breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เมื่อ ซิเมโอเน่ โดนน็อค "

ผู้จัดการทีมที่มีบุคคลิกห้าว รอบจัด แพรวพราวในปัจจุบัน หลายคนเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ หนึ่งในนั้นคือ "โชโล่" ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ซิเมโอเน่ ย้ายมาสร้างชื่อในยุโรป ตั้งแต่อายุ 20 ปี เมื่อ ปิซ่า ทีมดังในอิตาลี คว้าตัวเขามาจาก เวเลซ ซาร์สฟิลด์ ในอาร์เจนติน่า เมื่อปี 1990 จากนั้นอีก 2 ปี เขาก็ถูกเซบีย่า ซื้อมาร่วมทีม และกลายเป็นกำลังหลักของทีมในแดนกลางได้ในทันที บทบาทของ "โชโล่" ที่แฟนบอลจดจำมักเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ ที่เจ้าเล่ห์ รอบจัด ตุกติกควบคู่ไปกับฝีเท้าที่ดีด้วย และมีความเป็นผู้นำ จริงๆ เขาไม่ใช่แค่มิดฟิลด์ตัวรับ ซิเมโอเน่ สามารถรับบทได้ทั้งตัวรุก และตัวรับ เพราะฟิต ขยัน อ่านเกมเก่ง และเก่งทั้งการแย่งบอลและการผ่านบอลตั้งเกม รวมถึงหลายๆ ครั้งก็มักสอดไปทำประตูได้ด้วย อย่างบทบาทของเขาสมัยเล่นให้ แอตเลติโก้ มาดริด อย่างไรก็ตาม ซิเมโอเน่ มักถูกจำจากการเล่นที่มักติดภาพเป็นตัวร้าย ตัวแสบ ซึ่งเขาก็ไม่เคยปฏิเสธว่าจะใช้ "ศาสตร์มืด" เสมอเพื่อดึงความได้เปรียบมาสู่ทีม สำหรับเขาแล้ว ทำได้ทุกอย่างเพื่อชนะ แต่เมื่อเกมจบ มันก็จบแค่ในสนาม เราคงจำภาพที่ในฟร้องซ์ 98 กันได้ดี เหตุการณ์กับ เดวิด เบ็คแฮม ซิเมโอเน่ พุ่งเข้ากระแทกใส่ เบ็คแฮม อย่างแรงจากด้านหลังจนล้มแล้วตามไปทิ้งตัวใส่อีกนิด ทำเอา เบ็คแฮมน็อตหลุด ยกขาขึ้นมาดีดใส่ แม้ไม่แรง แต่มันอยู่ต่อหน้าผู้ตัดสิน คิม มิลตัน นีลเซ่น พอดี โชโล่ เลยทำท่าล้มให้ผู้ตัดสินเห็นทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายเบ็คแฮม โดนแดง โดยปกติแล้ว ซิเมโอเน่ มักจะเป็นฝ่ายเดินออกจากจุดเกิดเหตุ หรือจังหวะลึกลับแบบนี้ในฐานะผู้ชนะเสมอ แต่ในเมื่อใช้ศาสตร์มืดแบบนี้ บางครั้ง กรรมก็ตามสนองเขาเช่นกัน และครั้งนี้ มันมาในรูปแบบของ โรมาริโอ โรมาริโอ คือโคตรกองหน้าของยุค90s รูปร่างเล็ก กระชับ สูงเพียง 167 ซม. เท่านั้น แต่ที่ทดแทนรูปร่างคือความปราดเปรียว ทักษะฟุตบอลสุดยอดโดยเฉพาะสัมผัสบอลแรก และที่เด่นสุดคือการจบสกอร์ที่เฉียบคมสุดๆ ยิงได้ทุกรูปแบบ เกิดมาเพื่อเป็นดาวยิงอย่างแท้จริง นอกจากฝีเท้าสุดยอดแล้ว โรมาริโอ ยังมาพร้อมกับการเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง อีโก้สูง และจุดเดือดต่ำ พร้อมงัดกับทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม โรมาริโอ ย้ายมาดังกับ พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น อยู่ถึง 5 ปี จนกระทั่งฤดูกาล 1993/94 เขาก็ย้ายมายังบาร์เซโลน่า ในยุคดรีมทีมของ โยฮัน ครัยฟ์ มาถึง โรมาริโอ ก็ยิงกระจุยกระจายทันที เพราะทีมดีอยู่แล้ว ตัวเองก็เทพ และในวันที่ 8 มกราคม 1994 ทุกคนก็พูดถึงแต่ชื่อ โรมาริโอ เพราะพี่แกระเบิดแฮททริกใส่ เรอัล มาดริด ช่วยให้บาร์ซ่า ขยี้อริตลอดกาลไปถึง 5-0 เกมนี้เองที่เป็นเรื่องเล่าที่ว่า ครัยฟ์ ให้สัญญากับ โรมาริโอ ว่าหากทำได้ 2 ประตู จะให้วันหยุดเพิ่ม 2 วัน เขาจะบินกลับไปงานคาร์นิวัลที่บราซิล ซึ่งแน่นอนว่า เขาทำ 3 ประตูและสัญญาต้องเป็นสัญญา ภาพตัดไปที่อีก 1 สัปดาห์ให้หลัง นัดที่ 19 ของฤดูกาล หรือกลางฤดูกาลพอดี บาร์เซโลน่า ออกไปเยือนเซบีย่า ที่ ซานเชซ ปิซฆวน ขณะนั้น โรมาริโอ กำลังตัวพองคับสเปน อีโก้พุ่งสูงจัด ยิ่งหลังจากกดแฮททริกใส่ มาดริด ยิ่งไปกันใหญ่ โยฮัน ครัยฟ์ มีวิธีควบคุมเรื่องเหล่านี้ ด้วยการดร็อป โรมาริโอ เป็นสำรอง เกมเสมอกัน 0-0 และครึ่งหลังผ่านมาได้ 5 นาที มาโนโล่ ฆิเมเนซ โดนเหลือง-แดง ไล่ออกจากสนาม เซบีย่า เหลือ 10 คน แต่ บาร์ซ่า ก็ยังเจาะไม่เข้า โรมาริโอ หงุดหงิด วอร์มอยู่ข้างสนาม กระหายอยากลงไปพิสูจน์ตัวเองว่าโค้ชดร็อปเขาทำไม นาทีที่ 60 ครัยฟ์ ก็เปลี่ยน โรมาริโอ ลงแทน ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ด้านของ เซบีย่า ที่มี ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ คุมแดนกลาง ก็สำเหนียกถึงอันตรายจากโรมาริโอได้ทันที ซิเมโอเน่ เลยเริ่มใช้ศาสตร์มืด เพราะเขารู้ดีว่าแม้จะเก่งสุดยอด แต่หัวหอกบราซิลเป็นคนอารมณ์ร้อน จุดเดือดต่ำ ว่าแล้วเขาก็เริ่มด่าทอ ยั่วโมโหใส่โรมาริโอ ซึ่งภายหลัง โรมาริโอ มาเผยว่า มีทั้งคำด่าเขาเป็นแมลงสาบ และมีลามไปจนถึงด่าบุพการี ไม่เพียงแค่ด่า ในจังหวะหนึ่ง ซิเมโอเน่ วิ่งมาจากด้านหลังแล้วทำไปเตะใส่ข้อเท้าของ โรมาริโอ แบบเนียนๆ จนโรมาริโอ กระโดดโหยง แน่นอนด้วยการไม่มี VAR อย่างทุกวันนี้ ผู้ตัดสินไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซิเมโอเน่ ลอยตัวจากการเล่นตุกติกครั้งนี้ หากเป็นนักเตะคนอื่น อาจพยายามหาทางเอาคืนด้วยการรอจังหวะเพื่อเสียบสกัด เตะคืน หรืออะไรก็ตาม แต่มันไม่ใช่สำหรับ โรมาริโอ หลังจากจังหวะนั้นไม่นานนัก นาทีที่ 75 บาร์เซโลน่า ครอสบอลจากด้านซ้ายเข้าไปในเขตโทษ โรมาริโอ เจอช่องล้างแค้น เพราะเขาเม้มปากแน่น พุ่งมาจากด้านหลังแล้ว "ฮุกซ้าย" ใส่โหนกแก้ม ซิเมโอเน่ แบบเต็มๆ น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ ซิเมโอเน่ ไม่ต้องแกล้งเจ็บเพื่อจะทิ้งตัวลงไปนอน ช็อตนี้เขาเจ็บจริง นอนจริง เพราะโดนหมัดซ้ายของ โรมาริโอ เข้าไปจนน็อค ผู้ตัดสินเห็นเหตุการณ์ ควักใบแดงแจกให้ โรมาริโอ โดยไม่ต้องคิดอะไรมากเลย แต่ โรมาริโอ ยังทำตัว อินโนเซนต์ ด้วยการยกสองมือชี้มาที่ตัวเองทำนอง "ผมเหรอ? ผมทำไรผิด?" เกมนั้นจบลงที่ 0-0 และโรมาริโอ โดนลา ลีกา สั่งลงโทษแบนยาวถึง 5 นัดในทุกรายการ แต่ก็พอดีกับจังหวะที่เขาต้องการ โรมาริโอ ใช้โอกาสนี้บินกลับบราซิล ไปผ่อนคลายริมชายหาดที่ โคปา คาบาน่า ในริโอ เด จาเนโร สมใจอยาก เรียกว่าไปชาร์จแบตในตัว และก็มีสื่อตามไปสัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์นี้ด้วย "เขายั่วยุ ด่าผมและเตะผม ผมก็เลยสู้กลับ แล้วผู้ตัดสินก็เตะผมออกจากเกม" โรมาริโอ ให้สัมภาษณ์ ส่วน ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ก็สนับสนุนเพื่อนเต็มที่บอกว่าหมัดของ โรมาริโอ หมัดนั้นมันสวยยังกับหมัดของ ไมค์ ไทสัน เลยทีเดียว การไม่มี โรมาริโอ มันดังพ้องกับผลงานของบาร์ซ่า ที่ฟุบลงเฉยเลย ในลีก แพ้ 2 จาก 3 นัดถัดมาทันที โรมาริโอ กลับมา เขาก็ทำ 2 ประตูทันที แต่เกมนี้ บาร์ซ่า ออกไปพ่าย เรอัล ซาราโกซ่า 3-6 ทว่าจากนั้น บาร์ซ่า ที่ได้ โรมาริโอ ที่คึกเต็มที่ก็เร่งเครื่อง ถล่มโอซาซูน่า 8-1 ตัวเขาทำแฮททริกได้สำเร็จ บาร์ซ่า ไม่แพ้ใครอีกเลยในช่วงที่เหลือของฤดูกาล ชนะ 12 เสมอ 2 โดยเฉพาะไฮไลท์ในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล มันเป็นเกมชี้ชะตาแชมป์ เบียดแย่งกับ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า คู่แข่งของบาร์ซ่า ในนัดสุดท้ายก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น เซบีย่า ของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ นี่เอง เกมนี้ ซิเมโอเน่ ทำท่าจะเป็นตัวแสบของบาร์ซ่าอีก เมื่อยิงประตูพา เซบีย่า ออกนำไปก่อน แต่สุดท้าย กลายเป็น บาร์ซ่า ที่มารัวครึ่งหลัง ชนะไปถึง 5-2 ที่สำคัญ โรมาริโอ ทำได้ 1 ประตูด้วย จบเกมนัดนี้ บาร์เซโลน่า ก็คว้าแชมป์ ลา ลีกา ไปครองได้สำเร็จ ด้วยการมีแต้มเท่า ลา กอรุนญ่า แต่เฮด ทู เฮด ที่เหนือกว่า โรมาริโอ ได้รางวัล ปิชิชี่ หรือดาวซัลโว ลา ลีกา ด้วยจำนวนถึง 30 ประตู (จาก 33 นัด) และเขายังปิดฉากซัมเมอร์ดุจฝัน เพราะยิงช่วยทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกที่สหรัฐอเมริกา มาครองได้อีกด้วย ร่วมรับชมคลิปประกอบเพิ่มความมันได้ที่ : http://ow.ly/gshA30s7wPp เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ผิดไหมที่เป็นเกย์ "

ไม่กี่วันมานี้ ปาทริซ เอวร่า ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนักฟุตบอลที่เป็นเกย์ เอวร่า เปิดเผยว่าเขาเคยร่วมทีมกับนักเตะที่เป็นเกย์มาแล้ว และคนคนนั้นก็มาเปิดอกพูดกับเขาเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขายอมรับได้โดยไม่มีอะไรตะขิดตะขวงใจ นอกจากนั้นเขายังบอกด้วยว่า มีนักเตะที่เป็นเกย์ อย่างน้อย 2 คนต่อสโมสร โดยเฉลี่ย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าคุณออกมาเปิดเผยว่าเป็นเกย์ ทุกอย่างจบในวงการฟุตบอล อย่างไรก็ตาม มีนักเตะระดับไฮโพรไฟล์ รายหนึ่งที่เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ แต่เป็นการออกมาเปิดใจหลังจากที่แขวนสตั๊ดไปแล้ว นั่นก็คือ โธมัส ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ พรีเมียร์ ลีก ยุคต้น-กลาง 2000s มีนักเตะระดับตีนระเบิดอยู่หลายคน มิดฟิลด์เท้าหนัก ยิงไกลแม่น ไม่ว่าจะเป็น พอล สโคลส์, สตีเว่น เจอร์ราร์ด หรือแม้แต่ แฟรงค์ แลมพาร์ด และอีกหนึ่งคนก็คือไอ้หนุ่มเยอรมัน โธมัส ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เขาเป็นเด็กบาวาเรียน เกิดที่มิวนิค เข้าฝึกฟุตบอลในอคาเดมี่ของ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่ประจำแคว้น ทีมบ้านเกิด ทว่าด้วยการแข่งขันที่สูง เขาต้องการลงเล่น เลยเดินทางมายังเกาะบริเตน ไปทดสอบฝีเท้ากับ เซลติกก่อน แต่สุดท้ายเลือกเซ็นกับ แอสตัน วิลล่า ทีมดังแห่งมิดแลนด์ส ในปี 2000 ขณะที่อายุ 18 ปี ตอนนั้นเขาคบกับ อิงก้า แฟนสาวอยู่แล้ว แต่ด้วยอาชีพนักฟุตบอล เขาจำเป็นต้องย้ายประเทศ วิลล่า ตอนนั้นมี จอห์น เกรกอรี่ คุมทีม "บิ๊กจอห์น" มองเห็นศักยภาพในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ จุดเด่นที่สุดคือเท้าซ้ายที่ทรงพลัง ปีแรกเขาได้ลงสนามแค่เกมเดียวให้ทีมชุดใหญ่ เป็นตัวสำรองในเกมแพ้ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2001 ปีต่อมา 2001/02 โอกาสของเขาก็เพิ่มมากขึ้น ตอนนั้นนักเตะเยอรมัน ในพรีเมียร์ ลีก ยังมีน้อย แข้งด๊อยท์ช ตัวท็อป จะเล่นอยู่ในลีกบ้านเกิด ไม่ค่อยออกมานอกประเทศ ยิ่งเป็นอังกฤษยิ่งน้อย จะมีเพียง ดีทมาร์ ฮามันน์, คริสเตียน ซีเก้, มาร์คุส บับเบิ้ล ที่พอถือเป็นตัวระดับทีมชาติ ชื่อของ โธมัส ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ ก็โผล่พรวดขึ้นมาในการรับรู้ของแฟนบอล ว่านี่คือดาวรุ่งที่ไม่เคยผ่านลีกสูงสุดในเยอรมันมาก่อนเลย มาแจ้งเกิดเอาในพรีเมียร์ ลีก ดื้อๆ ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เป็นมิดฟิลด์สไตล์เยอรมัน คือ ทักษะดี เบสิคแน่น แม้จะไม่วูบวาบหวือหวาก็ตาม ที่สำคัญ เขามีสิ่งที่นักเตะเยอรมันส่วนใหญ่ถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือพื้นฐานการวางเท้ายิงบอลที่แน่นมาก เมื่อบวกกับกำลังขาที่มีติดตัวอยู่ ทำให้แฟนบอลจดจำเขาได้ทันทีในฐานะกองกลางตีนหนัก ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เล่นได้หลายตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวกลาง, ปีกซ้าย