุ้นตากันคือลูกวอลเล่ย์ที่ทำได้แม่นยำมากทั้งซ้ายขวา ถ้าให้อธิบาย ลุค นิลิส ก็คือ เขาอาจไม่ใช่กองหน้าที่เก่งแบบสุดยอด ระดับเทพในด้านใดด้านหนึ่ง แต่เขาเป็นนักเตะที่ครบเครื่อง สามารถทำได้ทุกอย่างที่กองหน้าควรทำได้ นิลิส มีทักษะดี รูปร่างดี แข็งแรงพอที่จะโหม่งได้มีประสิทธิภาพ, พักบอลได้ เล่นเป็นทีมดี, ยิงประตูได้หลากหลาย วอลเล่ย์, ชาร์จ, ปั่นโค้ง, โหม่ง เขาถนัดทั้งสองเท้า และยังยิงฟรีคิกได้ดีอีกต่างหาก คุณสมบัติแบบนี้เองที่ทำให้เขาสามารถเล่นได้ทั้งกองหน้าเบอร์ 9 และ กองหน้าเบอร์ 10 ที่เป็นตัวสนับสนุน ยิ่งในยุคที่ฟุตบอลยังมักเล่นด้วยกองหน้าคู่ ยิ่งเหมาะกับ นิลิส แล้วก็ความสามารถรอบด้านแบบนี้เองที่ทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของกองหน้าเบอร์ 9 อย่าง โรนัลโด้ หรือ ฟาน นิสเตลรอย ในฐานะคู่หู เพราะเล่นได้เข้าขาทุกรูปแบบ ในศึก ยูโร 2000 ที่ฮอลแลนด์ และเบลเยี่ยม เป็นเจ้าภาพร่วม ลุค นิลิส ก็ติดทัพเบลเยี่ยมด้วย แต่เขาเป็นสำรอง เพราะมองว่าอายุเยอะ และเวลานั้นมีกองหน้าที่กำลังฟอร์มดี ฟอร์มพุ่งอย่าง บรังโก้ สตรูปาร์ กับ เอมิล เอ็มเพนซ่า เป็นตัวจริง นิลิส ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายเจอกับตุรกี แต่ก็ต้านทัพเติร์กไม่ไหวพ่ายไป 0-2 ทำให้ เบลเยี่ยม ตกรอบแรก ซัมเมอร์นั้นเองที่เขาตัดสินใจแยกทางกับ พีเอสวี เพราะหมดสัญญาพอดี ทำให้ แอสตัน วิลล่า ของกุนซือ จอห์น เกรกอรี่ เซ็นเข้ามา ซึ่งตอนนั้นมีข่าวว่าลิเวอร์พูล กับทีมจากสเปน ก็สนใจในตัวเขา แม้จะอายุ 33 ปีแล้ว แต่ถือเป็นนักเตะชื่อดัง ที่เรียกว่าเข้ามาเป็นสตาร์ของ วิลล่า ได้เลย ประเดิมเกมแรกในพรีเมียร์ ลีก นิลิส ก็โชว์ฟอร์มเลย เขายิงประตูใส่เชลซี ได้ทันทีในเกมที่ วิลล่า เสมอกับทีมสิงห์บลูส์ 1-1 เกมที่สอง เขาลงเป็นกองหน้าตัวจริงให้ วิลล่า อีกครั้งจับคู่กับ ดิออน ดับดลิน ไปเยือนแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล แต่วิลล่า ต้านความร้อนแรงของ ไมเคิ่ล โอเว่น ในตอนนั้นไม่ไหว โดน "เบบี้โกล" แฮททริก ใส่พ่ายไป 1-3 โชคร้ายมาถึงเอาในเกมที่ 3 เป็นการไปเยือน อิปสวิชที่ พอร์ทแมน โร้ด เล่นไปได้เพียงไม่กี่นาที ในจังหวะบอลโด่งเข้าเขตโทษ นิลิส ลอยตัวเข้าหาบอล แต่ปะทะกับ ริชาร์ด ไรท์ มือกาวของทีมม้าขาว จนกระดูกหน้าแข้งหัก ต้องโดนเปลี่ยนตัวออกทันที เป็นภาพที่น่าหวาดเสียวสุดขีด ข่าวนี้ดังไปทั่วเพราะนักเตะเพิ่งย้ายมาพรีเมียร์ ลีก แค่แป้บเดียว และเล่นดี มีแววเป็นสตาร์ของทีม เป็นตัวดังของลีกได้ แพทย์พยายามรักษาเขาเต็มที่ หวังว่าจะหายกลับมาได้ แต่สุดท้าย กระดูกมันไม่ได้หักสวย มันหักแบบละเอียด เกิดอาการติดเชื้อ จนเกือบต้องตัดขา สุดท้าย นิลิส ก็ต้องตัดสินใจแขวนสตั๊ดด้วยวัย 33 ปี หลังอาการเจ็บ เขาอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่สุดๆ เขามีลูกอายุน้อย 3 คน แต่เขากลายเป็นคนไม่มีความสุขเมื่ออยู่บ้าน จนกระทั่งสุดท้ายต้องหย่ากับภรรยา "ผมอยู่ในความมืดมิด อยู่ในหลุมดำ มันหดหู่มากๆ มันไม่ใช่การแยกทางที่รุนแรงยุ่งเหยิงเลย แต่ ใช่ มันมาจากผลกระทบจากสภาพจิตใจที่ผมเป็นตอนนั้น เมื่อฟุตบอลถูกพรากไปจากผม ผมคิดถึงมันมากจนรู้สึกว่าเคว้งคว้าง มันเป็นความทรมานทางจิตใจ ทุกวันๆ เป็นเวลายาวนาน" เขายอมรับว่าเรื่องราวที่ แอสตัน วิลล่า เขาอยากจะลืมมันไปให้หมด และ พอร์ทแมน โร้ด สนามของอิปสวิช จะเป็นที่ที่เขาไม่คิดอยากกลับไปอีก "ผมแยกตัวออกมาคนเดียว เป็นเวลานาน ผมไม่อยากจดจำอะไรเกี่ยวกับมันเลย มันเป็นสถานที่ที่ผมไม่อยากจะไปอีกเลย" "ริชาร์ด ไรท์ เข้ามาหาผมในวันรุ่งขึ้น แต่ผมไม่อยากเจอเขา จากนั้นเขากลับมาอีกเรื่อยๆ และเมื่อผมหัวโล่งขึ้นแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็บอกกับเขาว่า อย่ากังวลเลย ฉันไม่โทษนายหรอก เขามีความสุขที่ผมไม่ได้โทษเขา และผมก็ไม่ได้โทษเขาจนแม้ทุกวันนี้ เจ้าของทีมอิปสวิช (เดวิด) ชีพแชงค์ ก็มาเยี่ยมผม 2 หน ชีพแชงค์ ผมไม่มีวันลืมชื่อนี้เลย มันเป็นเรื่องดีมากที่เขามาเยี่ยม" "การต้องเซ็นเอกสาร (เดือนมกราคม 2001) ว่าผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้อีกแล้วเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง แน่นอนว่ามันเป็นวันที่ดำมืดที่สุดในชีวิตผม ผมรู้สึกว่าผมเกิดมาโดยมีลูกบอลอยู่บนเตียงนอนด้วย จากนั้น ในวินาทีเดียวผมต้องเซ็นว่าผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้อีกแล้ว ด้านจิตใจแล้ว มันยากที่จะทำใจ" "เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน (เคยคุมเขาที่ พีเอสวี) เคยบอกผมว่าให้ภูมิใจในการเป็นนักฟุตบอล ผมโชคดีมากที่ได้เล่นภายใต้เขาอยู่ 1 ปี เขาเป็นคนมหัศจรรย์ เขาจะบอกให้ผมลงไปเล่นให้สนุก แสดงให้คนที่เขามาดูคุณว่าคุณสนุกกับเกม เพราะพวกเขาจะสนุกไปกับคุณด้วย" "ผมไม่เคยลืมว่าตอนที่ผมเล่น ผมเป็นคนมองในแง่บวกเสมอ ผมช่วยเพื่อนร่วมทีมและให้กำลังใจเพื่อนๆ เสมอ แต่หลังจากอาการเจ็บ มันยากมากที่จะดึงเอาจิตใจกลับมาให้คิดในแง่บวก ผมกลายเป็นคนหดหู่ในทันที" ลุค นิลิส ใช้เวลาถึง 4 ปีในการรักษาอาการเจ็บและทำกายภาพบำบัดจนกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติอีกครั้ง หลังจากนั้นเขาก็ผันตัวไปทำงานด้านโค้ช เคยเป็นแมวมอง เป็นผู้ช่วยเทรนเนอร์ที่พีเอสวี เป็นโค้ชกองหน้าให้พีเอสวี และไปทำงานในตุรกี และจอร์แดน ปัจจุบัน เขาเป็นผู้จัดการทีมของ เบลิเซีย บิลเซ่น สโมสรในระดับดิวิชั่น 4 ของเบลเยี่ยม "ผมอายุ 53 ปีแล้ว ดังนั้นผมหวังว่าผมจะกลับไปเยือนที่นั่นได้ในวันหนึ่ง" นิลิส พูดถึงการกลับไป วิลล่า พาร์ค เอาไว้เมื่อ 2 ปีก่อน "มันต้องเป็นตอนที่แฟนบอลเต็มสนาม ผมอยากสัมผัสประสบการณ์แฟนบอลเต็มสนามที่วิลล่า พาร์ค อีกครั้ง ผมเคยหวังเอาไว้แบบนั้น แต่มันถูกพรากไปจากผมเร็วเกินไปหน่อย" จากนักเตะฝีเท้าเยี่ยมที่ โรนัลโด้ R9 กับ รุด ฟาน นิสเตลรอย ยกย่อง, กองหน้าที่ได้รับฉายาว่า "ลุคผู้โชคดี" กลับมาจบอาชีพนักเตะเพราะ "โชคร้าย" แต่ผลงานที่เขาฝากเอาไว้ก่อนหน้านั้น ก็ทำให้หลายคนยังจดจำเขาได้ดี หากจะมีโอกาสที่เขาจะหวนกลับไปเยือน วิลล่า พาร์ค บางทีในฤดูกาลใหม่ 2022/23 อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็เป็นได้ ยิ่งดูยิ่งได้อรรถรส รับชมคลิปได้เลย :: http://ow.ly/aUyZ30skHv0 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ซ้ายพิฆาตแห่งเซนต์ เจมส์ พาร์ค "

นิวคาสเซิ่ล เป็นทีมที่มีผลงานน่าประทับใจมากในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล หลังจากที่ เอ็ดดี้ ฮาว ปรับทีมจนลงล็อค พวกเขาไม่เพียงหนีตายได้อย่างสบายๆ แต่กระโดดมาจบถึงกลางตารางอันดับ 11 ทั้งที่ 14 นัดแรกไม่ชนะใครเลยแม้แต่เกมเดียว น่าสนใจมากว่าซัมเมอร์นี้ นิวคาสเซิ่ล จะเสริมทัพยังไง และเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้ร้อนแรงต่อยอดจากฤดูกาลนี้ได้หรือไม่ พูดถึงการเสริมทัพของนิวคาสเซิ่ล พวกเขามักมีนักเตะชื่อที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เข้ามาอยู่เสมอ กระทั่งภาพยนต์ GOAL! ก็ใช้นิวคาสเซิ่ล เป็นธีมหลักให้ ซานติ มูนเญซ เด็กโนเนมเชื้อสายเม็กซิกัน พระเอกของเรื่องเดินทางจากอเมริกา มาเซ็นสัญญาด้วย ถ้าจะมีนักเตะในชีวิตจริงสักคนของนิวคาสเซิ่ล ที่มีส่วนคล้ายกับ ซานติ มูนเญซ อยู่บ้าง เห็นจะเป็น โลร็องต์ โรแบร์ ปีกซ้ายทีมชาติฝรั่งเศส เพียงแต่ โรแบร์ ตอนย้ายมายังนิวคาสเซิ่ล ในปี 2001 เขาไม่ใช่เด็กโนเนม แต่เป็นตัวหลักของ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น โรแบร์ เกิดที่เกาะเรอูนิยง ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส เกาะนี้อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ใกล้กับมาดากัสการ์ ในทวีปแอฟริกา เขาเดินทางมาเป็นนักเตะของมงต์เปลลิเยร์ตอนอายุ 16 ปี จากนั้นผลงานดีจน ปารีส คว้าตัวมาร่วมทีมในปี 1999 ด้วยวัย 24 ปี 2000/01 เปแอสเช ผลงานในลีก เอิง ไม่ดี จบแค่อันดับ 8 ทีมชุดนั้นมีนักเตะอย่าง เจย์เจย์ โอโคชา, นิโกล่าส์ อเนลก้า,เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, มิเกล อาร์เตต้า, อาลี เบอนาร์เบีย ร่วมทัพ ทว่าดาวยิงประจำทีมในฤดูกาลนั้นเป็น โรล็องต์ โรแบร์ ในตำแหน่งปีกซ้าย เขาทำไป 15 ประตูจาก 32 เกมในลีก และยอดรวมทุกรายการ 18 ประตู จนนิวคาสเซิ่ล ยอมทุ่มเงิน 9.5 ล้านปอนด์คว้าตัวมาร่วมทีม แฟนบอลอังกฤษไม่ค่อยรู้จักโรแบร์ มากนัก แต่เพียงไม่กี่เกมแรกของเขาบนแผ่นดินอังกฤษ ผู้คนก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมปู่บ็อบ ถึงได้ซื้อหนุ่มวัย 26 รายนี้มาร่วมทีม เกมแรกเป็นการเสมอเชลซี 1-1 ในนัดเปิดฤดูกาล 2001/02 นัดต่อมาเขาทำแอสซิสต์ ทีมเสมอซันเดอร์แลนด์ 1-1 นัดที่ 3 โรแบร์ ยิงไป 1 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ นิวคาสเซิ่ลถล่มมิดเดิลสโบรช์ 4-1 เกมไฮไลท์มาถึงคือการเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดที่ 4 ของฤดูกาล ปกติแล้ว คู่นี้เจอกันใส่กันมันตลอด เพราะต่างเป็นบอลบุก นิวคาสเซิ่ล ในยุคของปู่บ็อบ ทำให้หลายคนชื่นชอบ เหมือนสมัย เควิน คีแกน เพราะเล่นฟุตบอลเอนเตอร์เทน นักเตะตัวรุกจึงแจ้งเกิดได้มากมายในยุคปู่ เพียง 5 นาที โรแบร์ ก็แสดงความพิเศษของเขาให้เห็นนั่นคือการฟรีคิก เขาปั่นเสียบตาข่ายแมนฯ ยูไนเต็ด พาทีมออกนำ และมันเป็นเกมที่สุดดุเดือด นิวคาสเซิ่ล เฉือนชนะ 4-3 รอย คีน โดนใบแดง จบฤดูกาลแรกกับนิวคาสเซิ่ล โรแบร์ ทำไป 8 ประตูกับ 14 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมสาลิกาดง จบอันดับ 4 ของพรีเมียร์ ลีก โรแบร์ อาจไม่ใช่นักเตะที่ขยันที่สุดในทีม ไม่ใช่ปีกซ้ายประเภทคุกคามคู่แข่งได้จากความพริ้วไหว กระชากลากเลื้อย แต่เขามีเท้าซ้ายสุดฉมัง การครอสบอล และการยิงบอลถือเป็นจุดเด่น โดยเฉพาะการปั่นฟรีคิก คือเครื่องหมายการค้า แม้ถนัดซ้าย แต่ โรแบร์ สามารถยิงฟรีคิกได้จากทุกมุม ใกล้ ไกล เบี่ยงซ้าย เยื้องขวา ยิงได้หมด โรล็องต์ โรแบร์ จะปั่นฟรีคิกด้วยข้างเท้าด้านใน ใช้บริเวณใกล้ๆ ตาตุ่มด้านในสัมผัสบอล ทำให้เขาเลือกยิงได้ว่าจะเอาแรงแบบเต็มเหนี่ยว หรือจะยิงให้บอลโค้ง คล้ายๆ กับ จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่ เขาเล่นให้นิวคาสเซิ่ล 4 ฤดูกาล ลงสนามนับเฉพาะพรีเมียร์ ลีก 129 นัด ทำได้ 22 ประตู และ 11 ประตูที่ทำได้มาจากฟรีคิก! ณ ปัจจุบันมีเพียง จานฟรังโก้ โซล่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เธียร์รี่ อองรี, เจมส์ วอร์ด เพราส์ และ เดวิด เบ็คแฮม เพียง 5 คนเท่านั้นที่ยิงฟรีคิกในพรีเมียร์ ลีก มากกว่า โรแบร์ เมื่อคิดเป็น % ของประตูที่ทำได้ ถือว่าสูงมาก เพราะ 50% ของประตูที่เขายิงให้นิวคาสเซิ่ลในลีก คือฟรีคิก และเมื่อหารเฉลี่ยเป็นจำนวนนัด โรแบร์ คืออันดับ 1 เป็นสถิติที่สูงกว่า เดวิด เบ็คแฮม ด้วยซ้ำ เขาไม่ใช่นักเตะเทพ ไม่ใช่นักเตะแข็งแกร่งที่ฟอร์มการเล่นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในปีหลังๆ แต่เป็นนักเตะประเภท Cult hero ที่แฟนๆ จดจำได้ดีจากช็อตมหัศจรรย์ ช็อตสวยๆ ที่มีมาฝากอยู่เรื่อยๆ น่าเสียดายที่เมื่อ นิวคาสเซิ่ล ตัดสินใจปลด บ็อบบี้ ร็อบสัน และแต่งตั้ง แกรม ซูเนสส์ เข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป โรแบร์ พลาดที่ออกมาวิจารณ์ ซูเนสส์ และเพื่อนร่วมทีม จนในที่สุดสโมสรลอยแพ ปล่อยเขาให้พอร์ทสมัธยืมตัวในปี 2005/06 และครึ่งหลังของฤดูกาลนั้นเองเขาก็โดนปล่อยถาวรไปอยู่กับเบนฟิก้า ที่มี โรนัลด์ คูมัน คุมทีม ให้บังเอิญอีกเช่นกัน ประตูแรกของ โรแบร์ ในโปรตุเกส คือการยิงใส่เอฟซี ปอร์โต้ อริตลอดกาลของเบนฟิก้า และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขายิงแบบไหน... ใช่ มันคือฟรีคิก เป็นฟรีคิกระยะ 40 หลาเสียด้วย เขายอมรับว่าเสียใจที่ย้ายออกจากนิวคาสเซิ่ล เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อฝรั่งเศส เขาชื่นชอบนิวคาสเซิ่ลเสมอ นักเตะที่เก่งสุดที่เขาเล่นด้วยคือ อลัน เชียเรอร์ และกุนซือที่ดีที่สุดของเขาคือปู่บ็อบ ที่เขาบอกว่าเป็นเหมือนพ่อคนที่สอง และเมื่อปู่บ็อบไม่อยู่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด "นิวคาสเซิ่ล เป็นสโมสรที่ดีที่สุดของผมในเวลานั้นให้ผมได้เซ็นสัญญา การได้เล่นให้นิวคาสเซิ่ลใน แชมเปี้ยนส์ ลีก คือความมหัศจรรย์อย่างที่คุณสามารถจินตนาการได้" "ในฤดูกาลแรกของผม เราจบอันดับ 4 และปีต่อมา เราจบถึงอันดับ 3" "ทั้ง 2 ฤดูกาลนั้น เราได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ ลีก อย่างจริงๆ จังๆ และเราเป็นหนึ่งในทีมที่ได้ลุ้นอยู่เกือบทั้งฤดูกาล ของทั้ง 2 ปีนั้น" "ตอนที่เราเล่นฟุตบอลในแนวทางของเราภายใต้ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน และคุณสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในบิ๊กโฟร์ มันเป็นความรู้สึกยอดเยี่ยมสำหรับนักเตะสักคน" "ผมยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมสโมสรถึงปล่อยให้เขาจากไป ... เราจบอันดับ 5 นะ! นั่นควรจะเป็นฤดูกาลที่ดีสำหรับนิวคาสเซิ่ลแล้ว" "บ็อบบี้ มีทีมที่กำลังเล่นดี และเราจบอันดับ 4 , อันดับ 3 และอันดับ 5 ดังนั้นการเห็นเขาอำลาไปมันจึงแปลกมาก" "เมื่อเขาย้ายออกไป สโมสรก็เปลี่ยนไปเลย สไตล์ฟุตบอลก็เปลี่ยนไปด้วย และเราพยายามทำสิ่งที่ต่างออกไปกับนักเตะที่ต่างออกไป" "นั่นคือเหตุผลที่ผมอำลานิวคาสเซิ่ล เมื่อบ็อบบี้ ร็อบสัน จากไป ผมก็อยากไปเช่นกัน" แม้จะสวมเสื้อขาวดำของนิวคาสเซิ่ลแค่ 4 ปี และมีช่วงลุ่มๆ ดอนๆ อยู่บ้าง แต่ผลงานและไฮไลท์การเล่นของ โลร็องต์ โรแบร์ โดยเฉพาะช่วง 2 ปีแรก ก็ยังฝังใจเหล่าทูนอาร์มี่ อยู่เสมอ เขาสวมเสื้อหมายเลข 32 ประจำการทางฝั่งซ้าย และที่สำคัญ มีเท้าซ้ายที่สุดยอด อย่างที่ เซนต์ เจมส์ พาร์คไม่เคยเห็นมาก่อน และยังไม่เคยเห็นอีกเลยจนถึงทุกวันนี้ รับชมคลิปสุดมันกับซ้ายพิฆาตได้ที่ :: http://ow.ly/2N1430skqR4 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ที่สุดแห่งเกมเพลย์ออฟ "

ฤดูกาลฟุตบอลยุโรปกำลังจะปิดฉากลงอีกครั้งแล้ว ลีกใหญ่ๆ ทะยอยจบลงไป แต่ยังมีไฮไลท์ส่งท้ายกันอีกนิดหน่อย หากเป็นเวทีใหญ่แล้ว นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มักเป็นฉากจบแบบรูดม่านอย่างแท้จริง แต่ก็ยังมีโปรแกรมเหลือที่น่าลุ้นเช่นกัน นั่นคือการเพลย์ออฟ เลื่อนชั้นของลีกต่างๆ โดยเฉพาะ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ สู่พรีเมียร์ ลีก คืออีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจ อย่างที่เรารู้กันว่าว่า เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เอาแค่อันดับ 1 และ 2 เลื่อนชั้นอัตโนมัติ ส่วนทีมอันดับ 3-4-5-6 ต้องมาเพลย์ออฟกัน หาทีมชนะแค่ทีมเดียว คว้าตั๋วใบสุดท้าย การจับคู่เพลย์ออฟรอบรองชนะเลิศ อันดับ 3 จะเจออันดับ 6 และอีกคู่ อันดับ 4 เจอกับอันดับ 5 เตะกันแบบเหย้า-เยือน ผู้ชนะ จะเข้าไปชิงกันที่เวมบลีย์ ศึกเพลย์ออฟ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีเกมระดับดราม่า ตื่นเต้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรอบรองชนะเลิศ หรือรอบชิงชนะเลิศ หนึ่งในเกมที่เพิ่งผ่านมาในช่วงหลัง ที่หลายคนยังคงจำได้ดี นั่นคือดราม่าของเกมรอบรองชนะเลิศเมื่อปี 2012/13 ระหว่าง วัตฟอร์ด กับ เลสเตอร์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2012/13 จบลงด้วยการที่ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และ ฮัลล์ ซิตี้ เลื่อนชั้นอัตโนมัติ ส่วนทีมเพลย์ออฟ ประกอบด้วย ไบรตัน อันดับ 4 vs พาเลซ อันดับ 5 และอีกคู่ วัตฟอร์ด ซึ่งเป็นทีมอันดับ 3 ภายใต้การคุมทีมของ จานฟรังโก้ โซล่า มาเจอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 6 ที่มี ไนเจล เพียร์สัน คุมทีม ขณะนั้น เป็นเวลาเกือบ 3 ปี นับตั้งแต่คุณวิชัย เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ เป้าหมายคือการนำทีมกลับสู่พรีเมียร์ ลีก ให้ได้ แผนงานในช่วงแรกนี้คือการยืมตัวดาวรุ่ง หรือซื้อตัวนักเตะจากสโมสรในพรีเมียร์ ลีก มาร่วมทีม โดยเฉพาะจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ริทชี่ เดอ เลท, ไมเคิ่ล คีน, แดนนี่ ดริงค์วอเทอร์, แม็ตตี้ เจมส์, เจสซี่ ลินการ์ด ต่างย้ายจากแมนฯ ยูไนเต็ด มาเล่นให้ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนั้น ไม่ว่าจะเป็นดีลถาวร หรือยืมตัว นอกจากนั้นพวกเขายังยืมเอา แฮร์รี่ เคน สมัยเป็นดาวรุ่งมาร่วมทีมด้วย เจมี่ วาร์ดี้ ก็อยู่ในทีมเช่นกัน แต่เวลานั้น วาร์ดี้ ยังไม่ใช่วาร์ดี้ อย่างในช่วงหลัง ยังเป็นเพียงกองหน้าที่ถูกคว้าตัวมาจาก ฟลีตวูด ทาวน์ ใหม่ๆ ในเกมเพลย์ออฟ เลกแรกเตะกันที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก่อน และเป็น เลสเตอร์ ที่เฉือนชนะ 1-0 จากประตูของ เดวิด นูเจนท์ ในนาทีที่ 82 เลกสอง เตะกันอีก 3 วันให้หลังที่ วิคาเรจ โร้ด โดยมีผู้ตัดสินดาวรุ่งในเวลานั้นอย่าง ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ลงทำหน้าที่ วัตฟอร์ด ของ จานฟรังโก้ โซล่า ได้เปรียบตรงที่พวกเขามีนักเตะระดับประสบการณ์สูงอยู่ในทีมหลายคนเช่น มานูเอล อัลมูเนีย, มาร์โก คาสเซ็ตติ, ฟิตซ์ ฮอลล์ เป็นต้น แนวรุกของแตนอาละวาดมี อิเคชี่ อันย่า, ทรอย ดีนี่ย์ และ มาเตย์ วีดร้า ซึ่งอันตรายทุกคน ด้านผู้มาเยือนเลสเตอร์ ซึ่งกุมความได้เปรียบจากชัยชนะนัดแรก 1-0 มาในระบบ 4-4-2 ตามปกติ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เฝ้าเสา กองหลังมี ริทชี่ เดอ เลท, เวส มอร์แกน, ไมเคิ่ล คีน, เชฟฟรี่ ชลุปป์ กองกลางใช้ แดนนี้ คิง, ลอยด์ ดายเออร์, แม็ตตี้ เจมส์, อองโตนี่ น็อคการ์ท และกองหน้าเป็น เดวิด นูเจนท์ กับ คริส วู้ด พวก ดริงค์วอเทอร์, เจมี่ วาร์ดี้, แฮร์รี่ เคน ในตอนนั้นเป็นสำรอง เกมเล่นกันมาได้ 15 นาที วัตฟอร์ด ก็ออกนำ 1-0 จากการหลุดไปวอลเล่ย์อย่างสวยงาม มาเตย์ วีดร้า ทำให้สกอร์รวมเสมอกัน 1-1 ทว่าเพียง 4 นาทีต่อมา เลสเตอร์ ได้เตะมุม บอลเปิดมาเข้าหัว เดวิด นูเจนท์ โหม่งตีเสมอเป็น 1-1 ส่งผลให้ เลสเตอร์ กุมความได้เปรียบอีกครั้ง ในครึ่งหลัง นาทีที่ 65 วัตฟอร์ด ก็มาได้ประตูที่พวกเขาต้องการ ออกนำอีกครั้งเป็น 2-1 จาก มาเตย์ วีดร้า คนเดิมที่หลุดเข้าไปยิงเบียดเสาอย่างเฉียบขาด กติกาที่ ฟุตบอลลีก นำมาใช้ในการเพลย์ออฟ จะไม่มี อเวย์โกล นั่นหมายความว่า ตอนนี้ เสมอกัน 2-2 โอกาสเข้ารอบเท่าๆ กันในช่วงเวลาที่เหลือของเกม เกมนี้ มีการทดเวลาบาดเจ็บไปนานถึง 7 นาที อองโตนี่ น็อคการ์ท อาศัยความคล่อง พาบอลเข้าเขตโทษทางฝั่งขวา มาร์โก คาสเซ็ตติ ตามไปสกัด เขายกแขนขึ้นมาดันที่บริเวณหัวไหล่ของ น็อคการ์ท ทำให้ปีกเลสเตอร์ทิ้งตัวล้ม ทันใดนั้นเองก็มีเสียงนกหวีดยาวจากไมเคิ่ล โอลิเวอร์ มันเป็นจุดโทษ! แน่นอนว่าตอนนั้นไม่มี VAR เมื่อเป่าจุดโทษ มันก็ต้องเป็นจุดโทษ อองโตนี่ น็อคการ์ท ที่ไม่เคยยิงจุดโทษในเกมให้กับเลสเตอร์เลย ตั้งแต่ย้ายมา เขาอาสาลุกขึ้นมาสังหารจุดโทษด้วยตัวเอง เขาวิ่งมายิงเรียดไปกลางประตูแต่ มานูเอล อัลมูเนีย ใช้ขาเซฟเอาไว้ได้ น็อคการ์ท ตามซ้ำก็ติด อัลมูเนีย ที่ลุกมาบล็อกได้ด้วยหน้าอก มาร์โก คาสเซ็ตติ คนทำเสียจุดโทษสมาธิดี รีบวิ่งไปหวดบอลทิ้งขึ้นหน้า บอลที่ถูกเตะทิ้งลูกนั้นมาเข้าทาง อิเคชี่ อันย่า ท่ามกลางเสียงดีใจของแฟนวัตฟอร์ดที่รอดพ้นจากการเสียประตู ดีใจที่พวกเขายังไม่ตกรอบ แต่ อันย่า ไม่สนเสียงเฮจากแฟนบอล เขากระชากบอลเข้าไปในแดนเลสเตอร์ทันที แม้เข็มนาฬิกา มันจะเกินเวลาที่ทดไปแล้ว แต่ในเมื่อผู้ตัดสินยังไม่เป่านกหวีด ก็ต้องเล่นต่อไป อันย่า เปิดบอลต่อขึ้นหน้ามาที่ เฟร์นานโด ฟอเรสติเอรี่ ตัวสำรองที่ลงมาในช่วงครึ่งหลัง ฟอเรสติเอรี่ แต่งบอลไปจนสุดเส้นแล้วครอสโด่งไปเสาสอง โจนาธาน ฮ็อกก์ อีกหนึ่งตัวสำรอง เทกตัวโหม่งตั้งกลับมาตรงกลางแถวๆ จุดโทษ วินาทีนั้น ทรอย ดีนี่ย์ ก็วิ่งเข้ามาวอลเล่ย์แบบไม่ต้องจับ บอลพุ่งกระแทกตาข่ายอย่างสะใจ หัวหอกตัวแสบ วิ่งถอดเสื้อดีใจแบบไม่สนโลก เพราะเขารู้ดีว่านี่คือประตูที่จะส่งให้ วัตฟอร์ด ได้ไปเล่นที่เวมบลีย์ ในนาทีที่ 90+7 ทีมเสียจุดโทษ แต่เซฟเอาไว้ได้ จากที่จะเป็น 2-2 กลับกลายมาเป็น 3-1 ภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาที ไม่มีฉากจบไหนจะคลาสสิกไปมากกว่านี้แล้ว กล้องจับมาที่ อองโตนี่ น็อคการ์ท คนที่ยิงจุดโทษพลาดให้เลสเตอร์ทันที มันคือความดราม่าที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วินาทีจริงๆ วัตฟอร์ด เข้าไปชิงตั๋วเพลย์ออฟ กับ คริสตัล พาเลซ ตอนนั้นแฟนบอลจำนวนไม่น้อยเชียร์วัตฟอร์ด เพราะพวกเขาเล่นบอลเกมรุก เล่นบอลสนุก แถมมีแฟนๆ ของ จานฟรังโก้ โซล่า ที่เอาใจช่วยขวัญใจรายนี้อยู่ด้วย แต่มันกลายเป็นว่า วัตฟอร์ด ต้องอกหัก พวกเขาแพ้ให้ พาเลซ 0-1 โดยมาโดนยิงจากจุดโทษ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 105+1 จาก เควิน ฟิลลิปส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพาทีมเลื่อนชั้น เลสเตอร์ ใช้ความพ่ายแพ้แค่เส้นยาแดงต่อวัตฟอร์ด มาเป็นแรงผลักดัน ฤดูกาลต่อมา 2013/14 พวกเขาไม่ต้องรอเพลย์ออฟ เพราะพวกเขาทำผลงานสุดยอด คว้าแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยการเก็บไปถึง 102 แต้ม เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ เพียง 2 ปีหลังจากเลื่อนชั้น เลสเตอร์ ก็สร้างปาฏิหาริย์ 5,000/1 คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครอง และพวกเขาก็ไม่เคยตกชั้นลงไปอยู่ในลีกรองอีกเลยจนถึงทุกวันนี้ ร่วมรับชมคลิปเพิ่มความสนุกสุดมันได้ที่ : http://ow.ly/viPS30skkLl เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" บทเรียนเมื่อปี 2014 "

แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้สึกมีความหวังอยู่บ้างหลังจากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และคาดหวังถึงสิ่งที่ดีขึ้นที่จะได้เห็นตั้งแต่ซัมเมอร์นี้ หลังจากวนเวียนอยู่กับความหดหู่อยู่หลายปี ทนเห็น 2 อริที่ฉกาจที่สุดอย่าง แมนฯ ซิตี้ และลิเวอร์พูล ขึ้นมายิ่งใหญ่ เท่านั้นไม่พอ ตัวเองยังตกลงมาแบบหมดสภาพ ทำให้การเปลี่ยนแปลงชนิดถอนรากถอนโคนคือสิ่งจำเป็น ณ วันนี้ แฟนผีทำใจยอมรับได้ว่ามันต้องสร้างกันขึ้นมาจากรากฐานอีกครั้ง ทำใจยอมรับได้ ว่าหากภายใน 2 ปี จะยังไม่เป็นทีมระดับลุ้นแชมป์ เล่นฟุตบอลได้แข็งแกร่งทุกมิติ ขอเพียงเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนกับกุนซือคนใหม่อย่าง เอริค เทน ฮาก ก็เป็นสิ่งที่โอเคในระดับหนึ่งแล้ว แต่นั่นไม่ใช่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2014 ปี 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก, เซอร์ อเล็กซ์วางมือ, เดวิด มอยส์ เข้ามาแทน ฤดูกาล 2013/14 คือความล้มเหลว พวกเขารอไม่ได้ บริบท ณ ตอนนั้นคือพวกเขาเพิ่งเป็นแชมป์มาหมาดๆ จะไม่ได้แชมป์ไม่ว่า แต่ต้องพอได้ลุ้น ไม่ใช่หลุดไปไม่ได้เล่นฟุตบอลยุโรปด้วยซ้ำ หลังจบฤดูกาล 2013/14 แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเล่นของหนัก พวกเขามองที่การคัมแบ็กกลับมายิ่งใหญ่ในทันที ตอนนั้นไม่ได้มีเวลามาคิดถึงการค่อยๆ สร้างทีมใหม่แล้ว เพราะนักเตะชุดแชมป์หลายคนก็ยังอยู่ สโมสรติดต่อกับ หลุยส์ ฟาน กาล และตกลงกันได้ตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2014 ก่อนที่ อาจารย์หลุยส์ จะจบภารกิจกับทีมชาติฮอลแลนด์เสียอีก LVG ตกลงกับปีศาจแดงเสร็จสรรพ ก็พาทีมชาติฮอลแลนด์ไปลุยฟุตบอลโลก โดยมีดาวยิงคู่ใจ ที่อีกเดี๋ยวจะได้มาทำงานร่วมกันที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เป็นตัวหลักในแนวรุก ช่วงนั้น ฟาน กาล ทำทีมชาติฮอลแลนด์ เล่นในระบบ 3-5-2 มีวิงแบ็ก โดยที่สองกองหน้าทีเด็ดคือมี ฟาน เพอร์ซี่ เป็นหน้าเป้า และมี อาร์เยน ร็อบเบน เป็นกองหน้าตัวสนับสนุนที่เล่นเป็นอิสระ เมื่อจบศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลไม่กี่วัน ฟาน กาล ก็เร่งเดินทางมาทำงานกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ทันที ระหว่างช่วงฟุตบอลโลก สโมสรก็จัดการเซ็นนักเตะเข้ามาให้ ฟาน กาล ถึง 2 คน คือ อันเดร์ เอร์เรร่า และ ลุค ชอว์ 2 คนนี้ค่าตัวรวมกันราว 64 ล้านปอนด์ สิ่งที่แฟนผีตื่นเต้น อยากเห็น หลังจาก 1 ปีของความผิดหวัง ก็คือกุนซือคนใหม่อย่าง ฟาน กาล จะทำทีมออกมาได้ดีแค่ไหน ภารกิจปรีซีซั่นของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ถูกวางไว้ก่อนแล้วก็คือไปทัวร์สหรัฐอเมริกา ฟาน กาล เป็นกุนซือที่ไม่ได้ยึดติดกับแผนการเล่นแบบไหนเป็นพิเศษ ในแต่ละทีม แต่ช่วงของอาชีพ เขาปรับแนวทางการเล่นไปเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ฟาน กาล จะหัวแข็ง ไม่ค่อยเปลี่ยน ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขากำลังมือขึ้นจากการเล่น 3-5-2 ดังนั้น ระบบนี้จึงเป็นระบบที่เขาคิดนำมาใช้กับแมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกัน เกมแรกที่แฟนผีเฝ้ารอคอยมาถึง เป็นการเจอกับ แอลเอ แกแล็กซี่ ที่สนามโรส โบว์ล วันที่ 23 กรกฏาคม 2014 ฟาน กาล ลงเล่นในระบบ 3-5-2 ที่อยากเล่นทันที เวลเบ็ค กับ รูนี่ย์ เป็นคู่หน้า แดนกลางได้เห็นฟอร์มของตัวใหม่อย่าง อันเดร์ เอร์เรร่า และ ลุค ชอว์ ได้เห็นดาวรุ่งอย่าง ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ และ รีซ เจมส์ (คนละคนกับ รีซ เจมส์ ของเชลซี) ในตำแหน่งวิงแบ็กซ้าย และเด็กคนนี้ก็ทำ 2 ประตูด้วย มันเป็นเกมที่ปีศาจแดงโชว์คลาส ถล่ม แอเอล แกแล็กซี่ถึง 7-0 เลยทีเดียว เอร์เรร่า โชว์การจ่ายบอล ออกบอลเข้าทำ ที่น่าประทับใจ จนแฟนบอลคาดหวังว่านี่แหละจะเป็นเพลย์เมกเกอร์คนใหม่ของทีม ต้องบอกว่าในปรีซีซั่นที่เป็นรายการ "อินเตอร์แนชนั่ล แชมเปี้ยน คัพ" ทีมของฟาน กาล เล่นน่าดูชมมากๆ ในระบบ 3-5-2 นักเตะดูวูบวาบ เล่นเกมรุก เดินหน้าเข้าใส่คู่แข่ง ขยับเคลื่อนที่กันอย่างกระฉับกระเฉง 3 วันต่อมา พวกเขาเอาชนะ โรม่า 3-2 ตามด้วยเสมอ อินเตอร์ 0-0 แล้วก็ยิงจุดโทษชนะ และคลาสสิกคือวันที่ 2 สิงหาคม พวกเขาก็เอาชนะ เรอัล มาดริด ได้ถึง 3-1 วันที่ 4 สิงหาคม พวกเขาเข้าไปชิงถ้วยปรีซีซั่นกับลิเวอร์พูล และแม้จะโดนยิงไปก่อน แต่ เวย์น รูนี่ย์, ฆวน มาต้า และ เจสซี่ ลินการ์ด ที่กลับมาจากยืมตัวจากเบอร์มิงแฮม ช่วยกันส่องคนละตุงให้ทีมเอาชนะ "แดงเดือดปรีซีซั่น" 3-1 มันช่างเป็นปรีซีซั่นที่สดใสเหลือเกินสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด และ หลุยส์ ฟาน กาล แมนฯ ยูไนเต็ด