ไปจนถึงมิดฟิลด์ตัวรับหรือวิงแบ็กซ้าย มิดฟิลด์ตีนซ้าย ยิงหนัก แค่นี้ก็มีจุดขายแล้ว บวกกับเป็นนักเตะที่ใจสู้ ทุ่มเท ทำให้กลายเป็นที่รักของแฟนบอลวิลล่าได้ในเวลาไม่นาน นักเตะต่างชาติอาจไม่อยากเรียนรู้หรือคลุกคลีกับวัฒนธรรมแบบอังกฤษ แต่นั่นไม่ใช่ โธมัส เขาเลือกที่จะออกไปขลุกอยู่ตามคลับเฮาส์ ที่มีแฟนบอลวิลล่ามารวมตัวกันเสมอตั้งแต่อายุยังน้อย เขาซึมซับเอาวัฒนธรรมแบบอังกฤษ สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษแบบ "บรัมมี่" คือสำเนียงของคนเบอร์มิงแฮม ซึ่งถูกโหวตว่าเป็นหนึ่งในสำเนียงที่ฟังยาก นรกแตกที่สุด ไม่แพ้สเกาเซอร์หรือสำเนียงกลาสวีเจี้ยนเลย หนึ่งในไฮไลท์ที่ทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนบอลวิลล่า คือการที่เขายิงไกลสุดสวยใส่ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ อริร่วมเมืองได้สำเร็จ "นั่นคือโมเมนท์แห่งความฝัน ผมรู้ว่ามีการพูดถึงกันเสมอในหมู่แฟนๆ ว่านักเตะต่างชาติมันไม่เข้าใจหรอกว่าดาร์บี้แม็ทช์มีความหมายแค่ไหน แต่ผมจะบอกว่าผมรู้ และผมเข้าใจดีว่ามันมีความหมายยังไงกับแฟนๆ และมันมีความหมายต่อนักเตะเกือบทุกคนในทีม" ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ กล่าว ด้วยการมีเท้าซ้ายทรงพลัง ยิงหนักทำให้แฟนบอลวิลล่า ตั้งฉายาเขาว่า แดร์ ฮัมเมอร์ (The Hammer ในภาษาอังกฤษ) เขากลายเป็นตัวหลักให้วิลล่าอยู่ 4 ปี กระทั่งในฤดูกาล 2004/05 กำลังจะจบลง เขาก็ตัดสินใจจะย้ายไปเล่นให้ สตุ๊ทการ์ท ทีมในบ้านเกิดแบบฟรีเอเยนต์เมื่อไม่มีการต่อสัญญากันเกิดขึ้น ทว่าในเกมสุดท้ายของฤดูกาล เขากลับต้องเจ็บปวดที่สุดเมื่อไม่ได้ลงสนามอำลาแฟนบอล ในการไปเยือนลิเวอร์พูล โดยตอนนั้นกุนซือเปลี่ยนมาเป็น เดวิด โอเลียรี่ แล้ว ก่อนหน้านั้นเขาลงเล่นในลีกให้วิลล่าไป 99 นัดทำได้ 8 ประตู หากเขาได้ลงเล่นในนัดนี้ ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของเขากับทีมก่อนย้าย มันจะเป็นนัดที่ 100 และถือโอกาสอำลาแฟนบอลไปในตัว ทว่า เดวิด โอเลียรี่ ไม่เพียงไม่ส่งเขาลงสนาม แต่ไม่ใส่ชื่อเขากระทั่งบนม้านั่งสำรองด้วยซ้ำ ทั้งที่เกมนี้ไม่มีอะไรให้ลุ้นสำหรับ วิลล่า อีกแล้ว "ผมโมโหมาก ผมอยากออกจากสนามไปเลย ผมคิดในใจ อย่าทำแบบนี้ อย่าทำลายทุกอย่างด้วยการกระทำแบบนี้ แต่ในใจผมเจ็บปวดมาก เขาสามารถให้ผมลงเล่นแค่ 5 นาทีก็ยังได้ แต่เขาก็ไม่" "ผมทำใจได้ยากมาก ครอบครัวผมมายังสนามด้วยวันนั้น และทุกคนก็ออกไปในตัวเมืองลิเวอร์พูลเพื่อฉลองหลังเกม แต่ผมไม่มีอารมณ์ ผมเลยรีบกลับบ้าน" แม้จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในอังกฤษ แต่ช่วงพีคสุดของเขาคือตอนย้ายมาเล่นให้ สตุ๊ทการ์ท นี่เอง เขาเริ่มติดทีมชาติ มีชื่อไปลุยฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพเอง และภายหลังก็กลายเป็นตัวหลักในยูโร 2008 รวมถึงผลงานกับสตุ๊ทการ์ท ก็ยอดเยี่ยม อัตราการทำประตูของเขาเพิ่มมากขึ้นกว่าตอนเล่นให้วิลล่า เสียอีก และในฤดูกาลที่ 2 ของเขา ก็ช่วยให้ทีมม้าขาวของ อาร์มิน เฟห์ คว้าแชมป์บุนเดสลีกมาครองได้สำเร็จด้วย เขาลงเล่นไปถึง 30 นัดและยิงได้ 7 ประตู ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เพิ่มมิติในเกมการเล่นของตัวเอง ทั้งลูกจ่ายเข้าทำ ทั้งการครอสบอล ยิงไกลมีอยู่แล้ว และเพิ่มฟรีคิกเข้าไปอีกอย่าง ทั้งปั่น ทั้งกดเต็มข้อ เขาใช้เท้าซ้ายทรงพลังนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงที่อยู่กับ สตุ๊ทการ์ท เขากลายเป็นหนึ่งในขาประจำในทีมชาติเยอรมันของ โยกี้ เลิฟ และในปี 2008 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมสตุ๊ทการ์ท ปี 2009/10 สโมสรมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือมาเป็น มาร์คุส บับเบิ้ล และเดือนธันวาคมปี 2009 เขาก็โดนริบปลอกแขนกัปตันทีม ปีนั้นมันกลายเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับทีมม้าขาว เพราะตอนตลาดหน้าหนาวปี 2010 เขาก็เซ็นสัญญาระยะสั้น 6 เดือนกับลาซิโอ ทำได้ 1 ประตูจากการลงเล่น 12 นัด หมดสัญญาหน้าร้อนนั้น เขาก็กลับอังกฤษอีกรอบในฐานะนักเตะฟรีเอเยนต์ น่าเสียดายที่เขาเริ่มมีปัญหาอาการบาดเจ็บ และปีนั้นเวสต์แฮม ย่ำแย่หนัก เขาลงเล่นรวมแล้ว 13 นัดในทุกรายการทำได้ 3 ประตู แต่เวสต์แฮม ตกชั้น! และสัญญาของเขาก็ถูกยกเลิก เขากลับไปเยอรมันอีกรอบ หนนี้เซ็นกับโวล์ฟสบวร์ก แต่ก็ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เคยฟิตเต็มที่อีกเลย ด้วยอาการบาดเจ็บ ทำให้ลงเล่นแค่ 6 เกม สโมสรสุดท้ายของเขา กลับมาเป็นในอังกฤษอีกรอบ ปี 2012/13 เขาเซ็นกับ เอฟเวอร์ตัน ทว่าอาการเจ็บก็ไม่เคยหายไป หลังจากลงเล่นไป 9 นัดในทุกรายการให้ทีมท็อฟฟี่ พอจบฤดูกาลนั้น เขาก็ประกาศแขวนสตั๊ด ด้วยวัยแค่ 31 ปี แม้จะมีทีมที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาแต่ ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ ตัดสินใจเลิกเล่นด้วยเหตุผลที่ว่าการต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บ รวมถึงการต้องย้ายสโมสรไปมาบ่อยครั้ง ทำให้เขาเหนื่อยล้าเต็มที ตลอดเส้นทางอาชีพในระดับสโมสร ฮิทเซิ่ลแปร์เกอร์ ลงเล่น 326 นัด ทำ 46 ประตู ขณะที่ในทีมชาติ ลงเล่น 52 นัดยิงได้ 6 ประตู ประกาศแขวนสตั๊ด ตอนอายุยังไม่เยอะนั่นคือข่าวที่ดังพอสมควรในตอนนั้นแล้ว ทว่าในอีก 4 เดือนเศษต่อมา เขาก็ทำให้ทุกคนทึ่งยิ่งไปกว่าเดิม มกราคม 2014 ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ ออกมาเปิดเผยว่าเขาเป็นเกย์ การออกมายอมรับตัวตนของตัวเองครั้งนั้น มีนักเตะหลายคนให้กำลังใจและให้การสนับสนุนในความกล้าหาญ ไม่ว่าจะเป็น ลูคัส โพดอลสกี้, โจอี้ บาร์ตัน หรือแม้แต่ แกรี่ ลินิเกอร์ ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ กลายเป็นนักเตะระดับไฮโพรไฟล์คนแรก และจะว่าไป คนเดียวด้วยซ้ำจนถึงตอนนี้ที่กล้าออกมาเปิดเผยตัวตน เขาบอกว่า เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ ก็เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ย้อนไปในปี 2007 ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ แยกทางกับ อิงก้า แฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่ปี 1999 ทั้งที่อีกเดือนเดียวทั้งคู่ก็จะเข้าพิธีวิวาห์ บางทีเขาอาจเริ่มรู้ตัวตั้งแต่ในตอนนั้น "ความจริงที่ว่าผมออกมาเปิดเผย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรผมโดยส่วนตัว" "คุณคิดว่า 'ผมจะมีที่ยืนไหม?' เพราะมีความคิดแบบเหมารวมของผู้คนที่คิดว่า นักฟุตบอลอาชีพไม่มีเกย์หรอก" "คือตอนนี้ผมเลิกเล่นแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาพูดกับผมว่า 'เรารับนายไม่ได้หวะ เพราะนายเป็นเกย์'" "ผมทำงานให้สตุ๊ทการ์ท และผมทำงานทางช่องทีวี และหลายๆ สื่อ มันไม่มีปัญหาอะไรเลย" ยุคนี้ ก็มีแคมเปญที่สนับสนุนให้นักฟุตบอลกล้าเปิดเผยตัวตนมากขึ้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ทุกคนยอมรับ บางทีการตัดสินใจออกมาประกาศตัวตนหลังเลิกเล่นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ก็อย่างที่ ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ บอกเอาไว้นั่นแหละ ที่ผ่านมา หากไม่คิดถึงข้อนี้ เขาก็คือนักฟุตบอลธรรมดาคนหนึ่งที่ทุ่มเทเพื่อทีม และทำผลงานได้ดี ทั้งยามรับใช้สโมสรและทีมชาติ ความจริงก็คือเขาเป็นเกย์ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้สิ่งที่เขาทำในฐานะนักฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปเลย ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ ลงเรียนด้านการเงินการลงทุนสมัยยังเล่นให้แอสตัน วิลล่า และเขามักเดินทางไปพบปะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุนกับ เมอร์วิน คิง ผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษ อยู่บ่อยครั้ง เนื่องจาก เมอร์วิน คิง เองก็เป็นแฟนบอลวิลล่าตัวยง หลังเลิกเล่น ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เริ่มทำงานกับสตุ๊ทการ์ท ในฐานะผู้อำนวยการฟุตบอล และในปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งประธานบริหารหรือ CEO ของทีมม้าขาว ด้วยความรู้ความสามารถทั้งเรื่องฟุตบอลและเรื่องเศรษฐศาสตร์การเงินการลงทุน ด้วยวัยเพียง 39 ปีเท่านั้น อย่าลืมร่วมชมคลิปประกอบเพลิดเพลินความสามารถของเขาได้ที่ : http://ow.ly/hXBO30s7ik4 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" หายหน้าไปเป็นปี "

ฟิล โจนส์ คัมแบ็กกลับมาลงสนามให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 700 วัน หรือเกือบ 2 ปีเต็ม การกลับมาของ โจนส์ สร้างความฮือฮาในหมู่แฟนผี เพราะแม้ทีมจะแพ้วูล์ฟส์ แต่ฟอร์มของโจนส์ โดยรวมถือว่าดีมาก ที่สำคัญเขาแสดงให้เห็นทัศนคติที่ทุ่มเท มีความเป็นมืออาชีพ และภูมิใจที่ได้ลงเล่นให้ทีม โจนส์ ไม่ใช่นักเตะคนแรกที่มีช่องว่างระหว่างเกมก่อนหน้านี้กับเกมล่าสุดที่ลงเล่นให้กับทีมใดทีมหนึ่งห่างกันนานเป็นปีๆ โดยที่ไม่ได้ย้ายไปไหนเลย สตีฟ ฮาร์เปอร์ นายทวารจอมเก๋าของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็อยู่ในข่ายนี้ เพียงแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูมันอาจเกิดขึ้นได้ บางคนเป็นมือ 2 หรือมือ 3 โอกาสลงเล่นมีน้อย อาจเป็นในเกมที่ไม่มีความหมาย หรือก็ต่อเมื่อมือ 1 เจ็บจริงๆ เท่านั้น สตีฟ ฮาร์เปอร์ อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปี 2013 กินเวลาถึง 20 ปี บางปีลงเล่น 2-3 นัดในเกมบอลถ้วยเล็กๆ แต่ก็ไม่มีช่วงที่เขา "ไม่ได้ลงเลย" ยาวนานเกินไปนัก อีกคนที่น่าสนใจคือ ลุค ยัง ปราการหลังที่เคยติดทีมชาติชุดใหญ่ 7 นัด ลุค ยัง เป็นกองหลังที่เล่นฟูลแบ็กเป็นหลัก ซ้าย ขวา เล่นได้หมด เขาโตมากับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แต่มาฟอร์มดี ลงเล่นสม่ำเสมอจนไปติดทีมชาติก็ตอนเล่นให้กับ ชาร์ลตัน แอธเลติก ช่วงปี 2001-2007 ต่อมาย้ายไป มิดเดิลสโบรช์ ต่อด้วย แอสตัน วิลล่า กระทั่งปี 2011/12 ก็ได้ย้ายมาเล่นให้กับ ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส ปีนั้น คิวพีอาร์ ต้องดิ้นหนีตายจนนัดสุดท้าย ซึ่งเกมนัดสุดท้ายที่เราจำได้ก็คือ เกมที่พวกเขาโดน เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงในนาทีที่ 90+4 ช่วยให้แมนฯ ซิตี้ คว้าแชมป์ลีกนั่นเอง ซึ่งก็เป็นเพราะสถานการณ์ขณะนั้น คิวพีอาร์ รอดตกชั้นไปแล้วด้วย ลุค ยัง ย้ายมาเล่นให้ คิวพีอาร์ ก็เป็นตัวจริงแต่มาได้รับบาดเจ็บหนักต่อเนื่องกันจนมีปัญหาความฟิต กระทั่งกุนซืออย่าง มาร์ค ฮิวจ์ส เริ่มเมิน เกมสุดท้ายที่เขาลงเล่นคือเกมแพ้ซันเดอร์แลนด์ 1-3 เมื่อ 24 มีนาคม 2012 จากนั้นไม่ได้ลงเล่นอีกเลยตลอดฤดูกาลที่เหลือ ลากยาวไปจนฤดูกาลถัดมาคือปี 2012/13 เขาไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่นัดเดียวในทุกรายการ บวกกับปัญหาสภาพร่างกายก็ยิ่งทำให้เขาหลุดจากวงโคจรของทีมไป ไม่ถูกใส่ชื่อไว้ใน 25 นักเตะที่ลงทะเบียนกับพรีเมียร์ ลีก ปีนั้น คิวพีอาร์ ตกชั้น และฤดูกาล 2013/14 ของทีมก็ต้องเริ่มใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ลุค ยัง พยายามเรียกความฟิตกลับมา และมีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรองบ้างในบางเกม แต่ก็ไม่เคยได้รับโอกาสลงเล่นเลย จนกระทั่งวันที่ 8 เมษายน 2014 เป็นเกมออกไปเยือน แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เขาก็ได้ลงเล่นเป็นกองหลังตัวจริงของทีม และเล่นเต็ม 90 นาทีด้วย มันคือการลงสนามนัดแรกในรอบ 745 วัน หรือราวๆ 2 ปี กับอีกครึ่งเดือนของเขาเลย ไม่เพียงแค่นั้น ปรากฏว่าเกมดังกล่าว กลายเป็นเกมสุดท้ายในอาชีพนักฟุตบอลของเขา เพราะเมื่อจบฤดูกาล 2013/14 เขาก็หมดสัญญากับ คิวพีอาร์ จึงประกาศแขวนสตั๊ด เพราะต่อสู้กับอาการบาดเจ็บมายาวนานนั่นเอง ส่วนเคสที่คลาสสิกที่สุดต้องยกให้กับ แกเร็ธ เอนสเวิร์ธ เรื่องราวในวงการฟุตบอลของ เอนสเวิร์ธ ถือว่าสุดยอด เขามีเอกลักษณ์ด้วยการไว้ผมยาวถึงต้นคอเหมือนพวกร็อคสตาร์ จนได้รับสมญาว่า "Wild Thing" ชีวิตสมัยเป็นนักเตะของ เอนสเวิร์ธ วนเวียนอยู่ในลีกรองๆ เป็นหลัก แต่มีช่วงที่เขาได้โอกาสลงเล่นใน พรีเมียร์ ลีก เช่นกันนั่นก็คือตอนย้ายมาเล่นให้กับวิมเบิลดัน ในปี 1998 ขณะนั้นอายุได้ 25 ปี เอนสเวิร์ธ เล่นในตำแหน่งปีกเป็นหลัก เขาตัวไม่ใหญ่มาก แต่แข็งแรง และมีความเร็ว บวกกับถนัดในการครอสบอล และลุยเข้าไปยิงบอล อาศัยความแข็งแกร่งของร่างกายบดไปกับฟูลแบ็กคู่แข่งแบบไม่มีกลัว ในปี 1999/2000 เขาลงเล่นให้ วิมเบิลดัน ในพรีเมียร์ ลีก ไป 2 นัด ทำได้ 2 ประตู และ 2 ประตูนั้นเกิดขึ้นในเกมที่ วิมเบิลดัน เสมอกับ นิวคาสเซิ่ล สุดมัน 3-3 นับแต่นั้นมา พอ วิมเบิลดัน ตกชั้น เขาก็ไม่เคยได้โอกาสขึ้นมาเล่นในระดับพรีเมียร์ ลีก อีกเลย เขาตระเวนเล่นให้ คาร์ดิฟฟ์, ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส ที่ซึ่งเขากลายเป็นขวัญใจแฟนบอลอยู่ถึง 7 ปี และระหว่างเล่นให้ คิวพีอาร์ เขาก็เคยขึ้นมาเป็นกุนซือรักษาการ ควบคู่ไปกับการลงเล่นอยู่ช่วงสั้นๆ ด้วย ชีวิตมาพลิกผันเมื่อย้ายมากะว่าปิดฉากชีวิตนักเตะกับ วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส ในปี 2010 ตอนอายุ 37 ปี วีคอมบ์วนอยู่ใน ลีก วัน หรือไม่ก็ ลีก ทู เป็นหลัก จนกระทั่งปี 2012 ด้วยวัย 39 ปี แกเร็ธ เอนสเวิร์ธก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นทั้งนักเตะและผู้จัดการทีมของ วีคอมบ์ ฤดูกาล 2012/13 ที่เขาควบทั้งผู้เล่น/ผู้จัดการทีม เอนสเวิร์ธ ลงสนามไป 25 นัดยิงได้ 2 ประตูให้ วีคอมบ์ พอจบฤดูกาลเขาก็เลิกเล่นด้วยวัย 40 ปี หันมาเป็นกุนซือแบบเต็มตัว เกมสุดทัายของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2013 ในการเจอกับ พอร์ท เวล แต่เว้นวรรคไปได้ปีเดียว เขาก็ลงทะเบียนใส่ชื่อตัวเองกลับมาเป็นนักเตะอีก เพียงแต่ไม่คิดจะลงเล่นด้วยตัวเองอีกต่อไป เขาคุมทีมอย่างเดียวมาเรื่อยๆ จนกระทั่งในวันที่ 30 สิงหาคม 2016 ในเกม อีเอฟแอล โทรฟี่ ที่เจอกับนอร์ธแฮมป์ตัน แกเร็ธ เอนสเวิร์ธ ก็ส่งตัวเองลงมาเป็นสำรอง มันคือการลงสนามให้กับ วีคอมบ์ เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีกับอีก 4 เดือนเศษๆ หรือ 1,220 วันเลยทีเดียว ที่สำคัญในเกมนี้ เขายังทำแอสซิสต์ได้อีกต่างหาก ช่วยให้ วีคอมบ์ เอาชนะ นอร์ธแฮมป์ตันไป 3-0 ซึ่งกุนซือของนอร์ธแฮมป์ตัน ตอนนั้นก็คือ คริส ไวล์เดอร์ นี่เอง หลังจบเกม เอนสเวิร์ธ ในวัย 43 ปี ให้สัมภาษณ์ว่าการได้ลงเล่นฟุตบอล เป็นความรู้สึกสุดยอด "ความอยากในการลงเล่นมันไม่มีวันหายไปหรอก คุณยังคิดถึงเสมอว่าคุณยังไหว" "ผมคงจะต้องกล่าวขอบคุณทีมซันเดย์ ลีก ของผมด้วย ที่ยังทำให้ผมยังฟิตเปรี๊ยะ และไม่เคยห่างหายจากการลงสนามเลย" ที่เขาพูดแบบนั้นก็เพราะ แม้จะแขวนสตั๊ดเลิกเล่นระดับอาชีพ มาคุมทีมอย่างเดียว แต่เขายังลงทะเบียนเล่นให้กับทีม วูดลี่ย์ ยูไนเต็ด ในลีกท้องถิ่น หรือที่เรียกกันว่า ซันเดย์ ลีก อยู่เสมอมานั่นเอง แกเร็ธ เอนสเวิร์ธ คุมทีม วีคอมบ์ เลื่อนชั้นจากลีก ทู มาจนถึงใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วย ในฤดูกาล 2020/21 น่าเสียดายที่แม้มาเข้าฝัก ทำผลงานดีในช่วง 10 นัดสุดท้ายแต่ก็ไม่ทัน พวกเขาตกกลับไปเล่นใน ลีก วัน อีกครั้งในฤดูกาลนี้ และลูกทีมคนดังของ แกเร็ธ เอนสเวิร์ธ ในทีมวีคอมบ์ ก็คือ อเดบาโย่ อาคินเฟนวา ร่างยักษ์นั่นเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ย้อนรอยเจ็บสาลิกาดง "

นิวคาสเซิ่ล ภายใต้เจ้าของใหม่ ยังไม่มีทีท่าว่าอะไรจะดีขึ้นเท่าไหร่ เสริมทัพคนแรกของพวกเขาคือ คีแรน ทริพเพียร์ ที่แน่นอนว่าเป็นนักเตะระดับท็อป คุณภาพและทัศนคติของ ทริพเพียร์ ดูจะเหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมใหม่หลายคน ทันทีที่ย้ายมาเขาก็ได้โอกาสลงสนามเลย และนั่นเป็นเกมที่โชว์ให้เห็นความแตกต่าง อย่างไรก็ตาม มันกลับเป็นเกมที่น่าลืมอย่างที่สุดเมื่อ นิวคาสเซิ่ล แพ้คาบ้านต่อ เคมบริดจ์ ยูไนเต็ด ทีมจากลีก วัน 0-1 ตกรอบ เอฟเอ คัพ หลายคนมองว่ามนตร์ขลังของ เอฟเอ คัพ ยังอยู่ เรื่องราวแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ยังมีให้เห็นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปีจะมีทีมใหญ่โดนทีมเล็กกว่ามาก เขี่ยตกรอบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่นิวคาสเซิ่ล ต้องอับอายพ่ายแพ้ให้กับทีมระดับ Minnow ที่ฝรั่งชอบใช้ซึ่งหากแปลเป็นไทยตรงตัว หลายคนอาจมองว่าเป็นการดูถูก เพราะมันแปลได้ว่า "ปลาซิวปลาสร้อย" อีกหนึ่งเหตุการณ์คลาสสิกของสาลิกาดง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2011 หรือ 11 ปีก่อนเป๊ะๆ กับวันที่พวกเขาโดนเคมบริดจ์ อัดคาบ้าน ฤดูกาล 2010/11 ผลงานของนิวคาสเซิ่ล เริ่มต้นได้ดี แต่มาแย่ต่อเนื่องในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ทำให้มีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็น อลัน พาร์ดิว หลังรับงาน พาร์ดิว ใช้เวลาไม่นานก็จูนทีมติด ชนะ 3 จาก 5 เกมลีก ก่อนถึงโปรแกรมไปเยือน "สตีฟเนจ โบโร่" ในศึก เอฟเอ คัพ วันที่ 8 มกราคม 2011 สำหรับ สตีฟเนจ แล้วถือเป็นทีมที่ก่อตั้งมาได้ไม่นาน ณ วันนั้น พวกเขาเป็นสโมสรที่มีอายุเพียง 35 ปี คริส เดย์ นายทวารมือ 1 ของพวกเขา เกิดก่อนก่อตั้งสโมสร 1 ปีด้วยซ้ำ ที่ผ่านมา พวกเขาใช้ชีวิตในระดับนอกลีกมาตลอด จนกระทั่งปี 2010/11 ก็ได้เลื่อนเข้าสู่ ลีก ทู เป็นครั้งแรก นั่นคือฤดูกาลแรกในประวัติศาสตร์ของ สตีฟเนจ โบโร่ ฟุตบอล คลับ ในการเล่นลีกอาชีพเต็มตัว (พรีเมียร์ ลีก จนถึง ลีก ทู) ก่อนการเจอกัน ทั้งสองทีมมีความห่างกันถึง 73 อันดับ เพราะขณะที่ นิวคาสเซิ่ล อยู่อันดับ 9 ของพรีเมียร์ ลีก ในวันนั้น แต่ สตีฟเนจ เป็นเพียงทีมกลางตารางของ ลีก ทู สำหรับ นิวคาสเซิ่ล อาจมองเกมนี้อย่างผิวเผิน ไม่ได้ให้ความสำคัญนัก คิดว่าก็แค่ทีมลีก ทู เตะให้มันผ่านๆ เข้ารอบไปซะ เพื่อเอาสมาธิมาทุ่มในเกมลีกต่อ ทว่ากับ สตีฟเนจ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น การเล่นในบ้านที่ บรอดฮอลล์ เวย์ ทำให้เกมนั้นตั๋วขายเกลี้ยงทุกใบ สถิติสูงสุดของฤดูกาลที่ 6,644 คน ทีมเล็ก มุ่งมั่นที่จะล้มทีมใหญ่เสมอใน เอฟเอ คัพ ที่สำคัญ พวกเขามีความแค้นฝังลึกอยู่กับนิวคาสเซิ่ลมานานใน เอฟเอ คัพ ตั้งแต่ปี 1997/98 ตอนนั้น ทั้งสองทีมโดนจับมาเจอกันใน เอฟเอ คัพ รอบ 4 เล่นที่บ้านของ สตีฟเนจ แบบนี้เลย เคนนี่ ดัลกลิช กุนซือนิวคาสเซิ่ล ตอนนั้นสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลสตีฟเนจมาก เมื่อขอให้เกมย้ายวิก มาเตะกันที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ดีกว่า เพราะสนามของสตีฟเนจ ที่ตอนนั้นเป็นเพียงทีมนอกลีก ไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ สมาคมฟุตบอลไม่บ้าจี้ตาม เกมก็เตะกันที่บ้านสตีฟเนจ ตามเดิม อลัน เชียเรอร์ พานิวคาสเซิ่ล นำตั้งแต่ 3 นาทีแรกแต่ จูเลียโน่ กราซิโอลี่ ก็ตีเสมอให้เจ้าถิ่นได้ เกมจบที่ 1-1 ต้องไปรีเพลย์ที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค สมใจดัลกลิช แน่นอนว่า นิวคาสเซิ่ล เป็นฝ่ายชนะไปหวุดหวิด 2-1 แต่ประตูนึงของพวกเขาจาก อลัน เชียเรอร์ มาจากการโหม่งที่บอลยังไม่ข้ามเส้นทั้งใบ มันมีคดีกันแบบนี้ ทำให้การเจอกัน ณ วันที่ 8 มกราคม 2011 นักเตะสตีฟเนจ และแฟนบอลถึงมุ่งมั่นกันสุดๆ สตีฟเนจ มาแบบ 4-4-2 วัดกันตำแหน่งต่อตำแหน่งเลย ไม่ได้มาเล่นอุด หรือเน้นหลังเน้นกลาง พวกเขามี คริส เบียร์ดสลี่ย์ เป็นกองหน้า ชื่อนี้ทำให้แฟนนิวคาสเซิ่ลคุ้นหูบ้าง แต่จริงๆ ก็ไมได้มีความเกี่ยวพันกับ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ อดีตกองหน้าขวัญใจสาลิกาดงแต่อย่างใด จุดสำคัญของสตีฟเนจคือมิดฟิลด์คู่กลางที่มีความห้าวและเล่นกันอย่างรู้ใจ จอห์น มูซินโญ่ นักเตะเชื้อสายโปรตุกีส และ ไมเคิ่ล บอสท์วิค ส่วนนิวคาสเซิ่ล จัดเต็มเกือบฟูลทีม ทิม ครูล, แดนนี่ ซิมพ์สัน, ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่, ไมค์ วิลเลียมสัน, เจมส์ เพิร์ช, โจอี้ บาร์ตัน, เควิน โนแลน, อลัน สมิธ, เวย์น เราท์เล็ดจ์, ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส, ลีออน เบสท์ สตีฟเนจ เปิดเกมด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่เล่นกล้าๆ กลัวๆ มาเน้นรับ พวกเขาเพรสซิ่งสูงใส่ผู้มาเยือนจากพรีเมียร์ ลีก ทันที หลังจากเล่นไปได้สักพัก สตีฟเนจ ก็มั่นใจว่าเกมนี้พวกเขามีโอกาสชนะ "เราเป็นรองเยอะแบบสุดกู่เลย และเหมือนต่อยข้ามรุ่นอยู่แล้ว ผมคิดว่ามันก็มีส่วนช่วยนะ" จอห์น มูซินโญ่ พูดถึงเกมนั้น ซึ่ง สตีฟเนจ มองว่าพวกเขาไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ต้องกดดัน "เรามั่นใจกันก่อนเกมแล้ว แต่หลังจากผ่านไป 15-20 นาที เราพบว่าเฮ้ยนิวคาสเซิ่ล เล่นไม่มีอะไรเลย และเราสามารถทำให้มันเป็นค่ำคืนที่ยากลำบากให้พวกเขาได้แน่" "ผมจำได้ถึงบรรยากาศเกมนั้นว่ามันสุดยอดมาก เราไม่เสียประตูเร็ว และจบครึ่งแรกยัง 0-0 ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่าเรามีโอกาสที่จะพลิกล็อกได้" เริ่มครึ่งหลัง สตีฟเนจ ยิ่งมั่นใจ พวกเขามาได้ประตูนำในนาทีที่ 50 จากการยิงไกลของ สเตซี่ ลอง แล้วบอลพุ่งไปโดนหัว ไมค์ วิลเลียมสัน เปลี่ยนทางเข้าประตูไป อีก 5 นาทีต่อมา จากความมุ่งมั่นวิ่งเพรสซิ่งสูงของพวกเขา สตีฟเนจ ก็หนีไป 2-0 บอลมาถึง ไมเคิ่ล บอสท์วิค แต่งมายิงหักข้อจาก 20 หลา บอลวิ่งชนโคนเสาซ้ายมือเข้าไปตุงตาข่าย สถานการณ์ของนิวคาสเซิ่ล แย่เข้าไปอีกในนาทีที่ 58 เมื่อ ชีค ติโอเต้ ที่โดนส่งลงมาเป็นสำรองแทนที่ อลัน สมิธ ดันไปกระโดดเสียบใส่ จอห์น แอชตัน กองหลังสตีฟเนจ ทำให้โดนใบแดงไล่ออกจากสนามทันที เหลือ 10 คน ตาม 0-2 นิวคาสเซิ่ล ที่ดูเหมือนไม่มีหวังแล้ว ก็กลับมากระตุกนิดๆ ในนาทีที่ 90+2 เมื่อ โจอี้ บาร์ตัน ได้จังหวะสับไกจาก 30 หลา ลูกพุ่งเสียบใต้คานอย่างงาม ไล่มา 1-2 หากเป็นทีมเล็กทั่วไป พวกเขาอาจจะสั่น เมื่อทีมใหญ่ไล่กระชั้นเข้ามา แต่ไม่ใช่กับสตีฟเนจ ในค่ำคืนวันนั้น พวกเขายังเล่นด้วยความมั่นใจ และเมื่อเขี่ยบอลกันใหม่ได้อึดใจเดียว ในนาทีที่ 90+3 สตีฟเนจ ก็หนีไปอีกครั้งเป็น 3-1 จาก ปีเตอร์ วินน์ ที่ได้บอลหลุดแล้วดีดเร็วสวนตัว ทิม ครูล เข้าไป มันกลายเป็นประตูฝังกลบ นิวคาสเซิ่ลสนิท สตีฟเนจ โบโร่ สร้างตำนานแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ขึ้นอีกครั้ง เราเคยเห็นทีมเล็กๆ เอาชนะทีมใหญ่แบบหวุดหวิด โชคเป็นใจ หรือกระเสือกกระสนดิ้นรน จนวินาทีสุดท้ายเพราะโดนกดหัวอยู่ข้างเดียว ทว่ามันไม่ใช่กับเกมนี้ที่ สตีฟเนจ สมควรเป็นผู้ชนะจริงๆ พวกเขาเล่นได้ดีสุดๆ คนที่เจ็บใจที่สุดของนิวคาสเซิ่ล คือ โจอี้ บาร์ตัน เพราะไม่ใช่แค่ทีมแพ้ตกรอบ แต่มีการเปิดเผยในภายหลังว่าเขาควักเงิน 750 ปอนด์ แทงว่านิวคาสเซิ่ลจะชนะ แม้จะเป็นเงินไม่เยอะ แต่คงกะเล่นสนุกๆ และกะว่าได้เงินแน่ๆ เจอทีมลีก ทู แบบนี้ แน่นอนว่าการเล่นพนันของนักฟุตบอลในเกมที่เกี่ยวข้องกันกับทีมตัวเองเป็นความผิด ในภายหลังเรื่องถึงแดงขึ้นมาว่า บาร์ตัน ทำบ่อยมาก จนโดนลงโทษในช่วงปี 2016 สำหรับ สตีฟเนจ พวกเขาก็ไปไม่ได้ไกลนัก เพราะในรอบต่อไปพวกเขาก็แพ้ให้กับเรดดิ้่ง 1-2 ส่วนนิวคาสเซิ่ล 17 นัดในลีก หลังจากนั้น พวกเขาชนะแค่ 3 เกม และจบด้วยอันดับ 12 ของพรีเมียร์ ลีก อย่างน้อยพวกเขาก็ยังอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ ลีก ได้แบบสบายๆ ในปี 2011 ส่วนในปี 2022 นี้ ตกรอบเอฟเอ คัพ ด้วยทีมเล็กห่างชั้น ทว่าในลีก ยังไม่แน่ว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ด้วยซ้ำ! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" มันโช่ ผู้นำของเพื่อนๆ "

โรแบร์โต้ มันชินี่ เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลี ได้รับการยกย่องจากผลงานเปลี่ยนแปลงทัพอัซซูร์รี่ ที่ง่อยเปลี้ย เล่นน่าเบื่อ ไร้แรงบันดาลใจ ให้กลายมาเป็นทีมที่เล่นด้วยความมุ่งมั่นคึกคัก แม้ยังเหลือความท้าทายสำคัญ คือการพาทีมไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้ หลังจากตกลงมาเล่นเพลย์ออฟ อย่างไรก็ตาม การคว้าแชมป์ ยูโร 2020 คือไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดในอาชีพการคุมทีมของเขา แม้จะเคยได้แชมป์รายการต่างๆ มาแล้วมากมาย ทั้งกับ ฟิออเรนติน่า, ลาซิโอ, อินเตอร์ มิลาน, แมนฯ ซิตี้, กาลาตาซาราย โรแบร์โต้ มันชินี่เป็นคนเก่ง เป็นคนฉลาด และมีนิสัยที่เข้มแข็ง บวกกับบุคลิกที่ซับซ้อน ทำให้บ่อยครั้ง เขาก็เคยขัดแย้งกับคนอื่นแม้กระทั่งกับเพื่อนร่วมทีม คนที่ทำงานด้วยกัน ที่น่าสนใจคือทุกครั้ง เขาจะก้าวผ่านมันมาได้ตลอด มันโช่ คือหนึ่งในคนที่ล้อมรอบไปด้วยคนเก่ง คนมีฝีมือมาตลอด ตั้งแต่เป็นนักเตะจนถึงการเป็นโค้ช เขาเคยเป็นกัปตันทีมซามพ์โดเรียชุดประสบความสำเร็จ เต็มไปด้วยนักเตะเก่งๆ บุคลิกแข็งแกร่ง ความเป็นผู้นำที่ชัดเจนของเขานั่นเอง ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้ ที่สำคัญ มันโช่ เคยเป็นทั้งเพื่อนร่วมทีม และภายหลังเป็นเจ้านาย หรือเป็นโค้ช ให้กับเพื่อนร่วมทีมระดับซูเปอร์สตาร์ 2 คน นั่นก็คือ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน และ ซินิซ่า มิไฮโลวิช ในช่วงปีท้ายๆ ของเขากับ ลา ซามพ์ สโมสรได้ดึงเอา มิไฮโลวิช และ ฮวน เวรอน มาร่วมทีม โดยเฉพาะในฤดูกาล 1996/97 ซามพ์โดเรีย เป็นทีมที่น่าตื่นเต้นอย่างมากภายใต้การคุมทีมของ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ยุคนั้นเป็นยุคที่กัลโช่ เซเรีย อา พีคถึงขีดสุด ทุกทีมมีสตาร์ประดับขุมกำลัง แม้แต่ทีมเล็กก็มีทีเด็ดที่จะล้มทีมใหญ่ได้ น่าเสียดายที่ ลา ซามพ์ จบเพียงอันดับ 6 แต่เป็นปีที่แต้มไม่ได้ห่างกันเลย ยูเว่ ทีมแชมป์มี 65 คะแนน อันดับ 6 อย่างลา ซามพ์ เก็บได้ 53 คะแนน ที่สำคัญ ซามพ์โดเรีย เป็นทีมที่มีเกมรุกดีที่สุดในลีกด้วย เพียงแต่แนวรับนั่นเองที่ยังเป็นจุดเปราะบาง ทำไม ซามพ์โดเรีย มีเกมรุกยอดเยี่ยม ก็เพราะนอกจาก มันชินี่ พวกเขายังมี วินเชนโซ่ มอนเตลล่า, มาร์โก คาร์ปาเรลลี่, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, คริสติย็อง การอมเบอ และลูกนิ่งจากมิไฮโลวิช จบซีซั่นดังกล่าว หลังจากรับใช้ ซามพ์โดเรีย มานาน 15 ปี มันโช่ ก็ย้ายมาเล่นให้ ลาซิโอ ด้วยวัย 33 ปี เนื่องจาก สเวน โกรัน อีริคส์สัน โยกมาคุมลาซิโอ แล้วดึงเขามาด้วย ปีต่อมา มิไฮโลวิช ก็ย้ายตามมาด้วย และอีกปี ฮวน เวรอน ก็ย้ายตามมาอีกคน ทั้งสาม เลยได้เล่นด้วยกันอีกครั้งภายใต้สีเสื้อของลาซิโอ หลังแขวนสตั๊ดกับ ลาซิโอ มันโช่ ก็ขยับมาคุมทีมทันที ประเดิมด้วยการคุม ฟิออเรนติน่า จากนั้นก็มาคุมลาซิโอ ในปี 2002 ขณะนั้น เวรอน ย้ายไปอังกฤษแล้วแต่ มิไฮโลวิช ยังอยู่ เป็นครั้งแรกที่ มิไฮ ต้องเล่นภายใต้การคุมทีมของอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง มันโช่ แต่ทั้งคู่ก็ทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดี กระทั่งในปี 2004 มันโช่ ได้งานคุม อินเตอร์ มิลาน เขาก็เลยดึง มิไฮโลวิช มาเล่นด้วยแม้ตอนนั้น มิไฮ จะอายุ 35 ปีแล้วก็ตาม มิหนำซ้ำ มันโช่ ยังคิดถึงอีกหนึ่งซี้ นั่นก็คือ ฮวน เวรอน ที่กำลังลำบากอยู่กับเกมพรีเมียร์ ลีก เขาเลยขอยืมตัวดาวเตะอาร์เจนไตน์ มาจากเชลซี เพื่อมาคุมแดนกลางให้ อินเตอร์ ของเขา 2 ฤดูกาลด้วยกัน ในวงกลมของสังคมฟุตบอลที่ มันโช่ ผ่านมา เขามีเพื่อนร่วมทีมมากมาย หลายคนผันตัวไปเป็นกุนซือ หลายคนยังทำงานเป็นโค้ช และผู้ช่วยในตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญ เพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่ แม้จะไม่ถึงกับรักเขาทุกคน แต่ไม่มีใครไม่ให้ความเคารพกับเขา เพราะมันโช่ มีความเป็นผู้นำสูง และเข้มแข็ง คนอย่างเขาเป็นผู้ให้โอกาส มาริโอ บาโลเตลลี่ ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ให้อินเตอร์ ด้วยวัยเพียง 17 ปี ต่อมาเขาก็หนีบหมอนี่ไปเล่นที่แมนฯ ซิตี้ด้วย และเป็นคนที่กำราบ บาโลเตลลี่ ได้อยู่หมัด มีทั้งพระเดชและพระคุณที่ บาโล ต้องยอมรับ ที่ผ่านมา มันโช่ เคยดึงให้เพื่อนของเขามาทำงานร่วมกันมาหลายคน มิไฮโลวิช เองก็เคยเป็นผู้ช่วยของเขาที่อินเตอร์ และทุกวันนี้ มิไฮ ก็เป็นเทรนเนอร์ของโบโลนญ่า ตอนที่ดาวเตะเซิร์บ สู้กับโรคมะเร็ง มันชินี่ ก็ช่วยเหลือให้กำลังใจมาตลอด เขาเคยโพสต์ในอินสตาแกรมเอาไว้ว่า "นายแข็งแกร่งเกินกว่า(ที่จะพ่ายแพ้) นี่มันไม่ทำให้นายกลัวได้หรอก และนอกจากนั้น เรายังจะต้องมาพายแพ็ดเดิ้ลบอร์ดด้วยกันหลังจากนายหายแล้วด้วย" จานลูก้า วิอัลลี่ คือคู่หูกองหน้าของเขา สมัยช่วยกันยิงจน ซามพ์โดเรีย คว้าสคูเด็ตโต้ ในปี 1990/91 วิอัลลี่ คือเพื่อนที่สนิทที่สุดของเขา และวิอัลลี่ เองก็ต่อสู้กับมะเร็งมาหลายปี มันโช่ ดึงเอา วิอัลลี่ มาทำงานในทีมชาติอิตาลีด้วยกัน กลายเป็นแรงผลักดันให้นักเตะสู้จนคว้าแชมป์ยูโร และถ้ามองลงไปในสต๊าฟฟ์โค้ชของเขา นอกจากวิอัลลี่ แล้วยังมี อัตติลิโอ ลอมบาร์โด้, เอเบริโก้ เอวานี่, ฟาอุสโต้ ซัลซาโน่ ที่เคยเล่นด้วยกันกับเขาที่ ซามพ์โดเรีย ตอนคุม แมนฯ ซิตี้ ก็ดึงเอา ลอมบาร์โด้ และ เดวิด แพล็ทท์อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ ผู้เคยเล่นกับเขาที่ ลา ซามพ์ มาเป็นผู้ช่วย สองคนนี้รู้ดีเรื่องฟุตบอลอังกฤษ เพราะ ลอมบาร์โด้ เองเคยมาค้าแข้งกับพาเลซอยู่พักใหญ่ เรียกได้ว่า โรแบร์โต้ มันชินี่ คือผู้นำที่เชื่อใจในเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ และผลักดันให้แต่ละคนสามารถแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ การเพลย์ออฟของอิตาลี ยังต้องเจอกับ นอร์ธมาซิโดเนีย และถัดจากนั้น อาจเป็น ตุรกี หรือโปรตุเกส เพื่อชิงตั๋วสู่ฟุตบอลโลกที่กาตาร์ปลายปีนี้ อย่างไรก็ตามภายใต้ผู้นำอย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ เชื่อว่าความเป็นไปได้ยังเปิดกว้างเสมอ เหมือนที่เขาทำให้เห็นมาแล้วตั้งแต่สมัยเป็นกองหน้ากัปตันทีมที่ซามพ์โดเรีย เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ตอนจบของเบ็คแฮมคนใหม่ "

ดาวี่ พร็อพเพอร์ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติฮอลแลนด์ของ ไบรตัน เพิ่งประกาศแขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น หลังจากย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดกับ พีเอสวี ได้แค่ครึ่งฤดูกาล ในโลกของฟุตบอล มีผู้เล่นหลายคนที่ตัดสินใจรีไทร์ก่อนวัยอันควร ด้วยเหตุผลแตกต่างกันออกไป อันเดร เชือร์เล่ เลิกเล่นตอนอายุ 29 ปี, ฮิเดโตชิ นากาตะ ก็แขวนเกือกในวัยเดียวกัน ส่วน เอริค คันโตน่า เลิกเล่นอย่างปุบปับขณะที่ยังอยู่บนจุดสูงสุด และอายุแค่ 31 ปี นักเตะดาวดังอีกรายที่แขวนสตั๊ดขณะอายุยังน้อยคือ เดวิด เบนท์ลี่ย์ เขาเลิกเล่นเมื่อปี 2013 ด้วยวัย 29 ปี เบนท์ลี่ย์ แก่กว่า โรนัลโด้ แค่ไม่กี่เดือน ขณะที่ CR7 ยังโลดแล่นบนลีกระดับท็อป แต่ถึงตรงนี้ เบนท์ลี่ย์ รีไทร์มาได้ 8 ปีแล้ว เขาเคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของอังกฤษ เคยกระทั่งถูกยกว่าเป็น "เดวิด เบ็คแฮม คนใหม่" ด้วยซ้ำ ทั้งคู่มีหลายอย่างคล้ายกัน.. ชื่อ เดวิด เหมือนกัน หน้าตาหล่อเหลาทั้งคู่ มีสไตล์ ชอบเปลี่ยนทรงผม มีความมั่นใจในตัวเองสูง เล่นตำแหน่งหลักคือปีกขวา มีฟรีคิกเป็นจุดเด่น เติบโตมาจากตอนเหนือของลอนดอน เมื่อปี 2007 เบนท์ลี่ย์ ถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ขณะนั้นเขาอายุ 22 ปี เขาประกาศทันทีว่าเขาจะมายึดตำแหน่งตัวจริงจาก เดวิด เบ็คแฮม! มันทำให้คนหมั่นไส้ไม่น้อย เพราะ เบ็คแฮม แม้หลังฟุตบอลโลก 2006 จะก้าวลงจากตำแหน่งกัปตันทีมชาติ และหายไปจากทีมพักใหญ่ แต่แฟนบอลก็ยังรักและชื่นชอบ เบนท์ลี่ย์ เปิดเผยเรื่องนี้ในภายหลังอย่างตรงไปตรงมา "มีคำถามเกี่ยวกับการเสียใจเยอะนะ ผมไม่เสียใจอะไรทั้งนั้น แล้วจะให้ผมพูดว่าไงล่ะ? 