ปิดท้ายซัมเมอร์ด้วยการลงอุ่นเครื่องที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 1 สัปดาห์ก่อนพรีเมียร์ ลีก จะเปิด และก็ยังทำได้ดี เอาชนะ บาเลนเซียไป 2-1 ฟอร์มแบบนี้ ไม่คิดถึงการทวงแชมป์พรีเมียร์ ลีก คืนก็ใช่ที่ ทว่าก็อย่างที่เรารู้กันดี ปรีซีซั่น หรือเกมกระชับมิตร นำมาเป็นบรรทัดฐานในเกมการแข่งขันจริงไม่ได้ทั้งหมด อีกทั้งก่อนฤดูกาลเปิดไม่กี่วัน นักเตะที่เล่นด้วยความดุดันในช่วงปรีซีซั่นก็มีอาการเจ็บ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เจ็บ, ไมเคิ่ล คาร์ริค เจ็บ, ลุค ชอว์ ตัวใหม่ก็เจ็บ, อันแดร์สัน เจ็บ, อันโตนิโอ วาเลนเซีย เจ็บ, แดนนี่ เวลเบ็ค เจ็บ, จอนนี่ อีแวนส์ ก็ไม่พร้อม ความคาดหวังเริ่มมีสั่นคลอนนิดๆ เพราะตัวหลักเจ็บเยอะ แต่กระนั้น การเปิดฤดูกาลในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และมีคู่แข่งเป็นทีมกลางๆ อย่างสวอนซี ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ฟาน กาล จัด 11 ตัวแรกในเกมเป็นทางการนัดแรกของเขาดังนี้ ดาบิด เด เคอา - ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์, ฟิล โจนส์, คริส สมอลลิ่ง - เจสซี่ ลินการ์ด, อันเดร์ เอร์เรร่า, ฆวน มาต้า, ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์, แอชลี่ย์ ยัง - เวย์น รูนี่ย์, ชิชาริโต้ ในระบบ 3-5-2 ตัวที่จะเล่นวิงแบ็กขวาเจ็บกันหมด ทำให้ ฟาน กาล ต้องใช้ เจสซี่ ลินการ์ด มาเล่น แล้วซวยซ้ำซวยซ้อน เล่นไป 24 นาที ลินการ์ด เจ็บ ต้องเปลี่ยน อัดนาน ยานูซาย ลงมาแทน ความคาดหวังอันสวยงามของแฟนผีจบลงแบบสุดช็อค เพราะเกมนี้ ทีมของ ฟาน กาล แพ้คาบ้านต่อสวอนซีไป 1-2 3 นัดแรกในลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ชนะเลย เกมต่อมาเสมอซันเดอร์แลนด์ 1-1 และเสมอเบิร์นลี่ย์ 0-0 ก่อนตลาดปิด เอ็ด วู้ดเวิร์ด ยังยิ้มกริ่มด้วยการถลุงเงินเสริมทัพให้ ฟาน กาล แบบเต็มดอก อังเคล ดิ มาเรีย 60 ล้านปอนด์, มาร์กอส โรโฮ 16 ล้านปอนด์, ดาเล่ย์ บลินด์ 14 ล้านปอนด์, เซ็นเช่ายืม ราดาเมล ฟัลเกา มาอีก 1 ปี (6ล้านปอนด์) เป็นซัมเมอร์ที่ใช้จ่ายกระหน่ำสุดๆ แต่ผลงานกลับไม่เป็นไปตามที่หวังนัก หลังจากทู่ซี้ใช้ระบบ 3-5-2 ที่ร้อนแรงตอนปรีซีซั่น แต่ไม่เวิร์ค ในการแข่งขันจริง อยู่ได้ไม่นาน อาจารย์หลุยส์ ก็ยอมเปลี่ยนมาเล่นแบ็กโฟร์ตามปกติ 10 นัดแรกในลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะแค่ 3 เกม แพ้ไปอีก 3 นัด ย่ำแย่สุดๆ แต่เมื่อตัวหลักๆ กลับมากันครบ ความมั่นใจเริ่มมา ก็ค่อยๆ เดินหน้าเก็บผลงานการแข่งขันดีๆ ได้บ้าง นั่นรวมถึงการเอาชนะลิเวอร์พูล 3-0 ด้วย ลงท้ายฤดูกาลนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด จบด้วยการติดท็อป 4 ได้กลับไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่า หลุยส์ ฟาน กาล และแนวทางการเล่นอันยอดเยี่ยม ตอนปรีซีซั่น ไม่ได้การันตีว่าเมื่อการแข่งขันจริงมาถึงมันจะได้ผลเสมอไป เป็นบทเรียนที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเตรียมใจไว้ว่า อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากนัก จนกว่าจะได้เห็นของจริง! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ไม่สูงก็เก่งได้ "

พร้อมๆ กับที่ เอริค เทน ฮาก ประกาศการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ มันก็ตามมาด้วยข่าวเรื่องการเสริมทัพ นักเตะที่โดนโยงก็มักเป็นอดีตลูกทีม ไม่ว่าจะเป็น เฟรงกี้ เดอ ย็อง, มัทไธส์ เดอ ลิกท์, แอนโทนี่ ไปจนถึง ยูร์เรี่ยน ทิมเบอร์ ยูร์เรี่ยน ทิมเบอร์ เป็นกองหลังวัย 20 ปีที่ได้รับการยกย่องอย่างมาก ความนิ่ง ความชัวร์ มันสมองในการเล่นเกินวัยมาก ราวกับพวกนักเตะสูงประสบการณ์ เขาสามารถเล่นได้ทั้งเซนเตอร์แบ็ก และแบ็กขวา ซึ่งตอบโจทย์ของทั้ง เทน ฮาก เองและแมนฯ ยูไนเต็ด หากจะมีข้อตำหนิเล็กน้อย ก็คงจะเป็นเรื่องของ "ความสูง" ทิมเบอร์ สูงราว 179 ซม. ซึ่งถ้าเล่นแบ็กขวาก็ไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ แต่หากจะเล่นเซนเตอร์แบ็ก ปราการหลังตัวกลาง เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงแน่ๆ พรีเมียร์ ลีก คือลีกที่มีการเล่นฟุตบอลไดเร็คท์กันเยอะ รวมถึงลูกตั้งเตะทั้งหลายค่อนข้างถนัด ดังนั้น กองหลังควรต้องเล่นลูกกลางอากาศดีด้วย ทางบอลดี วิ่งเร็ว แข็งแรงอย่างเดียวคงไม่พอ สมัยยังหนุ่มๆ แกรี่ เนวิลล์ เองก็เคยมายืนเซนเตอร์ หากมองแค่ทางบอล การอ่านเกม เขาทำได้ไม่เลวเลย แต่ปัญหาคือความสูงนี่แหละ เพราะแกรี่ ก็สูงเท่าๆ กับ ทิมเบอร์ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยบอกว่าถ้า แกรี่ สูงกว่านี้สัก 2 นิ้ว คงเป็นเซนเตอร์แบ็กชั้นยอดได้ อีกหนึ่งกองหลังอายุน้อยที่ถูกพูดถึงมากในยุโรป รอบ 2 ปีหลังมานี้ก็คือ ชูลส์ กุนเด้ ของเซบีย่า ใครได้ดู กุนเด้ เล่นคงชอบ เป็นกองหลังทักษะดี เร็ว แกร่ง และอ่านทางบอลดักจังหวะดี เปิดบอลเป็นด้วย ปัญหาก็คือความสูงนี่แหละ เพราะสูงแค่ 178 ซม. จะไหวเหรอ โดยเฉพาะถ้ามาเล่นในพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม ความสูงอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด ในประวัติศาสตร์ลูกหนัง มีปราการหลังตัวกลางหลายรายที่สูงไม่เกิน 180 ซม. แต่ได้รับการยกย่องในระดับสูง กัปตันทีมบาร์เซโลน่ายุคยิ่งใหญ่ของ เป๊ป อย่าง การ์เลส