'ผมมานี่เพื่อขัดรองเท้าให้เบ็คแฮมเหรอ?' ผมไปติดทีมชาติก็เพื่อแย่งตำแหน่งของเขาให้ได้ไม่ใช่หรือ?" "คนอยากให้ผมพูดว่า 'ผมมานี่เพื่อเรียนรู้จากเขา' แต่นั่นไม่ใช่ผม เดวิด อาจมองว่าผมเพี้ยนๆ นะ แต่เขาเป็นคนที่ยอดมาก ผมยังบอกเขาเลยว่า ผมเก่งกว่าเขานะ และท้าให้เราลองมาแข่งยิงฟรีคิกกัน เราหยอกล้อและหัวเราะกัน" เรื่องของความมั่นใจในตัวเอง และการตัดสินใจทำอะไรแบบตรงไปตรงมา มันดูเหมือนจะส่งผลเสียต่อเขาไม่น้อย ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น อังกฤษชุดยู-21 ที่มี สจ๊วร์ต เพียร์ซคุมทีม มีคิวต้องไปเล่นศึก ยูโร ยู-21 ที่ประเทศฮอลแลนด์ ตอนหน้าร้อนปี 2007 เบนท์ลี่ย์ คือหนึ่งในคนที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดเล็ก แต่เขาประกาศขอถอนตัว โดยอ้างว่าล้า จากการลงสนามมาตลอดทั้งปี สื่อเอาเรื่องนี้มาลงข่าวปุ้บ เขาโดนด่ายับ หาว่าไม่ให้เกียรติทีมชาติ พอเป็นชุดเล็กก็ไม่อยากลงเล่น ต่างๆ นาๆ และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มเซ็งกับฟุตบอล "ผมไม่เซอร์ไพรส์นะกับปฏิกิริยาที่ออกมา แต่ผมลงเล่นไป 60 นัดในฤดูกาลนั้น ผมอธิบายกับ ฟาบิโอ คาเปลโล่ แล้วว่าถ้าทีมชาติชุดเล็กเราได้ผ่านเข้าไปยูโร รอบสุดท้าย ผมจะไม่ได้พักเบรกเลย เพราะแบล็คเบิร์นมีโปรแกรมเล่น อินเตอร์โตโต้ คัพ อีกในช่วงเปิดซีซั่นต่อไป ผมลงเล่นไม่ไหวจริงๆ" "มันผ่านมา 10 ปีแล้ว ทุกคนเรียกผมตอนนั้นว่าเป็นไอ้เชี่ย ทุกวันนี้ นักเตะที่เล่นมาหนักก็ได้พัก" "แต่ผมก็ยืนยันการตัดสินใจของผม ผมรู้จักร่างกายตัวเอง ผมไม่ไหวจริงๆ ผมโทรหาสจ๊วร์ต เพียร์ซ แล้วบอกเขาว่า 'ผมเล่นไม่ไหว' ผมไม่ได้ไม่ให้เกียรติทีม ยู-21 นะ " "เพียร์ซ ไม่ได้พูดอะไรนัก แต่วันต่อมา พวกเขาไปให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ ด่าผมเละ และผมก็โดนเอาการตัดสินใจของผมไปเทียบกับทหารที่ไปรบในอัฟกานิสถานโน่นเลย มันประหลาดมาก" "ผมคิดว่านั่นอาจเป็นจุดที่ผมเริ่มหมดรักกับเกมลูกหนังไปเล็กน้อยแล้ว ผมคิดในใจว่า 'นี่มันเชี่ยไรวะเนี่ย' ผมอาจบอกกับแบล็คเบิร์นไปเฉยๆ เลยก็ได้ว่าผมบาดเจ็บ เพราะพวกเขาก็ไม่อยากให้ผมไปเล่นชุดเล็กอยู่แล้ว แต่ผมก็ไม่ทำแบบนั้น ผมโทรหาเพียร์ซและพูดตรงๆ กับเขา แล้วดูสิ่งที่ผมได้รับสิ" มีข่าวว่าเขาเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่เด็ก ซึ่งเขาเคยเปิดเผยว่า เขาไม่ได้เชียร์ทีมไหนเป็นพิเศษเลย เพราะคุณพ่อของเขาเป็นทหารอากาศ ทำงานใน RAF (Royal Air Force - กองทัพอากาศ) ทำให้ต้องย้ายบ่อย เพียงแต่ช่วงหนึ่งเขาอยู่แถบลอนดอนตอนเหนือ เกมแรกที่เขาไปดูเกมในสนามคือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ อย่างไรก็ตาม สโมสรหลักสโมสรแรกของเขาคืออาร์เซน่อล เขาโตมาจากระบบเยาวชนของทีมปืนใหญ่ในช่วงที่ อาร์แซน เวนเกอร์ รุ่งเรืองสุดขีด ในปี 1997-2001 พอปี 2001 อายุได้ 17 ปี ก็เริ่มขึ้นมาฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่อาร์เซน่อลแล้ว เบนท์ลี่ย์ ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่อาร์เซน่อลครั้งแรกในปี 2002/03 แต่เขามาดังก็ตอนโดนปล่อยให้ นอริช ยืมตัวในปี 2004/05 เดิมที เบนท์ลี่์ย์ เล่นเป็นกองหน้า ทั้งหน้าเป้าและหน้าต่ำ แต่ตำแหน่งที่ทำให้เขาแจ้งเกิดคือตัวริมเส้น ทั้งปีกซ้ายปีกขวา ซึ่งเขาถนัดการเล่นปีกขวาที่สุด สไตล์ของ เบนท์ลี่ย์ คือการเลี้ยงผ่านคู่แข่ง มีลูกครอสที่ดี ฟรีคิกดี เล่นลูกตั้งเตะเก่ง และกล้าตัดสินใจยิงจากระยะไกลนอกกรอบเขตโทษ เมื่อบวกกับหน้าตาที่หล่อเหลา ทำให้เขาดังขึ้นมาอย่างรวดเร็วในตอนนั้น เขาถูกมองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักให้ทีมชาติอังกฤษในอนาคต อาร์เซน่อล ช่วงนั้นยังแข็งแกร่ง พูดตามตรงก็คือ เบนท์ลี่ย์ ยากที่จะสอดแทรกเข้าไปสู่ทีมชุดใหญ่ เขาเลยโดนปล่อยยืมเป็นหลัก ฤดูกาล 2005/06 เขาโดนปล่อยให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ยืมตัวและทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ เมื่อตลาดหน้าหนาวมาถึง มกราคม 2006 ทีมกุหลาบไฟตัดสินใจยื่นซื้อ เบนท์ลี่ย์ มาเป็นกรรมสิทธิ์อย่างถาวร เกมแรกหลังจากเซ็นสัญญาถาวร เบนท์ลี่ย์ก็แผลงฤทธิ์ทันที เขาทำแฮททริกในเกมที่ แบล็คเบิร์น เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปได้อย่างสุดมัน 4-3 หลังจาก 3 ฤดูกาลกับ แบล็คเบิร์น ที่ถือเป็นช่วงที่เขามีผลงานโดดเด่นและชัดเจนที่สุด เขาก็ตัดสินใจว่าอยากย้ายไปทีมใหญ่ขึ้น ช่วงนั้นมีข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองก็สนใจอยากได้ตัวไปร่วมทีมเช่นกัน ทว่าเป็น ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คือสโมสรที่เข้ามาติดต่อเขา ภายใต้กุนซือคนใหม่อย่าง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ สเปอร์ส ยอมจ่าย 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงไม่น้อย ในปี 2008 เพื่อเซ็นสัญญา เบนท์ลี่ย์ มาร่วมทีม 29 ตุลาคม 2008 เดวิด เบนท์ลี่ย์ ทำประตูแรกในลีกให้กับสเปอร์ส มันคือหนึ่งในประตูสวยสุดของพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนั้น และมันเป็นประตูสุดคลาสสิก เพราะมันเป็นประตูที่เขายิงใส่ อาร์เซน่อล ต้นสังกัดเก่าของเขานั่นเอง ในนาทีที่ 13 จากจังหวะที่บอลยังโด่งไปโด่งมาอยู่ในแดนอาร์เซน่อล ลูก้า โมดริช กระดกบอลขึ้นหน้า เจอร์เมน จีนาส พักอกลงใกล้ๆ มาที่ เดวิด เบนท์ลี่ย์ เบนท์ลี่ย์ ไม่รอให้บอลตกพื้น เขาเดาะบอลขึ้นมา 1 จังหวะแล้ววอลเล่ย์จากระยะ 43 หลาแบบไม่มีใครคาดคิด บอลพุ่งโค้งเป็นวงดุจใบไม้ร่วง มานูเอล อัลมูเนีย พยายามถอยไปปัดแต่ก็ได้แค่ปลายมือ บอลลูกนั้นมุดเสียบใต้คานเข้าไปอย่างสวยงาม นอกจากประตูสุดสวยของ เบนท์ลี่ย์แล้ว เกมนี้ยังสุดคลาสสิกด้วยเพราะตอนนั้น อาร์เซน่อล ข่มสเปอร์ส มิดมาตลอด หลังโดนนำ อาร์เซน่อล เอาคืน 3 ประตูรวดจาก มิกาแอล ซิลแวสต์, วิลเลี่ยม กัลลาส และ เอมานูเอล อเดบายอร์ ดาร์เรน เบนท์ พาสเปอร์ส ไล่มา 2-3 ในนาทีที่ 67 แต่แล้วอีกนาทีต่อม่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ก็กดพาอาร์เซน่อลหนีไปเป็น 4-2 อีกครั้ง ชัยชนะคงตกเป็นของอาร์เซน่อลแน่ๆ แต่ไม่ใช่ เพราะในนาทีที่ 89 และ 90 สเปอร์ส มาได้ 2 ประตูรวดจาก จีนาส และ แอร่อน เลนน่อน ทำให้จบลงด้วยสกอร์ 4-4 น่าเสียดาย ที่ฟอร์มของ เบนท์ลี่ย์ กับสเปอร์ส ไม่ได้ดีอย่างตอนเล่นให้ แบล็คเบิร์น ประตูยิงใส่อาร์เซน่อล เป็นลูกเดียวที่เขาทำไดในปีนั้น ปีต่อมา เบนท์ลี่ย์ ก็ยังเป็นแค่สำรอง ลงสนามน้อยนิด เมื่อฟอร์มไม่ดี ไม่ได้ลงเล่น เขาก็ไม่ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติอีก เขาโดนสเปอร์ส ปล่อยยืมตัวไปที่ เบอร์มิงแฮม, เวสต์แฮม และไปไกลถึง เอฟซี รอสตอฟ ในรัสเซียด้วย จนกลับมายืมตัวที่ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส อดีตต้นสังกัด ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปี 2012/13 หลังจบฤดูกาลนั้น เขาก็ถูกสเปอร์ส ปล่อยตัวออกจากทีมด้วยวัยเพียง 28-29 ปี มันควรเป็นวัยที่นักเตะสักคนจะพีคขีดสุด แต่สำหรับ เดวิด เบนท์ลี่ย์ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องฝีเท้า หรือฟอร์มการเล่น แต่ช่วง 3-4 ปีหลัง เบนท์ลี่ย์ เริ่มหมดไฟ ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเล่นฟุตบอลอีกแล้ว ใช่ว่าจะไม่มีทีมไหนสนใจ แม้จะไมใช่ทีมระดับสูงสุด แต่ทีมรองๆ ยังให้ความสนใจกับเขา แต่ เบนท์ลี่ย์ เลือกที่จะปฎิเสธ และเขาประกาศแขวนสตั๊ดในปีต่อมา มีคนเคยบอกว่า หากคุณได้ทำงาน ในสิ่งที่คุณรัก มันก็เหมือนไม่ต้องทำงาน สำหรับ นักฟุตบอลอาชีพส่วนใหญ่อาจเป็นแบบนั้น เพราะพวกเขารักในกีฬาฟุตบอล ชอบเล่นฟุตบอล รักเกมลูกหนัง เดวิด เบนท์ลี่ย์ ก็เช่นกันในตอนที่เขาเริ่มต้นอาชีพ แต่ความรักและความสนุกในเกมมันค่อยๆ ลดลง สวนทางกับวิถีของฟุตบอลสมัยใหม่ที่เป็นธุรกิจมากขึ้น และนักฟุตบอลแม้จะได้ค่าเหนื่อยมหาศาล แต่ต้องกลายเป็นเหมือนหุ่นยนต์ ห่างไกลจากเมื่อ 10-20 ปีก่อนมากขึ้นทุกที "เกมฟุตบอลเปลี่ยนไปเยอะมาก เมื่อผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอล มันเป็นเรื่องของการสนุกกับการเล่นมากกว่า คุณไปทำงานทุกๆ วันแล้วคิดว่า นี่มันยอดเยี่ยมมาก" "ตอนนี้ มันอย่างกับหุ่นยนต์ แถมมีเรื่องของโซเชียลมีเดีย เข้ามาอีก และเงินที่วิ่งเข้าหาเกมฟุตบอล ผมไม่อยากพูดเลยจริงๆ แต่นั่นทำให้มันน่าเบื่อ มันทำให้คาดเดาได้ เหมือนมันเป๊ะๆ ไปหมด" "การเซ็นสัญญาอีก 4-5 ปี มันไม่ใช่ทางเลือกของผมจริงๆ" น่าเสียดายที่ เดวิด เบนท์ลี่ย์ ไม่สามารถขึ้นไปสูงกว่านี้ และยืนระยะได้นานกว่านี้เมื่อมองจาก "คุณสมบัติ" ของเขาในการจะเป็นสตาร์ดาวดัง พรสวรรค์ รูปร่างหน้าตา ความมั่นใจ และแบ็คกราวน์ด จะด้วยการได้เงินเยอะตั้งแต่อายุน้อย จนทำให้ขาดความกระตือรือร้น หรือรับแรงกดดันกับการคาดหวังไม่ได้ หรือจะเป็นอะไรก็ตามที แต่เมื่อใครสักคน ปฏิเสธสัญญาที่จะทำให้เขาได้เงินก้อนโต ทั้งที่ยังมีแรง อายุยังน้อย โดยเหตุผลคือเขาขาดความสนใจ ไม่สนุกที่จะทำมันอีกต่อไป มันก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีพอ สำหรับเขาที่จะเดินออกมา เรื่องราวของ "The Next David Beckham" จึงลงเอยด้วยแบบนี้เอง ******************** เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ความเสียใจของซาฮา "

ตลาดเดือนมกราคมเริ่มต้นขึ้นแล้ว เกือบทุกสโมสรไม่นิยมการซื้อนักเตะกันในช่วงเวลาหน้าหนาวแบบนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งนักเตะเป้าหมายแท้จริงไม่ค่อยอยู่ในตลาด หรือหากอยากได้ต้องจ่ายแพงกว่าปกติ นักเตะที่ได้ย้ายมามักเป็นความต้องการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเห็นปัญหาจากครึ่งซีซั่นแรก และนั่นทำให้หลายครั้ง คนที่ย้ายเข้ามาจึงมักเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกกรณีที่มักเกิดการซื้อขายกันในหน้าหนาว นั่นคือการเซ็นสัญญากับ"นักเตะดาวรุ่ง" ล่วงหน้าเลยสำหรับทีมใหญ่ เห็นแวว แล้วก็เซ็นสัญญาตีตรากันเอาไว้ก่อน เพื่อไว้เป็นอนาคตของทีม หนึ่งในการเซ็นดาวรุ่งฝีเท้าดีหน้าหนาว ก็คือกรณีของ วิลฟรีด ซาฮา ตอนมกราคม 2013 โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ณ เวลาแท้จริง มกราคม 2013 ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะวางมือ ทุกอย่างดูจะเป็นปกติ แต่เมื่อฤดูกาล 2012/13 จบลง เฟอร์กี้ รีไทร์ดื้อๆ ทำให้ วิลฟรีด ซาฮา คือ "การซื้อครั้งสุดท้าย" ของท่านเซอร์ "สิ่งต่างๆ มันเกิดขึ้นเร็วมาก ลงเอยที่ผมได้ไปพูดคุยกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ในลอนดอน" "มันบ้าคลั่งมาก มันเหลือเชื่อ ผมเข้าไปที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง เคาะประตูใหญ่ๆ บานนึง และเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เปิดประตู ข้างหลังนั่นมี เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน นั่งอยู่ มันเหมือนว่า 'นี่ฉันกำลังฝันอยูหรือเปล่าเนี่ย?' "เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คนที่ผมได้เฝ้าดูมาหลายปี บอกผมว่าเขาต้องการผมเป็นส่วนหนึ่งของทีมเขา มันเหลือเชื่อมากๆ" "เขาพูดว่าเขาอยากให้ผมเล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ด ผมจะได้เล่นริมเส้น ยังมีนักเตะอายุน้อยอย่าง เวลเบ็ค, เคลฟเวอร์ลี่ย์ ที่จะสนิทไปกับผมได้ และแน่นอน ถ้ามาใหม่ๆ ก็อย่าเพิ่งหวังว่าจะได้เล่นทันที ผมต้องแสดงให้เห็นว่าผมสมควรได้เล่น" "นั่นคือทั้งหมดที่เขาพูด