ปูโยล ก็ไม่ถึง 180 ซม. ช่วงหนึ่ง ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ก็โดนถอยมายืนเซนเตอร์ และทำได้ดีมากๆ ด้วย ทั้งที่เป็นกองกลางตัวรับอาชีพ และสูงแค่ 174 ซม. เนื่องจากเขามีเซนเตอร์ตัวใหญ่คอยช่วยเหลืออยู่อย่าง เคราร์ด ปีเก้ ดังนั้น มาสเคราโน่ จึงเปรียบเสมือน คันนาวาโร่ เวลาเล่นกับ เนสต้า หรือ มาเตราซซี่ อิตาลี ชาติที่ผลิตโคตรกองหลังมาตลอด ฟาบิโอ คันนาวาโร่ สูงแค่ 175 ซม. และรุ่นพี่อย่าง ฟรังโก้ บาเรซี่ ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในเซนเตอร์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่มีมา ก็สูงแค่ 176 ซม. บาเรซี่ เล่นฟุตบอลด้วยจุดเด่นที่เขามี ยกเว้นเรื่องความสูง นั่นคือการมีปฏิริยาตอบสนองที่ดี การอ่านเกม การยืนตำแหน่งระดับเทพ เข้าสกัดหนักแน่น และทักษะฟุตบอลแน่น เล่นบอลได้เชื่องเท้า เล่นเหมือนนักเตะรุ่นใหญ่ เล่นกับพวกเด็กๆ มันแบบนั้นจริงๆ เพราะ บาเรซี่ แม้ตัวไม่ใหญ่ แต่เข้าบอลแม่นยำ รวดเร็ว อ่านทางดักทางดีมากๆ แถมยังเป็นตัวขึ้นเกมไปจากข้างหลังได้ดี จะเล่นแบบโซนหรือมาร์คคน จัดให้ได้หมด โหม่งบอลก็ไม่ขี้เหร่ อย่าง บาเรซี่ นี่สมมุติถ้าไม่ได้เล่นกองหลัง เอามายืนกองกลางก็คิดว่าน่าจะเล่นได้เหมือนกัน เพราะนิ่งมาก อ่านเกมขาด เปิดบอลเป็น ไม่มีลนลาน ตำนานของ เอซี มิลาน อย่างบาเรซี่ ที่เล่นให้มิลานทีมเดียวตลอดอาชีพ 20 ปี แต่จริงๆ เขาน่าจะได้เล่นให้ อินเตอร์ มิลาน อริร่วมเมืองด้วย จูเซ็ปเป้ บาเรซี่ พี่ชายของ ฟรังโก้ เซ็นเป็นนักเตะเยาวชนของอินเตอร์ จากนั้นอีกปีสองปี ฟรังโก้ ก็ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมงูใหญ่ด้วยแต่โดนปฏิเสธ ด้วยข้อหาตัวเล็กเกินไป ฟรังโก้ ตัดสินใจย้ายมาทดสอบกับ เอซี มิลาน แทน แต่ก็ยังไม่ถูกตอบรับในทันที ต้องมาลองใหม่อีก 2 หนกว่าในที่สุด มิลาน จะตกลงเซ็นบาเรซี่เข้าทีม แต่สุดท้ายกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของสโมสร ถ้าจะให้โหวตกันว่าใครคือกองหลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา คำตอบอาจจะเป็น "ไกเซอร์ฟรานซ์" ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ เบ็คเค่นเบาเออร์ สูงเพียง 181 ซม. บทบาทแบบสวีปเปอร์ หรือ ลิเบอโร่ ในแบบสมัยก่อน ทำให้ไกเซอร์ฟรานซ์ โดดเด่นอย่างมาก กระทั่งฟุตบอลอังกฤษที่ว่ากันว่าเล่นลูกโด่งเยอะ เราก็ยังมี บ็อบบี้ มัวร์ กัปตันทีมชาติชุดแชมป์โลก 1966 ตำนานของเวสต์แฮม มัวร์ สูงราว 178 ซม. เช่นเดียวกัน เรายังร่ายรายชื่ออย่าง โรนัลด์ คูมัน, แฟรงค์ เดอ บัวร์ ไปจนถึง อิบัน กอร์โดบา ที่ต่างเป็นเซนเตอร์ตัวเล็ก แต่มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทำให้มากลบจุดด้อยเรื่องรูปร่างไปได้ แล้วพวกเหล่านี้ไม่ใช่โหม่งไม่เป็น บางคนรูปร่างสูง แต่สปริงข้อเท้าดีมากๆ หากเล่นกองหลังคู่ ถ้ามีคนใดคนหนึ่งเก่งลูกโด่ง ตัวใหญ่ อีกคนอาจตัวไม่โต แต่ทางบอลดี ไว และแข็งแรง อาจกลายเป็นคู่ที่สมดุลกว่าก็เป็นไปได้ ดังนั้น ความสูง จึงไม่ใช่คุณสมบัติสำคัญที่สุดในการจะเลือกเซนเตอร์แบ็กสักคนมาร่วมทีมแน่นอน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดราม่าแชมป์วินาทีสุดท้าย "

ชาลเก้ 04 คว้าแชมป์ลีกา 2 เยอรมัน ได้เลื่อนชั้นกลับสู่ บุนเดสลีกา หลังจากพลาดท่าตกชั้นไปเมื่อปีก่อน พูดถึงชาลเก้ แล้วก็ทำให้นึกถึงการลุ้นแชมป์ที่ระทึกที่สุดครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอลยุโรป ลีกใหญ่ๆ เคยผ่านการตัดสินแชมป์แบบสุดดราม่า ตื่นเต้นเหลือเชื่อมาแล้วทั้งนั้น แม้กระทั่งพรีเมียร์ ลีก เองก็เคยมีเหตุการณ์ 93:20 ของ เอล กุน ที่ยิงพา แมนฯ ซิตี้ เป็นแชมป์เมื่อปี 2012 บุนเดสลีกา เยอรมันก็เช่นเดียวกัน ย้อนไปในปี 2000/01 เคยมีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้น ปีนั้น บาเยิร์น มิวนิค ของเทรนเนอร์อ็อตต์มาร์ ฮิทซ์เฟลด์ เบียดลุ้นแชมป์กับ ชาลเก้ 04 ที่มี ฮูบ สตีเฟ่นส์ คุมทีม แชมป์หนสุดท้ายก่อนหน้านี้ของชาลเก้ คือปี 1958 ยุคที่ฟุตบอลอาชีพในเยอรมัน ยังไม่ได้ใช้ระบบลีก ยังไม่ได้ควบรวมกันเป็นบุนเดสลีกาด้วยซ้ำ (ปีแรก 1963) ทีมราชันสีน้ำเงิน ในฤดูกาลนั้นมีทีมที่ดีมาก นายทวาร โอลิเวอร์ เร็ค กองหลังอย่าง โทมัส ไฮโต้ และ โทมัส วัลด็อค สองแข้งโปล, อีฟส์ ไอเกนเราค์, จอมเก๋า โอลาฟ โธน, ตัวริมเส้นตีนซ้ายหนัก ยอร์ก โบห์เม่ กองหน้าถือเป็นทีเด็ดเลยคือ เอ็บเบ้ ซานด์ ดาวยิงโคนม และ เอมิล เอ็มเพนซ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งเบลเยี่ยมที่ยิงระเบิดทั้งคู่ ผนวกกับ เกรัลด์ อซาโมอาห์ กองหน้าเชื้อสายกาน่า ที่เล่นดีจนสุดท้ายติดทีมชาติเยอรมัน ชาลเก้ ถือเป็นทีมที่สถิติดีที่สุดของลีกในเชิงประตู เพราะพวกเขายิงได้เยอะที่สุด และเสียน้อยที่สุดด้วย ผลต่างประตูของพวกเขาดีที่สุดในลีก ก่อนเกมนัดสุดท้ายมาถึง บาเยิร์น มีแต้มนำชาลเก้อยู่ 3 คะแนนก็จริง แต่ชาลเก้ ได้เปรียบเรื่องผลต่างประตู ที่ดีกว่า 3 ลูก หนทางที่ชาลเก้ จะเป็นแชมป์คือ พวกเขาต้องชนะ และหวังว่า บาเยิร์น จะแพ้ โปรแกรมนัดสุดท้าย บาเยิร์น ไปเยือนสิงห์เหนือฮัมบูร์ก ทีมอันดับ 13 ส่วนชาลเก้ เล่นในพาร์คสตาดิโอนของตัวเอง แฟนบอลเต็มสนาม เจอกับอุนเทอร์ฮัคคิ่ง ที่ตกชั้นไปแล้ว ตามโปรแกรม ดูเหมือนว่า ชาลเก้ น่าจะชนะได้ค่อนข้างแน่ แต่ บาเยิร์น ยังไม่ชัวร์ เพราะฮัมบูร์ก เน้นตลอดเมื่อเจอ บาเยิร์น และพวกเขามีดาวยิงประจำฤดูกาลบุนเดสลีกาอย่าง เซอร์เก บาร์บาเรซ อยู่ด้วย บ่ายของวันที่ 19 พฤษภาคม 2001 เสียงนกหวีดเริ่มเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลเริ่มขึ้น ภายใน 30 นาทีแรกของเกม แฟนบาเยิร์น ยิ้มกริ่ม เพราะแม้พวกเขาจะยังทำอะไร ฮัมบูร์กไม่ได้ แต่ที่ชาลเก้ เจ้าถิ่นดันโดนทีมตกชั้นอย่างอุนเทอร์ฮัคคิ่ง นำถึง 2-0 แต่นาทีที่ 44 และ 45 ก่อนหมดครึ่งแรก ชาลเก้ ก็ได้ 2 ประตูรวดตีเสมอ 2-2 จาก นิโค่ ฟาน แคร์กโฮเฟ่น และ เกรัลด์ อซาโมอาห์ จบครึ่งแรก ฮัมบูร์ก ยังเสมอ บาเยิร์น 0-0 ส่วน ชาลเก้ เสมอ อุนเทอร์ฮัคคิ่ง 2-2 ดูตาม Real time บาเยิร์น ยังคงเป็นแชมป์ ในครึ่งหลัง นาทีที่ 70 แฟนชาลเก้ เซ็งกันอีกรอบ เพราะบุกอยู่ดีๆ มาโดน อุนเทอร์ฮัคคิ่งยิงนำ 3-2 เข้าให้อีก หนนี้ พวกเขาใช้เวลาไม่นาน ยิง 2 ประตูรวดใน 2 นาที นาทีที่ 73 ก็ตีเสมอสำเร็จ 3-3 นาทีต่อมา พวกเขาก็แซงนำเป็นครั้งแรกของเกม 4-3 และทั้งสองประตูมาจาก ยอร์ก โบห์เม่ นั่นหมายความว่า บาเยิร์น มิวนิค ต้องระมัดระวังให้ดี ถ้าโดน ฮัมบูร์ก ยิงขึ้นมาบ้านแตกเอาได้ง่ายๆ เข็มนาฬิกาเดินไปเรื่อยๆ เข้าสู่ท้ายเกม นาทีที่ 89 เอ็บเบ้ ซานด์ ทำให้ ชาลเก้ นำห่าง อุนเทอร์ฮัคคิ่ง 5-3 เป็นการการันตี 3 คะแนนของพวกเขาแน่ๆ แต่กระนั้น แฟนบอลก็ต้องภาวนาให้เกิดปาฏิหาริย์ที่ฮัมบูร์ก นาทีสุดท้ายของเกม ปาฏิหาริย์ ดูเหมือนจะมีจริง เมื่อฮัมบูร์ก ได้บุกใส่ บาเยิร์น บอลงัดออกมาทางด้านซ้าย มาเร็ค ไฮน์ซ กองหน้าเลือดเช็ก เปิดโค้งเข้าไปในเขตโทษ เซอร์เก บาร์บาเรซ ดาวยิงตัวเก่งเทกตัวโหม่งสะบัดลงพื้น บอลเบียดโคนเสาสองเข้าไปโดย โอลิเวอร์ คาห์น ได้แค่เหลียวมอง ฮัมบูร์ก ออกนำบาเยิร์น 1-0 ! ตอนนั้นแฟนบอลชาลเก้ เฮกันลั่นสนาม และเมื่อเสียงนกหวีดในสนามของพวกเขาดังยาวจบเกม แฟนบอลก็เฮกันลงไปในสนามเพื่อเฉลิมฉลองกับชัยชนะและผลการแข่งขันในวันสุดท้าย พวกเขากำลังจะเป็นแชมป์ ยกเว้นอยู่นิดเดียว นั่นคือเกมที่ ฮัมบูร์ก ยังไม่จบ มีการถ่ายทอดช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเกมนั้นมาที่จอยักษ์ในสนามของชาลเก้ด้วย แฟนบอลและทีมงานของชาลเก้ ทุกคนก็ลุ้นไปด้วยกัน กลับไปที่ บาเยิร์น พวกเขาต้องทำทุกทางเพื่อตีเสมอให้ได้ เพราะถ้าแพ้ แชมป์หลุดมือทันที ในการทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก ดีดบอลทะลุขึ้นหน้า เปาโล แซร์จิโอ กองหน้าบราซิลวิ่งตีคู่ไปกับ โทมัส อูฟาลูซี่ กองหลังของฮัมบูร์ก เปาโล แซร์โจ้ พยายามแตะบอลให้ได้ แต่ อูฟาลูซี่ ถึงก่อนเขาดีดบอลคืนไปให้ผู้รักษาประตู และผู้รักษาประตูดันใช้มือรับบอล แง่หนึ่ง มันอาจมองได้ว่าเป็นการสกัด แต่ในแง่หนึ่ง มองได้เช่นกันว่าเป็นการเจตนาจ่ายบอลคืนให้ผู้รักษาประตู ผู้ตัดสินมาร์คุส แมร์ค มองเป็นอย่างหลัง เท่ากับเป็นการฟาวล์โดยผู้รักษาประตู ที่ใช้มือรับบอลจากการคืนหลังของพวกเดียวกัน กลายเป็นฟรีคิก 2 จังหวะของ บาเยิร์น ในกรอบเขตโทษ ความบังเอิญก็คือ ผู้รักษาประตูฮัมบูร์กในนัดนี้คือ มาธิอัส โชเบอร์ ซึ่งพวกเขาไปยืมตัวมาจากชาลเก้ ทุกอย่างถูกหยุดนิ่ง ฤดูกาลบุนเดสลีกา กำลังจะถูกตัดสินด้วยฟรีคิก 2 จังหวะลูกนี้ ถ้าบาเยิร์น ยิงไม่เข้า ชาลเก้จะเป็นแชมป์ ถ้า บาเยิร์น ยิงเข้า พวกเขาจะกระชากถาดแชมป์กลับคืนมาจากมือชาลเก้ สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก ยืนอยู่กับ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ และอีกคนที่ยืนอยู่ทำท่าจะเป็นคนยิงคือปราการหลังชาวสวีเดน พาทริค แอนเดอร์สสัน การยิงฟรีคิกลักษณะนี้จะว่ายากก็ยาก เพราะคนมันออกันอยู่เต็มหน้าปากประตู และระยะมันใกล้ แต่จะว่าง่าย มันก็พูดได้ ถ้ามีพวกยิงแรง เท้าหนักและยิงแม่นๆ เสียงนกหวีดให้สัญญานจากผู้ตัดสินดังขึ้น เอ็ฟเฟ่นแบร์ก เขี่ยสั้นๆ พาทริค แอนเดอร์สสัน วิ่งเข้ามากดเต็มแรง บอลพุ่งเรียดแหวกกลุ่มนักเตะเข้าประตูไปอย่างพอดิบพอดี มันกลายเป็นประตูตีเสมอ 1-1 ทำให้บาเยิร์น คว้าแต้มสำคัญ แต้มที่พวกเขากระชากแชมป์กลับมาครองอย่างสุดดราม่า และมันเป็นประตูเดียวในฐานะนักเตะ บาเยิร์น ของ พาทริค แอนเดอร์สสัน ด้วย ภาพที่นักเตะบาเยิร์น กอดกันกลม ทีมงานข้างสนาม ทั้งเทรเนอร์ อ็อตต์มาร์ ฮิทซ์เฟลด์ และนักเตะสำรอง ไปจนถึงพวกผู้บริหารอย่าง อูลี่ เฮอเนส ดีใจสุดขีด เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ผู้ตัดสิน มาร์คุส แมร์ค เป่านกหวีดจบเกมทันทีหลังจากการฉลองสุดเหวี่ยงของนักเตะเสือใต้ เป็นการยืนยันแชมป์ของ บาเยิร์น อย่างเป็นทางการ มันคือการลุ้นแชมป์ที่ระทึกที่สุด ดราม่าที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ในขณะเดียวกัน ชาลเก้ ใจสลาย แฟนบอลที่ลงมาเต็มสนาม ทีมงานโค้ช และผู้บริหาร รูดี้ อัสเซาเออร์ เหมือนวิญญานหลุดจากร่าง นั่นคือครั้งที่ชาลเก้ เข้าใกล้แชมป์บุนเดสลีกามากที่สุด อันที่จริง พวกเขาเป็นแชมป์ไปเป็นระยะเวลาราว 4 นาที แชมป์กลับไปเป็นของ บาเยิร์น มิวนิค แต่ผลงานของพวกเขาในฤดูกาลนั้น ทำให้สื่อต่างยกว่าพวกเขาคือ Meister der Herzen หรือแชมป์ในใจของทุกๆคน อ่านให้สนุกได้อรรถรสขึ้นอย่าลืมชมคลิป :: http://ow.ly/i4zc30sjORu เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117