ผมโอเคกับมันนะ ผมคิดในใจว่า 'ฉันยังไงก็ได้ ฉันขอแค่โอกาสเท่านั้นแหละ'" วิลฟรีด ซาฮา เล่าถึงความหลัง ตอนที่เขาได้รับการติดต่อจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และได้พูดคุยกับ เฟอร์กี้ แบบตัวเป็นๆ ทำให้เขาตื่นเต้นมากและตกปากรับคำทันที วิลฟรีด ซาฮา ขณะนั้น อายุ 20 ปี เขาเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ถูกพูดถึงมา 1-2 ปีแล้ว แม้จะเล่นให้ พาเลซ ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด เองก็เคยสัมผัสกับซาฮามาแล้วเมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2011 ในศึก ลีก คัพ ซึ่ง เฟอร์กี้ ส่งดาวรุ่งและสำรองลงไปเจอพาเลซ ผลปรากฏว่า พาเลซ ชนะ 2-1 ในการต่อเวลาพิเศษ และ ซาฮา คือหนึ่งในนักเตะที่เล่นได้อย่างโดดเด่น ด้วยทักษะ และความเร็วของเขา น่าเสียดายที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน เซ็นสัญญากันในเดือนมกราคม 2013 แต่ ซาฮา ขอกับแมนฯ ยูไนเต็ด ว่าให้ปล่อยเขากลับไปเล่นกับ พาเลซ แบบยืมตัวจนจบฤดูกาล ปรากฏว่านั่นคือความผิดพลาดใหญ่ของเขาอีกอย่าง แต่เป็นเพราะเขาเองก็ไม่รู้ และไม่คิดมาก่อนว่าเฟอร์กี้ จะวางมือนั่นเอง "ผมเจ็บปวดมากจริงๆ เพราะผมคิดว่าเหตุผลที่ผมมาที่นี่ก็เพราะ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก และเขาคือเหตุผลที่ผมย้ายมานี่ มันแทบไม่ต้องคิดเลยจากการที่ผมได้พูดคุยกับเขา" "ผมย้ายมานี่ และได้เห็นเขารีไทร์ ผมไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนเลย แต่มันเหมือนว่าผมก็ต้องยอมรับมันให้ได้อยู่ดี" เฟอร์กี้ ไม่ได้ติดต่อมาพูดคุยกับเขาเลยว่าจะตัดสินใจรีไทร์ เขารู้ข่าวจากสื่อเหมือนคนอื่นๆ อีกหลายล้านคนทั่วโลก "ไม่ ไม่ได้พูดเลย ผมเห็นมันจากข่าวและผมคิด 'ไม่จริงน่า เขาอยากเซ็นสัญญาฉัน เขาต้องอยากเห็นฉันเล่นสิ อย่างน้อย' แน่นอน มันคือฟุตบอล และคุณต้องเดินหน้าต่อไปกับมัน" "ตอนที่ผมเซ็นกับยูไนเต็ด ผมขอย้ายยืมตัวกลับไปที่พาเลซ เพื่อให้จบฤดูนั้นก่อน แต่เมื่อฤดูกาลจบ เขาก็รีไทร์ซะแล้ว" "กระทั่งถึงตอนนี้ ผมคิดว่าถ้าผมไม่เลือกกลับไป บางทีผมอาจได้มีโอกาสเล่นกับทีม" นั่นคือความผิดพลาดแรก แต่มันเป็นความผิดพลาดแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ ต่อมา เมื่อเฟอร์กี้ ออกไปแล้ว เขาต้องกลับมายังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่อย่าง เดวิด มอยส์ มันเป็นความหายนะอีกครั้ง ตอนนั้นหลายคนเชื่อว่า ซาฮา จะได้โอกาส เพราะเป็นนักเตะดาวรุ่งอนาคตไกล เป็นปีกในสไตล์ที่น่าจะเหมาะกับแมนฯ ยูไนเต็ด ทว่า มอยส์ กลับแทบไม่ส่ง ซาฮา ลงเล่นเลย ตอนนั้นโซเชียลมีเดียแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากๆ แล้ว เกือบทุกคนมีสมาร์ทโฟน ไม่ใช่เล่นกันแค่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป คำถามคือ ทำไม มอยส์ ไม่ใช้งาน ซาฮา (บ้างเลยวะ) ทั้งที่ทีมก็ขาดความสดใหม่ ขาดความวูบวาบ น่าจะลองให้เด็กมันลงบ้าง จนมาซึ่งข่าวลือบ้าๆ ว่าเป็นเพราะ ซาฮา ไปแอบมีอะไรกับลูกสาวของ เดวิด มอยส์ ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่จริงโดยสิ้นเชิง "มีข่าวลือว่าในฤดูกาลนั้นผมไม่ได้เล่นให้ ยูไนเต็ด เพราะผมไปนอนกับลูกสาวของ เดวิด มอยส์ และไม่มีใครเลย (ที่ยูไนเต็ด) ออกมาเคลียร์ข่าวนี้" "ผมต้องสู้กับปีศาจด้วยตัวคนเดียว ข่าวลือพวกนี้มันไม่จริง ผมต้องรับมือเรื่องยังงี้ตอนผมอายุ 19 ปี อาศัยอยู่ตัวคนเดียวในแมนเชสเตอร์ ไม่ได้อยู่ใกล้กับใครๆ เลย เพราะสโมสรมีบ้านเดิมอยู่แล้ว ซึ่งก็ให้ผมไปอยู่ที่นั่นแหละ" "พวกเขาไม่ได้ให้รถผม อย่างที่นักเตะคนอื่นๆมี ไม่มีอะไรเลย ผมอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายด้วยตัวคนเดียว ห่างจากครอบครัว และผมคิด 'ถ้านี่ไม่ได้ทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นได้ จะมีอะไรทำได้อีกล่ะ?'" "ตอนที่ผมอยู่ที่ยูไนเต็ดผมมีเงิน แต่ผมก็ยังหดหู่และเศร้า คนคิดว่าชีวิตของคุณแตกต่างออกไปเพราะคุณมีเงิน มีชื่อเสียง พวกเขาเลยไม่ได้ปฏิบัติกับคุณเหมือนคนทั่วไป" อย่างไรก็ดี เหตุผลที่แท้จริงสำหรับซาฮา คือ เขายอมรับว่าเขายังเด็ก และขาดความเด็ดเดี่ยว เขาไม่มีใครให้คำปรึกษา ดูเหมือนว่า ซาฮา จะต้องการทำให้ มอยส์ ประทับใจให้ได้มากที่สุดจนเสียแนวทางการเล่นของตัวเองไป และเขาเองก็ไม่ได้ผลักดันตัวเองให้แสดงจุดเด่นของตัวเองออกมา "พูดตามตรงว่า ปกติเมื่อผมพูดเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ด ผมจะไม่บอกว่าผมเสียใจอะไร แต่มันมีอย่างนึงที่ผมเสียใจคือผมไม่ได้พยายามผลักดันตัวเอง" "เพราะผมไม่เคยไปจากครอยด้อนเลย ผมไม่เคยไปอยู่ที่อื่น แล้วอยู่ดีๆ ผมก็มาอยู่ในแมนเชสเตอร์ ผมรู้สึกเป็นโฮมซิกประจำ ผมไม่ได้ผลักดันการเล่นและตัวตนของผมเลยสักนิด ผมเป็นเหมือนแค่เงาของตัวเองจริงๆ" "ผมคิดถึงมันในหลากหลายแบบ เพราะผู้จัดการทีมที่แตกต่างกันก็จัดการกับนักเตะอายุน้อยแตกต่างกันออกไป เพราะทุกวันนี้เราเห็นนักเตะขึ้นไปโดดเด่นในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 18-19 ปี และวิธีที่พวกเขารับมือกับความโด่งดังนั้น" "ผมพูดได้ว่า บางทีมันอาจมาถึงในเวลาที่ผิด เพราะผมยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ แต่ในขณะเดียวกัน แนวทางที่ผู้จัดการทีมอยากให้ผมเล่นด้วย ผมอยากให้เขาเชื่อใจผม คือมันก็เหมือนผมเสียตัวตนไปเช่นกันเพราะผมหยุดใช้ทักษะส่วนตัวแล้วมันก็เหมือนแบบว่า 'ฉันเป็นใครกันแน่ ถ้าฉันไม่ใช้ทักษะส่วนตัว' มันก็ทั้งสองส่วนผสมกัน ผมเลยไม่รู้จะเอายังไงดี" "ตอนผมย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ด ผมยังดิบอยู่มาก มันเป็นการเล่นที่เน้นเรื่องใช้ทักษะ ลีลาอะไรทำนองนั้น แน่นอนว่าผมเป็นเด็กใหม่ที่นั่นด้วย ผมเลยพยายามจะเรียกความเชื่อใจจากผู้จัดการทีม ผมคิดว่าเขาต้องการให้ผมเก็บบอลไว้ให้มากขึ้น ผมเลยหยุดเลี้ยงแหวกคู่แข่งและเริ่มทำแค่ผ่านบอลคืนหลัง แน่นอน ผู้จัดการทีมย่อมเสียความชื่นชอบแล้วเพราะมันเหมือนว่า 'ตกลงนายทำอะไรกันแน่?'" "อย่างที่ผมบอก ผมเสียตัวตนของผมไป และผมอยากให้เขาเชื่อใจในตัวผมอย่างมาก ผมจะเป็นนักเตะที่เก็บบอลไว้ตลอดเวลา และผมลืมไปว่า ผมคือนักเตะที่จะต้องพุ่งไปข้างหน้า เลี้ยงผ่านคู่แข่ง และพยายามสร้างสิ่งต่างๆ" "ผมรู้สึกว่าผมควรได้โอกาสมากกว่านี้ ผมรู้สึกว่า ทางเดียวที่คุณจะได้เรียนรู้และเพิ่มความเชื่อมั่นคือการได้ลงเล่น" "ผมไม่คิดว่าผมได้โอกาสเลยสักนิด ผมไม่รู้ว่าเหตุผลคืออะไร ผมไม่เคยได้โอกาสลงเล่นจริงจังเลย แล้วจากนั้นผมก็โดนส่งไปยืมตัว จนถึงตอนนี้ ผมก็ไม่คิดว่าผมได้โอกาสที่ผมสมควรได้รับ" เมื่อไม่ได้รับโอกาส เขาเลยโดนส่งไปยืมตัวกับ คาร์ดิฟฟ์ ในเดือนมกราคม 2014 ตอนนั้น โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เข้ามาคุมคาร์ดิฟฟ์ พอดี เลยขอยืมตัวซาฮา ไปใช้งานซะเลย จังหวะไม่เป็นใจอีกแล้วสำหรับซาฮา เพราะเมื่อเขากลับมาจากยืมตัว มอยส์ ก็โดนปลดออกไปเสียแล้ว และคนที่เข้ามาใหม่คือ กุนซือที่เฮี้ยบ และชัดเจนอย่าง หลุยส์ ฟาน กาล ในหน้าร้อนปี 2014 "ผมกลับไปที่ยูไนเต็ดหลังจากยืมตัวที่คาร์ดิฟฟ์และมันเป็น หลุยส์ ฟาน กาล คุมทีมแล้วตอนนั้น" "เมื่อเขาเข้ามา มันเป็นหลังบอลโลกที่เขาใช้งาน โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กับ อาร์เยน ร็อบเบน เล่นคู่หน้า (ในทีมชาติฮอลแลนด์)" "เขามีให้ผม 2 ทางเลือก ถ้านายไม่เล่นวิงแบ็ก ก็ต้องเล่นกองหน้า นั่นคือตำแหน่งที่ผมไม่เคยเล่นมาก่อนเลย มันเหมือนผมถูกเซ็ตมาเพื่อให้ล้มเหลว" "นี่คือหลังจากยุคของ เดวิด มอยส์ และผมพูดไม่ออกเลยกับการที่สิ่งต่างๆ มันไม่ออกมาดีสำหรับผม แล้วผมก็กลับไป ผมได้รับทางเลือก 'ถ้านายไม่เล่นวิงแบ็ก ก็ต้องเล่นกองหน้า' ซึ่งผมทำไม่ได้ทั้งคู่" ด้วยประสบการณ์ในระดับสูงยังน้อย และยังขาดการพัฒนาที่ดีพออย่างต่อเนื่อง ซาฮา ก็อยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ ฟาน กาล ไม่ได้อีก ถ้ายังจำกันได้ ซัมเมอร์ 2014 LVG มาคุมทีมปุ้บ แมนฯ ยูไนเต็ด มีเกมช่วงปรีซีซั่นที่สุดยอดมากๆ ฟาน กาล ก็ลองให้โอกาส ซาฮา ลงเล่นเป็นกองหน้าในเกมเหล่านี้แล้ว แต่มันไมได้ผล ตอนนั้นเขายังไม่เก่งในการเล่นเป็นกองหน้า แถมปรีซีซั่นนั้น เขาต้องดวลกับกองหลังของทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน และ เรอัล มาดริด ซึ่งเขาเสมือนเด็กน้อย เมื่อเทียบกับกองหลังอย่าง วิดิช, เปเป้ หรือ รามอส "ผมสามารถปรับเปลี่ยนการเล่นของผมได้แล้วตอนนี้ กับหลายปีที่ผ่านการลงเล่นคุณจะได้รับประสบการณ์ คุณเห็นผมเล่นกองหน้าให้พาเลซแล้วในทุกวันนี้" "ตอนนั้น ผมทำได้ไม่ดีในการหันหลังให้ปากประตูเพราะผมไม่ได้มีสัญชาติญานรับรู้ ผมหันมารับบอลปุ้บ กองหลังจะจิ้มบอลไปจากผมทันที ผมทำได้ไม่ดีตอนนั้น" "ผมจำได้ว่าผมต้องเล่นเป็นกองหน้าในช่วงปรีซีซั่น เราต้องเล่นเจอทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน ผมต้องดวลกับ วิดิช (ตอนนั้นย้ายไปอินเตอร์แล้ว) เราเล่นกับ เรอัล มาดริด ผมต้องเจออย่าง เปเป้ กับ รามอส" "ผมแบบว่า 'พวกนี้ทำเหมือนฉันเป็นเด็กน้อยเลย' โบร! ฉันโดนส่งลงไปในเหวแล้วเจอกับทีมที่บ้าคลั่งขนาดนั้นเนี่ยนะ!" เมื่ออยู่ไม่ได้ ในฤดูกาล 2014/15 ฟาน กาล ก็ให้ ซาฮา ย้ายกลับไปพาเลซ อีกรอบด้วยสัญญายืมตัว และเขาก็กลับมาเล่นได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง กลับมาอยู่ที่ครอยด้อน ย่านของเขาเอง อยู่กับครอบครัว ได้เล่นในทีมที่เขารักและได้รับความไว้วางใจ สุดท้ายเขาก็ได้ย้ายกลับมาพาเลซแบบถาวรตอนเดือนมกราคม 2015 แมนฯ ยูไนเต็ด ขายเขากลับมาด้วยราคาเพียง 3 ล้านปอนด์ ขาดทุนไปราว 7 ล้านปอนด์ ซึ่งจากจุดนั้นเองที่ วิลฟรีด ซาฮา ก็ค่อยๆ พัฒนาเกมของเขาให้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่อันตรายสุดของพรีเมียร์ ลีก ในทุกวันนี้ วิลฟรีด ซาฮา ยอมรับว่าเขาควรจะ"เข้มแข็ง" ให้มากกว่าเดิมตอนย้ายไปเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มันเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ฝีเท้าและทักษะฟุตบอล หากเขาได้ย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ดอีกครั้ง เขาจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นนักเตะแบบไหน และหนักแน่นในแนวทางของตัวเอง เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด "มันยากที่จะพูดว่าผมเป็นผมอย่างในทุกวันนี้ได้ก็เพียงเพราะผมผ่านอะไรต่างๆ มา แต่มันยังเป็นเรื่องของบุคลิก และนิสัยด้วย ผมไม่ได้ย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะจับสลากเป็นผู้โชคดีนะ ผมได้ย้ายไปเพราะสิ่งที่ผมทำในสนาม" "ถ้าผมได้ย้ายไปที่นั่นในตอนนี้ มันคงเป็นแบบว่า 'นี่คือแนวทางการเล่นของฉัน' นั่นคือสิ่งที่ผมจะแสดงให้เห็น และผมจะบอกกับทุกๆ คน 'นี่คือการเล่นแบบของฉัน ฉันจะเลี้ยงแหวกคู่แข่ง ฉันอาจเสียบอลแต่ฉันจะสร้างโอกาสได้ และฉันจะยิงได้หรือแอสซิสต์ให้ใครสักคน' แค่แสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมเป็นผม" เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" 16 ปีผ่านไปของ โด้-เลนน่อน "

แม้ว่าฟอร์มการเล่นอาจยังไม่น่าประทับใจนักแต่อย่างน้อยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็สามารถปิดท้ายปี 2021 ด้วยการคว้าชัยชนะมาฝากแฟนๆ การเปิดบ้านบดเบิร์นลีย์ 3-1 ในวันที่ 30 ธันวาคม มีเรื่องน่าสนใจเล็กน้อย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำประตูให้ ยูไนเต็ด ได้อีกครั้ง ส่วนประตูโทนของผู้มาเยือน ได้มาจาก แอร่อน เลนน่อน นี่แทบจะเป็น 2 นักเตะอาวุโสสุดในสนามของทั้งสองทีม โรนัลโด้ เกิดปี 1985 ส่วน เลนน่อน เกิด 1987 ปีเดียวกับ เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าอีกคนของปีศาจแดง และปีเดียวกับ เวย์น เฮนเนสซี่ย์ นายทวารเพื่อนร่วมทีม ฟุตบอลเปลี่ยนไปมากในช่วง 10 ปีหลัง เน้นความแข็งแรง และความฟิตของร่างกายมากขึ้น ฟุตบอลเร็วขึ้นมาก นั่นหมายความว่านักเตะอายุเยอะที่ปรับตัวไม่ได้ จะไม่สามารถลงเล่นในลีกระดับท็อปได้อีกต่อไป ทว่าสำหรับ โรนัลโด้ และ เลนน่อน พวกเขายังแสดงให้เห็นว่ายังสามารถทำได้ดี คู่นี้ จริงๆ แล้วโผล่มาเข้าซีนแทบจะใกล้เคียงกันเลย โรนัลโด้ ย้ายจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน มายังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2003/04 และทันได้ลงเล่นในเกมเปิดฤดูกาลทันที เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2003 ลงมาเป็นตัวสำรองครึ่งหลัง ส่วน แอร่อน เลนน่อน จริงๆ หมอนี่ดังมาตั้งแต่เด็ก โตมาจากศูนย์เยาวชนของ ลีดส์ ยูไนเต็ด แต่ตอนที่ยังไม่ขึ้นมาสู่ทีมแฟนบอลส่วนมากอาจยังไม่รู้จัก แต่ อาดิดาส เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้ตั้งแต่อายุ 14 ตอนนั้นเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้สปอนเซอร์รองเท้า วันที่23 สิงหาคม 2003 เลนน่อน ในวัย 16 ปี 129 วัน ก็ได้รับโอกาสลงสนามให้กับลีดส์ เป็นนัดแรก ลงมาเป็นสำรองในเกมที่แพ้สเปอร์ส 1-2 ที่ไวท์ ฮาร์ท เลน การลงเล่นของ เลนน่อน ในเกมนั้นทำให้เขาเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก ในเวลานั้นด้วย โรนัลโด้ กับ เลนน่อน ได้เจอกันในสนามเป็นครั้งแรกฤดูกาลนั้นเลย เป็นเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะลีดส์ 1-0 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2003 เพียงแต่มันเป็นการดวลกันสั้นๆ เพราะ ขณะที่ โรนัลโด้ เป็นตัวจริงให้ยูไนเต็ด แต่ เลนน่อน เป็นตัวสำรองของลีดส์ ลงมาเล่นแค่ช่วง 6 นาทีสุดท้าย ช่วงนั้น ลีดส์ เป็นทีมที่มีเด็กเก่งๆ ขึ้นมาอยู่้เรื่อยๆ นอกจาก เลนน่อน แล้วยังทีเด็กอีกคนที่รุ่นไล่เลี่ยกัน แต่เกิดก่อนเขา 1 ปี ได้ขึ้นมาฉายแววก่อนแล้ว นั่นก็คือ เจมส์ มิลเนอร์ มิลเนอร์ ลงเล่นให้ลีดส์ ชุดใหญ่ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2002 ถัดมาอีก 1 เดือนครึ่ง เขาก็ทำประตูแรกของตัวเองกับต้นสังกัดได้ ในเกมชนะซันเดอร์แลนด์ 2-1 ในเกมวันบ็อกซิ่ง เดย์ ซึ่งทำให้ มิลเนอร์ เป็นเจ้าของสถิตินักเตะอายุน้อยสุดที่ทำประตูได้ในพรีเมียร์ ลีก ด้วยวัย 16 ปี 356 วัน น่าเสียดายสำหรับทั้ง มิลเนอร์ และเลนน่อน เพราะในฤดูกาล 2003/04 ลีดส์ ตกชั้น พวกเขาเลยไม่ได้เล่นด้วยกันอีก ปี 2004/05 เจมส์ มิลเนอร์ โดนนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซื้อไปร่วมทีม ส่วน เลนน่อน ยังอยู่กับลีดส์ต่อไป แม้จะเป็นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพก็ตาม ฤดูกาลนี้เองที่เขาทำประตูแรกในสีเสื้อลีดส์ ได้สำเร็จ ด้วยความที่เป็นนักเตะทักษะดีมาก เลี้ยงบอลคล่องแคล่ว และมีสปีดจัดจ้านสุดๆ ทำให้ชื่อของดาวรุ่งอย่างเลนน่อน เป็นที่จับตาของทีมในพรีเมียร์ ลีก กระทั่งปีต่อมาคือ 2005/06 นั่นแหละ เป็น สเปอร์ส คู่แข่งทีมแรกของเลนน่อน ก็จัดการคว้าตัวเข้ามาร่วมทีม และเป็นการคืนสู่เวทีพรีเมียร์ ลีก อีกครั้งของเขา อย่างไรก็ตามกว่าประตูแรกบนเวทีพรีเมียร์ ลีก ของเขาจะมาถึงก็รอจนช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล มันเป็นเกมไปเยือน เบอร์มิงแฮม ซึ่งสเปอร์ส ชนะ 2-0 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2006 เลนน่อน ทำได้อีก 1 ประตูในวันที่ 30 เมษายน หนนี้เป็นประตูชัยเฉือนโบลตัน 1-0 ยอดรวมทำไป 2 ประตูจาก 27 นัดในลีก สำหรับปีแรกของเขากับสเปอร์ส ขณะเดียวกัน ตอนนั้น คริสเตียโน่ โนนัลโด้ ก็ค่อยๆ กลายมาเป็นตัวหลักให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบเต็มตัว ฟอร์มของ โรนัลโด้ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ทีละนิด ตั้งแต่ 2003/04, 2004/05 และ 2005/06 ซึ่งโรนัลโด้ ทำประตูให้ทีมได้ทุกปี แต่ไม่เยอะนัก ปี 2005/06 เขาทำไป 9 ประตูในพรีเมียร์ ลีก จากการลงเล่น 33 นัด ต้องบอกว่า ณ เวลานั้น ทั้งเลนน่อน และ โรนัลโด้ ต่างเล่นในตำแหน่งเดียวกันเลย นั่นก็คือปีกขวาเป็นหลัก โรนัลโด้ มีก้าวกระโดด ในปี 2006/07 หลังจากจบฟุตบอลโลกที่เยอรมัน เขากลับมาเปลี่ยนเป็นอีกคน ร่างกายบึกบึนขึ้น เข้าใจเล่นเป็นทีมมากขึ้น จูนกับ เวย์น รูนี่ย์ ได้ลงตัว ตอนนั้นไม่มีตัวเก๋าอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย แล้วด้วย ทำให้ Roo-Ron กลายเป็นคู่หูนรกแตก โรนัลโด้ ทำไปถึง 17 ประตูจาก 34 นัด ช่วยแมนฯ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ และนับแต่นั้นมา โรนัลโด้ ไม่เคยหันหลังกลับอีกเลย เขาพุ่งทะยานไปข้างหน้าบนเส้นทางลูกหนัง ไม่เคยมีฤดูกาลไหนที่เขาจะทำประตูในลีกได้ต่ำกว่า 17 ประตูอีกเลย ด้านของ เลนน่อน แม้จะถูกยกย่องว่ามีทักษะสูง พรสวรรค์สูงมาก แต่พัฒนาการของเขากลับหยุดชะงัก ฟอร์มการเล่นขาดความสม่ำเสมอ แถมเจออาการบาดเจ็บรบกวนด้วย เลนน่อน อยู่โยงกับสเปอร์ส นานถึง 10 ปี มันค่อยๆแผ่วลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ สุดท้ายเขาก็โดนปล่อยไปเอฟเวอร์ตัน อยู่กับ เอฟเวอร์ตัน ทำได้ดีเพียงฤดูกาล 2015/16 แต่จากนั้นไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก เขามีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ เป็นโรคเครียดและซึมเศร้า แต่ในที่สุดก็ผ่านมันมาได้ เลนน่อน ตัดสินใจย้ายซบ เบิร์นลี่ย์ ในครึ่งหลังของฤดูกาล 2017/18 เดือนกันยายน 2018 เลนน่อน ทำประตูแรกให้กับ เบิร์นลีย์ ได้ในเกมชนะบอร์นมัธ 4-0 มันคือประตูแรกในพรีเมียร์ ลีก ของเลนน่อน ในรอบ 2 ปีครึ่ง! เขาหมดสัญญากับ เบิร์นลี่ย์ในปี 2020 แล้วย้ายไปหากินในตุรกีกับ คายเซริสปอร์ แต่ก็ทำประตูไม่ได้เลย กระทั่งหน้าร้อนที่ผ่านมา เบิร์นลี่ย์ ก็เซ็นเขากลับมาอีกครั้งแบบฟรีเอเยนต์ ด้วยวัย 34 ปีเศษ เขาไม่ได้เป็นตัวหลักให้ทีมอีกต่อไป แต่ก็ยังพอช่วยได้ในบางสถานการณ์ กระทั่งเมื่อคืนวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา เขาก็ได้โอกาสลงตัวจริง และทำประตูใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้สำเร็จ และประตูดังกล่าว เป็นประตูแรกบนลีกสูงสุดอังกฤษของเขาในรอบ 3 ปีเลยทีเดียว เพราะหลังจากยิงบอร์นมัธเมื่อปี 2018 เขาก็ไม่เคยทำได้อีกเลย ที่สำคัญ นี่เป็นประตูแรกที่ แอร่อน เลนน่อน ยิงแมนฯ ยูไนเต็ดได้ ทั้งที่ปีศาจแดง คือทีมที่เขาลงเจอมากที่สุดในอาชีพ เพราะทั้งตอนที่เขาอยู่กับ ลีดส์, สเปอร์ส, เอฟเวอร์ตัน, เบิร์นลี่ย์ เลนน่อน ดวลกับแมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 28 นัด ไม่เคยยิงได้เลย โดยทำไป 5 แอสซิสต์ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็เช่นเดียวกัน ฤดูกาลนี้เขาก็คัมแบ็กกลับรังเก่า เพียงแต่เรื่องการทำประตูของเขายังไม่มีตก ยิงได้เรื่อยๆ การทำประตูได้พร้อมๆ กันของทั้งคู่ เท่ากับว่ามีเพียง โรนัลโด้ และเลนน่อน เท่านั้นที่เป็นนักเตะที่ทำประตูในพรีเมียร์ ลีก ได้ในฤดูกาล 2005/06 แล้วยังมาทำได้อีกในปี 2021/22 นักเตะหลายคนที่เล่นในพรีเมียร์ ลีก 2005/06 คงเลิกเล่นแขวนสตั๊ดไปกันเกือบหมดแล้ว เพราะผ่านมาถึง 16 ปี พวกที่ยังไม่เลิก ก็อาจไม่ได้อยู่ในพรีเมียร์ ลีก อีกต่อไป หรือต่อให้ยังเล่นอยู่ ก็อาจไม่เคยทำประตูได้ในยุคโน้น และจนถึงยุคนี้ ยกเว้นก็จะมีแค่เพียงคนเดียวที่สามารถทำได้ นั่นก็คือ เจมส์ มิลเนอร์ อดีตเพื่อนร่วมทีมของเลนน่อน เองนั่นแหละ ในฤดูกาล 2005/06 มิลเนอร์ ทำประตูไม่ได้ก็จริง แต่ก่อนหน้านั้น เขายิงได้มาแล้วตั้งแต่ปี 2002 ที่มันยังไม่เข้าแก๊ปก็เพียงเพราะว่าในฤดูกาล 2021/22 นี้ เจมส์ มิลเนอร์ ยังทำประตูให้กับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ ลีกไม่ได้เท่านั้น ทำได้เมื่อไหร่ ก็กลายเป็นสมาชิกชมรม คนยิงรุ่นเก๋าได้ทันที โดยมี โรนัลโด้ กับ เลนน่อน รอต้อนรับอยู่แล้ว เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แอนดี้ โคล เมื่อสาลิกากลายเป็นผี "

พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มีหลายเรื่องทั้งในและนอกสนาม เรื่องในสนามก็คือ เมื่อไหรก็ตามที่ทั้งสองทีมนี้เจอกัน เกมมักออกมาสนุกตื่นเต้นแทบทุกครั้ง ประตูมักเกิดขึ้นเยอะ เป็นแบบนี้มานาน กลางยุค 90s นี่คือสองทีมที่ขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ ลีก กันอย่างสุดตื่นเต้น นิวคาสเซิ่ล เป็นทีมที่ดี และมักเล่นเกมรุกเอาใจแฟนบอลอยู่เสมอ มันคือ "เครื่องหมายการค้า" ของทีมสาลิกาดง ทั้งสองทีมมีการซื้อขายนักเตะกันบ่อยครั้งตลอดช่วงที่ผ่านมา แม้กระทั่งช่วงที่แย่งแชมป์กันเองก็ตาม ยุคนั้น การย้ายตัวมักเป็นการคุยกันเองของสองผู้จัดการทีม ไม่ว่าสโมสรไหนก็มักรู้จักอีกฝ่าย พอออกจากสนามฟุตบอล สามารถคุยกันได้โดยไม่ได้มีการคิดว่าเป็นอริ ชนิดไม่เผาผี อย่างในปัจจุบัน หนึ่งในการย้ายตัวสุดคลาสสิกระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กับ นิวคาสเซิ่ล ก็คือกรณีของ แอนดี้ โคล ในเดือนมกราคม 1995 จอห์น กิ๊บสัน เป็นหัวหน้าฝ่ายข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ นิวคาสเซิ่ล อีฟว์นิ่ง โครนิเคิ่ล เมื่อปี 1995 เล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่มีข่าวนี้หลุดออกมาจากทางนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด "ผมอยู่ในห้องข่าวและได้รับโทรศัพท์จากบางคนภายในสโมสรเพื่อบอกข่าวด่วนกับผม" "มันช็อคจริงๆ 'นายล้อเล่นป่าววะ?' นี่ไม่ใช่สไตล์ของคีแกน เลย เขาซื้อนักเตะที่ดีที่สุด เขาไม่ได้ขายนักเตะที่ดีที่สุด สถานการณ์ทำให้เราวุ่นวายทันที เพราะหนังสือพิมพ์เรากำลังจะตีพิมพ์ออกอยู่แล้ว และนี่มันข่าวหน้าหนึ่ง!" "แต่ มันจะเกิดขึ้นแน่หรือ? โคล เจ็บไปช่วงหนึ่ง และช่วงหลังเล่นไม่ดีนัก คุณสงสัยในเรื่องสภาพร่างกาย" "แล้วจากนั้นก็มีเสียงต่อต้านจากแฟนบอล นี่จบไม่สวยแน่ และคนแรกๆ ที่รู้ข่าวคือพวกบรรณาธิการรอบดึกของเราในวันนั้น" ไม่ต้องแปลกใจเลยในสิ่งที่ จอห์น กิ๊บสัน บอก ทำไมเหล่า ทูนอาร์มี่ จะไม่ออกมาโวยวายเล่า ก็ในเมื่อพวกเขามองว่า มันคือการยื่นหอกให้ศัตรู แถมหอกเล่มนี้ยังเป็นหอกที่คมและอันตรายที่สุดด้วย ครึ่งหลังของซีซั่น 1992/93 แอนดี้ โคล ย้ายจากบริสตอล ซิตี้ มายัง นิวคาสเซิ่ล ในขณะนั้นพวกเขาเป็นทีมในดิวิชั่น1 (ชปช. ตอนนี้) และโคล ก็ยิง 12 ประตูจาก 12 นัดพาทีมคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 ได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ ปี 1993/94 ปีแรกของ โคล บนเวทีพรีเมียร์ ลีก ในสีเสื้อนิวคาสเซิ่ล เขาทำสถิติสูงสุด ยิงถึง 34 ประตูจาก 40 นัด (สมัยนั้นมี 22 ทีม เตะ 42 นัด) คว้าดาวซัลโวมาครองอย่างสุดยอด และรวมทุกรายการ 45 นัด กดไปถึง 41 ประตู เป็นสถิติสโมสร การทำบอลแบบเน้นเกมรุกของ เควิน คีแกน บวกกับการผลิตสกอร์ของ แอนดี้ โคล และเพื่อนร่วมทีมอย่าง ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์, รูเอล ฟ็อกซ์, พอล เบรสเวลล์, สตีฟ วัตสัน, จอห์น เบเรสฟอร์ด, ลี คลาร์ก, สก็อตต์ เซลลาร์ส ทำให้พวกเขาจบถึงอันดับ 3 ของตารางคะแนนเลยทีเดียว แอนดี้ โคล สามารถทำประตูใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทั้งสองนัดที่เจอกันในฤดูกาลนี้ นิวคาสเซิ่ล คิดการใหญ่ ปีต่อมา แน่นอนว่า คีแกน เล็งถึงการลุ้นแชมป์ มีการเสริมทัพดึง ฟิลิปป์ อัลแบร์, พอล คิตสัน, มาร์ก ฮ็อตติเกอร์ มาร่วมทีม โคล ยังออกสตาร์ทซีซั่นได้อย่างยอดเยี่ยม ยิงไป 8 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ ใน 11 นัดแรก ซึ่งเป็น 11 นัดที่นิวคาสเซิ่ล ร้อนแรงมาก ไม่แพ้ใครเลย ชนะ 9 เสมอ 2 โดย 2 นัดที่เสมอคือการเจอกับทีมแกร่งด้วยกันอย่างลิเวอร์พูล และแบล็คเบิร์น จุดเปลี่ยนมาถึงเอาในนัดที่ 12 ซึ่งเป็นการเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พอดี แต่ แอนดี้ โคล ลงสนามไม่ได้พอดี เพราะมีอาการบาดเจ็บ เกมนั้นเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ชนะไป 2-0 จาก แกรี่ พัลลิสเตอร์ กับ คีธ จิลเลสพี ปีกดาวรุ่งวัย 19 ปี ซึ่งภายหลังจะมีบทบาทสำคัญต่อดีลสนั่นเกาะอังกฤษครั้งนี้ จากนั้น ดูเหมือนฟอร์มของ นิวคาสเซิ่ล จะเริ่มมีสะดุด ลุ่มๆ ดอนๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ แอนดี้ โคล คัมแบ็กกลับมาก็ยิงประตูได้ทันที ในเกมเสมออิปสวิช 1-1 แต่จากนั้น ฟอร์มของเขาก็เงียบหายไปเลย ไม่ยิงติดต่อกัน 6 นัด จนถึงเกมแรกของปี 1995 ในวันที่ 2 มกราคม ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นตรงนี้ เพราะหลังจากเกมแรกของปี จะมี เอฟเอ คัพ รอบ 3 รออยู่ ในวันที่ 8 มกราคม ระหว่างช่วงนี้เองที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เดินหน้าเข้าพูดคุยอย่างจริงจัง ลี คลาร์ก มิดฟิลด์เบอร์ 10 ของนิวคาสเซิ่ล ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโคล อยู่บ้านใกล้กัน มักขับรถไปซ้อมด้วยกันเสมอ เช้าวันที่ 10 มกราคม มีซ้อมตามปกติ คลาร์ก มากดกริ่งหน้าบ้าน เพื่อรับ แอนดี้ โคล ไปสนามซ้อมด้วยกัน แต่เขาพบความไม่ชอบมาพากล "เขาไม่มาเปิดประตู และโทรศัพท์ของเขาก็ดังอยู่ในบ้าน ผมคิดในใจ 'ฉันไม่ยอมโดนสโมสรปรับที่ไปสายแน่' ผมเลยขับไปสนามซ้อมคนเดียวก่อน" ระหว่างที่ คลาร์ก กำลังขับรถนั่นเอง แอนดี้ โคล ก็โทรเข้าโทรศัพท์ในรถของคลาร์ก และบอกว่า เขาโทรมาจากแมนเชสเตอร์ และเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง และให้ คลาร์ก รับปากว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ "ผมเจ็บปวดมาก มันถูกตกลงกันเรียบร้อยแล้วในคืนก่อนหน้า และเขาลงไปที่นั่น เราควรจะต้องซื้อนักเตะที่ดีที่สุดสิ ไม่ใช่ขายนักเตะที่ดีที่สุด ในการซ้อม มีความผิดหวังกันอย่างมาก แต่เราก็เชื่อในตัวเควิน (คีแกน)" เทอร์รี่ แม็คเดอร์ม็อตต์ ซึ่งเป็นมือขวาของ คีแกน บอกว่า แอนดี้ โคล เป็นเด็กดี ฝีเท้าดี แต่ช่วงนั้นดูเหมือนว่าผลงานของเขาจะตกลงไป และใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว "เราเดาว่าเขาอาจได้กลิ่นว่า เขาอาจจะได้ย้ายออก เขาไม่ได้เล่นอย่างที่เคยทำได้ เควิน เลยคิดว่ามันดีที่สุดสำหรับสโมสร และสำหรับ แอนดี้ ที่จะทำการดีลนี้" วันจันทร์ที่ 9 มกราคม คือวันที่ทุกอย่างถูกพูดคุยและตกลงกัน คีแกน กับ แม็คเดอร์ม็อตต์ เข้าไปโน้มน้าว และเถียงกับบอร์ดบริหาร ให้รับข้อเสนอนี้จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ข้อเสนอที่ว่า เป็นสถิติเกาะอังกฤษเวลานั้น มีมูลค่าร่วม 7 ล้านปอนด์ คือเงินสด 6 ล้านปอนด์เศษ และบวกกับ คีธ จิลเลสพี ที่ตีราคา 1 ล้านปอนด์ สลับขั้วมาจากแมนฯ ยูไนเต็ด แน่นอนว่าดีล นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหาก คีธ จิลเลสพี ไม่ยอมตกลงเอาด้วย ตอนนั้น เขาเป็นเพียงปีกดาวรุ่ง ขึ้นชั้นมาจากคลาส ออฟ 92 เช่นกัน แต่ตำแหน่งของเขามีคนขวางหน้าอยู่ โดยเฉพาะ อันเดร แคนเชลสกี้ส์ ปีกจรวดยูเครน ส่วน เดวิด เบ็คแฮม เพื่อนร่วมรุ่น กำลังจะโดนปล่อยยืมไปที่ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ เป็นการชั่วคราว มันมาตกลงกันได้ที่ เชฟฟิลด์ เพราะในวันนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด มีคิวไปเยือน บรามอลล์ เลนของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในเกมเอฟเอ คัพ ในห้องแต่งตัวทีมเยือนก่อนเกม เฟอร์กี้ ก็เปิดฉากพูดคุยกับเด็กหนุ่ม คีธ ทันที เขามีชื่อติดทีมชุดนี้มาด้วยเป็นตัวสำรอง "เซอร์ อเล็กซ์ ดึงตัวผมมาแล้วอธิบายสถานการณ์ ผมมากับทีมโดยคาดหวังว่าจะได้เล่น แล้วตอนนี้ผมต้องมานั่งคิดถึงอนาคตของผมกับสโมสร ผมช็อค ผมดูเกมนั้นไม่รู้เรื่องเลย" จิลเลสพี เล่าความหลังครั้งนั้น มาร์ค ฮิวจ์ส กับ เอริค คันโตน่า ทำคนละประตูช่วยปีศาจแดงคว้าชัย 2-0 หลังเกม จิลเลสพี ก็ได้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ มันมาจากกองหลังกัปตันทีมของเขาที่ชื่อ สตีฟ บรูซ นั่นเอง บรูซ เกิดในไทน์ไซด์ เขาเป็นจอร์ดี้คนหนึ่ง และเป็นแฟนบอลนิวคาสเซิ่ลตัวยง เขาบอกกับ จิลเลสพี ว่า ควรพิจารณาข้อเสนอนี้ เพราะมันเป็นโอกาสที่จะได้ลงเล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วย "สตีฟ เป็นจอร์ดี้ และเขาบอกผมให้คว้าโอกาสนี้ไว้ เขาบอกว่า ผมยังมี อันเดร แคนเชลสกี้ ขวางอยู่อีกที่ยูไนเต็ด นี่เป็นโอกาสที่จะไดเล่น และสร้างชื่อให้ตัวเอง ผมตัดสินใจได้แล้ว ผมจะย้ายไป" ต่อมาเมื่อเกมจบ นักเตะคนอื่นๆ เดินทางกลับแมนเชสเตอร์ แต่ คีธ จิลเลสพี กับเฟอร์กี้ เดินทางเข้าไปในตัวเมืองเชฟฟิลด์ เพื่อนัดพบกับ เควิน คีแกน และผู้บริหารของนิวคาสเซิ่ล "ผมมีเวลาคุยกับคีแกนแป้บเดียว เขาขายสโมสรและผมก็ซื้อทันที มันใช้เวลาแค่นาทีเดียว เขามีเวทย์มนต์ในตัว" "แต่ผมไม่มีเอเยนต์ในตอนนั้น ดังนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เลยคุยแทนผม ผมรับอยู่ 250 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เขาบอกพวกนั้นไปว่าผมรับอยู่ 600 ปอนด์ และทำให้พวกเขาเพิ่มดับเบิ้ลให้เป็น 1,200 ปอนด์! ผมดีใจมาก" อย่างน้อยในการย้ายทีม เฟอร์กี้ ก็บลัฟใส่นิวคาสเซิ่ล จนทำให้ลูกนกจากรังของเขาอย่าง จิลเลสพี ได้รับค่าเหนื่อยที่สูงที่สุดมากกว่าที่คาดหวังเอาไว้เสียอีก วันรุ่งขึ้น จิลเลสพี ก็โทรบอกครอบครัวในไอร์แลนด์เหนือถึงการย้ายทีมหนนี้ ตอนที่ข่าวการซื้อขายครั้งนี้หลุดออกไป แฟนบอลนิวคาสเซิ่ล จำนวนมากมาประท้วงหน้าสโมสร ดักลาส ฮอลล์ ลูกชายของ เซอร์ จอห์น ฮอลล์ ประธานสโมสร บอกว่าจะจัดรถเพื่อพา คีแกน กับ แม็คเดอร์ม็อตต์ ออกไปทางประตูเล็ก เพื่อหนีความเกรี้ยวกราดของแฟนบอล ทว่า คีแกน มีความเป็นสุภาพบุรุษพอ เขาบอกว่าจะออกไปเจอกับแฟนบอลเอง สุดท้าย เขากับ แม็คเดอร์ม็อตต์ ก็ออกไปอธิบายเหตุผลกับแฟนบอลถึงเรื่องราวต่างๆ แน่นอน แฟนบอลหวังว่าถ้าสโมสรปล่อยกองหน้าชั้นดีออกไป ก็ควรจะมีตัวแทนเข้ามา จริงๆ คือพวกเขาต้องรอครึ่งปี คีแกน ก็คว้า เลส เฟอร์ดินานด์ มาตอนซัมเมอร์ 1995 และทำให้แฟนบอลหายโกรธเมื่อดึง อลัน เชียเรอร์ ปาดหน้าเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จในปี 1996 ฝั่งของ แอนดี้ โคล เปิดเผยว่า รอยร้าวระหว่างเขากับ คีแกน มันเริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 1994 แล้ว ในเกมหนึ่ง ซึ่งนิวคาสเซิ่ล ออกไปแพ้ วิมเบิลดัน 2-4 "ผมรู้ว่าผมกับ เควิน เคยทะเลาะกัน เขามาด่าทำให้ผมโมโห อย่างที่เขาทำกับ คลาร์กี้ (ลี คลาร์ก) ในวันหนึ่ง" "เราแพ้เกมนั้น และเขาก็มาด่าผมจนผมโมโห เพราะเราแพ้ ดังนั้น เราก็กลับไปที่โรงแรม เควิน ก็บอกผมว่า "Do one" (หมายถึง ไล่ให้ไปพ้นๆ หน้า) ผมเลยบอกว่า 'ได้ ไม่มีปัญหา' ผมเก็บข้าวของแล้วออกไป ความสัมพันธ์ก็ไม่เหมือนเดิมอีก" "ผมไม่ได้จะหาทางย้ายจากนิวคาสเซิ่ล ผมมีความสุขมากๆ ที่นั่น ตอนเกิดเรื่องที่โรงแรมตอนนั้น ผมก็แค่คิดว่า 'ไม่ ผมไม่ยอมให้คุณมาพูดกับผมแบบนั้น' ดังนั้นพอผมหายไป 5 วัน เราก็นัดมาคุยกัน ปรับความเข้าใจกัน และเขาก็ยื่นสัญญาใหม่ให้ผม แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป" ทว่า โคล บอกว่าจริงๆ แล้วปัญหาของเขาที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค คือ เขารู้สึกว่าตัวเอง "ดัง" เกินไป ทั้งที่อายุเพิ่ง 23-24 ปีเท่านั้น "ผมสนุกกับที่นิวคาสเซิ่ลนะ ปัญหาเดียว สำหรับผมโดยส่วนตัวเลยก็คือ มันมาถึงเร็วเกินไปในชีวิตผม" "ผมไม่ใช่คนที่ชอบถูกผู้คนยกย่อง ผมว่ามันบ้าคลั่งมาก ตอนที่ผมไปซูเปอร์มาร์เก็ต ผมช็อปปิ้งไม่ได้เลย คนตามผมเพื่อขอลายเซ็น ผมแบบว่า 'นี่มันอะไรกันเนี่ย?' ส่วนเรื่องที่ว่า เขาได้รับความสนใจจาก แมนฯ ยูไนเต็ด นั้้นมันเกิดขึ้นก่อนการย้ายตัวพักนึงแล้ว เพราะได้คุยกับนักเตะของปีศาจแดง ตอนไปเข้าแคมป์ทีมชาติอังกฤษ "ในการไปร่วมทีมชาติอังกฤษช่วงแรกๆ ของผม ผมได้คุยกับ อินซี่ (พอล อินซ์) และเขาบอกผมเสมอว่า 'ป๋าชอบนายนะ' แล้วผมก็ตอบไปว่า 'ไม่ ไม่มีทางหรอก นิวคาสเซิ่ลไม่มีวันขายผม' สำหรับผม ผมก็นึกว่ามันเป็นการอำกัน ไม่ได้คิดจริงจัง" การย้ายครั้งนี้ ทำให้แฟนบอลนิวคาสเซิ่ล ไม่พอใจแอนดี้ โคล อย่างมาก แม้ว่าสโมสรจะอธิบายถึงเหตุผลชัดเจน และยอมรับว่าพวกเขาต้องการรับข้อเสนอของทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอง ไม่ใช่การขอย้ายออกของตัวนักเตะ สำหรับ จิลเลสพี เขาก็ไปมีเส้นทางอาชีพที่ดีกับ นิวคาสเซิ่ล กลายเป็นกำลังหลักให้ทีม 3 ปี ก่อนโดนปล่อยไปแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ขณะที่ แอนดี้ โคล เมื่อย้ายมายังแมนฯ ยูไนเต็ด เขาไม่ได้ยิงถล่มทะลายเหมือนที่นิวคาสเซิ่ลอีก แต่มันก็มากพอ และดีพอที่จะทำให้เขากลายเป็นอีกหนึ่งตำนานของสโมสร และคว้าแชมป์มากมายกับทีมปีศาจแดง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117